Buddhadasa.org

ใจความสำคัญแห่งคู่มือมนุษย์ ตอนที่ ๖ — ๖. คนเราติดอะไร (เบญจขันธ์)

ใจความสำคัญแห่งคู่มือมนุษย์ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ใจความสำคัญแห่งคู่มือมนุษย์ (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.44 ๖ คนเราติดอะไร (เบญจขันธ์) ที่ตั้งที่ยึดเกาะของอุปาทาน คือ โลก คำว่า "โลก" ในทาง ธรรมหมายถึง สิ่งทุกสิ่งที่มีอยู่ นับตั้งแต่พรหมจนถึงเปรตอสุรกาย พุทธศาสนาสอนวิธีดูโลกไว้หลายชั้น เช่น ให้ดูด้วยการจำแนกโลก ออกเป็นฝ่ายวัตถุ เรียกว่า รูปธรรม กับฝ่ายจิตใจ เรียกว่า นาม ธรรม ส่วนที่เป็นนามธรรมยังแยกออกได้เป็น ๔ ส่วน นามธรรม ๔ ส่วน กับรูปธรรม ๑ ส่วน รวมกันได้เป็น ๕ ส่วน เรียกว่า เบญจ- ขันธ์หรือขันธ์ห้า แปลว่า ส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลก คือเป็นสัตว์ หรือเป็นคน การดูโลกหมายถึงดูคนโดยเฉพาะ. (๕๖) นามธรรม ๔ ส่วน จำแนกออกได้ดังนี้. ส่วนที่ ๑ เรียกว่า "เวทนา” หมายถึง ความรู้สึก ๓ ประการ คือ สุข ทุกข์ และไม่ทุกข์ไม่สุข อันมีประจำอยู่ในคน

น.45 ๓๔ เป็นปกติ จึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ประกอบขึ้นเป็นคน. (๕๗) ส่วนที่ ๒ เรียกว่า "สัญญา" แปลว่า รู้พร้อม เป็นความ รู้สึกตัวเหมือนกำลังตื่นอยู่คือ ไม่หลับ ไม่สลบ ไม่ตาย หรือที่ เรียกว่า มีสติสมปฤดี แต่โดยทั่วๆ ไป มักอธิบายกันว่า เป็นความ จำได้หมายรู้ ก็ถูกเหมือนกัน เพราะหมายความว่ายังไม่เมา ไม่สลบ ไม่หลับ ไม่ตาย ดังกล่าวแล้ว. (๕๘) ส่วนที่ ๓ เรียกว่า “สังขาร" มีหลายความหมาย สังขาร ที่เป็นส่วนหนึ่งของนามธรรมนี้แปลว่า "ปรุง" ได้แก่ กิริยาแห่ง การคิดหรือความคิด คำว่า สังขารในที่อื่น หมายถึง บุญกุศล ที่ปรุงแต่งคนให้เกิดก็มี หมายถึงร่างกายหรือโครงร่างที่มีใจครอง ก็มี แต่มีความหมายตรงกันอยู่ว่า เป็นเครื่องปรุงแต่ง. (๕๙) ส่วนที่ ๔ เรียกว่า “วิญญาณ" หมายถึง ตัวจิตที่ทำหน้าที่ รู้ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. (๖๐) โลกในพุทธศาสนา ท่านจำแนกกันอย่างนี้ ผู้ต้องการเข้าใจ โลกควรสนใจเรื่องขันธ์ห้า ให้มากตามสมควร. (๖๑) ขันธ์ห้า เป็นที่ยึดเกาะของอุปาทานสี่ การยึดรูปล้วน ๆ ว่าเป็นตัวตน เป็นอุปาทานชั้นต่ำที่สุด เช่น เด็กเล็กที่เซไปโดนประตูเจ็บ ต้องตีประตูเสียทีหนึ่ง จึงหาย โกรธและหายเจ็บ สำหรับคนโต ๆ ถ้ามีอุปาทานในร่างกาย เมื่อ เกิดความไม่พอใจย่อมถึงกับทุบตีร่างกายตัวเองได้ การยึดดังนี้

น.46 ๓๕ จะเรียกว่า เป็นการยึดรวมกลุ่มทั้ง ๕ ส่วน ว่าเป็นตัวตนก็ได้. (๖๒) การยึดเวทนา ความรู้สึกที่เรียกว่าเวทนา มีทางที่จะถูกยึด เป็นตัวตนได้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสุขเวทนามีคนยึดถือ กันมาก เนื่องจากอำนาจของอวิชชาหรืออุปาทานบังสิ่งอื่นเสีย ทำให้มองเห็นแต่ความอร่อย ความถูกอกถูกใจว่าเป็นความสุข แล้วยึดถือเป็นตัวตน. (๖๓) สิ่งใดที่ตรงกับความต้องการ ก็รวบเข้ามากอดรัดไว้ด้วย อุปาทาน ถ้าไม่ตรงกับความต้องการ ก็เกลียดชัง ผลักดันออกไป ด้วยอุปาทานอีกเช่นกัน เป็นอันว่ารักก็รักด้วยอุปาทาน เกลียดก็ เกลียดด้วยอุปาทาน ความรู้สึกชอบกับความรู้สึกชัง ตามความหมาย ทางธรรมถือว่าเป็นทุกข์เท่ากัน การได้กับการเสีย การดีใจกับ การเสียใจ เหล่านี้เป็นการทำให้จิตเหน็ดเหนื่อยเท่ากัน ทำให้ เกิดความวนเวียนในความทุกข์เท่ากัน ทั้งหมดนั้นเรียกว่ายึดถือ เวทนาเป็นตัวตน เมื่อพิจารณาเห็นการยึดถือเวทนาเป็นตัวตน จนเข้าใจถูกต้อง ก็จะเป็นหนทางทำจิตให้เป็นอิสระจากเวทนา ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุพระอรหันต์ที่สอนให้พิจารณาเรื่องเวทนา โดยเฉพาะก็มีอยู่มาก และผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะ กำหนดเวทนาเป็นวัตถุสำหรับการพิจารณาก็มีมาก. (๖๔) สุขเวทนา เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ได้ง่ายกว่าสิ่งใด ๆ หมด เพราะมันเป็นความมุ่งหมายของสิ่งที่ทุกคนพากเพียรทำ

น.47 ๓๖ ถ้าไม่ทำเพราะอำนาจของสุขเวทนา คงจะไม่มีการลงทุนเรียน ลงทุนทำการงาน จึงเห็นได้ว่าเรื่องเวทนาไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ถ้าสามารถควบคุมมันได้ จะทำให้จิตใจสูง สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีกว่าธรรมดา แม้ความยุ่งยากต่าง ๆ ของสังคม เช่น การ กระทบกระทั่งกันระหว่างประเทศ ระหว่างครึ่งโลก ตลอดจน การกระทำสงครามกัน ก็ล้วนมีมูลมาจากสุขเวทนานี้ทั้งสิ้น ฉะนั้น การรู้จักเวทนา ก็คือการรู้จักมูลเหตุอันสำคัญ ที่ทำให้คนเราตก เป็นทาสของกิเลสหรือความทุกข์. (๖๕) เทวดาก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของสุขเวทนาอย่างเดียวกับ มนุษย์ แตกต่างกันแต่เป็นเรื่องที่ดีกว่า ประณีตกว่า ได้อย่างอก อย่างใจกว่าเท่านั้น เพราะอยู่ในขอบเขตของความอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เมื่อสูงไปถึงพรหมก็ยัง ติดอยู่ในความอร่อย ในความสุขใจของฌานหรือสมาธิ แม้จะไม่ เกี่ยวกับกามารมณ์ก็ยังจัดเป็นเวทนา สำหรับสัตว์ที่ต่ำกว่ามนุษย์ ย่อมตกอยู่ใต้อำนาจของเวทนาอย่างไม่เป็นระเบียบ ยิ่งกว่ามนุษย์ ลงไปอีกมาก ฉะนั้นการรู้เรื่องเวทนาว่าไม่เป็นตัวตนของเราเลย ไม่ควรยึดถือ จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์จริง ๆ. (๖๖) การยึดสัญญา หรือสมปฤดี สัญญาก็มีทางที่จะยึดว่าเป็น ตัวตนของเราได้ง่ายเหมือนกัน การที่เชื่อว่าเวลาหลับ มีเจตภูต หรืออะไรก็สุดแท้ออกไปจากตัว ทำให้ร่างกายเป็นเหมือนท่อนไม้ จึงเป็นเหตุให้ยึดถือสัญญาหรือสมปฤดีว่าเป็นตัวตนได้มากขึ้น

น.48 ๓๗ พุทธศาสนาไม่ยอมรับว่าสัญญาเป็นตัวตน เพราะสัญญาเป็น เพียงสติสมปฤดี หรือความรู้สึกจำได้หมายรู้ ที่สืบเนื่องมาจาก การปรุงแต่งตามธรรมชาติในคน ๆ หนึ่งเท่านั้น ถ้าระเบียบ แห่งการปรุงแต่งเสียไป สัญญาก็เป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้ทันที จึงไม่ เรียกว่าตัวตน. (๖๗) การยึดสังขาร ได้แก่ การยึดความคิดหรือตัวผู้คิดว่าเป็น ตัวตน ดังคำของนักปรัชญายุคปัจจุบันคนหนึ่งมีว่า "ข้าพเจ้าคิด ข้าพเจ้าจึงมีอยู่" พุทธศาสนาปฏิเสธความคิดหรือตัวจิตที่คิดว่า ไม่ใช่ตัวตน เพราะกิริยาที่คิดนั้น เป็นผลของการปรุง คือของ หลาย ๆ อย่างมาปรุงเข้ากัน เป็นการปรุงของธาตุหลายอย่าง รวมทั้งวัตถุธาตุและนามธาตุ แล้วความคิดจึงเกิดขึ้น ข้อนี้จึงทำให้ เห็นชัดว่า สังขารหรือความคิด ไม่ใช่ตัวตน. (๖๘) การยึดวิญญาณ มีคนบางพวกถือว่าอาการที่เกิดความรู้ แจ้งในรูป เป็นต้น ตามวิถีของสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณในพุทธศาสนา ว่าเป็นตัวเจตภูต เป็นตัววิญญาณของตน แล่นจากใจมารับอารมณ์ ทางตา เป็นต้น แล้วยึดถือเอาเป็นตัวตน แต่ตามหลักพุทธศาสนา ถือว่าธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้นเอง คือเมื่อรูปและพร้อมทั้ง ประสาทได้มีการกระทบกัน ก็จะมีการเห็นเกิดขึ้น สำเร็จเป็นการ เห็นด้วยตา เรียกว่าจักษุวิญญาณ เป็นต้น ตามชื่อของประสาท ที่ตั้งแห่งการกระทบโดยไม่ต้องมีตัวตนที่ไหนอีก. แจง" (๖๙)

น.49 ๓๘ เมื่อได้แยกดูทีละส่วน ๆ ทั้ง ๕ ส่วน จนเห็นว่าไม่มีส่วนไหน ที่เป็นตัวตนดังนี้แล้ว ก็จะถอนความเข้าใจผิดว่า เป็นตัวตนในสิ่ง ทั้งปวงเสียได้ การรู้จักส่วนทั้ง ๕ ส่วนนี้ คือการรู้จักโลกทั้งหมดว่า ไม่ใช่ตัวตนของใคร การรู้จัก หมายถึง การรู้แจ้งชนิดที่อาจถอน ความยึดถือว่าเป็นตัวตนเสียได้ คือไม่เกิดความรักหรือความชัง ในสิ่งทั้งหลาย เพียงแต่การคิดเอาตามเหตุผลหาถอนตัวตนได้ไม่ โดยเหตุนี้ จึงต้องศึกษาพิจารณาตามหลักสิกขาสามประการ จึงจะถอนการยึดถือเป็นตัวตนในสิ่งทั้งปวงได้ ฉะนั้น หน้าที่ สำคัญอันพึงปฏิบัติในเรื่องเบญจขันธ์ อยู่ที่การทำความรู้แจ้ง ตามเป็นจริงที่เกิดขึ้น เมื่อรู้แจ้งก็จะเห็นเองว่า ไม่มีส่วนไหนที่ เป็นตัวตนที่น่าหลงใหลยึดถือ แล้วอุปาทานการยึดถือก็แตกสลาย ลงเอง ตัณหาทุกชนิดไม่มีทางเกิด ความทุกข์ก็ไม่มี. (๗๐) การที่ตามปกติเรามองส่วน ๕ ส่วนนี้ ไม่ออกตามที่เป็นจริง เพราะได้รับการสั่งสอนอบรมให้เข้าใจว่า ทุกสิ่งเป็นตัวตนมาแต่ แรกเกิด ทำให้อัตตวาทุปาทาน คือ การยึดถือว่าตัวตนอันเป็น สัญชาตญาณดั้งเดิม พอกหนายิ่งขึ้นทุกวัน เมื่อยึดถือว่าตัวตน ก็เกิดการเห็นแก่ตัว แล้วมีการประกอบกิจเพื่อประโยชน์ของตัว เป็นการเพิ่มความยึดถือตัวตนหนักขึ้น ถ้าเกิดความฉลาดจนมอง เห็นว่า นี่เป็นเพียงของหลอก ๆ ก็จะหมดความยึดถือว่า เป็น นาย ก. นาย ข. เป็นขุน หลวง พระ พระยา เป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ หรือเป็นเทวดา โดยเห็นว่าเป็นเรื่องที่คนเขาสมมติขึ้นพูดกันใน สังคมเท่านั้น ถ้าเข้าใจเรื่องสมมติอย่างนี้ ก็นับว่าเป็นการเพิกถอน

น.50 ๓๙ สิ่งหลอกลวงของสังคมได้ชั้นหนึ่ง. (๗๑) เมื่อเราพิจารณาดูร่างกายทั้งหมดของนาย ก. จะพบว่าเป็น ที่รวมของ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ การเห็นอย่างนี้ เรียกว่า เห็นอย่างบัญญัติ เป็นการฉลาดขึ้นมาหน่อย คือไม่หลง ในสมมติ ถ้าจะแยกบัญญัติในละเอียดออกไปอีกก็ได้ เช่น รูปกาย แยกเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ หรือจะแยกเป็นธาตุคาร์บอน อ๊อกซิเจน ไฮโดรเจน หรืออะไรก็ได้ อย่างนี้เรียกว่าเห็นลึกเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง กลายเป็นเห็นว่า คนไม่มี มีอยู่แต่ธาตุ ร่างกายเป็นรูปธาตุ ส่วนที่ เป็นจิตก็เป็นนามธาตุ เมื่อเห็นดังนี้ ความรู้สึกว่าคนหรืออะไรที่ เป็นสิ่งสมมติก็หายไป เพราะอำนาจของการเข้าถึงบัญญัติ. (๗๒) เมื่อดูในแง่ปรมัตถ์ ที่ลึกลงไปอีก จะปรากฏว่าแม้ธาตุต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นล้วนมีลักษณะแห่ง "ความว่าง" เรียกว่า "สุญญตา" แปลว่า ความเป็นของว่าง หมายถึง ความว่างจากตัวตน ความ ว่างชนิดนี้มีอยู่ในทุกสิ่ง ผู้ใดเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ในลักษณะ ที่เป็นของว่าง ดังนี้แล้ว ความยึดถือ หรืออุปาทานย่อมไม่มีทาง ที่จะเกิดได้ ที่เกิดแล้วก็ไม่มีทางที่จะเหลืออยู่ได้ มันจะสูญหาย ละลายไปหมด ปราศจากอุปาทานโดยสิ้นเชิง ไม่มีสัตว์ ไม่มีคน ไม่มีธาตุ ไม่มีขันธ์ ไม่มีอายตนะ ไม่มีอะไรทั้งหมด นี่แหละเป็น ความว่างจากการยึดถือตัวตนจนสิ้นเชิง จนกระทั่งความทุกข์ไม่มี ที่เกิดและเกิดไม่ได้ สิ่งต่าง ๆ จะอยู่ในลักษณะที่อำนวยความ ผาสุกให้ เป็นผู้มีจิตใจอยู่เหนือสิ่งทั้งปวงไปจนตลอดชีวิต นี้แล เป็นผลของการรู้แจ้งแทงตลอดในเรื่องเบญจขันธ์. (๗๓)

น.51 ๔๐ แนวการทำให้รู้แจ้งตามวิธีธรรมชาติ (แผนภูมิประกอบคำบรรยายครั้งที่ ๗) ปีติและปราโมทย์ : ความอิ่มใจในธรรม. ปัสสิทธิ : ความรำงับแห่งจิต สมาธิ : จิตพร้อมที่จะพินิจ ยถาภูตญาณทัสสนะ : รู้ความเป็นจริงต่อโลก. นิพพิทา : ความเบื่อหน่าย. วิราคะ : ความคลายออก. วิมุตติ : ความหลุดออก. วิสุทธิ : ความบริสุทธิ์ไม่เศร้าหมอง. สันติ : ความสงบเย็น. นิพพาน : ภาวะที่ปราศจากความทุกข์.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต