Buddhadasa.org

ใจความสำคัญแห่งคู่มือมนุษย์ ตอนที่ ๘ — ๘. การทำให้รู้แจ้งตามหลักวิชา

ใจความสำคัญแห่งคู่มือมนุษย์ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ใจความสำคัญแห่งคู่มือมนุษย์ (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.64 ๘ การทำให้รู้แจ้งตามหลักวิชา วิธีที่จะทำความเห็นแจ้งให้เกิดขึ้นตามหลักวิชานั้น แม้ ไม่อยู่ในรูปพระพุทธภาษิต เพราะเป็นสิ่งที่โบราณาจารย์จัดขึ้นใน ยุคหลัง ก็เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับผู้ปฏิบัติที่มีอุปนิสัยอ่อน ยังไม่อาจ มองเห็นทุกข์ตามธรรมชาติด้วยตนเอง แต่มิได้หมายความว่า วิธี นี้จะวิเศษไปกว่าวิธีเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะตามพระไตรปิฎก มีกล่าวถึงวิธีที่เป็นไปตามธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมี บางสิ่งชวนให้เห็นว่า นั่นเป็นเรื่องสำคัญสำหรับบุคคลที่มีบุญบารมี หรืออุปนิสัยสร้างมาพอสมควรแล้ว โดยเหตุนี้ท่านจึงได้วาง ระเบียบปฏิบัติสำหรับผู้ที่มีอุปนิสัยยังอ่อน เพื่อให้เป็นการเร่งรัด กันอย่างรัดกุมเป็นระเบียบไปตั้งแต่ต้น. (๙๘)

น.65 ๕๔ แนวการทำให้รู้แจ้งตามหลักวิชา (แผนภูมิประกอบคำบรรยายครั้งที่ ๘) ๑. สีลวิสุทธิ : ความหมดจดแห่งศีล. ๒. จิตตวิสุทธิ : ความหมดจดแห่งจิต. (๑) ๓. ทิฐิวิสุทธิ : ความหมดจดแห่งความเห็น. (๒) ๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ : ความหมดจดแห่งความรู้เป็นเครื่อง ข้ามความสงสัย. (๓) ๕. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ : ความหมดจดแห่งความ รู้ความเห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง. (๔) ๖. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ : ความหมดจดแห่งความรู้ ความเห็นในทางปฏิบัติ (๑) อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ : เห็นความเกิดและความ ดับสลาย. (๒) ภังคานุปัสสนาญาณ : เห็นความดับสลายโดยส่วน เดียว. (๓) ภยตุปัฏฐานญาณ : เห็นภาวะทั้งหลายเต็มไปด้วย ความน่ากลัว. (๔) อาทีนวานุปัสสนาญาณ : เห็นความเต็มไปด้วย โทษทุกข์ภัย.

น.66 ๕๕ (๕) นิพพิทานุปัสสนาญาณ : เห็นความเบื่อหน่ายใน สิ่งทั้งหลายทั้งปวง. (๖) มุญจิตฺกัมมยตาญาณ : ความรู้ซึ่งทำให้เกิดความ ใคร่อย่างแรงกล้าที่จะพ้นทุกข์. (๗) ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ : ความรู้หาทางพ้นทุกข์. (๘) สังขารุเปกขาญาณ : ความรู้เป็นเครื่องวางเฉย. (๙) สัจจานุโลมิกญาณ : ความรู้ควรแก่การรู้อริยสัจจ์ (๕) ๗. ญาณทัสสนวิสุทธิ : ความหมดจดแห่งความรู้ความเห็น ที่ถูกต้อง. (ก) อริยมรรค. (ข) อริยผล.

น.67 ๕๖ ระเบียบปฏิบัติที่ตั้งขึ้นใหม่นี้เรียกว่า "วิปัสสนาธุระ" เพื่อ ให้เป็นคู่กับ "คันถธุระ" วิปัสสนาธุระเป็นการเรียนจากภายใน คือ อบรมจิตโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับตำรา ส่วนคันถธุระ เป็นการเรียน ตามตำราหรือคัมภีร์โดยตรง คำ ๒ คำนี้ไม่มีในพระไตรปิฎกเพิ่ง ปรากฏในหนังสือชั้นหลัง ๆ ยุคอรรถกถา. (๙๙) คำว่า "วิปัสสนาธุระ" กินความรวบหมดทั้งสมถภาวนา และ วิปัสสนาภาวนา คือหมายถึง ทั้งการทำสมาธิและการทำปัญญา ยิ่งกว่านั้นยังได้รวบเอาบาทฐานของสมาธิ คือศีลเข้าไว้ด้วย. (๑๐๐) หัวข้อแห่งการศึกษา เพื่อให้เข้าใจการปฏิบัติวิปัสสนา คือ : - (๑) อะไรเป็นบาทฐานที่ตั้ง ที่อาศัยของวิปัสสนา. (๒) อะไรเป็นเครื่องกำหนดสำหรับวิปัสสนา. (๓) อะไรเป็นลักษณะเครื่องสังเกตว่าเป็นตัววิปัสสนา. (๔) อะไรเป็นกิจหรือตัวการกระทำที่เรียกว่าวิปัสสนา. (๕) อะไรเป็นผลสุดท้ายของวิปัสสนา: (๑๐๑) ที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา คือ ศีลกับสมาธิ เพราะวิปัสสนา จะเกิดขึ้นได้ ก็ในเมื่อมีปีติปราโมทย์ ข้อนี้ศีลช่วยได้ถึงที่สุด ศีล เปรียบเหมือนแผ่นดินที่ยืนของผู้ต้องการตัดป่า คือ กิเลส ส่วน กำลังเรี่ยวแรงที่จะตัดเปรียบเหมือนสมาธิ สำหรับปัญญาหรือญาณ ซึ่งเป็นตัววิปัสสนาก็คือ ของมีคมสำหรับตัดหรือตัวการตัด เพราะ

น.68 ๕๗ ความเห็นแจ้งย่อมตัดความมืดบอด คือ อวิชชา โดยเหตุนี้ศีลจึง จัดเป็นที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา. (๑๐๒) ตามบาลีมีกล่าวถึง ความบริสุทธิ์ของการปฏิบัติ ๗ อย่าง ที่ส่งทยอยกันจนบรรลุมรรคผลในที่สุด ก็ได้ยกเอาศีลขึ้นเป็นข้อ แรก เรียกว่า ศีลวิสุทธิ ซึ่งส่งให้เกิดจิตตวิสุทธิ ทิฐิวิสุทธิ กังขา วิตรกณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสน วิสุทธิ และญาณทัสสนวิสุทธิ ตามลำดับ เปรียบเหมือนการเดิน ทางของพระราชา ซึ่งต้องใช้รถ ๗ ผลัด ผลัดแรกที่สุด ได้แก่ ศีลวิสุทธิ ความหมดจดแห่งศีล ฉะนั้น ศีลจึงนับเข้าในเรื่องของ วิปัสสนาด้วย อย่างที่แยกกันไม่ได้. (๑๐๓) ศีล หมายถึง “ความปกติ" ได้แก่ การรักษาความปกติ ไม่ให้เกิดโทษทางกายวาจา เมื่อกายวาจาสงบเป็นปกติ เมื่อมีความ เป็นปกติ ความเหมาะสมในทางจิตก็เกิดขึ้น เรียกว่า จิตตวิสุทธิ ความหมดจดทางจิต ได้แก่ จิตที่มีสภาพเป็น "กมฺมนีโย" เหมาะสม ที่จะปฏิบัติงานทางจิต (๑๐๔) ศีลวิสุทธิ กับ จิตตวิสุทธิ จัดเป็นปากทางของวิปัสสนา อีก ๕ อย่างข้างปลายเป็นตัววิปัสสนา คือ ทิฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณ วิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ และญาณทัสสนวิสุทธิ. (๑๐๕)

น.69 ๕๘ ตั๋ววิปัสสนาที่ ๑ ทิฐิวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งทิฐิ หมายถึง หมดจดจากความเห็นผิด ที่เคยเห็นผิดอยู่ตามธรรมดา หรือตามการแวดล้อม นับตั้งแต่ความเชื่องมงายไร้เหตุผลในเรื่อง ไสยศาสตร์ จนถึงเรื่องการเข้าใจผิดในธรรมชาติเกี่ยวกับร่างกาย จิตใจวิญญาณเหล่านี้ เป็นต้น เกิดความคิดขึ้นใหม่ในลักษณะที่ รู้จักแยกแยะ สิ่งที่เรียกสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขาให้กระจาย ออกเป็นรูปนามหรือขันธ์ ๕ เป็นต้น ไม่หลงผิดตามสมมติที่เป็น สัตว์ เป็นบุคคลทั้งกลุ่ม ไม่หลงเข้าใจว่าเป็นเรื่องของเจตภูตหรือ วิญญาณ แต่เห็นเป็นส่วนประกอบของธรรมชาติที่ปรุงกันขึ้น และ มีสภาพเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. (๑๐๖) ตัววิปัสสนาที่ ๒ กังขาวิตรณวิสุทธิ คือ ความหมดจด แห่งความรู้ที่จะข้ามความสงสัย หมายถึง การเห็นแจ้งในเหตุ ปัจจัยของสิ่งทั้งปวง ความสงสัยจำแนกออกได้หลายประการ แต่สรุปแล้วคือ ความสงสัยเกี่ยวกับตัวเรามีอยู่หรือไม่ ตัวเราได้ มีแล้วหรือไม่ ตัวเรามีต่อไปหรือไม่ในลักษณะอย่างไร การที่จะ ข้ามความสงสัยเสียได้ ต้องทราบว่าตัวเราไม่มี มีแต่ธาตุ ขันธ์ อายตนะ และเห็นเหตุปัจจัยต่าง ๆ เช่น อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม อาหาร เป็นต้น ซึ่งปรุงแต่งขันธ์อายตนะเหล่านั้น เมื่อ ทราบดังนี้ ความสงสัยต่าง ๆ จะระงับไป ทำให้เพิกถอนความ รู้สึกว่า "ตัวเรา" ชั้นหยาบ ๆ เสียได้. (๑๐๗)

น.70 ๕๙ ตัววิปัสสนาที่ ๓ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ความ หมดจดแห่งความเห็นแจ้งชัดว่า "อะไรเป็นทาง อะไรไม่ใช่ทาง" เมื่อข้ามความสงสัยเสียได้ ก็สามารถทำให้เกิดความหมดจดแห่ง ความเห็นว่า อะไรเป็นทางที่จะก้าวไปอย่างถูกต้อง อะไรเป็นทางที่ จะไม่ก้าวไปได้ อุปสรรคที่ทำไม่ให้ก้าวไปมีอยู่หลายอย่าง เช่น เมื่อเกิด "แสงสว่าง" จะทำให้เห็นผิดว่าเป็นของวิเศษ แล้วหยุดการ ก้าวหน้าต่อไปเสีย เมื่อเกิด “ปีติ" ความอิ่มอกอิ่มใจ ก็ทำให้ จิตใจถูกท่วมทับ ไม่อาจพิจารณาต่อไปได้ "ญาณ" คือ ความ เห็นแจ้งในนามรูปบางขณะก็ทำให้ทะนงตัวฟุ้งซ่านอยู่ นี่ก็เป็น อุปสรรคของวิปัสสนา "ความรำงับ" ก็ทำให้หลงไปว่าเป็นผู้ หลุดพ้นจากกิเลสแล้ว "ความเชื่อ" ที่แน่นแฟ้นขึ้น “ความพอใจ ในธรรม” และ “ความวางเฉย” ที่มีอาการรุนแรงขึ้น ก็ล้วน เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้หลงใหลติดตัน ไม่ให้ก้าวหน้าไปได้ เหล่านี้จัดเป็นอุปสรรคของวิปัสสนา เมื่อใดเกิดญาณรู้แจ้งว่าสิ่ง เหล่านี้เป็นเครื่องกีดขวางของวิปัสสนา ชั้นที่จะทำการตัดสังโยชน์ ตัดกิเลสอันละเอียดเสียได้ ก็ชื่อว่ามีมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (๑๐๘) ตัววิปัสสนาที่ ๔ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ความ หมดจดแห่งความรู้ความเห็นในตัวทางแห่งการปฏิบัติ คือ เมื่อ มีญาณทัสสนะในเรื่องทางผิดทางถูกโดยสมบูรณ์แล้ว ญาณขั้น ต่อไปก็ต้องดำเนินถูกทาง และก้าวไปตามลำดับ นับตั้งแต่ความ

น.71 ๖๐ เห็นจริงในสังขารทั้งปวงชัดแจ้งถึงที่สุด จนกระทั่งวางเฉยในสิ่ง ทั้งปวง มีจิตพร้อมที่จะบรรลุถึงการรู้อริยสัจจ์ที่เป็นชั้นวิเศษสืบไป ตามคัมภีร์วิสุทธิมัคค์ จำแนกลำดับญาณในปฏิปทาญาณทัสสน วิสุทธิ เป็น ๙ ลำดับ เรียกว่า วิปัสสนาญาณ ๙ คือ : - (๑๐๙) วิปัสสนาญาณที่ ๑ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ แปลว่า ญาณเป็นเครื่องตามกำหนดให้เห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อม สลายไป เมื่อวิปัสสนาจิตดำเนินไปถูกทาง ในการพิจารณาความ เกิดแก่เจ็บตายของสังขารทั้งปวงถึงที่สุดแล้ว ก็เพ่งพิจารณาแน่ว แน่อยู่แต่ในภาวะแห่งความก่อขึ้น และความเสื่อมสลายไปของ สังขารเหล่านั้น จนแจ่มแจ้งชัดเจนที่สุด เห็นภาวะทั้งหลายเต็ม ไปด้วยการเกิดดับ เหมือนท้องทะเลเต็มไปแต่การเกิด และการ ดับของฟองน้ำที่เกิดจากลูกคลื่น ฉันใดก็ฉันนั้น. (๑๑๐) วิปัสสนาญาณที่ ๒ ภังคานุปัสสนาญาณ แปลว่า ญาณ เป็นเครื่องตามกำหนดเห็นความดับ หมายความว่า ทิ้งการเพ่ง ดูฝ่ายเกิดในญาณแรกเสีย มาเพ่งอยู่แต่ฝ่ายดับ เพื่อให้เห็นความ แตกสลายลึกซึ้งรุนแรงถึงที่สุด จนกระทั่งรู้สึกว่าในโลกทั้งปวง ไม่มีอะไรนอกจากความพังทะลาย หรือความแตกดับทั่วไปหมด เหมือนกับห่าฝนตกลงมาทั่วไปทุกหนทุกแห่ง. (๑๑๑) วิปัสสนาญาณที่ ๓ ภยตุปัฏฐานญาณ แปลว่า ความรู้ แจ้งในสังขารปรากฏว่า เต็มไปด้วยภาวะที่น่ากลัว เมื่อความ

น.72 ๖๑ เห็นแจ้งในความเสื่อมสลายมีมากพอ ก็จะทำให้เกิดความรู้แจ้ง ต่อไปว่า ภพทั้งปวงเป็นสิ่งที่น่ากลัว เต็มไปด้วยบภาวะที่น่ากลัว แห่งความแตกทำลายของสังขารทั้งปวงอยู่ทุกขณะจิต จึงเกิดมี ความหวาดกลัวสะดุ้งถึงที่สุดจริง ๆ ขึ้นในใจของผู้เห็นแจ้ง เห็น ภพทั้ง ๓ เปรียบประดุจมียาพิษอาวุธหรือโจรอันโหดร้าย บรรจุ อยู่เต็มไปหมด. (๑๑๒) วิปัสสนาญาณที่ ๔ อาทีนวานุปัสสนาญาณ แปลว่า ญาณ เป็นเครื่องตามกำหนดให้เห็นโทษของสังขารทั้งปวง เมื่อรู้สึกว่า ภพทั้งปวงเต็มไปด้วยความน่ากลัว ก็จะเกิดความรู้แจ้งต่อไปว่า สังขารหรือภพทั้งปวงประกอบอยู่ด้วยโทษอันร้ายกาจ ไม่มีความ ปลอดภัยในการที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เปรียบเหมือนป่าที่เต็ม ไปด้วยสัตว์ร้าย ย่อมไม่เป็นที่น่าอภิรมย์แก่ผู้ต้องการความเพลิด เพลินจากป่า ฉันใดก็ฉันนั้น. (๑๑๓) วิปัสสนาญาณที่ ๕ นิพพิทานุปัสสนาญาณ แปลว่า ญาณ เป็นเครื่องตามกำหนดด้วยความเบื่อหน่าย เมื่อเห็นสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของน่ากลัว และเต็มไปด้วยโทษทุก ๆ ปรมาณู ก็ เกิดความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง เห็นเป็นเหมือนกับบ้านเรือน ที่ถูกไฟไหม้แล้ว ไม่น่าเสน่หาแต่ประการใด. (๑๑๔) วิปัสสนาญาณที่ ๖ มุญจิตุกัมยตาญาณ แปลว่า ญาณ เป็นเหตุให้เกิดความปรารถนาในการพ้น เมื่อเกิดความเบื่อหน่าย ที่แท้จริง โดยอาศัยจกำลังของสมาธิหรือความเห็นแจ้ง ก็เกิด

น.73 ๖๒ ความรู้สึกอยากจะพ้นทุกข์ด้วยใจจริง เป็นความอยากพ้นด้วย จิตใจทั้งหมด ซึ่งมีเท่ากับความใหญ่ของภพทั้งปวง เปรียบเหมือน ความอยากพ้นของเขียดที่กำลังดิ้นอยู่ในปากงู หรือเปรียบเหมือน เนื้อที่อยากพ้นจากบ่วง. (๑๑๕) วิปัสสนาญาณที่ ๗ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ แปลว่า ญาณ เป็นเครื่องกำหนดพิจารณาหาทางรอด เมื่อมีความอยากพ้นอย่าง รุนแรง ความดิ้นรนในการหาทางรอดก็จะเป็นไปอย่างรุนแรง การพิจารณาในข้อนี้ หมายถึง การพยายามสอดส่องจนเห็น อุปาทานหรือกิเลสว่า เป็นเหตุผูกพันจิตให้ติดกับภพ จึงหาทาง ทำกิเลสให้อ่อนกำลัง เพื่อจะได้โอกาสทำลายในภายหลัง ทำนอง เดียวกับบุคคลผู้ต้องการฆ่างูที่รัดตนอยู่ โดยการจับคองูชูขึ้นเหนือ ศีรษะ คลายขนดออกจากตน แกว่งเป็นวงกลมจนกระทั่งอ่อนกำลัง แล้วปล่อยมือให้หลุดกระเด็นไป และตามไปฆ่าทีหลัง การพิจารณา เห็นสิ่งทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น อยู่เสมอ เป็นการตัดอาหารของกิเลส ทำให้กิเลสถอยกำลังอยู่ เป็นประจำวัน วิธีนี้ต้องเพิ่มให้มาก ให้ประณีตแบบคาบยิ่งขึ้น เพราะ เป็นช่องทางให้ตัวเราซึ่งเล็กนิดเดียว เอาชนะกิเลสซึ่งใหญ่เท่ากับ ภูเขาได้ ปัญญาเป็นสิ่งที่ต้องเพิ่มพูนให้มากขึ้น พร้อม ๆ กับที่ทำกิเลส ให้ถอยกำลังลง จนให้มีความกล้ามากพอ เท่ากับหนูตัวนิดเดียว กล้าคิดฆ่าเสือโคร่ง ๒-๓ ตัวได้ นี้เป็นอุบายในการคิดหาทางรอด. (๑๑๖)

น.74 ๖๓ วิปัสสนาญาณที่ ๘ สังขารุเปกขาญาณ แปลว่า ความรู้เป็น เหตุให้วางเฉยในสังขารทั้งปวง การทำกิเลสให้อ่อนกำลังลง เป็น เหตุให้วางเฉยในสิ่งทั้งปวงได้ยิ่งขึ้น ญาณนี้อาศัยการพิจารณา เห็นความว่างแห่งสังขารทั้งหลายว่า ว่างจากตัวตน ว่างจาก ความเป็นสัตว์เป็นบุคคล ว่างจากแก่นสาร ว่างจากความสุข ว่างจากความงาม เหล่านี้เป็นต้น จนในที่สุดเกิดความวางเฉย ในสิ่งทั้งปวง เปรียบเหมือนบุรุษที่วางเฉยในภรรยาที่หย่าขาด กันแล้ว.ธิ(๑๑๗) วิปัสสนาญาณที่ ๙ สัจจานุโลมิกญาณ แปลว่า ญาณที่ พร้อมถึงที่สุดแล้วที่จะรู้อริยสัจจ์ เมื่อวางเฉยในภพทั้งปวงได้ จิต ก็พร้อมที่จะรู้อริยสัจจ์ ๔ ชนิดที่จะทำให้บรรลุอริยมรรค ชนิด ที่ทำให้เป็นอริยบุคคลชั้นใดชั้นหนึ่งได้. (๑๑๘) เมื่อวิปัสสนาญาณ ๙ นับตั้งแต่อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ถึง สัจจานุโลมิกญาณเป็นไปอย่างสมบูรณ์เต็มที่แล้วเรียกว่า "ปฏิป- ทาญาณทัสสนวิสุทธิ" เป็นวิปัสสนาญาณตัวที่ ๔ หรือวิสุทธิ อันดับ ๖. (๑๑๙) ตัววิปัสสนาที่ ๕ ญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่ง ญาณทัสสนะ เป็นวิสุทธิอันดับ ๗ ได้แก่ อริยมรรคญาณ เป็นผล หรือเป็นตัวสุดท้ายของวิปัสสนา. (๑๒๐)

น.75 ๖๔ ในลำดับระหว่างวิปัสสนาญาณที่ ๙ คือ สัจจานุโลมิกญาณ กับญาณทัสสนวิสุทธิ มีโคตรภูญาณ แทรกอยู่ในฐานะเป็นเครื่อง คั่นระหว่างปุถุชนกับอริยบุคคล แต่โดยที่โคตรภูญาณมีขณะแว๊บ เดียวแล้วก็ดับไป และยังอยู่ในฐานะที่เป็นกามาวจรกุศล จึง สงเคราะห์เข้าไว้ในฝ่ายปฏิทาญาณทัสสนวิสุทธิ. (๑๒๑) ตามนัยดังแสดงมานี้จะเห็นว่า. (๑) ศีลและสมาธิ เป็นรากฐานที่ตั้งอาศัยของวิปัสสนา. (๒) ขันธ์ห้า หรือ สังขารทั้งปวง เป็นที่กำหนดสำหรับเจริญ วิปัสสนา. (๓) การเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา จนเกิดความกลัวความ เบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวงเป็นลักษณะแห่งตัววิปัสสนา. (๔) การกำจัดความโง่ เป็นกิจของวิปัสสนา. (๕) ความเห็นแจ่มแจ้งจนเกิดมรรคผลนิพพาน เป็นผลของ วิปัสสนา. (๑๒๒) ทั้งนี้ เป็นการชี้ให้เห็นแนวแห่งปัญญา ที่เดินโดยลำดับแห่ง ความบริสุทธิ์ ๗ ลำดับ และลักษณะการดำเนินของปัญญา ที่จะ เจาะแทงโลกทั้งหลายอีก ๙ ลำดับ รวมเรียกว่าเรื่องวิปัสสนา ตามหลักวิชาในรูปเทคนิค. (๑๒๓)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต