น.52 ๗ การทำให้รู้แจ้งตามวิธีธรรมชาติ สมาธิอาจจะมีได้โดยทางตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง และ จากการบำเพ็ญตามหลักวิชาโดยเฉพาะอีกอย่างหนึ่ง ข้อที่ควร สังเกตมีอยู่ว่า สมาธิที่เป็นไปตามธรรมชาติมักจะพอเหมาะพอสม แก่กำลังของปัญญาที่จะทำการพิจารณา ส่วนสมาธิที่เกิดตาม หลักวิชามักจะเป็นสมาธิที่มากเกินไปคือ เหลือใช้ และยังเป็นเหตุ ให้หลงติดได้ง่าย เพราะความสุขที่เกิดจากสมาธิที่เต็มที่นั้น อาจ ทำให้หลงติดหรือหลงเป็นมรรคผลนิพพานไปก็ได้. (๗๔) ในพระไตรปิฎกมีเล่าถึงแต่การบรรลุมรรคผลทุกชั้นตาม วิธีธรรมชาติ ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง หรือต่อหน้าผู้สั่งสอนคนอื่น ๆ ก็มี โดยไม่ได้ไปเข้าป่า นั่งตั้งความ เพียรอย่างมีพิธีรีตอง กำหนดอะไรต่าง ๆ ตามวิธีเทคนิค อย่างใน
น.53 ๔๒ คัมภีร์ที่แต่งใหม่ ๆ ชั้นหลังเหล่านั้นเลย โดยเฉพาะในกรณีแห่ง การบรรลุอรหัตผล ของภิกษุปัญจวัคคีย์ หรือชฎิล ๑,๐๐๐ รูป ด้วยการฟังอนัตตลักขณสูตร และอาทิตตปริยายสูตรด้วยแล้ว จะยิ่งเห็นว่าไม่มีการพยายามตามทางเทคนิคใด ๆ เลย เป็นการ เห็นแจ้งแทงตลอดตามวิธีของธรรมชาติแท้ ๆ นี้เป็นตัวอย่างที่ทำ ให้เราเข้าใจได้ดีว่า สมาธิตามธรรมชาตินั้น ย่อมรวมอยู่ในความ พยายามเพื่อจะเข้าใจแจ่มแจ้ง และต้องมีอยู่ในขณะที่มีความเห็น อันแจ่มแจ้งติดแนบแน่นอยู่ในตัว อย่างไม่แยกจากกันได้ และเป็น ไปเองตามธรรมชาติ. (๗๕) ในทำนองเดียวกันกับตัวอย่างที่ว่า พอเราตั้งใจคิดเลขลงไป เท่านั้น จิตมันก็เป็นสมาธิเอง หรือว่าพอเราจะยิงปืนจิตก็เป็น สมาธิที่จะบังคับให้แน่วแน่ขึ้นมาเองในเวลาเล็ง นี่แหละเป็นลักษณะ ของสมาธิที่เป็นไปเองตามธรรมชาติ ซึ่งตามปกติถูกมองข้ามเสีย เพราะไม่ขลัง ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่น่าอัศจรรย์ แต่คนเรารอดตัวมา ได้เป็นส่วนใหญ่ ก็โดยอำนาจสมาธิตามธรรมชาตินี้เอง แม้การ บรรลุมรรคผล เป็นพระอรหันต์ต่าง ๆ ก็ด้วยอาศัยสมาธิตามธรรมชาติ ทำนองนี้ ฉะนั้น ขออย่าได้ประมาทในเรื่องนี้ ควรประคับประคอง มันให้เป็นไปด้วยดีถึงที่สุด ก็จะเป็นผลเท่ากัน เหมือนกับผู้ที่บรรลุ พระอรหันต์ส่วนมาก ซึ่งไม่รู้จักการทำสมาธิเลย. (๗๖) ความลับของธรรมชาติ ที่เกี่ยวกับเรื่องลำดับแห่งความ รู้สึกต่าง ๆ ภายในใจ จนกระทั่งเกิดการเห็นแจ่มแจ้งตามที่เป็นจริง
น.54 ๔๓ ต่อโลก หรือต่อขันธ์ห้า ลำดับแรกได้แก่ "ปีติ"และ "ปราโมทย์" หมายถึง ความชุ่มชื่นอิ่มใจในทางธรรม การทำความดีทุกอย่าง นับตั้งแต่การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญสมาธิ เป็นต้น ล้วน เป็นสิ่งก่อให้เกิดปีติปราโมทย์ทั้งสิ้น. (๗๗) ปีติปราโมทย์ทำให้เกิด “ปัสสัทธิ" แปลว่า ความรำงับ ตามปกติจิตของคนเรามักตกเป็นทาสของความคิดนึกของอารมณ์ ของเวทนา ของอะไรต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา เป็นความฟุ้งอยู่ภายใน ไม่มีความรำงับ แต่เมื่อเกิดปีติปราโมทย์ ก็ทำให้จิตเกิดความรำงับ เมื่อมีความรำงับก็ย่อมเกิดสมาธิ (๗๘) ลักษณะอันแท้จริงของ "สมาธิ" คือ ลักษณะแห่งกัมมนีย ภาพ หรือภาวะที่เหมาะสมแก่การที่จะประกอบการงานในทาง จิต คือกำลังมีความผ่องใส เยือกเย็น และสงบรำงับที่สุด เรียกว่า "กมฺมนีโย" คือ พร้อมที่จะรู้ นี่เป็นลักษณะของสมาธิที่ต้องการ เพื่อละกิเลส ไม่ใช่อยู่ในฌานสมาบัติแข็งทื่อ หรืออะไรทำนองนั้น การอยู่ในฌานพิจารณาอะไรไม่ได้ จิตที่ติดในความสุขอันเกิดจาก ฌานก็พิจารณาธรรมไม่ได้ จะพิจารณาธรรมได้ต้องออกจากฌาน เสียก่อน. (๗๙) ในที่นี้ไม่ต้องการฌาน แต่ต้องการจิตที่เป็นสมาธิ อันมี คุณสมบัติเป็น "กมฺมนีโย" ครบถ้วนพร้อมที่จะรู้แจ้งจนเกิด "ยถา ภูตญาณทัสสนะ" คือ ความรู้ตามที่เป็นจริงต่อโลกทั้งหมด โดย อาการตามธรรมชาติ ทำนองเดียวกันกับที่มีผู้รู้แจ้งตรงที่นั่ง
น.55 ๔๔ ฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงธรรม หรือนำไปคิดพิจารณาในที่ เหมาะสมจนรู้ จะรู้ได้มากหรือน้อยก็แล้วแต่กำลังของสมาธิ อัน ประกอบกับบารมี และสิ่งแวดล้อม การรู้นั้น หมายถึง การเห็น สิ่งทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริง คือ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเป็น" ไม่ควรเข้าไปยึดถือในอะไรว่าเป็น ตัวตน เป็นของตน ว่าดี ว่าชั่ว ว่าน่าเอา ไม่น่าเอา เหล่านี้เป็นต้น ถ้ายังมีความรู้สึกพอใจไม่พอใจ หรือเพียงแต่รู้สึกคิดนึกระลึกถึง เท่านั้น ก็ยังเป็นการยึดถือเป็นในที่นี้. (๘๐) ที่ว่า "ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น" มาจากหลักที่ว่าไม่มีอะไร ที่น่ายึดถือ ตัวอย่างในเรื่องเอา คือ การปักใจในทรัพย์สมบัติ เงินทอง สัตว์ สิ่งของ อันเป็นที่พอใจต่าง ๆ การเป็น คือ การ ถือว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นสามีภรรยา เป็นคนมั่งมีคนเข็ญใจ เป็นคนแพ้คนชนะ กระทั่งเป็นมนุษย์หรือเป็นสัตว์ เป็นอะไรทุก ๆ อย่าง กระทั่งความเป็นตัวเอง ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้ง แม้ความ เป็นคนก็ไม่น่าสนุก น่าเอือมระอา เพราะเป็นที่ตั้งของความทุกข์ เหล่านี้เรียกว่า เห็นความไม่น่าเป็น ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ตรง ที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ต้องมีความทุกข์ตามแบบของความเป็น ชนิดนั้น ๆ เพราะว่าความเป็นทุกอย่างต้องทนเป็นทนอยู่ ต้อง มีการต่อสู้ให้ได้เป็นหรือเป็นอยู่ อย่างน้อยที่สุดก็คือ ความต่อสู้ ในทางใจ ในการที่จะยึดถือเอาความเป็นอะไร ๆ ของตนไว้ให้ ได้. ขอนแก่น(๘๑)
น.56 ๔๕ เมื่อมีตนก็ต้องมีอะไร ๆ ของตน ภายนอกตนออกไปอีก ทอดหนึ่ง นับตั้งแต่ตนมีลูกของตน เมียของตน จนกระทั่งมีหน้าที่ แห่งความเป็นผัว เป็นเมีย เป็นนาย เป็นบ่าว เป็นอย่างนั้นเป็น อย่างนี้ของตนขึ้นมา ทั้งหมดนี้เป็นการชี้ให้เห็นความจริงในข้อ ที่ว่า ไม่มีความเป็นชนิดไหนที่ไม่ต้องอาศัยการดิ้นรนต่อสู้เพื่อ ดำรงความเป็นนั้นไว้ การดิ้นรนต่อสู้นั้นเป็นผลของอุปาทาน ที่ทำ การยึดถือสิ่งต่าง ๆ ด้วยความไม่รู้. (๘๒) คำว่า “เอา" กับคำว่า "เป็น" หมายถึง การเอาหรือการ เป็นด้วยกิเลสตัณหา ด้วยอุปาทานว่าน่าเอาน่าเป็น และใจก็ไป เอาไปเป็นเข้าจริง ๆ ทำให้หนักใจร้อนใจ ต้องถูกทิ่มแทงตบตี เผาลนผูกพันครอบงำที่ใจ นับตั้งแต่แรกไปตลอดเวลา จึงควรมี สติสัมปชัญญะคุ้มครองจิตใจ ไม่ตกไปเป็นทาสของความมี ความ เป็นด้วยอำนาจอุปาทาน มีสติปัญญาอยู่เหนือสิ่งต่าง ๆ ก็จะไม่ เดือดร้อน ไม่ต้องตกบ่อของอวิชชาอุปาทานของตัวเอง ดั่งเช่น คนเขลาทั้งหลาย ถ้าเอาและเป็นด้วยวิชาความรู้ของพระพุทธเจ้า คือรู้ว่าที่แท้จริงไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น เรียกว่า เอาหรือเป็นด้วยการ ชนะ ไม่ใช่ด้วยการแพ้ และการเป็นทาส. (๘๓) ตัวอย่างผู้มีอาชีพในทางจับเสือหรืองูร้ายขาย ต้องจับให้ถูก วิธีจึงจะได้มาขาย ถ้าทำผิดตัวต้องตาย โลกหรือเบญจขันธ์ก็เป็น พิษแก่คนผู้เข้าไปยึดถือ อย่างนี้แม้การยึดถือในความดีก็จะได้รับ ทุกข์จากความดีนั้นเช่นเดียวกัน เว้นไว้แต่เข้าไปเกี่ยวข้องกับมัน
น.57 ๔๖ ในลักษณะที่รู้ว่าธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้นเอง แล้วเข้าไปจัด ทำมันในอาการที่พอเหมาะพอดี ถ้ามีความเข้าใจตามนัยที่กล่าว มานี้อย่างเพียงพอ จะทำให้สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกันสิ่งต่าง ๆ ทั้งการประกอบอาชีพและการรักษาทรัพย์ เป็นต้น ด้วยสติปัญญา ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยกิเลสตัณหา ดังแต่ก่อน. (๘๔) พระอรหันต์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ไม่มี กิเลสตัณหาอุปาทานเลย ท่านก็ยังทำประโยชน์ได้มากกว่าพวกเรา เสียอีก ท่านทำไปด้วยอำนาจของปัญญาอันบริสุทธิ์ กับเมตตาอัน บริสุทธิ์ มิได้ทำด้วยอำนาจของกิเลส แม้การฉันอาหาร การเจ็บไข้ ท่านก็จัดการไปในขอบเขตของปัญญา อันไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ ในการที่มีตัวตนเป็นเจ้าของ คนที่มีกิเลสย่อมทำให้ได้แก่ตัว เพราะ ความเห็นแก่ตัว ส่วนท่านนั้นไม่ได้ทำไปด้วยความเห็นแก่ตัว ฉะนั้น จึงทำได้มากกว่ากัน กว้างขวางกว่ากัน สูงกว่ากัน และ บริสุทธิ์กว่ากัน. (๘๕) ความอยากเอาอยากเป็น เป็นความโง่อย่างยิ่งชนิดหนึ่ง เป็นความหลงผิด ไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร จนกระทั่ง เอากงจักรมาเป็นดอกบัว ฉะนั้น ขอให้เราทุกคนปฏิบัติหน้าที่ของ ตนด้วยสติปัญญาที่รู้สึกเสมอว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น หรือ น่าหลงใหลยึดถือ กระทำไปให้พอเหมาะพอสมกับที่ว่า สิ่งเหล่า นั้นมีความไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นอยู่ตามธรรมชาติ เราจะเข้าไป เกี่ยวข้องให้ถูกวิธีและพอเหมาะสม ในเมื่อยังต้องเกี่ยวข้อง ฉะนั้น
น.58 ๔๗ ควรทำจิตให้สะอาด สว่าง สงบอยู่เสมอ แล้วเข้าไปเกี่ยวข้องกับโลก หรือสิ่งทั้งปวง ในลักษณะที่ไม่เป็นพิษเป็นโทษขึ้นมาได้. (๘๖) ความไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นนี้ เมื่อมีการเข้าถึงความหมาย ที่แท้จริงได้ จักทำให้มีความกล้าหาญร่าเริง มีจิตใจอิสระต่อ สิ่งทั้งปวง สามารถเข้าไปหาสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรู้สึกที่ไม่ตก เป็นทาส คือไม่เข้าไปด้วยอำนาจ ความอยากของกิเลสตัณหา ฉะนั้น เมื่อกำลังเอาหรือเป็นอะไรอยู่ ขอให้รู้สึกตัวอยู่เสมอว่า ไม่มีอะไรที่จะเอาได้เป็นได้จริง ๆ ตามต้องการ ที่แท้มันเป็นของ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอยู่ตลอดเวลา ถ้าเข้าไปยึดมั่นด้วย กิเลสตัณหา จักก่อให้เกิดการกระทำที่ไม่ถูกตรงตามเป็นจริง อัน ทำให้เกิดความทุกข์ยุ่งยากขึ้นทุกประการ. (๘๗) ความอยากเอาอยากเป็นเกินขอบเขต ทำให้มีการปฏิบัติ หน้าที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นทางให้ไม่อาจดำรงตนอยู่ในความดี ความ งาม ความถูกต้อง และความยุติธรรมได้ มูลเหตุแห่งความหายนะ ของคน อยู่ที่การตกเป็นทาสของตัณหาดังกล่าวแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ การรู้จักสิ่งทั้งปวงถูกต้อง ตามที่เป็นจริงนี้ จึงเป็นใจความสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา เป็นทางให้เอาตัวรอดได้ทุกกรณี ทั้งในเรื่องประโยชน์ใน โลกนี้ โลกหน้า และเรื่องพ้นโลก. (๘๘) ทางรอดของทุกคน อยู่ที่มีปัญญาเห็นแจ่มแจ้งในสิ่งทั้ง ปวงว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น จงมอบกายถวายชีวิตเพื่อ
น.59 ๔๘ สิ่งนี้ เพราะความบริสุทธิ์หรือความรุ่งเรืองของคนเราอยู่ที่ปัญญา สิ่งที่มีอยู่ควรให้เป็นการสมมติ เพื่อเรียกชื่อ เพื่อแบ่งงาน หรือ เพื่อความสะดวกในสังคม อย่าหลงใหลว่าตัวเราเป็นนั่นเป็นนี่ ตามที่สมมตินั้น ทรัพย์สมบัติหรืออะไร ๆ ล้วนเป็นสิ่งสมมติ เมื่อ รู้ได้แจ่มแจ้งอย่างนี้ สิ่งต่าง ๆ จะลงไปอยู่เป็นทาสเรา และเราก็ อยู่เหนือมัน ข้อสำคัญต้องดำรงตนอยู่ในลักษณะที่เป็นอิสระ อยู่เสมอ. (๘๙) เมื่อมียถาภูตญาณทัสสนะ เห็นจริงว่าไม่มีอะไรน่าเอา น่าเป็น นิพพิทาก็เกิดขึ้นตามส่วนของการเห็น นิพพิทา แปลว่า "ความเบื่อหน่าย" ตรงกันข้ามกับคำว่า อัสสาทะ ซึ่งแปลว่า "ความเอร็ดอร่อย" นิพพิทา หมายถึง การเบื่อหน่ายในสิ่งที่ตน เคยเอร็ดอร่อยมา มีความเคลื่อนไหวในทางที่จะเปลื้องตนออก จากความเป็นทาส ฉะนั้น นิพพิทา จึงได้แก่ความเกลียดหรือ ความหน่ายต่อความที่ตนโง่หลง เข้าไปยึดถือสิ่งต่าง ๆ ด้วยความ เข้าใจว่าน่าเอาน่าเป็น. (๙๐) ครั้นมีนิพพิทา โดยอัตโนมัติตามธรรมชาติย่อมเกิด วิราคะ ซึ่งแปลว่า "ความจางออกหรือคลายออก" เหมือนกับเชือกที่ถูก แก้ออก หรือเหมือนกับสีย้อมผ้าที่ถูกทำให้จางออก หมายถึง คลายออก หรือจางออกจากโลก หรือจากสิ่งทั้งปวงที่เคยยึดถือ ระยะนี้เป็นระยะที่สำคัญที่สุดของการหลุดพ้น เพราะเมื่อมีการ คลายออกจางออก สิ่งที่เรียกว่าความหลุดออกหรือวิมุตติจะต้อง
น.60 ๔๙ มีแน่นอน. (๙๑) เมื่อหลุดออกมาได้ ไม่ต้องตกเป็นทาสอีกต่อไป ก็จะมีอาการ ที่เรียกว่า วิสุทธิ คือ "ความบริสุทธิ์" หมายถึง ความไม่เศร้า หมอง ก่อนนี้เคยเศร้าหมองทุกวิธีทาง เพราะการเข้าไปจมเป็น ทาสของสิ่งทั้งหลายอยู่ เมื่อหลุดพ้นออกมาจากความเป็นทาส ในรสอร่อยของโลก จึงจะอยู่ในลักษณะที่บริสุทธิ์ คือ ไม่เศร้า หมอง. (๙๒) เมื่อมีความบริสุทธิ์ ก็มี สันติ คือ "ความสงบ" หมายถึง ความสงบเย็นจากความวุ่นวายจากการรบกวน หรือจากการ ต่อสู้ดิ้นรนทรมานต่าง ๆ เป็นความสงบรำงับดับเย็นของสังขาร ทั้งปวง แต่มิใช่นิพพาน เมื่อสงบแล้วจึงนิพพาน. (๙๓) นิพพาน แปลว่า "ไม่มีเครื่องทิ่มแทง" อีกอย่างหนึ่งแปลว่า "ดับสนิทไม่มีเหลือ" หมายความว่า ดับไม่มีเชื้อเหลือสำหรับจะ เกิดมาเป็นความทุกข์อีก หรือปราศจากความทิ่มแทง เผาลน ความผูกพันร้อยรัดต่าง ๆ ทุกอย่าง ทุกประการ รวมความแล้ว ก็คือปราศจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ ยังมีความหมาย ที่มุ่งใช้ต่าง ๆ กันอีกหลายอย่าง เช่น หมายถึง การดับความทุกข์ ก็มี หมายถึง การดับของกิเลส หมายถึง ถึงธรรมเป็น เครื่องมือ หรือเขตแดน หรือสภาพที่เป็นเครื่องดับทุกข์ ดับกิเลส สังขาร ทั้งปวงได้สิ้นเชิงก็มี นี่เป็นลักษณะของการที่ได้เห็นโลก เห็นสิ่งทั้ง ปวงตามที่เป็นจริง จนดับกิเลส ตัณหา อุปาทานเสียได้. "(๙๔)
น.61 ๕๐ เพราะฉะนั้น จึงควรพิจารณาให้เห็นคุณค่าอันใหญ่ยิ่ง ของ การเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงถูกต้องตามเป็นจริงที่เรียกว่า "ยถาภูต ญาณทัสสนะ" แล้วควรพยายามทำให้เกิดมีขึ้นทางใดทางหนึ่ง ในสองทาง คือ ทางที่จะเดินไปเองตามธรรมชาติ โดยการประคับ ประคองให้ดี ในการทำจิตให้มีปีติปราโมทย์ เป็นการอยู่ชอบ อยู่บริสุทธิ์ทุกลมหายใจเข้าออก ทั้งกลางวันและกลางคืนอยู่เสมอ จนกระทั่งเกิดคุณธรรมต่าง ๆ ตามลำดับที่กล่าวมาแล้ว นี้วิธี หนึ่ง. (๙๕) ส่วนอีกวิธีหนึ่ง คือ การเร่งรัดเอาด้วยกำลังบังคับ ตามหลัก วิชาในการทำสมาธิหรือการเจริญวิปัสสนาโดยเฉพาะ เมื่อถูกวิธี ถูกกับสิ่งแวดล้อม และเหมาะกับอุปนิสัยตน ก็สามารถทำให้ ก้าวหน้าไปโดยเร็ว ทุกคนต้องพยายามทำทุกโอกาส ทุกขณะ ทุกลมหายใจเข้าออก ระมัดระวังการเป็นอยู่ประจำวันให้บริสุทธิ์ ผุดผ่อง เกิดปีติปราโมทย์ เกิดปัสสัทธิ สมาธิ ยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ วิมุตติ วิสุทธิ สันติ เป็นนิพพานอย่างชิมลอง น้อย ๆ เรื่อยไปตามธรรมชาติ ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี ก็จะใกล้ชิด พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงได้ตั้งแต่บัดนี้ไป. (๙๖) สรุปความว่า สมาธิ และวิปัสสนาตามธรรมชาติ ที่ทำให้ บุคคลบรรลุมรรคผล ต้องอาศัยการพิจารณาความจริงในข้อที่ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น" อยู่เป็นประจำวันทุกวัน ผู้หวังจะได้ ผลอันนี้ จะต้องพยายามทำตนให้เป็นคนสะอาด มีอะไรเป็นที่
น.62 ๕๑ พอใจตัวจนยกมือไหว้ตัวเองได้ มีปีติปราโมทย์ตามทางธรรม อยู่เสมอ ปีติปราโมทย์นั่นเอง ทำให้เกิดความแจ่มใสสดชื่น มีใจสงบรำงับ เป็นเหตุให้มีสมาธิตามธรรมชาติอยู่อย่างอัตโนมัติ เห็นความจริงที่ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็นอยู่เสมอ เมื่อเป็นไป อย่างแรงกล้า จิตก็หน่ายคลายกำหนัดจากสิ่งที่เคยยึดถือ ความ ทุกข์ก็สิ้นสุดลง ชื่อว่าเป็นผู้ถึงที่สุดแห่งการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ นับเป็นการได้ของขวัญที่ธรรมชาติสร้างไว้สำหรับคนทุกคนโดย แท้จริง. (๙๗)
น.63 28 Logy ลูกกับสิ่งแวดล้อม และเหมาะกับอุปนิสัยสุนทรกีสามารถทำให้ ทุกลมหายใจเข้าออก . ระมัดสุรางก้าวเป็นลมประจำวันให้บริสุทธิ์
Buddhadasa