น.18 ๒ พุทธศาสนามุ่งชี้อะไรเป็นอะไร คำว่า "ศาสนา" มีความหมายกว้างกว่าคำว่า "ศีลธรรม" ศีลธรรม หมายถึง ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับประโยชน์สุขในชั้นที่เป็นพื้นฐาน ทั่วไป "ศาสนา" หมายถึง ระเบียบวิธีปฏิบัติในชั้นสูง ศีลธรรม ทำให้คนเป็นคนดีมีศีล มีสัจจะ มีกตัญญูกตเวที มีการปฏิบัติที่ ไม่เบียดเบียนตนหรือคนอื่น ตามหลักสังคมทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อได้ ปฏิบัติครบถ้วนตามนั้นแล้ว คนนั้นก็ยังไม่พ้นทุกข์ที่เกิดจากความ เกิดแก่เจ็บตาย ไม่พ้นจากการเบียดเบียนของกิเลส ส่วนขอบเขต ของศาสนายังไปได้ไกลกว่านั้นอีก โดยเฉพาะพุทธศาสนามีความ มุ่งหมายโดยตรงที่จะกำจัดกิเลส หรือดับทุกข์ที่เกิดจากความ เกิดแก่เจ็บตายให้สูญสิ้นไป. (๑๗)
น.19 คือ วิชาหรือระเบียบปฏิบัติสำหรับจะให้ รู้ว่า “อะไรเป็นอะไร" การปฏิบัติตามหลักของพระพุทธ ศาสนา คือ ปฏิบัติเพื่อให้รู้ว่า สิ่งทั้งปวงคืออะไร เป็นจริงอย่างไร การปฏิบัติศีลสมาธิปัญญา ปฏิบัติกรรมฐานภาวนาอะไรก็ตาม ล้วนแต่มุ่งผลเพื่อให้รู้ว่า "สิ่งทั้งปวงคืออะไร" เมื่อรู้แจ้งแท้จริง การเบื่อหน่ายคลายกำหนัด และการหลุดพ้น ย่อมเกิดขึ้นเองเป็น อัตโนมัติ เป็นการบรรลุมรรคผลชั้นใดชั้นหนึ่ง หรือถึงที่สุด เพราะ ว่าความรู้นั้นเป็นตัวทำลายกิเลสไปในตัว การทำความเพียรปฏิบัติ จึงมีแต่ในขั้นที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น เนื่องจากความ ไม่รู้ จึงหลงรักติดพันในสิ่งทั้งหลาย ครั้นรู้จริง คือมองเห็น ชัดว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีอะไร ที่น่าผูกพันตัวเองเข้ากับสิ่งเหล่านั้นดังนี้แล้ว ก็จะเกิดความ หลุดพ้นจากการครอบงำของสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาทันที คำจำกัด ความที่ว่า "ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร" จึงเป็นคำจำกัดความที่เพียง พอและเหมาะสม สำหรับเป็นแนวทางในการดำเนินตามหลัก คำสอนของพระพุทธเจ้า. (๑๘) พระไตรปิฎก คือ สิ่งที่ระบุให้รู้ว่า "อะไรเป็นอะไร” เช่น หลักเรื่องอริยสัจจ์ ๔ ประการ อริยสัจจ์ข้อที่ ๑ แสดงว่า สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ นี่คือการบอกว่าสิ่งทั้งปวงคืออะไร การไม่รู้ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นความทุกข์ ย่อมก่อให้เกิดความอยากในสิ่งทั้งปวง ถ้ารู้แล้วจะไม่อยาก อริยสัจจ์ข้อที่ ๒ แสดงว่าความอยากเป็น
