Buddhadasa.org

จิตเดิมว่าง ตอนที่ ๗ — ๗. การเกิดขึ้นแห่งพระพุทธศาสนา และพุทธประวัติ

จิตเดิมว่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — จิตเดิมว่าง (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.132 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในการบรรยายครั้งที่ ๗ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงการเกิดขึ้นแห่งพระพุทธ ศาสนา; ซึ่งทั้งนี้ย่อมหมายความว่า รวมพระพุทธประวัติบางตอนอยู่ด้วยในตัว. ใน ครั้งที่แล้วมาเราได้กล่าวถึงทิวทัศน์ทั่ว ๆ ไปของพุทธศาสนา; เพื่อเข้าใจพุทธศาสนา โดยวงกว้างรอบด้าน. ทีนี้เราจะได้กล่าวกันถึง การเกิดขึ้นมาของสิ่งที่เรียกว่า พุทธศาสนาในโลกนี้. การที่เราจะรู้จักสิ่งใดได้ดี เราจะต้องรู้สิ่งแวดล้อม; หรือที่เรียกว่า Back ground ของสิ่งนั้นด้วยพอสมควร; เพราะฉะนั้นวิชาความรู้ อันกล่าวถึงประเทศ อินเดีย หรือ Ethnology นั้นก็จำเป็นอยู่บ้าง; ซึ่งเราจะต้องเข้าใจว่าประเทศ- อินเดีย ในสมัยที่มีพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมานั้นเป็นอย่างไร. และยิ่งกว่านั้นเรา ควรจะได้ทราบถอยหลังขึ้นไปอีกบ้างว่า แต่ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นนั้น ได้ 127

น.133 มีศาสนาอะไรอยู่บ้าง และมีใจความสำคัญของศาสนานั้น ๆ ว่าอย่างไร; เพื่อว่า เราจะได้รู้จักพุทธศาสนา ในฐานะที่แตกต่างจากศาสนาเหล่านั้น และในฐานะที่ จำเป็นที่จะต้องมีพุทธศาสนาขึ้นมา; เพราะเหตุว่าศาสนาที่มีอยู่ก่อนนั้น ไม่สนอง ความพอใจของประชาชนหรือนักศึกษาในที่นั้น ในเวลานั้น ที่นี้ สำหรับเรื่องก่อนพุทธศาสนานั้น เราสรุปสั้น ๆ เพียง ๓ เรื่อง; คือ ประเทศอินเดียในยุค Dravidian ยุควัฒนธรรม Dravidian ประมาณ ๓ พันปีก่อนพุทธกาล; และประเทศอินเดียในยุควัฒนธรรมของชนชาติอารยัน มี ประมาณ ๑,๕๐๐ ปีก่อนพุทธกาล; ทีนี้ก็มาถึงยุค " อุปนิษัท" ประมาณ ๕๐๐ ปี ก่อนพุทธกาล ลงมาถึงพุทธกาลและหลังพุทธกาลเล็กน้อย. ประเทศอินเดียยุค ๓,๐๐๐ ปีก่อนพุทธกาลนั้น มีชนชาติที่เรียกได้ว่ามีอารย- ธรรมแล้วเหมือนกัน; เขาขุดค้นพบทรากเมืองใต้ดินในบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ. ทราก เหล่านั้นแสดงว่าชนเหล่านี้มีอารยธรรมไม่น้อยเลย; รู้จักทำบ้านเรือนรู้จักทำถนน รู้จักการประปา หรือแม้แต่การระบายน้ำโสโครก ล้วนแต่เป็นวัฒนธรรมดินเผา ทั้งนั้น, ทุกสิ่งทำด้วยดินเผาทั้งนั้น พร้อมกันนั้นก็พบรูปเคารพเป็นอันมากที่ปั้นด้วย ดินเผาเป็นอันมาก. เป็นที่เชื่อได้ว่าพวกชนชาติ Dravidian ที่อยู่ที่นั้น มีลัทธิ ศาสนาไปในทางบูชารูปเคารพ. รูปเคารพนั้นเท่าที่เขาศึกษาแล้ว รู้กันว่าแทนสิ่งที่ เป็นธรรมชาติที่มีอำนาจ; เช่น พระอาทิตย์พระจันทร์อย่างนี้โดยมาก พระอาทิตย์ มีมากที่สุด นี้เราถือว่าในยุคนี้ ศาสนาในประเทศอินเดียนั้น มีการไหว้รูปเคารพ เป็นหลัก ซึ่งหมายความว่าเขาบูชาอ้อนวอนตามแบบของเขา; บวงสรวงเพื่อให้ได้ สิ่งที่เขาต้องการ. เป็นอย่างนี้เรื่อยมา จนกว่าจะมีชนชาติใหม่อีกชาติหนึ่ง ที่เรียก 128

น.134 ว่าชนชาติ "อารยัน” หรือชาติอริยกะ เข้ามาในประเทศอินเดียจากทางทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือ พวกอารยันนี้ก็มีวัฒนธรรมของตัวเอง นี้สูงขึ้นไปกว่าตรงที่ว่า; สิ่งที่เรียกว่า เทพเจ้านั้นไม่ต้องทำตัว ไม่ต้องปั้นรูป; ถือว่ามีเทพเจ้าในฐานะเป็นสภาวะ หรือ อำนาจศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ยังบูชาอ้อนวอน. เมื่อผสมผสานกันเข้ากับพวกเก่า มันก็ มีการบูชาอ้อนวอนเทพเจ้าด้วยบทอ้อน วอนที่ดีกว่า ซึ่งเป็นเหตุ ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ พระเวท ” ขึ้นมา; และเกิดมีเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่อันนี้ ซึ่งเรียกว่า " พราหมณ์’ ขึ้นมา. แต่ในที่สุดก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการบูชาเทพเจ้าด้วยบทมนตร์ต่าง ๆ ที่เรียก ว่าพระเวทนั้น; สิ่งที่เรียกว่าพระเวทก็ได้รับการแก้ไข หรือมีพัฒนาการมากขึ้น ๆ จนเป็นคัมภีร์ที่มากมาย มีความวิจิตรมีความลึกซึ้งเพิ่มขึ้น เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ มา, จนกระทั่งถึงประมาณ ๕๐๐ ปีก่อนพุทธกาลนี้ คนก็ฉลาดมากขึ้น เริ่มมีความคิดไป ในทางปัญญา คือคิดจะไม่พึ่งพระเจ้า: หรือเทวดา หรืออะไรภายนอก ขึ้นมา; คือคิดไปในทำนองนี้ได้ ขึ้นมา; เพราะฉะนั้นจึงหันเหไปในทางของปัญญา ว่า เราจะต้องมีสติปัญญาอย่างไร, เราควรจะมีความเข้าใจอย่างไร, ควรจะพอกพูน ปัญญาให้เฉียบแหลมคมกล้าถึงที่สุดเพียงไร, เราจึงจะไม่มีความทุกข์ อย่างนี้เรียก ว่า "ยุคอุปนิษัท " ซึ่งหมายความว่าเข้าใกล้พระเจ้าหรือเข้าใกล้เทพเจ้าที่แท้จริง ลึกเข้าไปอีกจนไม่ใช่ที่เป็นรูปธรรม. ยุคอุปนิษัทนี้ก็เริ่มก่อรูปร่างขึ้นมาด้วยการที่ว่า มีคนที่เบื่อบ้านเบื่อโลก และ เบื่อวิชาความรู้เท่าที่มีอยู่ในบ้านเมือง หรือในโลกเวลานั้น ว่าความรู้นี้ขี้เหร่ไม่ เพียงพอ; เขาออกไปสู่ป่า ไปบำเพ็ญชีวิตอีกแบบหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยการคิดค้น; นี้ 129

น.135 เป็นมูลเหตุของชื่อที่เรียกกันว่า "มุนี หรือ ฤาษี " หรืออะไรทำนองนี้; เขาสลัด บ้านเรือนออกไป ไม่เกี่ยวข้องกับโลกนี้. ไปอยู่ป่า นั่งคิด นอนคิด เดินคิด อยู่แต่ ในป่า; ฉะนั้นมันจึงพบอะไรใหม่ ๆ ในทางความคิด. ที่นี้ถ้าว่าคิดอะไรได้ จน เป็นที่พอใจ เป็นทฤษฎีอันหนึ่งอันใด, พอใจละก็ร้อยกรองเข้าไว้เป็นบทสวด, คือ เป็นคำกลอนนั้นเองเพื่อจำง่าย, เพราะถ้าคำกลอนนี้จำง่ายกว่าคำร้อยแก้ว ฉะนั้น เมื่อเขาคิดอะไรเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว เขาสรุปเรื่องราวนั้นขึ้นเป็นคำกลอนเพียงไม่ กี่บาทไม่กี่คำ; แล้วก็ท่องเข้าไว้ ท่องจำเข้าไว้ แล้วก็คิดต่อไปอีก พอพบเขาก็ทำ อย่างนั้นอีก; ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า “โศลก ” หรือมนตร์นั้นก็มีมากขึ้น; พระฤษี เหล่านี้ก็จะบอกให้แต่เพียงมนตร์ ซึ่งเป็นหัวข้อที่สั้นอมความหมายมาก. ในยุคเดียวกันนี้ แต่ว่าในระยะต่อมา มีคนอีกพวกหนึ่ง ทำตนเป็นผู้อธิบาย มนตร์เหล่านั้น มนตร์ที่ฤๅษีเคยบอกไว้แต่กาลก่อนอย่างไร; เขารวบรวมประมวล เอามาทำเป็นคัมภีร์ขึ้นใหม่ เรียกว่าคัมภีร์ " พราหมณ ” เป็นคำอธิบายมนตร์เหล่า นั้นให้ประชาชนเข้าใจอีกทีหนึ่ง. ที่นี้คำที่เป็นคาถา และเป็นคำอธิบายนั้น ก็มีมาก ขึ้น ๆ ๆ เป็นคำที่ฉลาดมากขึ้น; และก็นิยมกันในหมู่ผู้ที่มีปัญญาศึกษาสั่งสอนกันไป; นี่ ธรรมะที่อยู่ในรูปของปรัชญาก็เกิดขึ้นมาในยุคนี้, นี่ก็ใกล้ยุคพุทธกาลเต็มที่แล้ว. ยุค นี้เรียกว่ายุค อุปนิษัท " ทั้งหมด; แม้ในยุคที่พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น; เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวได้ว่า พระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้น ในยุคที่ประเทศอินเดียมีความเจริญในทาง สติปัญญา คือเป็นยุคอุปนิษัท; แปลว่าศาสดามากมายในที่นั้น ล้วนแต่มีปรัชญา ของตน ๆ เสนอต่อประชาชน ประกวดประชันกัน แล้วแต่ว่าใครจะชอบของใคร; ปรัชญาเหล่านี้ก็มีหลักปฏิบัติเพื่อให้สำเร็จตามความมุ่งหมาย. 130

น.136 ทีนี้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในยุคเดียวกันนั้น มากฉะนั้น จึงได้ศึกษาสิ่งต่าง ๆ ที่มี ให้ศึกษาในเวลานั้น; จนกระทั่งพบของใหม่ ที่สูงขึ้นไปจนถึงขั้นสูงสุดและเรียกว่า “พุทธศาสนา" ; ซึ่งต่อมาเราเรียกกันว่า “พุทธศาสนา". 8ครั้งพุทธกาลเขา ก็จะเรียกกันว่า ทัศนะของพระสมณะโคดม, หรือธรรมะของพระสมณะโคดม; หรือ ถ้าจะเรียกอย่างเดี๋ยวนี้ก็เรียกว่า ปรัชญาของพระสมณะโคดม ที่เรียกกันอีกแบบหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า “พุทธศาสนา" และ บันทึกมินอลลีนอร์ด ในขณะที่พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นและตรัสรู้นั้น ถ้าเรารวมความคิดที่เป็นชั้น กว้างชั้นใหญ่ ก็มีอยู่ ๒ พวก ดังที่ปรากฏอยู่ในพระสูตรในพระไตรปิฎกที่เป็นหลัก ฐาน เช่น ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร. ที่ว่า ๒ พวกนี้ก็คือ พวกหนึ่งเอียงซ้ายสุดไป ในทางกามารมณ์; อีกพวกหนึ่งก็เอียงขวาจัด ไปในทางทรมานกาย ทรมานร่างกาย ทีนี้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ไม่ทรงนิยมทั้ง ๒ อย่าง; ทรงหาหลักเกณฑ์อันใหม่ ที่ไม่ไป ข้องแวะกับของ ๒ อย่างนั้น; จึงได้เรียกว่าเป็นสายกลาง, เรียกว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" ฉะนั้น เรา เพื่อเข้าใจพุทธศาสนาดี; ก็ควรจะทราบลัทธิใหญ่ ๆ ๒ ลัทธนี้. ที่เอียงไปในทางกามารมณ์นั้นเรียกกันว่า "ลัทธิกามสุขัลลิกานุโยค" แปล ว่าหมกมุ่นพัวพันอยู่แต่ในกามเท่านั้น; และอันนี้เองกล่าวได้ว่าเป็นลัทธิ Materia- lism ก่อนใครหมดในโลกก็ว่าได้: โดยเพ่งผลทางวัตถุทางเนื้อทางหนัง และมี กามารมณ์เป็นยอดสุด. ศาสดาที่มีชื่อเสียงในกลุ่มนี้เรียกว่า “จาระวะกะ" ลัทธินี้ เรียกว่า "โลกายะตะ"; และถือว่าจุดสูงสุดของกามารมณ์นั้นคือนิพพาน. ตอนนี้ ท่านต้องเข้าใจว่า คำเช่นคำว่า "นิพพาน" นี้มีใช้อยู่แล้วก่อนพุทธกาล; แต่ว่าเขา มีความหมายไปอย่างใดอย่างหนึ่งตามลัทธิของเขา ส่วนนิพพานในพุทธศาสนาก็มี 131

น.137 ความหมายตามหลักของพุทธศาสนา; ถ้านิพพานของพวกนี้ก็ คือ กามารมณ์ สูง สุด, กามารมณ์ในขั้นสูงสุด. โดยเหตุที่พวกนี้มีมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลอย่างน้อย; ฉะนั้น ในประวัติศาสตร์เราจึงอาจจะกล่าวได้ว่าเป็น Materialism เก่าแก่ที่สุดในโลกก็ได้ เพราะพวกนี้ก็เหมือนกับลัทธิวัตถุนิยมเดี๋ยวนี้เหมือนกัน; คือตัดเรื่องจิตเรื่องวิญญาณ อะไรออกไปหมด ว่าไม่มี สิ่งที่มีอยู่จริงคือร่างกายเนื้อหนังนี้เท่านั้น; ส่วนจิตใจ ความคิดความนึกนั้นไม่มี. หรืออย่างจะมีก็เป็นเพียง Reaction ของร่างกายเท่านั้น ไม่ควรหยิบขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว เป็นชิ้นเป็นอันอะไร; ฉะนั้นจึงเอาส่วนที่เป็น เนื้อหนังเป็นใหญ่เป็นหลัก .. ร่างกายเนื้อหนังต้องการอะไร สนุกสนานเอร็ดอร่อย สูงสุดเพียงไร ? เอาอย่างนี้เป็นหลัก; นี้เรียกว่า "กามสุขัลลิกานุโยค" ซึ่งมีอยู่ลัทธิ หนึ่ง; ซึ่งจะมีหลายนิกายหลายสาขาแล้วแต่จะแบ่งแยกกันมา และเหลือมากระทั่ง ในยุคหลังพุทธกาลก็มี; จึงมีลัทธิชนิดที่เป็นไปในทางลามกอนาจาร ยังเหลืออยู่ใน ประเทศอินเดีย นี้เรียกว่ามันเอียงสุดไปในทางฝ่ายตามใจตัวเอง ตามใจกิเลส อีกทางหนึ่งตรงกันข้าม ตำหนิติเตียนกามารมณ์เหล่านั้น; แล้วก็บัญญัติการ บำเพ็ญวัตร ที่มีผลทำให้ร่างกายนี้ไม่อาจจะเกี่ยวข้องกับกามารมณ์ได้, คือทำให้ร่าง กายอยู่ในสภาพที่ไม่อาจจะเกี่ยวข้องกับกามารมณ์ได้, คือทรมานกาย. เรื่องนี้มีอยู่ ละเอียดมากในสูตรซึ่งเป็นพระพุทธภาษิต โดยเหตุที่พระพุทธเจ้าได้เคยทรงลองมา แล้วจนจบ; ฉะนั้น อยากจะนำมากล่าวเพื่อประดับความรู้ไม่เสียหลาย คือลัทธิที่ เรียกว่า "อัตตกิลมถานุโยค" ประกอบความลำบากให้แก่คน. ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เองว่า เคยทำมาแล้วเองอย่างไรนั้น แบ่งเป็นพวก ๆ. พวกที่เรียกว่า ตปะสีลวัตต์ คือบำเพ็ญตะบะอยู่เป็นปกตินี้ คือหมายความ ถึง เปลือยกาย; คำว่าเปลือยกายนี้หมายถึงไม่คำนึงถึงร้อนหนาว ไม่คำนึงถึงสุข 132

น.138 สบายอะไรหมด และก็เว้นการกินอาหารตามปกติ; เพิ่มความลำบากยุ่งยากให้แก่ การได้อาหาร ฉะนั้นจึงได้อาหารน้อย ซึ่งก็มีเหลืออยู่กระทั่งทุกวันนี้ ในอินเดีย เช่น ว่าอาหารที่สุนัขมาชะเง้ออยู่ด้วยอย่างนี้พราหมณ์ก็ไม่รับ; หรืออุ้มเด็กมาใส่บาตรก็ไม่ รับ มีหลายอย่างมากมายซึ่งหาเรื่องที่จะไม่รับกันง่าย ๆ ทำให้มันลำบากเรื่องอาหาร หรือเขาอ้างว่า เพื่อความเมตตากรุณาแก่สุนัข ไม่แย่งสุนัขกิน ไม่แย่งแมลงวันกิน ไม่ทำความลำบากให้แก่ลูกอ่อนที่แม่อุ้มมาใส่บาตรอะไรเหล่านี้เป็นต้น มากมายหยุม- หยิมไปหมด; และการนุ่งห่มก็นุ่งห่มด้วยของกระด้าง; ไม่นุ่งห่มด้วยของนิ่ม ๆ ที่ทำ ให้เนื้อสบาย; ฉะนั้น จึงเอากึ่งไม้เล็ก ๆ, ใบไม้มาร้อยกรองเป็นผ้านุ่ง, เอาหญ้า- คามาร้อยกรองเป็นผ้านุ่ง, หรือเอาขนนกบางชนิดมาทำเป็นผ้านุ่ง ดังนี้เป็นต้น. และอิริยาบถก็อยู่ด้วยการทรมาน เช่นยืนอย่างเดียว ยืนยกขาข้างเดียว ยืนกระโหย่ง นั่งก็นั่งในอิริยาบถที่ลำบากอย่างนี้เรียกว่า ตปะสีลวัตต์ ทั้งนั้น มีมากมาย นี่ยกมา เป็นเพียงตัวอย่าง. อีกพวกหนึ่งเรียกว่า "ลุงวัตต์” วัตรคือ ประพฤติเศร้าหมอง, คือสกปรก นั่นแหละ, พูดตรง ๆ ก็คือสกปรก ลูขะ แปลว่าเศร้าหมอง; โดยหลักใหญ่ก็เช่น ไม่มีการอาบน้ำ ไม่มีการถูฟัน ไม่มีการลูบตัวให้สะอาด; แล้วก็ลองนึกดูเถอะว่าจะอยู่ ในสภาพอย่างไร ไม่แปรงฟัน ไม่ล้างหน้า ไม่อาบน้ำ; เพราะฉะนั้นที่ตัวจึงเป็น สะเก็ด เปรียบเหมือนกับตอตะโก ไม้ตะโกที่ดำ ๆ แล้วก็สะเก็ด มีเปลือกแข็งออกมา ขรุขระๆ เต็มไปทั้งตัว เพราะการไม่อาบน้ำ เพราะการไม่ลูบตัวอย่างนี้เรียกว่าลูขวัตต์ ที่นี้ปวิวิตตวัตต์นี้ สงัดอย่างยิ่ง; หมายความว่าไปอยู่ในป่า แล้วยังพยา- ยามที่จะไม่ให้มนุษย์พบได้; แม้แต่คนที่ออกไปหาผัก หาผลไม้ในป่านี้ ก็คอย หลบหนีไม่ให้เห็นได้ นี่ก็เป็นวัตรอันหนึ่งซึ่งประพฤติ. 133

น.139 พวกถัดไปอีกพวกหนึ่งเรียกว่า "เชคุจฉิวัตต์) มีวัตรประพฤติตนเป็นผู้ รังเกียจ; แต่คำว่ารังเกียจนี้หมายความว่า รังเกียจการทำสัตว์อื่นให้ลำบาก; ระมัด- ระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ทำสัตว์อื่นให้ลำบาก อย่างมดแมลงอย่างนี้จะเหยียบไม่ได้; จน แม้กระทั่งสัตว์ที่แทบจะมองด้วยตาไม่เห็นที่มีอยู่ในน้ำ เขาก็ต้องประพฤติอย่างสำรวม ระวังไม่ให้สัตว์เหล่านั้นถูกกระทบกระทั่งได้ นี่จะลำบากสักเท่าไรลองคิดดู จะกิน น้ำสักทีก็ยากที่สุด ถ้าว่าในน้ำมีตัวสัตว์ จะต้องไปหาน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์โดยวิธีอย่างใด อย่างหนึ่ง ซึ่งทำไม่ให้ตัวสัตว์เหล่านั้นถูกกระทบกระเทือนแม้แต่เจ็บปวด นี่ก็ ประพฤติกันอย่างเคร่งครัดจนหาน้ำกินยาก. ทีนี้ วัตรที่เรียกว่า มหาวิกฏโภชนวัตต์ นี้คือ การกินอาหารที่พิเศษ แปลกออกไป; กินอุจจาระของลูกวัวที่ยังกินนมแม่, คือลูกวัวเล็ก ๆ ที่ยังกินนม แม่. ไปเก็บอุจจาระลูกวัวนั้นกินเป็นอาหาร ไม่ได้กินอาหารเป็นอย่างอื่นอย่างนี้ เป็นต้น, ที่นี้ถ้าไม่มีข้าว ก็ฉันอุจจาระปัสสาวะของตนเอง ตลอดเวลาที่มันยังมีอยู่ ฉันอุจจาระนี้เป็นอาหาร, ฉันปัสสาวะเป็นน้ำ ตลอดเวลาที่มันยังมีออกมาให้ฉัน. ที่นี้วัตรที่เรียกว่า “อุเปกขาวิหารวัตต์ ", คืออยู่ด้วยอุเบกขา, ใจ อุเบกขาอย่างยิ่ง; หมายความว่าไม่คำนึงถึงเย็นร้อน หรือเจ็บปวดอะไรหมด ออกไปอยู่ในป่าชัฏ คือป่าดงที่เปลี่ยว ที่เป็นป่าชัฏที่สุด พอถึงฤดูที่หนาวที่สุด ตอน กลางฤดูหนาวประมาณ ๘ วันนั้น เป็นเวลาที่หนาวที่สุดนั้น ก็ยังแถมว่า พอกลางคืน เขาก็ออกมาอยู่ที่กลางหาว กลางทุ่งให้มันหนาวถึงที่สุด ทั้งที่ไม่นุ่งห่มผ้าอยู่แล้ว; แล้ว พอตกถึงกลางวันมันมีแสงแดดในท้องทุ่ง ก็หลบเข้าไปในป่าลึกที่มันยังไม่มีแสงแดด เพื่อให้มันหนาวต่อไปอีก. ถ้าว่าพอถึงฤดูร้อนที่ร้อนจัด ก็กลับกันกลางวันมีแดดร้อน 134

น.140 แทนที่จะหลบไปอยู่ในป่า ก็ออกมาอยู่กลางทุ่ง พอตกกลางคืนก็กลับเข้าไปอยู่ในป่า อย่างนี้ ตรงกันข้ามกับฤดูหนาว; แล้วก็ยังประพฤติอย่างอื่นที่เป็นอุเบกขา; เช่นว่า เมื่อมาอยู่กลางทุ่ง มีคนมาดูมามุงอะไรก็เฉย จนกระทั่งเด็กโห่ร้องใส่หูก็เฉย ๆ เป็น ก้อนหิน กระทั่งเด็ก ๆ ถ่ายปัสสาวะรดก็ยังเฉยอยู่ได้ กระทั่งเด็ก ๆ เอาหญ้าหรือ ก้านอะไรแข็ง ๆ แยงเข้าไปในหูจนกระทั่งโลหิตไหลออกมาก็เฉยอยู่ได้. วัตรทั้งหมดนี้เป็นวัตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเคยกระทำมาแล้ว: นี่เป็นพุทธ- ภาษิตที่ตรัสเล่าถึงเรื่องของพระองค์เอง เป็นตัวอย่างของสิ่งที่เรียกกันว่า อัตตกิล- มถานุโยค ของสมัยนั้น. ในที่สุดมีการกระทำทุกกรกิริยาเรื่องอดอาหาร, เรื่อง ไม่หายใจ, เรื่องกลั้นลมหายใจอะไรเหล่านี้ จนกระทั่งมีการผอม มีแต่กระดูก เป็น โครงกระดูกแทบจะไม่มีเนื้อ; เรียกว่ามีร่างกายเหมือนกับเถาวัฏฏนาวพี, คงจะเป็น เถาที่เรียกกันว่า เถาบันไดลิง ที่มีแต่ข้อทั้งนั้น มีข้อพันกันลงมา; แล้วลูกตานี้อยู่ลึก ในเบ้าตา เหมือนกับว่าจุดขาว ๆ อยู่ในบ่อน้ำที่ลึกมาก ๆ: ที่น้ำดูมืดแล้วมีจุดขาว ๆ อยู่ในบ่อน้ำ: ถ้าลูบท้องก็ถูกแต่กระดูกสันหลังอย่างนี้เป็นต้น. นี้เป็นคำตรัสที่เล่า เองถึงเรื่องอัตตกิลมถานุโยค ไม่ได้หมายความว่าทรงบัญญัติลัทธินี้ขึ้น; เป็นลัทธิที่ มีอยู่ก่อน แล้วก็ทรงทดลอง. นี้เรียกว่าฝ่ายตรงกันข้าม เป็นอัตตกิลมถานุโยค เป็น ขวาจัด. เมื่อได้ทรงทดลองหมดแล้วก็พบว่า มันไม่ใช่การดับทุกข์ที่ถูกต้องหรือถึงที่สุด: แต่ไม่ได้ตำหนิว่าไม่มีประโยชน์อะไร หรือไม่ดับทุกข์เสียเลย เพราะถือว่าไม่ใช่การ ดับทุกข์ถึงที่สุด ไม่พอใจ จึงไปค้นหาของพระองค์เองว่าควรจะเป็นอย่างไร; และ ก็ทรงพบสิ่งที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา" แปลว่าข้อปฏิบัติซึ่งเป็นทางสายกลาง 135 ID ID

น.141 ตอนนี้พระพุทธเจ้าท่านเลิกการกระทำอย่างนั้น มามีการเป็นอยู่ ชนิดที่กินอาหาร ตามปกติ มีการเป็นอยู่ตามปกติ; ซึ่งเราได้ฝั่งเรื่องราวว่า พวกที่มาติดตามห้อมล้อม เป็นลูกศิษย์พระองค์ เพราะว่าประพฤติเคร่งครัดนั้น ก็เลยไม่ชอบใจ แล้วก็ทิ้งหนี ไปอย่างนี้; เป็นเหตุให้พระองค์ทรงอยู่อย่างโดดเดี่ยวต่อไปอีก แล้วค้นคว้าศึกษา ต่อไปอีก จนในที่สุดพบเรื่อง "มัชฌิมาปฏิปทา" ความเป็นอยู่โดยสายกลาง. มี หลักว่าไม่เกี่ยวข้องกับลัทธิซ้ายสุด ขวาสุดลัทธิทั้งสองนั้น; และว่าเป็นสิ่งที่พระตถาคต ได้ตรัสรู้ขึ้นด้วยพระองค์เอง; และว่าเป็นการปฏิบัติที่ทำให้เกิดดวงตาและเกิดปัญญา; และว่าเป็นข้อปฏิบัติที่ทำให้ลุถึงนิพพานคือความดับทุกข์สิ้นเชิง; เพราะว่าตถาคต ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองนี้. เราต้องถือว่าเป็นผลจากการที่ได้ทดลองลัทธิต่าง ๆ จนหมดแล้วด้วยเหมือนกัน แล้วมามีสติปัญญาแยกแยะออกไปจากสิ่งเหล่านั้น; โดยเหตุที่การปฏิบัติอย่างที่กล่าว ทั้งสองพวกนั้น ไม่เป็นการปฏิบัติที่ทำให้เกิดดวงตาหรือปัญญา; เช่น หมกมุ่น ใน กามารมณ์นี้ ไม่เกิดดวงตา ไม่เกิดปัญญา. ทรมานกายถึงขนาดหนักอย่างนั้นก็ไม่เกิด ดวงตา ไม่เกิดปัญญา; มีแต่ความโง่ชนิดหนึ่ง ความยึดมั่นถือมั่นชนิดหนึ่ง ฉะนั้น จึงต้องแยกออกมาอย่าไปเกี่ยวข้องกับ ๒ อย่างนั้น; และต้องเป็นการปฏิบัติที่ทำให้ เกิดดวงตา เกิดปัญญา รู้สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง; นี่แหละโดยเค้าเงื่อนของพุทธ- ศาสนาก็มีหลักอย่างนี้; ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งดิ่งไปสุดทางใดทางหนึ่งอย่างนั้น; ข้อ- ปฏิบัตินี้จึงจะเป็นไปเพื่อดับทุกข์สิ้นเชิง ทีนี้พระองค์ก็ทรงพบว่า ด้วยข้อปฏิบัติอย่างนี้จะทำให้ความทุกข์ ระงับไป; โดยการทำลายต้นเหตุของความทุกข์นั้นเสีย; และเมื่อทำลาย 136

น.142 ต้นเหตุของความทุกข์แล้ว ความทุกข์ก็ไม่มี; อันนี้ต่างหากเป็นนิพพาน. ไม่ใช่กามารมณ์สูงสุดเป็นนิพพาน หรือว่าไม่ใช่เข้าสมาบัติตัวแข็งเฉยอยู่แล้วเป็น นิพพานอะไรทำนองนี้; เพราะว่านั่นไม่ทำให้เกิดดวงตา, ไม่ทำให้เกิดปัญญา; จึง มีระบบใหม่ที่เรียกว่า “ มัชฌิมาปฏิปทา " - คือหนทางอันประเสริฐ มรรคมีองค์ ๘ นี้ขึ้น; โดยวางรูปโครงให้เป็นเรื่องสมบูรณ์แม้ทางตรรกคือ Logic ว่า นี้คือ อะไร ?, นี้มาจากอะไร ?, นี้เพื่อประโยชน์อะไร ?, นี้โดยวิธีใด ? อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้น ระบบคำสอนของพระองค์จึงสมหลักทางวิทยาศาสตร์, ทางศาสตร์คือเป็น Scientific คืออาจจะตอบคำถามได้แม้จะถามว่า คืออะไร ? จากอะไร ? เพื่ออะไร ? โดยวิธีใด ? อย่างนี้เป็นต้น. นี้คือต้นกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่า อริยสัจจ์; คำว่าอริยสัจจ์แปลว่าสัจจธรรมของพระอริยเจ้า, หรือสัจจธรรมอันประเสริฐ; เพราะ คำว่า " อริย " นั้นแปลว่าประเสริฐ, แต่ประเสริฐนี้เป็นภาษาไทย เราแปลคำ " อริย" อีกที ก็แปลว่าไปเสียจากข้าศึก; อริยแยกเป็น อริ, กับ ยะ, อริ แปลว่า ข้าศึก, ยะ แปลว่า ไป, อริยะ แปลว่า ไปเสียจากข้าศึก, ข้าศึกก็คือความทุกข์; คือว่าไปเสียจากความทุกข์นั้นแหละก็คืออริย; พระอริยเจ้าคือผู้ที่ทำเช่นนั้นได้ เมื่อ เราพูดว่า " สัจจ " หรือ " สัจจธรรม " ของพระอริยเจ้า; ก็หมายความว่า สัจจะ หรือสัจจธรรมของผู้ที่ไปเสียได้จากข้าศึก คือความทุกข์ทั้งปวง. อริยสัจจ์นี้แจกออกเป็น ๔ ข้อ เรียกว่า ทุกขอริยสัจจ์ ข้อแรกคือความ จริงอันประเสริฐ เรื่องทุกข์; อันที่ ๒ คือ ทุกขสมุทยอริยสัจจ์ คือความจริง อันประเสริฐเรื่องมูลเหตุให้เกิดความทุกข์; อันที่ ๓ เรียกว่า นิโรธอริยสัจจ์ คืออริยสัจจ์อันว่าด้วยความดับไม่เหลือแห่งความทุกข์; อันสุดท้ายอันที่ ๔ เรียกว่า มัคคอริยสัจจ์ อริยสัจจ์คือหนทาง, หนทางคือการปฏิบัติ. เมื่อเรา 137

น.143 สำรวจดูเราจะพบว่า เขานิยมใช้คำว่า "ทาง " หรือ "หนทาง " ทางเดิน ทางเท้านี้เป็นชื่อของหลักปฏิบัติในทางศาสนา เป็นคำนาม สำหรับเรียกการ ปฏิบัติทางศาสนากันโดยมาก; แม้แต่คำว่า เต๋า ของลัทธิเล่าจื้อคำนั้นก็แปลว่า ทางเหมือนกัน; และคำอะไรอีกคำของโซโรแอสเตอร์ ( Zoroaster ) ซึ่งใช้ เรียกตัวศาสนาหรือตัวธรรมะ คำนั้นก็แปลว่าทางเหมือนกัน; ในพุทธศาสนา เราก็ใช้คำว่า มรรค ซึ่ง แปลว่าหนทาง; ตัวแท้ของศาสนาคือตัวการปฏิบัติเพื่อ จะดับทุกข์เราเรียกว่าหนทาง. ที่นี้ทุกขสัจจะ ข้อแรกที่เรียกว่าความทุกข์นั้น โดยใจความสั้น ๆ นั้นมีว่า สิ่งที่ถูกยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานนั้นแหละคือทุกข์เป็นตัวทุกข์; ไม่ว่าอะไร ถ้าถูกยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน ว่าสิ่งนี้เป็นตัวเรา สิ่งนี้เป็นของเราแล้ว สิ่งนั้นทุกข์: เช่นความเกิดความแก่ความเจ็บความตายนี้ เรายึดมั่นสำคัญผิดอย่างโง่หลงทีเดียว ว่าเป็นความเกิดของเรา ความแก่ของเรา ความเจ็บของเรา ความตายของเรา จึงเป็นทุกข์ขึ้นมา; เราเกลียดกลัวที่สุด. ที่นี้ที่เราเกิดความรักเกิดความเกลียด เกิด ความน้อยเนื้อต่ำใจ อะไรทุก ๆ ชนิดนั้นก็เพราะ เราได้ไปยึดมั่นถือมั่นอะไรโดย ความเป็นเราเป็นของเราเข้า; ถ้าได้สมหวังก็เป็นทุกข์ไปอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ได้สมหวัง ก็เป็นทุกข์ไปอีกอย่างหนึ่ง; ล้วนแต่เป็นความทุกข์ที่เกิดมาเพราะอุปาทาน คือความ ยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น; นั้นมันมีตัณหา-อยาก แล้วก็ยึดมั่นถือมั่น; อาการหลังจาก นั้นก็คือตัวความทุกข์. เพราะฉะนั้นเราจงรู้จักความทุกข์ไว้ ในฐานะที่ว่ามีมูลมา จากความอยาก หรือความยึดมั่นถือมั่น; เช่นความเจ็บไข้นี้ ถ้าเราไม่ยืด หรือ ไม่โง่ ไม่หลง ไม่สำคัญมั่นหมายว่า ความเจ็บไข้ของเราแล้ว มันไม่เป็นความทุกข์; สามารถที่จะขจัดความเจ็บปวดนั้นให้เบาบางลงไปได้; หรือรู้สึกอยู่ว่าเป็นเพียงสักว่า 138

น.144 ความเจ็บปวดเท่านั้น ไม่เป็นความทุกข์ชนิดที่น่ากลัว หรือจนมากมายเหมือนกับ คนที่ไม่รู้ แต่เรื่อง ความทุกข์นี้ไม่ได้หมายเอาเฉพาะเรื่องความเจ็บปวด ในทางกาย หมายถึงความเจ็บทั้งทางจิต ทางวิญญาณ ความทนยาก ทุก ๆ ชนิด ทั้งอย่างที่มองเห็นและมองไม่เห็น; บางอย่างมองไม่เห็น กลับ เห็นเป็นความสุขไปเสียก็มี ทั้งที่เป็นความทุกข์; เพราะมีของซ่อนเร้นปิดบังล่อลวง แต่โดยเนื้อแท้แล้วเป็นความทุกข์; นี้เรียกว่าเป็นความจริงข้อหนึ่งที่จะต้องมอง ให้ เห็นก่อน เป็นข้อแรก. ทีนี้ข้อที่ ๒ ถัดไปเรียกว่าสมุทยสัจจ์ ก็แปลว่าเรื่องต้นเหตุของความทุกข์ นี้ ระบุไปยังตัณหา คือความอยากโดยทั่ว ๆ ไประบุไปยังความอยากที่เรียกว่า ตัณหา. ขอซ้อมความเข้าใจเรื่องคำ ๆ นี้สักหน่อย คำว่าตัณหา ในภาษาบาลีมีความ หมายกว้างที่สุด; ส่วนตัณหาในภาษาไทยนี้หมายถึงตัณหาในทางกามารมณ์ ความ อยากทางกามารมณ์อย่างเดียว; เพราะฉะนั้น อย่าไปเอาความหมายในภาษาไทย สั้น ๆ ลุ่น ๆ ซึ่งเพี้ยนมาจากความหมายเดิมนั้นเป็นหลัก; ต้องถือเอาความหมายเดิม ที่เรียกว่าความอยากทุกชนิดที่มาจากความโง่ คืออวิชชา ความอยาก หรือความ ประสงค์ หรือความต้องการ อะไรก็ตามแล้วแต่จะเรียก ซึ่งมีมูลมาจากอวิชชา คือ ความโง่ความหลง; ดังนั้น ถ้าเป็นความอยากประสงค์ ความต้องการอะไรก็ตาม ที่มีมูลมาจากวิชชาคือสติปัญญาความรู้แล้ว อันนี้ไม่เรียกว่าตัณหา แต่ในภาษาไทย เราใช้คำว่าอยากหรือต้องการหรือประสงค์เหมือนกัน. ตัณหาที่จะทำให้เกิดทุกข์ นั้นต้องมีมูลมาจากอวิชชา มือวิชชาเป็นพื้นฐาน คือหลงเข้าใจผิด อยากเพราะ 139

น.145 ความหลง; แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูเป็นของกู: ตัณหาอย่างนี้เป็นความ ทุกข์ ความต้องการความประสงค์ความอยากอย่างนี้เป็นความทุกข์. ที่นี้ถ้าว่าความต้องการ หรือความประสงค์ที่มีสติปัญญามีวิชชา ซึ่งตรงกันข้ามจากอวิชชา; ถ้ามีวิชชาเป็นพื้น ฐาน ก็คือความประสงค์ที่จะทำการดับทุกข์นั้นเอง. เมื่อเรามีสติปัญญาอยู่กับเนื้อ กับตัว มีความเฉลียวฉลาด ความต้องการของเราจะเป็นไปแต่ในทางดับทุกข์ทั้งนั้น; พอเราเผลอไป มีอวิชชา ความโง่ ความหลง ความไม่รู้ นี้เป็นพื้นฐานแล้ว ความ อยากความต้องการความประสงค์ของเราจะเป็นไปแต่ในทางให้เกิดความทุกข์ หรือ เพิ่มความทุกข์ทั้งนั้น. ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านใช้คำสั้น ๆ ว่า ตัณหา คำเดียวก็ พอแล้ว; เพราะท่านพูดโดย ภาษาอินเดีย ซึ่งพูดอยู่ในสมัยนั้น; ไม่ควรจะเรียก ภาษาบาลี เพราะคำนี้ก็บัญญัติที่หลัง; ควรจะเรียกว่า พูดด้วยภาษาพื้นบ้านภาษา ธรรมะพื้นบ้านในสมัยนั้น ในประเทศอินเดีย ท่านใช้คำว่าตัณหาก็พอแล้ว. อยากเพราะมีอวิชชาเป็นพื้นฐาน นี่แหละตัณหาเป็นมูลเหตุให้ เกิดทุกข์; มีตัณหาที่ไหนก็มีความทุกข์เมื่อนั้นที่นั้น. ตัณหานี้มีอำนาจปรุงแต่ง ให้ เกิดความคิดปรุงแต่งเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด; แล้วก็เพลินอย่างยิ่ง; เป็นเรื่องที่เราเรียก กันอย่างโสกโดก ว่าฝันหวาน หรือะไรทำนองนั้นเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด; ฉะนั้น จึงระบุลงไปว่าตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์. ถ้าเราจะหมายถึงแต่ตัณหาในความหมาย ทางภาษาไทย หมายถึงตัณหาในทางกามารมณ์อย่างเดียวนี้ไม่พอ; เพราะท่าน หมายถึงความอยากทุกชนิด จึงได้แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท; ตัณหาในเรื่องอริยสัจจ์ นี้แบ่งเป็น ๓ อย่าง "กามตัณหา” นี้อยากในทางกามารมณ์, แล้วก็ ภวตัณหา " อยากไปในทางจะเป็น, จะเป็นอย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้กระทั่งจะมี ชีวิตอยู่นี้, ที่นี้ "วิภาตัณหา" อันที่ ๓ นี้อยากในทางที่จะไม่มีไม่เป็นไม่คงอยู่ เช่น 140

น.146 อยากตายอย่างนี้. ฉะนั้นมันจึงกินความหมดไม่มีอะไรเหลือ; อยากได้กามารมณ์ เป็นกามตัณหา, อยากเป็นนั้นเป็นนี่เป็นภวตัณหา, อยากไม่เป็นอย่างนั้นไม่เป็น อย่างนี้เป็นวิภวตัณหา; ทั้ง ๓ อยากนี้มาจากอวิชชา คือความโง่. ฉะนั้น จำไว้ ในฐานะเป็นคำพูดที่ฉลาดที่สุด สำหรับจะพูดอะไรให้มันสิ้นเชิงได้ ความอยากใน ทางกามารมณ์, ความอยากในทางจะเป็นนั้นเป็นนี่, ความอยากในทางที่จะไม่เป็น นั้นเป็นนี่, นี่เป็นมูลเหตุของความทุกข์. ที่นี้อันที่ ๓ ที่เรียกว่า "นิโรธอริยสัจจ์", ความจริงเรื่องความดับ สนิทของความทุกข์ นี้ระบุลงไปว่าดับตัณหานั้นเสียก็แล้วกัน ดับตัณหานั้นเสีย อย่าให้มีส่วนเหลือ; อย่ามีเยื่อใยเหลือนั้น จะเป็นความดับสิ้น ของความทุกข์. นี่หมายความว่าถ้าเราเข้าใจเรื่องเหตุให้เกิดทุกข์แล้ว เราก็เข้าเรื่องความดับทุกข์ได้ เพราะมันตรงกันข้าม; มีตัณหาก็มีทุกข์ ดับตัณหาเสียก็ไม่มีทุกข์. แต่อย่าลืมว่า ท่านไม่ได้เอ่ยถึงความสุข; เพราะตามหลักธรรมะชั้นสูงแล้วจะไม่มีพูดถึงความสุข; เพราะความสุขเป็นเพียงเรื่องมายา เป็นมายาอย่างหนึ่งเท่านั้น; ยิ่งถ้า เป็นสุขเวทนาแล้วก็ยิ่งมายาอย่างยิ่ง และเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ; ฉะนั้นเอาที่ไม่มีทุกข์ หรือทุกข์ลบไปเลยสูญไปเลยนี้เป็นจุดที่ปรารถนา; และนั่นแหละคือความสุขโดยแท้จริง. แต่ท่านไม่นิยมใช้คำว่า " ความ สุข " ในเมื่อพูดอย่างพูดจริง ๆ ของธรรมะ ทางธรรมะ; แต่ถ้าพูดกับชาวบ้าน ร้านตลาดตามภาษาสมมติจึงจะพูดว่าความสุข; อันนี้ดับทุกข์ได้น้อย ๆ จนกระทั่ง มากขึ้น ๆ จนดับทุกข์หมดสิ้นเป็นนิพพาน นี่รวมเรียกว่านิโรธหรือความดับทุกข์ ทั้งนั้น. 141

น.147 ทีนี้อันสุดท้ายที่ ๔ เรียกว่า "มรรคอริยสัจจ์ " ความจริงเรื่อง หนทาง; คำว่าหนทางหมายถึงทางสำหรับจิตใจเดินไป หรือสำหรับการปฏิบัติทาง กายทางวาจาทางใจเดินไป; เอาชื่อของทางเดินเท้าตามแผ่นดินมาเป็นชื่อ, นี้ก็ควร จะทราบไว้ด้วยว่าเป็นธรรมดาที่สุด ที่จะต้องเป็นอย่างนี้; คือว่ามนุษย์มีคำร้องเรียก ชื่อสิ่งต่าง ๆ ที่เขาเกี่ยวข้องอยู่นั้น มีคำเรียกชื่อสิ่งเหล่านั้นมาตั้งแต่สมัยยังเป็นมนุษย์ ป่าเถื่อน เช่นเรียกทางเดินว่า หนทาง อย่างนี้. ทีนี้ต่อมาเมื่อถึงสมัยที่มนุษย์พบความ รู้ในด้านจิตใจ พบธรรมะ หรือหลักธรรมะหรือความจริงอะไร ๆ ในด้านจิตใจเข้า อย่างหนึ่ง เมื่อพบของใหม่บางอย่างเข้าก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี; แต่ความคิดมันก็ พรุ่งออกมาเองว่ามันควรจะเรียกว่าอะไร คือมันคล้ายกับอะไร คล้ายกับความหมาย ของอะไร ก็เรียกมันว่าอย่างนั้น; ฉะนั้น จึงได้เรียกการปฏิบัติที่ไปจากความทุกข์ไป สู่ความดับทุกข์นี้ว่า หนทาง, ยังมีคำอื่น ๆ อีกมากมายที่มีขึ้นโดยหลักอย่างนี้ นี่เรา ควรจะทราบไว้อย่างนี้เสียด้วย; ไม่ว่าพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่น ๆ คำบัญญัติทาง ศาสนานั้นไปยืมคำธรรมดา ๆ ของชาวบ้านมาใช้; ฉะนั้น คำคำเดียวกันจึงเกิดความ หมายเป็น ๒ ทางขึ้นเสมอ. ทางหนึ่งก็คือทางที่ชาวบ้านเขาใช้พูดกันอยู่: อีกทางหนึ่ง ก็มีความหมายเฉพาะของทางศาสนา: แต่คำนั้นคำเดียวกัน, แม้ที่สุดแต่คำว่านิพพาน ซึ่งเป็นคำสูงสุดก็ตกอยู่ในลักษณะอย่างนั้น เพราะคำว่า นิพพาน นี้ แปลว่า เย็น; เย็นลง ๆ คือความร้อนที่เย็นลง ๆ อาการที่ความร้อนเย็นลง ๆ จนหมดร้อน นี้เรียกว่านิพพาน: เช่นถ่านไฟก้อนหนึ่งเอามาจากเตาไฟ เอามาวางไว้แล้วมันจะ เย็นลง ๆ อาการที่มันเย็นลงนี้ก็เรียกว่านิพพาน. คำนี้ชาวบ้านก็ใช้อยู่แล้ว หรือว่า ข้าวสุกที่กำลังร้อน ที่คดออกมาจากหม้อใส่จานมันก็เย็นลง ๆ ก็เรียกว่าข้าวสุกนิพพาน ได้ที่พร้อมที่จะกินได้แล้ว. คำว่านิพพานแปลว่าเย็นลง ใช้กันมานานแต่เดิมไม่มีใคร 142

น.148 ทราบ; แต่พอมาเป็นธรรมะเข้าใช้คำเดียวกันนี้หมายถึงความทุกข์น้อยลง ๆ ๆ เพราะ ความทุกข์เป็นของร้อน กระทั่งเย็นสนิทคือไม่มีทุกข์เลย. ที่นี้ หนทางที่จะดับทุกข์นี้ ถือว่าประกอบไปด้วยองค์ ๘, " อริโย อฏฐฺคิโก มฺโค " ทางอันประเสริฐ เป็นอริย ประกอบไปด้วยองค์ ๘; เราจึง เรียกสั้น ๆ ว่า หนทางมีองค์ ๘; หรือมรรคมีองค์ ๘; แต่ขอร้องไว้สักอย่างว่า อย่าไปเรียกสั้น ๆ ว่ามรรค ๘ อย่างนี้มันผิด; เพราะว่ามันไม่ใช่มรรค ๘, หรือหนทาง ๘ หนทาง: แต่ว่า หนทางนั้นจะมีเพียงสายเดียว แล้วประกอบ อยู่ด้วยองค์ประกอบ ๘ ประการ เหมือนเชือก ๘ เกลียวรวมกันเป็นเชือกเส้น เดียว; เราไม่เรียกว่าเชือก ๘ เส้น; เราเรียกเชือกเส้นเดียวประกอบไปด้วยเกลียว ๘ เกลียว. หรือเหมือนกับว่าหนทางที่เราจะเดินไปไหนให้ถึงที่ประสงค์ได้ ถนนนี้ก็ เหมือนกัน มันต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง มันจึงจะสำเร็จในการเดิน ยิ่งเดินทาง ไกลสมัยพุทธกาลแล้ว มันยิ่งต้องการองค์ประกอบมาก; เช่นว่าหนทางนั้นอย่างน้อย ก็ต้องมีแนวทางที่จะเดินได้ไม่หลง; และหนทางนั้นจะต้องมีการอารักขาคุ้มครองผู้เดิน ตามสมควร: ไม่เช่นนั้นก็ตายเสีย กลางทางเช่นเสือกินหรือโจรฆ่าเสีย: หรือว่า หนทางนั้นจะต้องหาอาหารหาน้ำกินได้ในระหว่างทาง; หนทางนั้น จะต้องมีสะพาน ข้ามคลอง มีอะไร ๆ ทำนองนี้จนครบบริบูรณ์แล้วจึงจะเป็นหนทางที่ใช้ได้. ที่นี้สำหรับมรรคมีองค์ ๘ นี้ก็เหมือนกัน จะต้องมีความถูกต้อง ๘ ประการ นี่เป็นหลักสำคัญที่สุดที่ควรจะจดจำ ความถูกต้อง ๘ ประการนี้คือ :- องค์ที่ ๑ ความเห็นถูกต้อง ความคิดความเข้าใจความเชื่ออะไรก็ได้ นี่เรียก ว่าความเห็นถูกต้อง. ชิกุ่ยโตรองหลินผัสนอกออก ตามวัน ติกชุดกิชันสูตรรกิ 143

น.149 องค์ที่ ๒ เรียกความปรารถนาถูกต้อง ความอยากความใฝ่ฝัน ความตั้งใจ ความดำริอะไรรวมกัน เรียกว่าความปรารถนาถูกต้อง. องค์ที่ ๓ เรียกว่า การพูดจาที่ถูกต้อง. องค์ที่ ๔ เรียกว่าการกระทำทางกายที่ถูกต้อง. องค์ที่ ๕ เรียกว่าการเลี้ยงชีวิตหรือดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง. องค์ที่ ๖ เรียกว่าความพากเพียรพยายามอยู่อย่างถูกต้อง. องค์ที่ ๗ ก็การดำรงสติมีสติอย่างถูกต้อง. องค์ที่ ๘ ก็มีสมาธิคือความตั้งมั่นแห่งจิตใจอย่างถูกต้อง. นี่เป็น ๘ ถูกต้องด้วยกัน เมื่อ ๘ ถูกต้องนี้ ทำหน้าที่ได้พร้อมกัน เข้าเป็น อันเดียวกันจึงจะเป็นหนทางเป็นมรรค: ถ้ายังแยกกันอยู่คนละที่นี้ จะเป็นมรรคไม่ได้ ยังเป็นเพียงความถูกต้องชื่อหนึ่ง ๆ หรือข้อหนึ่ง ๆ หรือสองข้อก็ตามใจ แต่ไม่เรียกว่า มรรคหรือหนทางในที่นี้. ต่อเมื่อไรมันเข้ามาประชุมพร้อมกัน อยู่ในบุคคลคนเดียว ในการกระทำคราวเดียว ในการเป็นอยู่คราวเดียว ครบ ๘ ถูกต้อง อย่างนั้นเรียก ว่าผู้นั้นกำลังมีหนทาง คือมี "มรรค" แล้วกำลังเดินอยู่ตามหนทางนั้น; นี้หมายความ ว่าถ้าเรามีการถูกต้อง อยู่ ๘ อย่าง ๆ นี้อยู่ทุกลมหายใจเข้าออกแล้ว สิ่งที่เราเรียก ว่าตัณหา เกิดไม่ได้; และเชื้อของตัณหานั้นถูกแผดเผาให้แห้งเหือดไปทีละน้อย ๆ จนหมดสิ้น; เมื่อเราดำเนินอยู่ในหนทาง ๘ ประการนี้ ซึ่งเรียกว่าเป็นหนทางของ การดับทุกข์. นี้รวมกันแล้วก็เป็น ๔ ข้อของอริยสัจจจ์ ข้อที่ ๑ คือความทุกข์ ข้อที่ ๒ คือเหตุให้เกิดทุกข์ ข้อที่ ๓ คือความดับสนิทของความทุกข์ ข้อที่ ๔ คือหนทางให้ 144

น.150 ถึงความดับสนิทของความทุกข์ ข้อที่ ๑ เป็น Logic ว่าคืออะไร ? ข้อที่ ๒ ว่าจาก อะไร ? ข้อที่ ๓ ว่าเพื่ออะไร ? ข้อที่ ๔ ว่าโดยวิธีใด ? ฉะนั้น ถ้าเราจะทำอะไร ให้ครบบริบูรณ์ตามหลักเกณฑ์ของความนิยมในทางธรรมะแล้ว เราจะต้องอธิบาย ให้ครบ ๔ หัวข้อนี้เป็นอย่างน้อย. เราอยากจะเรียนรู้เรื่องอะไร เราตั้งหัวข้อ ๔ หัวข้อนี้ขึ้นเพื่อจะศึกษา; เราจึงจะรู้เรื่องนั้นโดยถูกต้องครบถ้วน. อย่างเราเรียน กฎหมายนี้เราตั้งหัวข้อขึ้นว่า กฎหมายนี้คืออะไร ? และมาจากอะไร ? เพื่อวัตถุ ประสงค์อันใด ? และสำเร็จได้โดยวิธีใด ? มันก็ครบ. จะเรียนวิชาอื่น ๆ ค้นคว้า อย่างอื่นแม้แต่ทำกสิกรรมจะปลูกอ้อยปลูกกล้วยก็เหมือนกัน ก็สามารถที่จะใช้หัวข้อ ชนิดนี้ได. ฉะนั้น จึงถือว่าหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา คือเรื่องอริยสัจจ์ นี้สมบูรณ์ทุก ๆ แง่ ทุก ๆ มุม ในฐานะที่เป็นศาสนา ในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์เป็น ตรรกวิทยาเป็นอะไรได้หมด. ทีนี้ก็มาถึงข้อที่พระพุทธเจ้าท่านยืนยันด้วยพระองค์เองว่า " ปุพเพ อนนุสฺเตสฺ ธมฺเมสุ," ธรรมเหล่านี้ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน; หมายความว่าทรงยืนยันว่า ค้น พบขึ้นมาด้วยพระองค์เอง ไม่มีใครสอนท่าน. เราต้องมองเห็นได้ชัดลงไปว่า; สิ่งที่ เรียกว่าความทุกข์นั้นควรรู้จักมันให้ทั่วถึง; สิ่งที่เรียกว่าเหตุให้เกิดทุกข์ นั้นควรละมันเสียให้เด็ดขาด; และสิ่งที่เรียกว่าความดับทุกข์สิ้นเชิงนั้น ควรทำให้ปรากฏแจ่มแจ้งออกมา; แล้วสิ่งที่เรียกว่ามรรคนั้นควรเจริญ ให้มีมากขึ้น ๆ ๆ; นี้เรียกว่าหน้าที่ที่เกี่ยวกับอริยสัจจ์ทั้ง ๔. ทุกข์นั้นควรรู้เหตุ ให้เกิดทุกข์นั้นควรละ; ความดับทุกข์นั้นควรทำให้แจ้งออกมา; แล้วมรรคคือหน- ทางนั้นทำให้มีขึ้น ๆ คือ Develop; ใช้คำ ๆ เดียวกันกับคำว่าภาวนา คือ Develop ทีนี้เมื่อใดได้รู้ทุกข์ ได้ละเหตุให้เกิดทุกข์ ได้ทำให้แจ้งความดับ- 145

น.151 ทุกข์ และได้พอกพูนหนทางความดับทุกข์ถึงที่สุดแล้ว, อย่างนี้จึงจะเรียกว่าตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านยืนยันอย่างนี้ ถ้าจำแนกให้ละเอียดออกไปอีกหน่อยว่าเรื่องทุกข์นี้; คือว่า ทุกข์เป็น อย่างนี้; ทุกข์นี้เป็นสิ่งที่ควรรู้แล้วทุกข์นี้เราก็รู้แล้ว; เป็น ๓ อย่าง. ที่นี้ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์; ก็ว่าเหตุให้เกิดทุกข์มันเป็นอย่างนี้; เหตุให้เกิดทุกข์นี้ ควรจะละเสีย; แล้วเหตุให้เกิดทุกข์นี้เราก็ละได้แล้ว; ฟังดูให้ดี ๆ เถอะจะ พบกับหลักเกณฑ์บางอย่าง. แล้วข้อที่ว่าความดับทุกข์คือนิโรธนั้น; ความดับ- ทุกข์นี้เป็นอย่างนี้ๆ: และความดับทุกข์นี้เป็นสิ่งที่เราควรทำให้แจ้ง และความ ดับนี้เราทำให้แจ้งแล้ว, ที่นี้ข้อสุดท้ายที่เรียกว่าพรรคนั้น; มรรคนี้เป็นอย่าง นี้ ๆๆ. รู้จักมันดี และก็รู้ว่ามรรคนี้ควรภาวนา คือควรทำให้เกิดขึ้น, ควร พัฒนาให้เจริญขึ้น ๆ; แล้วมรรคนี้เราได้เจริญมันถึงที่สุดแล้ว. มัน ๔ อย่าง ๆ ละ ๓ จึงเป็น ๑๒ นี้ คือความสมบูรณ์ถึงที่สุด ของการเข้าถึงอริยสัจจ์; หรือรู้ อริยสัจจ์ สามารถทำให้ดับทุกข์ได้; ถ้าทำได้เองก็เป็นพระพุทธเจ้า ถ้าทำตามคำ สั่งสอนของท่านที่สอนไว้ก็เป็นพระอรหันต์หรือพระอริยเจ้าที่รอง ๆ ลงมา. สำหรับพระพุทธเจ้าเองท่านทรงยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เคยได้ศึกษามาจากใคร ไม่เคยได้ฝั่งมาจากใครทรงพบด้วยสติปัญญา เพราะว่าเมื่อเดินมาตามทางมรรคมีองค์ ๘ เรื่อย ๆ แล้ว; มันก็เกิดดวงตาในทางธรรม, เกิดญาณคือความรู้, เกิดปัญญาความ รอบรู้ เกิดวิชชาเกิดแสงสว่างขึ้นมา จนรู้ว่าอริยสัจจ์เป็นอย่างนี้ ทุกข์เป็นอย่างนี้ เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างนี้ ตามนัยที่ว่ามาแล้ว ๑๒ อาการ. พอเป็นอย่างนี้ก็ประกาศ ตัวว่าเป็นพระพุทธเจ้า ถ้ายังไม่เป็นอย่างนี้ยังไม่ประกาศตัวว่าเป็นพระพุทธเจ้า; คือว่า 146

น.152 ยังไม่รู้สิ่งทุกสิ่ง ยังไม่ได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ จนกว่าอริยสัจจ์ทั้ง ๔ นี้ถูกกระทำให้ ครบถ้วนทั้ง ๑๒ อาการเสียก่อน; จึงจะปฏิญญาว่า"ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ" หมายความว่ารู้จักโลกนี้ รู้จักเทวโลก มารโลก พรหมโลก รู้จักทุกระดับของความ เป็นไปในโลก และเหมาะสมที่จะสั่งสอนคนทุกระดับในโลก; นี่คือการเกิดขึ้นแห่ง พระพุทธเจ้าพร้อม ๆ กับเป็นการบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธศาสนา. ถ้าจะเรียกว่าการ บังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าก็ได้; เพราะท่านเป็นผู้ตรัสรู้สิ่งนี้ แล้วสิ่งนี้ก็คือตัว ศาสนา. ตัวศาสนาแท้คือสิ่งนี้ คือวิชชา และการปฏิบัติระบบหนึ่ง ซึ่งสมบูรณ์ที่สุดสำหรับจำกัดความทุกข์ให้สิ้นเชิง; นี้คือตัวศาสนา, เป็น วิชาความรู้ และการปฏิบัติถูกต้องระบบหนึ่ง ซึ่งสามารถดับทุกข์ได้สิ้นเชิง. สิ่งนี้ ได้ปรากฏขึ้นในโลกพร้อม ๆ กับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า; เพราะฉะนั้นการเกิด ขึ้นแห่งพระพุทธศาสนาจึงเนื่องกันกับพระพุทธประวัติส่วนนี้ ซึ่งเป็นส่วน สำคัญที่สุด ส่วที่พระพุทธเจ้าท่านจะไปทำอะไรที่ไหน จนกระทั่งปรินิพพานไปนั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนัก เรื่องสำคัญหรือหัวใจของเรื่องนั้นอยู่ที่ตรงนี้ คือ ท่าน ตรัสรู้ และตรัสรู้อะไร. นี้สรุปความว่า ในประเทศอินเดีย ได้เกิดมีบุคคลคนหนึ่งซึ่งได้รู้สิ่งนี้โดย ไม่ได้ยินได้ฟังมาจากใครแต่ก่อน; แล้วก็ไม่เหมือนกับใครไม่เหมือนกับระบบคำ สอนไหน; ได้ระบุไปยงความดับทุกข์สิ้นเชิง ที่สามารถพิสูจน์ให้ดูได้เห็นได้ด้วยตน เองเรียกว่า "สันทิฏฐิโก " มองเห็นได้ด้วยตัวผู้นั้นเอง ไม่ต้องเชื่อตามบุคคลอื่น เหมือนที่ได้บรรยายแล้วในวันแรกว่า ในพุทธศาสนานี้ไม่มีความงมงาย, Dogma, 147

น.153 หรืออะไรทำนองนั้น และผู้ปฏิบัตินั้นจะได้รับผลด้วยตนเอง; รู้จักผลนั้นด้วยตนเอง โดยไม่ต้องเชื่อตามบุคคลอื่น. ฉะนั้น นิพพานสำหรับมนุษย์ที่ถูกต้องนั้น คือ ความดับทุกข์สิ้นเชิงนี้ ไม่ใช่กามารมณ์ เหมือนพวกที่ถือลัทธิกามสุขัลลิกานุโยคะ ไม่ใช่ความสงบระงับเพียงเข้าฌาน, เข้าสมาบัติของพวกที่ทรมานกายอย่างนี้เป็นต้น; แต่อยู่ในลักษณะที่เรียกว่าเป็นทางสายกลาง ไม่ตกลงไปในทางกามซึ่งเป็นความอ่อน แอ; ไม่ตกไปในทางฝ่ายทรมานกายซึ่งเป็นความกระด้าง แต่อยู่ตรงกลางพอดี ๆ เรียกว่า " มัชฌิมา ปฏิปทา ". มีเรื่องที่เป็นใจความเพียงเรื่องเดียวคือความดับ- ทุกข์, แต่ถ้าจะให้เป็น ๒ เรื่องเข้าใจง่ายขึ้นเป็น ๒ เรื่องคือเรื่อง " ทุกข์" กับ เรื่อง " ความดับทุกข์ " นี้มันเป็น Logical ที่สุดแล้ว, เรื่องทุกข์กับความดับ- ทุกข์นี้. ที่นี้ถ้าอยากจะให้เรื่องเป็น ๙ เรื่อง; เรื่องความทุกข์นี้เอาไปชี้ให้เห็นเหตุ ของมันด้วย; ทุกข์กับเหตุให้เกิดทุกข์นี้คู่หนึ่ง, และความดับสนิทของความทุกข์นี้ กับวิธีที่จะทำให้เกิดความดับสนิทของความทุกข์ ขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่งเป็นคู่กัน, เลย เป็น ๒ คู่ ก็คือ ๔. นี่แหละหัวใจของพุทธศาสนาจะว่ามี ๙ คืออริยสัจจ์ ๔ นี้ก็ได้; แล้วลดเหลือ ๒ เหลือ ทุกข์กับความดับทุกข์; ลดให้เหลือหนึ่งเหลือความดับ- ทุกข์นั่นคือนิพพาน สิ่งนี้เป็นวัตถุประสงค์เป็นแก่นสาร. ทีนี้ทำไมจึงพูดว่า พุทธศาสนามีแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ คือมีถึงแปดหมื่น สี่พันเรื่อง นี่ก็เพราะว่าได้ไปกระจายออกไป เช่นเรื่องความทุกข์ก็กระจายออกไป เป็นคำพูดมากมายหลาย ๆ ข้อหลาย ๆ เรื่อง; แล้วเรื่องเหตุให้เกิดทุกข์คือกิเลสแล้ว ยิ่งกระจายออกไปเป็นหลายพันข้อ; แล้วเรื่องความดับทุกข์คือนิพพานก็ยิ่งมาก; แล้ว วิธี ปฏิบัตินี้ยังยิ่งมากไปกว่านั้นอีก; ฉะนั้น ถ้านับโดยหัวข้อ ๆ เป็น Deta อันหนึ่ง ตั้งแปดหมื่นสี่พันก็ได้เหมือนกัน. ถ้าเราพูดเรื่องสวรรค์ นรกอะไรขึ้นมา นี่ก็เป็น 148

น.154 เรื่องขยายความออกไป จากความเข้าใจผิด ความเข้าใจถูกหรือจากคำว่าตัณหา หรือคำว่ากามารมณ์อย่างนี้; ฉะนั้น ถ้าเรารู้จักใจความของพุทธศาสนาแท้จริงแล้ว จะพบว่ามันมีเรื่องเดียว คือเรื่องความดับทุกข์ และวิธีการดับทุกข์เป็นอย่างไรนั้นก็มี มาก. แต่ถ้าสรุปแล้วก็คือดับตัณหาหรืออุปาทานเสีย มันก็มีเท่านั้นเอง นี่เป็นอันว่า วันนี้เราได้วินิจฉัยกัน ถึงการเกิดขึ้นของพุทธศาสนา กับ การเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า พอเป็นแนวทางสำหรับศึกษาต่อไปโดยสะดวกแล้ว. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้เพราะสิ้นเวลาเพียงเท่านี้. จบการบรรยายครั้งที่ ๗ 149

น.155 9 พุทธศาสนสุภาษิต อุเปกขโก สทา สโต นโลเก มญฺญตี สมํ น วิเสสี น นีเจยุโย ตสฺส โน สนฺติ อุสฺสทา ผู้วางเฉย (=ว่าง) มีสติทุกเมื่อ ไม่สำคัญตนว่าเสมอเขา ว่าดีกว่าเขา ว่าต่ำกว่าเขาในโลก ผู้นั้นชื่อว่าไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น elr

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต