Buddhadasa.org

ใจความสำคัญแห่งคู่มือมนุษย์ ตอนที่ ๔ — ๔. อำนาจของความยึดติด (อุปาทาน)

ใจความสำคัญแห่งคู่มือมนุษย์ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ใจความสำคัญแห่งคู่มือมนุษย์ (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.32 ๔ อำนาจของความยึดติด (อุปาทาน) การที่จะถอนตัวออกจากสิ่งทั้งหลายที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ต้องศึกษาให้รู้จักว่าอะไรเป็นเหตุของความอยาก จนเข้าไปยึดติดในสิ่งนั้น เรียกอุปาทาน แปลว่า ความยึดถือ จำแนกเป็น ๔ ประการ คือ กามุปาทาน การยึดถือในของรัก ของใคร่ทั่วไป ทิฏฐปาทาน การยึดถือทิฐิความคิดเห็นของตน สีลัพพตุปาทาน การยึดถือในวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ที่ตนเคยกระทำ มาอย่างงมงาย อัตตวาทุปาทาน การยึดถือด้วยการกล่าวว่า เป็นตัวเป็นตน. (๓๘) กามุปาทาน (การยึดมั่นในกาม) หมายถึงความรู้สึกติดพัน สนุกสนานเพลิดเพลิน เอร็ดอร่อย ในวัตถุหรืออารมณ์อันเป็นที่ ตั้งแห่งความรักใคร่พอใจ จำแนกได้เป็น ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น

น.33 ๒๒ รส สัมผัส และธรรมารมณ์ การยึดมั่นในกามเป็นเหตุให้เกิดความ พินาศฉิบหายนานัปการ การอุตส่าห์เล่าเรียนเพื่อประกอบอาชีพ การขวนขวายทำกิจการงานทุกอย่าง ก็สืบเนื่องมาจากกามารมณ์ แม้การทำบุญให้ทานเพื่อไปสวรรค์ ก็มีมูลมาจากกามารมณ์ โดยเหตุนี้จึงเห็นได้ว่า ความยุ่งยากปั่นป่วนของโลก มีมูลมาจาก กามารมณ์ หรือกามุปาทานทั้งสิ้น. (๓๙) ถ้าว่าอย่างโลก ๆ กามุปาทานกลับมีประโยชน์ เพราะทำให้ รักครอบครัว ให้ขยันขันแข็งในการแสวงหาทรัพย์สมบัติ และชื่อ เสียง เป็นต้น แต่เมื่อมองในทางธรรม กลายเป็นทางมาแห่งความ ทุกข์ทรมานอันเร้นลับ ฉะนั้น กามุปาทานจึงเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม และละให้ได้ในที่สุด.ianswereinconGGถังและ(๔๐) ทิฏฐปาทาน (การยึดมั่นในทิฐิ) หมายถึง การยึดมั่นใน ความเห็นของตนจนเกิดการถือรั้น ซึ่งมีโทษร้ายกาจไม่น้อยกว่า กามุปาทาน ถ้ายึดมั่นในความคิดความเห็นเดิมของตน จนไม่ ยอมเปลี่ยนแปลง จะต้องได้รับความพินาศ เราจำเป็นจะต้อง ปรับปรุงทิฐิให้ถูกให้ดีให้สูงขึ้นเสมอ คือจากมิจฉาทิฐิ ให้กลายเป็น สัมมาทิฐิ และยิ่งขึ้น ๆ จนเห็นอริยสัจจ์ในที่สุด. (๔๑) ทิฐิที่เป็นเหตุแห่งความถือรั้น มันมีมูลเหตุมาจากการถือ ขนบธรรมเนียมประเพณี หรือลัทธิศาสนาเป็นส่วนใหญ่ เพราะ เป็นสิ่งที่มีการสะสมอบรมกันมาเป็นเวลานาน แม้ว่าทิฐิต่าง ๆ

น.34 ๒๓ เหล่านั้น ยังเกี่ยวกับความไม่รู้เป็นอวิชชา ก็ยังเข้าใจเอาตามกิเลส พื้นฐานว่า สิ่งนี้เที่ยงแท้ถาวร ควรยึดถือ เป็นความสุข เป็นตัวตน แทนที่จะเห็นเป็นมายา เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความถือรั้น ชนิดนี้เป็นอุปสรรคมิให้ก้าวไปสู่ทางดีทางสูงได้ ไม่อาจทำให้ เปลี่ยนไปสู่ความเห็นความเชื่อในลัทธิศาสนา หรือนิกายอื่น ๆ ที่ดีกว่าสูงกว่าได้ โดยเหตุนี้ พุทธศาสนาจึงถือว่า ทิฐิเป็นตัว กิเลสที่ร้ายกาจ เป็นสิ่งที่น่าอันตรายที่สุดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะต้อง พยายามทำให้หน่ายให้จาง และหลุดถอนได้ในที่สุด. (๔๒) สีลัพพตุปาทาน (การยึดมั่นในศีลและวัตร) หมายถึง การถือมั่นในความประพฤติการกระทำที่สืบกันมาอย่างไร้เหตุผล หรือที่นิยมกันว่าขลังศักดิ์สิทธิ์ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยน แปลงไม่ได้ เช่น การถือเครื่องรางของขลัง ลัทธิพิธีหรือเคล็ดลับ ต่าง ๆ เชื่อผีสางเทวดา ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น การถือชนิดนี้ ปรากฏว่า ยังมีอยู่ทั่วไปในหมู่ชาวไทย และพุทธบริษัททั้งหลาย โดยเฉพาะลัทธิที่ถือพระเป็นเจ้า ถือเทวดา ถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย แล้ว จะมีการถือชนิดนั้นมาก สำหรับชาวพุทธไม่น่าจะมีอย่างนั้น ที่มีอยู่ก็เนื่องมาจากการสมาทานศีล หรือประพฤติธรรมะที่ไม่ ทราบความมุ่งหมาย ไม่คำนึงถึงเหตุผล สันนิษฐานเอาเสียว่า เป็นของศักดิ์สิทธิ์ จึงได้ถือกันตามแบบแผนประเพณีที่สืบมา เมื่อ ไม่เข้าถึงเหตุผลของสิ่งนั้น ๆ เพราะปฏิบัติมาจนชิน การถือมั่น จึงเหนียวแน่น เป็นอุปาทานชนิดที่แก้ได้ยาก อันนี้เรียกว่าอุปาทาน

น.35 ๒๔ ในการประพฤติปฏิบัติที่เคยกระทำสืบกันมาอย่างผิด ๆ หรือ งมงาย. (๔๓) การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน สมถกรรมฐาน ก็เช่นกัน ถ้า ทำไปด้วยความไม่รู้เหตุผลต้นปลาย ไม่รู้ความมุ่งหมายที่แท้จริง แล้ว ก็ต้องเป็นการทำไปด้วยอำนาจของการยึดถือที่ผิดจุดหมาย กลายเป็นความเขลาชนิดหนึ่งอย่างแน่นอน แม้การรักษาศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ หรือศีลอะไรก็ตาม ถ้ารักษาโดยที่ว่าจะเป็นผู้ขลัง ผู้ศักดิ์สิทธิ์ หรือให้มีอำนาจวิเศษอะไรขึ้นมา ก็กลายเป็นกิจวัตร ที่มุ่งผิดทาง ทำไปโดยอำนาจของสีลัพพตฺปาทานนี้ทั้งสิ้น ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องระวังให้มากในเรื่องนี้ การปฏิบัติตามหลักธรรมะ ของพุทธศาสนานั้น ต้องเป็นการปฏิบัติถูกไปตั้งแต่ความคิด ความ เห็น ความพอใจ ในผลของการทำลายกิเลสไปตั้งแต่ต้น ความ ประพฤติปฏิบัตินั้นจึงจะไม่เป็นอุปาทานที่นอกลู่นอกทางไร้เหตุผล (๔๔) อัตตวาทุปาทาน (ความยึดมั่นด้วยวาทะว่าตัวตน) หมายถึง ความยึดถือที่รู้สึกออกมาจากภายในใจว่า "เรา" เป็น "ตัวตน ของเรา" ความยึดถือชนิดนี้เป็นสัญชาตญาณชั้นมูลฐานของชีวิต ของสัญชาตญาณอื่น ๆ และเป็นมูลฐานของความทุกข์ทั้งปวงด้วย ดังคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่สรุปเป็นใจความสั้น ๆ ว่า "ร่างกาย และจิตใจ ที่มีอุปาทานเข้าไปยึดถือหรือครอบงำอยู่ นั่นแหละเป็น ตัวความทุกข์" เนื่องจากอุปาทานข้อนี้เป็นทั้งมูลกำเนิดของชีวิต

น.36 ๒๕ และมูลกำเนิดของความทุกข์ จึงมีคำกล่าวว่า "ชีวิตคือความทุกข์ ความทุกข์คือชีวิต" ความรู้แสดงถึงมูลกำเนิดของชีวิต และความ ทุกข์นี้ มีเฉพาะในพุทธศาสนาเท่านั้น และเป็นทางให้สามารถ กำจัดทุกข์ได้เด็ดขาดด้วย. (๔๕) เมื่ออัตตวาทุปาทาน เป็นมูลฐานของชีวิต เป็นสิ่งที่มีอยู่เอง เป็นอยู่เอง ดังนี้แล้ว เราจึงไม่มีทางป้องกันที่จะไม่ให้มันแสดง อิทธิพลออกมาได้ นอกจากควบคุมไว้ให้มากที่สุดที่จะมากได้ เท่านั้น จนกว่าที่จะมีวิชชาเกิดขึ้น จึงจะตัดได้ขาด พระอรหันต์ เท่านั้นที่เอาชนะสัญชาตญาณนี้ได้เด็ดขาด ดังนี้จึงเห็นว่า เรื่อง นี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชีวิต ฉะนั้น พุทธบริษัทควรศึกษา และ เอาชนะอุปาทานข้อนี้ให้มากที่สุด จึงจะเรียกว่าได้รับประโยชน์ เต็มตามที่พุทธศาสนามีให้เรา. (๔๖) ขอรบเร้าให้สนใจศึกษา เรื่องอุปาทานทั้งสี่ อันเป็นสิ่งที่เป็น อันตราย เป็นพิษร้ายที่เร้นลับอยู่ ในลักษณะที่เป็นของหวาน อร่อย สวยงาม และไพเราะ ให้เข้าใจเป็นพิเศษให้สมกับข้อที่ว่า "การหลุดพ้นจากอุปาทาน เป็นใจความสำคัญของพุทธศาสนา" จนสามารถนำความรู้นั้นมาควบคุมอุปาทานให้อยู่ในอำนาจได้ ก็จะทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่เป็นทุกข์ หรือทุกข์ น้อย การปฏิบัติหน้าที่การงานและการมีชีวิตอยู่ ก็จะเป็นไปแต่ ในลักษณะที่เยือกเย็น มีความสะอาด สว่าง สงบ. (๔๗)

น.37 ทุกไม่ตายความเมริเหตุผลคนปลาย แสมรความมุ่งหมายที่แท้จริง ร้อย หกศิลาจกระซิบอกไฟ "โกลด์ จัดซื้อชื่อเจ้ากากสารออกซิ ความพอใจ ในผลของการกรณีโต้พริกลอกการกินกิจหลิง

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต