น.24 ๓ ลักษณะสามัญของสิ่งทั้งปวง (ไตรลักษณ์) สิ่งทั้งปวงประกอบอยู่ด้วยลักษณะ ๓ ประการ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจัง แปลว่า ไม่เที่ยง หมายความว่า สิ่งทั้งปวงมีลักษณะ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่คงที่ตายตัว. ทุกขัง แปลว่า ทุกข์ หมายความว่า สิ่งทั้งปวงมีลักษณะ เป็นทุกข์ ดูแล้วน่าสังเวชใจ ก่อให้เกิดความทุกข์ใจแก่ผู้เห็นแจ้ง ในสิ่งนั้น ๆ อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่ตัวตน หมายความว่า ทุกสิ่งไม่มี ความหมายแห่งความเป็นตัวตน ไม่มีลักษณะอันใดที่จะทำให้ถือ ได้ว่าเป็นตัวเราของเรา. (๒๖)
น.25 ๑๔ ลักษณะ ๓ ประการนี้ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนมากกว่า คำสอนอื่น ๆ บรรดาคำสอนทั้งหลายอื่น มารวมยอดอยู่ที่การ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งสิ้น หลักอนิจจัง ทุกขัง มีสอนอยู่ ก่อนพระพุทธเจ้า ผิดกันแต่ยังไม่ได้ขยายความให้ละเอียดลึกซึ้ง ถึงที่สุดเหมือนคำสอนของพระพุทธเจ้า สำหรับหลักอนัตตามีสอน แต่ในพุทธศาสนา ข้อนี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่รู้จักว่าอะไร เป็นอะไรถึงที่สุดเท่านั้น จึงจะรู้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ ของตน. (๒๗) เมื่อมีการปฏิบัติตามหลักไตรลักษณ์นี้จนเห็นแจ้งแล้ว จะ ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นอย่างหนึ่งคือ "ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มี อะไรที่น่าเป็น" หมายความว่า การมองเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างถูกต้อง คือมองเห็นความมี ความเป็น อย่างใดอย่างหนึ่งว่า เป็นความหลอกลวง เป็นมายา ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ทั้งหมด ทั้งสิ้น การมองเห็นนี้ไม่ใช่เป็นการเห็นด้วยการคำนวณตาม หลักเหตุผล แต่ต้องเห็นแจ้งด้วยความรู้สึกในใจแท้จริง จน เกิดความสลดสังเวชเบื่อหน่าย จึงจะเรียกว่า “เห็นธรรม" ผู้ที่ท่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือพิจารณาอยู่ทั้งวัน ทั้งคืน แต่ถ้าไม่เกิดความรู้สึกถอยหลังต่อสิ่งทั้งปวง ก็เรียกว่ายังไม่เห็น แจ้ง เป็นอันว่า การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่แท้จริง คือต้อง เห็นจนเกิดความรู้สึกว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น" (๒๘)
น.26 ๑๕ พุทธศาสนามีคำรวบยอดอยู่คำหนึ่ง คือ "สุญญตา" แปลว่า ความว่าง คือ ว่างจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน ว่างจากสาระที่จะเข้าไปยึดถือว่า ตัวเราของเรา เมื่อรู้แจ้งว่าทุก สิ่งว่างจากตัวตนแล้ว ก็เรียกว่ารู้พุทธศาสนาถึงที่สุด. (๒๙) คำว่า “ว่างจากตัวตน" เป็นคำที่รวบเอาความหมายของ คำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไว้ทั้งหมด คือเมื่อมันไม่เที่ยงเปลี่ยน แปลงอยู่เสมอ ไม่มีส่วนไหนที่ยั่งยืนถาวร ก็เรียกว่าว่างได้ เมื่อ เต็มไปด้วยลักษณะที่ดูแล้วน่าสังเวชใจ ก็แปลว่าว่างจากส่วนที่ ควรจะเข้าไปยึดถือเอา เมื่อพิจารณาดูไม่เห็นมีลักษณะไหนที่จะ คงทนเป็นตัวตนของมันเองได้ ดังนี้ก็เรียกว่าว่างจากตัวตน ถ้า มองเห็นความว่างของสิ่งทั้งปวงดังนี้แล้ว จะเกิดความรู้สึก "ไม่น่า เอาไม่น่าเป็น" ในสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาทันที ความรู้สึกชนิดนี้มีอำนาจ เพียงพอที่จะคุ้มครองคนเรา ไม่ให้ตกเป็นทาสของกิเลสหรืออารมณ์ ทุกชนิด ทำให้จิตเป็นอิสระอยู่เสมอ การพิจารณาให้เห็นว่า สิ่งทั้งปวงว่างจากสาระที่ควรเข้าไปยึดถือนั้น เป็นตัวแท้ของ พระพุทธศาสนา เป็นหัวใจของการปฏิบัติตามหลักพุทธ ศาสนา . (๓๐) ที่ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น" นี้ มิได้หมายความว่า คนเราจะอยู่ได้โดยไม่มีอะไรไม่เป็นอะไรเสียเลย แต่หมาย ความว่า อย่าเอาหรือเป็นด้วยจิตใจที่หลงใหลยึดถือ จะทำให้ เกิดทุกข์ พุทธศาสนาสอนในทางที่จะไม่เอาไม่เป็น ก็เพราะ
น.27 ๑๖ การเอาการเป็นนั้น เป็นแต่เรื่องสมมติ ที่เป็นไปด้วยอำนาจของ อวิชชา เมื่อพูดถึงความจริงขั้นปรมัตถ์ คนเราจะเอาจะเป็นอะไร ไม่ได้เลย เพราะทั้งคนที่จะเอาและสิ่งที่จะถูกเอานั้น มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนของใครด้วยกันทั้งนั้น การเอาการเป็นเกิด มาจากความอยาก (ตัณหา) ที่ติดมาโดยสัญชาตญาณตั้งแต่อยู่ ในท้อง พอเกิดมาก็รู้จักอยาก และรู้จักทำตามความอยาก จน สำเร็จผลอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา แล้วส่งทยอยให้เกิดความ อยากอย่างอื่นต่อไปอีก วนเป็นวงกลมของกิเลส กรรม วิบาก ซึ่งเรียกว่าวัฏสงสารอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้ต้องทนทุกข์ ทรมานไม่รู้จักจบสิ้น ศีลธรรมหรือจริยธรรม ไม่อาจแก้ทุกข์นี้ได้ ต้องอาศัยตัวแท้ของพุทธศาสนา อันเป็นหลักธรรมชั้นสูง สำหรับ แก้ไขเรื่องนี้โดยเฉพาะ. (๓๑) ความอยากมี ๓ อย่างคือ กามตัณหา อยากในสิ่งที่ตน รักใคร่พอใจ ภวตัณหา อยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่ตนอยาก เป็น วิภวตัณหา อยากไม่ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่ตนอยาก ไม่ให้เป็น มีความอยากที่ไหน มีความร้อนใจที่นั่น เมื่อต้องทำ ตามความอยาก ย่อมมีความทุกข์เกิดขึ้น ได้ผลมาแล้วก็ไม่หยุด อยาก ยังอยากต่อไป คนทำชั่วเพราะอยากทำชั่ว คนทำดีก็เพราะ อยากทำดี ลำพังแต่ความดีอย่างเดียวยังไม่พอ เพราะยังไม่เป็น อิสระ ยังต้องเป็นทาสของความอยาก ยังต้องเป็นทุกข์ ต้องทำ สิ่งที่เหนือกว่าการทำดี คือ ทำจิตให้หลุดพ้นจากการเป็น ทาสของความอยาก เอาชนะความอยากทั้ง ๓ ให้ได้ จึงจะ
น.28 ๑๗ พ้นจากความทุกข์. (๓๒) วิธีตัดรากเง่าของความอยาก คือ พิจารณาให้เห็นความ ไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตน จนมองเห็นว่า ไม่มี อะไรที่น่าอยากเอา น่าอยากเป็น เพราะทุกสิ่งที่อยากล้วนแต่ นำความทุกข์นำภาระอันหนักมาให้ทั้งสิ้น เมื่อเราได้อะไรมา ก็ จำต้องจัดการกับสิ่งนั้น ๆ ให้มันคงอยู่กับเรา ให้เป็นไปตามใจเรา หรือให้เป็นประโยชน์แก่เรา แต่ตามปกติสิ่งนั้น ๆ เป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คือไม่รับรู้ต่อความประสงค์ของบุคคลใด มีแต่จะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยของมันเอง การพยายาม ของคนเรา จึงเป็นการต้านกฎแห่งความเปลี่ยนแปลง ก่อให้เกิด ความยากลำบาก เป็นการทนทรมานในการที่จะเป็นอยู่ หรือ กระทำสิ่งทั้งหลายให้เป็นไปตามความประสงค์ (๓๓) อุบายที่จะทำให้รู้ว่า “สิ่งทั้งปวงไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น" ได้แก่การพิจารณาให้ลึกซึ้งจนพบความจริงว่า การเอาการเป็น ของผู้ที่มีกิเลสตัณหา ย่อมเอาเป็นด้วยความอยาก ส่วนการเอา การเป็นของผู้ที่ไม่มีกิเลสตัณหา ย่อมเอาเป็นด้วยปัญญาที่ทำให้ ไม่เกิดความทุกข์ พระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าก็ยังมีการทำ การเป็นอยู่ ท่านทำงานมากกว่าผู้ที่มีกิเลสเสียอีก แต่การกระทำ ของท่านไม่ก่อให้เกิดทุกข์ เพราะท่านทำไปด้วยอำนาจของปัญญา คู่กับเมตตา เพื่อช่วยสัตว์โลกโดยไม่หวังผลตอบแทนแต่ประการ ใดเลย. (๓๔)
น.29 ๑๘ ผู้หวังพ้นทุกข์ ควรฝึกฝนตนในการที่จะทำหรือจะ "เอา" แต่ด้วยอำนาจของสติปัญญา ไม่ทำไปด้วยอำนาจของกิเลส ตัณหา นับตั้งแต่การศึกษาเล่าเรียน การประกอบอาชีพเป็นต้นไป ต้องให้มีปัญญาควบคุมอยู่เสมอ จะทำให้ไม่ร้อนใจทั้งก่อนทำ กำลังทำและทำเสร็จแล้ว หลักสำคัญต้องให้รู้สึกเสมอว่า "สิ่ง ทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น" เมื่อ รู้สึกได้ดังนี้ จะทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายด้วยปัญญา ไม่ตกหลุมของตัณหาไม่ก่อให้เกิดทุกข์ตั้งแต่ต้นจนปลาย ไม่หลง ยึดถือเป็นตัวตนหรือของตน ในฐานะเป็นสิ่งที่น่าเอาหรือน่าเป็น คงทำไปด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ปล่อยให้เป็นไปตามขนบ ธรรมเนียมประเพณี หรือตามกฎหมาย. 56 (๓๕) เกี่ยวกับ “การเป็น" ก็เหมือนกัน ต้องไม่ยึดถือในการ ได้เป็นนั่นเป็นนี่ เพราะการเป็นทุกชนิด ล้วนแต่นำมาซึ่งความ ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งนั้น อุบายง่าย ๆ ก็คือ พิจารณาให้เห็น ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเป็น หรือไม่มีการเป็นอะไรที่น่าสนุกเลย นับ ตั้งแต่การเป็นบุตรธิดา เป็นบิดามารดา เป็นสามีภรรยา ตลอด จนกระทั่งเป็นเทวดา เป็นพรหม ถ้ามีความรู้ชนิดที่เรียกว่า รู้อะไร เป็นอะไรอย่างแท้จริงแล้ว จะเห็นว่าทุกอย่างล้วนไม่น่าสนุก เพราะ เป็นการทนทำ ทนเอา ทนเป็น ทนอยู่โดยไม่รู้สึกตัว ฉะนั้น จึง ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น ในลักษณะที่จะทำให้เป็นทุกข์ น้อยที่สุด หรือไม่ให้เป็นทุกข์เลย. (๓๖)
น.30 ๑๙ แนวแห่งพุทธศาสนามีอยู่อย่างนี้ จะทำได้หรือไม่ก็ตามจะ ปรารถนาหรือไม่ก็ตาม แนวของการพ้นทุกข์มีอยู่อย่างนี้ ถ้าวันนี้ ไม่ปรารถนา วันหน้าต้องปรารถนา เพราะว่าเมื่อละชั่วหมดแล้ว และความดีก็ทำเต็มเปี่ยมแล้ว ความรู้สึกที่ว่าจิตยังหม่นหมอง ด้วยตัณหาชั้นประณีตยังมีอยู่ จะผลักดันให้มีความพยายามอยู่ เหนือตัณหา จนไม่มีความอยากโดยสิ้นเชิง เป็นการพ้นความ ทุกข์ทั้งปวงในที่สุด. (๓๗)
น.31 นรถคมหลักกับบีเจ อลิกเกริกไกร อ่อนคัลคลิล์เกตส์ในการลดมิ ·บมการเป็นอะไรานาสนุกเลย มน
Buddhadasa