น.90 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย ในการบรรยายครั้งที่ ๕ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงประโยชน์ของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา, ควรจะทบทวนความจำถึงเรื่องที่แล้วมา ว่าเราได้พูดถึงความหมาย ของคำ ว่า ธรรม และคำว่า ศีลธรรม และคำว่า จริยปรัชญา แล้วก็คำว่า ศาสนา ซึ่งล้วนแต่ต่างกัน ทั้งนั้น. ส่วนวันนี้จะได้กล่าวถึงประโยชน์ของศาสนาโดยเฉพาะ เพราะว่าเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนานี้ เป็นเรื่องใหญ่ คือเป็น หัวข้อสำคัญในการบรรยายชุดนี้ ดังนั้นจึงแยกออกอธิบายเป็นส่วน ๆ ไป. แต่ถึง กระนั้นในวันนี้ก็จะได้กล่าวถึงประโยชน์ ของศาสนารวม ๆ กันไปไม่ระบุว่าศาสนา ไหนก็ได้; เพื่อให้เข้าใจดี ควรจะทำการเปรียบเทียบ. สำหรับคำว่าประโยชน์นี้ มันขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคล แต่ละ ลัทธิ แต่ละทัศนะ ดังนั้นจึงไม่อาจจะตรงกันได้; แต่ละศาสนาก็หวังประโยชน์ใน รูปที่ต่างกันก็ได้; และแม้ในศาสนาเดียวกัน แต่ละคน ๆ ยังมุ่งประโยชน์ต่างกัน 85
น.91 ก็ได้; แล้วแต่ว่าเขาอยู่ในภูมไหน ในขั้นไหน ในระดับไหน เช่นว่ายกตัวอย่าง, เหมือนอย่างว่าไม้ไผ่รวก หรือไม้ไผ่อะไรกอหนึ่ง; คน ๆ หนึ่งไปที่ป่าไผ่เพื่อหวังจะ ได้ไม้ไผ่ไปทำเรือน. คน ๆ นี้ก็จะดูแต่ไม้ไผ่ที่จะใช้ทำเรือนได้เท่านั้น; ส่วนไม้ไผ่ที่ ใช้ทำเรือนไม่ได้ก็มองข้ามไปเหมือนกับไม่มี. ที่นี้บางคนต้องการไม้ไผ่จะไปทำรั้ว; บางคนต้องการไม้ไผ่จะไปทำเครื่องจักสาน, บางคนจะทำเครื่องเรือน, เขาก็จะดู แต่ที่เหมาะแก่ประโยชน์ของตนเท่านั้น; แล้วก็มองข้ามส่วนอื่น ๆ ที่จะมีอยู่แม้มาก มาย, บางคนต้องการจะทำกระบอกสูบกันชาอย่างนี้ ก็คงจะไปเลือกเอาแต่ไม้ไผ่ ที่ใช้อะไรไม่ได้สำหรับคนอื่น คด ๆ งอ ๆ อะไรทำนองนั้น; หรือบางคนจะเอาไป ทำขลุ่ย ก็เลือกเอาแต่ที่จะใช้ทำขลุ่ยได้เท่านั้น; มองข้ามส่วนอื่น แม้จะสำคัญกว่ามี ค่ากว่าไปเสียหมด. นี่แหละตาของคนเรายังเป็นอย่างนี้หรือความต้องการของคนเรา เป็นอย่างนี้, จะมองข้ามส่วนที่ไม่ตรงกับความอยากหรือความต้องการ หรือความ เข้าใจ หรือความคิดเห็นของตนทั้งที่มีอยู่มาก; นี่เรียกว่ามองเห็นแต่ด้านเดียวเท่านั้น ส่วนอื่นไม่เห็น; ฉะนั้นจึงมองผิดความจริง จึงมีการตีค่าสิ่งสิ่งเดียวกันนั้นต่าง ๆ กัน มากทีเดียว; เช่นบางคนจะเห็นพระพุทธรูปองค์หนึ่งมีค่าเท่ากับข้าวสารถังหนึ่ง; หรือ บางทีจะเป็นพระเล็ก ๆ มีค่าเท่ากับปลาทูสองตัวก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น. นี่เป็นเรื่องเปรียบเทียบให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าประโยชน์นั้น มันขึ้น อยู่กับความต้องการของแต่ละคน; เราจะต้องระวังให้ดีอย่าให้เป็นอย่างนั้น เมื่อเราพูดถึงประโยชน์ของศาสนาแล้ว เราจะต้องหมายถึงส่วนที่สำคัญที่จำเป็นแก่ มนุษย์ และที่ใช้เป็นประโยชน์ได้จริง; ไม่ใช่เพียงแต่เอาไว้กราบ ๆ ไหว้ ๆ และ ทำพิธีรีตอง. นี่คือข้อแรกที่จะตักเตือนกันก็ตรงว่า ให้ระวังสิ่งที่เราต้องการนั้นให้ ดี ๆร เพราะว่าเราต้องการอะไรอย่างหลับหูหลับตาแล้ว เราก็จะ ลืม จะมองข้าม 86
น.92 ส่วนอื่น แม้จะดีกว่าหรือมีค่ามากกว่าก็ได้ " สภาพความเป็นอยู่ของบุคคลที่เกี่ยวกับ ศาสนา แม้ในปัจจุบันนี้ก็มีลักษณะเป็นอย่างนี้อยู่มาก ดังนั้นคนจึงไม่ได้รับประโยชน์ จากศาสนาตรงตาม ที่ศาสนามีให้, นี่แหละขอให้สนใจเป็นพิเศษในความหมายของ คำว่า "ประโยชน์ " ทีนี้เราควรจะจำกัดความของคำว่า "ศาสนา " เสียสักหน่อย เพราะใน การบรรยายครั้งที่แล้วมาได้กล่าวถึงคำว่าศาสนาในวงกว้าง ศาสนาในส่วนที่จะเป็นประโยชน์นี้ เราก็จำกัดให้แคบเข้ามาได้; หรือ ว่าเราจะระลึกถึงคำว่า ธรรมะ ” หรือธรรมนั้นก่อน. คำว่า ธรรม หมายถึง ธรรมชาติก็มี; คำว่าธรรม หมายถึงกฎของธรรมชาติก็มี คำว่า ธรรม หมายถึงหน้าที่ที่ต้องประพฤติตามกฎธรรมชาตินั้นก็มี โดยเฉพาะพุทธ- ศาสนาแล้วสอนทั้งเรื่องธรรมชาติ, เรื่องกฎของธรรมชาติ, และเรื่องหน้าที่ที่มนุษย์ จะต้องปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ, มันมีอยู่ครบในเรื่องของพระพุทธศาสนา. แต่เมื่อ เราพูดถึงคำว่า “ประโยชน์ของศาสนา ’ แล้ว; คำว่า "ศาสนา " ก็จะจำกัด อยู่เพียงแค่หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ; เพราะว่าความรู้เรื่องธรรมชาติ หรือความรู้เรื่องกฎของธรรมชาตินั้น; เราก็ได้ เรียนกันมาแล้ว เราจึงประพฤติหน้าที่ได้. ทีนี้ประโยชน์ที่เราได้รับความรู้จากเรื่อง ธรรมชาติ, เรื่องกฎของธรรมชาตินั้น, ยังไม่เรียกว่าเป็น ประโยชน์ของศาสนาโดย ตรง; ประโยชน์ของศาสนาโดยตรงจึงมาอยู่ที่เราประพฤติหน้าที่, ปฏิบัติหน้าที่, ทำหน้าที่ถูกต้องตามกฎธรรมชาตินั้น ๆ. นี่แหละคือธรรมะหรือธรรมส่วนที่เป็นศาสนา โดยตรงหรือที่จะได้รับประโยชน์ในที่นี้. 87
น.93 เมื่อพูดถึงคำว่า " ศาสนา " ในที่นี้ ก็คือธรรมะในฐานะที่เป็นหน้าที่. ท่านอย่าลืมว่าได้เคยบอกให้ทราบแล้วว่า; คำว่า "ธรรมะ" นั้นถ้าในกรณี ทั่ว ๆ ไปแล้วแปลว่าหน้าที่. ตั้งแต่ก่อนพุทธกาลมาทีเดียว จนกระทั่งถึงพุทธ- กาลมาจนกระทั่งแม้บัดนี้ก็ยังใช้ได้; Dictionary เหล่านั้นยังไม่ได้แก้คำแปล เหล่านี้เลย. ธรรมะแปลว่าหน้าที่ คือหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องประพฤติ กระทำ ให้ถูกให้ตรงตามเรื่องตามราวของมนุษย์; ธรรมะคือหน้าที่อย่าง นี้ แล้วก็หน้าที่เพื่อหน้าที่; หรือหน้าที่เพื่อธรรมะนั้นเอง; ส่วนที่จะได้เงิน ได้ชื่อเสียงอะไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถือว่าเป็นผลที่พลอยได้. ผลิต ขอจำกัดความ ( หรือ Definition ) เกี่ยวกับคำว่าธรรมะหรือศาสนา ในแง่นี้; ตามที่เขายุติกันในเวลานี้ คือที่นักศึกษาค้นคว้าได้ยุติกันลงในเวลานี้ว่า; ธรรมะหรือศาสนาคืออะไรแล้ว; เขาให้คำจำกัดความว่า แนวปฏิบัติระบบ หนึ่งที่ถูกต้อง, หรือเหมาะ, หรือตรง, สำหรับมนุษย์ ทุกขั้นทุกตอนแห่ง วิวัฒนาการของเขา. นี่ขอให้ท่านจำไว้ให้แม่นยำเถอะจะมีประโยชน์มาก; จะ เป็นคำตอบที่ดีที่สุด ที่จะใช้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง หรือแม้ที่จะใช้สนทนากับชาว ต่างประเทศ; คือว่าเมื่อถูกถามให้กล่าวโดยสรุปโดยสั้น, โดยจำกัดความที่ถูกต้อง; เมื่อถามว่าธรรมะหรือศาสนาคืออะไร นี่ให้ตอบว่า "แนวปฏิบัติระบบหนึ่ง ๆ ที่ถูก ต้อง หรือเหมาะสมสำหรับมนุษย์ ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา. ไม่ต้อง สงสัย; นี้ก็หมายความว่าชาวต่างประเทศที่เขาสนใจมาก; แล้วประสบความลำบาก มากในการแปลความหมายของคำว่าธรรมะหรือศาสนา ประสบปัญหายุ่งยากมาไม่น้อย กว่า ๕๐-๖๐ ปี จนกระทั่งนักศึกษารุ่นปัจจุบันนี้ เขาพบความหมายแล้วเขา จำกัด ความกันอย่างนี้. อาตมาเห็นว่าเหมาะที่สุดแล้วซึ่งเราก็ไม่สามารถจะให้คำจำกัดความ 88
น.94 ที่ดีไปกว่านี้ได้; คือถ้าจะต้องพูดเป็นภาษาต่างประเทศก็ว่า The Cause of Conduct right for a man at his particular stages of evolution; The Cause of Conduct ....... คือแนวปฏิบัติระบบหนึ่ง ๆ Right-คือถูกต้องเหมาะสม; for a man -สำหรับมนุษย์ at his particular stages of evolu tion ทุก ๆ ชั้น ทุก ๆ ตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา. นี้ หมายความว่า แนวปฏิบัติระบบหนึ่งนี้ถูกจัดขึ้นเป็น System; ถูกตามหลักวิชา, ไม่ได้ว่าเอาเองง่าย ๆ ลุ่น ๆ เป็น Common sense; คืออย่างน้อยต้องเป็น Scientific; ถูกหลัก ถูกเกณฑ์ของการใช้เหตุผลอะไรทำนองนี้; นี่แนวปฏิบัติ ระบบหนึ่งซึ่งถูกจัดขึ้นมาโดยวิธีอย่างนี้. ที่ว่า ถูกต้องเหมาะสมสำหรับมนุษย์นั้น นี่ก็ชัดอยู่แล้ว; คือว่าถ้ามัน มาก มันเหนือไป มันต่ำไป หรือมันไม่ตรงกัน อย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้; ฉะนั้น ต้องถูกอย่างที่เรียกว่าตรงเผง เหมาะสมสำหรับมนุษย์. ทีนี้มนุษย์นั้นมีวิวัฒนาการ เป็นขั้นเป็นตอนมาตามลำดับ; แม้ที่สุดแต่ว่าวิวัฒนาการอย่างกว้าง; คือเป็นยุคเป็น สมัยนับตั้งแต่สมัยแรก ๆ ที่มนุษย์ยังไม่ค่อยเจริญ ยังไม่ค่อยรู้อะไร; สิ่งที่เรียกว่า ธรรมในสมัยนั้น ในยุคนั้นก็เหมาะสำหรับมนุษย์ยุคนั้นสมัยนั้น, จนกระทั่งถึงยุค นี้. ที่นี้เราเอาวิวัฒนาการแคบ ๆ เช่นอย่างว่าเราคนหนึ่งนี่ เมื่อเป็นเด็กอย่างหนึ่ง, เมื่อเป็นหนุ่มสาวก็อย่างหนึ่ง. เมื่อเป็นผู้ใหญ่พ่อบ้านแม่เรือนก็อย่างหนึ่ง, เมื่อเป็น คนเฒ่าคนแก่ก็อีกอย่างหนึ่ง, เมื่อไม่ได้รับการศึกษาก็อย่างหนึ่ง, เมื่อได้รับการ ศึกษาแล้วก็อีกอย่างหนึ่ง, นี้ล้วนแต่เรียกว่าขั้น หรือตอน แห่งวิวัฒนาการของเขา ทั้งนั้น. 89
น.95 ฉะนั้นอย่าได้เข้าใจผิดไปว่า เรื่องธรรมะ หรือเรื่องศาสนานี้ มี ไว้สำหรับคนแก่ที่เข้าวัด: นั้นเป็นการเข้าใจผิดอย่างยิ่ง; เป็นการตู่ศาสนา อย่างยิ่ง; อย่างน่าละอายที่สุด ถ้าใครเข้าใจศาสนาอย่างนั้นก็ โปรดเข้าใจเสียใหม่; เพราะว่าธรรมะนั้นจำเป็นทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการ; นับตั้งแต่ว่าเด็กอยู่ในท้อง เด็กคลอดออกมา เด็กวิ่งได้เดินได้ เด็กเป็นรุ่นหนุ่มรุ่นสาว เป็นหนุ่มเป็นสาวเป็น ผู้ใหญ่ เป็นคนแก่อย่างนี้: ทุกขั้นทุกตอนจะต้องประกอบอยู่ด้วยธรรมะ มิฉะนั้น แล้วจะมีเรื่องเสียหายทุกข์ร้อน. ตอนนี้ท่านลองนึกดูถึงคำว่า "หน้าที่ ", ธรรมชาติบังคับให้สิ่งที่มีชีวิต นี้มีหน้าที่ และหน้าที่นั้นแหละคือธรรมะ ถ้าละเลยธรรมะจะเป็นมีเรื่องเสีย- หายและเดือดร้อน: แม้ที่สุดแต่หน้าที่ ที่ว่ามันจะต้องกินอาหาร, จะต้องหาอาหาร กิน - จะต้องมีการอาบน้ำ, มีการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ, อะไรเหล่านี้ ซึ่งเป็นไป ตามธรรมชาติแท้ ๆ นี้ ก็ต้องเรียกว่าหน้าที่; ซึ่งเป็นธรรมอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน: แต่มันเป็นขั้นต่ำที่สุด จะเห็นได้ว่า มัน ขาดไม่ได้ ต้องทำให้ถูกต้องเหมือนกัน เหมือนอย่างว่าเด็กในครรภ์อย่างนี้ มารดาบดาที่มีความรู้ดี อาจจะทำบางสิ่งบางอย่าง ให้เป็นประโยชน์แก่เด็กในครรภ์ก็ยังได้: ไม่ใช่หมายถึงว่าเพื่อให้รอดชีวิต; แต่ เพื่อให้ประโยชน์ดีทางจิตทางใจ ทางสุขภาพอนามัยก็ยังได้ ในสมัยพุทธกาลก็มีพิธี ที่เรียกว่า “ ครรภบริหาร ”; คือทำพิธีทางศาสนา หรืออะไรทำนองนี้ เมื่อผู้หญิง ตั้งครรภ์: เป็นเรื่องปลอบขวัญ เป็นเรื่องปลุก หรือเป็นเรื่องอธิบายให้เข้าใจ เหมือน กับทำขวัญนาคอะไรทำนองนี้: เพื่อให้ผู้หญิงที่มีครรภ์นั้น รู้จักดำรงจิตใจ รู้จักรักษา สุขภาพร่างกายเป็นต้น มันก็มีประโยชน์กว่าที่จะไม่ทำ. 90
น.96 นี่เรียกว่าเด็กในท้องก็ยังต้องการสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ หรือศาสนา เป็นเครื่องคุ้มครอง ทีนี้พอเด็กคลอดออกมาแล้วก็ไม่ต้องสงสัย ต้องมีการแวดล้อม ที่ดีจากบิดามารดาจากผู้ที่เลี้ยงดู: แล้วเด็กนั้นก็มีหน้าที่ที่จะต้องเข้าใจและทำ ตาม; ฉะนั้นแม้แต่ขั้นนี้ก็ยังต้องการสิ่งที่เรียกว่าธรรมะแล้ว แต่เนื่องจากเราไม่ เอาใจใส่ เราเลยไม่รู้ว่าธรรมะสำหรับเด็ก ๆ นี้คืออะไร: เราเลยไม่ได้ทำให้เด็ก ๆ ที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่ประเสริฐที่สุด: เพราะเราไปมัวโง่ มัวหลงเสียว่า ธรรมะ นั้นควรสนใจต่อเมื่อแก่เข้าวัด ทีนี้เรื่องของเด็กรุ่นหนุ่ม เด็กรุ่นสาวนี่ยิ่ง สำคัญมากขึ้นไปอีก: ธรรมะนั้นก็เขยิบสูงขึ้นมา ถูกต้อง เหมาะสม สำหรับ วิวัฒนาการในชั้นนั้น ๆ: โดยมากเด็กรุ่นหนุ่มนี้ก็มีจิตใจวู่วามทั้งในทางความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะ โทสะ โมหะ: ถ้าเขาได้รับการอบรมดี เขาจะ ปลอดภัยที่สุดเลย. ที่นี่มนุษย์อยู่มาจนเป็นผู้ใหญ่ เป็นพ่อบ้านแม่เรือนมีภาระหนัก ถ้า ไม่มีธรรมะช่วยแล้วเขาจะตกนรกทั้งเป็น เพราะพ่อบ้านแม่เรือนนี้มีลักษณะ เหมือนวัวที่ลากเกวียนหนัก ๆ; ถ้าไม่มีธรรมะแล้วจะต้องมีการตกนรกทั้งเป็น: เป็น การทรมานของระบบประสาท ให้โทษแม้ทาง Physics: เกิดโรคประสาท เกิด โรคเบาหวาน เกิดโรคอะไรต่าง ๆ หรือเกิดโรคความดันสูง อย่างนี้เป็นต้น ทีนี้ส่วน จิตใจนั้นไม่ต้องพูดถึง มีอาการเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น: แต่ถ้ามีธรรมะ แล้วสิ่งเหล่านี้จะไม่มี เพราะว่ารู้จักดำรงจิตใจไว้ ในสภาพที่ไม่เป็นความทนทุกข์ ทรมาน; ฉะนั้นร่างกายหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจึงอยู่ในระเบียบ; ไม่ผิดระเบียบ; จึงไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ไม่เป็นเบาหวาน ไม่เป็นอะไรทำนองนี้ ซึ่งเนื่อง ๆ กันไปหลายอย่าง กระทั่งเป็นโรคประสาท จนกระทั่งวิกลจริต และต้องตายเร็วเกิน 91
น.97 กว่าที่ควรจะตาย สำหรับคนแก่นั้นก็เหมือนกัน ต้องประสบกับความที่ สังขารเสื่อมโทรมไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ที่นี้ต้องทรมานเพราะเหตุนั้น แต่ ถ้ามีธรรมะแล้วไม่เป็นอย่างนั้น; คือคนที่มีธรรมะแล้วจะหัวเราะได้จนกระทั่งเข้า โลง หมายถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ทีนี้เราจะสรุปความว่า; ธรรมะหรือศาสนานี้ คือเครื่องป้องกัน ความทุกข์ ชนิดที่เปรียบได้ว่าเป็นการตกนรกทั้งเป็น ให้แก่ทุก ๆ คน ทุก ๆ ชั้น ทุก ๆ วัย ทุก ๆ ตอนของวิวัฒนาการ เราจะพูดได้ว่า เมื่อไม่มีธรรมะหรือศาสนาที่ถูกต้องแล้ว คนจนก็มีความทุกข์ทรมานไปตามแบบคนจน คนมั่งมีเศรษฐีก็มีความทุกข์ทรมาน ไปตามแบบของคนเป็นเศรษฐี; คนไม่มีอำนาจอิทธิพลก็มีความทุกข์ไปตามแบบของ คนไม่มีอำนาจอิทธิพล; คนที่มีอำนาจอิทธิพลมากก็มีความทุกข์มากไปตามแบบของ คนมีอิทธิพลมาก; แม้แต่คนสบายก็เป็นทุกข์ไปตามแบบของคนสบาย; คนเจ็บไข้ ก็เป็นทุกข์ไปตามแบบของคนเจ็บไข้; อย่างนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะยกเอาคนพวกไหนขึ้น มากล่าว ทีนี้ในทางที่ตรงกันข้าม ถ้าหากว่ามีธรรมะแล้วจะไม่มีใครเป็นทุกข์เลย; คนจนก็จะไม่เป็นทุกข์, เศรษฐีก็จะไม่เป็นทุกข์, คนสบายก็ไม่เป็นทุกข์, จนเจ็บไข้ จะตายร่อแร่อยู่เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มีความทุกข์. นี่แหละถ้ามีธรรมะหรือมีศาสนาแล้วจะ ไม่มีใครเป็นทุกข์; เพราะว่าในศาสนาหรือในธรรมะนั้น มีระเบียบ มีวิธีปฏิบัติ สำหรับเยาะเย้ยความทุกข์ได้; ฉะนั้น จึงถือว่าระบอบปฏิบัติ คือธรรมะ หรือศาสนา นี้ มีไว้เหมาะทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของคนเรา. นี่คือประโยชน์ของธรรมะ หรือศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา; ในเมื่อเราได้เข้าถึงตัวธรรมะหรือศาสนานั้น จริง ๆ: แต่ถ้าเป็นเรื่องของธรรมะหลอก ๆ ศาสนาหลอก ๆ เป็นเพียงพิธีรีตองงมงาย แล้ว ก็ไม่มีหวังที่จะได้รับประโยชน์เหล่านี้; คงได้รับประโยชน์อย่างหลอก ๆ ไป เท่านั้นเอง. และคน พออกซีthecave wonstuntไมbetween cracureNblan 92 -
น.98 ทีนี้ถ้าจะดูให้สูงขึ้นไปอีก ธรรมะหรือศาสนาในลักษณะเช่นนี้ ตั้งอยู่ ในฐานะเป็นผู้ช่วยโลกทีเดียว. ผู้ช่วยโลก มีความหมายเท่ากับพระเป็นเจ้า ถ้าว่าเป็นศาสนาที่ไม่มีพระเป็นเจ้าก็แปลว่าสิ่งที่จะช่วยโลก มีคำอย่างคำว่า World The Saviour สิ่งหรือผู้ที่ช่วยโลก: ถ้าศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า ก็หมายถึงธรรมะนี้ โดยตรง ถ้าศาสนาที่มีพระเจ้า เขาเรียกว่าพระเจ้าตามใจเขา; แต่ในพุทธศาสนานี้ จะเรียกว่า " ธรรม ” สั้น ๆ เพียงพยางค์เดียว เหมือนที่ได้บรรยายแล้วในครั้งที่ ๑ ว่าธรรมเพียงคำเดียว, เป็นทุกสิ่ง. หรือว่าถ้าเขาถามว่าในพุทธศาสนานี้มีพระเป็นเจ้า หรือ God ไหม ? เราก็ตอบว่า มี: ถ้าเขาถามอย่างพวกที่เขามี; เขามาถามเรา ๆ ก็บอกว่ามี ถ้าเขาถามว่าคืออะไร ? เพราะไม่เคยได้ยินเลย เราก็ตอบว่าคือสิ่งที่ เรียกสั้น ๆ เพียงพยางค์เดียวว่า "ธรรม " หรือว่าถ้าจะต้องแปลคำว่า God แล้ว ก็แปลว่า " ธรรม " ดีกว่า เพราะมันแยกได้โดยความหมายที่เท่ากัน. คำว่าพระเป็นเจ้าในศาสนาทั้งหลาย ที่มีพระเป็นเจ้านั้น; เขาหมาย ถึงอำนาจเหมือนกัน, อำนาจที่สร้างขึ้นมาเช่นสร้างโลก, แล้วอำนาจที่ควบคุมเช่น ควบคุมโลกอยู่ทุกเวลานาที, และอำนาจที่จะทำลายโลกเพื่อให้โลกสลายไปเป็นยุค เป็นคราวนั้นก็มี: นี้ล้วนเป็นอำนาจอันหนึ่งซึ่งทำหน้าที่อย่างนั้นได้. ในพุทธศาสนา ก็ยอมรับสิ่งซึ่งมีอำนาจหรือหน้าที่อย่างนี้ แต่เราไม่เรียกว่าพระเป็นเจ้าอย่างที่เป็น บุคคล ไม่มี Personal God ในพุทธศาสนา: แต่มีสิ่งที่มีอำนาจอย่างเดียวกัน, พระเจ้าผู้สร้าง God the Greater; พระเจ้าผู้ควบคุม God the Preserver; พระเจ้าผู้ทำลาย God The Destroyer อย่างที่เคยบอกแล้วว่าในบางศาสนา รวมไว้ที่องค์เดียวกัน: เช่นศาสนาคริสเตียน ศาสนายิวอย่างนี้ เขาเรียกว่าศาสนา ที่มีพระเป็นเจ้าองค์เดียว. 93
น.99 ทีนี้ในบางศาสนาเขาไม่รวมพระเป็นเจ้าเหล่านี้ไว้ในองค์เดียวกันแต่แยกเป็น องค์ ๆ ไป, อย่างศาสนาฮินดู เขาเรียกว่าศาสนาที่มีพระเป็นเจ้าหลายองค์: แต่จะ เป็นพระเป็นเจ้าองค์เดียวหรือพระเป็นเจ้าหลายองค์นี้ไม่สำคัญ: มันสำคัญอยู่ตรงที่ ว่า อำนาจนั้นมีหรือไม่ อำนาจสร้างคือบันดาลให้สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นมา, วิวัฒนาการ ขึ้นมาตั้งแต่ไม่มีอะไรจนมีอะไร, จนมีสัตว์มีคนมีมนุษย์อย่างเรา ๆ เดี๋ยวนี้, และ จะเป็นต่อไปข้างหน้าอีก อย่างนี้สร้างขึ้นมา: และที่ว่าควบคุมก็คือว่า มันมีอำนาจ ตายตัวอยู่ว่ามันมีเหตุผลอย่างนั้นมันต้องเป็นอย่างนั้น ๆ ๆ ๆ. มีกรรมมีวิบาก มีกิริยา มีปฏิกิริยา. นี้เรียกว่าพระเจ้าผู้ควบคุม และเมื่อถึงวาระถึงคราวเข้า จะมีปรากฏ- การณ์ที่เป็นความสลายตัวหายไปที่หนึ่ง เพื่อมีมาใหม่อีก นี้ก็เป็นอำนาจอันหนึ่ง. อำนาจอันนี้พุทธศาสนายอมรับ แต่เราไม่เรียกอะไรมากไปกว่าว่า "ธรรม" และธรรมนี้ก็คือในความหมาย ๓ ความหมายที่บรรยายแล้วในครั้งที่ ๑. ธรรมคือ ธรรมชาติ, ธรรมคือกฎของธรรมชาติ, ธรรมคือหน้าที่ที่จะต้องเป็นไปตาม กฎของธรรมชาติ: นั่นแหละคือพระเจ้าในพุทธศาสนา. ถ้าเราตอบว่าไม่มี เขาก็จะ ดูหมื่นว่าเป็นศาสนาที่ไม่ใช่ศาสนา; หรือไม่เป็นศาสนา หรือกลับจะหาว่าเป็นศาสนา ป่าเถื่อนเสียด้วยซ้ำไป; แต่ถ้าเราตอบอย่างนี้เขาจะทำอะไรไม่ได้ จะต้องยอมรับ. ฉะนั้นจงรู้จักธรรมหรือศาสนาไว้ในฐานะที่เป็นพระเป็นเจ้า. ในศาสนา คริสเตียน ในศาสนาฮินดู ในศาสนาอิสลาม มีอย่างไร, มีหน้าที่อย่างไร, มีอำนาจ อย่างไร, อยู่ในที่ทั่วไปอย่างไร, คุ้มครองโลกอย่างไร; เราก็มีอยู่อย่างนั้น: แต่ ว่าแล้วแต่เราจะเรียกว่าอะไร: ใครจะมาบังคับเราไม่ได้ เราเรียกว่าธรรม. ถ้า เรารู้จักลึกซึ้งถึงอย่างนี้ ก็เรียกว่าเรารู้จักประโยชน์ของธรรมะอย่างยิ่ง: ตั้งแต่ต่ำ ที่สุดจนถึงสูงที่สุด คือว่าอย่างต่ำ ๆ, หมายถึงที่มันเกี่ยวกับเรา ที่จะทำให้เราผาสุก 94
น.100 อยู่ในโลกนี้: ที่สูงสุดก็คือว่ามันมีอำนาจถึงอย่างนี้แหละ เราไม่เสียเวลาที่จะไปทำ ให้ผิด ไปเสียเวลารับความเสียหายไม่ได้ประโยชน์. ทีนี้จะชี้ให้เห็นต่อไปโดยรายละเอียดพอสมควรแก่เวลาสัก ๔ อย่างด้วยกัน: - อย่างแรกเรามีศาสนามีธรรมะนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อว่าให้มนุษย์แตกต่าง จากสัตว์เดรัจฉานเท่านั้น ; แต่ว่า ให้เป็นมนุษย์ที่ได้รับประโยชน์ที่สูงสุดที่ มนุษย์ควรจะได้. ท่านต้องจำไว้สักอย่างหนึ่งว่า คติธรรมโบรมโบราณก่อน พุทธกาล และแม้ในพุทธกาล และแม้ในพุทธศาสนาก็มีอยู่ตรงกันว่า การกินอาหาร การนอน การขี้ขลาดหนีภัย และการเสพเมถุนธรรม ๔ อย่างนี้ มีเสมอกันระหว่าง คนกับสัตว์ ; แต่ว่า ธรรมะเท่านั้นที่ทำให้คนผิดแปลกแตกต่างจากสัตว์, ถ้าปราศจากธรรมนี้แล้วคนเท่ากันกับสัตว์ ; ซึ่งเป็นคำกลอนที่ไพเราะในภาษาบาลี หรือสันสกฤต ; อาหารนิทฺทา ภย เมถุนญฺจ สมาญฺญเมตปฺปสุภิ นรานํ, ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส ธมฺเมน หีนา ปสุภิสมานา. " ซึ่งเชื่อว่าชาวบ้านสมัยนั้นจะ ท่องกันได้ทุกคน รู้กันทุกคน สวดร้องท่องบ่นกันอยู่ทุกคน. แต่อย่าเข้าใจว่าธรรมะนี้ จะมีประโยชน์เพียงเพื่อทำให้คนผิดแปลกแตกต่างจากสัตว์ ; มันมากกว่านั้นอีก คือ ทำให้มนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ถ้ากล่าวในแง่ของศีลธรรมก็คือ Summum Bonum ๔ ประการที่ได้กล่าวแล้วในการบรรยายครั้งที่ ๓ ; ซึ่งท่าน คงจะจำได้. แต่ถ้ากล่าวอย่างพุทธศาสนาโดยเฉพาะแล้ว ธรรมะนี้จะช่วยให้ มนุษย์ไปถึงสิ่งสูงสุด ที่มนุษย์จะไปถึง คือสิ่งที่เรียกว่านิพพาน. นี่เรา จงมองเห็นค่าของธรรมะ หรือศาสนาในข้อแรกอย่างนี้ก่อน. 95
น.101 ทีนี้ข้อที่ ๒ ถัดไปนี้ จะเล็งถึงความเข้าใจผิดที่มีกันอยู่เป็นส่วนมาก แม้ ในเมืองไทยที่ว่าเจริญด้วยพุทธศาสนา ; ยังมีความโง่ความหลงความเขลาความ เข้าใจผิด; ธรรมะนี้มิใช่มีไว้เพื่อให้หนีไปจากโลก แต่ว่าเพื่อให้อยู่ ในโลกนี้ด้วยชัยชนะทุกประการ ; จำความหมายสั้น ๆ นี้ไว้. ที่นี้คนที่โง่ที่ หลงเพราะเรียนผิดฝั่งผิดสอนกันผิดนั้น ; ไปพูดไปเข้าใจว่า ถ้ามีธรรมะแล้วต้องหนี ไปจากโลก ต้องออกไปจากโลกต้องไปอยู่ในป่าต้องไม่มีสังคม ; คือทิ้งโลกหนีโลก ละโลกไปเลย อย่างนั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้ว่า. คนที่เข้าใจผิดในคำสอน ของท่าน มาว่าเอาเอง ที่แท้ธรรมะนั้นมีไว้เพื่อจะให้อยู่ในโลกด้วยชัยชนะ พูด อย่างสำนวนโวหารก็ว่า ทำให้โลกไม่เป็นโลก ไปก็ได้ ทำให้อยู่เหนือโลก ; ทำ ให้โลกไม่ใช่โลกและไม่เป็นอันตราย ไม่เป็นพิษร้าย ไม่เป็น ความทุกข์ไปก็ได้ ; แต่เราเอากันแต่เพียงว่า อยู่ในโลกด้วยชัยชนะต่อสิ่งทุกสิ่ง. อะไรที่เป็นศัตรู ท่านคงจะไปคิดถึงบุคคลอื่น ที่แท้นั้นบุคคลอื่นหรือว่าสิ่งอื่น ๆ ภายนอกเรา ที่มาทำ ให้เราแพ้ นั้นมันน้อย เกินไป ศัตรูที่ร้ายกาจมันอยู่ข้างใน คือสิ่งที่เรียกว่า กิเลสนานาชนิด ; ที่สรุปรวมอยู่ในคำว่า " อวิชชา " ความไม่รู้ตามที่เป็นจริง อย่างเดียวเท่านั้น นั่นแหละคือ สิ่งที่ทำให้แพ้. เรามีอวิชชาแล้วเราจะแพ้ หมด จะแพ้ออกมาถึงข้างนอก ทำอะไรก็สู้ใครไม่ได้; เราจะพ่ายแพ้ แก่ อำนาจเงิน, พ่ายแพ้แก่อำนาจอาวุธ, พ่ายแพ้แก่อำนาจทุกอย่างที่เขาใช้กัน. เราก็ เลยดิ้นรนกระวนกระวายไป ด้วยความทุกข์ เพราะเต็มไปด้วย ความ พ่ายแพ้, แม้แต่ ความยากจน เราก็เอาชนะไม่ได้เพราะโง่เพราะขี้เกียจ เพราะว่าไม่มีธรรมะนั้นเอง ; ถ้าเราเอามาตรฐานกันว่า เมื่อมีความทุกข์มีความเศร้า หรือต้องร้องไห้ นั่นคือความ พ่ายแพ้แล้ว ; ก็กล่าวได้ว่า ธรรมะนี้จะหยุดการร้องไห้โดยประการทั้งปวง แก่คนทุกคน. ฉะนั้น ขอให้มีธรรมะตั้งแต่แรกคลอด ตั้งแต่เป็นเด็กรุ่นหนุ่มรุ่น 96
น.102 สาวเรื่อยมาเถอะจะประสบแต่ชัยชนะทั้งนั้น ; ไม่ต้องหนีโลกไปไหน แต่กลับจะทำ โลกให้หมดไป หรือว่าให้เราอยู่เหนือโลก ; เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ต้องหนีโลก ; เพราะว่าเราอาจจะทำโลกให้หมดความหมาย ; หรือว่าให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเรา หรือ ว่าให้โลกกลายเป็นก้อนกรวดเล็ก ๆ มาอยู่ในฝ่ามือของเรา อานิสงส์หรือานุภาพ ของธรรมะมีอย่างนี้. ส่วนที่เราจะเข้าใจได้หรือไม่ได้นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ฉะนั้น ขอให้ระงับความเข้าใจผิดที่ว่าต้องหนีโลกจึงจะรู้ธรรมะนั้นเสีย ที่นี้ข้อที่ ๓ ก็คือว่า ธรรมะหรือศาสนานี้ไม่ใช่มีไว้เพียงเพื่อให้กราบไหว้ เคารพสักการะบูชา ; ไม่ได้มุ่งหมายอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้มุ่งหมาย อย่างนั้น ; แต่ว่า เพื่อจะบำบัดโรคในทางวิญญาณ. คนเรามีโรคทางกาย มีโรคทางจิต และมีโรคทางวิญญาณ ; อาตมาชอบกล่าวอย่างนี้ก็เพื่อจะให้ เข้าใจง่าย. โรคทาง กายก็ต้องบำบัดกันด้วยวิชาความรู้ทางร่างกายเหมือนที่เราไป ที่โรงพยาบาล ; ถ้าเป็นโรคทางจิตเราก็ไปบำบัดโรคทางจิตที่โรงพยาบาลทางจิตหรือ ทางประสาท หรือที่เกี่ยวกับจิตที่เรียกกันว่าโรคจิต ; แต่ถ้าเป็นโรคทางวิญญาณ นั้นหมายความว่า แม้เราสบายดีเราก็ยังเป็นทุกข์ นี่แหละคือโรคทางวิญญาณ, ใคร ก็ตามผู้หญิงผู้ชายก็ตาม สบายดีทุกอย่างให้หมอตรวจก็ไม่มีโรคอะไรสุขภาพอนามัย สมบูรณ์ ; แต่ทำไมต้องร้องไห้ แต่ทำไมต้องเป็นทุกข์ ต้องนอนไม่หลับต้องกระวน กระวาย ต้องระส่ำระสายต้องตกนรกทั้งเป็น. อาการอย่างนี้เราเรียกว่าเป็นโรคทาง วิญญาณ ไม่มีสิ่งอื่นจะแก้ไขได้ นอกจากสิ่งที่เรียกว่าธรรมะหรือสิ่งที่เรียกว่าศาสนา. ข้อที่ ๔ ก็อยากจะบอกว่าธรรมะหรือศาสนานี้ มิใช่มีขึ้นไว้เพื่อให้เป็นการ เพิ่มภาระแก่มนุษย์ให้มากขึ้น, แต่ว่าเพื่อจะขจัดปัญหา หรือภาระหนัก 98 97
น.103 หรือปัญหาของมนุษย์ ทั้งที่เป็นส่วนสังคมและส่วนปัจเจกชน ท่านอย่า ไปคิดว่าเมื่อมีระบบศาสนาขึ้นมาแล้ว ต้องปฏิบัติ ต้องจัด ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เหมือนกับที่คน บางคนคิด ; ทำให้งาน มากขึ้น เพิ่มภาระ เพิ่ม การงานให้ มนุษย์ มากขึ้น อย่าไปคิดอย่างนั้น. ต้องมองให้ถูกในทางตรงกันข้ามว่า, ศาสนานี้มีไว้ เพื่อจะตัดภาระ เพื่อจะขจัดปัญหาให้น้อยลง. ความโง่เขลาของมนุษย์ต่างหาก ที่ทำให้ภาระมากขึ้น ปัญหามากขึ้น. ที่นี้ธรรมะนี้มันกำจัด อวิชชา กำจัดความโง่เขลา มันตัดภาระหรือตัดปัญหา ให้น้อยลง ความเข้าใจผิดเรื่องนี้มีอยู่มากมาย และเป็นปัญหาเฉพาะหน้าก็มีมากมาย เหมือนกัน ; แก้กันได้หรือแก้กันไม่ได้ก็ขึ้นอยู่ที่ว่า เข้าใจหรือไม่เข้าใจ นั่นเอง ; ลองยกขึ้นมาสักปัญหาหนึ่งอย่างว่า ความขาดแคลนทางวัตถุ ซึ่งเดี๋ยวนี้ยกเป็น ปัญหาใหญ่ มนุษย์ในโลกนี้ไม่รู้หนังสือ ยังไม่มีอาหารพอกิน วัตถุยังขาดแคลน ความยากจนยังมีอยู่ทั่วไป อย่างนี้เป็นต้น ; นั้นคือโทษของการที่ไม่มีธรรมะ. ถ้ามี ธรรมะแล้ว ปัญหานั้นจะหมดไป ความขาดแคลนทางวัตถุนั้นเราแก้ได้ทำ ให้เต็มได้ โดยทำให้มีความเต็มในทางนามธรรม หรือทางจิตใจ ธรรมะนี้ทำให้เกิดความเต็มในทางนามธรรมในทางจิตใจ ที่จะแก้ ความขาดแคลนในทางวัตถุได้. ลองมีธรรมะเท่านั้นท่านกลับไปบ้านเย็นวันนี้ จะรู้สึกว่าที่บ้านนั้นมีของเหลือใช้เหลือเพื่อมากมาย ของที่มีอยู่ในบ้านขนไปทิ้งเสีย สัก ๘๐% ก็ได้; แต่ถ้าว่าไม่เข้าใจธรรมะมีความกระหายขยายตัว มีความโลภขยาย ตัวแล้ว ยังขาดอยู่อีกไม่รู้กี่ร้อยกี่พัน % ทีเดียว ของที่จะต้องหามาใส่บ้าน. ถ้าเรากล่าวเป็นส่วนรวม เป็นเรื่องโลกทั้งหมดทั้ง ๆ โลกนี้ก็เหมือนกันอีก 97
น.104 ถ้ามนุษย์มีการศึกษาที่หลงทาง คือหลงไปตกเป็นทาสของกิเลสแล้ว วัตถุจะขาดแคลนยิ่งขึ้น วัตถุล้วน ๆ นั้นยิ่งไปทำให้มันมากเข้ามันก็ยิ่ง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าขาดแคลนยิ่งขึ้น ; นี่ขอฝากไว้ให้ไปคิด ฉะนั้นจึง เรียกว่าเป็นการศึกษาที่หลงทาง การศึกษาสมัยปัจจุบันที่ว่าเจริญก้าวหน้าที่สุด ที่สร้าง ความเจริญทางวัตถุนี้ยิ่งสร้างวัตถุเหล่านี้ขึ้นมาเท่าไร จะยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่า ขาดแคลนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ; เพราะความโง่ความหลง จะสร้างตู้เย็น สร้างรถยนต์ สร้างอะไร ๆ ให้มากขึ้นในโลกเท่าไร จะยิ่งมีความรู้สึกว่าขาดแคลนในใจมากขึ้น เท่านั้น. เราต้องมีอะไรอีกอย่างหนึ่งซึ่งจะทำให้เกิดความรู้สึกตรงกันข้าม สิ่งนั้นคือ ธรรมะ ; เราจะรู้จักทำก็เท่าที่พอเหมาะพอดี. นี่เรียกว่าไปหลงในเรื่องของวัตถุ ; นี้มันผิดกฎของธรรมชาติ, ผิดหลักธรรม, ผิดธรรมชาติ, ผิดกฎธรรมชาติ, ผิด หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องทำตามกฎธรรมชาติ ; ดังนั้นโลกจะมีวิกฤตการเพิ่มขึ้นและเป็น การถาวร นี่เราช่วยกันบอกเพื่อนมนุษย์ในโลกว่าอย่างนี้. เราจะทำการพัฒนา ( หรือ Development ); พัฒนาคน พัฒนาวัตถุ, พัฒนาทั้งคนพัฒนาทั้งวัตถุอย่างเดียว นี้แล้ว ก็ยังไม่อาจจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ในโลกนี้ ได้: เราจะต้องพัฒนาทางจิตใจที่เกี่ยวกับธรรมะ หรือเรียกว่าพัฒนาธรรมะ นี้ดีกว่า; พัฒนาวัตถุ คือผลิตวัตถุ, พัฒนาคนคืออบรมคน เพียงเพื่อสร้างวัตถุนี้ ไม่พอ วัตถุจะเป็นผู้ควบคุมมนุษย์ จะเป็นนายเหนือมนุษย์อยู่ร่ำไป; เพราะการพัฒนา เพียงเท่านั้นมันไม่พอ; ฉะนั้นต้องพัฒนาคนนั้นแหละ แต่ว่าต้องพัฒนา จิตใจในทางจิตใจให้ประกอบให้เต็มไปด้วยธรรมะ จึงจะแก้ปัญหา ต่าง ๆ ได้ พัฒนาวัตถุนี้ไม่อาจจะแก้ปัญหาที่มนุษย์กำลังประสบ เช่นปัญหา เศรษฐกิจหรืออะไรได้; มันมีแต่ปัญหาที่จะซับซ้อนขึ้นมามากกว่าเก่า ปัญหาการเมือง 0 99
น.105 ปัญหาเศรษฐกิจ หรือการทหารหรืออะไรก็ตาม ที่ถือกันว่าจำเป็นที่สุดในเวลานี้; ท่านอย่าลืมว่ารากฐานของสิ่งเหล่านั้น มันคือความโลภ ความแข่งขันแย่งชิง เอา เปรียบกัน. การพัฒนาทางเศรษฐกิจ ทางทหาร ทางการเมืองอะไรเหล่านี้; ใต้รากฐาน ของมันนั้นมันมีความโลภ มีการแข่งขันแย่งชิง เอาเปรียบกัน คือไม่มีธรรมะ; ไม่มี ความถูกความตรงตาม กฎของธรรมชาติ ฉะนั้นเมื่อไปหลงวัตถุขนาดนี้แล้วก็ตกเป็น ทาสของวัตถุ: การพัฒนาอย่างนี้แม้จะมีกันทั้งโลก อย่างที่เรียกว่าเจริญก้าวหน้ากัน ที่สุดเท่าไร มันก็ยิ่งจมลงไปใต้โลกคือใต้วัตถุเท่านั้น; นี่ก็กำลังไปสู่ความทุกข์ร้อน; มีการทุจริต คอรัปชั่น หรือว่าจะสร้างเชื้อโรคคอมมิวนิสต์อันใหม่ขึ้นมาอีกในโลก อย่างที่แก้ไม่ตก จมลึกยิ่งไปกว่าเดี๋ยวนี้; นี่แหละความที่ไม่มีธรรมะจะมีผลเป็น อย่างนี้. นี่ประโยชน์ของธรรมะ หรือศาสนาจะมีเท่าไร ท่าน ลองไปคำนวณดู: ฉะนั้น ธรรมะนี้ควรจะถือว่าเป็นยอดของวิชาความรู้ ยอดของศิลปะ ยอดของอะไร หมด; เพราะว่ามันเป็นศิลปะที่จะดึงจิตใจของคนเราออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุ; ไม่ให้หลงเป็นบ่าวเป็นทาสของวัตถุอีกต่อไป. แต่เราควบคุมวัตถุได้; มันกลับเป็นบ่าว เป็นทาสของเรา ไม่ใช่เราเป็นบ่าวเป็นทาสของวัตถุ; นี่ เราจะเรียกมันว่าเย็น ศิลปะของการพรากจิตออกมาเสียจากวัตถุ. ทำไมเรียกศิลปะ 2 เพราะมันยาก เพราะมันละเอียด เพราะมันประณีต เพราะมันสุขุม และว่าเพราะมันงดงามที่สุด; เพราะว่าเรื่องเป็นข่าวเป็นทาสของวัตถุ นี้มันเป็นเรื่องที่สกปรกโสมมที่สุด; ไม่มีความงดงามที่ตรงไหน แม้ว่าเราจะเจริญจน ว่าคนหนึ่งมีรถยนต์ตั้ง ๑๐ คัน มีตึกตั้งไม่รู้กี่หลังเหมือนกับวิมาน และมีอะไรใน 100
น.106 บ้านในเรือนมากมายอย่างไร มันเป็นบ่าวของวัตถุแล้ว ก็จะเป็นความสกปรกโสมม ที่สุด; มีแต่จะสร้างความยุ่งยากวิกฤตกาลไม่มีสิ้นสุด ไม่แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้. ส่วน ศิลปะนี้ต้องงามอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า พรหมจรรย์นี้งามทั้งเบื้องต้นงามทั้งท่าม- กลาง งามทั้งเบื้องปลาย, คือวิธีปฏิบัติตามธรรมะนั้นท่านเรียกว่าพรหมจรรย์ แล้ว มันก็งดงามอย่างยิ่งตามความหมายของสิ่งที่เรียกว่าศิลปะ; แต่เป็นความงามหรือ ศิลปะในทางจิตใจ. การพรากจิตออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุ, ที่นี้ถ้าว่าพูดเป็นธรรมะ ให้ สูงขึ้นไป ก็จะเรียกว่าการพรากจิตออกมาเสียจาก "ตัวกู-ของตัวถู " คำว่าตัวกูของตัวกูเป็นคำที่มีความหมายพิเศษ คำว่า "ตัวกู-ของกู" นี้ คือความรู้สึก หรือ Concept ที่ร้ายกาจที่เกิดขึ้นในจิตของมนุษย์; ทำให้มนุษย์เปลี่ยนสภาพ อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เป็นยักษ์ เป็นมาร เป็นภูตผีปีศาจ เป็นอะไร ๆ ที่เต็มไป ด้วยความสกปรก ความมืดมัวเศร้าหมอง เร่าร้อนเป็นทุกข์ โดยพื้นฐานเราเรียกกัน ว่า Egoism, Egoism นี้คือความรู้สึกว่ามีตัวฉัน; และพอมันเข้มข้นขึ้นมามันเป็น Selfishness หรืออะไรทำนองนี้ขึ้นมาเรื่อย ๆ นี้; เห็นแก่ตัวจัด มีความรู้สึก เป็นตัวภูไม่ยอมใคร: มีความรู้สึกเป็นของภู ไม่ให้ใคร ไม่ลดราวาศอก เผื่อแผ่แก่ใคร นี่เรียกว่า อหังการ หรือ มมังการ ตามภาษาบาลีสันสกฤต อันนี้เป็น ศัตรูที่เบียดเบียนผู้นั้นอย่างยิ่ง; และเป็นศัตรูที่เบียดเบียนโลกทั้งโลกอย่างยิ่ง; แล้วคนก็ตกอยู่ใต้อำนาจของมัน. แต่ว่าธรรมะนี้ช่วยให้ถอนตัวออกมาได้ คือถอน จิตใจออกมาได้จากอำนาจของสิ่งที่เรียกว่า " ตัวกู - ของกู " เรื่องนี้ยืดยาวจะไว้ อธิบายกันวันหลังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง. 101
น.107 เพราะฉะนั้นเราควรจะมองเห็นประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง แนบเนียนงดงาม ลึกซึ้งของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะหรือศาสนา; และพร้อมกันนั้น ท่านทุกคนจะ เข้าใจได้ว่า การแก้ปัญหาหรือการดับทุกข์ของโลกนี้ ทำโดยวิธีของ ธรรมะที่เป็นยอดศิลปะนี้ มันดีกว่าวิธีของการเมือง; เพราะการเมือง นั้นเรื่องเอาเปรียบ เรื่องหน้าไหว้หลังหลอก เรื่องมีกิเลสซ่อนไว้ข้าง ใต้เป็นรากฐาน. ฉะนั้น การแก้ปัญหาต่าง ๆ ในโลกโดยวิธีของการเมืองนั้นไม่มี ทางที่จะเป็นไปได้; ไม่มีทางที่จะทำให้มนุษย์หรือโลกนี้ดีขึ้นได้; เพราะมันเป็นเรื่อง ที่ ถ้าถือตามหลักของธรรมะหรือศาสนาแล้ว ก็ยังคงเรียกว่าเป็นธรรมฝ่ายดำอยู่นั้น เอง ไม่ใช่ฝ่ายขาวไม่ใช่ฝ่ายกุศล เพราะเป็นเรื่องความโลภ, เป็นเรื่องเจตนาร้าย, เป็นเรื่องคิดที่จะเอาเปรียบผู้อื่น. ถ้าว่ามนุษย์ในโลกนี้มีความเข้าใจทางธรรมะพร้อมๆ กัน ไม่หวังพึ่งการเมือง แต่หวังพึ่งธรรมหรือศาสนา; หรือว่าถ้าจะจัดการเมืองให้อยู่ ใต้อำนาจของธรรมหรือศาสนาเสียก่อนละก็ มีทางที่จะแก้ปัญหาของโลกนี้ได้. ฉะนั้น เราจึงบูชาธรรม เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าทุก ๆ องค์บูชาธรรม; เป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็ยังยอมเคารพสิ่งที่เรียกว่าธรรม เดี๋ยวนี้เราตกอยู่ใต้อำนาจของวัตถุ เราไม่บูชา ธรรม. เราลองไปยืนดูที่กลางถนน เราจะเห็นคนวิ่งว่อนกี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นคน เรา ลองหยังดูในจิตใจของเขาว่า นั่นเขากำลังหาเงินหรือหาธรรมะ; ที่เดินบ้างวิ่งบ้าง ขี่รถยนต์บ้าง อะไรบ้าง ว่อนอยู่ตามถนนหนทางทุกหนทุกแห่งนั้น; เขากำลังหาเงิน หรือหาธรรมะ; ก็คงจะตอบได้ว่า เขากำลังหาเงินกันอยู่ด้วยกัน ไม่โดยตรงก็ โดยอ้อม; ไม่มีใครนึกถึงธรรมะเลย การหาเงินมันสนุก มันยั่ว มันสนุก มีรสอร่อย จึงเป็นกันอย่างนั้น. ทีนี้ถ้าเรามีความรู้สึกสูงไปกว่านั้น เราอาจจะคิดว่า ชื่อเสียง 102
น.108 ดีกว่า ความมุ่งหมายที่จะหาชื่อเสียง เราทำอย่างอื่น หาชื่อเสียงสนุกกว่าหาเงิน. นี่ถูกของเรา แต่คงจะไม่ถูกอย่างของคนพวกนั้นก็ได้; แต่อาตมายังเห็นว่าแสวงหา ธรรมะนี้ สนุกกว่าหาชื่อเสียงเสียอีก เพราะว่าชื่อเสียงก็ไม่อาจแก้ไขความทุกข์ ร้อนในจิตใจของมนุษย์ได้; ฉะนั้นหาสันติสุขในภายในคือธรรมะ; หรือผลของ ศาสนาสนุกกว่าหาเงินชื่อเสียงเสียอีก; แต่แล้วคนก็ไม่ยอมเอา และมันเหมือนกับ เด็ก ๆ ที่ว่าไม่ดีทั้งนั้นอะไร ๆ ก็ไม่ดีทั้งนั้น; ไปกินหมูสะเต๊ะจานใหญ่ ๆ ให้อิ่ม แล้วไปขี่ประตูที่แกว่งได้ เล่นอ๊อดแอ๊ดสนุกสนานกว่าอะไรเหล่านี้ ดีกว่าอะไรหมด เป็นสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้; นี่เด็กๆ เป็นอย่างนี้ ไม่ได้นึกถึงเรื่องหาอะไรมาก ไปกว่านี้ แต่ว่าคนที่ไปหลงวัตถุบูชาวัตถุ เป็นทาสของวัตถุก็อยู่ในระดับเดียวกับ เด็ก ๆ ชนิดนั้น; ลองไปคิดดูให้ดีเถอะ คนโต ๆ คนแก่ ๆ ที่กำลังวิ่งพล่านเดือดร้อน อยู่ด้วยเรื่องของกิเลสในการหาเงินนั้น ก็ไม่ดีไปกว่าเด็ก ๆ เหล่านั้นเลย คือยังเป็น เด็กอยู่นั้นเอง; ฉะนั้นขอให้เข้าใจประโยชน์ของสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ หรือศาสนานี้ ให้ถูกต้อง. ชั่วเวลาเล็กน้อยนี้ อาตมาอยากจะพูดกันถึงปัญหาเฉพาะหน้าของคนเรา; ถ้าเราจะถามขึ้นว่า โลกเรานี้กำลังจะต้องการอะไร ? โลกของบุคคลที่บูชาวัตถุเห็น แก่เงิน อย่างดีก็เห็นแก่ชื่อเสียงเห็นแก่หน้าตาสูงสุดนั้นแหละ โลกของคนทั้งหมดนั้น เขากำลังต้องการอะไร ? เราไปมองดูในจิตใจของเขาส่วนลึกลงไปอีก อย่าไปมองแค่ จิตใจตื้น ๆ; แค่ที่เขากำลังหลงเงิน บูชาเงินหาเงิน เอาเปรียบคนอื่น เอาเปรียบ ประเทศอื่น เอาเปรียบกลุ่มอื่น. นี่อย่าไปมองที่ตรงนั้นมันตื้น. มองที่ใจจริงของเขา เราจะพบว่าเขาก็รู้สึกกลัว รู้สึกเป็นทุกข์; เขาก็ต้องการที่จะได้เครื่องมือ ที่จะบำบัด ความร้อนระอุ ที่กำลังระอุอยู่ในปัจจุบันนี้ นี่เขาสมมุติว่า ใครที่ตั้งตัวเองเป็นผู้รักษา 103
น.109 สันติภาพของโลก; หรือจัดโลกค่ายคอมมิวนิสต์ หรือค่ายประชาธิปไตยก็ตาม; เวลานี้ ปัจจุบันนี้ที่แท้ เขาก็ล้วนแต่ต้องการเครื่องมือที่จะบำบัดความร้อนระอุ ที่กำลังร้อน ระอุอยู่ทั้งนั้น; แต่ว่าเขามีปัญหาเฉพาะหน้าเป็นอย่างอื่น เขามีความไม่ไว้ใจซึ่งกัน และกัน เขายังกำลังต้องการที่จะเอาเปรียบ หรือทำลายล้างกันอยู่เสมอ เขาจึงไม่ได้ เครื่องมือบำบัดความร้อนระอุ. สิ่งที่เรียกว่า Present Turmoil คือความร้อนระอุในปัจจุบันนี้: พูดถึง กันมาก หนาหูยิ่งขึ้นทุกที และเขาก็แก้ไขไม่ได้ นี่เพราะมันขาดอะไร, มันขาด สิ่งเดียวกันคือขาดธรรมะ ขาดสิ่งที่เราเรียกว่าศาสนาที่นี้ต่อมาอีกนิด หนึ่งว่า เขา ต้องการสะพานที่จะทอดเข้าหากัน เพื่อทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน มันก็เหลวอีก ไม่มีอะไรเป็นสื่อ เป็นสะพาน ที่จะทำความเข้าใจกันได้, เขายิ่งไปเอาวัตถุนั้นแหละ ไปทำสื่อสะพาน มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม พูดเพราะมาก ว่าแลกเปลี่ยน ทางวัฒนธรรม; แต่แล้วมันก็แลกเปลี่ยนความบ้าหลงในเรื่องวัตถุ: มันก็เลยไม่ได้ สะพานที่แท้จริง ที่จะเป็นสื่อทอดสำหรับจะเดินเข้าหากัน เพื่อทำความเข้าใจซึ่งกัน และกัน นี่เพราะว่ามันขาดธรรมะขาดสิ่งที่เรียกว่าศาสนา เป็นการหลอกลวงตัวเอง ไปหมด เขยิบขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่งว่า เขาต้องการระยะหยุดพักสักระยะหนึ่ง เป็น ระยะที่หยุดพักไม่มีการร้อนระอุ เพื่อทำการปรึกษาหารือกัน, แล้วมันก็ไม่ได้ เพราะ ความขาดธรรมะ เขาจะประชุมขั้นสุดยอด ประชุมขั้นอะไรก็ตาม เพื่อทำความ เข้าใจกัน ปรึกษาหารือกัน; แต่ที่แท้มันไม่มีระยะหยุดความร้อนระอุ กำลังประชุม ขั้นสุดยอดอย่างนี้แต่ว่าปืน หรือระเบิดปรมาณู หรืออะไรเหล่านี้ กำลังเตรียมพร้อม 104
น.110 อยู่ทุกวินาที: อย่างนี้มันเป็นเรื่องเล่นตลก มันเป็นเรื่องเล่นตลกต่อพระเป็นเจ้า เล่นตลกต่อธรรมะ; ฉะนั้นจึงถูกพระธรรม หรือพระเป็นเจ้าลงโทษทรมานมนุษย์ให้ ประสบปัญหาหนักขึ้นไป นี่เรียกว่าเราจะแก้ปัญหาของโลก สนองความต้องการของ โลกโดยแท้จริงได้อย่างไรนี่; ท่านลองไปคิดดู. ไม่มีทางอื่นใดอีกนอกจากทางของธรรมะ; ฉะนั้นเราจะต้องจัดโลก ใครกล้า เรียกตัวเองว่าเป็นผู้จัดโลก หรือว่าจัดสังคม หรือว่าจัดการเมืองอะไรก็ตาม ก็จงจัด โลก หรือสังคมนั้น ไปตามหลักของธรรม; ไม่ใช่อาศัยเรื่องการเมือง เรื่องการ เศรษฐกิจ เรื่องการทหาร อย่างที่กำลังบ้าคลั่งกันอยู่. ท่านลองคิดดูเถอะ ศาสนาไหน ก็ตาม ล้วนแต่สอนชนิดที่มีผลอย่างนี้เหมือนกันหมด; ไม่มีศาสนาไหนเป็นหมันหรือ เสียหลาย; ถ้าประพฤติกันให้ถูกให้ตรง. ไม่เฉพาะ พุทธศาสนา ศาสนาไหนก็ได้; ศาสนาคริสเตียน, พระเยซูก็สอนให้รักเพื่อนบ้านยิ่งกว่าตัวรักตัว ที่นี้ถ้า ทุกคนที่ถือศาสนาคริสเตียนเป็นอย่างนั้น มันก็ไม่มีปัญหาอะไรที่จะเกิดขึ้นจากชน- ชาติที่ถือศาสนาคริสเตียน. ศาสนาฮินดู, ก็เอาอหิงสานี่เป็นบรมธรรม ความไม่เบียดเบียนเป็นยอดของธรรม; ศาสนาไหนก็ล้วนแต่อย่างนี้จนพูดได้ว่า ความต้องการของพระเจ้าหรือของธรรมนั้นคือความไม่เบียดเบียน. ไม่ เบียดเบียนผู้อื่นก็อย่างหนึ่ง แล้วก็อย่าเบียดเบียนตัวด้วยความโง่ของตัว แต่นี่เรา เบียดเบียนตัวเราเอง ด้วยความโง่ของเราอยู่ตลอดเวลา เข้าใจผิด ไม่รู้เรื่องจริงของ ธรรมชาติ นี่เราจะต้องนึกถึงข้อนี้; และเมื่อเรามีสิ่งที่เรียกว่าศาสนาเป็นรากฐานแล้ว จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้. เราต้องการการประพฤติดี การทำดีของสังคม พูดกันทั่วไปก็พูดอย่างนี้ นั้น มันถูกแน่ แต่เราอย่าลืมว่าการกระทำดีของสังคมนั้น มันขึ้นอยู่ที่การกระทำดีของ 105
น.111 ปัจเจกชน สังคมใครจะไปบังคับได้. ถ้าบังคับต้องบังคับด้วยอำนาจอย่างนี้มันก็ก่อ ความวุ่นวาย. ถ้าปัจเจกชนคนหนึ่ง ๆ มามีความรู้ มีความเข้าใจถูกต้องกันเสียก่อน แล้ว ก็ไม่ต้องมีใครมาบังคับ; ก็สามารถจะตั้งตน อยู่ในลักษณะที่ประกอบด้วยธรรมะ หรือกระทำตามคำสั่งของพระเป็นเจ้าอยู่อย่างเคร่งครัด นี่มันเป็นเอกชนดีแล้ว สังคมก็เป็นสังคมดี, ฉะนั้นที่เรียกว่าสังคมที่ดี หรือการกระทำที่ดีของสังคมนั้น มันคือมีรากฐานอยู่ที่กรรมดีของเอกชน ซึ่งช่วยได้ด้วยศาสนา; เมตตาเป็นหลักใหญ่ อย่างนี้ เป็นเครื่องค้ำจุนโลกอย่างนี้. อย่าไปเข้าใจว่าเงิน หรือวัตถุ หรือความเจริญทางวัตถุ จะช่วยคุ้มครองโลก จะช่วยกู้โลก; แต่มัน จะเป็นเครื่องทำลายโลก; หรือว่าธรรมะน้อย ๆ ธรรมะเล็กๆ เช่นกตัญญูอย่างนี้ก็ ช่วยโลกได้; คือเราจะต้องคิดไปในแง่ที่ว่า ทุกคนที่อยู่กันในโลกแล้วต้องมีบุญคุณ แก่กันทั้งนั้น; แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็มีบุญคุณแก่มนุษย์ เราควรจะรับรู้ความจริง ข้อนี้แล้วเมตตากันด้วยความกตัญญูต่อกัน. เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่าประโยชน์ ของศาสนานี้เรามีไว้เพื่อจะช่วยโลก เราพูดแต่เพียงว่า ศาสนามีไว้เพื่อกำจัดสิ่งซึ่ง เป็นศัตรูของโลกเพียง เท่านี้ก็พอแล้ว มันเหลือหลาย มันเกินค่าแล้ว; เพียงแต่ว่า ศาสนามีไว้สำหรับกำจัดสิ่งซึ่งเป็นศัตรูของโลก อะไรเป็นศัตรูของโลก ท่านคิด ได้เองมันไม่ยาก; ฉะนั้น ศาสนาก็คือเป็นยาแก้; หรือว่าเป็นสิ่งซึ่งเป็นของ ตรงกันข้ามกับสิ่งซึ่งเป็นศัตรูของโลก: เท่านี้ (ก็พอแล้วเกินค่าแล้วเกินค่าที่เราลงทุน ไปสนใจกับศาสนา ธรรมะแล้ว; ทั้ง ๆ ที่ยังมีเรื่องอื่นอีกมากกว่านี้ จึงเป็นอันว่ามี อะไรที่สูงกว่านี้ก็จะได้เอาไว้อธิบายกันในวันหลัง เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่าประโยชน์ของ "ศาสนา " ก็มีเค้าโครงอย่างนี้ ขอให้สนใจไว้สำหรับมีกำลังใจที่จะศึกษาธรรมะ; ไม่ถอยหลัง ไม่เกลียดธรรม ไม่ 106
น.112 รังเกียจธรรมะ ไม่เข้าใจผิดต่อธรรมะ เหมือนคนทั่วไปที่มีอยู่โดยมาก นี่คือประ โยชน์ของศาสนา อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ลงด้วยความสิ้นเวลาเพียงเท่านี้. 107
น.113 อากิญฺจญฺญํ เปกฺขมาโน สติมา นตฺถิติ นิสสาย ตรสฺสุ โอฆํ ท่านจงเป็นผู้มีสติ เพ่งอากริยจัญญา ยตนะ คือความไม่มีอะไร (ว่าง) เป็นอารมณ์ อาศัยอารมณ์ว่าไม่มี ๆ ดังนี้แล้ว ข้ามกิเลสดุจห้วงน้ำเสียเถิด (จากโสฬสปัญหาที่ ๖ )
Buddhadasa