น.20 ๙ เหตุของความทุกข์ การที่บุคคลยังมีความอยากอยู่ ก็เพราะไม่รู้ ว่าความอยากคืออะไร อริยสัจจ์ข้อที่ ๓ แสดงว่านิโรธหรือนิพพาน คือการดับความอยากได้สิ้น การที่บุคคลไม่ปรารถนาที่จะดับ ความอยาก ไม่ปรารถนานิพพาน ก็เพราะไม่รู้ว่า นิพพานคือ อะไร อริยสัจจ์ข้อที่ ๔ แสดงถึงวิธีดับความอยาก อันเป็นสิ่งที่ ประเสริฐสุดในบรรดาวิชาความรู้ของมนุษย์ เพราะเหตุที่มนุษย์ ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นที่พึ่ง อะไรเป็นสิ่งที่ควรขวนขวายอย่างยิ่ง อริยมรรคมีองค์ ๘ ของพระพุทธเจ้า จึงไม่ค่อยมีใครสนใจ ทั้ง นี้จะเห็นได้ว่าเรื่องอริยสัจจ์ ๔ ประการนั้น คือความรู้ที่บอกให้ เห็นชัดว่า "อะไรเป็นอะไร" อย่างครบถ้วน. (๑๙) หัวใจของพระพุทธศาสนา หรือคาถาพระอัสสชิ ที่ตอบ แก่พระสารีบุตรก่อนบวชว่า "สิ่งเหล่าใดเกิดมา เพราะมีเหตุทำ ให้เกิด พระตถาคตเจ้าแสดงเหตุของสิ่งเหล่านั้น พร้อมทั้งแสดง ความดับสิ้นเชิงของสิ่งเหล่านั้นเพราะหมดเหตุ พระมหาสมณเจ้า ตรัสอย่างนี้" นี่เป็นการชี้ให้เห็นว่า อะไรเป็นอะไรอย่างลึกซึ้ง แสดงให้เห็นว่าไม่มีอะไรเป็นตัวตนถาวร ทุกสิ่งล้วนเป็นแต่มายา มีการปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงไม่หยุด ด้วยอำนาจแห่งเหตุ เป็นการ ก่อให้เกิดความทุกข์เพราะไม่มีอิสระ การทำใจให้เป็นอิสระ ไม่ ไปหลงยึดถือสิ่งที่เป็นมายาเหล่านั้น จนเกิดความชอบหรือชังขึ้น เรียกว่าเป็นการออกมาเสียได้จากอำนาจแห่งเหตุ ดับเหตุไม่ให้ มีการปรุงแต่งต่อไป จึงเป็นการดับทุกข์ได้สิ้นเชิง. (๒๐)
น.21 ๑๐ วัตถุประสงค์แห่งการออกผนวชของพระพุทธเจ้า คือ ทรงแสวงหาว่า "อะไรเป็นกุศล ๆ" คำว่า "กุศล" หมายถึง ความ รู้ที่ถูกต้องว่า อะไรเป็นความทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อะไร เป็นความไม่มีทุกข์ อะไรเป็นวิธีให้ถึงความไม่มีทุกข์ เมื่อรู้อย่าง ถูกต้องดังนี้ เรียกว่ารู้ถึงที่สุด ความรู้ว่า "อะไรเป็นอะไรที่บริสุทธิ์ บริบูรณ์" จึงเป็นตัวพระพุทธศาสนา. (๒๑) เรื่องไตรลักษณ์ คือ หลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็น การประกาศถึงความจริงว่า "สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง สิ่งทั้งปวงเป็น ทุกข์ สิ่งทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน" ความเป็นอนิจจัง หมายถึงลักษณะ แห่งความเปลี่ยนแปลงไม่มีหยุดของสิ่งทั้งปวง ความทุกข์ หมายถึง ลักษณะแห่งความทนทุกข์ทรมานอยู่ในตัวของสิ่งทั้งปวง ซึ่งดู แล้วน่าชัง น่าเบื่อหน่าย น่าระอา ความเป็นอนัตตา หมายถึง สภาพที่สิ่งทั้งปวงไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ด้วยมั่นใจว่าเป็น ตัวตนหรือของตน นี่คือการบอกให้รู้ว่า "สิ่งทั้งปวงคืออะไร" ตามหลักไตรลักษณ์. (๒๒) หลักปฏิบัติที่ให้เป็นไปตามกฎธรรมชาติของสิ่งทั้งปวง นั้น ได้แก่ หลัก “โอวาทปาฏิโมกข์" แปลว่า คำสอนที่เป็น ประธานของคำสอนทั้งปวง มี ๓ ข้อคือ การไม่ทำชั่วทั้งปวง การทำความดีให้เต็มที่ และการทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจาก ความเศร้าหมอง สองข้อแรกเป็นเพียงชั้นศีลธรรม ข้อที่สาม หมายถึงการทำจิตให้เป็นอิสระจากการครอบงำของสิ่งทั้งปวง
น.22 ๑๑ จัดเป็นตัวแท้ของพระพุทธศาสนา คนเรามีความรู้สึกตามธรรมชาติ อยู่สองอย่างคือ พอใจกับไม่พอใจ ถ้ายังมีความรู้สึกสองอย่าง นี้อยู่แสดงว่าจิตยังไม่เป็นอิสระ หลักพุทธศาสนาจึงปฏิเสธการ ยึดถือทั้งสิ่งที่น่ารักและน่าชัง ไม่ให้หลงติดทั้งในความดีและความ ชั่ว ไม่ให้ผูกพันตัวกับสิ่งใดเลย ในระยะแรกต้องเว้นจากความ ชั่ว ในระยะถัดมาต้องทำความดีให้เต็ม ส่วนในระยะสูง ต้อง ทำจิตให้ลอยสูงอยู่เหนือการครอบงำของความดีและความชั่ว กลายเป็นโลกุตตระ จนลุความเป็นอรหันต์ในที่สุด. (๒๓) คำว่า “พุทธศาสนา" แปลว่า ศาสนาของผู้รู้ "พุทธศาสนิก" แปลว่า ผู้ปฏิบัติตามศาสนาของผู้รู้ คือรู้สิ่งทั้งปวงตามเป็นจริง จึงเรียกได้ว่า "พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ทำให้รู้ว่า อะไรเป็น อะไร" บุคคลต้องปฏิบัติให้รู้ของตนเอง เมื่อรู้ถึงที่สุดกิเลสตัณหา ต่าง ๆ จะถูกทำลายไป ความไม่รู้ที่เรียกว่า "อวิชชา" ก็จะดับ ทันที ข้อปฏิบัติต่างๆ จึงมีไว้เพื่อให้ความรู้คือ "วิชชา" เกิดนั่นเอง. (๒๔) การศึกษาให้รู้จักพระพุทธศาสนาต้องศึกษาจากตัวจริง คือจากสิ่งทั้งปวง ซึ่งรวมทั้งกายและใจ จากชีวิตที่หมุนอยู่ใน วงกลมของความอยาก ที่ทำให้เวียนว่ายไปตามวัฏสงสารหรือทะเล ทุกข์ไม่สิ้นสุด ให้เห็นว่าความทุกข์เหล่านั้น เกิดมาจากความที่ ไม่รู้ว่า "อะไรเป็นอะไร" แล้วผูกใจปักมั่นในทางที่จะปฏิบัติให้ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ด้วยความพยายามที่จะมองให้เข้าใจแจ่มแจ้ง
น.23 ๑๒ ว่า สิ่งนั้นมันเป็นอย่างไร ความทุกข์ที่เกิดขึ้น และกำลังเผาเรา ให้เร่าร้อนอยู่นั้นมันคืออะไร มาจากอะไร คือพยายามมองสิ่ง ทั้งหลายในแง่ของความทุกข์ให้มากที่สุด แล้วความรู้จะเกิดขึ้น เป็นมรรคผล นิพพาน ตามลำดับ นี่เป็นการรู้พุทธศาสนาที่ถูกต้อง แท้จริง การเข้าถึงพุทธศาสนาโดยวิธีนี้ คนไม่รู้หนังสือก็เข้าถึง ได้ ดีกว่าคนที่เรียนพระไตรปิฎก แต่ไม่ปฏิบัติตาม. (๒๕)
Buddhadasa