Buddhadasa.org

ชุมนุมเทศนาของพุทธทาสภิกขุ เล่ม 2 ตอนที่ ๑ — ๑. พระพุทธเจ้าแสดงอนัตตลักขณสูตร

ชุมนุมเทศนาของพุทธทาสภิกขุ เล่ม 2 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมเทศนาของพุทธทาสภิกขุ เล่ม 2 (๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.8 บัดนี้ จะได้แสดงพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา ความเชื่อ และวิริยะความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็น พุทธบริษัท ให้เจริญงอกงาม ก้าวหน้าในทางแห่งพระพุทธศาสนา ของพระ บรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย. กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. พระธรรมเทศนาในวันนี้ นับว่าเป็นธรรมเทศนาพิเศษ โดยหวังจะปรารภ เหตุ คือ การแสดงอนัตตลักษณสูตร. โดยเป็นที่เชื่อกันว่า เมื่อพระพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตร ในวันเพ็ญอาสาฬหะแล้ว ต่อมาอีกประมาณ ๗ วัน ได้ทรงแสดงอนัตตลักษณสูตร เป็นเหตุให้ภิกษุปัญจวัคคีย์ บรรลุ คุณธรรมชั้นสูงสุด คือเป็นพระอรหันต์. เพราะฉะนั้นจึงสมมติวันนี้ว่า เป็นวันแสดงอนัตตลักษณสูตร และสิ่งที่เรียกว่า อนัตตลักขณสูตร เป็นสิ่งที่ น่าสนใจ. ข้อแรก พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตร แสดงถึง อริยสัจจ์สี่ประการ และมรรคมีองค์แปดประการ เป็นทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ช่วยให้เกิดความดับทุกข์ แต่แล้วก็ยังไม่ทำให้ภิกษุเหล่านั้น บรรลุธรรมชั้น อรหันต์ได้ ข้อนี้จะเป็นเพราะว่า ข้อความแห่งธัมมจักกัปปวัตนสูตรนั้น ยังไม่ เป็นที่ตั้งแห่งการพิจารณา เพื่อตัดเสียซึ่งกิเลสทั้งปวงก็ได้ หรือจะถือว่ายังเป็น โอกาสแรก ยังใหม่เกินไป สำหรับภิกษุเหล่านั้น ที่พอสักว่าฟังเรื่องอริยสัจจ์ แล้วจะบรรลุอร หันต์. ท. ๑

น.9 ถ้าเราพิจารณาดูให้ดี เห็นว่าจะเป็นอย่างแรกเสียมากกว่า คือข้อความ ในธัมมจักกัปปวัตนสูตรนั้น แสดงเพียงแนวโดยย่อว่าอะไรเป็นอะไร หรือเป็น อย่างไรอย่างคร่าวๆ ไปเท่านั้น แม้จะแสดงครบหมดทั้งสี่อริยสัจจ์ ก็แสดงเพียง คร่าวๆ และการแสดงมรรคมีองค์แปดนั้นเล่า ก็มีการแสดงสักแต่ว่าชื่อขององค์ นั้นๆ จึงเป็นเรื่องที่แสดงอย่างคร่าวๆ อยู่ ฉะนั้นคงเป็นด้วยเหตุนี้ จึงไม่เป็น เหตุให้บรรลุภูมิธรรมชั้นอรหันต์ เป็นเพียงมีดวงตาเห็นธรรม คือเห็นแนว สังเขปของทางดับทุกข์ ว่าเป็นไปอย่างนั้นแน่ ไม่เป็นทางอื่น อย่างนี้เรียกว่า ธรรมจักษุ ธรรมจักษุ จึงไม่ใช่การบรรลุคุณธรรมในขั้นพระอรหันต์ มีคำ บัญญัติไว้เฉพาะสำหรับธรรมจักษุว่า "สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น มีความดับเป็นธรรมดา” แม้การแสดงอย่างนี้ ก็ยังกล่าวโดยสังเขปหรือคร่าวๆ อยู่นั่นเอง ยังไม่มีความหมายอันลึกซึ้ง ที่แสดงถึงความน่าเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จนถึงกับหมดตัณหาอุปาทาน. ทีนี้ จะได้แสดงข้อความในอนัตดลักขณสูตร ซึ่งแสดงถึงเบญจขันธ์ คือ ส่วนห้าส่วน ที่มาประกอบกันเป็นคนคนหนึ่งๆ แล้วแสดงว่า แต่ละส่วนๆ ไม่ได้ เป็นตัวเรา ไม่ได้เป็นของของเรา เมื่อมองเห็นความจริงข้อนี้ อย่างชัดแจ้ง จึง เกิดคุณธรรมขั้นสูงสุด คือเป็นอรหันต์. โดยเนื้อความแล้วเป็นการแสดง อนัตตา คือความไม่ใช่ตัวเราในสิ่งทั้งปวง คือในเบญจขันธ์นี้เอง. สิ่งใด จะมีกี่อย่างก็ตาม ที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นว่า "ตัวเรา" แล้ว พระพุทธองค์ ทรงแสดงให้เห็นทุกอย่าง แต่ละอย่าง ว่า เป็นอนัตตา ไม่ใช่เป็น "ตัวเรา" นี่เป็นข้อความสำคัญของอนัตตลักษณสูตร ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า เบญจขันธ์ หรือ ขันธ์ห้า เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาอย่างชัดแจ้งทีเดียว. คนสมัยนี้ต่างจากคนสมัยโน้น ตรงที่ไม่รู้ว่า ขันธ์ห้า นั้นคืออะไร และ คนไทยเราก็พูดภาษาไทย เลยยิ่งไม่รู้คำที่เป็นภาษาต่างประเทศ คือภาษาบาลีว่า รูปคืออะไร เวทนาคืออะไร สัญญาคืออะไร สังขารคืออะไร วิญญาณคืออะไร. พอได้ยินว่า รูปเป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา สัญญาเป็นอนัตตา สังขารเป็น

น.10 ๓ - อนัตตลักขณสูตร · อนัตดา วิญญาณเป็นอนัตตา ก็เป็นสักว่าได้ยินได้ฟังโหวกๆ เท่านั้นเอง เพราะ ไม่รู้ว่า รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ คืออะไร อยู่ที่ไหน เป็น อย่างไร ในการประพฤติเป็นไปของคนเราเป็นประจำวัน ดังนั้นควรจะถือว่า เรื่องขันธ์ทั้งห้านี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นรากฐานของการศึกษาธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น ต้องรู้ว่าคืออะไร เหมือนที่เรารู้จักอะไรๆ ในภาษาไทยของเราอย่างชัดแจ้ง และอาจจะเห็นได้พร้อมกันไปในตัว ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา อย่างไรกันแน่. สิ่งแรกที่เรียกว่า " รูป" นั้น หมายถึง สิ่งที่มีรูปที่สามารถสัมผัสได้ด้วย ตา หรือด้วยวัตถุ ทางเนื้อทางหนังอย่างไรก็ได้. ส่วนอีกสี่อย่าง ที่เรียกว่า เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ นั้น คือไม่มีรูป ไม่สัมผัสได้โดยทาง เนื้อหนังอย่างเดียว สัมผัสได้แต่ทางใจ คือรู้สึกได้ต่อเมื่อเกิดทางใจ รู้ได้ด้วยใจ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรียกว่า รูป กับสิ่งที่เรียกว่า นาม อีกสี่อย่างนั้น เป็น สิ่งที่ต้องอาศัยกันและกัน คือเกี่ยวข้องกันอย่างแยกกันไม่ได้ เพราะว่า ถ้าไม่มี นาม คือจิตใจ รูปก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าไม่มีรูปคือร่างกาย นาม คือจิตใจก็ แสดงบทบาทอะไรไม่ได้ แม้แต่สักว่าเกิดขึ้น หรือปรากฏขึ้นก็เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีที่ตั้งที่อาศัย เพราะเหตุฉะนั้น จึงควรจะเข้าใจ สิ่งที่เรียกว่า รูป นาม คือเบญจขันธ์ห้า โดยหน้าที่แล้วเป็นสิ่งสิ่งเดียวกัน คือประชุมพร้อมกันอยู่เสมอ จึงจะทำหน้าที่ทุกอย่างได้ ถ้าแยกกันก็ไม่มีประโยชน์อะไร มีค่าเท่ากับตายแล้ว เหมือนกับรถหรือเรือเป็นต้น ถ้าแยกออกเป็นส่วนๆ เสียแล้ว ก็แล่นไปไม่ได้ ต่อเมื่อครบถ้วนจริงๆ จึงจะแล่นไปได้ แต่ว่าเรื่องของรถหรือของเรือนั้น ผิด กันไกลกับเรื่องของร่างกายและจิตใจ เพราะว่า ส่วนประกอบของรถหรือเรือนั้น เป็นเพียงเรื่องรูป หรือเปรียบเหมือนกับร่างกายล้วนๆ ไม่มีส่วนที่เป็นจิตใจเลย แต่ในบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยขันธ์ทั้งห้านี้ มีทั้งส่วนที่เป็นรูปและส่วนที่ ไม่ใช่รูป คือจิตใจ ซึ่งเรียกว่า " นาม."

น.11 การที่แยกออกเป็นห้าส่วนนั้น ก็เพื่อจะให้เห็นชัดแจ้งออกไปให้ครบ ให้ ละเอียด ส่วนที่เป็นร่างกายเรียกว่ารูป อย่างเดียวก็พอแล้ว แต่ส่วนที่เป็นจิตใจ แยกออกเป็นสี่คือ เวทนา, สัญญา, สังขาร, และวิญญาณ. การที่เรียงลำดับไว้เป็นเวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ นี้ ถ้าว่า โดยที่แท้แล้ว ยังเป็นการเข้าใจยากสำหรับคนทั่วไป ทำให้เกิดความเข้าใจว่า เวทนาเกิดได้ตามลำพัง, สัญญาเกิดได้ตามลำพัง, สังขารเกิดได้ตามลำพัง, และ วิญญาณเกิดได้ตามลำพัง, ต่อเมื่อศึกษาให้เข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างชัดเจน จึงจะ รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นได้ตามลำพัง ต้องอาศัยสิ่งอื่น และมิได้เกิดอยู่อย่าง ถาวร มีการเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไป ตามปกติ มิได้มี อยู่เลย :- ยกตัวอย่าง เช่น เราเกิดความรู้สึกสุข, ทุกข์, สบายหรือไม่สบาย แม้ที่สุดพอใจ หรือไม่พอใจ อย่างนี้ก็ตาม ความรู้สึกชนิดนี้ มิได้เกิดอยู่ตลอด เวลา จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทบระหว่างอายตนะภายนอกกับอายตนะภายใน เช่น ตากระทบรูปเข้าเป็นต้น แล้วเกิดความรู้สึกถึงที่สุด มีความพอใจ หรือ ไม่พอใจเกิดขึ้น เรียกว่าเวทนา. อย่างนี้จะเห็นได้ว่า มันเพิ่งเกิด ต่อเมื่อ มีการกระทบโดยสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าเวทนา จึงมิได้มีอยู่ตลอดเวลา คือเพิ่งเกิดขึ้นมา แล้วตั้งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น และ เวทนานั้นก็ดับไป กลายเป็นตัณหาขึ้นมาก็มี หรือกลายเป็นความรู้ความคิด อย่างอื่น ซึ่งมิใช่ตัณหาก็มี แล้วแต่เรื่องราวที่เกิดขึ้น. เราควรจะสังเกตให้ดีในตอนนี้ว่า เวทนานั้นเพิ่งจะเกิดหยกๆ ตั้งอยู่ไม่ • กี่ขณะจิต มันก็เปลี่ยนแปลงไป แม้จะมีเหตุมีปัจจัยให้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ซากๆ เป็น ระยะยาว มันก็ไม่ใช่เวทนาเดียวกัน มันเป็นเพียงเวทนาหลายๆ เวทนาเกิดติดต่อ กันไปเท่านั้น นี้คือลักษณะของเวทนา ในความหมายที่ว่าเป็นของลมๆ แล้งๆ เหลวๆ ไม่มีตัวตนยิ่งไปกว่าร่างกายเป็นไหนๆ ร่างกายนั้นประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ มันยังมีเนื้อมีหนัง เป็นชิ้นและเป็นก้อน ปรากฏอยู่ตลอดเวลา

น.12 เรียกว่ายังน่าดูกว่า ที่มีความมั่นคง มีความถาวร น่าจะยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของ ถาวรยิ่งกว่าเวทนา ซึ่งเกิดขึ้นชั่วแว็บหนึ่ง แล้วก็เปลี่ยนแปลงดังนี้ ความหมายสำคัญของเวทนา ก็อยู่ตรงที่ว่า เป็นความรู้สึกพอใจหรือไม่ พอใจ สุขหรือทุกข์เท่านั้น เป็นความรู้สึกในรสที่เกิดขึ้นมาจากการกระทบนั้นๆ ว่า มีรสอย่างไร คือเป็นรสที่น่าปรารถนา หรือไม่น่าปรารถนานั่นเอง เราจะ ต้องจดจำความหมายของคำว่าเวทนาไว้อย่างนี้ เพื่อกันฝันเผื่อ. ที่นี้ถัดไป เป็นเรื่องของ สัญญา สัญญา แปลว่า ความรู้พร้อม "สํ" แปลว่า "พร้อม" " ญา" แปลว่า "รู้" สัญญา แปลว่ารู้พร้อม. ความรู้ ในที่นี้ หมายถึงรู้สึกตัวอยู่อย่างเป็นระเบียบ สำหรับจะใช้ความกำหนดจดจำว่า สิ่งไรคืออะไร เมื่อเห็นสิ่งนั้นหรือสัมผัสสิ่งนั้น โดยวิธีใดก็ตาม เกิดความรู้ขึ้นมา ได้ว่า สิ่งนั้นคืออันนั้น เนื่องจากเคยรู้สึกมาแล้ว เคยพบ เคยเห็น เคยได้ดม ได้ชิม ได้สัมผัสมาแล้ว เมื่อสัญญานี้เป็นระเบียบดี ก็มีความไม่ฟื้นเพื่อน ในทาง ความจำ. แต่แล้วอย่าได้เข้าใจไปว่า สัญญานี้เป็นสิ่งที่เกิดอยู่ได้ตลอดกาล สัญญานี้เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดเช่นเดียวกับเวทนา ถ้าตาของเราไม่ได้เห็นรูป เป็นต้น เข้าแล้ว ความจำหมายว่ารูปนั้นคืออะไร ก็ไม่ได้เกิดขึ้น คือจิตไม่ได้ทำหน้าที่ ที่เป็นความจำหมายว่า รูปนั้น คืออะไร. เพราะฉะนั้นต้องมีอะไรมากระทบ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจก่อน จิตประเภทที่เรียกว่าสัญญาจึงจะเกิดขึ้น เช่น เมื่อตาเห็นรูปคนคนหนึ่ง ก็รู้ว่าเป็นรูป และเป็นรูปของคน ถ้าเคยรู้จักมาแต่ ก่อนก็รู้จักว่า คนนั้นคือใครด้วย ถ้าไม่รู้จักมาก่อน อย่างน้อย ก็ยังรู้ได้ว่า รูปชนิดนี้เขาเรียกว่าคน ไม่ใช่สุนัขหรือแมว เป็นต้น. นี่ท่านทั้งหลายลองคิดดูเถิดว่า สัญญานี้เป็นสิ่งที่เกิดอยู่ตลอดเวลา หรือ ว่า สัญญานี้เพิ่งจะเกิดต่อเมื่อมีการกระทบทางผัสสะ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเราจะเห็นได้ว่า เมื่อสัญญาเกิดขึ้นแล้ว จิตก็เปลี่ยนแปลงต่อไปอีก ทำหน้าที่อย่างอื่นต่อไปอีก ดังนั้น สัญญาที่จำได้ หมายรู้นั้น ก็ดับไป จึงเห็นได้ว่า สัญญานี้เป็นของลมๆ แล้งๆ เพิ่งเกิดปรากฎ ท. ๒

น.13 ออกมา เมื่อตาเห็นรูปเป็นต้น ตั้งอยู่ชั่วขณะแล้วก็ดับ เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ไป ตามหน้าที่ของจิต หรือความเป็นไปของจิต ดังนั้น แม้ว่าสัญญานี้ จะจำอะไรได้ มีความรู้สึกเป็นอย่างดี น่าอัศจรรย์อยู่มาก เช่น จำสิ่งหรือเรื่อง ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เมื่อวันก่อน เดือนก่อน ปีก่อน หรือหลายปีก่อนก็ยังได้ อย่างนี้ เป็นต้น น่าอัศจรรย์ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ควรจะคิดไปว่า ตัวตน หรือ ตัวเรา หรือมีตัวเราอยู่ในสัญญานั้น ดังนี้ เป็นต้นเลย เราควรจะกำหนดจดจำความ หมายของ คำว่า "สัญญา" ไว้อย่างนี้ โดยจะเปรียบเทียบกับเวทนาว่า มัน ต่างกันอย่างไร. เวทนานั้น เป็นความรู้สึกในรสของสิ่งต่างๆ ว่า ถูกใจหรือไม่ถูกใจ ส่วนสัญญานี้เป็นเพียงความกำหนดจดจำ, เช่นจำได้ว่านั้นรสของอะไรเป็นต้น ; มันไม่ใช่หน้าที่อย่างเดียวกัน แม้ว่าจะกระทำร่วมกัน เช่นว่าได้กลิ่นหอมของ ดอกไม้ อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ถ้าจำได้ว่า เป็นดอกอะไร หรือกลิ่นอะไร นี้ ก็เป็นสัญญา กลิ่นนั้นเป็นที่พอใจ หรือไม่พอใจ อย่างนี้ก็เป็นเวทนา เป็น คนละเรื่องคนละตอนกันอยู่อย่างนี้. ถัดไปอีก คือ สังขาร คำว่า สังขารนี้ มีความหมายใช้ในที่หลายแห่ง ฟันเผื่อกันได้มากทีเดียว ยิ่งคำว่าสังขาร ในภาษาไทยแล้ว ก็มีความหมายเปลี่ยน ไปเป็นอันมาก ; และความหมายทั่วไปนั้น คำนี้หมายถึงทุกสิ่ง นอกจากนิพพาน. แต่สำหรับคำว่า สังขารในเรื่องของขันธ์ทั้งห้า หมายถึง "ความปรุงแต่งในจิต" เป็นความคิดเป็นเรื่องเป็นราวไปเท่านั้นเอง คือการปรุงแต่งเป็นเรื่องเป็นราวไป ในจิต เกิดเป็นความรู้สึกว่า มันหมายความว่าอย่างไร, เกี่ยวกับเรา เป็นเรื่อง เป็นราวอย่างไร. มันไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนเวทนาและสัญญา แต่ก็อาศัย เวทนาและสัญญานั่นเอง ปรุงแต่งความคิดเป็นเรื่องเป็นราวไป. เหมือนกะตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วว่า เมื่อได้กลิ่นอะไรขึ้นมา จะเป็น กลิ่นของดอกไม้ เป็นต้น สัญญาก็ทำหน้าที่แต่เพียงว่า มันคือกลิ่นอะไร ; ส่วน เวทนาก็ทำหน้าที่ว่า มันถูกใจ หรือไม่ถูกใจ เป็นความรู้สึกขึ้นมา ที่นี้

น.14 หลังจากถูกใจหรือไม่ถูกใจนั้น ความคิดมันเดินต่อไป ถ้าความคิดเป็นไปในทาง ของความถูกใจ ก็อยากได้ อยากยึดครอง อยากมีตลอดกาล จนถึงคิดเลยเป็น เรื่องราวต่อไปว่า จะได้มาอย่างไร จะสะสมไว้อย่างไร จะซื้อหามาได้อย่างไร จะรักษาอย่างไร ดังนี้เรียกว่าความคิด. .. ถ้าเป็นไปในทางปรารถนา ด้วย ความโง่ ก็เรียกว่า ตัณหา เพราะฉะนั้น ตัณหา หรือความอยากนั้น ก็คือ สังขารชนิดหนึ่ง นั่นเอง. แต่ถ้าความคิดปรุงแต่งไปในรูปอื่น เช่นปรุงแต่ง ไปในทางการศึกษา เช่นอยากรู้ว่า มันเป็นอย่างไร ดีร้ายอย่างไร เราควรจัด การกะมันอย่างไร เป็นเรื่องเป็นราวไปอย่างนี้ ยังไม่ถึงกับเป็นตัณหา กลับเป็น เรื่องของวิชา ความรู้ไป แต่ถึงอย่างนั้น ก็เรียกว่า สังขารอยู่นั่นเอง, คือเป็น ความคิดที่ปรุงแต่งตามเรื่องราว เพราะฉะนั้น เมื่อความคิดเกิดขึ้น จะเป็นตัณหา ก็ได้ ไม่เป็นตัณหาก็ได้ แต่สำหรับบุญชนคนเรา ตามปกตินั้น มีแต่จะเป็นตัณหา ทั้งนั้น ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง คือว่า พอใจ ก็อยากได้, ไม่พอใจก็อยากตรง กันข้าม คืออยากทำลาย มีความกระวนกระวายอย่างใดอย่างหนึ่ง น้ำเป็นเรื่อง ธรรมดาของคนทั่วไป มูลเหตุสำคัญก็คือ สิ่งที่เรียกว่าสังขารนั่นเอง คือการที่ จิตปรุงแต่งกันเป็นเรื่องเป็นราว เป็นความคิดความนึก. นี่เราจะเห็นได้อีก ที่หนึ่งว่า สิ่งที่เรียกว่าสังขารนี้ แปลกจากเวทนาและสัญญา ไม่เหมือนกันเลย แต่ก็ยังอาศัยสิ่งเหล่านั้นนั่นเอง เกิดขึ้น แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คืออาศัยเวทนา. เวทนาปรุงแต่งความคิดนึกได้หลายชนิด นานาประการ ความคิดนึกเหล่านั้น ล้วน แต่เป็นสังขารทั้งหมดทั้งสิ้น. ที่นี่พิจารณาดูต่อไปถึงข้อที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า สังขารในลักษณะเช่นนี้ มี อยู่ตลอดกาล หรือว่ามันเพิ่งเกิดหยงๆ เมื่อตะกั้นเอง. พิจารณาดูแล้ว จะเห็น ได้อย่างประจักษ์ว่า มันเป็นความคิดที่เกิดขึ้น แล้วไหลเรื่อยเป็นเกลียวไป ไม่คงที่ อย่างที่เรียกได้ว่า สังขารหนึ่งๆ ได้ดับไปแล้ว เกิดสังขารใหม่ ทุกๆ ขณะของความคิด ที่มันเกิดขึ้นอย่างหนึ่งๆ สืบต่อกันไปเรื่อยๆ

น.15 สิ่งที่ต้องดูให้ละเอียดลงไปก็คือว่า ความคิดชนิดนี้ ที่เรียกว่า สังขารนี้ มันจะเป็นตัวเราได้หรือไม่ ? ที่จริงมันก็คิดนึกได้อย่างน่าอัศจรรย์ อย่างน่า ประหลาดที่สุด มันจะเป็นตัวเรา หรือควรจะเรียกว่าตัวเราหรือไม่ ? มีคนเป็น อันมาก บางพวก บางเหล่า ยึดมั่นว่า เป็นตัวเรา แต่ในพระพุทธศาสนานี้ จัด สังขารไว้ในลักษณะเดียวกันกับเวทนา หรือสัญญา คือเพิ่งเกิดขึ้นหยกๆ เมื่อ รูปกระทบตาเป็นต้น หรือจมูกได้กลิ่นเป็นต้น แล้วมันก็เปลี่ยนแปลงเรื่อยไป ไม่มีตัวตนที่แน่นอน หรือ เด็ดขาดลงไปที่ตรงไหน จึงเป็นของลมๆ แล้งๆ ไม่ มีชั้น ไม่มีอัน ไม่มีเนื้อ ไม่มีตัว เช่นเดียวกับเวทนาหรือสัญญานั้นอีกเหมือนกัน เห็นเวทนา เป็นลมๆ แล้งๆ สัญญาก็เป็นของลมๆ แล้งๆ อย่างไร สังขารก็ เป็นลมๆ แล้งๆ อย่างนั้น แต่เดี๋ยวนี้มีทางที่จะทำให้หลงยึดมั่น สำคัญได้ ตรง ที่ว่าความคิดของคนเรานี้ ถ้าเป็นคนที่มีการศึกษามาก ก็คิดได้รอบด้าน เป็น เหตุให้เกิดการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา แล้วมีความพอใจ หรือไม่พอใจ หลงใหลในการกระทำนั้น สืบไป คนเราจึงนิยมสิ่งที่เรียกว่า ความคิดหรือสังขาร นี้ หลงใหลยึดมั่นเป็นตัวตนขึ้นมาได้โดยง่าย แม้ว่าจะไม่รู้จักตัวจิต หรือตัว ความคิดอย่างแน่นอน หรืออย่างประจักษ์ ก็เหมาๆ เอาว่า สิ่งที่คิดได้นั่นแหละ เป็นตัวเรา และบุคคลผู้นั้นก็ไม่มีปัญญา ความรู้ ความสามารถ ที่จะค้นคว้า หา ให้พบว่า อะไรคิด อะไรเป็นสิ่งที่คิด หรือตัวผู้คิด เลยเหมาเอาว่า สิ่งที่คิดได้ ก็แล้วกัน เมื่อสิ่งที่คิดได้ มีอยู่ในเรา ในร่างกายนี้, ก็ต้องมีตัวเราอยู่ในร่างกายนี้ ก็คือสิ่งที่คิดได้นั่นเอง ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า สังขาร ในเบญจขันธ์นี้แหละเป็นที่ตั้ง แห่งความยึดมั่นว่า "ตัวเรา" ได้มาก ยิ่งขึ้นไปอีกกว่าสัญญา หรือกว่าเวทนา. แต่เมื่อพิจารณาตามหลักที่กล่าวแล้ว ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่สุด ของพระพุทธศาสนา ว่า สังขารหรือความคิดนี้ มันเป็นอย่างไร จะเห็นได้ว่า เป็นของเพิ่งเกิดหยกๆ แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ดังนั้น จึงจัดสังขารนี้ว่าเป็นของเหลวคว้าง หรือเป็น การคว้าน้ำเหลวไปอีกอย่างหนึ่งด้วย คือเป็นของลมๆ แล้งๆ เหมือนกับเวทนา และสัญญานั้นเหมือนกัน.

น.16 ษณสูตร สิ่งถัดไป หรือสิ่งสุดท้ายก็คือ วิญญาณ. คำนี้แปลว่ารู้แจ้ง แต่ ไม่ใช่รู้อย่างสติปัญญารู้ เป็นแต่เพียงความรู้สึกที่จะรู้จัก สิ่งต่างๆ ในเมื่อ เข้ามากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ฯลฯ. สิ่งที่เรียกว่าวิญญาณนี้ มีความหมายหลายอย่าง หลายประการ จนฟื้นเผื่อได้เหมือนกัน ; แต่วิญญาณ ในขันธ์ทั้งห้านี้แล้ว จำกัดความหมายเพียงเฉพาะว่า เมื่อตากระทบรูป หูกระทบ เสียง เป็นต้น “ ความรู้สึกอันใดเกิดขึ้น ในทันทีนั้น ความรู้สึกนั้นเรียกว่า วิญญาณ " ทำหน้าที่รู้แจ้งว่า อะไรเป็นอะไร. มีสิ่งที่จะรู้แจ้งได้มากมาย เช่นว่า เหลือบไปเห็นดอกไม้ดอกหนึ่ง จะรู้แจ้งทางรูปร่างของมันก็ได้ จะรู้แจ้ง ทางสีของมันก็ได้ จะรู้แจ้งทางกิริยาอาการของมันก็ได้ หรือจะรู้แจ้งไปใน ลักษณะอื่นๆ เช่นว่า มันเป็นดอกไม้ หรือว่ามันเป็นเพียงของอื่นที่มีรูปร่าง คล้ายดอกไม้ อย่างนี้เป็นต้นก็ได้ ; อันนี้เอง เป็นเหตุให้การกระทบนั้น มีผล : ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณเกิดขึ้น ประจำอยู่ที่ ตา หู จมูก เป็นต้น ทุกคราว ที่อารมณ์กระทบแล้ว การกระทบนั้นจะเป็นหมัน คือจะไม่เป็นที่ตั้งแห่งสัญญา ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ไม่เป็นที่ตั้งแห่งเวทนาว่า มีรสชาติอย่างไร และไม่เป็นที่ตั้งแห่ง สังขาร คือความคิดนึกด้วย ฉะนั้นจึงเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าวิญญาณนี้ เป็น ตัวการที่ร้ายกาจ เพราะรู้เข้าว่าอะไรเป็นอะไร โดยทางสัมผัสนั้น แล้วก่อให้ เกิด สัญญา เวทนา สังขาร ตามลำดับ ดังนั้น ในหมู่นักธรรมที่อธิบายธรรมะ อย่างละเอียดออกไป ถึงขนาดที่เรียกว่า อภิธรรม จึงได้จัดสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณ นว่า เป็นพวกจิต และจัดเวทนา สัญญา สังขาร สามอย่างนี้ว่าเป็นพวกเจตสิก โดยยกเอาความสำคัญที่สุด มาให้แก่วิญญาณ เรียกมันว่า จิต คือเป็นตัวการ ที่จะทำหน้าที่รู้สึกในวาระแรก แล้วเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น เช่นเป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เลยถือเอาจิตนี้เหมือนกับว่า เป็นตัวการ เป็นตัว ประธานของเรื่องทั้งหมด จัดให้ความสำคัญเป็นพิเศษอย่างนี้แล้ว เราจึงได้สิ่งที่ เป็นนามธรรม หรือจิตใจนี้เป็นสองพวก คือเป็นตัวจิตอย่างหนึ่ง เป็นเจตสิก อย่างหนึ่ง. ท ๓

น.17 ตัวจิต จัดเป็นตัวการสำหรับทำความรู้สึก เจตสิกนั้นเป็นเพียงความรู้สึก ที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจให้ได้ ให้เห็นชัดว่า ถ้าไม่มีจิต ก็ไม่มี ความรู้สึกของจิต และถ้าไม่มีความรู้สึกของจิต จิตก็เป็นสิ่งที่มีขึ้นไม่ได้ ด้วย เหตุฉะนี้แหละ จึงถือว่าเจตสิกกับจิตนั้น ไม่แยกกัน แยกกันไม่ได้ จะต้องมี เจตสิกอย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นเป็นความรู้สึก และเรียกสิ่งนั้นว่า เป็นความคิด ความคิดนั้นที่ถูกไม่ใช่ตัวจิต แต่คนชั้นหลังมาบัญญัติว่า มันเป็นตัวจิต มีลักษณะ อย่างนั้นๆ เรียกชื่ออย่างนั้นๆ ลักษณะอย่างนั้น เรียกชื่ออย่างนั้น เลยได้สิ่งที่ เรียกว่าจิตมาเป็นจำนวนมาก หลายสิบชนิด ร้อยกว่าชนิด เพราะบวกเอาความ คิด และตัวสิ่งที่คิดเข้าด้วยกัน แล้วจัดลักษณะให้แตกต่างกันไป ตามความแตก ต่างของความคิดที่เกิดขึ้น. ถ้าท่านเข้าใจในเรื่องนี้ ก็จะเข้าใจได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าจิตหรือ หรือ วิญญาณ หรือตัวผู้คิดนั้น เกิดเองไม่ได้ตามลำพัง ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าเจตสิก คือสังขาร หรือเรื่องสำหรับคิด หรือความรู้สึกที่เป็นตัวความคิด หรือความรู้สึก ใดๆ ก็ตาม นั้นเข้าประกอบกันด้วย และแยกกันไม่ออก. ถ้ามีความคิด เมื่อไร สิ่งที่คิดกับความคิดก็แยกกันไม่ได้ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า มันเกิดพร้อม กัน และมันดับไปพร้อมกัน คือสิ่งที่คิดกับความคิดนั้น จะเกิดพร้อมกัน ดับ พร้อมกัน : ผู้คิด หรือความคิดเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีสิ่งที่คิด สิ่งที่คิดก็ปรากฏ ออกมาไม่ได้ ถ้าไม่มีความคิดหรือผู้คิด. ถ้าดูให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ ชาวบ้านเรียกวิญญาณ หรือสิ่งทำหน้าที่คิดนั้น ก็เป็นสิ่งลมๆ แล้งๆ อย่างเดียว กัน เพราะเพิ่งคลอดออกมา เมื่อตากระทบรูปเป็นต้น หรือหูได้ยินเสียงเป็นต้น จมูกได้กลิ่นเป็นต้น สิ่งที่เรียกว่าวิญญาณจึงจะปรากฎตัว หรือปรุงตัวให้ปรากฏ ขึ้น เพราะอาศัยเหตุปัจจัย คือการกระทบนั้น เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแม้แต่ สิ่งที่เรียกว่าวิญญาณ ในที่นี้ ก็เป็นสิ่งลมๆ แล้งๆ เป็นเรื่องคว้าน้ำเหลว อย่าง เดียวกันอีก. แต่คนเราไม่เข้าใจอย่างนั้น เพราะว่าได้รับการอบรมสั่งสอนมาผิด ตั้งแต่เล็กแต่น้อยที่เดียวว่า วิญญาณคืออะไรก็ไม่รู้ เป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ กายสิทธิ์

น.18 ยู่ในกายนี้ เข้ามาสิงอยู่ในร่างกายนี้ ทำอะไรต่างๆ ด้วยสิ่งนั้นจนกว่าจะตายไป ทำลายไป มันจึงจะออกจากร่างนี้ แล้วไปหาร่างใหม่ วิญญาณนั้นเลยกลาย เป็นของที่ศักดิ์สิทธิ์ เข้าใจไม่ได้เสียเลยทีเดียว และยึดมั่นสิ่งนั้นว่า เป็นวิญญาณ เป็นตัวเราขึ้นมา. . แต่อย่าลืมว่า ในหลักของพระพุทธศาสนานั้น วิญญาณ ชนิดนั้น มีไม่ได้ เพราะวิญญาณชนิดนั้น. ที่ทำหน้าที่อย่างนั้น เพิ่งเกิดหยกๆ เมื่อตะกันเอง และดับไปทุกคราวที่เรื่องสิ้นสุดลง วันหนึ่งเกิดได้ ไม่รู้กี่สิบครั้ง หรือกี่ร้อยครั้ง กี่พันครั้ง แต่คนเข้าใจอย่างนี้ไม่ได้; เขาไปเข้าใจว่า มีสิ่งใด สิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวการ เป็นของถาวร ซ่อนอยู่อย่างลึกซึ้ง คิดนึกอะไรได้มาก เรื่อง และเป็นตัวเดียวกัน ทุกวัน ทุกคืน ทุกเดือน ทุกปี จนกว่าจะตายไป โดย ร่างกายนี้ แต่วิญญาณนั้นไม่ตาย ไปเกิดใหม่อย่างที่กล่าวแล้ว. ลองคิดดู เถิดว่า คำกล่าวอย่างไหนจะลึกซึ้ง จะฉลาดกว่ากัน ในการที่จะกล่าวว่า วิญ- ญาณเป็นของถาวร สิงอยู่ในกายนี้ เข้าๆ ออกๆ อยู่ในกายนี้ กับที่จะกล่าวว่า วิญญาณหนึ่งๆ นั้น เป็นของชั่วขณะ เป็นของประจวบเหมาะ ในขณะที่ กระทบกัน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ด้วยอารมณ์ข้างนอก เกิดดับ อยู่เสมอเหมือนกัน แต่มันเกิดขึ้นมาในลักษณะที่น่าอัศจรรย์ จนทำให้เข้าใจว่า เป็นตัวเดียวกัน. ถ้าเข้าใจอย่างว่า วิญญาณมาสิงอยู่ในกายนี้ ในฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อะไรอย่างหนึ่ง จนกว่าร่างกายจะตาย มันจึงจะออกไปอย่างนี้แล้ว เรียกว่ามี ความรู้ อย่างคนสมัยที่ยังคล้ายกับสัตว์ คือคนป่าสมัยอายุหิน หรือสมัยอะไรก็ แล้วแต่จะเรียก แต่ในสมัยนั้น คนยังไม่มีความรู้เรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ในพระพุทธศาสนา คนป่าเถื่อนเมื่อหลายหมื่นหลายแสนปี มาแล้วนั้น เดาเอาเอง มีความรู้สึกว่า มันมีวิญญาณหรือมีผี หรืออะไรทำนอง นั้น ความรู้ข้อนี้ แม้จะเป็นความรู้ผิดเห็นผิดอย่างไรก็ตาม ก็เป็นการง่าย ที่ทุก คนจะรับเอา แล้วก็รับช่วงกันมาตามลำดับ สั่งสอนสืบต่อกันมาเรื่อยๆ ไม่รู้ กี่หมื่นปี. จนกระทั่งแม้ในยุคที่พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ในประเทศอินเดีย

น.19 เมื่อสักสองพันกว่าปีมานี้ ก็ยังมีความคิดหรือความเชื่อเช่นนั้นอยู่ เป็นความเชื่อ ของคนธรรมดาสามัญทั่วไป ที่ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา. ชาว อินเดียเหล่านั้น ได้มาสอนให้คนในประเทศไทย หรือแผ่นดินไทยนี้ ตั้งหลายพันปี คือราวสามพันปีเป็นอย่างน้อย นับตั้งแต่ชาวอินเดียเขาได้มาสั่งสอนอะไรให้ใน พื้นแผ่นดินไทย ฉะนั้นในหมู่คนไทยชนิดนั้น จึงมีความรู้ความเข้าใจ เหมือน ชาวอินเดียพวกนั้นๆ ซึ่งไม่ใช่เป็นความรู้ในพระพุทธศาสนาเลย. ดังนั้น คนไทยที่รับคำแนะนำสั่งสอนเช่นนั้น จึงมีความเชื่อเหมือนกับชาวอินเดีย, แม้ใน สมัยพุทธกาล ที่มีความคิดเห็นว่ามีตัวตน คือวิญญาณเป็นต้น. ครั้น พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ได้ทรงสอนใหม่ไปในรูปตรงกันข้าม ก็อย่าได้ไปหลง จน เข้าใจไปว่า วิญญาณนั้นเป็นตัวตนถาวร สิ่งอยู่ในร่างกายนี้ตลอดกาล และจะ ละกายนี้ไปสู่กายอื่น เมื่อร่างกายนี้แตกตายทำลายลง อย่างนี้. แต่ให้เข้าใจ เสียใหม่ว่า สิ่งที่เรียกว่าวิญญาณนั้น เกิดได้ตามธรรมชาติ ทุกคราวที่มีการ สัมผัส ทางตา ทางหู เป็นต้น เกิดขึ้นหยกๆ แล้วก็เปลี่ยนไปหยกๆ และเปลี่ยน ไปได้ในลักษณะที่ติดต่อเนื่องกันไป เป็นเรื่องเป็นราว ทำให้คนหลงไปว่า มัน เป็นตัวเดียว เป็นคนคนเดียวกัน สิ่งอยู่ในร่างกายนี้ตลอดกาล. นี้ลองเปรียบเทียบดูว่า สิ่งที่เรียกว่าวิญญาณนี้ คำเดียวกันนี้ มีความ หมายได้หลายอย่าง และแตกต่างกันได้อย่างลึกซึ้งอย่างไร สมมุติว่า คนไทย วันนี้ เวลานี้สักคนหนึ่ง มีความคิดเชื่อว่า วิญญาณเป็นสิ่งที่ถาวร เป็นตัวตน ถาวร เข้าๆ ออกๆ ในร่างกายนี้ ขอให้เข้าใจเถิดว่า เขามีความคิดอย่างเดียว กันกับคนป่า เมื่อหลายหมื่นปี หลายแสนปีมาแล้ว ไม่แปลกแตกต่างอะไรกัน เลย. ที่นี้ เมื่อเขาได้ฟังคำสอนในพระพุทธศาสนา ของพระพุทธเจ้า ได้ ความรู้ที่ถูกต้องขึ้นมา จึงได้เข้าใจ เห็นชัด หรือเชื่อว่า สิ่งที่เรียกว่าวิญญาณ เป็นอย่างนี้ต่างหาก - เป็นของที่เป็นลมๆ แล้งๆ แต่มันหลอกได้มากกว่าสิ่งใด หมอ ไม้ หลอกให้เห็นเป็นตัวเป็นตนได้ นี้เป็นเรื่องของวิญญาณ.

น.20 .๑๓ อนัตตลักขณสูตร การที่มันทำหน้าที่รู้อะไร ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายนี้ มันก็น่าอัศจรรย์อยู่มากแล้ว มันยังทำหน้าที่คิดนึก เปลี่ยนแปลงไปได้อีกนานา ประการ ยิ่งน่าอัศจรรย์มากขึ้นไปอีก จนถึงกับถูกยกเป็นตัวเป็นตน ประจำอยู่ ในร่างกายนี้ เรียกเป็นภาษาไทยว่า ตัวเราก็ตาม ภาษาบาลีว่า อัตตา หรือจะ เป็นภาษาอื่นว่า อาตมา อาตมัน ดังนี้เป็นต้น ก็ตาม มันหาเป็นตัวที่แท้จริงไป ได้ไม่ มันเป็นของลมๆ แล้งๆ เกิดขึ้นชั่วขณะแล้วเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับเวทนา สัญญา หรือสังขาร. เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่านาม ทั้งสี่ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ เกิดเพราะเหตุ ปัจจัย ชั่วขณะนิดเดียว ปรากฏขึ้น นิดเดียว แล้วเปลี่ยน หรือดับไป. ที่นี่พิจารณาต่อไป ถึงข้อที่ว่า คนเราคนหนึ่งประกอบอยู่ด้วยส่วนทั้งห้า นี้ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ : ค้นหาต่อไปอีก ก็ไม่มีอะไร มากไปกว่านี้ คงมีอยู่แต่เพียงส่วนห้าส่วนนี้เท่านั้น เมื่อส่วนทั้งห้าส่วนนี้ ไม่มี ส่วนไหนเป็นตัวเป็นตน เป็นตัวเรา เป็นอาตมาได้แล้ว ทั้งเนื้อ ทั้งตัว ทั้งกาย ทั้งใจ ทั้งหมด ทั้งสิ้น ของคนเรานั้น จึงเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน คือ ไม่ใช่เรานี้อย่างหนึ่ง และไม่ใช่ของที่ควรถือว่า เป็นของของเรานี้อย่างหนึ่ง ส่วนๆ หนึ่ง ที่น่าอัศจรรย์ที่สุด ก็ไม่ควรถือว่าเป็นตัวเรา และส่วนที่เหลือ ก็ไม่ ควรจะถือว่าเป็นของของเรา เพราะไม่มีส่วนใดที่ควรจะไปยึดมั่นถือมั่นเลย ด้วย เหตุดังนี้แหละ พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงจำแนกออกไปทีละอย่างๆ ดังบทบาลีแห่ง อนัตตลับณสูตรว่า "รูป ภิกฺขเว อนตฺตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป เป็นอนัตดา เวทนา ภิกฺขเว อนตฺตา "> >> > เวทนา ,, อนัตตา สญญา ภิกุชเว อนตฺตา "> " " สัญญา ,, อนัตตา สงฺขารา ภิกฺขเว อนตฺตา "> >> >> สังขาร , อนัตตา วิญฺญาณ์ ภิกฺขเว อนตฺตา ๑, ๑ ๑ วิญญาณ ,, อนัตตา ท. ๔

น.21 ฟังดูก็แทบจะไม่มีความหมายอะไร แต่ที่แท้มีความหมายมาก ถ้าผู้ใดมี ความเข้าใจความหมายนี้แล้ว ก็จะเกิดความปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้ง ห้านี้ คือบรรลุภูมิธรรมในชั้นสูงได้ เราไม่เข้าใจ สิ่งที่เรียกว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดังกล่าวแล้วนั่นเอง เราจึงฟังไม่ออกว่าเป็นอนัตตา อย่างไร. พวกภิกษุปัญจวัคคีย์นั้น เป็นคนที่พูดภาษาเดียวกันกับพระพุทธเจ้า และรู้จักสิ่งเหล่านี้มาก่อน จึงเข้าใจง่าย แต่คนไทยเราไม่เป็นอย่างนั้น เพราะ- ฉะนั้น เราจึงต้องอาศัยคำอธิบาย คือคำอธิบายที่ทำให้เข้าใจได้ว่า รูป หมายถึง อะไร เวทนาหมายถึงอะไร สัญญาหมายถึงอะไร สังขารหมายถึงอะไร วิญญาณ โดยเนื้อแท้หมายถึงอะไร ; เข้าใจความข้อนี้มากขึ้นเท่าไร ก็จะเข้าใจอนัตตา ของสิ่งทั้งหลายได้มากขึ้นเท่านั้น พอเข้าใจได้ถึงที่สุด ก็จะเข้าใจอนัตตาได้ถึงที่ สุด จิตจึงหลุดพ้นไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน ในสิ่งทั้งห้านี้. นี้คือใจความอันสำคัญของอนัตตลักขณสูตร ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดง แก่ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า ว่า รูปเป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา สัญญาเป็นอนัตตา สังขารเป็นอนัตตา วิญญาณเป็นอนัตตา เมื่อทราบว่า ส่วนทั้งห้าส่วนของ คนๆ หนึ่ง ล้วนเป็นอนัตตา ทั้งเนื้อทั้งตัวของคนจึงเป็นอนัตตา ภิกษุปัญจวัคคีย์ จึงเข้าใจความหมายของคำว่า "ว่างจากตัวตน" ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตน หรือ ไม่มีความหมายของความเป็นตัวตนอยู่ในอัตภาพ คือในร่างกายนี้ อัตภาพทั้ง หมดนี้ จึงว่างจากตัวตน เป็นผู้เข้าใจความว่างจากตัวตน จิตจึงว่างจากความ ยึดมั่นถือมั่น ในเรื่องที่เป็นตัวตน เรียกว่าเป็นจิตที่ปล่อยวาง ไม่มีอะไรยึดถือ เอาไว้ ภิกษุปัญจวัคคีย์เหล่านั้น ก็เป็นพระอรหันต์ในที่นั้น โดยเหตุที่ มองเห็นความเหลวแหลก หรือความเป็นของลมๆ แล้งๆ ของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงเกิดความเบื่อหน่ายอย่างสูงสุด ถึงที่สุด ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. เมื่อเบื่อหน่าย ก็คลายความยึดถือ ไม่ยึดมั่นในสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป เรื่องก็จบกัน สำหรับอนัตตลักขณสูตร เหลืออยู่ แต่ที่เราทั้งหลายสมัยนี้ นับถือพระพุทธศาสนา ได้ยินได้ฟังหลายสิบครั้งว่า

น.22 ๑๕ ธนัตตลักษณสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรเมื่อไร อย่างไร เวลาไหน ทรงแสดง อนัตตลักขณสูตร เป็นต้น เมื่อไร อย่างไร ซ้ำๆ ซากๆ อยู่นั่นเอง แต่แล้วก็ ไม่มีอะไรก้าวหน้าออกไป คงสักว่าได้ยินได้ฟังเท่านั้น เพราะฉะนั้นวันนี้จึงถือ เอาเป็นโอกาสอันหนึ่ง อีกครั้งหนึ่ง สำหรับจะตักเตือนกันว่า วันนี้เป็นวันที่ทรง แสดงอนัตตลักขณสูตร สืบต่อจากธัมมจักกัปปวัตนสูตร ที่แสดงแล้วในวันเพ็ญ ถ้าอย่างไรเราจะได้ทำให้วันพิเศษเช่นวันนี้ มีความหมายมากขึ้นกว่าปีที่แล้วๆ มา ถือว่าวันนี้เป็นวันธัมมัสสวนะ เป็นวันพระ เป็นวันอุโบสถ ก็ลองเอาเรื่องนี้ไป ทำเป็นอุโบสถ คือให้ศึกษาคิดนึกอยู่แต่เรื่องนี้ เพราะฟังเรื่องนี้ ทำให้ เป็นวันธัมมัสสวนะ เพราะได้ฟังเรื่องนี้ ทำให้วันนี้เป็นวันพระ เพราะว่าเรามี อะไรดีขึ้นบ้าง ประเสริฐขึ้น ทำความหมายของคำว่า "พระ" นี้ ให้มากขึ้น เพราะมีจิตใจเข้าใจแจ่มแจ้ง ในความเป็นอนัตตาของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงหวังว่าทุกคนจะได้เอาไปคิดตรองกัน วันนี้เป็นพิเศษกว่าวันอื่น เพราะพระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องนี้ คืออนัตตลักขณสูตร ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น. วันพระ หรือวันอุโบสถ หรือ วันธัมมัสสวนะของเราวันนี้ ก็จะมีค่ามากเป็นพิเศษ ยิ่งกว่าวันพระอื่นๆ หรือวันธัมมัสสวนะอื่นๆ หรือวันอุโบสถอื่นๆ เพราะไม่ ค่อยจะได้คิดนึก พิจารณาอะไร มีแต่จะสวดร้องท่องบ่น อย่างนกแก้วนกขุนทอง ท่องจำกันไป เป็นประจำวัน ที่เรียกว่าไม่เลื่อนชั้นตัวเองขึ้นมาได้. เพื่อจะ ให้เลื่อนชั้นตัวเองได้ ก็ต้องทำดังกล่าว พิจารณาให้รู้ว่า อะไรเป็นอะไร ทุกๆ วันที่เราสมมติกันว่า เป็นวันอะไร ให้รู้อะไรๆ มีความหมายเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า อย่างไร เกี่ยวกับพระธรรมอย่างไร เกี่ยวกับพระสงฆ์อย่างไร อย่างที่ได้ยินกัน ทั่วไปว่า วันวิสาขบูชา อาสาฬหบูชา มาฆบูชา หรือวันอื่นๆ อีกมากมาย แต่สำหรับวันนี้แล้ว นับว่าเป็นวันที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะว่าเป็นวันแรก หรือครั้งแรกที่ทรงแสดงธรรม ทำบุคคลให้เป็นอรหันต์ขึ้นในโลกได้ หวังว่าจะ ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ นึกคิดให้มากเป็นพิเศษ ไม่น้อยกว่าวันวิสาขบูชา อาสาฬหบูชา หรือมาฆบูชา เหล่านั้น.

น.23 ในที่สุดนี้ ขอให้ทุกคนไปคิดนึกให้มาก ในความหมายของคำว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และคำว่า อนัตตาในที่สุด เพียงเท่านี้ก็พอ แล้ว ถ้าพูดอย่างภาษาชาวบ้าน ก็ว่า พอกินพอใช้แล้ว ไม่ต้องมีอะไรมากไป กว่านี้เลย. เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายที่เป็นบรรพชิตก็ดี ที่ไม่ใช่บรรพชิต ก็ดี จงสนใจในคำห้าคำนี้ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้ยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยกันจงทุกคน แล้วความรู้ความเข้าใจอันนี้แหละ จะเป็นพื้นฐานสำหรับ การศึกษา เรื่องที่สำคัญๆ อื่นๆ เช่นเรื่องอริยสัจจ์ ๔, ปฏิจจสมุปบาท เรื่อง วัฏฏสงสาร เรื่องนิพพานได้โดยง่าย เพราะว่า ทุกเรื่องมีรากฐานตั้งอยู่บนเรื่อง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณทั้งนั้น และรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้ ถ้าไม่เข้าใจแล้ว ก็เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์อันใหญ่หลวง ดังที่ พระพุทธเจ้าตรัสโดยสรุปว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ประกอบ อยู่ด้วยอุปาทานนั้นแหละเป็นตัวทุกข์ เป็นตัวความทุกข์ ถ้าบุคคลรู้ความจริงข้อนี้ แล้วปราศจากความยึดมั่นในสิ่งทั้งห้านี้แล้ว ความทุกข์ก็จะสิ้นสุดลง เป็นอันว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งห้านเป็นตัวการสำคัญ ถ้าเราทำผิด วิธี ก็มีแต่ทุกข์ ถ้าเราทำถูกวิธี ก็ไม่มีทางที่จะเป็นทุกข์ขึ้นมา และคำว่า "เรา" นี้ ก็ยังไม่ใช่อะไรอื่นที่ไหน เป็นเพียงการสมมตเข้าที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ของ ส่วนใดส่วนหนึ่ง ในห้าส่วนนั่นเอง มันจึงเป็นการยากสักหน่อย ที่จะเอาเราที่ ไหนมา ทำความเข้าใจสิ่งทั้งห้านั้น ซึ่งมีเรารวมอยู่ด้วย ความยากอยู่ที่ตรงนี้. ผู้ใดมีความเห็นแจ้งว่า สิ่งที่เรียกว่า ตัวเรา ตัวเรา ในที่นี้ ที่จะเอาชนะความ ทุกข์ที่แท้ได้ เป็นเพียงสังขารอันหนึ่งหรือส่วนหนึ่ง ประกอบกันเป็นเบญจขันธ์ ๕ ประการ แล้วก็เลิกยึดถือในตัวเรา ที่พูดว่าตัวเรา จะเอาอย่างนี้ ตัวเราจะ ปฏิบัติอย่างนี้ จะศึกษาอย่างนี้ เสียให้หมด ก็เป็นเรื่องหมดตัวเรา เอาไปรวม ไว้ที่ขันธ์ห้าหมด เท่านั้นเอง เพิกถอนขันธ์ทั้ง ๕ นั้นเสีย จากความยึดมั่นถือมั่น ไม่มีตัวเราในขันธ์ทั้งห้า เรื่องก็จะว่างถึงที่สุด ชนิดที่เรียกว่าว่างอย่างยิ่งนั่นแหละ คือนิพพาน ไม่มีที่ตั้งแห่งตัวเรา ไม่มีเนื้อที่เหลือไว้ให้สำหรับตัวเรา ให้เกิดขึ้น

น.24 อีกต่อไป ตัวเราก็ไม่ปรากฏขึ้นมาด้วยอุปาทาน พูดว่าตัวเรา ก็พูดอย่างชาวบ้าน เขาสมมต เพราะเราไม่มีคำพูดอย่างอื่น ก็ต้องพูดอย่างสมมต คือเรา. แม้ พระพุทธเจ้าเอง ก็เรียกพระองค์เองว่า เราตถาคต ; แม้พระอรหันต์ ก็เรียก ตัวเองว่าเรา โดยสมมติทั้งนั้น. ท่านใช้คำพูดของชาวบ้านว่าตัวเรา แต่ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้น เหมือนที่ชาวบ้านยึดถือ นี้เป็นสิ่งที่ต้องระวัง ให้ดี เดี๋ยวจะเข้าใจไม่ได้ คือเข้าใจไม่ได้ว่า ทำไมจึงพูดว่า ตัวเราอยู่ตลอด เวลา ทั้งพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ความแตกต่างกันมีอยู่เป็นอันมาก ตรงที่ ว่า คนหนึ่งพูดด้วยความโง่ อีกคนหนึ่ง พูดด้วยความรู้ความแจ่มแจ้งถึงสูงสุด แล้ว พูดไปตามคำพูดที่คนโง่ใช้พูดกัน เพื่อให้คนโง่ นั่นแหละเข้าใจ แล้วหมด ความโง่เหมือนท่าน. ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ .. หวังว่า จะได้ไปคิดนึก พิจารณาให้มีความรู้ความเข้าใจทั่วหน้า ใน พระธรรมคำสั่งสอน ในพระพุทธศาสนา ยิ่งขึ้นไปทุกคนและทุกวัน. ธรรมเทศนา พอสมควรแก่เวลา เอว์ ก็มี ด้วยประการฉะนี้. ท. ๕

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต