น.156 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในการบรรยายครั้งที่ ๘ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงเรื่องทุกข์กับเหตุให้เกิดทุกข์ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่อง เกี่ยวกับพุทธศาสนาโดยตรง. พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ เป็นหลักว่า ในกาลก่อนก็ดีบัดนี้ก็ดี ตถาคต บัญญัติ แต่เรื่องทุกข์ กับความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์ เท่านั้น ; เป็นใจความสั้น ๆ อย่างนี้หมายความว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้พูดถึง เรื่องอื่นเลย. และเรื่องทุกข์กบเรื่องความดับไม่ เหลือแห่งทุกข์นี้ อาจจะแยก ออกเป็น ๔ คือ : ทุกข์นั้นพูดถึงเหตุให้เกิดทุกข์ด้วย, ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้นพูดถึงวิธี ที่จะดับอย่างไรด้วย, แต่ท่านตรัสย่นลงให้เหลือเพียง ๒ ว่าเรื่องความทุกข์กับเรื่อง ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น, เพราะฉะนั้นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกัน ท่านไม่ตรัส และบางเรื่องถึงกับไม่ยอมตรัส. ทีนี้พวกเราในรุ่นหลังนี้ชอบตั้งปัญหานอกเรื่อง ไม่เกี่ยวกับความทุกข์หรือ ความดับทุกข์โดยตรงมากขึ้นทุกที เช่นชอบถามถึงเรื่องว่าคนตายแล้วเกิดหรือไม่เกด 15101
น.157 ถ้าเกิด อะไรไปเกิดและเกิดอย่างไร ไม่มีที่สิ้นสุด ปัญหาอย่างนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องทุกข์ หรือความดับทุกข์โดยตรง เพราะไม่ได้ถามว่าทุกข์คืออะไร ? เกิดมาจากอะไร ? ดับอย่างไร ? ในครั้งพุทธกาลก็มีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้าถึงปัญหาอย่างเดียวกันนี้ ว่า เกิดหรือไม่เกิด ? อะไรไปเกิด ? อย่างนี้ แถมยังมีภิกษุบางรูป เข้าไปทูล ขะยันขยอจะให้พระพุทธเจ้า ทรงตอบปัญหา เรื่องตายแล้วเกิด หรือตายแล้ว สูญอะไร ทำนองนี้ ท่านตรัสว่า ไม่ใช่เรื่องที่เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ คือไม่ใช่เป็นเรื่อง ที่เป็นต้นเงื่อนของความดับทุกข์. ภิกษุองค์นั้นถึงกับขยันชะยอว่า ถ้าไม่ตรัสให้ทราบ เรื่องนี้แล้วก็จะสึกออกไป พระพุทธเจ้าตรัสว่า ก็ตามใจเพราะไม่ได้สัญญาว่า มา บวชเพื่อจะทราบเรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่เกิดทำนองนี้เป็นต้น ท่านตรัสว่าไม่จำเป็น ไม่ใช่เรื่องมีประโยชน์เกี่ยวข้องกับความดับทุกข์ แล้วเป็นเรื่องที่เอามาแสดงให้เห็น เปิดเผยอย่างนี้ไม่ได้ ต้องเชื่อตามคนอื่น อย่างนี้มันผิดหลักของพุทธศาสนา เรื่อง ไม่จำเป็นเอาไว้ก่อน, เอาเรื่องที่จำเป็นก่อน. อะไรเรื่องจำเป็นก็คือเรื่องทุกข์ กับความดับทุกข์ อย่างนี้ท่านเรียกว่าเป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ เบื้องต้นหรือ เงื่อนต้นหรือรากฐานของพรหมจรรย์. ตั้งปัญหาว่าอะไรเป็นทุกข์ 2 อะไรเป็นความ ดับทุกข์ ? เพราะฉะนั้นขอให้ถือว่า เรื่องทุกข์กับความดับทุกข์นี้คือตัวแท้ของ พุทธศาสนา ในฐานะเป็นทั้งวิชชาและทั้งการปฏิบัติ ในหัวข้ออบรมของเราก็มีเรื่องหลักพุทธศาสนาและวิธีปฏิบัติ เพราะฉะนั้น จึงได้กล่าวถึงเรื่องนี้โดยตรง ทุกข์กับเหตุให้เกิดทุกข์และความดับทุกข์นี้มันก็เป็น หลักพระพุทธศาสนาโดยตรง, และวิธีปฏิบัติอย่างไรจึงจะดับทุกข์ นั้นคือตัวการ ปฏิบัติ! เฉพาะในวันนี้จะได้กล่าวแต่ เรื่องทุกข์กับเหตุให้เกิดทุกข์ เพราะมันเป็น เรื่องเดียวกันมันเนื่องกัน ; แต่ถ้าเข้าใจเรื่องที่เป็นหัวใจสำคัญอย่างนี้ได้ดีแล้ว จะ 152 1
น.158 เข้าใจเรื่องอื่นได้ง่ายขึ้น. ที่น่าสงสารคือว่าพุทธบริษัทแม้ในเมืองไทยส่วนมากนี้ก็ยัง ไปหลงว่า เรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด อะไรไปเกิดคนเดียวกัน หรือไม่หรืออะไร ทำนองนี้ ว่านี้เป็นเรื่องหัวใจพุทธศาสนาไปเสีย แล้วก็เลยไม่ได้สนใจเรื่องทุกข์กับ ความดับทุกข์โดยตรง เห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยเป็นเรื่องตื้น ๆ ง่าย ๆ ไปเสีย ; เลย ไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากพุทธศาสนากันอยู่เป็นส่วนมากทั่ว ๆ ไปหมด นั่นแหละ เป็นการคือดันต่อพระพุทธประสงค์หรือคำแนะนำของพระพุทธองค์ สำหรับเรื่องความทุกข์นี้ เราวินิจฉัยกันไปทีละข้อ ตามลำดับสะดวกกว่า อันแรก ที่สุดก็คือ คำว่า " ความทุกข์” หรือ คำว่าทุกข์ใน ภาษาบาลี ; คำว่า " ทุกข์" ในภาษาบาลีแปลเป็นไทยว่า “ ความทุกข์" ทีนี้เราสาวไปถึงต้นตอของ คำคือภาษาบาลี แล้วก็ถามขึ้นว่าคำว่าทุกข์นั้นแปลว่าอะไร ? ภาษาบาลีนี้เป็นภาษา รากฐาน เป็นภาษาที่มีรากฐานมีระบบของภาษาสมบูรณ์มาก ฉะนั้น คำแต่ละคำ จึงมีลักษณะหรือมีอะไรที่แสดงให้เห็นได้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร. อย่างในภาษาไทยเรายกตัวอย่างเช่นคำว่า "ม้า" เราแทบจะไม่ต้องแปล อีกแล้วว่าม้านั้นแปลว่าอะไร แล้วถ้าจะบังคับให้แปลคำว่าม้าแปลว่าอะไร เราก็ ไม่รู้ว่าคำว่าม้านี้มันแปลว่าอะไร ; แต่สำหรับภาษาบาลีจะเป็นคำว่า "อัสสะ หรือ สุรคะ " อะไรก็ตามบรรดาศัพท์ที่แปลว่าม้านั้น มันยังแปลโดยตัวพยัญชนะได้อีก ที่หนึ่ง เช่น " สุรคะ ” แปลว่าม้าอย่างนี้ ; "สุร ” แปลว่าเร็ว " คะ " แปลว่า ไป "สุรกะ " แปลว่าไปเร็ว ๆ, นี่ก็เอามาใช้เรียกม้า. ดังนั้นคำแต่ละคำมันมีราก ศัพท์อยู่ชัด แล้วก็มีเครื่องประกอบรากศัพท์ให้เป็นคำที่สมบูรณ์มี Prefix, Suffix. เพิ่มเข้าข้างหน้าข้างหลัง เลยเป็นคำที่มีความหมาย, Canevencare คอลิด ir 153
น.159 ทีนี้คำว่า " ทุกข์ " นี้ก็เหมือนกัน " ทุกชะ " นี้ คือประกอบขึ้นด้วย คำ ที่มีรากศัพท์ว่า " ขะ " แล้วก็ทุ ; " ทฺ" แปลว่ายาก " ซะ " แปลว่าทน ; ทุ - ขะ หรือ " ทุกขะ" นี่แปลว่าภาวะที่ทนได้ยาก. ที่นี้ภาษาเก่าแก่อย่างภาษาบาลี อย่างนี้ นักภาษาก็มีทางที่จะวินิจฉัยคำเพิ่มออกไปได้อีกบางอย่าง นอกจากที่นิยม กันอยู่เป็นส่วนมาก ; ฉะนั้นคำว่า " ทุกขะ ” นี้นักปราชญ์ทางภาษาบางคนก็บอก ว่า ยังมีทางที่จะแปลว่า : ดูแล้วน่าเกลียด " คือ "ทุ " ก็แปลว่าน่าเกลียด ก็ได้ ; แล้ว " ขะ " นั้น, " อะซะ " นั้น กลายเป็นว่ามาจาก " อิขะ " ซึ่งแปล ว่าเห็น ; ฉะนั้น ถ้าผู้ใดถือว่าคำว่าทุกขะ มาจาก " ทุ " กับ " อิ- ซะ " แล้ว ก็ ต้องแปลว่า “ ภาวะที่ดูแล้วน่าเกลียดอย่างยิ่ง ". ที่นี้นักปราชญ์ทางภาษา บางคนยังมองเห็นลู่ทางอย่างอื่นอีก คือคำว่า " ชะ " นั้นมาจากคำว่า " ขัง " ทุ ก็คือทุกข์ ทุแปลว่าน่าเกลียด, ชัง แปลว่า " ว่าง" ฉะนั้น "ทุกขะ " นี้ ก็เลย แปลว่า ว่างอย่างน่ากลัว ว่างอย่างน่าเกลียด. ฉะนั้น โดยตัวหนังสือเราเกิด ได้เป็น ๓ ความหมายว่า : - ทนยากอย่างหนึ่ง ดูแล้วน่าเกลียดอย่างหนึ่ง แล้วก็ว่างอย่างน่ากลัว นี่คำว่าทุกข์โดยตัวหนังสือเป็นอย่างนี้ ; นี้เอาไว้ เพื่อประดับความรู้ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องสรุปความทั้งหมดนั้นว่า สภาพที่ใคร ๆ ไม่ปรารถนา เป็นอนิฏฐารมณ์ ; สภาพที่ใคร ๆ ไม่ปรารถนา สั่นหัวทั้งนั้น. จะว่าทนยากหรือจะ ดูน่าเกลียด ว่างอย่างน่ากลัวหรืออะไรก็ตาม ; มันมีลักษณะเป็นสภาพที่ใคร ๆ ไม่ ปรารถนา. ฉะนั้นโดย อรรถะ โดยความหมายมันจึงแปลว่า "ภาวะ " ที่ ใคร ๆ ไม่ปรารถนา ; ส่วนพยัญชะคือตัวหนังสือ นั้นว่า ทนยาก ว่าดูแล้ว น่าเกลียด ว่างอย่างน่ากลัว. นี่คำว่าทุกข์ หมายความอย่างนี้ ฉะนั้น มันจึงกิน 154
น.160 ความ กว้างขวางมากไป กว่าที่เราเข้าใจ กันง่าย ๆ เช่นว่าความเจ็บปวด ความไม่ สบายกาย ไม่สบายใจ อย่างนี้ ; ถ้าดูให้ลึกแล้วสิ่งที่ไม่เจ็บปวด ก็ยังมีลักษณะ น่าเกลียดหรือว่างอย่างน่ากลัว นี่เราจะค่อยวินิจฉัยกันต่อไป นี่ข้อหนึ่งที่ว่าตัวคำว่า “ ความทุกข์ ". ทีนี้เราจะวินิจฉัยกันถึง "ตัวความทุกข์" , ตัวความทุกข์นั้นมักจะหลงกัน อยู่มากเหมือนกัน คือเราได้ยินได้ฟังแต่ว่า เกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ ตายเป็น ทุกข์ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส เป็นทุกข์ เมื่อพูดอย่างนี้ว่า ความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นทุกข์อย่างนี้ ยังเป็นคำอธิบายที่ตื้นหรือภาษาที่ต้นไม่ใช่ ภาษาธรรมะชั้นลึก ; เพราะว่าความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายนั้น มันยัง มีอยู่ ๒ ความหมาย คือ : ความเกิด ความแก่ ความตาย ที่ถูกยึดถือด้วย ความโง่ความหลงที่อย่างหนึ่ง : แล้วความเกิด แก่ ตาย ที่ไม่ยึดถือก็ อีกอย่างหนึ่ง. ความเกิด-แก่-ตาย ที่ถูกยึดถือเท่านั้นจึงจะเป็นทุกข์. เพราะ ฉะนั้นจะต้องระวังสังเกตคำว่า " ยึดถือ" ไว้ให้ดี ๆ ; คือคนธรรมดาทั่วไปที่เรียก ว่าปุถุชนนั้นมีความยึดถือ นึกถึงความเกิด ความแก่ ความตาย ทีไร ก็นึกถึงด้วย ความยึดถือ เป็นความเกิดความแก่ความตายของเรา ; แล้วก็กลัวว่าเราจะแก่ จะ ตาย จะเจ็บอย่างนี้ ; อย่างนี้เรียกว่ายึดถือ มันก็เป็นทุกข์จริง ๆ ทั้งที่ยังไม่ทันแก่ ไม่ทันเจ็บ ไม่ทันตาย ก็เป็นทุกข์ทุกคราวที่นึกถึง และด้วยความยึดถือ ถ้าไม่มีความยึดถือก็ไม่เป็นทุกข์ เช่นพระอรหันต์หมดความยึดถือ ; ฉะนั้น ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไม่มีแก่ท่าน ; แม้ว่าร่างกายของท่านจะอยู่ใน 155
น.161 ภาวะที่เราเรียกว่า แก่ เจ็บ ตาย อย่างนี้ ; แต่ จิตของพระอรหันต์ไม่ได้ยึด ถือความแก่ ความเจ็บ ความตาย อะไรหมด เลยไม่เป็นทุกข์. แม้จะ นึกถึงความเกิด-แก่-เจ็บ -ตาย อะไรขึ้นมา ก็ไม่มีอุปาทานยึดถือเป็นความเกิด แก่ เจ็บ ตายของเรา ; ฉะนั้นจึงเป็นเพียงการระลึกด้วยสติปัญญา รู้ว่าจะต้องทำ อย่างไร หรืออะไรอย่างนี้ ไม่มีความทุกข์เลย. นี่ต้องเข้าใจให้ดี ๆ อย่างนี้ว่า ที่ว่าเกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์ อะไรเป็นทุกข์อย่างนี้มันหมายถึง “ยึดถือ ". นี้เรียกว่า กิริยาอาการ ของ สังขารที่เราเรียกว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย ; อาการเหล่านี้ถ้าถูกยึดถือแล้วก็จะ เป็นทุกข์ ถ้าไม่ถูกยึดถือแล้วก็ยังไม่มีความทุกข์. แม้ว่าเวลานี้เราก็รู้แน่ ว่าเรามี แก่ เจ็บ ตาย ถ้าเราไม่ได้นึกถึงมัน ไม่ไปยึดถือมัน ก็ไม่เห็นว่าเป็นทุกข์ พอไปนึกถึงเข้าเท่านั้น และด้วยความยึดถือคือยังไม่ฉลาดพอ มันก็เป็นปัญหาขึ้น มาทันทีว่าจะต้องเกิด ต้องแก่ ต้องตาย ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องน่ากลัว หรือมีภาระขึ้นมาทันทีอย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้นถ้าหัดนึกเสียด้วยสติปัญญาบ้างมันก็ไม่ มีความทุกข์ หรือมีความทุกข์แต่น้อย ; โดยฉะนี้เองพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสใน ตอนท้ายเป็นตอนสรุปว่า ; ถ้ากล่าวโดยใจความแล้ว เบญจขันธ์ที่มีความยึดถือ นั่นแหละเป็นทุกข์ ; ท่านว่าอย่างนี้, เบญจ ขันธ์ ก็หมายถึงรูปธรรม นามธรรม คือกายกับใจนี้ เกี่ยวกับกายมีกี่อย่าง เกี่ยวกับใจมีกี่อย่าง รวมเรียกกันว่าเบญจขันธ์ และเขาแยกเป็น ๕ อย่าง ; เบญจขันธ์คือกายกับใจ คือคนเป็น ๆ นี้ คนเป็น ๆ มีกายกับใจ ที่ประกอบไปด้วยอุปาทานคือความยึดถือนั้นแหละเป็นตัว ทุกข์ ; เพราะเมื่อยึดถือแล้วมันก็เป็นของเรา เมื่อเป็น ของเรามันก็ห่วงนั่นห่วงนี่ นึกนั้นนึกนี่เป็นทุกข์ไปหมด. 156
น.162 ถ้าไม่ยึดถือ กายกับใจนี้ก็ไม่เป็นทุกข์; เหมือนกับบางเวลา บางคราว ที่เราไม่ได้นึกถึง และเราไม่ได้ยึดถือมันก็ไม่เห็นเป็นทุกข์, ฉะนั้นจึงว่าเมื่อไรมี ความยึดถือ เมื่อนั้นก็มีความทุกข์ ดังนั้นตัวจริงตัวแท้ของความทุกข์ มันอยู่ที่ความยึดถือ ส่วนกิริยาอาการต่าง ๆ หรือวัตถุหรือ ร่างกายนั้น มันพูด ไม่ได้ว่าเป็นทุกข์หรือไม่เป็นทุกข์ แต่ตามธรรมดาเรามันยึดถือกันอยู่เรื่อยๆ ดังนั้น จึงถือเป็นมาตรฐานเสียทีเดียวว่า เป็นทุกข์เพราะว่าคนยึดถือ ๆ กันอยู่เรื่อยๆ พอพูด ถึงความแก่เจ็บ ตาย ก็พูดถึงความเกิด แก่ ตาย ของคนที่มีความยึดถือ จึงเป็นทุกข์. เดี๋ยวนี้คำสำคัญก็คือคำว่า "ยึดถือ " ขอให้จำคำว่า " ยึดถือ " นี้ไว้ ในภาษาบาลีเรียกว่า อุปาทาน, แปลว่า เข้าไปถือเอา,-คือความยึดถือ มีความหมายเฉพาะของภาษาธรรมะ. ในภาษาไทย หมายแคบหมายสั้น เป็นอย่างอื่นแคบ ๆ. ภาษาบาลีมีความหมายเป็น ความยึดถือ สำคัญมั่นหมาย หรือความรู้สึกโดยความสำคัญมั่นหมาย. อุปาทาน แปลว่าความยึดถือ มัญญนะ แปลว่าความสำคัญมั่นหมาย; สัญญา แปลว่าความสำคัญ หรือความรู้สึกว่าอย่างนั้นอย่างนี้ นี่เรียกว่า สัญญา นี่ล้วนแต่เป็นของอย่างเดียวกันหมด จะมีอุปาทาน หรือมีมัญญนะ หรือมีสัญญาอะไร ก็ตาม เรียกว่าเป็นความยึดถือ; อุปาทานตัวศัพท์ แปลว่ายึดถือ, มัญญนะแปลว่า สำคัญมั่นหมาย, สัญญาแปลว่าความรู้สึก, เหมือนอย่างว่าเราเดินไปเหยียบเอา เศษเชือกเข้าในเวลากลางคืนก็สะดุ้งโหยง อย่างนี้ก็เพราะมันมีอุปาทานว่างู หรือ นิทาน: เด็ก ชอบเล่า กะลามะพร้าวที่แตกเป็นวงโค้งรูปพระจันทร์ แล้วก็สับเอาเท้า กลางคืนคิดว่างูกัด; มันมีอุปาทานว่างูอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็มีอาการเหมือนกับถูก งูกัด; เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าอุปาทานนี้เป็นเรื่องไม่จริงเป็นเรื่องหลอก. ที่เรียกว่า 157
น.163 " มัญญูนะ " ก็เหมือนกันเป็นเรื่องหลอก ความสำคัญมั่นหมายมันเกิดได้ทั้งที่เป็น เรื่องหลอก; ยกตัวอย่างเช่น ว่า คนมีบุตรแล้วถูกขโมยไปเสียตั้งแต่เล็กไม่รู้ว่าอยู่ที่ ไหน แม้ในที่สุดเด็กคนนั้นจะมานอนเจ็บตายอยู่ตรงหน้าบ้าน ของมารดาของเขาจริงๆ นั้นเขาก็ไม่สงสาร เขาก็ไม่ได้เป็นทุกข์เป็นร้อน เพราะเขาไม่รู้ว่านี่เป็นลูกของเขา ทีนี้ในทำนองที่ตรงกันข้ามเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของตัวแท้ ๆ แต่ถูกเขาสับเปลี่ยนเขา ปลอมมาแต่ทีแรก เข้าใจว่าลูกตัวก็รักอย่างจะขาดใจตาย; ถ้าเด็กคนนั้นเจ็บป่วย หรือมานอนเจ็บอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องใหญ่. นี่เราแยกเอาเฉพาะที่ว่าความสำคัญผิด; ความสำคัญอย่างนี้เป็นเรื่องผิดทั้งนั้น นี่แหละคือกิริยาที่เรียกว่ายึดมั่นถือมั่น หรือ สำคัญมั่นหมาย; เรื่องนั้นไม่ต้องจริงแต่เมื่อมีความสำคัญมั่นหมายอย่างไรแล้วมันก็ เป็นเรื่องอย่างนี้. เพราะฉะนั้น เบญจขันธ์ร่างกายจิตใจนี้ไม่ใช่ของเรา โดยธรรมชาติไม่ใช่ ของเรา; แต่ไปสำคัญมั่นหมายว่าของเราเข้าอย่างสนิท เพราะฉะนั้นจึงเป็นทุกข์ เพราะมีของเรา. ทุกอย่างที่จะต้องลำบากด้วย จะต้องเป็นทุกข์ไปด้วยจึงได้กล่าวว่า สิ่งที่มีความยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละเป็นตัวทุกข์, นี่เป็นใจความที่สำคัญที่สุด เป็นธรรมะที่กล่าวอย่างธรรมะที่สุดไม่ใช่ภาษาชาวบ้าน. ภาษาชาวบ้านก็กล่าวกัน อย่างเปรย ๆ ได้ว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ซึ่ง เป็นอาการของคนโดยมาก ที่มีอุปาทานยึดมั่นถือมั่นแล้วมันก็เป็นทุกข์ ถูกแล้ว. ที่นี้ เขาแยกให้เห็นชัดก็คือว่า ตัวที่ยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละมันเป็นทุกข์ สิ่งเดียว กันแท้ ๆ ถ้ายึดมั่นก็เป็นทุกข์ ไม่ยึดมั่นไม่เป็นทุกข์. ที่นี่พุทธศาสนา ช่วยตรงนี้ ช่วยตรงให้รู้เรื่องนี้ให้ถอนความยึดมั่นถือมั่น ให้ทำลาย ความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเราจะได้กล่าวต่อไปข้างหน้าในเรื่องวิธีปฏิบัติ 158
น.164 ต่อไป สำหรับ ความทุกข์ เราก็ควรจะรู้ไว้ด้วยว่า มันเป็นเหมือนกับ มายา, คือว่ามี ความทุกข์ชนิดหนึ่งเป็นความทุกข์โดยเปิดเผย ใคร ๆ ก็รู้สึกได้เองว่าเป็นทุกข์, เช่นความเจ็บปวดหรือว่าความเจ็บไข้ ความไม่ได้อย่างใจ นี้ ก็เป็นทุกข์; มีมากมายหลายอย่าง ใครๆ ก็รู้ได้ กระทั่งแม้ในเรื่องที่ยังไม่เคยเห็น เช่น นรกนี้ก็ถือว่าเป็นทุกข์โดยเปิดเผย. แต่ทีนี้มันยัง มีความทุกข์อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งซ่อนเร้นไม่แสดงว่าเป็นทุกข์โดยเปิดเผย; แต่เป็น ความทุกข์อย่าง ร้ายกาจโดยเร้นลับนั้นก็คือความที่สำคัญผิด มีประโยคว่า เห็นกงจักร เป็นดอกบัว ปุถุชนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว จะเห็นเรื่องทุกข์เป็นเรื่องสุข, เห็นเรื่องทรมานเป็นเรื่องน่าปรารถนาไป; ฉะนั้นจึงได้ ตกเป็นทาสของ สิ่งที่ตัวรักตัวอยากไปด้วยความโง่ความหลง ที่เขาเรียกว่าเห็นกงจักร เป็นดอกบัว. ฉะนั้นปุถุชนโดยมากจึงได้สมัครใจที่จะเป็นปุถุชนต่อไป ไม่ต้องการ จะเลื่อนตัวเองขึ้นเป็นพระอริยเจ้า เพราะไปเห็นว่าอยู่ในเรื่องทุกข์อย่างนั้นมันสนุก ดี มันโลดโผนดี. ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า เรื่องที่เรียกว่าเรื่องสวรรค์อย่างนี้ ชาวบ้าน ตามธรรมดาก็ว่า นรกนั้นเป็นทุกข์ไม่น่าปรารถนา; สวรรค์นั้นเป็นสุขอย่างยิ่งวิเศษ อย่างยิ่งน่าปรารถนาอย่างยิ่ง; แต่โดยที่แท้แล้ว สวรรค์นั้นร้ายกาจกว่านรก ก็ เพราะเหตุผลง่าย ๆ อย่างที่ว่ามาแล้วว่า สวรรค์นี้จะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถืออย่างยิ่ง ในเมื่อนรกนั้นมันไม่มีใครอยากจะยึดถือ เพราะไม่มีใครรักอยู่แล้ว. ที่นี้เมื่อไป ยึดถือในสวรรค์อย่างยิ่ง มันก็มีปัญหามากเกี่ยวกับสวรรค์ จะต้องเป็นทุกข์เพราะ สวรรค์นั้นเอง; นี่คนบางคนเป็นทุกข์ เมาสวรรค์ ซื้อสวรรค์จนหมดเนื้อหมดตัวไม่มี อะไรจะกินแล้วก็ต้องเป็นทุกข์อย่างนี้ นี่เป็นตัวอย่าง. แต่ที่จริงมันยิ่งไปกว่านั้น คือ ตามหลักธรรมะถือว่าการที่จมอยู่ในเรื่องกามารมณ์ ซึ่งเป็นความหมาย ของสวรรค์นั้น เป็นการจมอยู่ในกองทุกข์อย่างน่าสงสารที่สุด: เพราะทำ 159
น.165 ให้หลงติดและจะต้องร้อนเพราะสิ่งนั้นอยู่ตลอดเวลา จะต้องร้องไห้เพราะสิ่งนั้นอยู่ ตลอดเวลา. นี้จึงถือว่าแม้แต่สวรรค์ก็มีอาการที่เสียดแทงเผารนชนิดที่ไม่รู้สึก ซ่อน อยู่ข้างใต้ ลักษณะอย่างนี้เรียกว่าความทุกข์ที่ไม่เปิดเผยเป็นคู่กันกับความทุกข์ที่ เปิดเผย. เพราะฉะนั้นท่านจึงถือว่า มันมีแต่ความทุกข์เท่านั้น; ถ้า นรกก็เป็นทุกข์ อย่างเปิดเผย สวรรค์ก็เป็นทุกข์อย่างเร้นลับ มันก็ไม่มีอะไรในบรรดา ที่มนุษย์เกี่ยวข้อง มันมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น หากแต่ความทุกข์อันหนึ่ง มันอยู่ในสภาพที่งดงามน่ารักน่าพอใจ และหลงใหลกันอยู่เป็นส่วนมาก; ฉะนั้นภาษา ธรรมะในชั้นสูงสุด ที่เรียกว่าภาษาปรมัตถ์สูงสุดนี้เขา พูดว่า มีแต่ทุกข์เท่านั้น บรรดาสิ่งที่มนุษย์รู้จักแล้วมีแต่ ความทุกข์เท่านั้น. คงจะแปลกมากสำหรับท่านทั้ง หลายแต่ก็ควรเอาไปคิดดู สำหรับทางธรรมะนั้นเขาให้เหตุผลง่าย ๆ เพียงว่า ไม่ว่าอะไรจะเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขชนิดไหนก็ตามเถอะ มันเป็นทุกข์ทั้งนั้น ก็ตรงที่มันเปลี่ยนแปลง มัน ทรมานใจคนที่เข้าไปเป็นเจ้าของ; ใครเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะเป็นเจ้าของ แล้ว จะถูกมันเผาลนทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา; ฉะนั้นจึงถือว่า สิ่งที่ เกิดขึ้นก็ดี ที่ตั้งอยู่ก็ดี ที่ดับไปก็ดีหรือจะมาเกิดใหม่ก็ดี ล้วนแต่ไม่มี อะไรนอกจากความทุกข์; นี้หมายความว่ามันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ถ้าเรา ไปยึดถือแล้วมันก็เป็นทุกข์ไปหมดจริงๆ. เป็นอันว่าปุถุชน คนธรรมดาที่ปล่อยไปตาม ธรรมดาของปุถุชนนั้นมีแต่ทุกข์เท่านั้นไม่มีอะไร; ที่นี้ก็มีธรรมะนี้ที่จะเข้ามาช่วยแก้ คือหลักพระพุทธศาสนาที่เป็นธรรมะนี้ มาสอนให้รู้จริงว่าเป็นอย่างนี้เสีย; แล้ว 160
น.166 ปุถุชนก็ฉลาดขึ้นไม่ยึดถือมัน, ก็กลายเป็นพระอริยเจ้าไป. บรรดาสิ่งที่มีแต่ความ ทุกข์ทั้งนั้นมันก็กระเด็นออกไปห่าง ไม่มาทำอะไรเรา เพราะว่าเราไปเกี่ยวข้องกับ สิ่งเหล่านั้นโดยไม่ได้ยึดถือ; ทรัพย์สมบัติพัสถานเกียรติยศชื่อเสียง เงินทอง บริวาร อะไรก็ตาม ลองไปยึดถือเข้าเถอะก็เป็นความทุกข์ทั้งนั้น; ธรรมะจึงสอนไม่ให้ยึดถือ ให้เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่ต้องยึดถือ มันก็ทำความทุกข์ให้แก่เราไม่ได้. ทีนี้เรามีสติปัญญาเข้าไปจัดเข้าไปทำไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นได้ตามที่เรา ต้องการ; แต่อย่ากล้าไปหลงผิดสำคัญผิดยึดถือว่าเป็นของเราเข้าโดยแท้จริง; เพราะ ว่า สิ่งทั้งหลายนั้นมีแต่ทุกข์เท่านั้น มีแต่ไฟทั้งนั้น มีแต่ยาพิษ มีแต่ ศัตรูทั้งนั้น ถ้าไปเกี่ยวข้องผิดเข้านิดเดียวก็จะเป็นอันตรายขึ้นมา. แต่ ว่าไฟ หรือยาพิษ หรืออะไรก็ตามนั่นแหละ ถ้าไปเกี่ยวข้องโดยถูกวิธีแล้ว มันก็ใช้เป็นประโยชน์ได้; ไม่ใช่ใช้อะไรไม่ได้ ไม่ใช่ไม่มีประโยชน์ เช่น เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง ทรัพย์สมบัติ บริวารนี้ถ้าเราเข้าไปเกี่ยวข้องถูกต้อง มันก็ไม่มีทุกข์และ ใช้เป็นประโยชน์ได้ พอเข้าไปเกี่ยวข้องผิดด้วยความยึดถือละก็มี แต่ความทุกข์อย่างเดียว. ถ้าเราจะดูความทุกข์กันให้ละเอียดลงไปอีก เราจะเห็นว่า ตัวความทุกข์ที่ เป็นชนิดทนทรมานดูแล้วน่าเกลียดหรืออะไรทำนองนี้; คำว่าทุกข์อย่างนี้หมายถึง ตัวธรรมชาติแห่งความทุกข์ อย่างนี้เรียกว่าทุกขอริยสัจจ์,- อริยสัจจ์คือทุกข์; หมายถึง ตัวความทุกข์ที่เป็นตัวธรรมชาติ. ที่นี้ถ้าพูดว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง สังขาร ทั้งปวงเป็นทุกข์อย่างนี้ก็เรียกว่าทุกข์ในสามัญลักษณะ ความทุกข์ อย่างนี้มันเป็นกฎของธรรมชาติ; คือเป็นกฎของธรรมชาติที่ว่าสิ่งซึ่งเป็นสังขาร 161
น.167 นี้ต้องเป็นทุกข์เสมอไม่เป็นอย่างอื่นได้, เป็นกฎของธรรมชาติที่ตายตัว; คำว่าทุกข์ ในลักษณะอย่างนี้มันเป็นกฎของธรรมชาติ. คำว่าทุกข์อย่างแรกมันเป็นตัว ธรรมชาติเองคือตัวสภาวะแห่งความทุกข์ตามธรรมดาที่มันเป็นทุกข์อยู่ตามธรรมชาติ คำว่าทุกข์ที่เรารู้จักกันอย่างผิวเผินนี้ ในฐานะที่มันเป็นปัญหา ความทุกข์ที่เราได้รับ กันอยู่นั้น เราควรจะถือว่ามันเป็นปัญหา มันจึงเป็นทุกข์, เพราะว่าปัญหาเหล่านี้ เราไม่สะสาง ไม่ทำให้สิ้นไปหมดไป มันเป็นทุกข์. ปัญหาเรื่องตัวเราเองเรื่องบุตร ภรรยาเรื่องทรัพย์สมบัติ ปัญหาทุกปัญหาที่มนุษย์ต้องเผชิญนี้ มันรวมอยู่ที่ความทุกข์; ฉะนั้นความทุกข์จึงเป็นปัญหาที่มนุษย์ต้องแก้ต้องสะสาง. มีลักษณะเป็นเหมือนกับ ภัยที่น่ากลัว เป็นสิ่งที่น่ากลัว; มีลักษณะเหมือนกับโรค คือโรคภัยไข้เจ็บ แต่ว่า เป็นโรคทางวิญญาณ คือโรคทางจิตใจหรือวิญญาณ ร่างกายสบายดีอนามัยดี แต่ก็ เป็นทุกข์ นี่เรียกว่าโรคทางวิญญาณ; ความทุกข์ที่กล่าวนี้เป็นโรคทาง วิญญาณ. เพราะฉะนั้นในบางครั้งพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า " ทุกข์คือโลกหรือ ว่าโลกคือทุกข์" ท่านใช้แทนกันเสียเลย; เมื่อพูดว่าโลกเหตุให้เกิดโลก, ความ ดับของโลก, วิธีให้ถึงความดับของโลก; นั้นท่านหมายถึง: ทุกข์, เหตุให้เกิด ทุกข์, ความดับทุกข์ และ ทางให้ถึงความดับทุกข์ ในที่บางแห่งมีพระพุทธ ภาษิตเอาคำว่าโลกนี้มาใช้แทนคำว่าทุกข์ นี้มันก็เห็นได้จากความหมายของคำว่า โลกอีกนั่นเอง. เหมือนที่กล่าวแล้วข้างต้นว่าภาษาบาลีทุกคำมีความหมายที่แปลได้; ทีนี้คำว่าโลกนี้แปลว่าอะไร? คำว่าโลกนี้แปลว่าของที่ต้องแตกทำลายหรือแตกทำลาย อยู่เสมอ. คำว่าโลกะนี้มาจากรากศัพท์ ‘ลุซะ" ที่แปลว่าแตกทำลายอยู่เสมอ ฉะนั้น โลกก็ไม่มีอะไรอื่นนอกไปจากสิ่งที่แตกทำลายอยู่เสมอ; แต่มันละเอียด มันเห็นยาก ต้องใช้ปัญญาจึงจะมองเห็นว่า มันแตกทำลายอยู่เสมอทุก ๆ ลมหายใจเข้าออก หรือ ทุกวินาทีหรือยิ่งกว่านั้นไปอีก ทุกขณะจิตเลยก็ว่าได้; ฉะนั้นจึงถือว่าโลกเป็น 162
น.168 อย่างเดียวกันกับทุกข์ หรือทุกข์เป็นอย่างเดียวกันกับโลก นี่ธรรมะชั้นสูงมองกันใน ลักษณะอย่างนี้. ถ้าเรายังไม่เข้าใจก็เอาไปคิดดู อย่าเพิ่งเห็นว่าเป็นเรื่องกล่าวอย่าง ไม่มีเหตุผลหรือว่ากล่าวอย่างพ้นสมัยล้าสมัย ถ้าเราดูโลกปัจจุบันนี้ โลกนอกจากตัวเรานี้คือโลกทั้งโลกก็จะเห็นว่าไม่มี อะไรนอกจากความทุกข์ทั้งนั้น; แต่บางอย่างมันซ่อนเร้นเหลือเกินดูเป็นความสุขไป. ที่นี้ดูโลกภายใน คือตัวเราคนเดียวนี่ดูเข้าไปข้างใน ในเราคนเดียวก็ล้วนแต่สิ่งที่ เรียกว่าความทุกข์ทั้งนั้น; เพราะความหมายมันแตกสลาย, แตกทำลายเปลี่ยนแปลง อยู่เสมอ. เราก็ต้องอาศัยธรรมะอาศัยการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ามาช่วยแก้ปัญหา ข้อนี้ คือทำให้ไม่เป็นทุกข์ถ้ามีความรู้ข้อนี้แล้ว สิ่งที่ว่าโลกคือทุกข์, - ทุกข์คือโลก นี้ก็จะหายวับไปเลย. ไม่มีทั้งโลก ไม่มีทั้งทุกข์ นี่คำว่า ทุกข์ หมายความอย่างนี้ใน ที่สุด. ที่เขาพูดเป็นภาษาธรรมะนี้อย่าได้ไปเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของคนโง่ คน ครึกระ. ขอให้เคารพว่าเป็นความคิด, ความรู้ของคนที่ได้พยายามมาเป็นหลายชั่วคน; กว่าจะเกิดมีพระพุทธเจ้าขึ้นมาได้ก็มีคนค้นอย่างเดียวกันนี้หลายชั่วคน; แม้พระพุทธ- เจ้าก็ได้ค้นมากมายหลายปี; ล้วนแต่ได้รับการค้นสืบ ๆ ต่อกันมา กิ มอบหมายต่อ ๆ กันมานานมากโดยคนที่มีสติปัญญา; แล้วก็ยังปลีกออกไปค้นอยู่ในป่าโดยไม่ต้องทำ อะไร เขาจึงมองเห็นชีวิตในด้านลึก, ลึกซึ้งที่สุดกว่าพวกเรา; จนถึงกับว่าโลกนี้ เป็นอันเดียวกันกับความทุกข์ และเขาเรียกความทุกข์ที่มันเนื่องกันเป็นสายไม่สิ้นสุด นี้ว่าสังสารวัฏ ฉะนั้นท่านควรเข้าใจคำว่าสังสารวัฏไว้เสียด้วย. ถ้าถามว่า แปลว่าอะไร ? ก็แปลว่า สายของความทุกข์ที่ยาวยืด ด้วยการคล้องกันเหมือน 163
น.169 กับห่วงโซ่ที่คล้องกันเป็นสายไป. ถ้าอย่างนี้แล้วเขาจำแนกออกไปให้เห็นชัดว่า มัน มีกิเลสที่เป็นเหตุให้กระทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง; ครั้นทำกรรมลงไปแล้วต้องได้ รับวิบาก คือผลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง; ครั้นได้รับวิบากคือผลกรรมอย่างใดอย่าง หนึ่งแล้ว มันกลับปรุงกิเลสอันใหม่ ส่งเสริมกิเลสอันใหม่ไปอีกทางหนึ่ง; ไม่ใช่ว่า พอมันได้รับผลกรรมแล้วมันจะสิ้นสุด แต่ผลกรรมนั้นจะส่งเสริมหรือปรุงให้เกิด กิเลสอันใหม่รูปใหม่ขึ้นมาอีก, ก็ทำกรรมอีก, ก็รับผลกรรมอีก, แล้วก็เกิดกิเลสใหม่ อีก, ทำกรรมอีก, รับผลกรรมอีกวงหนึ่ง ๆ เป็นอย่างนี้, แล้วก็คล้องกันเป็นสาย ยาวเมือนสายโซ่, นี่ก็คือสายของความทุกข์, ความทุกข์ที่คล้องกันเป็นสาย ถ้าเรารู้จักความทุกข์ทั้งโดยที่เป็นหน่วย ๆ และทั้งๆ ที่มันสัมพันธ์กันเป็นสายอย่างนี้ ก็เรียกว่ารู้จักเรื่องทุกข์พอสมควร. ทีนี้เราจะพบว่า ในของสามอย่างนี้คือ; กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม, กรรมเป็นเหตุให้เกิดผลกรรม และผลกรรมเป็นเหตุให้เกิดกิเลสนี้; อัน ไหนจะร้ายกาจ. ท่านลองคิดดูอันไหนจะร้ายกาจ. เป็นที่ยุติต้องกันว่าสิ่งที่เรียกว่า กิเลสนั้นมันร้ายกาจ ในของสามอย่างนี้ต้องถือว่ากิเลสเป็นเรื่องร้ายกาจ กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม กรรมดีก็ตามกรรมชั่วก็ตาม; แล้วก็ต้องรับผลกรรม ผล- กรรมก็ส่งเสริมกิเลส. เมื่อพูดตรงนี้อาจจะเป็นที่ฉงนแก่บางท่านที่ว่า กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม ทั้งดีทั้งชั่วนั้น กิเลสมันมี ๒ ประเภทเหมือนกัน คือกิเลสขั้นละเอียด เช่นอุปาทาน เป็นเหตุให้ทำดีนี้ ก็เรียกว่ากิเลสได้เหมือนกัน; แต่ด้วยความไม่รู้ตามที่เป็นจริง อย่าเข้าใจว่าคนที่ทำดี ๆ นี้ ทำเพราะสติปัญญารู้ตามที่เป็นจริงถึงที่สุด 164
น.170 ไปอย่างเดียว มันไม่ใช่อย่างนั้น การทำความดีนี้ทำด้วยความงมงายก็ ได้ถ้าชื่อว่ากิเลสแล้วก็เป็นเหตุให้มีความอยาก ชนิดที่มี "อวิชชา" มีความโง่เป็น รากฐานทั้งนั้น; แล้วกรรมนั้นแม้จะถูกบัญญัติว่าดี มันก็ดีไปไม่ได้ เช่นว่ามัวเมา ในการทำดีเพราะความงมงายนี้ จะเรียกว่าของน่าปรารถนาไปไม่ได้; เพราะว่ามัน เป็นเหตุให้เกิดวิบากชนิดที่มาส่งเสริมกิเลสนั้นเอง เป็นอันว่าความทุกข์นี้มันมีมูล เหตุอยู่ที่กิเลส ฉะนั้นเราศึกษาเรื่องกิเลสต่อไปในฐานะเป็นเรื่องที่ ๒ คือเป็น เหตุให้เกิดทุกข์, ความทุกข์กับมูลเหตุให้เกิดทุกข์. ความทุกข์คือสิ่งที่ว่ามาแล้ว ตั้งแต่ต้น; ทีนี้ก็มาถึงเรื่องมูลเหตุให้เกิดทุกข์คือกิเลส ฉะนั้นเราศึกษาคำว่า กิเลสกันต่อไป. เราเรียกกิเลสในที่นี้ว่า เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นชื่อในภาษาบาลีว่า " ทุกข- สมุทัย " ทุกข์ก็คือความทุกข์ เหมือนอย่างที่กล่าวมาแล้ว; "สมุทัย" แปลว่าแดน เกิด, การตั้งขึ้นพร้อม, เรียกว่าแดนเกิด, " สัง " แปลว่าพร้อม, " อุทยะ " แปลว่าตั้งขึ้น, ทุกขสมุทัยตั้งขึ้นพร้อมแห่งทุกข์. ในภาษาไทยเราไม่ค่อยใช้คำนี้ จึงแปลกหู ในภาษาไทยเราใช้คำว่าเหตุหรือ เหตุ แต่ในภาษาบาลีไม่เคยใช้; ในภาษาธรรมะไม่เคยใช้คำว่าทุกขเหตุ แต่ใช้คำว่าทุกขสมุทัย; แต่ถึงอย่างไร ก็ดี มันก็คือคำว่าเหตุอยู่นั้นเอง ฉะนั้นเหตุของความทุกข์นี้มันได้แก่กิเลส, ได้แก่ สิ่งที่เรียกว่ากิเลส; ซึ่งเราจะได้ศึกษาคำว่ากิเลส. แต่ตรงนี้ควรจะเข้าใจคำที่เนื่อง กันอีกคำหนึ่งคือคำว่าปัจจัย. ท่านคงจะเคยได้ยินคำว่าเหตุนี้มาเป็นคู่ คู่ กับคำว่าปัจจัย; มีเหตุ มีปัจจัย ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย. คำว่าเหตุนั้นหมายความว่าต้นเหตุหรือตัวเหตุ: คำว่า 165
น.171 ปัจจัยนี้มันเป็นเครื่องช่วยเหตุนี้อีกทีหนึ่ง; นี่ตามปกติเป็นอย่างนี้ แต่ในกรณี พิเศษอาจจะเป็นอย่างอื่นก็ได้. อาตมากล่าวในฐานะที่เป็นหลักภาษาทั่วไปของภาษา บาลี; จะเห็นได้ง่ายๆเหมือนกับว่าคนปั้นหม้อ ความอยากที่จะได้หม้อนั้นเป็นตัวเหตุ เป็นเหตุให้ปั้นหม้อ; ดินหรือน้ำหรืออะไรที่เอามาใช้ในการปั้นหม้อหรือเครื่องปั้น หม้ออะไรก็ตาม เหล่านี้มันเป็นปัจจัยไม่ใช่เหตุ; เรารู้ความแตกต่างของคำว่าเหตุ คำว่าปัจจัยไว้อย่างนี้. ในเรื่องของความทุกข์นั้นกิเลสเป็นตัวเหตุ ส่วนร่างกายจิตใจ สิ่งของวัตถุอะไรนี้เป็นตัวปัจจัย; เหตุมันจะทำหน้าที่ได้ก็ต่อเมื่อมีปัจจัยช่วย เหมือนกับที่ว่าปั้นหม้อได้ก็เพราะมีทั้งเหตุทั้งปัจจัย มีความอยากปั้นหม้อ แต่ถ้าไม่มี ดินแล้วจะปั้นด้วยอะไร; หรือถ้ามีแต่ดิน แต่ไม่มีความอยากจะปั้นมันจะปั้นได้อย่าง ไร. ความทุกข์ของคนเรานี้ก็เหมือนกัน มันมีกิเลสเป็นตัวเหตุและมีอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่นมีมือ มีเท้า มีหู มีตา มีขันธ์ มีร่างกาย มีจิตใจนี้ เป็นปัจจัยช่วย; ฉะนั้นแดน เกิดแห่งความทุกข์นั้นมันก็รวมทั้งเหตุและทั้งปัจจัย หมายความว่ากิเลสกับสิ่งที่กิเลส จะต้องใช้เป็นเครื่องมือนั้นรวมกันแล้วจะให้เกิดทุกข์. นี่คือความหมายของคำว่า เหตุให้เกิดทุกข์ มันรวมปัจจัยอยู่ด้วยเสมอไป แต่เราไม่ได้พูดถึง เราใช้ แต่คำว่าเหตุเสียเรื่อย; เหตุให้เกิดทุกข์คล้าย ๆ กับว่าไม่มีปัจจัย แต่ที่แท้มันมีปัจจัย รวมอยู่ในนั้นด้วย. ถ้าเราใช้คำว่าสมุทัยนี่พร้อม เพราะมันหมายความว่าแดนเป็น ที่ตั้งขึ้นพร้อมแห่งความทุกข์ คำว่าพร้อมมันบ่งถึงหลาย ๆ อย่างอยู่แล้ว. ฉะนั้น จึงบ่งถึงเหตุตัวการ แล้วก็ปัจจัยอุปกรณ์กับอีกมากมาย ได้เข้ารวมกลุ่มกันแล้วก็เป็น แดนงอกขึ้นแห่งความทุกข์; อาการอย่างนี้เรียกว่าทุกขสมุทัยเป็นอริยสัจจ์ ข้อที่ ๒ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เรียกว่า “ ทุกขสมุทยอริยสัจจ ". 166
น.172 ทีนี้เรามาถึงคำว่ากิเลสโดยตรง ควรจะถามว่ากิเลสนี้แปลว่าอะไร ? ตัวหนังสือแท้ ๆ ก็แปลว่าเศร้าหมอง กิเลสนี้แปลว่าเศร้าหมอง; แต่ว่าภาษา บาลีนี้ศัพท์คำเดียวกัน รูปร่างเหมือนกัน ยังยักย้ายไปได้หลายความหมาย เช่นว่า เครื่องทำความเศร้าหมองก็ได้, หรือความเศร้าหมองก็ได้, หรือที่ ๆ เกิดความ เศร้าหมองก็ได้, คือมันได้แก่สิ่งที่เราเรียกว่ากิเลสทั้งนั้น. กิเลสนี้เป็นเครื่องทำ ให้มนุษย์เศร้าหมอง, ความเศร้าหมองของมนุษย์นั้นเรียกว่ากิเลส; ที่ ๆ กิเลส ตั้งลงไปตรงไหน; ที่ตรงนั้นก็พลอยเศร้าหมองไปด้วย; เช่นมาตั้งขึ้นที่ร่างกาย วาจาใจนี้, ก็ทำให้ร่างกาย วาจาใจ เศร้าหมองไปด้วย. ฉะนั้นเราจึงถูกกิเลส กันที่กาย ที่วาจา ที่ใจ ที่สถานที่ก็ได้, ที่ลักษณะของมันก็ได้, ในฐานะ ที่มันเป็นเพียงเครื่องมือก็ได้. คำว่ากิเลสจึงใช้ได้หมดทุกกรณีที่เกี่ยวกับความ เศร้าหมอง. เป็นเครื่องเศร้าหมอง ก็เพราะว่าพอไปเกาะเข้าที่ไหนที่นั้นก็เศร้า- หมองไป. เป็นความเศร้าหมองคือมันมีลักษณะมีภาวะเศร้าหมอง แล้วมันทำให้ที่ นั้น ๆ พลอยเศร้าหมองไปด้วย, จิตใจก็พลอยเศร้าหมองไปด้วย. น่าจะนึกถึงคำในภาษาไทย ภาษาที่เราพูดกันชินปากว่าคอร์รัปชั่น มีความ- หมายเหมือนกับคำว่ากิเลส; คำว่าคอร์รัปชั่นนี้แปลว่าเศร้าหมอง, จุดดำที่เศร้าหมอง ขึ้นมาในพื้นที่ที่สะอาดนั้น. กิเลสก็มีลักษณะอย่างนั้น เพราะว่าจิตใจนี้มีธรรมชาติ เป็นประภัสสรคือใสกระจ่างสะอาด; แล้วกิเลสก็โผล่ขึ้นเป็นจุด ๆ เป็นคราว ๆ เป็น คอร์รัปชั่นของจิตใจ. เราจะเห็นได้ว่าความเศร้าหมองของคน ๆ เดียวก็ดีของคน ทั้งหมดเป็นสังคมก็ดี มีความหมายอยู่ที่กิเลส. คนไม่มีกิเลสไม่อาจจะทำการคอร์รัปชั่น เพราะมันเป็นเรื่องเดียวกัน; นี่ความหมายของคำว่ากิเลสโดยตัวหนังสือแปลว่า เศร้าหมอง. กักกอดมันแนะกอรักษาเธอเดินการพนันต่อมาญาติกติ 167
น.173 ทีนี้โดยความหมายที่เป็นอรรถะ ไม่ใช่ตามตัวหนังสือแปลว่าเหตุให้เกิดทุกข์ มันหมายถึงเหตุให้เกิดทุกข์; ทีนี้เราเอาหัวข้อทางตรรก ของพุทธศาสนามาถามว่า กิเลสคืออะไร ? เราก็ตอบว่าคือเครื่องเศร้าหมอง. กิเลสมาจากอะไร ? ก็ตอบ ว่ามาจากความโง่ มาจากความไม่รู้คืออวิชชา; ใช้คำว่าความโง่นี้แคบไป ใช้ คำว่าอวชชาตามเดิมดีกว่า. กิเลสนี้เพื่ออะไร? กิเลสนี้เพื่อความทุกข์ของ ปวงสัตว์. กิเลสนี้เกิดได้โดยวิธีใด ? โดยการตั้งตนไว้ผิด ตั้งใจไว้ผิด หรือการทำผิด หรือการปล่อยไปตามกระแสของกิเลส นั่นเอง. กิเลสคือ อะไร ? กิเลสมาจากอะไร ? กิเลสนี้เพื่ออะไร ? กิเลสนี้โดยวิธีอย่างไร ? ตอบได้ อย่างนี้คือ; ความเศร้าหมอง, มาจากอวิชชา, เพื่อความทุกข์ของสัตว์ทั้งปวง, โดย วิธีที่สัตว์เหล่านั้นตั้งตนไว้ผิดตั้งใจไว้ผิด ปล่อยไปตามกระแสของกิเลส; นี้จึงได้เป็น ทุกข์ กิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์. เราควรจะทราบในที่นี้ว่า คำว่ากิเลสนี้มีชื่อเรียก อีกมากมายหลายอย่าง หรือหลายสิบอย่างก็ได้หลายสิบคำพูดคือไวพจน์หรือ Syno- nym ของกิเลสมีมาก แต่เท่าที่สำคัญ ๆ ในกรณีที่เกี่ยวกับความทุกข์ ที่เราได้ยิน มากที่สุดก็คือคำว่า: ตัณหาคือความอยากด้วยอวิชชา แล้วก็อุปาทานความ ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา ว่าของเรา; อย่างนี้ได้ยินมากที่สุดและยังได้ยินว่า โลภะ โทสะ โมหะ อีกมากมายนั้น แต่ในกรณีที่ใกล้ชิดกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่เรา แล้วก็คือคำว่า ตัณหา คำว่า อุปาทาน เหมือนที่ได้กล่าวมาแล้ว และรกรากของ มันก็คืออวิชชา โดยรากเง่าคืออวิชชา. ที่นี้เราเอากิเลสที่เรารู้จักกันมากในหมู่ชาวบ้านเราว่า โลภะ โทสะ โมหะมา พูดกันดู; นี้เขามองกันทางหนึ่งเขาจึงจัดเป็น โลภะ โทสะ โมหะ เพื่อจะแยก สิ่งที่เรียกว่ากิเลสนั้นให้เป็นพวกๆ. กิเลสพวกโลภะนั้นมันอยากได้ หมายความ 168
น.174 ว่ามันเข้าไปจับฉวยเอาหรือดึงเข้ามาหรือว่าถนอมเอาไว้ อย่างนี้เรียกว่าโลภะ. ที่นี้ กิเลสที่ ๒ ที่เรียกว่า โทสะนั้นตรงกันข้ามคือมันผลักออก ไม่ถนอม มันจะ ทำลาย ตรงกันข้ามเรียกว่า โทสะ. กิเลสที่ ๓ เรียกว่า โมหะคือโง่หลงเข้าใจ ผิด นี้ผลักออกก็ไม่ใช่ดึงเข้าก็ไม่เชิง เป็นเรื่องงงหรือสงสัยหรือวนเวียนอยู่ รอบ ๆ ไม่กล้าผลักออก ไม่กล้าดึงเข้ามาอะไรทำนองนี้ นี่อาการมันต่างกันมาก อย่างนี้. โลภะ โทสะ โมหะ, อันหนึ่งดูดเข้ามาหาหรือถนอมเอาไว้, อันหนึ่ง ผลักออกไป หรือจะทำลายเสีย, แล้วอันหนึ่งวนเวียนอยู่รอบ ๆ เพราะความงง เพราะความสงสัย เพราะความไม่รู้. ทีนี้ กิเลสพวกโลภะ ที่เป็นการดึงเข้ามาหรือถนอมเอาไว้นั้น ยังมีชื่ออื่น เรียกอีกมาก เช่นเรียกว่า ราคะ, ราคะคือความกำหนัด มันเป็นความโลภอย่าง รุนแรงในทางอารมณ์ บางทีก็เรียกว่า " อภิชฌา" ความเพ่งเล็งด้วยลูกตาที่เต็ม ไปด้วยความโลภ; และที่เรียกว่าความปรารถนา หรือความหวังหรืออะไรอีกมากมาย หลายชื่อ ล้วนแต่มีความหมายอย่างเดียวกันหมด คือจะเข้าไปหาจะกอดรัดไว้หรือ จะถนอมไว้เท่านั้น. ส่วน โทสะนี้ตรงข้าม มันมีชื่อเรียกอย่างอื่นเป็นโกธะ คือความโกรธ หรือพยาปาทะ, คือความพยาบาทมาดร้าย, หรือเรียกว่าอุปนาหะ คือความผูกโกรธ คุมแค้นเอาไว้. พวกที่เรียกว่าโมหะที่ว่าหลงวนเวียนพัวพันอยู่ นั้น มีชื่อเรียกอย่างอื่น เช่น; มานะ ทิฏฐิ, หรือวิจิกิจฉา-ความสงสัย, หรือถีนมิทธะ - ความหดเหี่ยว, อุทธัจจะ 169
น.175 - ความฟุ้งซ่าน, กระทั่งแม้แต่ว่าความไม่ละอาย หรือความกลัวที่เป็นเหตุให้เกิด ทุกข์นี้ ก็ล้วนแต่เป็นพวกโมหะทั้งนั้น; เราไม่ละอายในที่ควรละอาย เราไม่กลัว ในที่ควรกลัวก็เป็นโมหะทั้งนั้น; นี่โลภะ โทสะ โมหะ มีลักษณะต่างกันอย่างนี้ เรามาดูกันต่อไปถึง อาการที่เกิดกิเลสและเกิดทุกข์; นี้เป็นเรื่องที่ละเอียด สุขุมมาก แทบจะกล่าวให้เข้าใจกันไม่ได้ในเวลาสั้น ๆ. แต่ขอกล่าวพอเป็นเค้า ความว่า มันต้องมีการกระทบระหว่างข้างในกับข้างนอก; ข้างในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เรียกว่าข้างใน; ทีนี้ข้างนอกคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์. ตาคู่กับรูป หูคู่กับเสียง จมูกคู่กับกลิ่น ลิ้นคู่กับรส กายหรือผิวกาย มันคู่กับโผฏฐัพพะ คือสิ่งที่จะกระทบผิวกาย แล้วทำให้เกิดความรู้สึก ทั้งหมดนั้น เขาเรียกว่า โผฏฐัพพะ กายคู่กับโผฏฐัพพะ; ทีนี้ใจคู่กับความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นในใจ เป็น ๖ คู่. มีการกระทบกันขึ้นระหว่างข้างนอกกับข้างใน มันก็เกิดอาการที่เรียกว่า “ ผัสสะ " คือการกระทบขึ้น; พอหลังจากการกระทบแล้วก็เกิดความรู้สึกเป็นเวทนา คือเป็นรสชาติอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา เช่นตาเห็นรูปนี้มันก็สวย หรือไม่สวย หรือ ว่าชอบใจไม่ชอบใจ ชอบใจเป็นสุขเวทนา ไม่ชอบใจเป็นทุกขเวทนา; หูฟังเสียง ก็เหมือนกันไพเราะไม่ไพเราะ; จมูกได้กลิ่นก็เหมือนกันหอมหรือเหม็น; มันล้วน แต่ให้เกิดเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา. ทีนี้ถ้าว่า เมื่อเกิดเวทนาขึ้นมาแล้ว ตอนนี้ ถ้าปุถุชนผู้ไม่ได้ยินได้ ฟังธรรมะมาก่อนนั้น ย่อมจะเกิดสิ่งที่เรียกว่าตัณหา; เพราะเขาไม่ได้ มีการต่อต้านป้องกันด้วยสติหรือความรู้: เขาปล่อยไปตามเรื่องของปุถุชน มัน ก็ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าตัณหา คือความอยาก. ถ้าเวทนานั้นเป็นสุขเวทนา คือถูกใจ 170
น.176 ก็รัก ในทำนองที่ให้เกิดโลภะ หรือราคะ. ถ้าเวทนานั้นเป็นทุกข์ไม่ชอบใจ มัน ก็ให้เกิดกิเลสไปในทางโกรธในที่นี้เขาเรียกว่าตัณหาหมด; ถ้าถูกใจเราก็อยากได้ อยากเอาหรืออยากเป็น; ถ้าไม่ถูกใจเราก็อยากจะทำลายมันเสีย หรืออยากจะหนี ไปให้พ้น. ถ้าเราเบื่อโลกหนักเข้าเราอยากจะฆ่าตัวตาย อย่างนี้ล้วนแต่เป็นความ อยากทั้งสิ้น; แม้เกิดขึ้นในกรณีที่ไม่ชอบหรือเกลียดอย่างยิ่ง มันก็เป็นความอยาก ชนิดหนึ่ง คืออยากในทางตรงกันข้าม, อยากปลีกตัวออกห่างหรือมิฉะนั้นก็อยาก จะทำลายสิ่งนั้นเสีย เมื่อทำลายไม่ได้ก็ฆ่าตัวเองตายอย่างนี้ ; ความต้องการ หรือความอยากชนิดนี้มาจากอวิชชา เหมือนกันกับที่ไปรักไปอยากได้อยากเอา. ฉะนั้นตัณหาจึงเกิดขึ้นจากเวทนา สำหรับปุถุชนผู้ไม่รู้ธรรมะ; แต่ถ้าผู้ที่รู้ธรรมะ หรือได้ฝั่งธรรมของพระอริยเจ้านั้น เขามีสติยับยั้งแก้ไขป้องกันไม่ให้เวทนานั้นปรุง เป็นตัณหา; แต่ให้ปรุงเป็นวิชชา-ความรู้ว่า เราควรจะทำกับมันอย่างไร แล้วก็ ทำไปอย่างนั้น. เพราะฉะนั้นจึงไม่เกิดตัณหา เมื่อไม่เกิดตัณหาก็ไม่เดินไปในทาง ที่เป็นทุกข์; พอเกิดตัณหาก็เดินไปในทางที่จะเป็นทุกข์ คือว่าเมื่อมีความ อยากเข้าแล้ว ความรู้สึกอีกส่วนหนึ่งมันเกิดตามขึ้นมาว่า มีตัวกูแล้ว ตัวกูเป็นผู้อยาก อย่างนั้น, ต้องการอย่างนั้น อยากได้อย่างนี้อย่างโน้น มีตัวกูขึ้นมาแล้ว; กระทั่ง ประสงค์ที่จะได้ จะเอา จะเป็น จะกระทำ หรืออะไรทำนองนั้นเป็นของ ๆ กูด้วย. กิเลสต้องใช้คำว่า "กู" กู มันเป็นคำหยาบหน่อย นี้ต้องขออภัย เพราะว่าเป็นเรื่อง ของกิเลส; หลังจากตัณหาคือความอยากอย่างที่ว่า ก็มีสิ่งที่เรียกว่า "อุปาทาน" -ยึดมั่น ถือมั่นโดยความเป็นตัวตนหรือเป็นของ ๆ ตน; ถ้ามันเดือดจัดมันก็เป็น "ตัวกู" เป็น “ของกู" ดิ้นเร่าๆ เผาตัวเอง เผาผู้อื่นทำลายผู้อื่น. ตัวกู-ของกู มีพิษสงมากอย่างนี้. ทีนี้เขาแยกละเอียดไปจนถึงกับว่า เมื่ออุปาทานว่าตัวเราของเราเป็น 171
น.177 Conception ขึ้นในใจนี้ นั่นแหละเราเรียกว่ามีความเกิดแล้ว; ตัวกูที่ไม่เคยเกิด ได้เกิดขึ้นมาแล้ว และมันครอบคลุมร่างกายนี้ทั้งหมด; ร่างกายนี้ทั้งหมดทั้งกาย ทั้งใจทั้งอะไรหมดนี้มันมีลักษณะเหมือนกับว่าเกิดโผล่ขึ้นมาทันที; ก่อนหน้านั้นมัน เหมือนกับสยบซบเซาไม่มีความหมาย ไม่มีอะไร ใช้อะไรไม่ได้ เหมือนกับสลบไสล อยู่ หรือว่าไม่มีคุณสมบัติในทางที่จะเป็นทุกข์ จึงเรียกว่ายังไม่ได้เกิด. ที่นี้ เกิด เต็มที่ เพราะอุปาทานว่าตัวกู ว่าของกู นี้มันถึงที่สุดอยู่ในภายใน; มันก็ยึดถือ ร่างกายจิตใจทั้งกลุ่มนี้ว่าเป็นตัวกู แล้วก็ทำอะไรไปตามอุปาทานตาม กิเลสนั้น นี่จึงทำการเบียดเบียนตัวเองให้เป็นทุกข์ เป็นการเบียดเบียน ผู้อื่นให้เป็นทุกข์. นี่แหละอาการที่ความทุกข์จะเกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ หรือว่าเมื่อ มีตัวกูของกูอย่างนี้แล้ว มันก็รับเอาความแก่ ความเจ็บ ความตายอะไรมาเป็นปัญหา หมด มันก็เลยเป็นทุกข์ไปหมด; เพราะมีความเกิดอย่างเดียวเท่านั้น ความแก่ ความเจ็บ ความตาย จึงมีขึ้นมาและพลอยเป็นทุกข์ไปด้วย; ถ้าอย่ามีความรู้สึกว่า ตัวเรา กิริยาที่แก่ชราลงไปก็ไม่ใช่ของเรา, ความตายก็ไม่ใช่ของเรา, ความแก่ ความตายก็ไร้ความหมายแก่จิตใจชนิดนั้น; ฉะนั้น เหมือนกับว่าไม่ได้เกิดไม่ได้ แก่ ไม่ได้เจ็บ ไม่ได้ตาย. แต่เดี๋ยวนี้ปุถุชนที่ไม่รู้ธรรมะนั้นไม่เป็นอย่างนั้น เป็นตัวเราเป็นของเราหมด ทางหนึ่งก็ไปหลงของน่ารักน่าพอใจ; อีกทางหนึ่งก็มากลัวสิ่งที่น่ากลัว เช่นความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นต้น. เห็นได้ว่า ความทุกข์เกิดมาจากความหลงความ ไม่รู้จริง ไม่มีความรู้ตรงที่มีเวทนามากระทบ; ไม่มีความรู้ตรงนี้, ตรงที่มี การกระทบเป็น " ผัสสะ ", แล้วมีเวทนา; พอเกิดเวทนาขึ้นแก่จิตแล้ว จิตไม่มี ความรู้ที่ถูกต้อง เพราะปราศจากความรู้ทางธรรมะ จึงได้ปรุงเป็นตัณหา เป็น 172
น.178 อุปาทาน เป็นภพ เป็นชาติ และเป็นทุกข์. ถ้ามีความรู้เพียงพอ แม้ เวทนาจะได้ เกิดขึ้นอย่างไรก็ตาม สติเข้ามาสกัดกั้นให้กลายเป็นวิชชา - ความรู้ ว่าสิ่งนี้ คืออะไร, สิ่งนี้เราจะต้องจัดต้องทำอย่างไร ก็ทำไปตามเรื่องตามราว; อย่างนี้ไม่เป็น ตัณหา ไม่เป็นอุปาทาน ไม่เป็นภพเป็นชาติ ไม่เป็นทุกข์. นี้อาตมายกมากล่าวให้ฟัง เพียงไม่กี่ระยะ เช่นว่าเกิดผัสสะ เกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เป็นชาติและ เป็นทุกข์อย่างนี้เพียงห้าหกระยะ; ถ้าศึกษากันอย่างละเอียดยังแบ่งให้เป็นระยะยาว มีหลายระยะมากกว่านี้; แต่เห็นว่าเกินไปก็ไม่นำมากล่าวให้ฟัง มันจะไม่พอแก่เวลา รวมความว่าอาการที่เกิดกิเลส แล้วเกิดทุกข์มันเป็นอย่างนี้. ตัวตัณหาตัวอุปาทาน นั่นแหละเป็นตัวกิเลส เกิดมาจากเวทนาของบุคคลที่ไม่มีสติปัญญา; พอเกิดตัณหาอุปาทานที่เป็นกิเลสแล้วเป็นเกิดทุกข์ นี่โดยใจความมีอย่างนี้ ไม่มีอย่างอื่นเลย; แต่เราจะอธิบายให้ปลีกย่อย ให้ละเอียดไปอย่างอื่นนั้นมันก็ได้ เหมือนกัน แต่มันเป็นพลความทั้งนั้น ใจความเป็นอย่างนี้. ทีนี้เราก็จะได้พูดกันถึง ความทุกข์ ที่มันมีลักษณะหรืออาการตรงไปตาม ลักษณะของกิเลส, ความทุกข์นี้มันมีอาการทรมานมนุษย์ ตรงตามอาการหรือความ- หมายของกิเลส กิเลสนี้มีชื่อต่าง ๆ กันเหมือนที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น. จะยกมา ให้ฟังท่านลองจำไว้ดูเล่น สิ่งที่เรียกว่ากิเลสทั้งหลายนั้น หรือแม้แต่บางกิเลสก็เถอะ แต่ว่าทุก ๆ กิเลสมีลักษณะเหมือนกัน; เราจะยกเอามาแต่ส่วนที่มันแสดงความหมาย ชัดก็ได้ เช่นกิเลสทั้งหลายจะได้ชื่อว่า : “ กิญฉนะ " แปลว่าเครื่องทำความกังวลใจ, กิญจนะแปลว่าเครื่อง กังวลใจเป็นชื่อของกิเลส ทีนี้พอกิเลสครอบงำเรา ๆ ก็จะมีการกังวลใจ แล้วเราก็ 173
น.179 เดือดร้อนเพราะความกังวลใจ กิญจะนะเป็นไวพจน์ของกิเลส เป็นคำแทนคำว่ากิเลส. หรือกิเลสชื่อว่า " สังโยชนะ " คำนี้แปลว่าผูกลากเหมือนลากโซ่ ลาก เกวียน ลากวัว ลากควาย; พอกิเลสเกิดขึ้นแก่เรา ๆ จะมีอาการเหมือนถูกผูก ถูกลาก ถูกมัด ถูกผูกไว้โดยสิ่งที่รักก็มี ถูกผูกไว้โดยสิ่งที่โกรธที่เกลียดก็มี; สำหรับสิ่งที่ เรารักนั้นไม่ต้องพูดถึง ตกเป็นทาสของความรักแล้ว มันก็ยิ่งกว่าถูกผูกด้วยโซ่ตรวน แต่ว่าแม้แต่สิ่งที่เราโกรธหรือเกลียดนี้เราก็อดเอามานึกไม่ได้; มันมารบกวนอยู่ในใจ เรื่อยไป ตัดออกไปได้ นี่มันผูกเราไว้ด้วยสิ่งที่เราโกรธเกลียด, กิเลสได้ชื่อว่า สังโยชนะเพราะมันเป็นเครื่องผูก. กิเลสได้ชื่อว่า “ปปัญจะ " นี้ก็แปลว่าทำให้เนิ่นช้า มันดึงไว้ให้ช้าใน การที่จะก้าวไปสู่ความเจริญหรือก้าวไปสู่ความดับทุกข์ กิเลสเป็นตัวทำให้ช้า หน่วง ไว้ให้ช้า ให้มามัวหลงเก็บดอกไม้อยู่ที่นี่ไม่เดินทาง หรือให้ไปเที่ยวหลงโกรธ หลง- เกลียด หลงอะไร อยู่ที่นั่นแล้วก็ไม่เดินทาง. กิเลสชื่อว่า "นีวรณะ ” คือตั้งขวางเหมือนกับที่รั้วกั้นหรือมีอะไรขวาง ไม่ให้ไป กิเลสเกิดขึ้นแล้วมันกั้นขวางความดี มันกั้นขวางความเจริญของจิต. กิเลสมีชื่ออีกว่า " ตมะ ” แปลว่าความมืด พอกิเลสครอบงำแล้วมันมืด ทั้งนั้น โลภะครอบงำมันก็มืดอย่างโลภะ โทสะครอบงำมันก็มืดอย่างโทสะ โมหะ ครอบงำมันก็มืดอย่างโมหะ, ราคะครอบงำมันก็มืดอย่างราคะ, ไม่ว่ากิเลสตัวไหน มันมีการกระทำความมืด. 174
น.180 อีกทางหนึ่งกิเลสชื่อว่า " ทีละหรือสู่ละ " นี่เหมือนตะปู เหมือนกับหอก หรือหลาว " ขีละ ” แปลว่าตะปู ตะปูตอกให้ติดแน่นหลุดไม่ได้ กิเลสนี้เป็น เหมือนตะปูตอกคนให้ติดอยู่กับอารมณ์ ตอกจิตใจให้ติดอยู่กับอารมณ์ หรือว่า เท่ากับตอกคนให้ติดอยู่กับความทุกข์; เหมือนกับตะปูที่ตอกเข้าไปแน่นหนาแล้วถอน ไม่ออก กิเลสชื่อว่า " สูละ " เหมือนหอกหรือหลาวอย่างนี้มันแทง โดยเฉพาะ กิเลสชื่อราคะนี้มันทิ่มแทงมาก. กิเลสชื่อว่า "โยคะ ” โยคะในที่อย่างนี้แปลว่าแอก แอกที่เขาใช้เทียม เกวียนควาย ให้มันลากไป กิเลสชื่อว่าแอก เกิดขึ้นแก่ใครแล้วมันก็เหมือนแอก คร่อมคอสวมคอบุคคลนั้นให้ต้องลากมันไปเหมือนกับวัวลากแอก. หรือกิเลสชื่อว่า "ภาระ " แปลว่าของหนัก ภาระแปลว่าของหนัก กิเลส ชื่อว่าภาระ เพราะมันทำความหนัก. หนักยิ่งกว่าภาระใด ๆ กิเลสชื่อว่า "อาหาร " คำนี้แปลกแต่ว่าเป็นคำที่ควรทราบ อาหารเรารู้จัก กันแต่อาหารที่กินได้อร่อยไปเลย แต่ในภาษาบาลีนี้คำว่า อาหาร แปลว่าสิ่งซึ่งนำ ผลมาให้; อาหระ แปลว่านำมาให้. ทีนี้ นำอะไรมาให้; นำความทุกข์มา ให้ กิเลสเป็นสิ่งที่นำความทุกข์มาให้จึงได้ชื่อว่าอาหาร. อาหารที่เรากินเข้าไปเป็น ข้าวเป็นปลามันนำผลมาให้เป็นความงอกงามของเนื้อหนัง หรือว่าเป็นความงอกงาม ของความทุกข์ก็ได้เหมือนกันลองไปคิดดูเถอะ; สิ่งที่เรียกว่าอาหารนั้นมีความทุกข์ เจือด้วยเสมอ. กิเลสในที่สุดก็ชื่อว่า “ สมุทยะ" แปลว่าที่ตั้งขึ้นแห่งความทุกข์. 175
น.181 ทีนี้อันสุดท้าย ที่เราควรจะทราบเกี่ยวกับกิเลส ก็คือ เหยื่อของกิเลส; กิเลสมีอะไรเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงมันก็คือเหยื่อของกิเลส; นี้ก็ได้แก่อารมณ์อย่างที่ กล่าวมาแล้ว อารมณ์คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์; เป็น เหยื่อสำหรับหล่อเลี้ยงกิเลสทางตา หล่อเลี้ยงกิเลสทางหู หล่อเลี้ยงกิเลสทางจมูก หล่อเลี้ยงกิเลสทางลิ้น หล่อเลี้ยงกิเลสทางผิวกาย หล่อเลี้ยงกิเลสทางใจ. สำหรับคำว่า " อารมณ์ " นี้ อย่าไปเอาคำว่าอารมณ์เหมือนที่เราพูดกัน ในภาษาไทย; อารมณ์ดี อารมณ์ร้าย อารมณ์เสียนั้นมันอีกเรื่องหนึ่งคนละคำ. อารมณ์ในภาษาธรรมะแท้ ๆ นั้นเขาหมายถึงสิ่งที่จิตจะไปเกาะ ไปยืด ไปดูด ไปกิน ไปอะไรนั้นเรียกว่าอารมณ์. "อารมณะ " ก็แปลว่าที่มายินดี ที่มาเกาะเกี่ยว; คำว่าอารมณ์ตามตัวหนังสือแปลว่า ที่มายินดีหรือที่มาเกาะเกี่ยวคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์นั่นเอง เพราะฉะนั้น อารมณ์ ก็คือโลกภายนอกนั้นเอง เพราะว่าในโลกนี้มันมีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น; สิ่งที่เราเห็นได้ด้วยตาในโลกนี้เราเรียกว่า รูป, สิ่งที่เราฟังได้ด้วยหูเราเรียกว่าเสียง, เพราะฉะนั้นในโลกนี้ทั้งหมดไม่มีอะไร มากไปกว่า ๖ อย่างนี้ ฉะนั้น อารมณ์ของกิเลสก็คือโลกทั้งหมดนั้นเองในฐานะที่ เป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์, ธรรมารมณ์เป็นความรู้สึก คิดนึกในใจก็จริงแต่ว่ามันมาจากข้างนอก มันจะคิดนึกอะไรได้เป็นเรื่องเป็นราวมัน ต้องมีเรื่องข้างนอกก่อนแล้ว แล้วมันไปอยู่ในข้างในด้วยความจำ เรียกว่าสัญญา ความจำหมาย แล้วมันก็เอาอันนั้นแหละมาเป็นอารมณ์สำหรับคิดอยู่ในใจ. รวมความ ก็คือโลกในอดีตนั่นแหละมันไปฝั่งอยู่ในใจ แล้วมันก็เป็นอารมณ์ปัจจุบันออกมาใหม่ ให้ใจคิด; นี่แหละกิเลสได้เหยื่ออย่างนี้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง. 176 1
น.182 ถ้าปุถุชนที่ ไม่รู้ธรรมะ ไม่รู้จักเท่าทันแล้วกิเลสก็ได้ กินเหยื่อ เรื่อย ๆ และมันก็ลุกลามใหญ่โตเหลือกำลังที่จะปราบปราม. ทีนี้ ถ้าเรา มีความรู้ทางธรรมะ เราจะจัดไปในทางที่จะไม่ให้กิเลสเจริญงอกงาม แต่ให้สติปัญญางอกงาม เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับรูป เสียง กลิ่น รสสัมผัส ธรรมา รมณ์ทีไรเราให้เป็นเรื่องของสติปัญญาไปหมด. แม้จะกล่าวตรง ๆ ก็อยากจะกล่าวว่า ในขณะที่บริโภคอารมณ์ที่มีอำนาจรุนแรง เช่นการกระทำกิจกรรมระหว่างเพศอย่าง นี้ก็ขอให้กระทำไปด้วยสตสัมปชัญญะ : มันจะต่างกันมากกับการที่กระทำไปโดยไม่มี สติสัมปชัญญะ: หรือกล่าวอีกที่หนึ่งก็ว่าแม้ในขณะแห่งการประกอบกิจกรรมระหว่าง เพศนั้นก็ยังจะสามารถสร้างสติปัญญาได้ ถ้ามีสติสัมปชัญญะไม่ปล่อยไปตามเรื่องของ กิเลส การประกอบกิจกรรมอันนั้นจะกลายเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างสติปัญญาก็ได้ แต่ถ้าปล่อยไปตามอำนาจของกิเลสไม่มีสติสัมปชัญญะแล้ว มันก็เป็นเรื่องหลงใหล หมกจมไปในกองทุกข์เท่านั้นเอง ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าอารมณ์นี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้เราต้องเกี่ยวข้องกับมันให้ดี; จัดการกับมันให้ดี มีเครื่องมือที่ดี เข้าไปจัดการกับมัน คือความรู้ทางธรรมะนี้ ที่นี้แทนที่จะเป็นเหยื่อของกิเลส อารมณ์เหล่านั้นแทนที่จะเป็นเหยื่อของกิเลส, ก็กลายเป็นเหยื่อของสติปัญญาไปเสีย มันเลยได้เปรียบข้างเรา คือข้างฝ่ายจิตใจที่ต้องการจะพ้นทุกข์นี้ แทนที่จะเป็น เหยื่อของกิเลส มากลายเป็นเหยื่อของสติปัญญา เป็นอารมณ์ของสติปัญญา สำหรับ สติปัญญาจะงอกงามเหนือสิ่งเหล่านั้น ว่ามันเป็นอะไร มีความหมายอย่างไร มี ความจริงอย่างไร นี่แหละสิ่งที่เรือกว่าอารมณ์หรือโลกนี้หลีกไม่พ้น ต้องเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กัน ถ้าเราเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยความรู้ทางธรรมะเราก็ได้เปรียบ. เวลาก็ล่วงเลยไปแล้วอาตมาต้องขอยุติคำบรรยายในวันนี้ลงเพียงเท่านี้ จบการบรรยายครั้งที่ ๘ 177
น.183 ยํ ปุพฺเพ ตํ วิโสเสหิ ปจฺฉา เต มาหฺ กิญฺจน์ มฺเฌ เจ โน คเหสฺสสิ อุปสฺโต จริสฺสสิ ความกังวลใด ได้มีแล้วในปางก่อน ท่านจงให้ความกังวลนั้นเหือดแห้งเสีย ความกังวลในภายหลังอย่าได้มีแก่ท่าน ถ้าท่านจักไม่ยึดถือความกังวลในท่ามกลาง ท่านจักเป็นคนสงบ (ว่าง) ระงับกิเลสได้ เที่ยวอยู่ทุกอิริยาบถ
Buddhadasa