น.38 ๕ ขั้นของการปฏิบัติศาสนา (ไตรสิกขา) วิธีที่จะตัดอุปาทานตามหลักพุทธศาสนา มี ๓ ขั้น เรียกว่า ไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ศีล หมายถึง การประพฤติดีประพฤติถูก ตามหลักทั่ว ๆ ไป ในอันที่ไม่ทำตนและคนอื่นให้เดือดร้อน จำแนกเป็นศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ ศีล ๒๒๗ เป็นต้น รวมใจความก็คือ การปฏิบัติเพื่อความ สงบเรียบร้อยปราศจากโทษขั้นต้น ๆ ที่เป็นไปทางกายทางวาจา เกี่ยวกับสังคมและส่วนตัว หรือสิ่งของต่าง ๆ ที่จำเป็นแก่การเป็น อยู่. สมาธิ ได้แก่ การบังคับจิตใจของตัวไว้ในสภาพที่จะใช้ ประโยชน์ได้มากที่สุดตามที่ตนต้องการ ลักษณะที่ใจมั่นแน่วแน่ หรือสงบบริสุทธิ์ ยังไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของสมาธิ พระองค์
น.39 ๒๘ ทรงแสดงลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิด้วยคำอีกคำหนึ่งซึ่งสำคัญที่ สุด คือคำว่า "กมุมนีโย" แปลว่า สมควรแก่การทำการงาน คำนี้เป็นคำสุดท้ายที่ทรงแสดงลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิ ปัญญา หมายถึง การฝึกฝนอบรม ทำให้เกิดความรู้ ความ เข้าใจอันถูกต้องและสมบูรณ์ถึงที่สุด ในสิ่งทั้งปวง ตามที่เป็นจริง คนเราตามปกติไม่สามารถรู้อะไร ๆ ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง คือ มักถูกตามที่เข้าใจเอาเอง หรือตามที่สมมติกัน มันจึงไม่ใช่ตาม ที่เป็นจริง ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนาจึงมีระเบียบปฏิบัติที่เรียกว่า ปัญญาสิกขาขึ้นอีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนสุดท้าย สำหรับจะได้ฝึกฝน อบรมให้เกิดความเข้าใจ เห็นแจ้ง ในสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง โดยสมบูรณ์. (๔๘) คำว่า “ความเข้าใจ" กับคำว่า “ความเห็นแจ้ง" นั้น ใน ทางธรรมไม่เป็นอันเดียวกัน ความเข้าใจเป็นเพียงความรู้ที่เกิดขึ้น โดยอาศัยการคิดคำนวณอนุมานเอาตามหลักแห่งเหตุผล ส่วน ความเห็นแจ้ง หมายถึงความรู้ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยการอบรมบ่มจิต ด้วยการพินิจพิจารณาให้ซึมซาบในสิ่งต่าง ๆ จนเกิดความรู้สึก เบื่อหน่ายไม่หลงใหลในสิ่งนั้น ๆ ด้วยใจจริง ปัญญาสิกขาตาม หลักพุทธศาสนา จึงไม่ได้หมายถึงปัญญาที่เป็นไปตามอำนาจ เหตุผล แต่ต้องเป็นการรู้แจ้งเห็นจริงด้วยใจจริงจนฝังแน่นไม่ลืม การพิจารณาในทางปัญญาตามสิกขาข้อนี้ จึงจำต้องใช้สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมาในชีวิตของเราเองเป็นเครื่องพิจารณาให้เห็นว่า สิ่งเหล่านั้น
น.40 ๒๙ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ด้วยใจจริง จนเกิดความ สลดสังเวชเบื่อหน่ายในสิ่งเหล่านี้ ถ้าเป็นแต่เพียงความเข้าใจจะ ไม่เบื่อหน่าย ต้องเห็นแจ้งจึงจะเบื่อหน่าย เพราะเป็นของคู่กัน. (๔๙) การศึกษาปฏิบัติเบื้องต้น คือ ศีลสิกขานั้น เป็นการตระเตรียม เบื้องต้นให้มีการเป็นอยู่ในสังคม สิ่งแวดล้อมด้วยความผาสุก เป็นพื้นฐาน ความเป็นอยู่ที่ผาสุกจะช่วยให้จิตใจเป็นปกติ เป็นไป พร้อมเพื่อให้เกิดสมาธิ นี่เป็นยอดแห่งอานิสงส์ของศีล. (๕๐) บทเรียนขั้นที่ ๒ คือ การสามารถควบคุมจิตให้บำเพ็ญ หน้าที่ของมันให้เป็นประโยชน์ที่สุด ในทางศีลมีการประพฤติ ทางกายวาจาดี ส่วนสมาธิเป็นการประพฤติในทางจิตดี คือไม่มี ความผิด ไม่มีความเศร้าหมอง ไม่มีความฟุ้งซ่าน และอยู่ใน สภาพที่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ของมัน เรียกว่า เป็นสมาธิ ตาม ธรรมดาบุคคลจะสามารถทำอะไรได้สำเร็จก็ต้องอาศัยกำลังสมาธิ ทั้งสิ้น แต่สมาธิทำนองนั้น เป็นสมาธิตามธรรมชาติ ส่วนสมาธิ ในหลักพระพุทธศาสนา หมายถึงสมาธิที่ได้ฝึกให้สูงขึ้นกว่านั้น สมาธิที่เลยระดับของมนุษย์ธรรมดาท่านเรียกว่าเป็น "อุตตริมนุสส ธรรม" ชนิดหนึ่ง การได้มาซึ่งสมาธินี้ต้องลงทุนอดทนศึกษา อบรมและปฏิบัติ เมื่อได้แล้วจะทำให้มีเครื่องมือที่สูงกว่าธรรมดา ฉะนั้น จึงควรสนใจอบรมสมาธิ อย่าถือเป็นครีพ้นสมัย. (๕๑)
น.41 ๓๐ บทเรียนขั้นที่ ๓ คือ ปัญญา แต่สมาธิสิกขากับปัญญา สิกขา มีความเกี่ยวเนื่องกัน ดังพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "เมื่อจิต เป็นสมาธิแล้ว ย่อมเห็นสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงตามเป็นจริง" โดยกิริยาหมายถึงอาการที่จิตประกอบด้วยสมาธิในลักษณะที่ พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ ถ้าจิตมีลักษณะเช่นนี้ก็จะรู้สิ่งทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง ความลับมีอยู่ว่าเรื่องที่อยากจะรู้ หรือปัญญาที่ อยากจะสาง ตามปกติมันย่อมฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก เมื่อเกิดความ เดือดร้อนหรือความสงสัยต้องการจะสางให้ออกมันก็ไม่ออก เพราะจิตในขณะนั้นยังไม่เหมาะสมที่จะสางปัญหา ถ้าผู้ใด เจริญสมาธิที่ถูกต้องคือมีลักษณะที่เรียกว่า "กมฺมนีโย" พร้อมที่จะปฏิบัติงานทางจิตแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ที่สะสมอยู่ ใต้สำนึกก็จะโพล่งเป็นคำตอบออกมาอย่างไม่มีเหตุผล ในทันทีที่จิตเป็นสมาธิในลักษณะเช่นนั้น ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ก็ต้องน้อมจิตไปสู่ปัญหาที่กำลังมีอยู่ การพิจารณาด้วยกำลัง ของสมาธิในลักษณะเช่นนี้เรียกว่า ปัญญาสิกขา การตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้าก็มีในลักษณะที่น้อมจิตที่เป็นสมาธิดีแล้วไปเพื่อ พิจารณาปัญหา ดังนี้. (๕๒) ตามหลักพระพุทธศาสนา แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง สมาธิกับปัญญาไว้ว่า ต้องมีสมาธิจึงจะมีปัญญา ต้องมีปัญญา จึงจะมีสมาธิ เพราะการที่จะให้เป็นสมาธิยิ่งไปกว่าสมาธิยิ่งไป กว่าสมาธิตามธรรมชาติ ต้องอาศัยปัญญา อย่างน้อยก็ต้องเข้าใจ
น.42 ๓๑ วิธีบังคับจิตให้เป็นสมาธิ ในมรรคมีองค์แปดยกเอาสัมมาทิฐิขึ้น ไว้เป็นองค์แรก เพราะการที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรตามที่เป็นจริง ต้องมีสัมมาทิฐิก่อน คนที่มีปัญญาย่อมมีสมาธิมากขึ้น เมื่อสมาธิ มากขึ้นปัญญาก็ยิ่งมีกำลังมากขึ้นตาม มีอาการส่งเสริมกันและ กัน ดังนี้. (๕๓) เมื่อมีปัญญาจะต้องมีความเห็นแจ้ง และมีผลเป็นความ รู้สึกเบื่อหน่ายสลดสังเวช ถอยหลังออกมาจากสิ่งทั้งปวงที่เคย หลงรักหลงยึดถือ การถอยหลังนี้มิใช่เป็นการถอยหลังด้วยกิริยา อาการ แต่หมายถึงการชะงักถอยหลังด้วยจิตใจ โดยเฉพาะเป็น จิตที่อิสระ ไม่ตกเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง เรียกว่า “วิมุตติ" หมาย ความว่าหลุดจากการเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง ทั้งที่พอใจและไม่ พอใจ นี่แสดงว่าหลุดจากการเป็นทาสของสิ่งทั้งปวงได้ด้วยอำนาจ ของปัญญา ดังพระพุทธเจ้าตรัสว่า "บุคคลบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา" ไม่ใช่ด้วยศีลหรือด้วยสมาธิ เมื่อหลุดก็จะมีความบริสุทธิ์สะอาด สว่างแจ่มแจ้ง และสงบเย็น จงได้กำหนดพิจารณาปัญญาสิกขา นี้ให้ดี ๆ เพราะเป็นเครื่องทำลายอุปาทาน ๔ ให้หมดสิ้นได้. (๕๔) ข้อปฏิบัติทั้ง ๓ อย่างนี้ คงทนต่อการพิสูจน์ เป็นหลัก วิชาอันแท้จริง เหมาะที่ทุกคนจะปฏิบัติ และไม่ค้านเป็นปฏิปักษ์ กับศาสนาไหน แต่มีอะไร ๆ มากออกไปกว่าศาสนาอื่น โดยเฉพาะ คือการปฏิบัติในทางปัญญา อันเป็นการเปลื้องจิตให้เป็นอิสระ
น.43 ๓๒ จากสิ่งทั้งปวง ไม่ผูกพันเป็นทาสอยู่ใต้อำนาจของสิ่งทั้งหมด หลักทั้ง ๓ นี้ จึงเป็นของสากล หรือเป็นศาสนาสากลใช้ได้แก่ คนทุกคนทุกยุคทุกสมัย เพราะชีวิตมีปัญหาความทุกข์อย่างเดียว กันหมด รวมทั้งเทวดา มนุษย์ และสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งเป็นเหตุ ให้กล่าวได้ว่าโลกทั้งหมดเป็นอันเดียวกัน หรือเป็นชีวิตเดียวกัน เพราะมีปัญหาอย่างเดียวกัน มีสิ่งที่ต้องทำอย่างเดียวกัน คือต้อง ตัดกิเลสตัณหาหรืออุปาทานเสียให้ได้ นี่แหละคือความหมายของ ความเป็นศาสนาสากล. (๕๕)
Buddhadasa