น.114 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในการบรรยายครั้งที่ ๖ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า "ปริทรรศน์" คือการมองดูพร้อมกันโดยกว้าง ๆ ทั่ว ๆ ไปของพุทธศาสนา. ขอให้ระลึกนึกถึงการ บรรยายครั้งที่แล้วมา เป็นเครื่องช่วยความเข้าใจอยู่ด้วยตลอดไป. ครั้งที่ ๑ ได้พูดถึง สิ่งที่เรียกว่า " ธรรม ”, ครั้งที่ ๒ เรื่อง "ศีลธรรม ", ครั้งที่ ๓ เรื่อง "จริย- ปรัชญา " ครั้งที่ ๔ เรื่อง "ศาสนา " หรือคำว่าศาสนาทั่ว ๆ ไป และครั้งที่ ๕ เรื่อง "ประโยชน์ ” หรือส่วนดีของพระพุทธศาสนาต่อมนุษย์. ที่นี้ครั้งนี้จะได้กล่าว ถึงสิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนาในลักษณะมองดูคราวเดียวหมด กว้าง ๆ ทั่ว ๆ ไป; เหมือน กับว่าเรามองดูโลกนี้จากอากาศจากที่สูงมองจากทุกด้านทุกมุม มองจากข้างล่างอะไร อย่างนี้ เพื่อรู้จักกันอย่างเคร่า ๆ ทั่วไปสักทีหนึ่งก่อน; หลังจากนั้นก็จะเข้าใจส่วนใด ส่วนหนึ่ง โดยละเอียดได้โดยง่าย. 109
น.115 สำหรับในตอนแรกนี้ อยากจะบอกกล่าวถึงความจริงหรือข้อเท็จจริงอันหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวกับศาสนาทั้งหลาย รวมทั้งพุทธศาสนาด้วย : และยังจะเกี่ยวไปถึงทุกสิ่งที่ เป็นลัทธิ หรือที่เป็นสถาบันอะไรที่มนุษย์สร้างขึ้นทุกอย่างทุกประการ. กฎเกณฑ์ หรือข้อเท็จจริงอันนี้จะเรียกได้ว่า ลักษณะต่าง ๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นลัทธิ หรือ เป็นสถาบัน หรือเป็นศาสนาซึ่งมีอยู่อย่างน้อย ๖ ประการด้วยกัน. ลัทธิหรือสถาบัน หรือกฎหมาย ซึ่งเป็นสถาบันอันหนึ่ง หรือแม้แต่ศาสนานี้ จะมีลักษณะของการ เปลี่ยนแปลงใน ๖ ประการนี้ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจ คือจะมากกว่านี้ก็ได้หรือจะคิดว่า น้อยกว่านี้ก็ได้ แต่เท่าที่น่าสนใจแล้วอยากจะกล่าวว่า ๖ ประการนี้. อันแรกที่สุด เราเรียกว่ามูลกำเนิดหรือ Origin คือการเกิดขึ้นในครั้งแรก; อันที่ ๒ เราเรียกวิวัฒนาการตามธรรมชาติหรือ Revolution; อันที่ ๓ เราเรียก ว่าการพัฒนาการโดยมนุษย์ สิ่งนั้นถูกพัฒนาการโดยมนุษย์ หรือที่เราเรียกกันว่า Development, ในระยะที่ ๔ คือการเปลี่ยนรูปในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อคืออย่างเก่า ก็ไม่ใช่ อย่างใหม่ก็ไม่ใช่ การเปลี่ยนรูปในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อซึ่งเราเรียกกันว่า Transition; อันที่ ๕ การที่ถูกอิทธิพลภายนอก อย่างใดอย่างหนึ่งครอบงำนี้เรา เรียกว่า Influence, อันที่ ๖ อันสุดท้ายคือ ส่วนที่เราจะถือเอาว่าเป็นของจริง หรือเอามาเป็นประโยชน์ ได้จริงซึ่งเรียกว่า Application มีอยู่เป็น ๖ ระยะ อย่างนี้. ข้อที่ ๑ ที่เรียกว่ามูลกำเนิดนั้น หมายความว่า ครั้งแรกที่เดียวที่มีคน ก่อตั้ง หรือจัดทำลัทธิหรือสถาบันหรือศาสนาเป็นต้นนี้ขึ้น; เช่นพุทธศาสนานี้เราก็ ถือว่า ในสมัยที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตั้งขึ้นด้วยพระองค์เองในครั้งแรก; หรือศาสดา 110
น.116 องค์ใดองค์หนึ่ง ตั้งศาสนานั้น ๆ ขึ้น. ทีนี้เมื่อท่านผู้ก่อกำเนิดล่วงลับไปแล้ว มัน มีการแทรกแซง โดยวิวัฒนาการตามธรรมชาติ: มนุษย์ไม่ได้เจตนาจะ เปลี่ยนแปลงมันก็เปลี่ยนแปลงได้ อย่างนี้เรียกว่าเปลี่ยนแปลงโดยไม่ใช่เจตนาของ ใคร; เหมือนอย่างว่ามันนานเข้า มันต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาละเทศะอย่างนี้เป็น ต้น; เราเรียกว่าวิวัฒนาการตามธรรมชาติ มนุษย์ไม่ได้เจตนาจะเปลี่ยนแปลง. ส่วนอันดับที่ ๓ ที่เรียกว่าพัฒนาการโดยมนุษย์หรือ Development, นั้นหมายความ ว่าต่อมา มนุษย์ เข้าไปพิจารณาแล้ว ไปจัดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงปรับปรุง โดยเจตนา. ที่นี้จากการที่มันจะเปลี่ยนจากรูปเก่ามาสู่รูปใหม่ ( ระยะที่ ๔ นั้น ) กิน เวลาระยะหนึ่งด้วยเหมือนกัน; เพราะว่าการเปลี่ยนนี้ย่อมประสบการต่อต้าน การ ต่อสู้ การไม่ยอมเปลี่ยน; หรือว่ามันยังไม่เหมาะกับยุคใหม่แท้; แต่มันก็ไม่เหมาะ กับยุคเก่าด้วย มันจะต้องเปลี่ยน เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นจะเปลี่ยนรูป. ลัทธิคำสอน สถาบันที่เป็นสถาบัน ทางยอมรับนับถือ จะต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ในรูปที่ประหลาด; เขาจึงเรียกว่าการอยู่ในสภาพที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ. ข้อ ๕ การถูกอิทธิพลภายนอกครอบงำ นี้ก็หมายถึงว่า; ลัทธิหรือ ศาสนานั้น ๆ บางครั้งบางคราวตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบ้านเมือง หรือที่เราเรียกว่า อาณาจักร; บางครั้งไปแทรกแซงกิจการของพุทธจักรเหล่านี้เป็นต้น; ทำให้เกิดข้อ บัญญัติใหม่อะไรขึ้นมาก็มี; เพื่อต้อนรับอิทธิพลนั้น ๆ ไม่เช่นนั้นจะเป็นผลร้ายแก่ ตัวเอง. พระพุทธเจ้าท่านทรงอนุญาตไว้ข้อหนึ่ง ที่เรารู้จักกันดีว่า " ราชานํ อนุวตฺ- ติตุ๋. " แปลว่าการอนุวัติตามความประสงค์ของพวกพระราชา. นี้ไม่ได้หมายความว่า 111 102 63
น.117 แก้ไขหลักการในส่วนใหญ่; แต่ว่าข้อปลีกย่อยหรือหลักการส่วนน้อยก็ต้องแก้ไขเพื่อ ไม่ให้ขัดขวางกันกับพระราชาผู้ปกครองบ้านเมืองอย่างนี้ก็มี; เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้า อนุญาต. บางทีจะเป็นเพราะเหตุนี้ ที่พระพุทธศาสนาอยู่มาได้ด้วยความราบรื่น ไม่มีการนองเลือด; ส่วนศาสนาที่ไม่มีกฎเกณฑ์อันนี้ อาจจะมีการกระทบกระทั่ง มี การต่อต้านถึงกับมีการนองเลือด การวุ่นวายระหว่างบ้านเมืองกับศาสนา ระหว่าง พระเจ้าแผ่นดินกับสถาบันศาสนา. ทีนี้อันสุดท้ายเราเพ่งเล็งเอาแต่ที่ว่าใช้ประโยชน์ได้, คือเป็น Practical, คืออยู่ในวิสัยที่จะปฏิบัติได้สำหรับคนเดี๋ยวนี้, แล้วก็มีประโยชน์ตรงกับความต้องการ ของคนสมัยนี้ ของตัวเราของพวกเราผู้ปฏิบัติ; ฉะนั้นจึงไม่แน่ว่าจะเป็นอันไหน เรา ต้องคัดเลือกหรือว่าทำขึ้น ปรับปรุงขึ้นใหม่; เราอาจจะไม่เอาตาม Origin เดิม แท้ ๆ ก็ได้, หรือเราจะคงรักษาไว้เท่าที่ควรจะรักษาไว้ก็ได้, หรือบางทีเราก็ต้อง ยอมรับตามที่ถูก Influence ก็ได้, บางทีเราไม่เอาก็ได้: ยิ่งเรื่องของศาสนาเป็น เรื่องของปัจเจกชนแล้ว เราก็มีทางเลือก: ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า Application นี้ ขอให้เป็นเรื่องเฉพาะคนด้วยเหมือนกัน. เราเอาตัวเราเป็นหลัก แล้วเราก็วิจัยเลือก เฟ้นค้นคว้าส่วนที่จะเป็นประโยชน์แก่เราโดยเฉพาะได้: เพราะฉะนั้นมันจึงแปลก กันกับส่วนอื่น ๆ ซึ่งเป็นมูลกำเนิดหรือเป็นวิวัฒนาการ เป็นพัฒนาการ เป็นการ เปลี่ยนรูป เป็นการถูกอิทธิพลครอบงำ. เพื่อความเข้าใจ ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลายลองนึกดูเอง ถึงเรื่องที่ เกี่ยวกับกฎหมายหรือสถาบันของกฎหมาย ว่ากฎหมายนั้นมีมูลกำเนิดขึ้นมาในโลกนี้ ตั้งแต่เมื่อไร ; หรือเฉพาะในประเทศเราก็ได้ มันมีมูลมาอย่างไร เขียนไว้เป็น 112
น.118 ครั้งแรกที่สุดนั้นเขียนว่าอย่างไร และต่อมามีวิวัฒนาการตามธรรมชาติ ; คือมันต้อง เปลี่ยนไปโดยการบีบบังคับของธรรมชาติ ไม่ใช่เจตนาของเรา นี้เราก็แก้ไขกฎหมาย นั้นไปอยู่ในรูปที่จะอยู่ได้. ที่นี้บางที่มนุษย์เข้าไปพัฒนาโดยเจตนา กฎหมายนั้นก็ เปลี่ยนมาตามลำดับ; ที่นี้ในระยะที่นักกฎหมาย หรือว่าประเทศชาตินั้นยังไม่มีความ • ก้าวหน้าถึงที่สุด แต่ก็ไม่ล้าหลังแล้ว กำลังจะขึ้นยุคใหม่ อยู่ในระยะนั้นก็มีการ ปรับปรุงแก้ไขมัน ซึ่งอยู่ในรูปร่างที่ว่าเก่าก็ไม่ใช่ใหม่ก็ไม่ใช่ แล้วก็ค่อย ๆ ใหม่ ขึ้นมาตามลำดับ ; ที่นี้ในบางครั้งกฎหมายนั้นถูกอิทธิพลการเมือง ซึ่งถือปืนถือดาบ ครอบงำ กฎหมายก็ต้องถูกแก้ ถูกมีข้อแม้มีอะไรทำนองนั้น นี่ส่วนที่ถูก Influence เป็นอย่างนี้: กฎหมายก็เปลี่ยนโฉมหน้าไปบ้าง. ที่นี้อันสุดท้ายที่เรียกว่า Applica- tion นี้, คืออันที่มันเหมาะที่สุดที่จะใช้ปฏิบัติให้เรียบร้อย ให้ราบรื่น ให้เป็น ผลดี เหมาะแก่ กาละเทศะเหมาะ แก่ ทุก ๆ อย่าง เหมาะ แก่ภาวะของ ประเทศชาติ ส่วนนี้เป็น Application และเราก็ต้องการส่วนที่ ๖ นี้ด้วยกันทั้งนั้น. นี่คือความ เป็นมาของลัทธิหรือของสถาบันหรือของศาสนา นี้จะต้องเป็นอย่างนี้ อย่างน้อยก็ ด้วยลักษณะ ๖ ประการนี้ เพราะฉะนั้น เราอย่าได้มีอาการเหมือนกับที่เรียกว่า “ เถรตรง " ทำนองนั้นแล้วก็จะลำบาก; คือจะต้องรู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร มันจะต้อง เป็นอย่างไร มันจะต้องใช้ดุลยพินิจอย่างไร ; ไม่มีอาการที่เรียกว่าเถรตรง ; แม้ใน เรื่องของกฎหมาย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องของศาสนาหรือลัทธิและทางจิตใจอย่างอื่น ท่านลองคิดดูว่าแม้ในเรื่องของกฎหมาย ในขอบวงของสถาบันกฎหมายนี้ อาการ เถรตรงก็ยังมีไม่ได้ เราก็วินิจฉัยดูด้วยลักษณะ ๖ ประการนี้ แล้วเราก็จะพบส่วน ที่ดีที่สุด ส่วนที่อาศัยได้ที่สุดเป็นประโยชน์ที่สุด. ที่นี้สำหรับพุทธศาสนานั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปตามหลัก ๖ ประการนี้มาก กว่ากฎหมายเสียอีก ; ศาสนาไหนก็เหมือนกันไม่เฉพาะแต่พุทธศาสนาเรา ; เพราะ 113
น.119 มันไม่เกี่ยวกับวงการที่ทรงอำนาจหรือว่าอะไรรัดกุมมันเต็มที่ เหมือนกับสิ่งที่เรียกว่า กฎหมาย. ศาสนานี้เรายังฝากไว้กับประชาชนมากกว่า ฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ มันจึงบังคับ มากกว่า ต้องเปลี่ยนแปลงมากกว่า ; อย่าง พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ครั้งแรก อย่างไร พอนานเข้า หรือว่าเคลื่อนย้าย จากประเทศอินเดีย ไปสู่ประเทศจีน ประเทศธิเบต ประเทศไทยอย่างนี้ ; มันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงของมันใน ตัวมันเอง ; เช่นภิกษุในประเทศธิเบตจะต้องมีเครื่องนุ่งห่มผิดจากภิกษุในประเทศ อินเดียเหล่านี้เป็นต้น ; ไม่มีใครเจตนาแต่ธรรมชาติบังคับ, หรือว่าการที่มนุษย์ใน ประเทศนั้น ๆ มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามความ จำเป็นของธรรมชาติ ; อย่างว่าเราจะเอาพุทธศาสนาไปต่างประเทศในเวลานี้ มัน ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ ; แม้ว่าเราไม่มีเจตนา อันนี้มันคล้ายกัน กับว่าพัฒนาการโดยเจตนา. แต่พัฒนาการโดยเจตนานี้เราไม่ได้เล็งถึงการบังคับของ ธรรมชาติ ; แต่เราเอามติของเจ้าหน้าที่ทางศาสนาหรืออะไรทำนองนี้ ประชุมกัน พิจารณากัน เห็นว่าควรจะปรับปรุงแก้ไขเพื่อเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ โดยเจตนาจะ ปรับปรุงของคน. ฉะนั้นเรา จึงได้ อ่านพบใน ประวัติศาสตร์ที่นักบวชแห่งสมัยนั้น ๆ ในถิ่นนั้น ๆ ได้ประชุมกันแก้ไขเพิ่มเติม สำหรับระยะหัวเลี้ยวหัวต่อนี้มันมีเป็นครั้ง คราว มีไม่มาก แต่ถ้าเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่งก็มีการเปลี่ยนรูปมากเหมือนกัน ในครั้งที่พระพุทธศาสนาจะเปลี่ยนจากของเดิมเป็น "เถรวาท” หรือเป็น " มหายาน " อย่างนี้ ; มัน ก็มีระยะที่เรียกว่าคาบลูก คาบดอก ; ฉะนั้นเราจึงพบ พระคัมภีร์บางคัมภีร์ครึ่งมหายานครึ่งเถรวาทอย่างนี้ก็มี. นี่พวกเก่า แต่ว่าเดี๋ยวนี้ เราได้แยกเป็นมหายานเป็นเถรวาทกันเด็ดขาด ; แต่เราต้องไม่ลืมว่า พุทธศาสนา เดิมแท้ ที่เป็น Origin นั้น ไม่ใช่มหายานไม่ใช่เถรวาท ; มันเป็นรูปหนึ่ง 114
น.120 ทีเดียว. ที่มาเป็นเถรวาทอย่างเมืองไทย เมืองพม่า ลังกา อย่างนี้มันก็เปลี่ยนมามาก, ไม่ใช่ไม่เปลี่ยน และที่ว่าไปเป็นมหายานนั้นมันยิ่งเปลี่ยนมาก. ฉะนั้นมันมีระยะ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเถรวาทเป็นมหายาน เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ อย่างนี้เป็นต้น ; มี หลักความคิดความเห็นทางธรรมะก็ออกจะแปลก แม้แต่หลักทางวินัยก็แปลก. ที่นี้ เมื่อถูกอิทธิพลครอบงำ, อิทธิพลนี้มันมีได้หลายอย่าง เช่นโดยอำนาจของพระราชา เรียกว่าอิทธิพลอาวุธ ; อย่างนี้มันก็อย่างหนึ่ง, มันก็ยังมีอิทธิพลของกิเลสคือการยั่ว การล่อด้วยของที่ต้องการ คือทำให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน. อันหนึ่ง ถูกยั่วให้เป็นไป, อันหนึ่งถูกบังคับให้เป็นไป, ก็เรียกว่าอิทธิพลด้วยกันทั้งนั้น พระพุทธศาสนาเองก็ชอกช้ำ สะบักสะบอมด้วยเหตุนี้มาตลอดเวลาเป็นอัน มาก; และในที่สุดพวกเราในปัจจุบันนี้ จะต้องศึกษาค้นคว้าด้วยสติปัญญาไม่งมงายมา ตั้งแต่ต้นกำเนิด, และวิวัฒนาการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงอย่างไร, ถูกอิทธิพลครอบงำ อย่างไร ; จนเราอาจจะพบส่วนที่เหมาะ ที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่เราได้ ; โดยไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกับมูลกำเนิดแท้ ๆ ทุกกระเบียดนิ้ว มันไม่จำเป็นอย่างนั้น ให้มันเป็น ประโยชน์โดยถูกต้อง สมบูรณ์ และ มีเหตุผล สำเร็จประโยชน์ ก็แล้วกัน ; ฉะนั้น เราจึงต้องศึกษา จะต้องจัดต้องทำ. ยกตัวอย่างเช่นว่าพุทธศาสนาแรกมี ไม่มีพระคัมภีร์ : ต่อมาก็มีพระคัมภีร์ มากมาย แล้วเขียน ขึ้นคล้ายกับว่า Free อิสระ ที่สุดตาม ชอบใจก็มี. หรือว่า พุทธศาสนาทีแรกไม่มีรูปเคารพ เช่นพระพุทธรูป พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ล่วงมาได้ถึง ๖๐๐ ปี ยังไม่มีพระพุทธรูป ยังไม่มีรูปเคารพ : รูปของพุทธศาสนาก็ เป็นสิ่งที่ต่างกันกับพุทธศาสนาในยุคหลัง ที่ไปติดพันในรูปเคารพ เช่น พระพุทธรูป ; 115
น.121 จนมีปัญหาว่า ถ้าเดี๋ยวนี้เราจะมีทั้งพระพุทธรูป และมีทั้งหัวใจของพระพุทธศาสนา ที่ไม่ใช่พระพุทธรูปอย่างนี้ เราจะต้องทำอย่างไร. เราจะต้องทำถึงกับว่า อย่า ให้พระพุทธรูปในโบสถ์ทั้งหลายนั้นกลายเป็นรูปเคารพขึ้นมา ; เพราะ ว่าถ้าทำให้เป็นรูปเคารพขึ้นมาแล้ว จะกลายเป็นศาสนาป่าเถื่อน ย้อนหลังไปหลาย พันปี ไปถึงสมัยก่อนพุทธกาลตั้ง ๒,๐๐๐ ปี. ขอบอกว่า การไหว้รูปเคารพนี้มีมาในประเทศอินเดียย้อนหลังไปตั้ง ๓,๐๐๐ ปี ถึง ๑๐,๐๐๐ ปี ก่อนพุทธกาล. ในยุคพุทธกาลนี้ไม่มีใครไหว้รูปเคารพเลย เพราะ ฉลาด ; ไม่สร้างรูปเคารพเลย เพราะฉลาดขึ้นมาสูงสุด จนเกิดพระพุทธเจ้าซึ่งเรียก ว่าเป็นยุคทองของปรัชญาของศาสนา ไม่ไปหลงรูปเคารพ. พอล่วงมาถึง พ.ศ. ๖๐๐ จงเริ่มมีรูปเคารพ คือมีพระพุทธรูปขึ้นมาทีละเล็กละน้อย และก็เพิ่งมาหนาแน่น ดกดื่นในยุคเรา ดังนั้นเราจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้พระพุทธรูปในโบสถ์กลายเป็นรูป เคารพ ; เราก็ต้องมีความหมายอย่างอื่น อธิบายกันอย่างอื่น นี้เรียกว่า Applica- tion อันหนึ่งเหมือนกัน. เช่นว่า พระพุทธรูปนี้จะเป็นเพียงเครื่องช่วยให้เรานึกถึงธรรมะ ไม่ใช่ไว้ไหว้กราบอย่างวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ; ฉะนั้น จะต้องมีอะไรแสดงอยู่ที่พระ- พุทธรูปนั้นพอให้เรานึกถึงธรรมะ คือว่าเจาะพระพุทธรูปทะลุไป ทางหลัง ไปถึง ธรรมะอย่างนี้จึงจะถูกต้อง ; ฉะนั้นพระพุทธรูปจะต้องแสดงความเมตตา ความกรุณา ความเฉลียวฉลาด ความสงบสุข อะไรก็ตามเรื่อง. ที่นี้ทำกันมาจนเพื่อ จนพระ- พุทธรูปดูไม่ได้ พระพุทธรูปบางองค์แทบจะดูไม่ได้ น่าเกลียดก็มี. อย่างนี้มันเลอะ เทอะและกลายเป็นไหว้รูปเคารพไป, ฉะนั้นเราทำ Application กันในส่วนนี้. นี่เป็นตัวอย่างและมีอะไรอีกมากมายเหลือที่จะนำมากล่าว 116
น.122 ฉะนั้นจึงสรุปความว่า ถ้าท่านจะหยิบให้ถูกตัวพุทธศาสนาแล้ว ก็ให้เล็งถึง ข้อที่ ๖ คือ Application นี้ ในปัจจุบันนี้; ส่วนนอกนั้นเป็นเพียงเครื่องประกอบ การพิจารณา เป็นอันว่าเรามองเห็นว่าพวกสถาบันทางความคิดนึกต่าง ๆ นี้ได้มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างน้อย ๖ ประการนี้หรืออยู่ในรูป ๖ อย่างนี้ ทีนี้เรามาพูดถึงข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า " ปริทรรศน์ " ของสิ่ง ๆ หนึ่ง ; เหมือนกับว่าตึกหลังนี้ ถ้าเรามองดูจากข้างบนมันมีรูปร่างอย่างหนึ่ง ; ถ้าเรา มองดูจากข้างล่างมันมีรูปร่างอย่างหนึ่ง , ถ้าเรามองจากทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศตะวันออก ก็ล้วนแต่มีรูปร่างต่าง ๆ กัน. เราจะเอายุติตรงไหนว่าเป็นรูปร่างอัน แท้จริงของมัน คือพูดออกไปก็มีช่องที่จะด้านทั้งนั้น ; อย่างดีที่จะพูดได้ก็คือ พูดว่า ส่วนที่เขามองเห็นกันมาก ๆ ; ส่วนที่คนเดินถนนจะมองเห็นได้มากที่สุด จึงจะพูดว่า ตึกหลังนี้มีรูปร่างอย่างนี้. ที่นี้ถ้าพูดว่าตึกหลังนี้มีรูปร่างอย่างที่ว่านั้นมันจริงหรือเปล่า มันก็จริงส่วนหนึ่งเท่านั้น ; ที่นี้คนที่เขาพูดว่ามีรูปร่างอย่างอื่น เพราะเขามองจาก ทางอื่น มันก็จริงของเขาเหมือนกัน; นี่เป็นมูลเหตุให้ทะเลาะวิวาทกันเหมือนกบพวก ตาบอดคลำช้างนั่นแหละ คลำสิ่งเดียวกันแต่ไปคลำคนละแห่ง คนตาบอดหลาย ๆ คนแล้วก็เลยทะเลาะกัน. เรื่องของศาสนาก็มีทางที่จะเป็นอย่างนั้น, อย่างที่อาตมาได้กล่าวมาแล้วใน การบรรยายครั้งที่แล้ว ๆ มาว่า เราจะมองกันในแง่ไหน. ที่นี้จะประมวลมาให้หมด สำหรับในวันนี้ว่า เราอาจจะมองได้กี่อย่าง หรือเท่าที่มันเป็นจริง ๆ นี้มันได้เป็นอยู่ กี่อย่าง. สำหรับพุทธศาสนานี้ก็พูดว่า พุทธศาสนาในฐานะที่เป็น ?, ที่เป็นอะไร อย่างน้อยก็ได้กล่าวมาแล้วว่าเป็นศีลธรรมหรือเป็นศาสนา แล้วมันก็ยังเป็น 117
น.123 อื่น ๆ ได้อีก; หรือเราจะพูดว่าพุทธศาสนาที่ได้เปลี่ยนรูปมาจนอยู่ในรูปของ ? ของ อะไรบ้าง, ของศีลธรรม ของศาสนา และของอื่น ๆ อีกมาก. ทีนี้จะเป็นอะไรบ้าง นี้ก็อยากจะยกตัวอย่างมาให้ดูสัก ๑๒ อย่าง หรือ ๖ คู่ด้วยกัน คู่แรก ๑ กับ ๒ นี้คือ พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศีลธรรม หรือที่มา อยู่ในรูปของศีลธรรม กับพุทธศาสนาที่มาอยู่ในรูปของศาสนา คู่นี้ไม่ต้อง อธิบายมากเพราะท่านทั้งหลายได้เข้าใจดีอยู่แล้วจากการบรรยายครั้งก่อน ว่าส่วนใด ที่เล็งถึงสังคมเป็นหลัก ส่วนนั้นเป็นศีลธรรม, ส่วนใดที่เล็งถึงปัจเจกชนเป็นหลัก ส่วน นั้นเป็นศาสนา, คือพระพุทธเจ้านี้ท่านไม่ได้มีอะไรจำกัดใคร ไปถามเรื่องอะไรท่านก็ บอกตามสมควร ที่เขาไปถามเรื่องเกี่ยวกับสังคม เกี่ยวกับครอบครัว เกี่ยวกับบุคคลที่ ๒ ในสังคมอย่างนี้ท่านก็บอก; ฉะนั้นในพระไตรปิฎกจึงมีคำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่อยู่ในรูปของศีลธรรมก็มากมายเหมือนกัน; แต่นี่ไม่ใช่ตัวศาสนา แต่ โดยเหตุที่อยู่ในพระไตรที่ถูกของพระพุทธศาสนาเราก็ต้องเรียกว่าพระ- พุทธศาสนา ดังนั้นจึงมีพระพุทธศาสนาที่อยู่ในรูปของศีลธรรมแม้ในครั้งพุทธกาล. ในบัดนี้เราก็ได้ต้องการส่วนนี้กันมาก ถึงกับปรับปรุงหลักพระพุทธศาสนามาสอนเรื่อง คิหิปฏิบัติกันนี้มาก เช่นว่าผู้บวช ๓ เดือนมักจะได้เรียนเพียงส่วนนี้เป็นต้น, หรือว่า เอามาสอนตามโรงเรียนมัธยมโรงเรียนอะไรเหล่านี้ ก็ล้วนแต่ส่วนที่อยู่ในรูปของศีล- ธรรมแทบทั้งนั้น: นี่เรียกว่าพุทธศาสนาในส่วนที่เป็นศีลธรรมหรือในฐานะที่เป็น ศีลธรรมมาอยู่ในรูปของศีลธรรมหรือ Moral. ทีนี้ส่วนใดที่ยังคงเป็นประโยชน์โดยตรงแก่บุคคลคนหนึ่ง ๆ ที่จะ ต้องการมีจิตสูงเหนือโลกพ้นทุกข์ทั้งปวง; คำสอนส่วนนี้หรือพุทธศาสนา 118
น.124 1 ส่วนนี้ยังเป็นพุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นศาสนาไปตามเดิม. เมื่อเราถือ เอาหลักเกณฑ์อันนี้เป็นหลัก เราก็อาจตัดสินได้ด้วยตนเองว่าอะไรเป็นศีลธรรม อะไร เป็นศาสนา ยกตัวอย่างเช่นคำสอนของขงจื๊อล้วนแต่มีเรื่องทางสังคม: เพราะขงจื๊อ ถือว่าเมื่อเรื่องในโลกนี้เราก็ยังไม่รู้จัก แล้ว จะไปพูดกัน ถึงเรื่อง นอกโลกนี้กัน ทำไม ฉะนั้น คำสอนของขงจื๊อทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นจึงเป็นเรื่องศีลธรรม. ดังนั้นลัทธิของขงจื๊อ จึงไม่ถูกยกขึ้นเป็นศาสนา อย่างมากก็จะเป็นเพียงศีลธรรมหรือเป็นปรัชญา ของศีล- ธรรม: เช่นถ้าจะไปเรียกว่าศาสนาของขงจื๊อนี้ก็ควรจะถือว่าใช้คำที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็ ไม่มีคำจะเรียกมันก็ต้องเรียกไปอย่างนั้นเอง. ส่วนลัทธิเต๋าของเล่าจื้อนั้นแทบจะไม่ ได้พูดถึงเรื่องโลกนี้เรื่องสังคม พูดถึงเรื่องนอกโลกให้เข้าใจไม่ได้ อย่างนั้นควรเป็น ศาสนาแท้ นี้เป็นตัวอย่าง นี้เป็นคู่หนึ่งแล้ว. ที่นี้คู่ที่ ๒ คือ ๓ กับ ๔ นั้น พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นปรัชญา กับ พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์, เป็นปรัชญาหรือ Philosophy นี้ มันต่างจากวิทยาศาสตร์อยู่โดยใจความ; คือว่าที่เป็นปรัชญานั้นไม่เกี่ยวกับการพิสูจน์ เอา Speculation พวกคำนึงคำนวณตามเหตุผลนี้เป็นหลักไม่เกี่ยวกับการพิสูจน์. ส่วนที่เป็นศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์เป็น Science นั้นเนื่องอยู่กับการพิสูจน์ ไม่ยอม รับผลของการคำนึงคำนวณ. แต่โดยเหตุที่ปรัชญาเป็นสิ่งที่ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ไม่มี รูปร่าง คือไปเกี่ยวข้องกับจิตใจหรือความคิดนึก หรืออุดมคติ ฉะนั้นจึงไม่มีหนทาง ที่จะทำการพิสูจน์; ไม่มี Experiment หรืออะไรทำนองนี้ มีแต่การคำนวณ. ส่วน วิทยาศาสตร์นั้นแน่นอนจะต้องมีการแฉให้เห็นการพิสูจน์ ให้เห็นการทนต่อการพิสูจน์ เพราะมีวัตถุให้พิสูจน์ ทีนี้พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นปรัชญานั้น ก็เป็นเรื่องที่ไม่ต้องพิสูจน์ เช่นหลักที่ลึก ๆ เช่นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท หรือเรื่องอะไรทำนองนี้ ใช้การคำนึง 119
น.125 คำนวณตามเหตุผลเพียงเพื่อเป็นอุดมคติเท่านั้น; ฉะนั้นส่วนนี้จึงไม่ใช่ตัวแท้ของ ศาสนาแต่ก็ต้องเรียกว่าพุทธศาสนาด้วยเหมือนกัน เพราะเป็นคำสอนที่มีอยู่มากใน พระไตรปิฎก ทีนี้ส่วนที่เป็นวิทยาศาสตร์นั้นหมายความว่ามองเห็นได้ด้วยตนเอง; เช่นพูด ว่าโลภะเป็นของร้อนอย่างนี้ไม่ใช่ปรัชญา อย่างนี้เป็นวิทยาศาสตร์. เพราะพอ โลภะเกิดขึ้น เรารู้ไม่ต้องมีใครบอกมันร้อน; โทสะเป็นของร้อนอย่าง นี้ เราก็รู้ด้วยใจเราว่ามันร้อน; โมหะเป็นของร้อนเราทำผิดเพราะโง่ อย่างนี้เราก็รู้: อย่างนี้เป็นวิทยาศาสตร์. ทีนี้มันลึกซึ้งกว่านั้นก็ตรงที่ว่าบางเรื่องระหว่างที่เรายังไม่รู้มันเป็นปรัชญาแต่ พอเราบรรลุถึงแล้วเราก็รู้ได้ด้วยจิตใจ เหมือนกับที่เรารู้ความโลภความโกรธความ หลง อย่างนี้มันก็กลายเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ไป. ฉะนั้น เรื่องหัวใจของพุทธศาสนา เช่นเรื่อง อริยสัจจ์ ๔ นี้ เมื่อเรามาสอนกันใหม่ ๆ อย่างนี้มันก็อยู่ในรูปของปรัชญา; แต่พอได้ปฏิบัติไป ๆ ตามมรรคมีองค์แปดจนหมดกิเลส เรารู้จักตัวกิเลสด้วยใจ เรา รู้จักความหมดกิเลสด้วยใจ; เรื่องอริยสัจจ์ ๔ สำหรับบุคคลนั้นกลายเป็นวิทยาศาสตร์ ไป. แม้เรื่องต่าง ๆ ที่ลึกกว่านั้นเช่นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทก็เหมือนกัน ไปแรก เรียนเข้าเป็นปรัชญาไปหมด ไม่เข้าใจจนกระทั่งตายก็มี นี้เป็นความจริง; เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท นี้เราเรียกกันโดยมากในประเทศไทยนี้อย่างไม่เข้าใจจนตาย จึงเป็น ปรัชญาลึกลับอยู่: จนกว่าเมื่อไรจะปฏิบัติได้ หรือเป็นพระอรหันต์แล้วจึงจะรู้. ที่นี้ มันปฏิบัติให้ถูกไม่ได้เพราะเข้าใจก็ยังเข้าใจไม่ได้ เพราะสอนกันไม่เป็นหรืออะไร ทำนองนี้; ฉะนั้น ท่านจงถือเอาเป็นหลักว่าที่ต้องอาศัยการคำนวณไปก่อน แต่ก็เป็น 120
น.126 ไปตามหลักเกณฑ์เหมือนกับของการคำนวณนี้ไม่ใช่ไม่มีหลักเกณฑ์ นี้ก็เป็นรูปของ ปรัชญาหรือเป็น Philosophy เพราะความกระหายของความรู้ หรือมีความรู้ที่น่า กระหายมาเป็นวัตถุ. ส่วนวิทยาศาสตร์นั้นเอาตัวของจริงที่รู้จักได้รู้สึกได้ แม้ไม่ได้ ด้วยตาด้วยหูด้วยจมูกด้วยมือด้วยเท้าก็รู้ได้ด้วยความรู้สึกที่จิตใจ เช่นว่าเมื่อมีโทสะ มันร้อน เมื่อไม่มีโทสะมันไม่ร้อนอย่างนี้มันควรที่จะรู้ได้. ที่นี้คู่ถัดไป พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นจิตวิทยาและพุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นตรรก พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นจิตวิทยานั้น หมายความ ว่า เราแยกเอาคำตรัสต่าง ๆ เฉพาะในส่วนที่มันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของเรื่อง ทางจิตใจให้เรารู้สภาพของจิตใจ; ไม่ต้องเกี่ยวกับความดับทุกข์ก็ได้, หรือเกี่ยวกับ ความดับทุกข์ก็ได้, คือให้เป็นจิตวิทยาล้วน ๆ, บอกลักษณะของจิตใจ, ความเปลี่ยน แปลงของจิตใจทุกอย่างทุกประการนั้น ก็ยังมีเรื่องมากหรือน่าดูกว่าจิตวิทยาสมัยใหม่; ยิ่งถ้าเป็นคัมภีร์อภิธรรมปีฎกที่เพิ่งเขียนกันขึ้นรุ่นหลัง ยิ่งมีส่วนที่เป็นจิตวิทยามาก มายเหลือเกินและน่าสนใจอย่างยิ่ง. ลองไปฟังดูตามศาลาที่เขาสอนอภิธรรมเรื่องจิต เท่านั้นดวงเท่านี้ดวง มันเป็นเรื่องจิตวิทยาตามแบบของพุทธศาสนา; ไม่ ใช่ตัวธรรมที่ดับทุกข์โดยตรง; ถ้าไปสนใจแยกแยะเรื่องจิตในฐานะที่ เป็นจิตวิทยา. อย่างนี้มันเพื่อการทดสอบเกี่ยวกับจิตใจอย่างใดอย่าง หนึ่งเพื่อให้ง่ายแก่การที่จะปฏิบัติเพื่อดับทุกข์. การปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์นี้ ต้องปฏิบัติที่จิตเพราะมันเนื่องด้วยจิต; ทีนี้เราก็เรียนเรื่องจิตในฐานะที่เป็นจิตวิทยา เพื่อเป็นความรู้ช่วยในการทดสอบและเข้าใจจิตจนสามารถจะควบคุมจิตบังคับจิตชำระ อะไรไม่ได้. เราอาจจะเรียกความรู้ส่วนนี้ว่า เป็นจิตวิทยา; พุทธศาสนาในฐานะที่ เป็นจิตวิทยาเพื่อการทดสอบ. 121
น.127 ทีนี้ที่ว่าในฐานะที่เป็นตรรถนั้น อันนี้เราเอากันแต่เพียงเหตุผล เหตุผล ที่ประชาชนทั่วไปใช้กันอยู่ เมื่อได้วางหลักของตรรกไว้ว่าคืออะไร ? จากอะไร ? เพื่ออะไร ? โดยวิธีใด ? หรือทำไม ? ทำนองนี้ได้. พุทธศาสนามีคำตอบเพื่อ คำถามอย่างนี้ครบถ้วนทุกประการไม่บกพร่องในวิธีของตรรก. จะเป็นเรื่องอะไร ก็ตาม ที่เป็นหลักคำสอนเรื่องความดับทุกข์ นี้ก็เพราะเหตุว่ามันเกี่ยวกับการทำให้ คนอื่นเลื่อมใส; ในที่แรกถ้าเราพูดอะไรไม่เป็น Logical ไปตั้งแต่ที่แรกแล้ว คน เขาก็ไม่ฝั่ง, ไม่เชื่อ สะบัดหน้าไปหมด. ทีนี้ก็มีการเขียนคัมภีร์ในรูปตรรกนี้ขึ้นอีก มากมาย ยุคที่ร้อยกรองพระอภิธรรมปิฎก ปีฎกที่ ๓ ซึ่งเรียกว่าพระอภิธรรมปิฎก เป็นสิ่งที่เพิ่งร้อยกรองขึ้นที่หลัง ได้รจนาเพิ่มเติมคำสอนประเภทที่เป็นตรรก นี้มาก ทีเดียว. . อย่างคัมภีร์ที่เรียกว่าคัมภีร์กถาวัตถุ ทั้งคัมภีร์เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ทาง- ตรรก, อย่างชี้เหตุผลทางตรรก; แต่สำหรับพระพุทธเจ้าหรือว่าแม้แต่ที่เราจะใช้สั่ง- สอนกันอยู่นี้เราไม่ต้องการมากถึงอย่างนี้ เราไม่ได้มาก็ถึงอย่างนั้น เราต้องการเพียง สมเหตุสมผลที่ว่า พอผู้ฟังๆแล้วเห็นว่าไม่ขัดต่อเหตุผล แล้วก็สนใจ แล้วก็ศึกษาต่อไป เท่านี้ก็พอ; เช่นเราพูดว่าความอยากเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ การดับความอยากเสีย ก็เท่ากับดับความทุกข์ อย่างนี้เป็น Logical โดยสมบูรณ์ ไม่มีใครด้านตั้งแต่ที่แรก. นี้เรียกว่าพุทธศาสนาในส่วนที่เป็นตรรก คือมีเหตุผลเฉพาะหน้าเป็นทุนสำรองใน การสั่งสอนหรือการเชื่อหรือปฏิบัติ; ไม่สอนให้อย่างงมงาย ไม่ให้รับฟังอย่างงมงาย ไม่ให้เชื่ออย่างงมงาย. ที่นี้คู่ถัดไป พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศิลปะและเป็นวรรณคดี. คำว่าศิลปะนั้นกว้าง; ท่านต้องทราบว่าไม่ใช่หมายแต่เรื่องวัตถุ แม้แต่ความคิด หรือวิธีการคิด วิธีการแสดงออกซึ่งความคิดหรืออะไรทำนองนี้ ก็เรียกว่า 122
น.128 อยู่ในขอบข่ายของศิลปะเหมือนกัน. พุทธศาสนาเป็นศิลปะหรือเป็น Art นี่ก็ ตรงที่มีความงามเหมือนกันกับความมุ่งหมายของศิลปะอื่น ๆ ฉะนั้นศิลปะที่งดงาม ที่สุดก็คือการเอาชนะกิเลสได้ เป็นเคล็ดลับที่งดงามที่สุด ที่ทำให้มนุษย์ เอาชนะความทุกข์ได้ด้วยอาการที่น่าชมเชยที่สุด. นี่คือความมุ่งหมายของ ศิลปะเรียกว่ามีความงามเป็นความมุ่งหมาย ผลแท้ๆ ก็ยังไม่ได้มุ่งหมาย; ผลแท้ๆก็มี และมีความงามรวมอยู่ด้วย; เพราะฉะนั้นเอาความงามนั้นเป็นใจความของคำว่า ศิลปะ. การปฏิบัติยืดยาวจนดับทุกข์ได้นั้นก็เป็นส่วนศาสนาไป แต่ส่วนที่มันมีความ งามอยู่ในนั้นด้วยเป็นส่วนศิลปะ. พระพุทธเจ้าท่านว่าทำให้งาม, สอนให้งามนั้น, มีความงามทั้งในเบื้องต้น, มีความงามทั้งในท่ามกลาง, มีความงามทั้งในเบื้อง ปลาย, ตลอดสายของการปฏิบัติ ทีนี้ส่วนที่เป็นวรรณคดีนั้นเราหมายถึงถ้อยคำ, ถ้อยคำที่ท่านได้ร้อยกรอง ขึ้นไว้; ทีแรกไม่ได้เขียนเป็นหนังสือ ใช้พระจำไว้ด้วยปาก และบอกสอนกันด้วย- ปาก สืบมาตั้งหลายร้อยปีจึงได้เขียนลงเป็นตัวหนังสือ; ถึงแม้จะเป็นคำที่จำไว้ด้วย- ปากก็ตาม, หรือคำที่เขียนเป็นตัวหนังสือแล้วก็ตามนี้; ส่วนที่เป็นวรรณคดีมีมาก มายเหลือเกิน, เรียกว่าไพเราะ ๆ ทางหูในเมื่อศิลปะหมายถึงงามทางตา; วรรณคดี ควรจะหมายถึงไพเราะทางหู แต่ว่าต้องเป็นหูที่มีปัญญา. หูของนัก- ปราชญ์จะพบความไพเราะสละสลวยทั้งของถ้อยคำ คิด และของทั้งความหมาย; คือ ไพเราะทั้งพยัญชนะ ไพเราะทั้งอรรถ; อรรถคือความหมาย, พยัญชนะ คือตัว หนังสือ; ยิ่งมาตอนหลังนี้ร้อยกรองเป็นกาพย์กลอนที่ไพเราะ ไม่มีกาพย์กลอนอัน ไหนไพเราะไปกว่า อย่างน้อยก็ต้องเสมอกัน. ถ้าเราศึกษาพระไตรปิฎกส่วนที่เป็น คำประพันธ์ดู จะพบความไพเราะถึงกับสะดุ้ง; ฉะนั้น จึงมีพุทธศาสนาหรือหลักพุทธ- ศาสนาส่วนปริยัติในฐานะที่เป็นวรรณคดีนี้มากมาย. 123
น.129 คู่ถัดมา พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมและอารยธรรม หรือว่าที่เป็นประเพณีพิธีรีตอง. วัฒนธรรม อารยธรรมนั้นอย่างหนึ่ง, ประ- เพณีพิธีรีตองนั้นอีกอย่างหนึ่ง, วัฒนธรรมหรือ Culture อารยธรรมหรือ Civilization อะไรทำนองนี้เราเอาไว้พูดกันทีหลัง นี้เพราะมันมีความมุ่งหมาย อยู่ที่ว่าเป็นเรื่องของชาวโลกจะอยู่ดีกินดี. พุทธศาสนาก็เป็นยอดของวัฒน ธรรม เป็นวัฒนธรรมในชั้นยอดที่จะช่วยให้มนุษย์ได้อยู่ดีกินดี; มนุษย์มีเงินมีของ กินอะไรเสร็จแล้ว มีบ้านเรือนอะไรเสร็จแล้ว มีอะไรน่าดูเสร็จแล้ว แต่ถ้าว่าจิตใจ ขาดธรรมแล้วยังไม่เรียกว่ามีวัฒนธรรม. ฉะนั้น ธรรมะส่วนที่จะช่วยให้อยู่ดีกินดีนี้ เราควรจะเรียกว่า พุทธศาสนาหรือธรรมะในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมหรือเป็นอารย- ธรรม เป็นวัฒนธรรมก็เป็นไปในทางใจทางมรรยาทมากไปหน่อย, ที่เป็นอารย- ธรรมก็เป็นไปในทางวัตถุมากไปหน่อย พุทธศาสนามีทั้งที่เป็นวัฒนธรรมและ เป็นอารยธรรม. ทีนี้อีกอันหนึ่งที่ว่าเป็นประเพณีพิธีรีตองนี้มันสำหรับคนไม่ฉลาด; เราต้อง ยอมรับว่าในโลกนี้ คนส่วนมากแทบทั้งหมดไม่ได้เป็นคนฉลาด; ฉะนั้น เขาจะทำ อะไรที่ยาก ๆ ไม่ได้; ต้องวางรูปง่าย ๆ สำเร็จรูปให้ จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าประเพณี พิธีรีตอง สำคัญเหมือนกันสำหรับคนโง่ซึ่งมีอยู่เป็นส่วนมาก. หรือว่ามุ่งหมายอย่าง น้อยก็เป็นเครื่องผูกพันให้สามัคคีกลมเกลียวกัน; มีพิธีรีตองร่วมกันนี้มันเกิดความ ผูกพันสามัคคีกัน. เราต้องการความสามัคคีนี้เป็นส่วนใหญ่; ฉะนั้น ประเพณีหรือ พิธีรีตองยังใช้ได้อยู่สำหรับคนส่วนมากที่ยังไม่ฉลาด. พุทธศาสนาก็มี ยิ่งสมัยนี้ยิ่งมี สมัยนี้พุทธศาสนายิ่งมีประเพณีพิธีรีตองมากจนน่าเวียนหัว ซึ่งในครั้งพุทธกาลเรียก ได้ว่าแทบจะไม่มี หาไม่ใคร่พบ หรือไม่มีเลยก็ได้ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านยังสอน อยู่เอง. 124
น.130 ที่นี้คู่ถัดไป ๑๑-๑๒ นั้น คือ พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นโบราณคดี หรือประวัติศาสตร์ นี่พระไตรปิฎกถูกใช้เป็นตำราโบราณคดีและประวัติศาสตร์ อย่างน่าสะดุ้ง. ถ้าท่านศึกษาหนังสือโบราณคดีอินเดียจะพบว่าเก็บ Material ไป จากพระไตรปิฎกมากมายอย่างน่าสะดุ้ง แม้แต่เรื่องประวัติศาสตร์ นี้ก็มีประโยชน์ ที่ให้เราได้รู้จักการเทียบเคียงระหว่างอดีตอนาคตปัจจุบัน; เพื่อจะวางแผนให้มีผลดี ทั้งในปัจจุบันทั้งในอนาคต; ก็นับว่ามีประโยชน์อยู่เหมือนกันไม่ต้องรังเกียจแต่ อย่างใด; แต่ถ้าไม่จำเป็นแก่เราไม่ใช่หน้าที่ของเรา เราจะเฉยเสียก็ได้ ทีนี้อันสุดท้าย ที่เรียกว่าพุทธศาสนาที่อยู่ในรูปของการเมือง หรือว่า ศาสนาที่อยู่ในรูปของการเมือง, มีศาสนาเป็นส่วนมากถูกใช้ให้เป็นเครื่องมือของ การเมือง. พุทธศาสนาในบางยุคบางสมัยบางถิ่นก็เคยถูกใช้ และแม้ในปัจจุบันนี้ ถ้าคิดดูให้ดีก็มีส่วนที่ถูกใช้ให้เป็นเครื่องมือของการเมืองนี้ก็มี. คโกแลตมันมีสติ ที่นี้รวมกันแล้วมันตั้ง ๖ คู่ หรือ ๑๒ อย่าง สำหรับอย่างที่ไปอยู่ในรูปของ การเมืองนี้ เราให้อภัยว่าเป็นเพราะความจำเป็น; มันจนตรอกเข้า มันจวนตัวเข้ามัน ก็ต้องทำบ้างเหมือนกัน อย่างที่พูดเมื่อตะก็นี้ว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงอนุญาตให้ในข้อ ที่ว่า " ราชานํ อนุวตฺติตุ๋" ให้อนุวัติตามวงการที่ทรงอำนาจ คำว่าราชานี้หมายถึง พระเจ้าแผ่นดินหรือผู้ที่ทำหน้าที่อย่างพระเจ้าแผ่นดินคือวงการที่ทรงอำนาจ นี่ใน ๑๒ รูปนี้ท่านจะเห็นได้ว่า รูปที่เป็นศาสนานั้นวิเศษสำคัญกว่าอันใด หมด; ส่วนรูปที่เป็นศีลธรรมนั้นมันเป็นพื้นฐานเป็นรากฐานของรูปศาสนา: ฉะนั้น เรามีไว้ในฐานะเป็นบุพพภาคหรือขั้นต้นขั้นเตรียม; เราสำเร็จประโยชน์กันตรงที่ 125 ๑
น.131 มันเป็นตัวศาสนา หรืออยู่ในรูปของศาสนา; ส่วนอีก ๑๐ อย่างนั้นไว้เผื่อเลือก เผื่อการศึกษา เพื่อการประกอบการวินิจฉัยอะไรต่าง ๆ. อาตมาคิดว่าท่านที่เป็นผู้ พิพากษาคงจะประสบเหตุการณ์ที่ต้องใช้การวินิจฉัยโดยหลัก ๑๒ ประการนี้หรือ ๖ คู่นี้โดยแน่นอนในอนาคต. เว้นไว้แต่ว่าท่านจะทราบหรือไม่ทราบเท่านั้น. ถ้าท่าน เข้าใจผิด จับไขว้กันเสียแล้วคงจะทำให้เกิดยุ่งยากในการวินิจฉัยเป็นแน่; ฉะนั้น ถ้าท่านจำหลักเกณฑ์ ๑๒ ประการนี้หรือ ๖ ประการข้างต้นที่กล่าวมาแล้วได้อย่างแม่น ยำแล้ว จะช่วยให้ได้ความกระจ่างในการวินิจฉัย. เมื่อเรียกว่าพุทธศาสนา ๆ ๆ ไป เสียหมด กระทั่งก้อนอิฐก้อนหินที่เป็นเจดีย์นี้มันยุ่ง เราต้องรู้จักแยกว่าอะไรเป็น อะไรเสมอไป. นี่สรุปความแล้วสำหรับการบรรยายในวันนี้ก็ว่า ลัทธิหรือสถาบันทางความ คิดนั้นมันเปลี่ยนแปลงไปได้ถึง ๖ คู่ ๑๒ ประการ; ไน เราต้องเลือกประการที่เป็น ประโยชน์ คือ เป็น Application แม้สิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้นอนุวัติเปลี่ยนแปลง ไปตามสิ่งแวดล้อมได้ถึง ๑๒ รูปนี้ อย่างนี้ เอาไปวินิจฉัยดูให้สำเร็จประโยชน์. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้เพียงเท่านี้ จบการบรรยายครั้งที่ ๖ 126
Buddhadasa