น.184 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, การบรรยายครั้งที่ ๙ นี้อาตมาจะได้กล่าวถึง เรื่องความดับทุกข์ กับวิธีให้ถึง ความดับทุกข์; เป็นอริยสัจจ์คู่ที่ ๒ ต่อจากการบรรยายครั้งที่แล้วมาโดยตรง เป็น เรื่องอริยสัจจ์โดยสมบูรณ์เมื่อรวมกัน ๒ ครั้งกับครั้งที่แล้วมา. หัวข้ออบรมของเรามีว่า ศีลธรรม หลักพุทธศาสนาและวิธีปฏิบัติ. การ บรรยายครั้งที่ ๙ นี้เป็นเรื่องวิธีการปฏิบัติโดยตรง, ครั้งที่แล้วมามีเรื่องการ ปฏิบัติโดยอ้อม เป็นเรื่องหลักพุทธศาสนาหลักศีลธรรมเสียเรื่อย ๆ มา. สำหรับ อริยสัจจ์ ๔ นั้น คู่แรกก็คือทุกข์กับเหตุให้เกิดทุกข์ คู่ที่ ๒ คือ ความดับทุกข์ กับวิธี ให้ถึงความดับทุกข์ เรื่องอริยสัจจ์ ๔ นี้ ถ้าถือเป็นหลักวิชาหรือ หลัก พุทธศาสนา ก็เรียกได้ว่าเป็นหลัก แต่เมื่อเพ่งเฉพาะอริยสัจจ์ ๔ ที่เรียกว่าวิธีถึงความดับทุกข์นั้นก็ เป็นตัวการปฏิบัติโดยตรง. ที่นี้การปฏิบัติต้องไม่งมงาย ต้องมีเหตุผล เพราะฉะนั้นจึง 179
น.185 ต้องเนื่องกันกับอริยสัจจ์ข้อต้น ๆ ที่ว่าด้วยความทุกข์หรือเหตุ ให้เกิดทุกข์ หรือภาวะ แห่งความดับทุกข์แท้จริงเป็นอย่างไร; แล้วจึงจะถึงข้อสุดท้ายที่ว่า วิธีปฏิบัติให้ถึง ภาวะที่เป็นความดับทุกข์สิ้นเชิง. เรื่องอริยสัจจ์นี้ขอให้ถือว่าเป็นเรื่องใจความ ของ พุทธศาสนาทั้งหมดดังที่เคยได้ย้ำมาแล้วให้ฟังว่า พุทธศาสนานี้ไม่มีอะไรมากไปกว่า เรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์ ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้า กำลังเสด็จไปกับพระสาวกหมู่ใหญ่ เดินทางไกลผ่าน ป่าเมื่อนั่งพักระหว่างทาง; พระพุทธเจ้าได้ทรงหยิบใบไม้ขึ้นมากำมือหนึ่งจากพื้นดิน ใบไม้แห้งที่หล่นอยู่ตามดิน แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ลองคำนวณดูที่ว่าใบไม้ กำมือหนึ่งนี้ กับใบไม้หมดทั้งป่ามันมากน้อยกว่ากันสักเท่าไร ภิกษุทั้งหลายก็พอจะ เข้าใจได้ว่า มันมากกว่ากันมากเหลือที่จะประมาณได้ ใบไม้เพียงกำมือเดียว กับใบไม้ ทั้งป่าหรือทั้งประเทศมันมากกว่ากันอย่างยิ่ง. ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า ธรรมะ ที่ตรัสรู้ แล้วนำมาเปิดเผยสั่งสอนแก่ประชาชนนั้น เทียบได้กับใบไม้กำมือเดียว ส่วนที่ไม่จำเป็นจะต้องนำมาสั่งสอนประชาชนนั้น เทียบกันได้กับใบไม้ทั้งป่า หมาย ความว่าขอบเขตของการตรัสรู้นั้น กว้างขวางรู้ไปหมดอย่างทั่วถึง แต่ที่จำเป็นจะต้อง เอามาสอนประชาชน สอนสัตว์ทั้งหลายนี้ มีเพียงส่วนที่สำคัญน้อย ๆ ส่วนหนึ่ง เท่านั้น; เรียกว่ากำมือเดียว และที่เทียบเท่ากับใบไม้กำมือเดียวนี้ คือเรื่องอริยสัจจ์. มันก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่าเพียงพอ; คือความทุกข์ เหตุให้เกิดความทุกข์ ความดับ สนิทของความทุกข์ และวิธีให้ถึงความดับสนิทของความทุกข์; และที่สำคัญที่สุดก็คือ ข้อสุดท้าย ซึ่งเราจะได้กล่าวถึงกันในวันนี้ และกล่าวพร้อมกันไปทั้งคู่ คือ เรื่อง ความดับสนิทของทุกข์ กับวิธีปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทของความทุกข์ ฉะนั้น ขอให้สนใจในฐานะที่ว่าเป็นแก่นสารของเรื่องทั้งหมด เหมือนกับเป็นใบไม้ 180
น.186 กำมือเดียวที่จำเป็น โดยเฉพาะเรื่องความดับไม่เหลือแห่งทุกข์กับวิธีปฏิบัติคู่นี้; ควร จะจำชื่อโดยภาษาบาลีไว้ด้วยว่า: อันที่ ๑ เรียกว่าทุกขอริยสัจจ์ อันที่ ๒ เรียกว่าทุกข สมุทยอริยสัจจ์, อันที่ ๓ เรียกว่าทุกขนิโรธอริยสัจจ์, อันที่ ๔ เรียกว่าทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทาอริยสัจจ์. อันที่ ๑ ก็ว่าอริยสัจจ์ ของจริงอันประเสริฐ คือเรื่องความทุกข์, อันที่ ๒ ก็ว่า อริยสัจจ์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์, อันที่ ๓ ก็ว่าอริยสัจจ์ เรื่องความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, อันที่ ๔ ก็ว่าอริยสัจจ์ คือข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เรียกเต็ม ๆ เรียกอย่างนี้. ทีนี้เรามาเรียกกันสั้น ๆ ตามภาษาพูดธรรมดานี้: อริยสัจจ์ที่ ๑ เราเรียก ว่าทุกข์เฉย ๆ, อันที่ ๒ เราเรียกสมุทัยเฉย ๆ, อันที่ ๓ เรียกว่านิโรธ, อันที่ ๔ เรียกมรรค, จึงได้เรื่องว่าทุกข์ แล้วสมุทัย แล้วนิโรธ. แล้วมรรค ๒ เรื่องแรกได้ กล่าวไปแล้วในครั้งที่แล้วมา, ๒ เรื่องหลังคือเรื่องที่กำลังจะกล่าวนี้. คำว่า " ทุกขนิโรธ " แปลว่า ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เพราะ นิโรธแปลว่าดับไม่เหลือ ทุกขนิโรธจึงแปลว่าความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. ความหมาย ของคำว่า ดับไม่เหลือ นี้ มันมีความหมายเหมือนกันกับคำอื่น ๆ เช่นคำว่า นิพพาน; นิพพานก็แปลว่าดับไม่เหลือเหมือนกัน คือไปไม่เหลือก็เท่ากับดับไม่เหลือ. "นิ" แปลว่าไม่เหลือ "พาน" แปลว่าไป ก็คือดับไม่เหลือนั่นเอง; หรือคำว่า "วิโมกษ์” แปลว่าพ้นไม่เหลือ พ้นพิเศษ; คำว่า " วิมุตติ" ก็แปลว่า พ้นออกไปอย่างสิ้นเชิง, รวมความแล้วก็หมายความว่า ที่มันออกไปหมดไม่เหลือ ถ้าเป็นของทุกข์ก็เรียกว่าดับ ไม่เหลือแห่งทุกข์ คำว่า “ ดับไม่เหลือแห่งทุกข์" นี้ ตามปกติหมายถึงดับสนิท เพราะดับกิเลสสิ้นเชิงทุกข์จึงดับไม่เหลือ. ที่นี้ความดับของทุกข์ของเราคนธรรมดานี้ 181
น.187 ไม่ใช่ว่าจะไม่มี มันมีเหมือนกัน แต่มันมีเหลือ คือมันดับเป็นครั้งคราว; สำหรับ คำว่าดับไม่เหลือแห่งทุกข์นี้ ถ้าเราจะให้เป็นเรื่องที่ยังไม่สิ้นเชิง ก็มีความหมายไป อีกทางหนึ่ง คือมีความหมายว่า ส่วนใดดับไปแล้ว ส่วนนั้นไม่กลับมาอีก คือ ไม่เหลือ; ส่วนที่ดับเป็นดับสิ้นเชิง ที่ยังเหลือก็ยังไม่ดับ เช่นมีกิเลสอย่างละเอียด อยู่ ๑๐ อย่าง ถ้าทำให้ดับไปได้ไม่เหลือ ๓ อย่าง; ๓ อย่างนั้นก็ดับไม่เหลือ, อีก ๗ อย่างก็เหลือ ไม่เกี่ยวกันอย่างนี้ก็มี. เพราะว่าเรื่องอริยสัจทั้ง ๔ นี้ ใช้แก่การ ดับทุกข์ ทุกระดับ นับตั้งแต่พระอริยบุคคลขั้นต้น ๆ จนถึงเป็นพระอรหันต์ในที่สุด; แต่เมื่อรวมความแล้วความทุกข์ส่วนใดดับไปแล้ว ส่วนนั้นถือว่าดับสิ้นเชิงดับสิ้นเชื้อ เราจึงมีความดับทุกข์เป็นชั้น ๆ หลาย ๆ ชั้น ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป. ในที่นี้สรุปใจ ความว่า ตามตัวหนังสือ คำว่าทุกขนิโรธ-แปลว่าความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ทีนี้ถ้า ตามความหมายก็หมายถึงการบรรลุมรรคผล. ทีนี้ ขอให้เรามาทำความเข้าใจ คำว่า " มรรคผล " กันบ้าง, ในภาษาไทย มีความกำกวมเกี่ยวกับคำว่ามรรคผล เช่นพูดว่าทำอะไรก็ต้องทำให้สำเร็จเป็นมรรค เป็นผลคำพูดอย่างชาวบ้านพูดอย่างนี้; ไม่ใช่หมายความว่าบรรลุมรรคผล หมาย ความว่าเขาทำสิ่งนั้นสำเร็จโดยบริบูรณ์โดยสมบูรณ์ ทำสำเร็จให้เป็นมรรคเป็นผล แต่ภาษาธรรมมะคำว่ามรรคผลนี้หมายถึงการบรรลุมรรคผลของพระอริยเจ้า; "คำว่ามรรค คำว่าผลในภาษาไทยชาวบ้านจึงไม่เหมือนกันอย่าได้เอามาปนกัน; ใน ที่นี้ เราจะพูดกันแต่มรรคผลตามความหมายทางธรรมะเท่านั้น คำว่ามรรคและผลนี้ เป็นคู่กัน คำว่า "มรรค" คือความทำลายของกิเลส ญาณหรือปัญญา ทำลายกิเลส อาการที่กิเลสถูกตัดนั้น เรียกว่ามรรค. ส่วน "ผล" ที่เกิดขึ้น มาหลังจากนั้น เช่นความดับทุกข์นั้นก็เรียกว่าผล. มรรคผลเป็นคู่กันไม่แยกกันเพราะ 182
น.188 ว่าพอตัดกิเลสคือมรรคแล้ว. ผลก็ต้องเกิดขึ้นทันทีไม่มีระยะขาดตอน ฉะนั้นจึงต้อง เรียกคู่กันไปเสมอมรรคกับผลในขณะที่ตัดกิเลสเรียกว่า มรรค; เมื่อกิเลสตัดเสร็จ แล้วมีผลเป็นความสิ้นกิเลสแล้วเรียกว่า ผล. ทีนี้ บุคคลที่เป็นอย่างนี้ เรียกว่าอริยบุคคล แบ่งเป็น ๔ ชั้น : โสตาปัตติ- มรรค โสตาปัตติผล, สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล, อนาคามิมรรค อนาคามิ- ผล, อรหัตตมรรค อรหัตตผล; เป็น ๔ แต่ในหนึ่ง ๆ มันมี ๒ คือมีทั้งมรรคทั้งผล ฉะนั้นจึงเป็น ๘. ถ้านับกันอย่างที่เรียกว่าตรงไปตรงมาแล้วก็มี ๔ คือ "พระโสตา- ปั่นนะ" มีทั้งโสดามรรคและโสดาผล. ภาษาชาวบ้านเรียกว่าโสดาเฉย ๆ, นี่เรียก อย่างลุ่น ๆ ห้วน ๆ น่าอันตรายเรียกว่าโสดาเฉย ๆ; คำเต็มว่า "โสตาปั่นนะ" แปลว่า ผู้ถึงแล้วซึ่งกระแส. ที่นี้ถ้าสูงไปกว่านั้นอีกขั้นหนึ่งก็เรียกว่าพระสกิทา _ คามี, ถ้าสูงไปกว่านั้นอีกขั้นหนึ่งก็เรียกว่าพระอนาคามี, สูงไปอีกเป็นชั้นสุดท้าย ที่ ๔ ก็เรียกว่าพระอรหันต์. นี้เป็นชื่อของผู้ที่ได้บรรลุมรรคผล ๔ ระดับหรือ ๔ ขั้น โสตาปั่นนะแปลว่าถึง กระแส ๆ นี้หมายถึงกระแสของนิพพาน คือความ ดับทุกข์สิ้นเชิง; แต่พระโสดาบันยังไม่ดับทุกข์สิ้นเชิง เป็นเพียงผู้ถึงต้นทางต้น เงื่อน จึงดับทุกข์ได้เพียงเอกเทศ แต่ถึงอย่างนั้นส่วนใดที่พระโสดาบันดับได้ ก็เรียก ว่าทุกขนิโรธเหมือนกัน; แม้ว่าจะไม่ดับกันหมดสิ้นทุกอย่าง ดับได้เพียง ๓ อย่างก็ เรียกว่าทุกขนิโรธเหมือนกัน เพราะว่าความทุกข์ส่วนหนึ่งของท่านได้ดับไปจริง ๆ สำหรับปุถุชนนั้นยังดับอะไรไม่ได้เด็ดขาดแม้แต่อย่างเดียว แม้แต่ ๓ อย่างข้างต้น. ทีนี้ถ้าหากว่าดับทุกข์ได้อย่างขนาดพระโสดาบันด้วย แล้วยังมีดับส่วนอื่นได้เป็นพิเศษ ยิ่งขึ้นไปอีก คือว่าในบรรดากิเลส ๑๐ อย่างนั้น พระโสดาบันดับได้ ๓ อย่าง; ที่นี้ ถ้าดับได้ ๓ อย่างด้วย และทำบางอย่างให้เบาบางลงไปอีกบ้าง ก็เรียกว่าเป็นพระ 183
น.189 สกิทาคามี. คำนี้แปลว่ามาอีกครั้งเดียว หมายความว่ามีจิตใจอยู่ในระดับ สูง; ถึงกับว่าจะเวียนมาสู่โลกของกามารมณ์นี้เพียงครั้งเดียวแล้วไม่มา อีก. เปรียบเทียบว่าคนธรรมดาจมอยู่ในกามารมณ์ พระโสดาบันสูงขึ้นไปจาก กามารมณ์ในระดับหนึ่ง; แต่ยังเวียนมาอยู่ในกามารมณ์หรือโลกที่เต็มไปด้วยกามา- รมณ์นี้ ๒-๓ ครั้ง หรือ ๗ ครั้งเป็นอย่างมาก. แต่พระสกิทาคามีนี้มาครั้งเดียว คือจะมีจิตใจหวนมาสู่โลกของกามเพียงครั้งเดียวแล้วไม่มาอีก. ส่วนพระอนาคามีถัด ไปนั้นละกิเลสได้อีก ๒ อย่างเป็นละได้ ๕ อย่าง นี้เรียกว่าพระอนาคามี นี้แปล ว่าผู้ไม่มา ผู้ไม่กลับมา หมายความว่ามีจิตใจสูงจนไม่วกกลับมาสู่โลก ของกามารมณ์อีกเลย. ที่นี้ถ้าละได้อีก ๕ อย่าง ที่เหลือเป็นละหมดทั้ง ๑๐ อย่าง ก็เป็น พระอรหันต์ แปลว่าผู้สมบูรณ์ถึงที่สุด. เรื่องกิเลส ๑๐ อย่างนี้ ไปหาศึกษาเอาได้จากหนังสือหนังหาตำรับตำรา ใจความย่อ ๆ ก็มีว่า: ๑. "สักกายทิฏฐิ" ความสำคัญมั่นหมายว่ามีตัวตนที่ร่างกายนี้. "วิจิกิจฉา" ความลังเลไม่แน่ใจในเรื่องของชีวิต ในเรื่องของธรรมะ ปุถุชนเป็นผู้ที่ไม่แน่ใจว่าจะเอาธรรมอะไรแน่ก็ยังไม่แน่ใจ หรือเกิดมาเพื่ออะไรก็ยัง ไม่แน่ใจ สงสัยในเรื่องความดับทุกข์อยู่เรื่อย นี่เรียกว่าวิจิกิจฉา. อันที่ ๓ "สีลัพพตปรามาส" คือความปฏิบัติอย่างงมงาย ที่ทำมาจนชิน ตามวิสัยของปุถุชน นีเรียกว่าสีลัพพตปรามาส. ถ้าละได้ทั้ง ๓ อย่างแรกนี้ เป็นพระ 184
น.190 โสดาบัน. ทีนี้ถ้าว่าละ ๓ อย่างนี้ได้ด้วยแล้วยังมีกิเลสคือ โลภะ โทสะ โมหะ โดยทั่ว ๆ ไปเบาบางบ้างด้วยแล้วก็เป็นพระสกิทาคามี. ทีนี้ถ้าหากว่าละได้อีก ๒ อย่างคือ ละกามราคะกับ ปฏิฆะ. อันที่ ๔ เรียก ว่า กามราคะ คือจิตใจที่เยื่อใยอยู่ในกาม. ปฏิมะ คือความ รู้สึกที่ขัดใจ เป็นความหงุดหงิดเป็นอันที่ ๕. ถ้าละได้ทั้ง ๕ อย่างนี้เป็นพระอนาคามีที่เหลืออีก ๕ อย่างสูงขึ้นไป. อันที่ ๖ คือ รูปราคะ นี้คือไม่กำหนัดยินดีในกาม แต่กำหนัดยินดีในความ สุข ที่เกิดมาจากรูปอันบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวกับกาม เรียกว่ายินดีในความสุขที่เกิดจากรูป บริสุทธิ์ จะยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น คนที่ไม่หลงใหลในกาม แต่หลงใหลในของ บริสุทธิ์ ของที่ตนรักตนชอบเช่น ของที่มีค่ามาก เป็นต้นไม้ หรือ ว่าเป็นเครื่องใช้ที่ เขานิยมเล่นกันเป็นวัตถุศิลปะอะไรก็ตามที่ไม่เกี่ยวกับกามเลย อย่างนี้ก็ยังเรียกว่าพอ จะสงเคราะห์ได้ แต่ที่จริงนั้นเขาเล็งถึงความสุขที่เกิดมาจากรูปฌาน คือทำสมาธิโดย มีรูปบริสุทธิ์เป็นอารมณ์ ที่เปรียบให้เห็นนั้นหมายความว่า คนทั่ว ๆ ไปเขาต้องมี อะไรเกี่ยวกับกามเสมอ. ที่นี้กิเลสอันนั้นหมดไปแล้วจริง แต่ยังมีกิเลสที่เป็นราคะ อย่างอื่นเป็นไปในรูปบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวกับกามนี้ต้องละอีกทีหนึ่ง เป็นข้อที่ ๖. ข้อที่ ๗ เรียกว่า "อรูปราคะ" ความสุขเกิดจากสิ่งที่ไม่มีรูปเลย; เมื่อตะกี้ นี้มีรูป เดี๋ยวนี้ไม่มีรูปเลย นี้ยิ่งเหนือกามขึ้นไปอีก, แล้วก็ไม่มีรูป เช่นความสุขที่เกิด 185
น.191 มาจากสมาธิ ที่เอาสิ่งที่ไม่มีรูปมาเป็นอารมณ์ เช่นอรูปฌานเปรียบเหมือนคนมัวเมา ในสิ่งที่ไม่มีรูปอย่างยิ่ง เช่นชื่อเสียง เช่นอะไรที่เป็นอุดมคติอย่างยิ่ง ทำนองนี้นี่ก็ พอเทียบกันได้แต่ไม่ตรง; ที่ตรงตัวเขาหมายถึงความสุข ที่เกิดจากสิ่งซึ่งไม่มีรูป นี่ข้อที่ ๗ ก็ละได้. ข้อที่ ๔ " มานะ " ความสำคัญมั่นหมายเกี่ยวกับตัวเองว่าเรามีตัวเรา: เราเสมอกับเขา เราดีกว่าเขา เราเลวกว่าเขา แล้วแต่จะเรียงลำดับ, เราดีกว่าเขา เราเสมอกับเขา เขาเลวกว่าเรา อย่างนี้เรียกว่าเป็นมานะหมด. ภาษาบาลีเป็น อย่างนี้ไม่เหมือนกับภาษาไทย เพราะคำว่ามานะก็หมายถึงสำคัญมั่นหมายตัวเองว่า เป็นอย่างไร สำคัญว่าดีกว่าเขา มันก็เกิดความรู้สึกไปอย่างหนึ่งที่เป็นการทะนงตัว หยิ่งจองหอง; เสมอกับเขาก็เกิดความรู้สึกไปในทางแข่งดี; ที่นี้ต่ำกว่าเขาก็รู้สึก น้อยเนื้อต่ำใจ คิดจะทำลายเขา คือแข่งดีไปอีก อีกอย่างหนึ่งก็ได้เหมือนกัน อย่างนี้เป็นมานะหมด. ทีนี้ละเอียดลงไปทุกที ละได้ยาก ก็ต้องละเอียดเป็นอย่างที่ ๘. อันที่ ๙ เรียกว่า "อุทธัจจะ" คือจิตใจกระเพื่อมด้วยความทึ่งที่สนใจ นั่นสนใจนี่, ฟุ้งซ่าน.นี่หมายถึงบุคคลชั้นสูงสุดที่เป็นพระอรหันต์ไม่มีอะไร ที่จะทำ ให้ท่านทึ่งหรือสนใจหรือว่าสนใจจนถึงกับมีความกระเพื่อมของจิตใจ ซึ่งเป็นความ ทุกข์ชนิดหนึ่งเป็นธรรมดา เรียกว่าอุทธิจจะ แปลว่าความที่มันพุ่งขึ้นมันฟุ้งขึ้น. อันสุดท้ายอันที่ ๑๐ เรียกว่า " อวิชชา" ความไม่รู้ความปราศจากความรู้ ที่ถูกต้อง. ละหมด ๑๐ อย่างนี้เป็นพระอรหันต์ นี้เรียกว่าเป็นบุคคลที่ดับทุกข์สิ้นเชิง. 186
น.192 ความเป็นอย่างนั้นของท่านก็เรียกว่ามรรคผล ความเป็นอย่างนั้นของพระโสดาบัน ความเป็นอย่างนั้นของพระสกิทาคามี ความเป็นอย่างนั้นของพระอนาคามี ความเป็น อย่างนั้นของพระอรหันต์ นั่นคือตัวมรรคผล และสูงสุดอยู่ที่พระอรหันต์ คือหมดกิเลส สิ้นเชิง. ทีนี้ที่เรียกว่าพระพุทธเจ้า หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นพระอรหันต์เหมือน กัน แต่ว่าแปลกอยู่หน่อยหนึ่งตรงที่ว่าท่านทำของท่านเอง คือค้นหาเองและรู้เอง ตรัสรู้เอง นี้เรียกว่าสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกเต็มๆ ว่า " อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ' คือพระอรหันต์ซึ่งตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง. ส่วนพระอรหันต์นอกนั้นเป็นสาวก ไม่ได้ตรัสรู้เองก็เรียกว่าอรหันต์เฉย ๆ ตามธรรมดา. และยังมีคำอื่นอีกเรียกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า นี้ก็เป็นพระอรหันต์; แต่ว่า การตรัสรู้เองของท่านนั้นเป็นไปอย่างแคบ สอนคนอื่นไม่ได้. ส่วนพระสัมมาสัม- พุทธเจ้านั้นการตรัสรู้ของท่านกว้างขวาง ท่านสอนผู้อื่นได้ มีสมรรถภาพในการ สอนผู้อื่นได้รอบตัว. สำหรับพระปัจจเจก พุทธเจ้านั้นไม่ใช่ว่าจะสอนไม่ได้เสียเลย; สิ่งใดที่สะดวกที่คล่องอยู่ ท่านก็พูดให้ฟังได้ 'แต่ว่าเป็นส่วนน้อยหรือเท่าที่ถนัดหรือ เท่าที่สะดวก; เพราะไม่ได้ตั้งพิธีหรือไม่ได้เตรียมมาสำหรับเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. อย่างยืดยาว ซึ่งเขาเรียกว่าสร้างบารมี ฉะนั้น ท่านจึงเป็นพระพุทธเจ้า ชนิดที่ ตรัสรู้เองเฉพาะตน; ทั้งหมดนี้เป็นพระอรหันต์ ถึงขั้นสุดท้ายของการดับทุกข์ นี้ เรียกว่าเรื่องความดับทุกข์. ถ้าเราดูที่ตัวธรรมะจะพบเป็นความดับทุกข์มาเป็นขั้น ๆ ถึง ๔ ขั้น, เรียกว่า: โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล ดังที่กล่าวมาแล้ว. ถ้าเราเพ่งที่ตัวบุคคล เราเรียกว่าพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี 187
น.193 พระอรหันต์. นี่แหละความดับทุกข์ หรือภาวะของความดับทุกข์ เหล่านี้สำเร็จมา จากการดับตัณหาหรือกิเลส เพราะในอริยสัจจข้อที่ ๒ ก็บอกแล้วว่า เหตุให้เกิด ทุกข์คือกิเลส ดังนั้นไม่ต้องมีเหตุผลอะไรมากไปกว่าว่า เมื่อดับที่เหตุ ผลมันก็ต้องดับ; เมื่อทุกข์เกิดมาจากเหตุคือกิเลส การดับกิเลสก็คือการดับทุกข์. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้น ก็คือความดับแห่ง กิเลส; ถ้าเราเรียกกิเลสนั้นว่าตัณหา ก็หมายความว่าดับตัณหานั่นเอง. แล้วแต่ว่า เราจะเรียกชื่อกิเลสว่าอะไร เพราะกิเลสมีชื่อมากมายเหมือนที่ได้บรรยายให้ฟังแล้ว ในคราวก่อน. แต่ส่วนใหญ่ท่านเล็งถึงตัณหา เพราะเป็นคำที่คนทั่วไปจะฟังได้ง่าย ที่สุด และมันอยู่ในระยะใกล้ที่สุด: ความอยากนี่เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ นี่พูดกัน ในระยะใกล้ที่สุด, ถ้าจะถอยหลังไปถึงอวิชชามันยังไกล บางคนฝั่งไม่รู้เรื่อง หรือ ขยับออกไปถึงอุปาทาน ที่ใกล้ความทุกข์หนักขึ้นไปอีก มันก็ชิดเกินไปจนคนบางคน เข้าใจยาก แต่ที่แท้มันถูกทั้งนั้น; เหตุให้เกิดทุกข์นี้จะเรียกว่าตัณหาก็ได้ จะเรียกว่าอุปาทานก็ได้ เพราะว่าตัณหาทำให้เกิดอุปาทาน หลังจาก เกิดอุปาทานก็เป็นภพ เป็นชาติซึ่งเป็นความทุกข์. ที่นี้ตัณหามันมีรก รากมา จาก อวิชชา ถ้าตัด อวิชชา เสียได้ ตัณหา ก็ไม่เกิด เหมือนกัน; เพราะฉะนั้นอย่าได้เข้าใจผิดว่าเป็นคนละเรื่อง หรือฝั่งชื่อมันต่างกัน แล้วเห็นเป็นคนละเรื่อง, ให้เข้าใจว่ากิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ดับกิเลสก็เป็น ดับทุกข์ กิเลสมีชื่ออย่างไรก็แล้วแต่กรณีที่เราจะเพ่งเล็ง; โดยปกติโดยทั่วไปเล็งเอา ตัณหา คือความอยากด้วยอำนาจของอวิชชา. นี้เรียกว่าส่วนที่เป็นความดับทุกข์ เป็นอริยสัจจข้อที่ ๓ และเป็นเพียงหลัก. 188
น.194 อริยสัจจข้อที่ ๔ ซึ่งเป็นการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์โดยตรงนั้น ก็ได้ บอกแล้วเมื่อตะกี้ว่าเรียกว่า " ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา " แปลว่าข้อปฏิบัติให้ถึง ความดับทุกข์. ปฏิปทา แปลว่าข้อปฏิบัติ, คามินี แปลว่าเครื่องให้ถึง, นิโรธ แปลว่าดับสนิท, ทุกข แปลว่าทุกข์ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา; ภาษาบาลีต้องย้อน มาจากทางหลัง: ปฏิปทา-ปฏิบัติ, คามินี-เครื่องให้ถึง, นิ-โรธ -ความดับสนิท, ทุกข-แห่งทุกข์. แปลมาจากทางหลังเป็นอย่างนี้. เรียกชื่ออย่างนี้ เป็นการเรียก ชื่อตามบาลีโดยตรง แปลว่าเรียกชื่ออย่างหลักวิชาที่สุดแล้ว ตามตัวบทที่สุดแล้วเรียก ว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา; ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. ทีนี้ยังมีชื่ออย่างอื่นเช่นเรียกว่า " มัชฌิมาปฏิปทา "; ปฏิปทาแปลว่าข้อ ปฏิบัติ มัชฌิมาแปลว่ามีในท่ามกลาง คืออยู่ตรงกลาง; นี้หมายความว่าไม่เอียงไป ฝ่ายกามารมณ์ และไม่เอียงไปฝ่ายทนทุกข์ทรมานร่างกาย, เหมือนกับที่ได้กล่าวใน วันก่อน ให้รู้ถึงการปฏิบัติของศาสนาอื่น ลัทธิอื่นนอกจากพุทธศาสนาในยุคนั้น; พวกหนึ่งเอียงไปทางกามารมณ์จนเอากามารมณ์สูงสุดเป็นนิพพาน นี้พวกหนึ่งเรียกว่า เอียงซ้ายก็แล้วกัน; ทีนี้อีกพวกหนึ่งเอียงขวาหมายความว่า ทรมานร่างกายอย่างเดียว อย่าให้มันมีความสามารถ ที่จะไปเกี่ยวข้องกับกามารมณ์ได้ อย่างนี้มันเอียงขวาจัด ทีนี้พุทธศาสนาไม่ไปข้องแวะกับ ๒ อย่างนี้เลย หลีกตัวออกไปเสียเรียกว่า ไปอยู่ตรงกลาง ไม่เข้าข้างไหน อย่างนี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา; เราเคยได้ยิน ได้ฟังกันทั่วไปว่า พระพุทธศาสนานี้เป็นสายกลาง หมายความอย่างนี้ ไม่หย่อน ไม่ตึง เดี๋ยวเราก็จะเข้าใจกันได้ว่ามัชฌิมาอย่างไร. ทีนี้ควรได้ฟังคำอีกคำหนึ่งว่า อริโยอัฏฐังคิโกมรรคโค เรียกติดกันว่า 189
น.195 อริยอัฏฐังคิกมรรคะ แปลว่าหนทางอันประเสริฐประกอบด้วยองค์แปด. มรรคะ แปลว่าหนทาง อริยแปลว่าประเสริฐ, อัฏฐังคิกแปลว่าประกอบไปด้วยองค์แปด; หมายความว่าข้อปฏิบัตินี้ เปรียบเหมือนหนทาง; มีอยู่สายเดียว แต่ประกอบไป ด้วยองค์ประกอบแปดองค์ แล้วก็ประเสริฐคืออริย อันเป็นอริย. คำว่าอริยะได้บอก กล่าวแล้ววันก่อนว่า ที่แปลว่าประเสริฐนั้นมันหมายความตามตัวหนังสือว่า ไปจาก ข้าศึก ข้าศึกคือกิเลสและความทุกข์. ฉะนั้นหนทางนี้ประกอบไปด้วยองค์แปด แล้วก็ไปเสียจากข้าศึก คือกิเลสและความทุกข์ นี้ขอให้ท่านเข้าใจว่า ตัวพุทธศาสนามีชื่อแปลก ๆ อย่างนี้ นี่คือตัวแท้ของ พุทธศาสนา แต่มีชื่อว่าอริยอัฏฐังคิกมรรค บางทีพระพุทธเจ้าท่านเรียกสั้น ๆ ว่า พรหมจรรย์ก็มี เช่น ตรัสว่า ไป ไปประกาศพรหมจรรย์ อย่างนี้หมายว่าไป ประกาศ อริยอัฏฐังคิกมรรค ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนาให้แก่ประชาชน ใช้ คำว่าไปประกาศพรหมจรรย์ นั้นหมายถึงตัวพระพุทธศาสนาทั้งนั้น ; ทุกขนิโรธการ มินีปฏิปทาก็ตาม, มัชฌิมาปฏิปทาก็ตาม, อริยอัฏฐังคิกมรรคก็ตาม, นี่คือตัวแท้ ของพุทธศาสนา คือตัวการปฏิบัติ ทำไมจึงพูดอย่างนี้ ทำไมจึงไม่พูดถึงคำสั่งสอน ; เพราะว่าตัวแท้ของศาสนา ตัวจริงของศาสนา อยู่ที่การปฏิบัติ ไม่ได้อยู่ที่คำสั่งสอน. ถ้ามีแต่คำสั่งสอนและ ความรู้ แล้วหยุดเสียแล้ว ไม่ใช่พุทธศาสนาเลย ; อย่าได้เข้าใจว่าตัวคำสอนนั้น เป็นตัวศาสนา นั้น เป็นการเข้าใจผิดอย่างยิ่ง แต่ก็มีคนเข้าใจ อย่างนั้น อยู่มาก ที่แท้เล็งถึงตัวการปฏิบัติโดยตรง. ทีนี้มันมี คำสอนรวมอยู่ในตัว เพราะว่าเมื่อ ปฏิบัติได้ มันก็หมายความว่ามีความรู้เรื่องนั้นอยู่แล้ว จึงปฏิบัติได้และปฏิบัติถูก ; 190
น.196 ฉะนั้นตัวการปฏิบัติ มันดึงเอาตัวความรู้มาด้วยเท่าที่จำเป็น เท่าที่พอดีเท่านั้น ไม่ มากไม่น้อย. 'ที่นี้การศึกษาเล่าเรียนนั้นเกินเพื่อไปกี่ร้อยเท่าก็ได้. อย่างนี้ไม่เป็นตัว พุทธศาสนาไปได้ วิชาความรู้นั้นเพื่อจนไม่เป็นการปฏิบัติไปใน ที่สุดอย่างนี้ไม่ใช่ ตัวพุทธศาสนา ตัวการปฏิบัติที่เรียกว่าอริยอัฏฐังคิกมรรคนี้ มีขึ้นมาเมื่อไรนั้นแหละ เป็นตัวศาสนา. ฉะนั้นถ้าท่านอยากจะมีตัวศาสนา มีพระพุทธศาสนา หรือปฏิบัติตัวพุทธ- ศาสนา ท่านก็ต้องปฏิบัติอริยอัฏฐังคิกมรรคนี้ ที่เรียกว่าทางปฏิบัติให้ถึงความดับ ทุกข์ ที่ประกอบไปด้วยองค์ ๘ ไปจากข้าศึก เป็นทางสายกลาง ทีนี้คำธรรมดาเรียกกันว่ามรรค ในฐานะที่ท่านทั้งหลายเป็นนักศึกษา อย่า ได้เรียกสะเพร่า ๆ ไปตามคนมักง่าย. คนมักง่ายมีอยู่มากมาย เรียกมรรคนี้ว่า มรรค ๘ ; นี้มันผิด มันย่อเอาเอง ที่ถูกนั้นต้องว่ามรรคมีองค์ ๘. องค์นี้เท่ากับ Factor ; คือเป็นส่วนประกอบ, มรรคนี้เดียว, สายเดียวทางเดียว แต่ประกอบ ไปด้วย Factor ๘ ซึ่ง เราจะได้กล่าวกันต่อไปข้างหน้า. เพราะฉะนั้นจึงมีชื่อเรียก ที่รัดกุมอีกชื่อหนึ่งว่า “ เอกายนมรรค " หนทางเส้นเดียวแห่งบุคคลผู้เดียว เดิน ไปสู่จุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียวคือนิพพาน. ทางนี้เส้นเดียวประกอบไปด้วย องค์ ๘ สำหรับคน ๆ เดียวเดิน เดินแทนกันไม่ได้ แล้วก็ไปสู่จุดหมายปลายทาง เพียงอย่างเดียว คือพระนิพพาน, นี่ท่านใช้คำว่าเอกายนมรรคไปคนเดียว, เส้น เดียว, เป็นที่ไปแห่งบุคคลคนเดียว, ไปสู่จุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียว เรา จะเสียเหลี่ยมของนักศึกษา ถ้าไปพูดว่ามรรค ๘ หรืออะไรอย่างนี้ มันจะต้องมีการ ศึกษาพูดจาถกเถียงกัน แม้แต่ในเรื่องอรรถคดี บนโรงบนศาลบางทีก็พาดพิงถึงคำ 191
น.197 เหล่านี้ จะต้องเรียกให้ถูกต้องว่า มรรคมีองค์ ๘ เสมอเหมือนกันว่าหนทางสาย- เดียว แต่ต้องประกอบไปด้วยคุณสมบัติทั้ง ๘ อย่างมันจึงจะสำเร็จประโยชน์ใน การเดิน. เราจะได้ดูกันถึงคำว่าองค์ ๘ ต่อไป แต่ในที่นี้เราจะได้พิจารณากันถึงแต่ชื่อ ของมัน ที่เรียกรวม ทั้งหมด. เท่าที่ กล่าวแล้ว ทั้งหมดนี้เรียกว่า เรารู้จักชื่อโดย พยัญชนะ ของคำว่า " มรรค " มรรคแปลว่าหนทางประกอบไปด้วยองค์ ๘ สำหรับ บุคคลผู้เดียวเดินไปสู่นิพพาน. ทีนี้ถ้าเราจะเล็งไปถึงตัวการปฏิบัติ หรือความหมายของคำว่า มรรค เมื่อ ตะกี้นี้ เป็นคำแปลตามตัวพยัญชนะ ; คำแปลตรง ๆ ตามตัวอักษรไม่ใช่ความหมาย ทีนี้เราจะเอาความหมายโดยเล็งไปถึงตัวจริงหรือของเรื่องว่ามันหมายถึงอะไร. พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสไว้หลายอย่าง แต่อย่างที่สำคัญที่สุดนั้น ท่านเรียกว่า การเป็นอยู่ โดยชอบ ท่านผู้ใดก็ตาม เป็นอยู่โดยชอบก็เรียกว่าเป็นผู้เดินทางไปตามมรรคมี องค์ ๘. ประโยค เต็ม ๆ พระพุทธเจ้า ท่านตรัส ว่า " ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุ เหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ; " ถ้ามี การเป็นอยู่โดยชอบ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์. ที่นี้การเป็นอยู่โดยชอบก็ คือปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปดประการ ; นั่นแหละเรียกว่าเป็นอยู่โดยชอบ เป็นความถูกต้อง ๔ ประการอยู่เรื่อย เป็นอันเดียวกันอยู่เรื่อย. ที่นี้เราดูกันถึงคำว่าโดยชอบ หรือความถูกต้องที่เรียกว่าสัมมา, สัมมาแปล ว่าถูกต้อง หรือโดยชอบ มิจฉาแปลว่าผิด หรือโดยผิด องค์ที่ ๑ เรียกว่าสัมมา- 192
น.198 ทิฏฐิ มีความคิดเห็นถูกต้อง, องค์ที่ ๒ เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ มีความปรารถนา ถูกต้อง, องค์ที่ ๓ เรียกว่า สัมมาวาจา มีการพูดจาถูกต้อง, องค์ที่ ๔ เรียกว่า สัมมากัมมันตะ มีการกระทำถูกต้อง, องค์ที่ ๕ เรียกว่า สัมมาอาชีวะ การ เลี้ยงชีวิตหรือดำรงชีวิตถูกต้อง, องค์ที่ ๖ สัมมาวายามะ ความพากเพียรถูกต้อง, องค์ที่ ๗ สัมมาสติ คือสติถูกต้อง ดำรงความรำลึกประจำใจไว้ถูกต้อง นี่เรียกว่า สัมมาสติ, องค์สุดท้ายที่ ๘ เรียกว่าสัมมาสมาธิ ความตั้งใจมันอย่างถูกต้อง ท่าน จะสังเกตเห็นได้ว่ามันมีคำว่าสัมมา ๆ อยู่ข้างหน้า นี้แปลว่าความถูกต้อง. ทีนี้เราดูว่ามันมี รูปโครง อย่างไร ท่าน จะพบว่า มันมี รูปโครง ๓ อย่าง อย่างแรกคือความถูกต้องของความเชื่อ ความคิดเห็นหรือสติปัญญา ความเชื่อก็ตาม ความเห็นก็ตาม ความรู้ก็ตาม นี้รวมเรียกว่า ทิฏฐิ. ความถูกต้องของความเชื่อ ความคิดความเห็นนี้ เราขยายเป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ คือตัวความเห็น ถูกต้อง และความปรารถนาถูกต้อง ; ทิฏฐิ แปลว่าความเห็นก็จริง แต่ว่ามันหมาย ถึงความเชื่อก็ได้, หมายถึงความเข้าใจก็ได้, ตลอดถึงสติปัญญาความรู้ก็ได้, มัน เรียกว่าเป็นเรื่องเดียวกับทิฏฐิ จงเรียกว่าความถูกต้องของความเชื่อหรือทิฏฐินี้พวก หนึ่ง คือสัมมาทิฏฐิกับสัมมาสังกัปปะ ความถูกต้องของความเห็น และความถูกต้อง ของความปรารถนานี่พวกหนึ่ง. ทีนี้พวกถัดไปคือพวกความถูกต้องของความประพฤติ ทางกายหรือทางภายนอก มีอยู่ ๓ คือ : สัมมาวาจาการพูดจาถูกต้อง, สัมมากัมมันตะ ทำการงานทางกายถูกต้อง, สัมมาอาชีวะ หาเลี้ยงชีวิตโดยถูกต้อง. ทีนี้พวกที่ ๓ ความถูกต้องของการใช้กำลังจิต ระวังให้ดีอย่าให้ปนกันยุ่ง. อันแรกความถูกต้อง ของความเชื่อความรู้ ความเข้าใจ อันที่ ๒ ความถูกต้องของความประพฤติ อันที่ ๓ . ความถูกต้องของการใช้กำลังใจ ; นี้ได้แก่สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ, 193
น.199 สัมมาวายามะ นี้มันเรียกความพากเพียรก็จริง แต่หมายถึงใจ ไม่ใช่หมายถึง ร่างกายเขาจึง จัดไว้ใน พวกใจ ตัว วายามะหมายถึง คุณธรรมทางใจ ที่เป็นความ พากเพียรบากบั่นกล้าหาญ, เข้มแข็ง, อดทน, อะไรก็ตาม รวมอยู่ในคำนี้หมด และสตินั้นหมายถึงการมีความรู้สึกตัว รำลึกถูกต้องอยู่เสมอ ไม่ให้เผลอไม่ให้พลาด; สมาธิ นี้ประมวล กำลังใจ ทั้งหมดทั้งสิ้น แล้ว ส่องลงไปที่อะไรก็ เพื่อให้สิ่งนั้นมัน สมบูรณ์ กระทำอย่างเต็มที่ นี่ความถูกต้องอย่างนี้ แยกออกเป็น ๘ ส่วน เรียกว่า องค์ ๘ ของมรรค. ท่านควรจะท่องจำจนขึ้นใจ ความถูกต้อง ๘ ประการนี้ ความถูกต้องของ ความคิดเห็น ความถูกต้องของความปรารถนา ความถูกต้องของการพูดจา ความ ถูกต้องของการงานทางกาย ความถูกต้องของการหาเลี้ยงชีวิต, ความถูกต้องของ ความพากเพียรบากบั่น, ความถูกต้องของการดำรงสติ, ความถูกต้องของการตั้งใจ มั่น หรือระดมกำลังใจทั้งหมดลงไป. พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสเรื่องนี้ไว้เป็นกลางที่สุด ใช้ได้แก่ คนทุกคนแม้แต่ เด็ก ๆ คนหนุ่มสาว คนแก่ คนเฒ่า กระทั่งคนอยู่ที่บ้านเป็นชาวโลก หรือคนอยู่ ที่วัด คนอยู่ป่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ใช้หลักอันนี้เหมือนกันหมด นี่เป็นตัวศาสนาอย่างนี้ ทีนี้ที่ว่า เป็นอยู่โดยชอบโลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ก็หมายความ ว่าถ้าอยู่ด้วยความถูกต้อง ๘ ประการนี้แล้ว โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ ไม่ว่าใคร, ขอให้อยู่โดยชอบด้วยหลักนี้เรื่อย ๆ ไป บุคคลนั้นจะสะอาด บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นทุกที จะมีความรู้สว่างไสวขึ้นทุกที จะมีความสุขเพิ่มขึ้น ทุกที จนในที่สุดเป็นพระอรหันต์. 194
น.200 ข้อนี้เข้าใจได้ด้วยการเปรียบเทียบไม่ยาก เพราะว่าเมื่อท่านอยู่ด้วย ความถูกต้อง ๘ ประการนี้แล้ว กิเลสในสันดาน หรือเชื้อของกิเลสใน สันดานนั้นไม่มีทางที่จะได้กินอาหาร นี่จำคำอุปมาอย่างนี้ไว้ก็ดี เมื่อคนเรา อยู่ด้วยความถูกต้อง โดยเฉพาะความถูกต้อง ๔ ประการ ตามหลักพระพุทธศาสนา นี้; กิเลสส่วนลึกที่เป็นเชื้ออยู่ในสันดาน ไม่ได้กินอาหารขาดอาหาร จะไม่ได้อาหาร ของกิเลสทั้งทางตา, ทั้งทางหู, ทั้งทางจมูก, ทั้งทางลิ้น, ทั้งทางกาย, ทั้งทางใจ เอง เพราะความถูกต้อง ๘ ประการนี้ ตัดรอนป้องกันเสียบ้าง ปิดกั้นเสียบ้าง ล้อม รั้วเสียบ้าง กิเลสไม่ได้กินอาหารก็เรียกว่าเหี่ยวแห้งลง เหือดแห้งลง ๆ ๆ และสิ้น ไปในที่สุด ซึ่งเป็นโอกาสสุดท้าย นี่จึงทำให้มีพระอรหันต์เกิดขึ้น คือเป็นบุคคล สมบูรณ์เต็มเปี่ยมของความดับทุกข์. เราควรจะสนใจคำว่า มรรคมีองค์ ๘ หรือความถูกต้อง ๘ ประการนี้ คือ รวมกันเข้าเป็นเส้นทางสายเดียว. ถ้าเราแยกทางถูกต้องไปเป็นอันหนึ่ง ๆ แล้วมันไม่ เรียกว่ามรรค; ขอให้เข้าใจว่าไม่เรียกว่ามรรค เรียกตามชื่อนั้น ๆ ไปเลย เป็นหนึ่ง เป็นสองอะไรไปเลย ต่อเมื่อเอามาควันเป็นอันเดียวเหมือนกับเชือก ๘ เกลียว เป็นทางเส้นเดียวจึงจะเรียกว่ามรรค. ฉะนั้นจึงขอร้องว่าอย่าไปเรียกตาม ๆ เขาด้วย ความมักง่าย ว่ามรรค ๘ เพราะถ้ามรรคมีตั้ง ๘ แล้วเราจะเดินอย่างไร ถ้ามรรคมี ตั้ง ๘ เส้นขนานกันไปก็เดินไม่ไหว เพราะปลายทางไม่รวมกัน แล้วจะไปเดินตั้ง ๘ เส้น อย่างไร วิ่งไปวิ่งมาทั้ง ๘ เส้น มันก็เป็นเรื่องเสียสติ; ฉะนั้นการพูดว่า มรรค ๘ นี้ มันเป็นคำพูดที่มักง่าย และผิด ต้องพูดว่ามรรคมีองค์ ๘เสมอ อย่างนี้ เป็นตัวศาสนา เป็นตัวพรหมจรรย์. ที่นี้ควรเข้าใจต่อไปอีกว่ามรรคมีองค์ ๘ นี้ ๘ ส่วนนี้ บางทีไปเรียกเสียอย่าง 195
น.201 อื่น ซึ่งท่านก็คงจะได้ยินคุ้นหูมากที่สุด คือคำที่ตามวัดวาอารามเรียกกันว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ก็หมายความว่าเอา ๒ องค์แรก คือเข้าใจถูกต้อง กับปรารถนาถูก ต้อง นั้นไปเป็นปัญญา; และ ๓ องค์ถัดไป คือพูดจาถูกต้อง การงานถูกต้อง เลี้ยง ชีวิตถูกต้อง ๓ อย่างนี้เป็นศีล; แล้วอีก ๓ อันสุดท้ายคือ พากเพียรถูกต้อง สติถูก ต้อง สมาธิถูกต้อง นี้เป็นสมาธิ; จึงได้เป็นปัญญา ศีล สมาธิ แต่ไปเรียกกลับกัน เสียว่าเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ข้อนี้มีความสำคัญที่จะต้องเข้าใจไว้. เราจะเห็นว่าพระพุทธเจ้า ท่านได้วางลำดับไว้ว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกับโป เอาปัญญามาข้างหน้า ๒ อันแรกเป็นปัญญา ดูให้ดีเถอะ แล้ว ๒ อันถัดไป เป็นศีล แล้ว ๓ อันถัดไปเป็นสมาธิ จะเห็นได้ว่าปัญญาแล้ว ศล แล้วสมาธิ แต่ทำไมชาว บ้านร้านตลาด มาพูดกันว่า ศีล สมาธิ ปัญญา; นี้ควรจะเข้าใจถึงวิชาการอื่น ๆ ด้วยว่า เมื่อเราพูดอย่างวิธีของทฤษฎีนั้น เรามักจะพูดอีกอย่างหนึ่ง และเมื่อพูดถึง ทางปฏิบัติแล้วเราพูดอีกอย่างหนึ่ง เรื่องเดียวกันก็ได้ แก่เรื่องมรรคนี้ ถ้าพูดทาง ทฤษฎีพูดเป็นศีลสมาธิปัญญา เอาศีล ขึ้นมาก่อน แล้วสมาธิ แล้วปัญญา. นี่พูด เรื่องทฤษฎี คือเอาที่ต่ำ ๆ ที่สุดมาเป็นอันแรก แล้วสูงขึ้นมา ๆ จนถึงที่สุด แต่พอ พูดทางปฏิบัติไม่ใช่อย่างนี้ มันกลายเป็นว่าต้องเอาปัญญามาข้างหน้า แล้วจึงถึง ศีล แล้วจึงถึงสมาธิ. ถ้าปัญญาไม่มาข้างหน้ามันมีผลเป็นว่าไม่รู้จะปฏิบัติศีลอย่างไร, ปฏิบัติสมาธิอย่างไร, หรือว่าศีล สมาธิ นี้จะเข้ารก เข้าพงผิดลู่ผิดทางไปหมด; ฉะนั้นจึงต้องเอาปัญญานำหน้าเสมอ นี่แหละความงมงายของพุทธบริษัท ในพุทธ- ศาสนามีมากมายเหลือเกิน เพราะว่าไม่เอาปัญญานำหน้า ไม่ยึดมั่น ถือมั่นหลัก ทฤษฎีเรื่องศีลสมาธิปัญญา; แล้วก้มหน้าก้มตารักษาศีลด้วยความงมงาย ก็ไม่เกิด สมาธิ และไม่เกิดปัญญา นั้นเรียกว่าไปทำผิดงมงาย เอาไขว้กันเสีย. 196
น.202 ตามหลักของการปฏิบัติต้องเอาปัญญานำหน้า เช่นเราจะเข้าไปในวัดไปเกี่ยว ข้องกับศาสนา ต้องเอาปัญญาพาไป พอเราลงมือรักษาศีล ก็ต้องให้ปัญญานี้กำกับ ควบคุมชี้แจง หรือนำอยู่เสมอ จะทำสมาธิก็เหมือนกันต้องมีปัญญานำอยู่เสมอ. ถ้า มิฉะนั้นแล้วเราจะรักษาศีลเพื่อให้รวยให้มีโชคลาภ ตายแล้วไปสวรรค์ทำนองนี้มัน เป็นเรื่องงมงาย ไม่ใช่รักษาศีลเพื่อฆ่ากิเลสเสีย; หรือว่าทำสมาธก็เหมือนกัน ถ้า ปัญญาไม่นำหน้าแล้ว ก็ทำสมาธิเพื่อเห็นนั้นเห็นนี่ เป็นผู้มีตาทิพย์ หูทิพย์ มีอะไร เป็นเครื่องทำมาหากิน เป็นเรื่องผิดไปเลย; เอาเปรียบคนอื่นไปเลย; หรือแม้ที่สุด แต่ว่าจะเจริญสมาธิ เพื่อไปเกิดเป็นสัตว์พิเศษ เป็นพรหมเป็นอะไรนี้ก็ไม่ถูกเรื่อง ทำสมาธิที่ถูกต้องเพื่อเป็นเครื่องมือให้ตัดกิเลสเหมือนกัน. ฉะนั้นเมื่อได้ยินว่าศีล สมาธิ ปัญญา ให้ถือว่าเป็นทฤษฎี; ถ้าเป็นปฏิบัติ ต้องเป็นปัญญา, แล้วเป็นศีล, แล้วเป็นสมาธิ. ที่นี้อาตมาแนะว่า ไม่ว่าในระบบไหน หมด ต้องเอาปัญญามาก่อน. ขอให้จำไว้ด้วย จะเป็นเครื่องทำอะไรที่ไม่ใช่เกี่ยวกับ ศาสนา ก็ต้องให้ปัญญามาก่อน นอกนั้นให้มาตามหลังปัญญา; ความเชื่อของเรา ต้องมาตามหลังปัญญา การกระทำต้องมาทีหลังปัญญา ให้ปัญญาเป็นแสงสว่างอยู่ เรื่อย ๆ เลยมีหลักกว้าง ๆ ว่า ปัญญาประเสริฐกว่าคุณธรรมอย่างอื่น เหมือน พระจันทร์เด่นกว่าดวงดาวทั้งหลาย ถ้ามีปัญญาแล้วมันจะดึงอะไรไปถูกทางหมด. สำหรับศีล สมาธิ ปัญญา ที่วางไว้เป็นรูปทฤษฎีนี้ก็ไม่ใช่ว่าผิด; มันก็ถูก ตามรูปของทฤษฎีคือเรียงลำดับจากต่ำไปหาสูง. แต่พอถึงที่ปฏิบัติแล้วต้องดึงปัญญา มานำหน้า และปัญญานั้นแหละจะงอกงามพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ ไป; เพราะว่ามีสมาธิ แล้ว ปัญญายิ่งกลับงอกงามกว่าเดิม มันเพิ่มปัญญาให้เรื่อยๆ ฉะนั้นมันจึงเป็นทางก้าว 197
น.203 หน้าไปเรื่อย ปัญญาจูงให้ศีล สมาธิ เดินไปถูกทาง. เมื่อศีล สมาธิเดินไปถูกทาง แล้ว มันเพิ่มกำลังให้แก่ปัญญาอีก สูงขึ้นไป; และเมื่อปัญญาสูงขึ้นไปมันก็จูงศีล จูงสมาธิได้ยิ่งขึ้นไป ศีล สมาธิ ที่ยิ่งขึ้นไป ก็เพิ่มกำลังให้แก่ปัญญาสูงขึ้นไปใหม่ ฉะนั้นจึงมีแต่สูงขึ้น ๆ ไป ก็สำเร็จประโยชน์ในการปฏิบัติ ทีนี้ถ้าพูดอย่างทฤษฎีก็พูดศีลสมาธิ ปัญญา ตามเขาก็แล้วกัน ไม่ต้องขัดคอ ใคร แต่พอถึงที่ปฏิบัติแล้วต้องดูว่าใครงมงายบ้าง ใครฉลาดบ้าง; คนงมงายก็มัว รักษาศีลจนตายก็ไม่มีศีล แล้วก็ไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญาเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นเขาต้องทำ ให้ถูกต้อง ทำให้ถูกแก่เรื่อง โดยมีปัญญาเป็นเครื่องจูงทั้งหมด. ทีนี้เมื่อพูดโดยตัวหนังสือเอาคำเป็นหลัก คำว่าศีลนี้ ก็เล็งถึงการปฏิบัติ ทางกาย ทางวาจา ระเบียบวินัยอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกายวาจาภายนอก, นี้เรียก ว่าศีล สมาธิเกี่ยวกับใจ ควบคุม กำลังใจ รวบรวมกำลังใจ ให้เป็นสมาธิ เป็นสมาธิหมายความว่า มันบริสุทธิ์ด้วย, มันตั้งมั่นอย่างยิ่งด้วย, และ มันพร้อมที่จะทำการงานด้วย นี่คือสมาธิ; ไม่ใช่แข็งทื่อทำอะไรไม่ได้ กลับ active ว่องไวที่สุด ถ้าเป็นสมาธิ; ถ้าไม่เป็นสมาธิ ก็จะงุ่นง่าน ฉะนั้นสมาธิ ต้องบริสุทธิ์ด้วย ต้องตั้งมั่นด้วย ต้อง active ที่สุดด้วย บริสุทธิ์นี้เรียกว่า "บริสุทโธ" คือสะอาด ตั้งมั่นก็เรียกว่า "สมาหิโต" ไวต่อการงานก็เรียก "กัมมนิโย" คือ active ๓ ข้อนี้คือความหมายของคำว่าสมาธิ. ฉะนั้นถ้าท่านผู้ใดเคยเข้าใจผิด มาก่อนว่า สมาธิละก็ต้องหลับตาแล้วแข็งทื่อนั้นเป็นเรื่องเข้าใจผิด; สมาธิจะมีอยู่ใน ทุกการงานที่เคลื่อนไหว ที่กระทำอยู่ ที่คิดอยู่ แม้จะนั่งหลับตาอยู่ก็จริง ดูคล้ายกับแข็งทื่อนั้น แต่นั่นไม่ใช่แข็งทื่อ; ข้างในมันว่องไว มีกำลังมหาศาลใน การคิดการพิจารณา นั้นสมาธิเป็นอย่างนั้น. 198
น.204 ปัญญาหมายความว่า รู้ ๆ สิ่งต่าง ๆ อย่างถูกต้อง คือว่าใจนี้มีความรู้ที่ เรียกว่าปัญญา: ว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ไปหลง ยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้เป็นปัญญายอด. กระทั่งปัญญารู้ว่าทุกข์เป็นอย่างไร เหตุ ให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร ความดับทุกข์ เป็นอย่างไร ให้ถึงความดับทุกข์ เป็นอย่าง- ไร นี้ก็เรียกว่าปัญญาด้วยเหมือนกัน. ที่นี้ถ้าท่านจะเอาไปใช้เป็นหลักสากล เหมือนอย่างว่าเราไปเมืองนอกถูกคน ต่างศาสนาถามว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ของแกนั้นคืออะไร ? เราต้องตอบให้เป็น ความหมายที่สากลที่สุด ศีล คือความประพฤติดีสมบูรณ์แล้ว, สมาธิ คือการบังคับใจได้ตามต้องการ, ปัญญาคือเข้าใจสิ่งทุกสิ่งอย่างถูกต้อง. นี่ขอให้คิดดูเถอะ ว่ามันจะสากลที่สุด สากลแก่ทุกศาสนา ไม่มีศาสนาไหนค้านได้ ถ้าเราพูดถึงศีล สมาธิ ปัญญา ในรูปนี้. ทีนี้แม้ไม่ใช่เป็นศาสนา เป็นเรื่องวัฒนธรรมของประเทศอื่น กระทั่งเป็น วิทยาศาสตร์ก็ตามเถอะ จะเห็นว่ามันไม่มีทางจะค้านเลย ไม่มีทางจะค้านว่าหลัก ๓ อันนี้ใช้ไม่ได้ มันจะต้องยอมรับ ในแง่ของปรัชญาก็ต้องยอมรับ ในแง่ของ ศาสนาก็ต้องยอมรับ ในแง่ของศีลธรรมก็ต้องยอมรับ ในแง่ของวัฒนธรรมก็ต้อง ยอมรับ ว่านี่แหละมันพอ; พอที่จะทำให้มนุษย์เราเป็นผู้เจริญ มีอารยธรรม มีความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ ศีลมีความประพฤติดีแล้ว ใครคัดค้าน ได้บ้าง สมาธิบังคับใจได้ตามต้องการ. เดี๋ยวนี้มนุษย์เรามีปัญหายุ่งยาก เพราะเราไม่สามารถบังคับใจให้ทำอะไร 199
น.205 ที่ควรทำและให้สม่ำเสมอตลอดไปได้ มีปัญหากันทุกคนในโลก แล้วปัญญาเข้าใจ สิ่งต่าง ๆ ถูกต้องอย่างนี้ มันกว้างเหลือเกิน คือทำอะไรได้หมด. ฉะนั้นพุทธ- ศาสนาซึ่งมี ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหัวใจหรือเป็นหลักนี้ จึงไม่ต้องหวั่นไหว ต่อการ พิสูจน์ของใครยอมให้เขาพิสูจน์ แล้วเขาจะนับถือเรา. ซึ่งมีหลักประพฤติอย่างนี้ ไม่ ใช่คนป่าเถื่อน; และศาสนานี้ไม่ใช่ศาสนาของคนป่า ทั้ง ๆ ที่มีอายุแก่กว่าศาสนา อะไร ๆ ในโลกนี้อยู่โดยมาก พระพุทธศาสนาต้องถือว่าอายุ ๒๕๐๘ ปีมาแล้ว ศาสนา อื่น ๆ ที่เผชิญหน้ากันอยู่ ยังไม่ถึงด้วยซ้ำไป๋ แต่ทั้ง ๆ ที่เก่ามากอย่างนั้น ก็ยังไม่มี ความเป็นป่าเถื่อนที่ตรงไหนให้เห็น เพราะความหมายคำว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ถูกต้องท่านควรจะจดจำไว้ นี้เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างสากลที่สุดแล้ว. ทีนี้เฉพาะเรา ที่เป็นพุทธบริษัทอยู่แล้ว เราจะมีความหมายอย่างไรให้ กระชับเข้ามาอีก ในเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ท่านลองฝั่งต่อไป. โดยเฉพาะเรา ที่จะต้องทำการงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อมนุษย์ชาติ; ฉะนั้นลองจำไปใหม่ว่า ศีล คือการควบคุมตนเอง ให้ทำแต่สิ่งที่เป็นหน้าที่, สมาธิ คือทำงานให้ดีที่สุด, ปัญญา คือความไม่หลงยึดอะไรเอาว่า เป็นตัวตนหรือว่าเป็นของตน. นี้เป็นอย่าง กระชับที่สุดและสูงที่สุดด้วยในหมู่พวกเราที่เป็นพุทธบริษัทอยู่แล้ว ศีล ควบคุมตน- เองให้ทำแต่สิ่งที่เป็นหน้าที่. เมื่อพูดถึงหน้าที่ท่านต้องนึกถึงคำบรรยายครั้งแรกที่สุด ครั้งที่ ๑ ที่พูดถึง ธรรมชาติ กฎธรรมชาติ หน้าที่ตามธรรมชาติ ถ้ายังไม่ลืมเสียจะเข้าใจทันทีว่า หน้าที่ตามธรรมชาติมีอะไรบ้าง. เรามีหน้าที่ตั้งแต่บริหารร่างกายให้มีชีวิตอยู่ และ มีหน้าที่ประกอบการงาน ให้มันเจริญก้าวหน้าไปจนถึงดับทุกข์ได้ จนกระทั่งเป็น 200 1 0
น.206 พระอรหันต์ นี่เรียกว่าเป็นหน้าที่ คือควบคุมตนเองให้กระทำแต่สิ่งที่เป็นหน้าที่ อย่างท่านทั้งหลายจะเป็นตุลาการ และเป็นตุลาการในที่สุด หน้าที่ตุลาการก็ออก- หน้า; ฉะนั้นควบคุมตนเองให้ทำหน้าที่ทุกหน้าที่ แต่หน้าที่ ๆ ใหญ่ที่สุดก็คือ หน้าที่ของการเป็นตุลาการ .. ทีนี้ทำไมจึงเป็นศีลหมด เพราะเราไม่ทำนอกหน้าที่ เมื่อไม่ทำนอกหน้าที่ก็ไม่ มีเรื่องขาดศีลข้อไหนหมด แล้วคำว่าศีล มันมีความหมายเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ตรงคำว่า สำรวม หรือควบคุม หรือบังคับตนเอง; สำรวมตนเอง ควบคุมตนเอง บังคับตนเองนี้คือตัวศีล. จะสำรวมควบคุมบังคับโดยวิธี ไหนก็ได้ขอแต่ให้เป็น การควบคุมสำรวมบังคับตนเองก็แล้วกัน มันเป็นศีลไปหมด. เราไม่ต้องไปสมาทาน ปาณาติปาตาเว ไม่ต้องทำท่าทำทาง ไม่ต้องไปอยู่ในสถานที่จำกัด, ตลอดเวลาเรา บังคับควบคุมตัวเองให้อยู่ในร่องในรอยของธรรมะ ก็จะเป็นศีลสมบูรณ์หมดทุกๆ ข้อ ทุก ๆ อย่างทุกๆ ขั้น; นี่ศีลอย่างนี้จริงและรักษาง่ายด้วย จริงที่สุดแต่รักษาง่ายที่สุด. ฉะนั้นควบคุมตนเองให้ทำแต่สิ่งที่เป็นหน้าที่ มนุษย์ไม่ได้มีหน้าที่ที่จะทำ ความชั่วความผิด มนุษย์มีหน้าที่แต่จะทำความเจริญในทางกาย วาจา ใจ จนมีใจ สูงเรียกว่ามนุษย์. มนุษย์แปลว่ามีใจสูง ; นี่ง่าย ๆ นิดเดียว คำว่ามนุษย์นี้ศัพท์นี้ คำแปลว่าใจสูง ฉะนั้น หน้าที่ของมนุษย์ คือทำให้สูงขึ้นไป ฉะนั้นเราจึงสำรวมตน ให้ทำแต่หน้าที่. ทีนี้ส่วนที่เรียกว่า สมาธิ คือตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดนั้นแหละเป็น สมาธิอย่างยิ่ง. งานก็คือหน้าที่ หน้าที่อะไรที่เป็นหน้าที่เป็นงานแล้ว ตั้งใจ 201
น.207 ทำด้วยการปักใจลงไป นี่เป็นสมาธิ เหมือนกันหมด เลย. ไม่ว่าจะทำอะไร เพราะ ว่าในขณะที่จิตใจมีอะไรเป็นสิ่งให้กำหนดแล้วปักใจทำ เมื่อนั้นไม่มีกิเลสอย่างอื่น มันมีแต่การทำเท่านั้น ; ถึงทำกัมมัฏฐานก็เหมือนกัน มีอะไรมาเป็นอารมณ์สำหรับ ใจกำหนด แล้วก็พิจารณาหรือกระทำหรือจดจ่ออยู่แต่ที่สิ่งนั้น นั้นเป็นสมาธิ. ที่นี้ เราเอางานนี่แหละเป็นอารมณ์ของสมาธิ เป็นนิมิตของสมาธิ แล้วก็จะทำได้ง่ายดาย ที่สุด เมื่อท่านถือหลักว่า ทำงานเพื่องาน ไม่ใช่ทำงานเพื่อเงิน หรือเพื่อชื่อเสียง หรือเพื่อตัวกูของกู แต่เราทำงานเพื่องาน “ และเป็นสมาธิในงาน งานนั้นเป็น อารมณ์ของสมาธิไปเลย แล้วมันเลยสนุกสนานกันใหญ่ สะดวกสบายไปหมด แล้ว เป็นผู้มีสมาธิอย่างยิ่ง เป็นผู้ก้าวหน้าในทางสมาธิยิ่งขึ้นทุกวัน ๆ ด้วย. ทีนี้ที่ว่า ปัญญา หมายถึงไม่ยึดเอาอะไรเป็นของตนนี้ คือความ ฉลาดที่สุด ผิดจากนี้จะเป็นความไม่ฉลาด การที่ไปยึดสำคัญมั่น หมายอะไรว่า เป็นตัวเราเป็นของเรานั้น มันเป็นความทุกข์ตลอดเวลา มันเป็นความทรมานตลอด เวลา มันเป็นความหม่นหมอง เศร้าหมองตลอดเวลา เป็นความไม่ฉลาดตลอดเวลา. อย่าได้ไปพูดอย่างแกล้งพูดหรือเถลไถลว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่น อะไรเป็น ของเราแล้ว ใครจะมาเอาเงิน เอาของเอาลูก เอาเมียอะไรไปหมดอย่างนี้ นั่นมันเป็นเรื่อง แกล้งพูดหาเรื่องเถลไถล ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันอยู่ได้ โดยกฎขนบธรรมเนียมประเพณี อะไรมันอยู่ไปได้. เราไม่ต้องมีจิตใจที่ยึดมั่นจนให้เป็นทุกข์ นั้นป่วยการ เข้าใจ ทุกสิ่งอย่างถูกต้องว่าไม่ควรยึดว่าเป็นตัวเรา แต่ถ้าเราจะไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ก็ทำ ไปด้วยจิตใจที่ไม่ยึด ลองดูเถอะจะไม่มีความทุกข์เลย. ถ้าสมมติว่าเราจะต้องป้องกันทรัพย์สมบัติอย่างนี้ จะต้องป้องกันด้วยจิตใจ 202
น.208 ที่เฉลียวฉลาดไม่ต้องยึด ถ้าเข้าไปยึดคือความโง่ ความโง่คือความมืด ความมืดคือ การจัดทำผิด ประพฤติผิดปฏิบัติผิด ในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้แก่คนอื่น ฉะนั้นเราทำ ด้วยจิตใจที่ไม่ยึด คือจิตใจที่โปร่งแจ่มใสเฉลียวฉลาด แล้วมันก็ไม่ไปไหนเสีย สิ่งเหล่านั้น มันก็ยังคง อยู่ที่นั่น เงินที่ได้ มาไม่ต้องยึดว่า ของเรา แต่ใช้ มันเป็น ประโยชน์อย่างไร ทำอะไร อย่างไร ก็ทำไปได้ โดยที่ไม่ต้องยึด เพื่อไม่เป็น ทุกข์ด้วย เพื่อมีความเฉลียวฉลาดในการทำนั้นด้วย ทรัพย์สมบัติก็คงเป็นของผู้นั้น ตามกฎหมาย ตามประเพณีไปตามอะไรไปตามเดิม ไม่ใช่มันจะหนีหายไปไหน นี่แหละคนที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้แล้ว ยังแกล้งขัดคอเถลไถล เรียกว่าเป็นคนพาล ก็ เลยต้องได้รับความทุกข์สมกันทีเดียว. ฉะนั้นอย่าได้ดูถูกคำกล่าวที่ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา สิ่งทั้งช่วงไม่ ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นคำครึกระ อาตมาขอยืนยันว่ามันเป็นคำกล่าวที่ฉลาด ที่สุดในโลก รวมทั้งโลกอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่เฉพาะโลกนี้ ฉะนั้นขอฝากไว้ให้เอา ไปคิดไปนึก แล้วเอามาเป็นหัวใจของการปฏบัติหลักพระพุทธศาสนาเพื่อให้พ้นจาก ทุกข์ ในที่สุดเราก็มาถึงประเด็นที่ว่า ปัญญาเข้าใจสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอย่างถูกต้อง ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเราว่าของเรา ก็หมดเวลาเสียแล้ว. ฉะนั้น จะได้กล่าวถึงเรื่อง วิธีปฏิบัติเพื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ต่อไปในวันหลัง แล้วก็เป็นเรื่องสุดท้าย. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้เพราะสิ้นสุดลงด้วยเวลาเพียง เท่านี้. จบการบรรยายครั้งที่ ๙ 203
น.209 อภิญฺจนํ อนาทานํ เอตํ ทีป อนาปรํ ความไม่กังวล ความไม่ถือมั่น (ว่าง) นั้นแลคือธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีธรรมอื่นอีก (จากโสฬสปัญหาที่ ๑๑ )
Buddhadasa