Buddhadasa.org

จิตเดิมว่าง ตอนที่ ๑๐ — ๑๐. วิธีการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา

จิตเดิมว่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — จิตเดิมว่าง (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.210 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในการบรรยายครั้งที่ ๑๐ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึง วิธีการปฏิบัติตามหลัก พระพุทธศาสนา ในขั้นสุดท้าย และจะได้ชี้ให้เห็นข้อปฏิบัติ หรือประโยชน์ของ การปฏิบัติเหล่านั้นในบางแง่ ที่จะเป็นประโยชน์แก่ท่านที่จะเป็นตุลาการโดยตรง คล้ายกับว่าเป็นธรรมะสำหรับตุลาการ. ขอทบทวนความจำว่า เราได้กล่าวถึงเรื่องสิ่งที่เรียกว่า ธรรม เป็นเรื่อง ที่ ๑ นี้คือได้กล่าวถึงเรื่องของสิ่งทุก ๆ สิ่ง บรรดาที่มนุษย์รู้จักหรือยังไม่รู้จัก: แปล ว่าสิ่งทุกสิ่ง ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ และกฎของธรรมชาติ และหน้าที่ที่มนุษย์จะต้อง เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น. นี่คือความหมายของคำว่า ธรรม เพียงพยางค์เดียว ใน ฐานะเป็นคำที่ประหลาดที่สุด และได้หมายถึงสิ่งทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร; นี้เป็นการ แสดงว่าเราเริ่มศึกษากันถึงเรื่องสิ่งทุกสิ่ง เท่าที่เราควรจะศึกษา คือหลักเกณฑ์ ของมันเท่านั้น. 205

น.211 และในครั้งที่ ๒ เราได้พูดถึงเรื่อง ศีลธรรม คือหน้าที่ที่มนุษย์ จะต้อง ปฏิบัติเนื่องด้วยสังคม; นี้ก็แปลว่าเราไม่ได้รู้จักสิ่งทุก ๆ สิ่งเฉย ๆ; เรารู้จักสังเกต จนกระทั่งจับหลักเกณฑ์ เป็นรูปข้อปฏิบัติทางศีลธรรมขึ้นมาได้ เพื่อสังคมอยู่เป็น สุข. ในครั้งที่ ๓ ได้กล่าวถึง ปรัชญา หรือหลักเกณฑ์ทางเหตุผลของศีลธรรม นั้นเอง; เพื่อว่าศีลธรรมนั้นจะได้เป็นวิชาที่มีรากฐาน; ให้คนมองเห็นได้และสมัคร ใจปฏิบัติ ไม่เป็นการบังคับให้เชื่อให้ปฏิบัติ ฉะนั้นจึงนับว่าจำเป็นมาก. เมื่อเรา จะต้องสอนศีลธรรม หรือว่าวิชาอะไรที่เกี่ยวกับคนอื่นจะต้องปฏิบัติแล้ว เราจะต้อง มีเหตุผลชนิดที่ชวนให้ปฏิบัติ ไม่เป็นการบังคับ ดังนั้นวิชา Ethics หรือจริยปรัชญา นั้น จึงจำเป็นในโลกนี้ด้วยเหมือนกัน เพื่อจะไม่ต้องบังคับกัน เพราะเรื่องบังคับ กันนี้ ไม่มีทางจะสำเร็จ, นอกจากจะชี้แจงเหตุผลให้เข้าใจ ให้ชอบใจให้รักที่จะ ปฏิบัติตาม. นี่ก็เป็นหลักเกณฑ์อยู่ในตัวว่า เราไม่มีการบังคับ คือเราจะทำอะไร กับใครที่ให้เขาเชื่อทำตามเรานั้นจะต้องใช้วิธีอย่างนี้; จะใช้วิธีบังคับก็ใช้ไม่ได้ จะ ใช้วิธีล่อหลอกกันก็ได้ชั่วคราว ถ้าปรากฏขึ้นที่หลังแล้วเป็นผลร้าย. ฉะนั้นจึงต้อง ใช้ความจริง เราจึงมีวิชาจริยปรัชญา สำหรับผู้ที่มีปัญญาจะได้ใช้ชักชวนชี้แจง ให้ คนในโลกยินดีในการปฏิบัติศีลธรรม นี้สิ้นไป ๓ เรื่อง เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม. ที่นี้เรื่องที่ ๔ กล่าวด้วย หลักทางศาสนา ในหัวข้อที่ ๒ คือศาสนา; นี้เราได้มองดูกันถึงสิ่งที่เรียกว่าศาสนาโดยทั่ว ๆ ไป ต่างจากศีลธรรมเป็นอย่างไร และเกิดขึ้นมาในลักษณะอย่างไร. 206

น.212 ในครั้งที่ ๕ ได้ชี้ให้เห็น ประโยชน์ของศาสนา ทั้งที่เป็นความหมาย ทั่ว ๆ ไป และเป็นประโยชน์ของพุทธศาสนาโดยเฉพาะ เรียกว่าเรารู้จักอานิสงส์ รู้จักคุณสมบัติของสิ่งที่เราจะเข้าเกี่ยวข้องนั้นก่อนอย่างเต็มที่ นี้ก็ดูเหมือนว่ามัน จำเป็นที่จะต้องทำอย่างนี้; ถ้าไม่รู้ว่าอะไรดีอย่างไร ก็ไม่มีใครอยากจะเกี่ยวข้อง ฉะนั้นเราปลูกความสนใจด้วยประโยชน์หรือด้วยอานิสงส์ ของสิ่งนั้นเสียก่อน จึง ได้แสดงอานิสงส์ของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ก่อนแต่ที่จะพูดถึงเรื่องศาสนาโดยตรง. ในครั้งที่ ๖ ได้กล่าวถึง ปริทรรศน์ หรือ Outline ของสิ่งที่เรียกว่า พุทธศาสนาว่า มีรูปโครงอย่างไร มองดูจากด้านไหนจะเห็นเป็นอย่างไร เช่นใน ฐานะที่เป็น ศีลธรรม ในฐานะที่เป็น ปรัชญา ในฐานะที่เป็น ศาสนา เป็นต้น; เหมือนกับเราดูของสิ่งหนึ่ง ดูมาจากข้างบน แล้วดูมาจากด้านซ้ายด้านขวาด้านหน้า ด้านหลังด้านล่างอะไรอย่างนี้ดูหมด ก็จะมองเห็นสิ่งเหล่านั้นครบถ้วน พุทธศาสนา ก็มีเรื่องเหลี่ยมคูมากมายอย่างนี้เหมือนกัน ในครั้งที่ ๗ ได้บอกให้ทราบถึงการเกิดขึ้นของพุทธศาสนา เกิดขึ้นมาใน โลกนี้อย่างไร คู่กันไปกับพุทธประวัติ คือประวัติของพระศาสดา ผู้ให้กำเนิดสิ่งที่ เรียกว่า พระพุทธศาสนา นี้ก็เป็นวิธีที่ใช้กันอยู่ทั่วไป จะเรียนเรื่องศาสนาไหนก็จะ ต้องทราบประวัติของพระศาสดาแห่งศาสนานั้นตามสมควร; ฉะนั้นขอให้ท่านสนใจ ไปพร้อมกันเรื่อย ๆ ไป สิ่งที่เรียกว่าพุทธประวัตินั้น ก็เรียนเท่าที่จะเกี่ยวข้องกัน อย่างไร กับตัวพระพุทธศาสนาเองมันทำให้เข้าใจดีขึ้น. ทีนี้ในครั้งที่ ๘ และครั้งที่ ๙ ก็ได้กล่าวถึงเรื่องอริยสัจจ์ ๙ ซึ่งเป็นตัวพุทธ- 207

น.213 ศาสนาโดยตรง ครั้งที่ ๘ เรื่องทุกข์กับเหตุให้เกิดทุกข์นี้คู่หนึ่ง ครั้งที่ ๙ เรื่อง ดับทุกข์ กับวิธีให้ถึงความดับทุกข์. นี้เป็นตัวพุทธศาสนา จนถึงกับกล่าวว่า เรื่อง ทุกเรื่องจะมารวมอยู่ที่เรื่องนี้หมด. เรื่องอื่น ๆ เป็นส่วนประกอบหนึ่ง ๆ ของเรื่อง อริยสัจจ์ทั้งนั้นและเป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุดสำหรับมนุษย์ และเป็นเรื่องที่พอเหมาะ พอสมกันกับมนุษย์ ไม่เหลือวิสัย เปรียบเหมือนกับใบไม้กำมือเดียว ที่พระพุทธเจ้า ท่านได้ทรงคัดเลือกแล้ว จากใบไม้ทั้งป่า นำมาให้สัตว์ที่ตกอยู่ในความทุกข์นี้ได้ใช้ เป็นประโยชน์. ส่วนในครั้งที่ ๑๐ นี้จะว่าด้วยข้อปฏิบัติธรรมะในอันดับสุดท้าย และที่เห็น ว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายที่เป็นตุลาการ อันดับแรกมีสิ่งที่อยากจะบอกกล่าวให้ทราบไว้อย่างหนึ่งว่า ครั้งหนึ่งมีคน กล่าวว่า อาตมาได้อบรมท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาด้วยวิชาทางพุทธศาสนาเกิน ขอบเขต, จนคล้าย ๆ กับว่าจะทำท่านทั้งหลาย ให้เป็นพระอรหันต์มากกว่าที่จะ เป็นตุลาการ; อย่างนี้ไม่เป็นไปได้ มันเป็นเพราะความเข้าใจผิดของบุคคลผู้กล่าว นั้นเอง ที่ได้เอาเรื่องของการปฏิบัติในชั้นสูงที่เกี่ยวกับการเป็นพระอรหันต์มากล่าว นั้น ก็เพราะว่านั้นมันเป็นหลักหัวใจของพระพุทธศาสนา และหลักหัวใจของ พระพุทธศาสนานี้ ใช้ได้หมดตั้งแต่อย่างต่ำที่สุด จนถึงอย่างสูงที่สุด. อย่าได้ไป เข้าใจตามคนจำนวนมาก โดยมากที่สุดที่เขาไปแยกเรื่องสำหรับชาวบ้านให้เป็นอีก อย่างหรือเรื่องหนึ่ง เรื่องสำหรับผู้ที่จะไปนิพพานให้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็น ๒ เรื่อง แยกหันหลังให้กันเลย. อย่างนี้เป็นความผิดอย่างฉกรรจ์, หลักธรรมะของพระพุทธ- เจ้าไม่ได้วางไว้อย่างนั้น ท่านวางไว้เป็นหลักเดียว เป็นสายเดียว เป็นทางเดียว 2085

น.214 สำหรับบุคคลผู้เดียวเดินจากความทุกข์ไปสู่ความสิ้นสุดแห่งความทุกข์; ดังนั้นมันจึง ผิดกันแต่เพียงระดับ เพียงปริมาณ. ส่วนตัวเรื่องอันแท้จริงนั้นเรื่องเดียวกัน เช่นเรื่อง พระรัตนตรัยนี้ก็พระรัตนตรัยอย่างเดียวกัน; ผู้ที่จะอยู่ในโลกนี้กับผู้ที่จะไปนิพพาน ก็ต้องถือพระรัตนตรัยให้ถูกต้องเหมือนกัน และธรรมะดับทุกข์โดยตรง เช่นเรื่อง มรรคมีองค์ ๘ นี้ไม่ต้องแยกสำหรับอะไรอีกแล้ว; ใช้หลักเกณฑ์เรื่องเดียวกันอย่าง เดียวกัน เพียงแต่ระดับสูงต่ำกว่ากันบ้างตามสมควร จะเรียกว่าสูงต่ำกว่ากันก็ยังไม่ ถูกต้องนัก มันต้องปฏิบัติเต็มที่ เต็มความสามารถด้วยกันทั้งนั้น อย่างจะอยู่ในโลก นี้ทำมาหากิน เพื่อความเจริญในโลกนี้ ก็ต้องมี สัมมาทิฏฐิ สัมมาสัมกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต อย่างเต็มที่ สุดความสามารถ ที่ชีวิตระดับนั้น หรือ แบบนั้นจะอำนวยให้ทำได้ ที่นี้ส่วนผู้ที่จะปลีกตัวไปอยู่ในป่า ปฏิบัติเป็นนักบวชนั้น ก็มีโอกาสที่จะทำ ได้มากกว่าเร็วกว่าเท่านั้นเอง. เรื่องไม่ต้องเปลี่ยนแปลง และความหมายยังคงเดิม ทุกอย่าง; แม้ที่สุดแต่เรื่องที่สูงสุดไปกว่านั้นอีก เช่นเรื่องโพชฌงค์ ๗ ประการ ที่ทำ ให้เกิดการตรัสรู้ขึ้นมา; นี้ก็ยังเป็นหลักเกณฑ์ใช้ได้กับคนที่ยังอยู่ตามบ้านเรือน จะ ทำหน้าที่การงานอะไรก็ใช้หลักเกณฑ์อันนี้ แม้แต่เด็ก ๆ จะศึกษาเล่าเรียนก็ต้องใช้ หลักเกณฑ์อันนี้; แต่เพราะไปแปลความหมายกันผิด จนแยกกันเด็ดขาด เป็นเรื่อง สำหรับตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างเดียว นี้ไม่ถูก ซึ่งท่านจะทราบได้ในตัวหลักธรรมะ นั้น ๆ เอง. สำหรับโพชฌงค์ ๗ ประการนั้น ข้อที่ ๑ คือมีสติ ระลึกรอบคอบไปหมดว่า อะไรเป็นอะไรๆ ๆ เท่าที่จะระลึก 209

น.215 ได้ หรือเท่าที่มันอยู่ในวงที่เราจะต้องระลึก เท่าที่อยู่ในขอบเขตที่จะเกี่ยวข้องกับ เรา เราต้องระลึกให้หมด นี้เป็นข้อที่ ๑ เรียกว่าสติ ข้อที่ ๒ เรียกว่า ธรรมวิจย เราจะต้องเลือก จากสิ่งที่เราระลึกมาได้ ทั้งหมดนั้นว่า อะไรเป็นอย่างไร ๆ และอันไหนมันเหมาะแก่เรา เหมาะแก่จิตใจของ เรา เหมาะแก่โลกของเรา เหมาะแก่ความทุกข์ของเรา เหมาะแก่ปัญหาของเราอะไร เหล่านี้ จะต้องทำด้วยความฉลาดแยบคายที่สุดในการเลือกอันนี้เรียกว่าธรรมวิจัย หรือ ธรรมวิจัย; ข้อที่ ๑ ระลึกให้หมด ข้อที่ ๒ เลือก. ข้อที่ ๓ ระดมทุ่มเทกำลังความเพียร กำลังความกล้าหาญเข้มแข็งอดทนลงไป ทั้งหมดทั้งสิ้น ในการปฏิบัติหน้าที่นั้น อย่างนี้เรียกว่า วิริยะ. ข้อถัดไปเรียกว่า ปีติ คือความอิ่มอกอิ่มใจพอใจ ในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่: ปีติอันนี้หล่อเลี้ยงความเพียรนั่นเอง ให้ความเพียรยังคงมีอยู่ไม่ท้อถอย ไม่ซึมเซา ไม่อ่อนกำลัง. ฉะนั้นเราจะต้องรู้จักพอใจ ในสิ่งที่เรากำลังกระทำอยู่ คือถ้าทำงาน เพื่องาน แล้วมันสนุก: ความสนุกนั้นมันเป็นปีติ มันหล่อเลี้ยงสิ่งที่กำลังกระทำ อยู่ ฉะนั้นเรามีการงานที่กระทำอยู่อย่างไร ก็ต้องพอใจในงานที่กำลังกระทำ; ไม่ ต้องกล่าวถึงทำสำเร็จหรอก ขณะที่ทำอยู่ก็พอใจว่า ได้ทำสิ่งที่เป็นหน้าที่ของมนุษย์ และทำอย่างดีที่สุด เมื่อได้อย่างนั้นก็พอใจ จึงเป็นเหตุให้ทำงานสนุก และรักการงาน ทำงานเพื่องานได้. ข้อที่ ๕ เรียกว่า ปัสลัทธิ นี้หมายถึงมันสงบรำงับลง ๆ ๆ: คือมันเข้ารูป สิ่งต่าง ๆ เมื่อเราทำจนชินคล่องมือ ที่เรียกว่าเข้ากันกับมือ เข้ากันกับความสามารถ 4 210

น.216 มันก็ลงรูป. ลงรูปหมายความว่ามันไม่มีปัญหาไม่มีอุปสรรค ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องที่ ทำให้วุ่นวาย. นี่แปลว่างานมันได้ที่ งานมันลงรูป; ถ้าเป็นเรื่องทางจิตใจก็ว่าหมาย ความว่าจิตใจลงรูป; ถ้าเป็นเรื่องการงานข้างนอกนี้ มันก็การงานมันเข้ารูป. อันที่ ๖ เรียกว่า สมาธิ คือระดมกำลังสมาธิทั้งหมด คือกำลังจิตทั้งหมด ลงไปในงานนั้นถึงที่สุด. อย่าลืมว่าสมาธิมีคุณสมบัติ ๓ ประการ อย่างที่เคยกล่าวมา แล้ว คือบริสุทธิ์ดี ตั้งมั่นจริง ๆ แล้วก็คล่องแคล่วต่อการงาน อ่อนไหวต่อการงาน นี้เรียกว่าสมาธิ อันสุดท้ายเรียกว่า อุเบกขา นี้คือความรอทนอยู่ได้ด้วยความสงบหรือวาง เฉย; การงานทั้งหมดไม่ว่าชนิดไหน แม้ว่าจะเข้ารูปลงรูปถูกต้องดีแล้ว เราก็ยังต้อง รอเฉยอยู่: อย่าเพ่อไปกระวนกระวายใจ อย่าเพ่อไปแก้ไขมันเข้า มันจะกลายเป็น ทำสิ่งที่ถูกอยู่แล้ว ให้กลายเป็นสิ่งที่ผิดไปเสียอีก. ฉะนั้นต้องอดทนรอได้คอยได้ จน กว่าผลนั้นจะสำเร็จถึงที่สุด คือทนทำไปอย่างเดียวเท่านั้นเรื่อย ๆ; อย่าเพ่อไปเปลี่ยน หลักการ อย่าเพ่อไปทำอะไรกันง่าย ๆ เพราะว่าเราได้ทำถูกต้องถึงที่สุดถึง ๖ ขั้น แล้ว. ทีนี้มันเหลือขั้นสุดท้าย ที่เรียกว่า อุเบกขา เหมือนเราขับรถยนต์ปรับปรุงสิ่ง ต่าง ๆ ได้ที่ มีความสัมพันธ์ดีระหว่างถนนกับคนขับกับตัวรถกับเครื่องรถอะไรแล้ว มันก็ขับเฉยฉิวเรื่อยไปเท่านั้นเอง มันต้องกินเวลาหลายนาทีหลายชั่วโมง มันจึงจะ ถึง. ๗ ประการ นี้เรียกว่า โพชฌงค์ เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ เป็นธรรมะสูงสุดก็ ยังมาใช้กับชาวบ้านได้ ท่านไปลองคิดดูเอง. นี่อย่าได้คิดไปว่าธรรมะที่ทำคนให้เป็น พระอรหันต์นั้น เอามาใช้กับชาวบ้านไม่ได้ เป็นสิ่งที่เอามาใช้ได้โดยน่าประหลาด น่าอัศจรรย์ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง. 211

น.217 ที่นี้ข้อปฏิบัติในขั้นสุดท้าย ต่อจากที่ได้บรรยายไว้แล้วก็คือ ข้อปฏิบัติ เกี่ยวกับการถูกลวงด้วยของเป็นคู่ หรือเรียกว่าอีกอย่างก็คือข้อปฏิบัติที่จะทำ จิตให้ว่าง. เดี๋ยวนี้กำลังมีปัญหาที่ว่า บางคนไม่เข้าใจคำว่าจิตว่าง หรือเข้าใจผิด ก็แสดงปฏิกิริยากันต่าง ๆ นั้นไม่เป็นไร แต่อยากจะให้ท่านทั้งหลาย ที่เป็นตุลาการ เข้าใจเรื่องนี้ให้ถูกต้องเท่านั้นเอง. เพื่อความเข้าใจง่าย เราจะต้องกล่าวกันถึงเรื่อง การถูกลวงด้วยของที่เป็น คู่ ที่ทำให้จิตวุ่นเสียก่อน. การถูกลวงด้วยของที่เป็นคู่ นั้นหมายความว่าสิ่งทุกสิ่งมี คุณและไม่ใช่คุณหรือจะว่ามีคุณก็ได้; แต่ว่าคุณนั้นยังแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายที่น่ารักและไม่น่ารัก คำว่าคุณในภาษาบาลีนั้น เขาไม่ได้หมายถึงว่า คุณนี้ดีหรือชั่ว เขาหมายทั้งดีทั้งชั่ว เช่นว่าถ้วยแก้วนี้ประกอบด้วยคุณอย่างนี้ มัน หมายความว่ามันมีค่าจะใช้เป็นประโยชน์ก็ได้ และยังมีทางที่จะใช้ไปในทางเป็น อันตรายก็ได้; ทั้ง ๒ อย่างนั้นก็เรียกว่าคุณของมัน ทุกสิ่งมีสิ่งที่เรียกว่าคุณ แต่ คุณนั้นแยกออกได้เป็นคู่ ๆ โดยความเป็นมายา มีลักษณะตรงกันข้าม. ในภาษา ชาวบ้านเรา ๆ นี้ เรามีคำที่เป็นคู่ ๆ มากมาย และท่านทั้งหลายก็ได้ยินอยู่จนชิน เช่นคำว่าร้อนคู่กับคำว่าเย็น คำว่านอกคู่กับคำว่าใน คำว่าหน้าคู่กับคำว่าหลัง คำ ว่าออกคู่กับคำว่าเข้า เป็นคู่ ๆ อย่างนี้; สั้นยาว หนาบาง อ้วนผอม ดำขาว ใกล้ไกล บนล่าง ฟ้าดิน ไปหรือหยุด ช้าหรือเร็ว อร่อยไม่อร่อย สวยกับขี้เหร่ หอมเหม็น เหนือกับใต้ ตะวันออกกับตะวันตก รายรับรายจ่าย การได้การเสีย การเสียชื่อการได้ชื่อ การแพ้การชนะ การได้เปรียบการเสียเปรียบ การเป็นเจ้าหนี้ การเป็นลูกหนี้ การเป็นโจทก์การเป็นจำเลย การกระทำหรือการถูกกระทำ ผู้กระทำ หรือผู้ถูกกระทำ เป็นบรรพชิตเป็นฆราวาส เป็นหญิงเป็นชาย เป็นพ่อเป็นลูก เป็น 212

น.218 สามีภรรยา อยู่ป่าอยู่บ้าน อยู่บ้านอยู่วัด กระทั่งว่าเป็นเรื่องจริงเรื่องเท็จ กระทั่ง ว่าเป็นมนุษย์และไม่เป็นมนุษย์คืออมนุษย์ แม้กระทั่งว่าเป็นนรกเป็นสวรรค์ กระทั่ง ว่าเป็นสุคติทุคติ กระทั่งว่าเป็นความดีความชั่ว กระทั่งว่าเป็นความสุขความทุกข์ กระทั่งว่าเป็นบุญเป็นบาป แม้กระทั่งว่าเป็นความยุติธรรมและอยุติธรรมเป็นต้น คนเราได้ยินคำคู่ๆเหล่านี้กันอยู่แล้วทั้งนั้น และเป็นคำที่ใช้กันอยู่เป็นประจำ วัน; แต่ทีนี้เราไม่รู้สึกว่า ความเป็นคู่เหล่านี้แหละเป็นเพียงมายา เราไปยึดถือว่า เป็นเรื่องจริงจังไปหมด ตามที่มันแยกกันอยู่เป็นคู่ ๆ อย่างนี้เรียกว่าเราถูก ลวง ด้วยสิ่งที่เป็นคู่ ทำให้เรารักข้างหนึ่งและเกลียดข้างหนึ่งเสมอไป; สิ่งที่เรารักมันก็ทรมานเราอย่างที่เป็นของรัก สิ่งที่เราเกลียดมันก็ทรมานเราอย่างที่ เป็นของน่าเกลียด. ถ้าเราจะไม่ให้ถูกทรมานเลย ก็คือเราไม่หลงด้วยความหมายของสิ่งที่เป็นคู่ ยกตัวอย่างคู่แรกเช่น ความร้อนกับความเย็น มันก็เป็นเรื่องมายา; อย่างว่าร้อน มันก็มีความร้อนเท่านั้นเท่านี้ แต่ความเย็นมันก็ยังมีอุณหภูมิเท่านั้นเท่านี้ เช่นอย่าง น้ำแข็งยังมีความเย็นอุณหภูมิตั้ง ๓๒๑ ฟาเรนไฮต์หรืออะไรทำนองนี้ เพราะเราไป เอาความรู้สึกของมนุษย์เป็นเกณฑ์มันจึงเกิดร้อนหรือเกิดเย็นขึ้น ถ้าไม่เอาความรู้สึก ของมนุษย์เป็นเกณฑ์ มันก็มีแต่เพียงความร้อนที่ต่างขนาดกันไปเท่านั้น; แม้จะเย็น ใต้จุดน้ำแข็งลงไปเท่าใด มันก็ยังกล่าวได้ว่ามีอุณหภูมิอยู่ในระดับนั้น. ทีนี้เราไป หลงมนจึงเข้าใจว่ามันเย็น เอาเย็นที่เราพอใจจะบัญญัติว่าเป็นกลางเป็นศูนย์; แล้ว ฝ่ายนี้ก็เป็นบวกแล้วฝ่ายนั้นก็เป็นลบอย่างนี้ นี้ก็เพราะมนุษย์ผู้นั้น ถูกลวงด้วยของ 213

น.219 เป็นคู่ หรือแม้ว่าถ้าเขาไม่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ เขามีความจำเป็นที่จะต้องแยกมัน ให้เป็นคู่เช่นว่า นี้เรียกว่าร้อนนี้เรียกว่าเย็น. แต่ถ้าฉลาดหรือว่าเอาตามธรรมชาติ หรือความรู้สึกของสิ่งที่ไม่มีความรู้สึก คือธรรมชาตินั้น มันมีแต่ความร้อนเท่านั้น เท่านี้. หรือถ้าจะพูดกลับกันว่า มันมีแต่ความเย็นก็ได้ เพราะว่าร้อนขนาดไหม้ไฟ อย่างนี้มันก็ยังเย็นกว่าความร้อนที่มากไปกว่านั้นอีก เช่นความร้อนของดวงอาทิตย์ ฉะนั้นไฟก็ยังเป็นของเย็นอยู่ระดับหนึ่ง นี้ถ้าจะพูดกันในทางเย็นซึ่งตรงกันข้ามกับ ทางร้อน. ฉะนั้นผู้ที่จะมีจิตใจอยู่เหนือโลกได้ จะต้องไม่ถูกลวงด้วยของ เป็นคู่: แม้ว่าในทางปฏิบัติ ผู้นั้นจะยังไม่สามารถปฏิบัติได้เขาก็ต้องรู้ความจริงข้อ นี้ไว้. ที่นี้ทางอื่นเช่นเรื่องนอกเรื่องใน อย่างว่า นอกห้องในห้องอย่างนี้ มันเกิด เป็นความหมายขึ้นอย่างนั้นมาแล้ว ก็เพราะว่าผู้นั้นต้องการอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะช่วยให้เขาสำเร็จตามความประสงค์ของเขานั้น เขาต้องการของบังตาไม่ให้เห็น; มันจึงต้องมีเครื่องบังตาที่แบ่งให้เป็นข้างนอกกับข้างใน; ถ้าเขาไม่ต้องการอะไร ทำนองนั้นนอกหรือในก็ไร้ความหมาย. ธรรมชาติแท้ ๆ ไม่มีความหมายเป็นนอก เป็นใน แต่ว่าความต้องการของมนุษย์ต่างหากที่ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นนอกหรือ เป็นในขึ้นมา. ที่นี้เขาก็ชอบข้างในเกลียดข้างนอก ชอบข้างนอกเกลียดข้างในอะไร ทำนองนี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ทำให้วุ่นวาย จิตใจโง่เขลา. ข้างหน้าข้างหลังก็เหมือน กันอีก เพราะมนุษย์มีความต้องการอย่างใดอย่างหนึ่งจึงเป็นหน้าเป็นหลังขึ้นมา ธรรมชาติแท้ ๆ มันก็ไม่ต้องมีหน้ามีหลัง มันมีอะไรที่เจริญงอกงาม มีวิวัฒนาการ เปลี่ยนแปลงอะไรออกไป ไม่ต้องการเป็นหน้าเป็นหลัง; แต่ความเจริญต้องการ ของมนุษย์ มีความรู้สึกเกี่ยวกับสิ่งนั้นตามความประสงค์ของเขา เกิดเป็นอะไรที่อยู่ 214

น.220 ข้างหน้าอยู่ข้างหลังขึ้นมาอย่างนี้; อย่างเดียวกับเรื่องนอกเรื่องใน เรื่องหน้าเรื่อง หลัง เรื่องออกเรื่องเข้า. นี่ขอให้ฟังดูให้ดี ๆ สักหน่อยก็พอจะเข้าใจได้ ไม่มีการ ออกไม่มีการเข้า แต่มันมีต่อเมื่อคน ๆ นั้นมันมีอะไรที่เขาต้องการอยู่ข้างในไม่มี อะไรที่เขาต้องการอยู่ข้างนอก; มันก็มีเรื่องออกเรื่องเข้า. ที่นี้เรื่องสั้นยาว หนาบาง อ้วนผอม ทำนองนี้ก็เหมือนกันอีก มันเกี่ยวกับขนาดเท่านั้นเอง มันจะสั้นเท่าไร มันก็มีความยาว มันมีความยาวในระดับใดระดับหนึ่ง แต่ว่าอย่างนี้เราเรียกว่าสั้น แล้วมันก็หลอกกันอยู่นั่นเอง ความสั้นหรือความยาวของคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่งก็ไม่ ใคร่จะตรงกัน มันแล้วแต่ความต้องการ; คน ๆ หนึ่งเท่านี้เรียกว่าสั้นไป แต่ อีกคนว่ายังไม่พอยังน้อยไป ยังยาวไม่พออย่างนี้. เรื่องดำเรื่องขาวซึ่งเป็นเรื่องสีนี้ก็เกิด ความหมายขึ้นมาก็เพราะความต้องการของคนอีกนั่นเอง เรื่องใกล้เรื่องไกล เรื่อง ไปเรื่องมา เรื่องบนเรื่องล่าง เรื่องไปเรื่องหยุดก็เหมือนกัน; ท่านอาจจะเปรียบ เทียบดูเองได้กับสิ่งคู่ต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว. เรื่องช้าเรื่องเร็วก็นี้มันเกี่ยวกับเวลา แต่ "เวลา" นี้เกิดเป็นความหมายขึ้นมา ก็เพราะตัณหาหรือความต้องการของ มนุษย์อีก ไม่มีอะไรนอกไปจากความต้องการของมนุษย์ ที่ทำให้เกิดความหมาย ต่าง ๆ ในความเป็นคู่ ๆ เหล่านี้; คำว่าช้ากับคำว่าเร็วนี้ มันไม่ใช่นาฬิกามันไม่เกี่ยว กับนาฬิกา; มันเกี่ยวกับความต้องการของมนุษย์. ถ้าความต้องการมากมันก็รู้สึกว่า ช้า ถ้าความต้องการน้อยมันก็รู้สึกว่าไม่ช้า ถ้าไม่ต้องการเลย มันก็ไม่เกี่ยวกับเวลา ไม่มีเร็วไม่มีช้าอยู่เหนือเวลา. ถ้าเรานอนไม่หลับ เพราะปวดหัวหรือเพราะอะไร ก็ตาม คืนนั้นก็ยาวมากหรือช้ามาก; ถ้าเรานอนหลับสบายดี เวลาคืนนั้นก็สั้นเกิน ไปจนเรานอนไม่ทันพอใจ นี้มันช้าหรือเร็วมันก็เกี่ยวกับความต้องการของมนุษย์. เรื่องอร่อยไม่อร่อย เรื่องสวยหรือขี้เหร่ เรื่องหอมหรือเหม็น นี้มันก็อยู่ที่ความ ต้องการของมนุษย์ทั้งนั้น; แต่เนื่องจากมันเหมือน ๆ กันโดยมาก เราเลยรู้สึก 215

น.221 คล้าย ๆ เป็นของจริง. เป็นสัจจะหรือเป็นของจริงมันก็เป็นเรื่องหลอก ๆ ที่ลิ้น พูด กันแต่ในหมู่มนุษย์มันก็ยังต่างกันแล้ว; อร่อยสำหรับคนนี้ ไม่อร่อยสำหรับคนนั้น หรือหอมสำหรับคนนี้แต่ไม่หอมสำหรับคนนั้น ถ้าไปเปรียบกับสัตว์ก็ยิ่งแล้วใหญ่ เลย ของที่อร่อยสำหรับคนไม่อร่อยสำหรับสุนัข ที่อร่อยสำหรับสุนัข กลับไม่อร่อย สำหรับคน. เรื่องกลิ่นนี้ยิ่งลวงมาก คือมันเป็นเพียงปริมาณของปรมาณูของแก๊สที่ มากระทบเนื้อที่ภายในจมูก โดยเทียบส่วนกันเท่านั้น มันไม่มีกลิ่นหอมกลิ่นเหม็น; หากแต่ว่าถ้าปริมาณของอณูนั้นมันมีในระดับหนึ่ง มันก็ให้รู้สึกขึ้นมาอย่างหนึ่งคือ เป็นกลิ่นอย่างหนึ่ง ถ้าปริมาณนั้นเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง มันก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง; กระทั่งเพิ่มขึ้นไปจนฉุนจัด ก็แทบจะทำให้จมูกพังทลาย กลิ่นนั้นไม่มี กลิ่นนั้น ไม่ต่างกัน เพียงแต่ปริมาณของแก๊สที่มากระทบนั้นมันต่างกัน. เราเข้าใจไปว่า ดอกไม้ก็มีกลิ่นอย่างหนึ่ง แอมโมเนียก็มีกลิ่นอย่างหนึ่ง อุจจาระก็มีกลิ่นอย่างหนึ่ง นี้ที่จริงมันต่างกันเพียงปริมาณของอณู ที่มากระทบพื้นที่เท่า ๆ กันในจมูกเรา ที่ เป็นประสาทสำหรับรับความรู้สึก; ของที่เหม็นแต่ถ้าทำให้จางออก ทำให้ปริมาณ อณูในแก๊สนั้นขยายออก กลายเป็นหอมไปก็ได้; และที่หอมนั้นเองถ้าเพิ่มให้เข้มข้น เข้า ก็กลายเป็นเหม็น และเป็นฉุนและเป็นฉุนกึกจนสู้ไม่ไหวก็ได้ นี้เรียกว่าเรา เราถูกลวงด้วยของเป็นคู่ จนเห็นเป็นของตรงกันข้าม ว่าหอมว่าเหม็น. ที่มันยากขึ้นไปเช่น เรื่องรายได้ รายรับรายจ่าย รายรับรายเสีย ได้ชื่อ เสียชื่อ แพ้ชนะ ได้เปรียบเสียเปรียบเจ้าหนี้ลูกหนี้; เหล่านี้มันเพ่งเล็งถึงประโยชน์ คนเราเป็นบ่าวเป็นทาสของประโยชน์ ของสิ่งที่เรียกว่าประโยชน์ มันเพ่งเล็ง แต่ที่จะเอาประโยชน์ มันจึงรู้สึกเป็นได้ เป็นเสีย ขาดทุน หรืออะไรก็ตาม อีกทาง หนึ่งก็ได้ ๆ ๆ ก็พอใจ; นี่แหละเป็นทาสของประโยชน์; หรือแต่ถ้าไม่มีความต้อง 216

น.222 การเท่านั้น มันก็ไม่มีรายรับ รายจ่าย รายได้หรือรายเสีย แพ้หรือชนะ ได้เปรียบ เสียเปรียบ. นี่พระอรหันต์ท่านไม่มีอะไร ก็ตรงที่ว่าท่านไม่ต้องการอะไร; มันจึง ไม่มีการที่จะเป็นผู้ได้ผู้เสีย ผู้เสียเปรียบได้เปรียบ ผู้แพ้ผู้ชนะ เจ้าหนี้ลูกหนี้อะไร ไม่มี. คำบัญญัติเฉพาะ เช่นคำว่าโจทก์จำเลยนี้ก็เรื่องเดียวกันกับเรื่อง ผู้ใดผู้เสีย ผู้ได้เปรียบหรือเสียเปรียบ มันเป็นแต่เพียงการสมสติ, การบัญญัติที่ได้บัญญัติไว้โดย กฎหมายหรือโดยอะไรเป็นผู้กล่าวหาเขา หรือเป็นผู้ที่ถูกเขากล่าวหา. การบัญญัตินี้ ส่วนใหญ่ใจความที่มันน่ากลัวก็อยู่ตรงที่ประโยชน์ หรืออยู่ตรงที่การจะได้สิ่งที่กิเลส มันต้องการ หรือเสียสิ่งที่มันจะต้องการ ความเป็นโจทก์เป็นจำเลยก็ดูน่ากลัว หรือ น่าอะไรขึ้นมา. ถ้าเป็นผู้ไม่ต้องการอะไรแล้ว มันก็ไม่มีทางที่จะเป็นโจทก์หรือเป็น จำเลยขึ้นมาได้. ที่เป็นบรรพชิตหรือฆราวาสนี้ ก็เหมือนกัน อย่าได้ถือเหมือนกับว่ามันตรงกัน ข้าม; มันก็เป็นสัตว์ เป็นบุคคลที่กำลังเดินไปข้างหน้า ไปหาจุดสูงสุดคือ นิพพานด้วยกันทั้งนั้น. แต่ฆราวาสนั้นหาบของหนัก ๆ พะรุงพะรังมีอะไรมาก ก็ไปได้ช้า บรรพชิตท่านตัวเปล่าก็ไปเร็วอย่างนี้; เป็นคนเดินทางด้วยกันทั้งนั้น เพราะมันจมอยู่ในกองทุกข์ แล้วกำลังดิ้นรนตะเกียกตะกาย ที่จะออก ไปจากกองทุกข์อยู่ด้วยกันทั้งนั้น. เรื่องอยู่ป่าอยู่บ้าน หรือว่าอยู่บ้านกับอยู่วัด ทำนองนี้ก็อย่างเดียวกัน: อย่าได้หลงความหมายของคำว่าป่ากับบ้าน หรือว่าวัดกับ บ้าน นี้ให้มันมากเกินไป จนกลายเป็นคนโง่ไป. ให้รู้ความหมายที่ถูกต้อง รู้ความ ต่างกัน ของระดับและปริมาณ ไม่ใช่เรื่องตรงกันข้าม 217

น.223 ที่นี้เรื่องหญิงเรื่องชาย นี้ยิ่งไปกันใหญ่ แล้วเราก็ถูกอบรมสั่งสอนให้เกิด ความรู้สึก ไปในทำนองที่ว่าตรงกันข้าม ถ้าเราจะไปนึกเสียว่ามันเป็นมนุษย์เหมือน กัน; วิวัฒนาการของธรรมชาติอย่างเดียวกัน ธรรมชาติต้องการสืบพันธุ์ ก็แยกแต่ หน้าที่แบ่งกันไว้คนละครึ่งในเพศชายและเพศหญิง. ส่วนใด ๆ มันก็เหมือนกันหมด ต่างกันแต่ส่วนที่จะทำการสืบพันธุ์ เท่านั้น. ถ้าฉะนั้นความเป็นหญิงหรือเป็นชายนั้น ก็ไม่ค่อยมีความหมายอะไร แต่ที่นี้ธรรมชาติมันฉลาดกว่ามนุษย์ มันสร้างอะไรที่ มนุษย์รู้เท่าทันไม่ได้ คือรสชาติที่เกิดจากการประกอบกรรมของการสืบพันธุ์ นั้น มัน รุนแรงมาก; มันเป็นเหมือนกับค่าจ้าง ที่ธรรมชาติจ้างมนุษย์ให้เป็นทาสเพื่อทำการ สืบพันธุ์. ถ้ามนุษย์รู้เท่าทันอย่างนี้แล้ว มันก็ไม่เป็นทาสของธรรมชาติมากมาย แต่ถ้า ว่าไม่รู้เท่าไปหลงรับจ้างกินเหยื่อนี้เข้าแล้ว มันก็มีเรื่องเหมือนกับที่เราเห็น ๆ กันอยู่ กลายเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของมนุษย์ หมดเปลืองกันมากมายด้วยเรื่องนี้ และบางคน จะถือว่าเป็นเรื่องประเสริฐที่สุด ในบรรดาเรื่องของมนุษย์ด้วยซ้ำไป. อย่างคนหนุ่มๆ อุตส่าห์หาเงินหาชื่อเสียง หาอะไรไว้ตั้งมากมายนี้ จะเพื่อเรื่องนี้เรื่องเดียวก็ยังมี; ในระยะที่เป็นหนุ่มอย่างนี้เรียกว่าถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ตามความหมาย ของความ เป็นคู่อย่างเต็มที่ ในเรื่องหญิงเรื่องชาย ฉะนั้นก็เรียกว่าเขาซื้อบทเรียนนี้แพง มากกว่าจะฉลาดขึ้นมาได้. ที่นี้ธรรมะนี้สอนไว้ล่วงหน้าว่าอย่าเป็นกันมาก ๆ ถึงอย่าง นั้น. เรื่องสามีภรรยานี้ก็คล้าย ๆ กัน มันมีความหมายทำนองเดียวกับหญิงชาย, เรื่องบิดามารดากับบุตร บุตรนั้นอยู่ไปไม่เท่าไรก็เป็นบิดาเป็นมารดาอีก. มันเป็น เพียงระยะที่ต่างกัน ไม่ใช่ตรงกันข้าม แต่เราไปเพ่งดูด้วยความต้องการ หรือด้วย ความเข้าใจ หรือต้องประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง มันเกิดเป็นเรื่องพ่อเป็นเรื่องลูก 218

น.224 อะไรขึ้นมา. มีปัญหามากเหมือนกัน ความรักของพ่อและลูกนี้ ทำให้เกิดอาชญากรรม เกิดอะไรได้: เพราะความหลงผิดในของเป็นคู่ทำนองนี้ เพราะความรักอย่างเมตตา. ถ้าเป็นเรื่องหนุ่มสาว ก็เป็นเรื่องความรักด้วยกิเลส ถ้าเป็นเรื่องบิดามารดาก็เป็น เรื่องความรักด้วยเมตตา ยิ่งเป็นเอามาก ก็ยิ่งเสียน้ำตามาก ก็ยิ่งเป็นทุกข์มาก ฉะนั้น จะต้องรู้ความพอดี. ที่นี้ก็มาถึงเรื่อง มนุษย์กับอมนุษย์ นี้มันหมายถึงว่ามนุษย์นี้ เราบัญญัติไว้ อย่างหนึ่ง ถ้าไม่ใช่อย่างนั้นเราเรียกว่าอมนุษย์; ทั้งดีกว่าทั้งเลวกว่า นี้ก็มนุษย์ว่า เอาเอง ตามความต้องการของตนเอง เอาตนเองเป็นประมาณ. email เรื่องนรกสวรรค์นั้นก็เหมือนกันอีก ความต้องการของมนุษย์ เป็นผู้สร้าง นรก สร้างสวรรค์ ไม่ใช่พระเจ้าสร้าง. ความต้องการของมนุษย์ได้ทำให้เกิดการ บัญญัติสิ่งนี้ว่านรก เกิดการบัญญัติสิ่งโน้นว่าสวรรค์ ตามที่มนุษย์มีความเข้าใจและ มีความต้องการ. แต่ในทางธรรมชาติแล้วมันไม่มีนรกไม่มีสวรรค์ เพราะมันไม่มี ความต้องการ และถ้ามันมีในทางธรรมชั้นสูงแล้วยังถือว่า นรกนี้ยังเป็น ภัยอันตรายน้อยกว่าสวรรค์; เพราะว่าสวรรค์นี้มันทำให้หลงได้มาก ๆ ทำให้ ติดมั่นยึดมั่นมาก ๆ. ส่วนนรกมันเจ็บปวด มันไม่ทำให้หลง มันทำให้คนฉลาด มันทำให้คนรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร. ฉะนั้นท่านสังเกตดูได้ง่าย ๆ ตรงที่ว่า ชั่วโมง ที่เราเป็นทุกข์นี้ เราฉลาดมากกว่าชั่วโมงที่เราหลงระเริง ไปด้วยการเล่นการหัว การกินการอยู่ซึ่งเป็นเรื่องของสวรรค์; สวรรค์จึงมีอันตรายมากกว่านรถ. แต่ คนก็ไม่ได้คิดอย่างนั้น คุณย่าคุณยายทำบุญสักหน่อยหนึ่งสักนิดหนึ่ง ก็อุทิศเพื่อให้ เกิดในสวรรค์ชั้นสูงสุดอะไรทำนองนี้เพราะความถูกลวงด้วยของเป็นคู่. สุคติทุคติ 219

น.225 ก็เป็นชื่อแทนของนรกหรือสวรรค์ ผิดกันเล็กน้อย มันก็อยู่ตรงที่ความต้องการของ มนุษย์อีกเหมือนกัน. อีกคู่หนึ่งคือสุขกับทุกข์ นี้เข้าใจยากหน่อย เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสว่า แม้ ความสุขก็เป็นทุกข์ นี้คนก็ฟังไม่ใคร่จะถูก ความทุกข์ ๓ ความหมายเหมือนกับที่ อธิบายมาแล้ววันก่อน คือมันทนยาก มันดูแล้วน่าเกลียด แล้วมันว่างอย่างน่า ใจหาย. ความสุขนั้นต้องทน ไม่ใช่ไม่ต้องทน ไปนึกดูเถอะว่าในขณะที่ เป็นสุข ถูกอกถูกใจอย่างยิ่งนั้น มันมีความต้องทนอะไรอย่างหนึ่งซ่อนอยู่ในนั้น; ไม่ใช่ความหยุดนิ่ง ไม่ใช่ความสงบ ไม่ใช่ความปล่อยวางหรือว่าง; มันเป็นการ แบกการยึด การทนอะไรอย่างหนึ่งอยู่โดยไม่รู้สึกตัว เพราะมันกลุ้มไปด้วยรสของ สุขเวทนานั้นเอง. ชาวบ้านต้องการอย่างยิ่ง เพราะมันมีรสชาติตรงนี้ แต่ที่จริง มันเป็นความทน แต่ถ้าจะให้สุขอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืน มันก็ต้องตาย. ถ้าว่าสามารถ ทำให้มันเข้มข้นขึ้นกว่านั้น ๑๐ เท่า คนเราก็ต้องขาดใจตาย; เพราะเวทนาที่เป็น สุขนั้น ฉะนั้นจึงว่า ดูแล้วน่าเกลียดอย่างยิ่ง ดูแล้วมันว่างจากสาระอย่างยิ่ง มันมี อะไรปิดบังหรือหลอลวง. ทีนี้ มาถึงคู่ที่ เข้าใจยาก ขึ้นไปอีก เรียกว่า ดี - ชั่ว คู่นี้ อาจจะ เข้าใจผิด ; ชาวบ้านมีความยึดถือแรงมาก ดี - ชั่ว นี้ต่างกันอย่างตรงกันข้าม. แต่ทางธรรมะ ชั้นสูงนี้ถือว่า เป็นสิ่งที่ยึดถือไม่ได้ เอาเข้ามาเป็นของตนไม่ได้ด้วยกันทั้ง ๒ อย่าง ; พูดได้ว่าสิ่งที่เรียกว่า " ดี" นั้นก็มีความทุกข์ไปตามแบบของมัน, สิ่งที่เรียกว่าชั่ว ก็มีความทุกข์ไปตามแบบของมัน ; เอาคนเป็นประมาณ เอาคนที่เรียกว่าดีที่สุดใน โลกนี้ ใครเป็นคนดีที่สุด ถ้าดูแล้วก็จะเห็นว่า คนดีก็มีความทุกข์ไปตามแบบ 220

น.226 พบ สารี คือเขายึดถือในความดีของเขาแล้วจะต้องหนักอกหนักใจ จะ ต้องมี ปัญหามาก เกี่ยวกับ การทำดีรักษา ความดีนี้ ; แต่ถ้า เขาไม่ยึดถือ มันก็ไม่มี ความหมาย ; ฉะนั้นเราอย่าทำความดีถึงขนาดที่ตัวเองต้องเป็นทุกข์ ทำความดี อย่างเต็มที่แต่ไม่ต้องยึดถือ. ความดีนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำแน่นอน ไม่ได้บอก กล่าว หรือสั่งสอนให้ละ หรือให้หยุดการทำความดี ; แต่ระวัง ถ้าไปยึดถือเข้าแล้ว มันจะทรมาน มันจะกัดเอา เราต้องมีสติสัมปชัญญะ ให้รู้ว่าความดีนี้ก็เป็น เพียงมายาอันหนึ่ง ซึ่งคู่กับความชั่ว ความชั่วก็เหมือนกัน เราไม่ต้องเสียเวลา ลำบากใจ ทรมานใจหรือกลัวจนนอนไม่หลับ ; แต่เราก็ไม่ทำความชั่ว เพราะรู้ว่า มันมีอะไร อาการอย่างนั้นมีลักษณะอย่างนั้น ถ้าไปยึดถือเข้าแล้ว มันเล่นงานเรา ทั้งนั้น. นี่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องนี้ก็แปลว่าเป็นการตรัสรู้ถึงที่สุด คือรู้ทั้งโทษและ ทั้งคุณของสิ่งต่าง ๆ ; สิ่งที่เรียกว่าความดีก็ยังมีโทษในเมื่อบุคคลเข้าไปยึดถือ. แต่ ถ้าไม่เข้าไปยึดถือมันก็ไม่เป็นดีเป็นชั่วขึ้นมาได้ ; นี่ก็เรียกว่าจิตใจหลุดพ้นเป็นพระ- อรหันต์อยู่เหนือความดีและความชั่ว, พระอริยเจ้าในชั้นต้น ๆ ก็ละไม่ได้ พระอริยเจ้า ชั้นสูงสุดคือพระอรหันต์เท่านั้นที่จะละได้ในเรื่องดีเรื่องชั่ว. ส่วนปุถุชนนั้นไม่ต้อง พูดถึง กำลังยุ่งยากลำบากอยู่ด้วยเรื่องดี ๆ ชั่ว ๆ นี้ทั้งนั้น คือว่าจัดการไม่ถูก กระทำ ไม่ถูก. เกี่ยวกับคำว่าดี ว่าชั่วนี้ เราไม่ต้องการให้ถึงกับว่า อยู่เหนือดีเหนือชั่วกัน ในปัจจุบันทันด่วนนี้ เราเพียงแต่ให้รู้ไว้ว่า อย่าให้เราต้องลำบากในการทำความดี; ให้เราได้รับความสงบสุขในการทำความดี คือความไม่ยึดถือถึงขนาดที่ เรียกว่าเป็นของคู่ตรงกันข้าม แล้วเกลียดข้างหนึ่งรักข้างหนึ่งโดยความ ยึดถือ มีสติปัญญาก็พอแล้ว. สิ่งที่เรียกว่าดีนี้ก็เป็นไปเพื่อความสงบสุข 221

น.227 ของสังคม ; เป็นบันไดขั้นต้นของการบรรลุนิพพาน และก็ยึดถือไม่ได้มีต้องก่อน เหมือนเรือแพพาหนะรถยนต์นี้ เมื่อไปถึงที่หมายแล้ว คงไม่มีใครเที่ยวแบกเรือ เที่ยวแบกรถยนต์อยู่ด้วยความที่เห็นว่าเป็นของดี. เรามีความดีนี้เป็นสะพานสำหรับ ก้าวขึ้นไปสู่ความพ้นทุกข์เหนือความทุกข์ เหนือโลกเหนืออะไรโดยประการทั้งปวง ; ดีชั่วบุญบาป นี้มีความหมายเหมือนกัน. ส่วนเรื่องยุติธรรมกับอยุติธรรม คู่หลังนี้มีความหมายที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก ; แต่ว่าในทางโลก ๆ นั้นมันก็ยาก เพราะมันแล้วแต่กฎหมายที่ได้บัญญัติไว้ เฉพาะ กาลเฉพาะถิ่นเฉพาะประเทศ แล้วอย่างโลก ๆ นี้ มันยังขึ้นอยู่กับประจักษ์พยาน แล้วแต่พยานอย่างนี้ ความยุติธรรมนั้นมันเลยไม่เป็นตัวเอง มันก็ต้องพาดพิงอาศัย อยู่ที่พยานหลักฐาน อยู่ที่บทบัญญัติ อยู่ที่ Sanction ของการเมือง อยู่ที่อะไร ต่าง ๆ หลายอย่างหลายประการ. ฉะนั้นความยุติธรรมและอยุติธรรมในโลกนี้ค่อน ข้างจะโยกโคลง หรือเป็นมายา ; หรือถ้ามองดูด้วยสายตาพระอริยเจ้าแล้วก็เป็น เพียงมายาอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่นี่ไม่ได้สอนหรือไม่ได้แนะให้ทำลาย สิ่งที่เรียกว่า ความยุติธรรม หรือว่าไม่เกี่ยวข้องไม่ยุ่งด้วยกับตัวบทกฎหมาย แต่ให้รู้ไว้ว่าอย่า ไปงมงาย, ถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นของคู่ตรงกันข้าม, อย่างเด็ดขาดอย่างนี้ และจะ ต้องมีความรู้สึกที่เป็นกลาง คือมีจิตที่เป็นกลางที่จะไม่ไปยึดมั่นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาก เกินไป นั่นแหละจึงจะได้ความยุติธรรม ถ้าพูดถึงธรรมชาติที่ว่านี้มัน เป็นเรื่องยุติธรรม อย่างโลก ๆ ยุติธรรมในโลก บางทีต้องพูดว่าอำนาจเป็นใหญ่ในโลกก็มี ; นี้มันก็เท่ากับพูดว่าอำนาจนั้นแหละคือ ความยุติธรรม นั่นแหละในเรื่องของโลกมันเป็นอย่างนั้น. แต่ถ้าในเรื่องของธรรมะ 222

น.228 แล้ว มันก็คือความจริงของธรรมชาติ ซึ่งโดยที่ถูกแล้วมันยิ่งกว่ายุติธรรมหรือยิ่งกว่า อยุติธรรม มันไม่เป็นอะไร มันว่าง ที่สุดนั้นแหละมันคือความยุติธรรม ; จิต ที่ไม่ต้องการอะไรเลย นั่นแหละเป็นจิตที่ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ; หรือภาวะที่เรา ไม่ตกไปตามความถูกลวงด้วยของเป็นคู่ คือไม่รักข้างหนึ่ง ไม่เกลียดข้างหนึ่งเพราะ ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ นั้นแหละความยุติธรรม ฉะนั้น เมื่อท่าน ทั้งหลายเป็น ตุลาการ ก็ควร จะระวัง อย่าให้ถูกลวงด้วย ความหมายของสิ่งที่เป็นคู่ โลกเรานี้ดูซิมันรกหนาขึ้นมากมาย คำว่า รถ ๆ ขึ้นคือ เจริญขึ้น ภาษาบาลีมันคำเดียวกัน. “ วัฒน " นี้แปลว่ารก ๆ หนาขึ้น ; แต่เรามา เรียกกันว่าเจริญขึ้น ความเจริญคือความรกหนาขึ้น ด้วยสิ่งที่เราเข้าใจว่าดี เพราะ ว่าเราถูกลวง ด้วยของ เป็นคู่ ; เพราะฉะนั้นโลกนี้ รุงรังมากขึ้นด้วย ประดิษฐกรรม ด้วยอารยธรรม ด้วยวัฒนธรรม ด้วยอะไรต่าง ๆ รุงรังมากขึ้นเช่นนี้ ล้วนแต่ เพราะถูกลวงด้วยของเป็นคู่ทั้งนั้น. แม้เรื่องของศีลธรรมเองก็เถอะ คิดดูให้ดีพิจารณาดูให้ดีเถอะ ก็จะพบว่า มันมีมูลมาจากการที่มนุษย์ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ จึงต้องเกิดศีลธรรม และบางพวก ก็เตลิดเปิดเปิงไป มัวเมายึดมั่นใน สิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม อย่างงมงายที่สุดก็มี ; นี่ เพราะถูกลวงด้วยความหมายของสิ่งที่เป็นคู่, ที่หลงไปเองจนเกิดความหมายสองอย่าง คือน่ารักอย่างหนึ่งไม่น่ารักอย่างหนึ่ง. ถ้าเราจะไม่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ เราต้อง ออกไปนอกวงของมัน อย่างว่า ดี-ชั่ว มันเป็นคู่อยู่นี้ ถ้าเราต้องการจะอยู่เหนือมัน เราต้องออกไปสู่จุดที่ไม่ดีไม่ชั่ว ; บุญหรือบาปก็เหมือนกัน ถ้าเราจะไม่มีความทุกข์ เลย เราต้องออกไป หรือขึ้นไปอยู่เหนือ สิ่งที่เรียกว่าบุญว่าบาป. อย่างนี้แล้วมัน 223

น.229 ไม่มีความถูกลวงด้วยของเป็นคู่ คือว่าถ้ามีจิตใจอย่างนี้แล้ว มันไม่มีการไปไม่มี การมา คือไม่ไปที่ไหนเพราะต้องการอะไร และไม่มาที่ไหนเพราะไม่ต้องการอะไร แล้วก็ไม่หยุดอยู่ที่ตรงไหนด้วย เพราะไม่ได้ต้องการอะไรอยู่ที่นั้น. นี่แหละจะเข้าถึงความไม่เป็นคู่ คือเดียว แล้วสิ่งที่เรียกว่าความว่างนั้น มันเดี่ยว ลองหลับตานึกถึงความหมายคำว่า ว่าง จะเห็นว่าไม่มีสอง มีเดียว หรือมี หนึ่ง. หนึ่ง แล้วก็เป็นอนันตคือไม่มีที่สุด เพราะมันไม่มีข้างบนไม่มีข้างล่าง ไม่มีข้างซ้ายข้างขวา ข้างหน้าข้างหลังอะไรหมด คือมันเป็นอนันตทุกทิศทุกทาง ที่ จริงมันก็ไม่มีทิศทาง แต่ที่เราต้องพูดว่าทุกทิศทุกทาง เพราะเราไม่มีภาษาจะพูด ; นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "ว่าง" ถ้าจิตของเรารู้ หรือมีความรู้ถึงขนาดนี้. เรา เรียกว่าจิตนี้รู้จักสิ่งที่เป็นของว่าง หรือความว่าง จิตนั้นก็เลยพลอยว่าง ไปด้วย ; คือไม่ไปยึดถือเกาะเกี่ยวกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายดีหรือฝ่าย ชั่วฝ่ายบุญ หรือฝ่ายบาป หรือฝ่ายอะไรก็ตาม มันเลยเป็นไม่มีคู่ไป ที่แล้วมามัน เป็นคู่ ๆ เรื่อย จิตว่างอย่างนี้ เป็นจิต ที่อยู่เหนือความทุกข์ เหนือปัญหาเหนือ อะไรหมด. การที่คนเรามีจิตว่างอย่างนี้ มักจะถูกมองไปในแง่ว่า เป็นคนวิกลจริต บ้าบอ อะไรไปเสียแล้ว. อย่าเพ้อคิดอย่างนั้น ลองไปทำให้มันว่างดูก่อน จะทำ ให้จิตมีสมรรถภาพสูงสุด มีความรู้ มีสติปัญญา มีความจำ มีความเข้มแข็งมีอะไร ถึงที่สุด และทำการงานได้ดีกว่าคนที่จิตไม่ว่าง, โดยเฉพาะท่าน ที่เป็นตุลาการ อย่างนี้ลองคิดดูเถอะ จิตว่างกับจิตวุ่น คือตกไปในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะความ ครอบงำของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง; เกิดความกลัว เกิดความสงสัย เกิดความระแวงอะไร 224

น.230 ขึ้นมาอย่างนี้ ไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการให้ดีได้. แต่ถ้าว่าจิตว่างหมาย- ความว่าเป็นอิสระเต็มที่ แล้ว เต็มปรี่อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ เต็มปรีอยู่ด้วยสติปัญญา เต็มปรี่อยู่ด้วยสมรรถภาพ เต็มปรีอยู่ด้วยพลังทุกอย่างที่ต้องการ. ถ้าถามว่า จิตไม่ว่างนั้นมันมีอะไรอยู่ ? มันก็คือมีกิเลสที่เกิดขึ้น เพราะการถูกลวงด้วยของเป็นคู่อยู่. ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า ถ้าท่านถูกลวง ด้วยความหมาย ของคำคู่ที่ว่า โจทก์หรือจำเลย. ถ้าท่านถูกลวงด้วยความหมาย ของคำนี้ ท่านต้องมีใจโน้มเอียงไปในทางหนึ่งอยู่โดยไม่รู้สึกตัว; ท่านอาจจะ สันนิษฐานเป็นว่าคนใดคนหนึ่งผิดแน่ คนใดคนหนึ่งถูกแน่ เสียก่อนที่จะมีข้อเท็จจริง ตามหลักเกณฑ์ก็ได้ นี่เรียกว่ามันเริ่มถูกลวงด้วยของเป็นคู่. โดยคำที่ว่าแม้แต่คำว่า โจทก์มันก็ได้เปรียบคำว่าจำเลยอยู่โดยความรู้สึก ของบุคคลที่ถูกลวงด้วยความเป็น คู่แล้ว ฉะนั้นเราอย่าเพ่อปล่อยจิตให้เสียอิสรภาพในตัวมันเอง เรารู้เท่าทันของ การถูกลวงด้วยของเป็นคู่ อย่างนี้ก็เรียกว่าท่านมีจิตว่าง เพราะไม่มีกิเลสที่เกิดขึ้น ด้วยการถูกลวงด้วยของเป็นคู่ เกี่ยวกับจิตว่างนี้ มีปัญหามาก มีเรื่องที่จะต้องศึกษามาก แต่อาตมาจะเอา มาแต่เท่าที่เห็นว่า จะเข้าใจได้ในเวลาอันสั้น. สิ่งที่วุ่นอยู่ในจิตที่ทำให้จิต ไม่ว่างนั้น ก็คือความยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวตน ตัวตนหนึ่งเป็นเรา ตัวตนหนึ่งเป็นเขา ตัวตนอันเป็นบุคคลที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ อะไรไป แล้วก็มีเลยไป ถึงว่าของตัวตน คือของเราของเขา ของคนโน้นของคนนี้ อย่างนี้แล้วเห็นได้ ทันทีว่า มันเนื่องอยู่หรือมันพาดพิงกันอยู่กับความอยาก หรือความต้องการอย่างใด อย่างหนึ่ง เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วมันจะเป็นอิสระได้อย่างไร มันจะมีปัญญามีแสงสว่าง 225

น.231 มีสมรรถภาพเต็มที่ได้อย่างไร เพราะว่ามันถูกปกคลุม ถูกพัวพัน ถูกหุ้มห่ออยู่ด้วย สิ่งใดสิ่งหนึ่ง และสิ่งนั้นก็เรียกรวม ๆ กันว่ากิเลส ที่เกิดขึ้นมาด้วยการถูกลวงด้วย ของที่เป็นคู่ อย่างนี้เรียกว่า "จิตวุ่น. " ที่นี้มันง่ายอยู่หน่อยหนึ่งว่า จิตตามธรรมดาของคนเรานี้ทุกคนนี้ มี ความว่างอยู่เป็นพื้นฐาน อย่างเมื่อท่านนั่งอยู่ที่นี่ เพียงแต่ฟังคำบรรยายนี้ แทบ จะกล่าวได้ว่าทุกคนทุกคนเลย มีจิตว่างอยู่ตามปกติ; คอยฟังไปคอยคิดไป ยังไม่ได้ พาดพิงถึง ตัวตน ยังไม่ได้พาดพิงถึง ของตน. ความรู้สึกที่เป็นตัวตนเป็นของตน ยังไม่ได้ปรากฏขึ้น ในจิตนี้ยังว่างอยู่ ยังฟังได้ ยังคิดได้ ยังจดจำได้ ยังมีสติ ปัญญาเจริญงอกงามขึ้นไปเรื่อย ๆ ได้; ถ้าต่อเมื่อใดมีความต้องการอะไรขึ้นมา นั่นแหละ จึงจะเกิดความรักขึ้นมา “ ความโกรธขึ้นมา ความกลัวขึ้นมา ความ อะไรขึ้นมา ซึ่งเรียกว่ากิเลส. ตอนนี้เป็นจิตวุ่น ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าลักษณะที่เป็น ความวุ่นนั้นมีน้อย วันหนึ่ง ๆ มีไม่มาก และถ้าเราไม่เผลอสติแล้ว ไม่มี วันที่จะวุ่น เราเผลอสติแล้วอะไรเกิดขึ้นมันก็ทำให้จิตวุ่นไปหมด; ยิ่ง เป็นเรื่องของคดี เป็นเรื่องของการแพ้การชนะ แล้วมีการยั่ว มีการล่อ มีการใช้กล- อุบายอะไรต่าง ๆ นี้ ถ้าไม่มีสติเพียงพอแล้วมันก็เผลอ, วุ่น, พอวุ่นแล้วเป็นเสียหาย แน่ไม่มีทางที่จะเหนี่ยวรั้ง ไม่มีทางที่จะทำให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง. ฉะนั้น ระวังรักษา จิตให้คงสภาพปกติ ตามธรรมชาติเดิมของมัน อย่าให้มีอะไรเข้ามากระทบ แล้ว ปรุงใหม่เป็นเรื่องรัก เรื่องโกรธ เรื่องเกลียด เรื่องกลัว เรื่องอะไรที่เรียกว่าอคติ ๔ หรือเรียกว่ากิเลสอย่างใดอย่างหนึ่ง. การถูกลวงด้วยของเป็นคู่ เป็นมูลเหตุของกิเลสทุกชนิด จะเรียกว่า โลภะ โทสะ โมหะ หรือตัณหา อุปาทาน หรืออวิชชา หรืออะไรก็ตามอย่างที่บรรยาย 226

น.232 มาแล้วในคราวก่อน ๆ มีมูลมาจากการถูกลวงด้วยของเป็นคู่ แต่คนทั่วไปอาจจะ เรียกเป็นอย่างอื่น; อาตมาเรียกว่าการถูกลวงด้วยของเป็นคู่นี้ เพื่อท่านทั้งหลายซึ่ง เป็นนักศึกษา เป็นผู้มีสติปัญญา เพื่อชี้ให้เห็นได้ง่าย. ถ้าพูดให้ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนาฟัง บางทีก็จะไม่เข้าใจเรื่องการถูกลวงด้วยของเป็นคู่ ต้องพูดไปอย่างอื่น บางทีก็ไปพูดสิ้นสุดลงเพียงแต่ว่า โลภะ โทสะ โมหะ เท่านั้น ไม่ต้องถึงกับว่า โลภะ โทสะ โมหะ นี้มาจากอะไร; เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่า โลภะ โทสะ โมหะ เป็นของทำให้เป็นทุกข์ มันก็พอแล้วเหมือนกัน แต่เพื่อจะให้เข้าใจในสิ่งนี้จน ควบคุมมันได้ เรารู้ต้นตอของมัน รู้รากเง่าของมัน ก็คือการถูกลวงด้วยของเป็นคู่ แล้วก็ทำให้จิตวุ่นขึ้นมา การงานก็เสีย นี้เรียกว่า ธรรมะสูงสุด; ที่เรียกว่า สุญญฺตา สำหรับบรรลุนิพพาน นี้ก็ ใช้ได้กับท่านทั้งหลายที่แม้เป็นตุลาการ. ชั่วเวลาเล็กน้อยในวันนี้ ก็อยากจะสรุปคำบรรยายธรรมะทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น มาอยู่ในรูปของธรรมะที่เหมาะสมกับท่านที่เป็นตุลาการ. นับตั้งแต่ว่าอย่าได้เข้าใจ ว่าธรรมะสำหรับเป็นพระอรหันต์นั้น ไม่ใช้กันได้สำหรับพวกเรา แต่ที่เป็นสิ่งที่จะ เหมาะอย่างยิ่งกับท่านที่จะเป็นตุลาการ; ในความหมายที่ว่าเป็น ปูชนียบุคคล คือ ผู้ประกอบไปด้วยคุณธรรมที่ควรบูชาของประชาชน. อยากจะชี้ไปในข้อที่ว่าตุลาการ นี้ เป็นปูชนียบุคคลมากกว่าผู้ที่ทำงานด้วยกะลา; คำว่าตุละหรือตุลาหรืออะไรนี้มัน เป็นชื่อของกะลา ซึ่งในสมัยดึกดำบรรพ์นั้น ใช้เป็นเครื่อง ชั่ง ตวง วัด ฉะนั้น ตุลาการผู้ทำงานด้วยกะลา ก็หมายความว่าเป็นผู้ทำงาน ชั่ง ตวง วัด เพื่อจะวินิจฉัย สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นความถูกต้อง. เอาชื่อนี้มาใช้ บางทีก็เรียกว่าตุลาการ บางทีก็เรียก ตระลาการ อาตมาเข้าใจว่าอย่างนี้. ฉะนั้น เราไม่จำเป็นหรือไม่เหมาะสมที่จะ เป็นผู้ทำงานด้วยกะลา เดี๋ยวจะกลายเป็นคนขอทานไป เพราะเห็นแก่ประโยชน์ 227

น.233 อย่างใดอย่างหนึ่ง; เลยใช้กะลานั้นเป็นเครื่องมือ แต่ว่าเราจะต้องเป็นปูชนียบุคคล หมายความว่าเป็นผู้เสียสละทุกอย่างทุกประการ เพื่อรักษาความเป็นธรรมในโลก นี้ไว้. ในโลกนี้มีคนมากมายดังที่เห็นกันอยู่ ต้องแบ่งภาระหน้าที่กันเป็นสัดเป็น ส่วน, สิ่งไรจำเป็นแก่การมีอยู่ของโลกนี้ไม่ฉิบหายเสีย สิ่งนั้นต้องช่วยกันแบ่งเป็น ภาระเป็นหน้าที่ช่วยกันตามสติปัญญาความสามารถ ท่านทั้งหลายนับว่ามีบุญมีกุศล ที่ได้เกิดมาเป็นผู้มีสติปัญญา ถึงกับสามารถที่จะรับภาระ ที่ปราณีตที่ยากที่ละเอียด ที่สุขุม คือหน้าที่แห่งตระลาการนี้ได้ ฉะนั้น เราถือว่าเป็นบุญกุศล เราก็ควรจะรู้ สำนึกในความสูงสุดหรือความได้อย่างดี ที่เขาเรียกกันว่าเกิดมาทั้งที ได้ลาภอัน ประเสริฐคือ ได้ทำสิ่งที่ประเสริฐนี้. ทำไมจึงไม่เรียกทุกคนว่าเป็น ปูชนียบุคคล เพราะว่าหน้าที่การงานบาง ประเภทนั้น ไม่ประกอบไปด้วยการเสียสละเพื่อผู้อื่น เป็นการแสวงหาประโยชน์ ตัวอย่างเดียว อย่างนี้เราไม่เรียกว่าปูชนียบุคคล; เช่นพ่อค้าอย่างนี้ไม่มีทางจะเรียก ว่าปูชนียบุคคล เพราะเขาไม่เคยทำการเสียสละเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ในฐานะที่เป็น พ่อค้าตามความหมายของคำว่าพ่อค้า. แต่ผู้ที่ทำงานด้วยกะลานี้ต้องเสียสละ ที่จะต้อง อดกลั้นอดทนต่อสู้กับกิเลสที่เกิดขึ้นเพราะการถูกลวงด้วยของเป็นคู่นี้ ไม่ให้เอียงซ้าย ไม่ให้เอียงขวา แต่ให้ดำรงอยู่ในส่วนที่เป็นกลาง คือเป็นความยุติธรรม. เพราะ ฉะนั้นเราจึงต้องเสียสละและเรายินดีที่จะเสียสละ แม้ว่ามันจะขาดแคลนในทาง การเป็นอยู่กินอยู่ เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังนี้เราก็ยอมเสียสละ เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ ผู้รักษาความเป็นธรรมของโลกไว้ให้ได้; นี่ก็คือตุลาการที่แท้จริง จึงเป็นสถาบัน- 228

น.234 ศักดิ์สิทธิ์ของโลก ไม่ใช่ของประเทศไทยหรือไม่ใช่ของประเทศไหน ตองถือว่าเรา เป็นสถาบันของธรรมะ อย่างเลวที่สุดก็ของพระพุทธเจ้า เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านมี มาสำหรับโลกเพื่อความสงบสุขของโลก. ผู้ที่เป็นตุลาการมีหน้าที่รักษาความเป็นธรรม ในโลกนี้ไว้อย่างสุดความสามารถของตนด้วยความเสียสละ เพราะฉะนั้น จึงตั้งอยู่ใน ฐานะเป็นปูชนียบุคคลได้. แต่ถ้าบางคนอุตริ แล้วทิ้งอุดมคตินี้เสียก็กลายเป็นลูกจ้าง ไป ทำงานไปเดือนหนึ่ง พอได้รับเงินเดือน พอได้รับเกียรติยศชื่อเสียง แล้วก็เอา ทั้งสองอย่างนี้ไปหาความสุขสนุกสนานทางวัตถุทางเนื้อทางหนัง อย่างนี้ไม่ใช่เป็น ปูชนียบุคคลเป็นเพียงผู้ทำงานด้วยกะลาอย่างที่กล่าวแล้ว. นี่เรียกว่าเขาถูกลวงด้วย สิ่งที่เป็นคู่นั้นมากเกินไป จนเป็นตุลาการตามอุดมคติไม่ได้ เป็นได้แต่เพียงกิริยา ท่าทางรูปร่างทั้งหมดไปในทางสังคมเท่านั้นเอง. ทีนี้เมื่อถามว่า ตุลาการคืออะไร ? อย่างน้อยก็ต้องนึกถึงความเป็นปูชนีย- บุคคลของโลกก่อน; คือเป็นผู้รักษาสถาบันแห่งความยุติธรรมในโลกหรือของมนุษย์- ชาติร่วมกันไม่ต้องแบ่งแยก. ถึงแม้ว่าเราอยู่ในประเทศไทย เป็นอยู่ด้วยค่าใช้จ่าย เงินเดือนอะไรของประเทศไทย เราก็ยังจะต้องนึกว่าเราเป็นสถาบันของมนุษย์ชาต มนุษย์ชาติหมายความว่ามนุษย์ ทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกหรือยิ่งกว่าโลก เราไม่เป็น ลูกจ้างก็เพราะว่าเราเป็นปูชนียบุคคล คุณค่าของความเป็นปูชนียบุคคลนั้น สูงเหนือ แพงกว่าเงินเดือนที่ได้รับเพียงเดือนละสี่พันห้าพันบาทหรือหมื่นสองหมื่น มันไม่คุ้มกัน แม้จะมีเงินเดือนตั้งหมื่นสองหมื่น ก็มีค่าเท่ากับเศษขยะมูลฝอยใต้ ฝ่าเท้า ในเมื่อเอาไปเปรียบเทียบกันกับความเป็นปูชนียบุคคลผู้รักษาความเป็นธรรม ของโลก. นี่ตุลาการคืออะไร มันก็คืออย่างนี้. 229

น.235 ถ้าถามว่ามาจากอะไร ? ก็มาจากความต้องการของธรรมชาติ สถาบันนี้ เกิดมาจากความต้องการของธรรมชาติ ธรรมชาติต้องการให้มีความสงบสุข ตาม กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ฉะนั้น ถ้ามนุษย์เดินถูกทาง ทำกันไปถูกทาง วิวัฒนาการ กันมาถูกทาง ก็จะเกิดสถาบันนี้ขึ้นในโลกโดยแน่นอน; เพื่อทำหน้าที่รักษาความ เป็นธรรมในโลกนี้ ก็เรียกว่าโลกอยู่เป็นสุขสงบสุข. นี้เรียกว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นความ ต้องการของธรรมชาติ ที่มีอำนาจมหึมา ถ้าพูดอย่างสมมติ ก็ว่าเป็นความต้องการ ของพระเจ้า ของพระเป็นเจ้า นี่สถาบันตุลาการต้องมีขึ้นในโลก เพื่ออะไร ก็เพื่อ อย่างที่ว่ามาแล้ว เพื่อโลกนี้จะได้มีความหมาย เป็นโลกของมนุษย์ที่มีจิตใจสูงอยู่ ด้วย ความสะอาด สว่าง สงบ. จะสำเร็จได้โดยวิธีใด ? โดยตั้งตนเป็นตุลาการที่แท้จริงให้ได้ ไม่ให้ถูกลวง ด้วยของเป็นคู่. เมื่อไม่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอคติ ๔ ฉันทา โทสา ภยา โมหา ที่เขาพูดไว้ในตำรับตำราในบทนำที่สุด ของกฎหมายแต่สมัย โบราณอย่างนี้. อคติทั้ง ๔ ประการ คือ ความลำเอียง ความไม่ยุติธรรมนั้น มันมา จากกิเลสที่เกิดขึ้นเพราะการถูกลวงด้วยของเป็นคู่: บุคคลนั้นก็ไม่ได้เป็นตุลาการเสีย แล้ว เป็นแต่เพียงลูกจ้างหรือผู้ทำงานด้วยกะลาเสียแล้ว ฉะนั้นผู้ที่เป็นตุลาการ แท้จริง ต้องไม่มีความลำเอียง พอเกิดความลำเอียงก็ไม่เป็นตุลาการ. ทีนี้เราต้องอย่าลืมว่า แม้บนบังลังก์การพิจารณาที่ศาลที่เรามีอำนาจกว่า ใคร ก็ต้องระวังให้ดี; บนนั้นแหละมันไม่อยู่นอกวิสัยของการถูกลวงด้วยของเป็นคู่ บนนั้นก็ไม่อยู่นอกวิสัยของการที่ถูกรบกวน ของอารมณ์ทั้ง ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์. ที่เห็นกันอยู่ง่าย ๆ ว่าทนายที่ฉลาดบางคนอาจจะยั่ว 230

น.236 ให้ตุลาการหัวเสียด้วยคำพูดเพียงสองสามคำ นี้ก็เรียกว่าอยู่บนบัลลังก์ก็ไม่พ้นวิสัย ของการที่จะถูกครอบงำด้วยอารมณ์หรือการถูกลวง ด้วยของเป็นคู่ เราจะต้องระวัง ให้ดี. ฉะนั้นจงระลึกนึกถึงคำบรรยายในครั้งที่ ๙ ที่ว่าด้วยการปฏิบัติตนเอง ใน เมื่อเรามีอารมณ์มากระทบ แล้วเมื่อนั้นเราจะต้องพ้นจากการรบกวน พ้นจากการถูก บีบคั้นของอารมณ์ เมื่อเรามีหลักเกณฑ์อย่างนี้เราก็มีความปลอดภัย. เรามีธรรมะ หรือความยุติธรรมก็ได้นี้เป็นตัวเรา อย่ามีกิเลสตัณหาเป็นตัวของเรา ถ้าจะมีตัวเราก็ให้เอาธรรมะหรือ ความยุติธรรมเป็นตัวเราแล้วอะไร ๆ ก็จะทำอะไร เราไม่ได้ แต่เราก็จะไม่บาปแม้ว่าเราจะเซ็นชื่อพิพากษาประหารชีวิตคน เพราะว่า ธรรมหรือความยุตธรรมนั้นเป็นผู้ทำ. เราก็จะไม่เป็นตุลาการ ที่ถูกเขาเอาไปนินทา ว่าดุบ้างหยิ่งบ้างอะไรบ้างทำนองนี้ ท่านอาจจะยังไม่ทราบหรือทราบน้อย; แต่อาตมา ได้ยินมาก ที่เขานินทากันว่า ตุลาการบางคนดุไม่สมกับที่เป็นตุลาการ บางคนก็หยิ่ง ไม่สมกับที่จะเป็นตุลาการ. เขาพูดก็ถูกเพราะว่าความดุความหยิ่งนั้นเรียกว่าจิตใจไม่ ว่างเสียแล้ว จิตวุ่นเสียแล้ว จิตถูกลวงด้วยของเป็นคู่อย่างยิ่งเสียแล้ว ความเป็น ตุลาการก็บินหนีหายไปหมด เหลืออยู่แต่ทำงานด้วยกะลาเท่านั้นอย่างนี้มันก็ไม่น่า ชื่นใจ ฉะนั้นจึงหวังว่าธรรมะเท่าที่บรรยายมาแล้วตั้ง ๑๐ ครั้งนี้ คงจะช่วยให้เกิด ผลดี คือชัยชนะแก่ท่านทั้งหลายที่เป็นตุลาการได้สุดความสามารถของตน ๆ โดยอาศัย อานุภาพของสิ่งที่เรียกว่าธรรมหรือธรรมะ ซึ่งเป็นความยุติธรรมอย่างยิ่งในโลกนั้น เอง. ฉะนั้นจึงหวังว่า การบรรยายที่เราได้ทนทำกันมา ด้วยความเหน็ดเหนื่อย ๑๐ ครั้งนี้ คงจะให้ผลสมตามความมุ่งหมาย คือว่าอย่างน้อยที่สุดก็เป็นความรอบรู้ หรือความรู้รอบตัวในการวินิจฉัยคดี หรือว่าเป็นเครดิตสำหรับจะให้คนทั้งหลาย มี 231

น.237 ความไว้วางใจ ในบรรดาท่านทั้งหลายที่เป็นตุลาการ. แต่ข้อที่อาตมาหวังเป็น อย่างยิ่ง นั้นก็คือความเป็นตัวของตัวเอง ด้วยความมีจิตว่าง ไม่มีอะไร มาดึงมาจูงมาลาก ไปสู่ความเศร้าหมองของกิเลสได้แต่ประการใด การบรรยายในหัวข้อว่า ศีลธรรม หลักพระพุทธศาสนา และวิธีปฏิบัติ ที่กำหนดไว้ก็มีอยู่เพียงเท่านี้ อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้าย เพียงเท่านี้. จบการบรรยายครั้งที่ ๑๐ ครั้งสุดท้าย. 232

น.238 พิมพ์ที่โรงพิมพ์ บำรุงนุกูลกิจ ๗๙.๘๓ ถนนบำรุงเมือง พระนคร นายสุระ สรณารมย์ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒๔๖๙

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต