Buddhadasa.org

ใจความสำคัญแห่งคู่มือมนุษย์ ตอนที่ ๙ — ๙. ลำดับแห่งการหลุดพ้นจากโลก

ใจความสำคัญแห่งคู่มือมนุษย์ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ใจความสำคัญแห่งคู่มือมนุษย์ (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.76 ๙ ลำดับแห่งการหลุดพ้นจากโลก เมื่อปฏิบัติวิปัสสนา จนเกิดความรู้แจ้งว่า ไม่มีอะไรที่น่า ยึดถือ และสิ่งต่าง ๆ ไม่อาจครอบงำจิตได้ จิตย่อมถึงสถานะอัน ใหม่เหนือวิสัยโลก เรียกว่า โลกุตตรภูมิ ตรงกันข้ามกับ โลกิยภูมิ คือ ภูมิของจิตอันต่ำที่สิ่งต่าง ๆ ครอบงำได้. (๑๒๔) โลกิยภูมิ แบ่งออกเป็น ๓ พวก คือ : - ๑. กามาวจรภูมิ หมายถึง ภูมิของจิตที่ยังพอใจในกามทั้ง ปวง. ๒. รูปาวจรภูมิ หมายถึง ภูมิของจิตที่พอใจในความสุข ที่ เกิดแต่สมาบัติอันมีรูปธรรมเป็นอารมณ์ ที่ไม่เกี่ยวกับกาม. ๓. อรูปาวจรภูมิ หมายถึง ภูมิของจิตที่พอใจในความสุข หรือความสงบที่เกิดแต่สมาบัติอันไม่มีรูปเป็นอารมณ์. (๑๒๕)

น.77 ๖๖ ภูมิคู่กับภพ เพราะภูมิหมายถึงสถานะหรือระดับของจิตใจ สัตว์ และภพหมายถึงโลกเป็นที่อยู่อันเหมาะสมของสัตว์ตาม ภูมิจิต คือ กามาวจรภูมิคู่กับกามาวจรภพ รูปาวจรภูมิคู่กับ รูปาวจรภพ และอรูปาวจรภูมิคู่กับอรูปาวจรภพ ตามปกติจิตใจ มนุษย์มักตกอยู่ในกามาวจรภูมิเป็นธรรมดา แต่บางคราวทำให้ อยู่ในลักษณะที่เป็นรูปาวจรภูมิ หรืออรูปาวจรได้ เมื่อจิตตั้งอยู่ ในภูมิใด โลกที่อาศัยก็จะกลายเป็นภพชื่อนั้นไปด้วย สัตว์ที่อยู่ใน ภูมิทั้ง ๓ ยังมีอัสสมิมานะเต็มที่ ยังเต็มอยู่ด้วยความยึดถือตัว ตน จิตยังประกอบด้วยตัณหาอันเป็นเหตุให้ท่องเที่ยวไปในภพ ต่าง ๆ จึงเรียกว่ายังอยู่ในวิสัยโลก จัดเป็นโลกิยภูมิ (๑๒๖) ส่วนโลกุตตรภูมิ หมายถึง ภูมิของจิตที่อยู่สูงเหนือวิสัยโลก มองเห็นโลกโดยความเป็นของไม่มีตัวตน แบ่งออกเป็นมรรคผล ๔ ชั้น คือ ชั้นพระโสดาบัน ชั้นพระสกิทาคามี ชั้นพระอนาคามี และชั้นพระอรหันต์ การอยู่เหนือโลกนี้หมายถึงจิตใจ มิได้หมายถึง ร่างกาย ส่วนร่างกายจะอยู่ภพไหนก็ได้ ที่สมควรกัน. (๑๒๗) ความแตกต่างระหว่างชั้นทั้ง ๔ ของโลกกุตตรภูมิอยู่ที่ลำดับ แห่งการละกิเลสชั้นละเอียดได้ขาด กิเลสชั้นนี้เรียกว่า “สังโยชน์" แปลว่า ผูกพันเต็มที่อย่างพร้อมพรั่ง มี ๑๐ อย่าง กิเลสเครื่องผูกพัน นี้ ทำให้สัตว์ทั้งหลายติดอยู่ในโลก ตกอยู่ในวิสัยโลก เป็นโลกิยภูมิ เมื่อตัดเครื่องผูกพันเหล่านั้นออกได้ จิตก็จะค่อย ๆ หลุดออกจาก โลกตามลำดับจนเข้าสู่ความอยู่เหนือโลก เป็นโลกุตตรภูมิโดย

น.78 ๖๗ สมบูรณ์ในที่สุด. (๑๒๘) สังโยชน์ ๑๐ ประการ ๑. สักกายทิฐิ แปลว่า "ความเห็นว่ากายเป็นตัวตน" ได้แก่ ความสำคัญผิดว่าร่างกายพร้อมทั้งจิตนี้เป็นตัวตน โดยคิดว่า "ตัวเรา" มีอยู่ สัญชาตญาณมูลฐานว่ามีตัวเรานี้ เป็นไปมากถึง กับเอาอะไร ๆ เป็นตัวตนก็ได้ ตามความรู้สึกของตน ทุกคนย่อม มีความสำคัญว่าตัวตนประจำใจอยู่ทั้งนั้น เพราะเป็นมูลฐานที่ ทำให้ชีวิตมีอยู่ เป็นอยู่ ผู้ต้องการข้ามพ้นจากโลก ต้องละกิเลส ตัวนี้ให้ได้เป็นอันดับแรก. (๑๒๙) ๒. วิจิกิจฉา หมายถึง "ความสงสัย" คือความรู้มีไม่เพียงพอ เป็นเหตุให้สงสัยลังเลในพระพุทธเจ้า คือ ลังเลว่าจะไม่เป็นบุคคล ที่ตรัสรู้ถูกต้องจริง หรือเป็นบุคคลที่หลุดพ้นจากความทุกข์จริง ลังเลในพระธรรม คือ ลังเลในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าหรือ การปฏิบัติตามคำสั่งสอนนั้น ว่าจะไม่อาจนำไปสู่ความดับทุกข์ จริง หรือจะไม่จริงตามนั้น ลังเลในพระสงฆ์ คือ ลังเลในผู้ปฏิบัติ ว่าคงไม่ปฏิบัติได้จริง หรือไม่อาจมีบุคคลชนิดนั้นในโลกนี้ เพราะ เป็นสิ่งเหลือวิสัย เป็นต้น มูลเหตุของความลังเล คือ ความไม่รู้ (อวิชชา) ก่อให้เกิดตัณหา ดึงจิตไปสู่ทางต่ำจนเป็นพื้นวิสัยสันดาน ส่วนความรู้สึกฝ่ายสูงเพิ่งก่อรูปขึ้นใหม่ การทะเลาะกันระหว่าง ความรู้สึกฝ่ายสูงกับความรู้สึกฝ่ายต่ำ นั่นคือการลังเล ความลังเล มีอยู่ในทุกคนตั้งแต่เกิด เป็นเหตุให้ไม่แน่ใจใน ความดี ความงาม

น.79 ๖๘ ความถูกต้อง ความยุติธรรม เป็นต้น ฉะนั้น ต้องพิจารณาให้เห็น โทษของความลังเล จนให้เกลียดมันมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งจะเป็น เหตุให้ละมันได้ง่ายขึ้น. (๑๓๐) ๓. สีลัพพตปรามาส แปลว่า "การจับฉวยศีลและวัตรผิด ความมุ่งหมายที่ถูกต้อง" โดยใจความ ได้แก่ การยึดมั่นในสิ่งที่เคย ปฏิบัติมาด้วยความเข้าใจผิด ส่วนมากเกี่ยวกับลัทธิศาสนา เช่น การปฏิบัติในทางไสยศาสตร์ เป็นต้น แม้เป็นเรื่องของพุทธศาสนา ถ้าปฏิบัติไปด้วยความมุ่งหมายจะให้เกิดความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ หรือหวังจะได้ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ดังนี้ ก็นับว่าเป็นการ กระทำที่นอกลู่นอกทาง จัดเป็นสีลัพพตปรามาสทั้งสิ้น เพราะข้อ ปฏิบัติต่าง ๆ ในพุทธศาสนา มีความมุ่งหมายเพื่อให้เป็นการละ กิเลสโดยส่วนเดียว. (๑๓๑) เมื่อบุคคลใดละสังโยชน์ ๓ ประการ คือ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้แล้ว ย่อมเป็นผู้อยู่เหนือโลก ตั้งอยู่ใน โลกุตตรภูมิอันดับที่หนึ่ง เป็นพระอริยเจ้า อันดับแรก เรียกผู้ นั้นว่า พระโสดาบัน คือ ผู้แรกถึงกระแสแห่งนิพพาน. (๑๓๒) โลกุตตรภูมิอันดับที่ ๒ หมายถึง บุคคลผู้ละเครื่องผูกพัน ๓ อย่างดังกล่าวได้ และทำ โลภะ โทสะ โมหะ บางส่วนให้ จางไปจนมีจิตใจสูง มีความผูกพันอาลัยอยู่ในกามภพแต่เล็กน้อย ที่สุด ซึ่งจะเวียนมาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียว เป็นเหตุให้ได้ชื่อว่า พระสกิทาคามี. (๑๓๓)

น.80 ๖๙ โลกุตตรภูมิอันดับที่ ๓ เรียกว่า พระอนาคามี เป็นผู้ละ กิเลสชั้นต้น ได้อย่างพระสกิทาคามี และละสังโยชน์เพิ่มขึ้นอีก ๒ ข้อ คือข้อ ๔ กามราคะได้ทุกประการ กับข้อ ๕ ปฏิฆะ. (๑๓๔) ๔. กามราคะ หมายถึง "ความย้อมจิตอยู่ในกาม" สิ่งอัน เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทุกชั้น ทุกประเภท และทุกลักษณะ เรียกว่า "กาม" ในที่นี้ ความที่จิต ยังย้อมติดอยู่ด้วยความพอใจในกามเช่นนั้น เรียกว่า กามราคะ ได้ทุกประการ. (๑๓๕) ๕. ปฏิฆะ หมายถึง "ความรู้สึกโกรธ หรือความขัดแค้นใจ" ได้แก่ ความกระทบกระทั่งแห่งจิตฝ่ายที่รู้สึกไม่พอใจชั้นละเอียด เป็นความขุ่นแค้นอยู่ข้างในไม่ค่อยปรากฏออกมาภายนอก เช่น ความหงุดหงิดรำคาญ เป็นต้น. (๑๓๖) สังโยชน์ทั้ง ๕ ข้อ คือ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา ลีลัพพตปรามาส กามราคะ และปฏิฆะ จัดเป็นภาคแรกหรือภาคต่ำ ที่พระอริยบุคคล ประเภทที่ ๓ ละได้หมด เนื่องจากไม่มีกามราคะเหลืออยู่ จึง ทำให้ไม่ต้องเวียนมาสู่กามภพอีก เป็นเหตุให้ได้นามว่า อนาคามี แปลว่า ผู้ไม่มีการกลับมา มีแต่จะรุดหน้าสูงขึ้นไปเป็นพระอรหันต์ และจักนิพพานในภพที่ไม่เกี่ยวข้องกับกาม ได้แก่ภพของรูปพรหม อันดับปลาย ๆ ส่วนสังโยชน์ที่ยังเหลืออีก ๕ อย่างข้างปลาย พระอริยบุคคลประเภทที่ ๔ คือ พระอรหันต์ จึงจะละได้หมด. (๑๓๗)

น.81 ๗๐ ๖. รูปราคะ หมายถึง "ความรักใคร่พอใจในความสุขที่ เกิดมาจากรูปสมาบัติ" การที่พระอริยเจ้าชั้นต้น ๆ ๓ จำพวก ไม่ สามารถละความสุขความพอใจที่เกิดรูปฌานหรือรูปสมาบัติได้ เพราะมีความสุขสงบเยือกเย็น มีรสชาติจับอกจับใจ ถึงกับพอจะ เรียกได้ว่าเป็นนิพพานชิมลอง จึงเป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหลได้ ง่าย เป็นเหตุให้ต้องมาละได้เด็ดขาดในพระอริยเจ้าชั้นสุดท้าย คือ พระอรหันต์ (๑๓๘) ๗. อรูปราคะ หมายถึง "ความพอใจติดใจในความสุขที่ เกิดมาแต่อรูปสมาบัติ" ได้แก่ การหลงใหลในความสุขที่เกิดจาก การเจริญฌานอันกำหนดเอาสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ มีความสงบ เงียบขั้นอรูปฌาน ซึ่งประณีตสุขุมลึกซึ้งกว่าความสงบที่เป็นรูป ฌาน เนื่องจากพระอรหันต์จะเป็นผู้หลงใหลในสุขเวทนาอย่าง ใดอย่างหนึ่งไม่ได้เลย เพราะมีปกติเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของเวทนาทุกชนิด ฉะนั้นจึงละรูปราคะ และอรูปราคะ ได้อีกชั้นหนึ่ง. (๑๓๙) ๘. มานะ ได้แก่ "ความรู้สึกสำคัญตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่" เป็นชั้นเป็นเชิง ว่าเราเลวกว่าเขา เราเสมอเขา เราดีหรือสูงกว่า เขา ถ้ารู้สึกว่าเราเลวกว่าเขา ก็น้อยใจ รู้สึกว่าตนดีกว่าเขาก็ทะนงใจ รู้สึกว่าเสมอกัน ก็นึกไปทำนองแข่งขันหรือทำตนให้ก้าวหน้ากว่า ความรู้สึกถือตัวถือตนทำนองนี้ ย่อมมาจากอุปาทานนั่นเอง เมื่อ ความยึดถือตัวตนมีอยู่ ความรู้สึกในลักษณะชั้นเชิงเป็นคุณสมบัติ

น.82 ๗๑ หรือสิ่งประกอบอื่น ๆ อันจะเป็นเครื่องวัดกันได้ก็ย่อมมี ถ้ามีจิตใจ อยู่เหนือความดีความชั่วเสียแล้ว ความรู้สึกต่าง ๆ เช่นนี้จะมี อยู่ไม่ได้ การที่ยังมีความรู้สึกว่าคนดีคนชั่วหรือคนเสมอกัน เป็น เหตุให้ดิ้นรนกระวนกระวายไม่เป็นความสงบสุขถึงที่สุด. (๑๔๐) ๙. อุทธัจจะ แปลว่า "ความกระเพื่อม ความฟุ้ง" หรือ ความไม่สงบอยู่ได้ ได้แก่ ความรู้สึกที่กระพือขึ้นในเมื่อสิ่งใด สิ่งหนึ่งที่สนใจผ่านมา คนเราย่อมมีความต้องการอยู่ประจำใจ เมื่อมีสิ่งใดผ่านมาในลักษณะที่ตรงกับตัณหาชนิดใดชนิดหนึ่งแล้ว ความกระพือของจิตก็ย่อมมีเป็นธรรมดา เรียกว่าเกิด "ความทึ่ง" มีได้ทั้งแง่ดีและแง่ร้าย หรือทึ่งด้วยความสงสัยลังเลก็มี เมื่อมี ความแปลกประหลาดทำให้เกิดความทึ่งสงสัยขึ้น ถ้าเป็นเรื่อง ถูกใจก็ทำให้ดีใจจนลืมตัว ถ้าเป็นเรื่องเศร้าก็ทำให้จิตทรุดโทรม แฟบเหี่ยว ทั้งนี้เนื่องมาจากความต้องการ ความหวาดกลัว ความ วิตกกังวล ความระแวงที่มีอยู่ พระอริยเจ้า ๓ ประเภทข้างต้น ยังมีความทึ่งสนใจในบางสิ่งอยู่ แต่พระอรหันต์หมดความกระหาย ในสิ่งทั้งปวง หมดความกลัว หมดความเกลียด หมดความวิตก กังวล หมดความระแวงสงสัยในสิ่งทั้งปวง จิตของท่านจึงเป็น อิสระมีความบริสุทธิ์หรือสงบสุขถึงที่สุด. (๑๔๑) ๑๐ อวิชชา แปลว่า "ภาวะที่ปราศจากความรู้" ตาม ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายย่อมอยู่ด้วยการมีความรู้ แต่ถ้าเป็นความรู้ ผิดก็เท่ากับไม่รู้ คนที่มีอวิชชาหมายถึงผู้ที่ไม่เข้าใจต่อปัญหาที่ว่า

น.83 ๗๒ อะไรเป็นความทุกข์ที่แท้จริง อะไรเป็นต้นเหตุที่แท้จริงให้เกิด ความทุกข์ อะไรเป็นความไม่มีทุกข์จริง และอะไรเป็นหนทาง หรือวิธีที่จะให้ได้มาซึ่งความไม่มีทุกข์นั้น ถ้าใครรู้แจ้งจริง ๆ ใน ปัญหาเหล่านี้ เรียกว่า เป็นผู้มีวิชชา. (๑๔๒) อวิชชาทำให้หลงสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นความ สุข จนถึงกับพอใจเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ สำคัญผิดอยู่ในเหตุ ของความทุกข์ ทำให้เกิดความเขลาต่าง ๆ ขึ้น เช่น เข้าใจว่า ผีสางเทวดาเป็นเหตุให้เจ็บไข้ ดังนี้เป็นต้น สำคัญผิดในเรื่อง ความดับสนิทของทุกข์ คือไม่รู้ว่าการดับกิเลสตัณหาเป็นการดับ ทุกข์ ไปหลงความสงบสุขที่เกิดจากสมาธิ หรือฌาณสมาบัติว่า เป็นความดับทุกข์ ยิ่งกว่านั้นบางลัทธิได้เอากามารมณ์เป็นเครื่อง ดับทุกข์ สำคัญผิดในเรื่องหนทางแห่งความดับทุกข์ คือไม่รู้ว่า ทางที่ถูกได้แก่อริยมรรคมีองค์ ๘ จึงเป็นเหตุให้ดำเนินไปตาม ความต้องการของตน มีความเชื่อในวัตถุปัจจัยภายนอก ว่าช่วย ดับทุกข์ได้ เช่น มีการดับทุกข์โดยการจุดธูปเทียนอ้อนวอนผีสาง เทวดา เป็นต้น. (๑๔๓) อวิชชาเป็นเหมือนเครื่องหุ้มห่อโลก เป็นแสงสว่างที่บัง ลูกตา หมายความว่า ตามปกติทุกคนมีความรู้ แต่เป็นความรู้ผิด จึงเป็นความรู้ชนิดบังลูกตา เพราะแสงสว่างของอวิชชานี่เอง ที่ ทำให้มีความหลงไปในกามารมณ์ว่า เป็นอุดมธรรมของมนุษย์ เป็นเหตุให้ติดอยู่แต่กามารมณ์ ไม่อาจทะลุรอดไปได้. (๑๔๔)

น.84 ๗๓ สังโยชน์ ๕ อย่างที่เพิ่มขึ้น คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา เป็นสิ่งที่พระอรหันต์ตัดได้ขาด ซึ่งเป็นการ ตัดได้ทั้งหมด ๑๐ อย่าง และเป็นพระอริยเจ้าชั้นสูงสุด. (๑๔๕) พระอริยเจ้าทั้ง ๔ ประเภท คือ พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จัดเป็นผู้อยู่ในโลกุตตรภูมิ ตัวธรรมที่ท่านบรรลุ เรียกโลกุตตรธรรมมี ๙ คือ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหันตตมรรค อรหัตตผล ๔ คู่นี้ ได้ ๘ เติมนิพพานเข้าอีก ๑ จึงเป็น ๙ บุคคลในโลกุตตรภูมิ เป็นผู้ที่ทุกข์น้อยลงตามส่วน จนกระทั่งไม่มีทุกข์เลย ภาวะเช่นนี้เป็นผลมาจากการเจริญวิปัสสนา คือ เมื่อเห็นแจ้งตามเป็นจริง ก็ดับความอยากทั้งปวงได้ ทำให้ จิตอยู่เหนือวิสัยโลก เป็นโลกุตตรภูมิ สิ่งต่าง ๆ ไม่อาจครอบงำ จิตของท่านได้อีกต่อไป. (๑๔๖) นิพพาน หมายถึง "สภาพอย่างหนึ่งซึ่งตรงกันข้ามกับโลก ด้วยประการทั้งปวง" ยกเลิกภาวะและวิสัยอย่างโลก ๆ ทั้งหมด เสีย ก็จะเหลือนิพพาน อันเป็นธรรมชาติที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งใด ปรุงแต่ง และไม่ปรุงแต่งสิ่งใด เป็นที่ดับของการปรุงแต่งทั้งปวง กล่าวด้วยผล นิพพาน หมายถึง ภาวะที่ปราศจากความเผาลน ปราศจากความตบตี ทิ่มแทง ร้อยรัด ครอบงำ พัวพัน นิพพาน ไม่มีขอบเขต ไม่กินเนื้อที่ ไม่เกี่ยวข้องกับกาลเวลา กล่าวอย่าง อุปมา ได้แก่ แดนที่ดับของสังขารทั้งปวง นิพพานจึงเป็นธรรมที่

น.85 ๗๔ เกษมจากโยคะ หมายความว่า มีความปลอดโปร่ง ว่างเงียบ จากเครื่องร้อยรัดพัวพันหุ้มห่อโดยประการทั้งปวง นี่เป็นลักษณะ ของโลกุตตรธรรมข้อสุดท้าย เป็นสิ่งที่มุ่งหมายปลายทางของ พุทธศาสนา. (๑๔๗)

น.86 ๗๕ ม้วย สรุปความ คลอกร ทั้งหมดนี้ เป็นการบรรยายตามลำดับของการปฏิบัติธรรม ตั้งแต่การชี้ให้รู้จักพุทธศาสนา จนกระทั่งบรรลุผลสุดท้ายว่า พุทธศาสนาคือวิชา หรือระเบียบปฏิบัติ เพื่อให้รู้จักสิ่งทั้งปวง ถูกต้องตามที่เป็นจริงว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เนื่องจาก ไม่รู้ตามที่เป็นจริง จึงมีอุปาทานยึดติดว่าตัวเราของเรา ทางดำเนิน เพื่อการปล่อยวางความยึดติด ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อ เจริญไตรสิกขาสมบูรณ์แล้ว ทำให้รู้จักขันธ์ ๕ ตามเป็นจริงว่า มิใช่ตัวเราของเรา จึงปล่อยวางได้ วิธีเจริญไตรสิกขามี ๒ ประการ คือ ตามวิธีธรรมชาติ กับ ตามหลักวิชา เป็นการทำให้พ้นจาก โลกิยภูมิ บรรลุโลกุตตรภูมิ ด้วยการละสังโยชน์ ๑๐ เข้าถึงความ เป็นพระอริยบุคคล ๔. (๑๔๘) เรื่องผลสุดท้ายของพุทธศาสนา คือ "นิพพาน” อันเป็น ที่สิ้นสุดของสิ่งทั้งหลาย ตั้งอยู่ในฐานะอุดมธรรมอันสูงสุด ดัง พระพุทธภาษิตมีว่า "ผู้รู้ คือ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ย่อมกล่าวพระนิพพานว่าเป็นอุดมธรรม" ดังนี้ เรื่องนี้จะต้อง ศึกษาให้รู้ให้เข้าใจ และเข้าถึงได้ตามสมควร จึงจะได้ชื่อว่า เป็น พุทธบริษัทจริง ๆ มิฉะนั้น จะเป็นแต่ผู้เข้าใจ หาใช่เป็นผู้รู้แจ้งไม่ ฉะนั้น ทุกคนต้องพิจารณากิเลสของตัวเองให้เข้าใจ และพยายาม ไถ่ถอนออกเสียให้ได้ จนเกิดมีผลเป็นความสะอาด สว่าง สงบ. นายชยพลชกรกฎบนม. (๑๔๙) จบ

น.87 ธรรมโฆษณ์ ของพุทธทาสภิกขุ ๑. พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ๒๐๐ บาท ๒. ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ๑๘๐ บาท ๓. อริยสัจจากพระโอษฐ์ (๒ เล่มจบ) ๔๘๐ บาท ๔. ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ ๒๐๐ บาท ๕. อาสาฬหบูชาเทศนา ๑๐๐ บาท ๖. มาฆบูชาเทศนา ๑๐๐ บาท ๗. วิสาขบูชาเทศนา ๑๒๐ บาท ๘. ชุมนุมล้ออายุ ๑๒๐ บาท ๙. ฆราวาสธรรม ๑๕๐ บาท ๑๐. อิทัปปัจจยตา ๑๒๐ บาท ๑๑. สันทัสเสตัพพธรรม ๑๒๐ บาท ๑๒. นวกานุสาสน์ ๑๓๐ บาท ๑๓. ราชภโฎวาท ๑๗๐ บาท ๑๔. กบ ก กา ของการศึกษาพุทธศาสนา ๑๗๐ บาท ๑๕. เทคนิคของการมีธรรมะ ๑๕๐ บาท ๑๖. อะไร คืออะไร ๑๓๐ บาท ๑๗. ใคร คือใคร ๑๓๐ บาท ๑๘. ธรรมะเล่มน้อย ๑๓๐ บาท ๑๙. หัวข้อธรรมในคำกลอน ๑๓๐ บาท ๒๐. ชุมนุมปาฐกถาชุดพุทธธรรม ๑๕๐ บาท

น.88 ๒๑. สันติภาพของโลก ๑๕๐ บาท ๒๒. ธรรมะกับสัญชาตญาณ ๑๕๐ บาท ๒๓. สมถวิปัสสนาสำหรับยุคปรมาณู ๑๓๐ บาท ๒๔. ฟ้าสางระหว่าง ๕๐ ปี ที่มีสวนโมกข์ ( ๒ เล่มจบ) ๓๐๐ บาท ๒๕. บรมธรรม (๒ เล่มจบ) ๒๔๐ บาท ๒๖. ใจความสำคัญแห่งคริสตธรรม เท่าที่พุทธบริษัทควรทราบ ๑๕๐ บาท ๒๗. ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม ๒ ๑๗๐ บาท ๒๘. ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม ๒ ๘๐ บาท ๒๙. ค่ายธรรมบุตร ๘๐ บาท ๓๐. ธรรมศาสตรา เล่ม ๑ (ออกใหม่ล่าสุด) ๑๖๐ บาท สั่งซื้อทางไปรษณีย์ได้ที่ คุณสุทธิรักษ์ สุขธรรม ๓๕/๗๘ ถนนจรัญสนิทวงศ์ ๖๒ บางกอกน้อย กทม. ๑๐๗๐๐ โทร. ๔๒๔-๓๔๖๒ (สั่งจ่าย ป.ณ.บางกอกน้อย) (กรุณาเพิ่มค่าส่งลงทะเบียนเล่มละ ๑๕ บาท สั่งซื้อ ๕๐๐ บาทขึ้นไปค่าส่งฟรี)

น.89 ของพุทธทาสภิกขุ ๑. มาเลื่อนชั้นตัวเองกันเถิด ๑๐ บาท ๒. อุดมคติอนุบาล ๒๐ บาท ๓. เด็กดีต้องมีธรรมะ ๑๒ บาท ๔. ยาระงับสรรพโรค ๑๒ บาท ๕. การบำเพ็ญบารมีที่ถูกแนวทาง ๑๒ บาท ๖. พุทธวิธีชนะทุกข์ ๑๒ บาท ๗. หัวใจของธรรมะ ๑๒ บาท ๘. การบริหารธุรกิจแบบพุทธ ๒๐ บาท ๙. แก่อย่างฉลาดและเป็นสุข ๒๐ บาท ๑๐. อตัมมยตาเท่าที่ควรรู้จักกันไว้บ้าง ๑๐ บาท ๑๑. อตัมมยตา ๑๐๐ แง่มุม ๒๕ บาท ๑๒. ธรรมะสำหรับคนเจ็บไข้ ๑๐ บาท ๑๓. วิธีทำสมาธิเบื้องต้น ๑๐ บาท ๑๔. การพัฒนาจิตด้วยอานาปานสติ ๒๐ บาท ๑๕. วิธีระงับดับทุกข์ ๓๐ บาท ๑๖. คู่มือศึกษาและปฏิบัติอานาปานสติสมบูรณ์แบบ ๕๐ บาท ๑๗. ลักษณะ ๘๐ ประการของพุทธศาสนา ๕๐ บาท ๑๘. คำสอนผู้บวชใหม่ ๑๙. สักวันหนึ่งท่านจะชอบสิ่งนี้ ๖๐ บาท ๑๐ บาท ๒๐. ทำอย่างไรจึงจะไม่มีทุกข์ ๑๐ บาท ๒๑. ธรรมะของผู้ครองเรือน ๑๒ บาท สั่งซื้อจำนวนมาก มีส่วนลดพิเศษ โปรดติดต่อคุณสุพิศ วัจนะรัตน์ โทร. ๔๖๘-๒๘๕๗

น.90 อดัมมฺโย พุทธศาสนา คือวิชาหรือระเบียบปฏิบัติ เพื่อให้รู้จักสิ่งทั้ง ปวงถูกต้องตามที่เป็นจริงว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เนื่อง จากไม่รู้ตามที่เป็นจริง จึงมีอุปาทานยึดติดว่าตัวเราของเรา ทาง ดำเนินเพื่อปล่อยวางความยึดติด ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อ เจริญไตรสิกขาสมบูรณ์ ทำให้รู้จักขันธ์ ๕ ตามที่เป็นจริงว่า มิใช่ ตัวเราของเรา จึงปล่อยวางได้ หนังสือเล่มนี้ จะเป็นบันไดขั้นต้น หรือเป็นหนังสือเล่มแรก ที่ถ้าศึกษาให้ละเอียดลออแล้ว จะสะดวกแก่การศึกษาธรรมะ ในขั้นสูงอื่นๆ ที่ข้าพเจ้าเคยแสดงไว้ในที่ต่างๆ สิบไปโดยแน่นอน พุทธทาสภิกขุ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต