Buddhadasa.org

ใจความสำคัญแห่งคู่มือมนุษย์ ตอนที่ ๑ — ๑. ท่านชอบพุทธศาสนาในเหลี่ยมไหน

ใจความสำคัญแห่งคู่มือมนุษย์ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ใจความสำคัญแห่งคู่มือมนุษย์ (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.12 ๑ ท่านชอบพุทธศาสนาในเหลี่ยมไหน ทุกศาสนามีมูลเหตุมาจากความกลัว นับตั้งแต่กลัวภัย ธรรมชาติ จนถึง กลัว เกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือกลัวกิเลส วิธีปฏิบัติ เพื่อให้รอดพ้นจากความกลัวนั้น ๆ เรียกว่า "ศาสนา" เช่นมีการ บูชาบวงสรวงอ้อนวอน เป็นต้น. (๑) พุทธศาสนา มีมูลมาจากกลัวความเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือกลัวกิเลส อันเป็นตัวทุกข์หรือเหตุให้เกิดทุกข์ วิธีปฏิบัติเพื่อ ความดับทุกข์ คือ การพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งปวง ตามเป็นจริงด้วยตนเองว่า "อะไรเป็นอะไร" เมื่อเห็นจริงก็ปฏิบัติ ถูกต่อสิ่งทั้งปวง การปฏิบัติถูกนั่นเองเป็นทางดับทุกข์ การบูชา บวงสรวง อ้อนวอน การรดน้ำมนต์ ตลอดจนการนับถือเทวดา หรือดวงดาว มิใช่ทางดับทุกข์ ตามหลักแห่งพุทธศาสนา. (๒)

น.13 ดูได้หลายเหลี่ยม เช่นเดียวกับศาสนาอื่น ๆ ตามแต่สติปัญญาความรู้ความเข้าใจของผู้ดู คัมภีร์ของศาสนา ต่าง ๆ หรือพระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนา จึงมีการเพิ่มเติม เข้าไปอีกมาก ตามความเห็นของคนชั้นหลัง จนเกินขอบเขต โดย เฉพาะในพระพุทธศาสนา ได้มีการหลงถือเอาพิธีต่าง ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น พิธีเซ่นวิญญาณของพระพุทธเจ้า เป็นต้น ว่าเป็น พุทธศาสนา พิธีบางอย่างได้ห่อหุ้มความหมายเดิมให้สาปสูญไป เช่น พิธี "บวชนาค" ได้มีการทำขวัญนาค มีการฉลองกันใหญ่โต บวชไม่กี่วัน สึกออกมายังเหมือนเดิม การบวชสมัยพระพุทธเจ้า ผู้ได้รับอนุญาตจากบิดามารดาแล้วปลีกตัวออกจากเรือนไปหาพระ การบวชเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ ทางบ้านไม่มีหน้าที่ทำอะไรเลย พิธีที่เพิ่มขึ้นเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ผู้บวชดีขึ้น บางคนสึกไปแล้วกลับ เลวกว่าเก่าก็มี จึงเป็นการทำให้หมดเปลืองทรัพย์ และแรงงาน ไปเปล่า ๆ. (๓) เรื่อง "กฐิน" ก็เช่นกัน ความมุ่งหมายเดิมมีว่าให้พระทุกรูป ทำจีวรใช้เอง ให้พร้อมเพรียงกัน ทำด้วยมือตนให้หมดความ ถือตัว โดยให้ลดตัวเองมาเป็นกุลีเท่ากันหมด แต่เดี๋ยวนี้กฐิน กลายเป็นเรื่องมีไว้สำหรับประกอบพิธีหรูหราหาเงิน เอิกเกริกเฮฮา สนุกสนานพักผ่อนหย่อนใจ โดยไม่ได้รับผลสมความมุ่งหมาย อันแท้จริง. (๔)

น.14 ๓ ลักษณะดังกล่าวมานี้ เรียกว่าเป็น "เนื้องอก" ของ พุทธศาสนา ซึ่งมีมากมายหลายร้อยอย่าง จัดเป็นเนื้อร้ายชนิด หนึ่ง ที่งอกออกมาปิดบังเนื้อดีหรือแก่นแท้ของพุทธศาสนาให้ ค่อย ๆ เลือนหายไป นิกายต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นหลายสิบ ที่กลายเป็น พุทธศาสนาอย่างนิกายตันตระ ซึ่งเนื่องกับกามารมณ์ไปก็มี จำเป็น ที่จะต้องแยกพุทธศาสนาเดิมแท้ไว้ให้ได้เสมอ ไม่หลงยึดถือเอา พิธีรีตองต่าง ๆ ที่เป็นเปลือกหุ้มภายนอก จนมีการปฏิบัติผิดจาก ความมุ่งหมายที่ถูกต้อง ควรยึดเอากายวาจาบริสุทธิ์ ให้เป็นที่ตั้ง ของจิตบริสุทธิ์ เพื่อให้เกิดปัญญารู้ว่า "อะไรเป็นอะไร" ที่ถูกต้อง แล้วประพฤติปฏิบัติไปตามนั้น ดังนี้เรียกว่าปฏิบัติถูกตามหลัก พุทธศาสนา. (๕) พุทธศาสนาตัวแท้ ก็ยังมีหลายแง่หลายมุมที่ทำให้เกิดการ จับฉวยเอาไม่ถูกความมุ่งหมายเดิม เช่น ถ้ามองดูด้วยสายตา ของนักศีลธรรม ก็จะเห็นว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งศีลธรรม เพราะมีการกล่าวถึงบุญบาป ดีชั่ว ความซื่อตรง ความกตัญญู กตเวที ความสามัคคี ความเป็นผู้เปิดเผยตนเอง เหล่านี้เป็นต้น คนส่วนมากมองเห็นพุทธศาสนาในฐานะเป็นศีลธรรมเท่านั้น. (๖) พุทธศาสนาชั้นสูงกล่าวถึงสัจธรรมที่ลึกซึ้งเร้นลับ ได้แก่ ความรู้เรื่อง ความว่างเปล่าของสิ่งทั้งปวง (สุญญตา) เรื่องความ ไม่เที่ยง (อนิจจัง) เรื่องความทุกข์ (ทุกขัง) เรื่องความไม่ใช่ตัวตน

น.15 ๔ (อนัตตา) หรือเรื่องที่เปิดเผยถึงความจริงว่าทุกข์เป็นอย่างไร เหตุ ให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร ความดับสนิทของความทุกข์เป็นอย่างไร และวิธีปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์เป็นอย่างไร อันเป็นความจริงที่ เด็ดขาด เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (อริยสัจจ์) ซึ่งทุกคนควรรู้พุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นสัจธรรมนี้ แต่ยากที่คนธรรมดาจะมองเห็น. (๗) พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา หรือระเบียบการปฏิบัติ เพื่อความหลุดพ้น ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ความหลุดพ้น (วิมุตติ) ปัญญาที่รู้เห็น ความหลุดพ้น (วิมุตติญาณทัสสนะ) พุทธศาสนา ในส่วนนี้ หมายถึงทางที่เอาตัวรอดโดยตรง. (๘) พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นจิตวิทยาชั้นสูง ดังที่รวบรวม ไว้ในคัมภีร์อภิธรรมปิฎก บรรยายถึงลักษณะของจิตไว้อย่าง กว้างขวางน่าอัศจรรย์ที่สุด แยบคายหรือลึกลับกว่าความรู้ทาง จิตวิทยาของโลกปัจจุบัน. (๙) พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นปรัชญาและวิทยาศาสตร์ คือ ส่วนที่เห็นแจ้งชัดได้ด้วยการพิสูจน์แต่ทดลองมิได้ กับส่วนที่เห็นแจ้ง ด้วยตาเนื้อหรือตาใน และพิสูจน์ทดลองได้ ความรู้เรื่องสุญญตา เป็นปรัชญาสำหรับผู้ที่ยังไม่บรรลุธรรม แต่เป็นวิทยาศาสตร์ สำหรับผู้บรรลุธรรม หลักพุทธศาสนาบางประเภทเป็นวิทยาศาสตร์ โดยส่วนเดียว เพราะอาจพิสูจน์ให้เห็นแจ้งชัดได้ด้วยสติปัญญา เช่น เรื่องอริยสัจจ์ เป็นต้น. (๑๐)

น.16 ในฐานะที่เป็นหลักวัฒนธรรม มีคำสอนหลาย ข้อที่ตรงกับหลักวัฒนธรรมทั้งทางกายและทางจิต ตรงกับหลัก วัฒนธรรมสากล ที่เป็นวัฒนธรรมของชาวพุทธโดยเฉพาะ ซึ่งดี กว่าสูงกว่าวัฒนธรรมสากลอย่างมากมายก็ยังมี. (๑๑) โดยเหตุเหล่านี้ จึงกล่าวว่าพุทธศาสนามีหลายเหลี่ยมมอง ในฐานะที่เป็นตรรกวิทยา ซึ่งเป็นศาสตร์ที่โยกโคลงที่สุดก็ปรากฏ ว่ามีมากเหมือนกัน เช่นในคัมภีร์กถาวัตถุ เป็นต้น. (๑๒) เหลี่ยมที่ต้องสนใจมากที่สุด คือเหลี่ยมที่เป็นศาสนา ซึ่ง หมายถึงวิธีปฏิบัติเพื่อให้รู้ความจริงว่า สิ่งทั้งปวงเป็นอะไร จน ถอนความยึดถือหลงใหลต่าง ๆ ออกมาเสียจากสิ่งทั้งปวงได้ เป็น การเข้าถึงตัวแท้ของพระพุทธศาสนา มีผลดีกว่าการไปสนใจใน เหลี่ยมอื่น. (๑๓) พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศิลปะ หมายถึง ศิลปะแห่งการ ครองชีวิต โดยสามารถใช้วิธีปฏิบัติทางพุทธศาสนามาชุบย้อม การกระทำตนให้เป็นที่น่าดูน่าชม น่าเลื่อมใสบูชา เป็นที่จับอก จับใจแก่คนทั้งหลาย วิธีปฏิบัตินั้นคือ อาศัยศีลบริสุทธิ์เป็นเครื่อง ทำให้งดงามในเบื้องต้น อาศัยสมาธิทำให้งดงามในท่ามกลาง อาศัยปัญญาทำให้งดงามในเบื้องปลาย ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยความงาม ๓ ประการนี้ ย่อมบันเทิงในทางธรรม พุทธศาสนาจึงมองใน ฐานะเป็นโรงมหรสพทางวิญญาณได้อีกประการหนึ่ง. (๑๔)

น.17 ๖ ธรรมะในพุทธศาสนาเป็นอาหารใจอย่างดี วิญญาณซึ่ง เป็นอิสระหรือบริสุทธิ์ ต้องการความบันเทิงที่เป็นอาหารทาง ธรรมะ นับตั้งแต่ความยินดีปรีดาที่รู้สึกว่า ตนได้ทำอะไรอย่าง ถูกต้อง เป็นที่น่าพอใจของผู้รู้ทั้งหลาย มีความสงบระงับในจิตใจ ชนิดที่กิเลสเรียกร้องไม่ได้ มีความเห็นแจ่มแจ้งรู้เท่าทันสิ่งทั้งปวง ว่า "อะไรเป็นอะไร" ไม่ทะเยอทะยานในสิ่งใด มีอาการเหมือน กับนิ่งลงได้ ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาเหมือนคนทั้งหลาย ชนิดที่ท่าน เปรียบไว้ว่า "กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ" กลางคืนคิด วุ่นวายจะให้ได้สิ่งปรารถนา ครั้นพอรุ่งขึ้น ก็วิ่งว่อนไปตามความ ต้องการของควันที่อัดไว้แต่เมื่อคืน นี่เป็นลักษณะที่จิตใจมิได้รับ ความสงบ ไม่ได้รับอาหารทางธรรมะ แต่เป็นการกระหายไปตาม อำนาจของกิเลสตัณหาโดยส่วนเดียว. (๑๕) เมื่อพุทธศาสนามีลักษณะหลายเหลี่ยมหลายมุมดังนี้ เราควร มองให้เห็นพุทธศาสนาตัวแท้ เนื่องจากพุทธศาสนามีมูลมาจาก ความกลัวต่อการบีบคั้นของความเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือกิเลส ตัวแท้ของพุทธศาสนาจึงต้องเป็นการปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ ชนิดที่จะทำลายกิเลสให้ร่อยหรอหรือสิ้นไปในที่สุด เกิดความสว่างไสว สามารถทำอะไรถูกต้องด้วยตนเอง ไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนอวสาน การปฏิบัติเพื่อผล อันนี้ ไม่จำเป็นต้องเนื่องด้วยตำรา ไม่ต้องอาศัยพิธีรีตองหรือสิ่ง ภายนอกแต่อย่างใดเลย เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียง "เนื้องอก" ของพุทธศาสนาเท่านั้น. (๑๖)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต