น.25 บัดนี้ จะได้วิสัชชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ และวิริยะ ความพากเพียรของท่านทั้งหลาย ผู้เป็น พุทธบริษัท ให้เจริญก้าวหน้า ในพระศาสนาของพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่ง ของเราทั้งหลาย, กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. พระธรรมเทศนานี้ ควรจะถือว่า เป็นธรรมเทศนาที่เป็น ปุพพาปรลำดับ คือเกี่ยวเนื่องกันกับ ธรรมเทศนาที่ได้แสดงไปแล้ว. พึงถือเอาความหมาย ของเรื่องนี้ว่า เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตรแล้ว ต่อมาไม่นานก็ทรงแสดงสูตรสำคัญพอ ๆ กัน ต่อไปอีกสูตรหนึ่ง เรียกว่า อาทิตตปริยายสูตร โปรดชฎิล พันรูป ให้สำเร็จพระอรหันต์ พระ- สังคีติกาจารย์ถือว่า สูตรเหล่านี้ มีความสำคัญเสมอกัน จนกระทั่งบัดนี้ก็มีความ เข้าใจอย่างนั้น, เพราะฉะนั้นจึงมีการสวดหรือการศึกษา อาทิตตปริยายสูตร สืบเนื่องต่อจากธรรมเทศนา เรื่องอนัตตลักษณสูตร สืบต่อกันมาเป็นธรรมเนียม เป็นประเพณี. สำหรับอนัดตลักขณสูตร ซึ่งแสดงแล้วนั้น ทุกคนจะเห็นได้ว่า ได้กล่าวถึง เบญจขันธ์ทั้งห้า เป็นหลักสำคัญ หรือเป็นหลักใหญ่ ส่วนในอาทิตตปริยายสูตร นี้ ได้กล่าวถึง อาฮานะหก เป็นหลักใหญ่ ; ความสำคัญข้อนี้อยู่ตรงที่ว่า การศึกษาพระพุทธศาสนานั้น ถ้าจะศึกษากันอย่างมีพื้นฐานที่ดี เพื่อความรู้ความ เข้าใจที่ถูกต้องสมบูรณ์แล้ว จะต้องมีเรื่องขันธ์ห้า และอายตนะหกนี้ เป็นเรื่อง
น.26 ลลี่ อาทิตตปริยายสูตร พื้นฐาน. ทุกคนจะต้องเข้าใจเรื่องขันธ์ห้า เรื่องอายตนะหกไว้ สำหรับ เข้าใจเรื่องอื่นอีกมากมาย เพราะว่าเรื่องทุกเรื่อง จะต้องอาศัยอยู่บนเรื่องขันธ์ห้า และอายตนะหกเป็นธรรมดา โดยเหตุที่ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐาน ที่ตั้งของความ ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน. สิ่งใดเป็นที่ตั้งของอุปาทาน สิ่งนั้น เป็นเรื่อง พื้นฐาน สำหรับจะศึกษาเรื่องการละอุปาทาน. หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า คนเป็นทุกข์เพราะกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ ก็ยังมีความหมายอย่างเดียวกันอยู่นั่นเอง คือ ราคะ โทสะ โมหะ เกิดได้ ตั้งอยู่ได้ก็เพราะอาศัยขันธ์ห้า อายตนะหก เป็นพื้นฐานอีกเหมือนกัน ดังนั้นไม่ว่า จะศึกษากันมาจากทางไหน หรือโดยแนวไหน ต้นเรื่องก็อยู่ที่เรื่องขันธ์ห้า เรื่อง อายตนะหกทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จึงใคร่จะขอร้องท่านทั้งหลายทุกคน ให้สนใจ เรื่องขันธ์ห้า และอายตนะหกไว้ ในฐานะเป็นเรื่องพื้นฐาน คือเป็นพื้นฐาน ทั่วไปในเบื้องต้น, และเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันอย่างจริงจังในท่ามกลาง, และ เป็นเรื่องที่จะหลุดพ้น ออกไปจากความยึดมั่นถือมั่น จากสิ่งเหล่านั้นในที่สุด คือ เบื้องปลาย ; แม้ว่าเบื้องต้นก็ตาม เบื้องกลางก็ตาม เบื้องปลายก็ตาม ก็มีขันธ์ห้า และอายตนะหกเกี่ยวข้องอยู่ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงถือว่า การศึกษาพระ- พุทธศาสนาโดยตรง และโดยหลักของการปฏิบัตินั้น ให้ลงมือศึกษาเจาะจงลงไป ในเรื่องขันธ์ห้า และอายตนะหกเถิด จะได้ผลดีกว่าไปศึกษามาจากอื่น ซึ่งอ้อม ค้อม เป็นการยืดเวลาให้มากออกไป. แต่ว่าเราโดยมาก มักจะเข้าใจกันว่า เราจะศึกษาเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องภาวนาและเรื่องต่างๆ อีกมากมาย เป็น เบื้องต้น เป็นพื้นฐานก่อน จึงจะมาศึกษาเรื่องขันธ์ เรื่องอายตนะทีหลัง. การ กล่าวอย่างนี้ มันก็ถูกสำหรับคนเหล่านั้น เพราะว่า คนเหล่านั้นเขาต้องการ จะได้บุญได้กุศล ซึ่งจะนำมาซึ่งสิ่งที่เขาปรารถนาอย่างยิ่ง. เขามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เพื่อให้ได้บุญ ได้บุญแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ ซึ่งร่ำรวย ด้วยกามารมณ์ ; จะให้ทาน จะรักษาศีล จะเจริญภาวนา ก็มุ่งหมายว่าจะได้บุญ
น.27 เพราะเรียกว่า บุญญกิริยา ตายแล้วไปสวรรค์ เพื่อร่ำรวยด้วยกามารมณ์ จึง มองเห็นเรื่อง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องภาวนา เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องกว้างขวาง เป็นเรื่องเบื้องต้น เป็นเรื่องพื้นฐาน เพราะ ว่าคนเหล่านั้น ต้องการในลักษณะนั้นหรือแนวนั้น. ส่วนพระพุทธเจ้า ท่านทรงแสดงธรรม เพื่อให้ออกจากวัฏฏสงสาร คือ คือไม่หมุนเวียนไปในวัฏฏะ, เป็นไปเพื่อถอนอุปาทานจาก กามภพ รูปภพ อรูปภพ, ไม่หลงใหลในภพทั้งหลายอีกต่อไป. ดังนั้นท่านจึงทรงแสดงธรรม เจาะจงลงไปตรงเรื่องของการทำลายอุปาทาน ทำลายฐานที่ตั้งของอุปาทาน จน อุปาทานไม่มีที่ตั้งที่อาศัย ความทุกข์ก็หมดไป กิเลสก็เกิดไม่ได้อย่างนี้ทั้งนั้น. นั่นแหละ คือการศึกษาหลักพระพุทธศาสนาโดยตรง และโดยเจาะจง ไม่มีการ อ้อมค้อม ด้วยเหตุที่ว่า แม้จะเกิดในสวรรค์ สมบูรณ์ด้วยกามารมณ์ ก็ยังเต็ม ไปด้วยอุปาทานทั้งหลาย ยังเป็นไปด้วย ราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีอะไรมากไป กว่านั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่านั้น เพราะฉะนั้นจงเลิกพูดเรื่องมนุษย์ เรื่องสวรรค์ หรือเรื่องอะไรทำนองนั้น กันเสียทีก่อน มาพูดกันแต่เรื่องทุกข์เกิดขึ้นได้ อย่างไร มีรากฐานที่ตรงไหน แล้วจะทำลายเสียได้อย่างไร. ในอนัตตลักษณสูตรที่ได้วิสัชนามาแล้วนั้น แสดงใจความให้เห็นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นที่ตั้งแห่งความสำคัญผิด คือ อวิชชา คนไปเหมาเข้าใจ ว่าเป็นอัตตา เป็นตัวเป็นตน เป็นของของตน ทั้งๆ ที่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นของว่างเปล่า เป็นของลมๆ แล้งๆ ไม่ มีตัวตนที่ไหน นี้ก็เพื่อให้รู้จักขันธ์ทั้งห้า อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น จน เกิดความทุกข์ได้อย่างไร จนถึงกับทรงสรุปว่า ความทุกข์ทั้งหลาย เกิดขึ้นมา จากขันธ์ทั้งห้า ที่ประกอบด้วยอุปาทาน ซึ่งเราสวดร้องกันอยู่ทุกวันว่า " สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานฺขนฺธา ทุกฺขา" นี้เรื่องหนึ่ง.
น.28 ที่นี้ สำหรับเรื่องอาทิตตปริยายสูตรนี้ ทรงแสดงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน .. สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อนนั้นอย่างไร ? ภิกษุทั้งหลาย ! ตาเป็นของร้อน รูปเป็นของร้อน วิญญาณที่เกิดทางตาเป็นของร้อน สัมผัสที่ เกิดจากทางตาเป็นของร้อน เวทนาที่เกิดจากสัมผัสทางตาเป็นของร้อน ร้อน เพราะอะไร ? ร้อนเพราะ ราคะ โทสะ โมหะ ร้อนเพราะทุกข์ โทมนัส อุปายาส. แล้วทรงแสดงต่อไป ถึงเรื่องของหูกับเสียง, เรื่องของจมูก และกลิ่น, เรื่องลิ้นกับรส, เรื่องของกายกับสัมผัสทางผิวหนัง, และเรื่องของใจ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ รวมเป็นหกอย่างด้วยกัน อย่างที่กล่าวเป็นคู่ ๆ ล้วนแต่เป็น ของร้อน. ร้อนเพราะราคะ โทสะ โมหะ ; ร้อนเพราะทุกข์ โทมนัส อุปายาส เป็นต้น อย่างเดียวกันหมด. เมื่อกล่าวโดยใจความก็คือ ทรงแสดง อายตนะหกประการ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หกอย่างนี้ แล้วจำแนก ส่วนที่เกี่ยวข้องกันอยู่ออกไป เช่นว่า :- ตาเกี่ยวข้องกับรูป และวิญญาณที่จะ เกิดทางตา, กับสัมผัสที่จะเกิดทางตา และเวทนาที่จะเกิดจากการสัมผัสทางตา. เรื่องของหู ก็มีเสียง มีวิญญาณที่จะเกิดทางหู มีสัมผัสที่เกิดทางหู มี เวทนาที่เกิดจากสัมผัสทางหู. เรื่องของจมูก ก็เกี่ยวข้องกับกลิ่น และวิญญาณที่เกิดจากทางจมูก และ สัมผัสที่เกิดทางจมูก และเวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางจมูก. เรื่องของลิ้น ก็เกี่ยวข้องกับรส และวิญญาณที่เกิดทางลิ้น และสัมผัส ที่เกิดทางลิ้น เวทนาที่เกิดจากสัมผัสทางลิ้น. เรื่องของกาย ก็เกี่ยวข้องกันอยู่กับความรู้สึกทางผิวหนัง หรือที่เรียกว่า โผฏฐัพพะ และวิญญาณที่เกิดขึ้นจากทางผิวกาย, สัมผัสที่เกิดทางผิวกาย, และ เวทนาที่เกิดจากสัมผัสทางกาย ส่วนเรื่องของใจ ก็เกี่ยวกับเจตสิกธรรมที่เกิดขึ้นในใจ เป็นความคิดนึก ความรู้สึกหรือเวทนาต่างๆ, และวิญญาณที่เกิดทางใจ, และสัมผัสที่เกิดทางใจ, และเวทนาที่อาศัยสัมผัสที่เกิดทางใจ. ท. ๖
น.29 จงจับใจความให้ได้ว่า ในอายตนะหกอย่างนั้น แต่ละอย่างๆ มีตัวมันเอง อย่างหนึ่ง แล้วก็มีคู่ข้างนอกของมันที่ หนึ่ง แล้วก็มีวิญญาณซึ่งจะรู้แจ้งสิ่งข้าง- นอกนั้น แล้วก็มีการกระทบที่เรียกว่าสัมผัสกับสิ่งข้างนอกนั้น แล้วก็มีเวทนา คือ ความรู้สึกต่อผลของการกระทบต่ออารมณ์นั้นๆ ขึ้นมาในที่สุด เราจึงได้ตัว อายตนะภายใน เช่น ตา เป็นต้น ๑, อายตนะภายนอก เช่น รูป เป็นต้น ๑, แล้วก็มีวิญญาณ เช่น จักขุวิญญาณ ๑, สัมผัสเช่นจักขุสัมผัส สัมผัสที่เกิด ทางตา ๑, และเวทนา เช่น จักขุสัมผัสสชาเวทนา เวทนาที่เกิดจากจักษุสัมผัส ๑. นับเรียงอย่างได้เป็นห้าอย่าง คือ :- ตัวอายตนะภายใน ๑, ตัวอายตนะภายนอก ๑, ตัววิญญาณ ๑, ตัวผัสสะ ๑, ตัวเวทนา ๑, รวมเป็นห้าอย่างด้วยกัน แต่ละอายตนะมีถึงห้าอย่าง หกอายตนะก็เป็นสามสิบ อย่าง จึงเป็นอันว่า พระองค์ทรงแสดงธรรมชาติ สามสิบอย่างว่าเป็นของร้อน. ส่วนที่ว่าร้อนเพราะอะไรนั้น ทรงแสดงอย่างแรกว่าร้อนเพราะ ราคะ โทสะ โมหะ คือร้อนเพราะกิเลส คือไฟกิเลส. "แล้วทรงแสดงว่าร้อนเพราะทุกข์ โทมนัสส อุปายาส เป็นต้น นี้ร้อนเพราะความทุกข์ คือไฟทุกข์ เราจึงได้ความ ว่า ความร้อนนั้นมาจากไฟส่องอย่าง คือไฟกิเลสอย่างหนึ่ง ไฟทุกข์อย่างหนึ่ง. ไฟกิเลสนั้น ระบุชัดลงไปว่า ราคะ โทสะ โมหะ ส่วนไฟทุกข์นั้นยกมา เพียงเป็นตัวอย่าง เช่น โลก ปริเทว ทุกชโทมนัสส อุปายาส แต่ก็ยังมีอย่างอื่น อีกมากมาย สรุปรวมความแล้ว ได้ความสั้นๆ ว่า ความร้อนหรือไฟที่เผาบุคคล ให้เร่าร้อนในทางจิตใจนั้น มีอยู่สองไฟ คือไฟกิเลสกับไฟทุกข์ ดังนี้. พระองค์ทรงแสดงความเป็นของร้อนของสิ่งสามสิบสิ่ง โดยอาศัยอายตนะหก จำแนกออกไปอายตนะละห้า ดังที่กล่าวแล้ว ให้แก่พวกชฎิลพันรูปฟัง. ข้อนี้ ควรจะทราบกันสักเล็กน้อยว่า พวกชฎิลพันรูปนั้น ล้วนแต่เป็นผู้ถือลัทธิบูชาไฟ ว่าเป็นของร้อน และมีอำนาจเหนือสิ่งทั้งหลายทั้งปวง จึงบูชา เพราะว่ามีอำนาจ เหนือสิ่งทั้งปวง. ที่มุ่งหมายบูชาไฟนั้น ข้อแรกหมายถึงว่าเป็นสิ่งที่มีอำนาจ
น.30 หนือสิ่งทั้งปวง เช่นคนเดี๋ยวนี้ถือว่า ดวงอาทิตย์เป็นสิ่งมีแสงสว่าง และมีความ ร้อน เป็นต้น กำเนิดของโลกของสิ่งทั้งปวง คนสมัยโบราณก็มีความคิดคล้ายๆ กัน ว่า ไฟนี้เป็นสิ่งสูงสุดกว่าสิ่งทั้งปวง จึงได้บูชานี้อย่างหนึ่ง. และมีความ มุ่งหมายเขยิบต่อไปถึงข้อที่ว่า บูชาสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด มีอะไรๆ สูงสุดอย่างนี้ จะมีผลเป็นบุญเป็นกุศล ตามที่ตนปรารถนา จึงได้บูชาโดยวิธีต่างๆ ที่เรียกว่า บูชายัญ เพื่อมีผลเป็นความสุขในชาติหน้า. ความคิดนั้น ไม่มีอะไรมากไป กว่าความสุขทางกามารมณ์ หรืออะไรๆ ที่สบายๆ กันอีก อย่างเดียวกัน. นี่ จงพิจารณาดูเถิดว่า แม้แต่พวกที่บูชาไฟ ก็ยังมุ่งหมายได้ผลเป็นเพศตรงข้ามใน อนาคต. พิจารณาดูจะเห็นว่าเป็นความลุ่มหลงสักเท่าไร เป็นความไม่รู้ ไม่เข้าใจในสิ่งทั้งปวงสักเท่าไร. แต่ข้อสำคัญที่เราจะเอามาพิจารณากัน ในที่นี้นั้น มีอยู่ว่า พวกนั้นถือไฟที่บูชา นั้นเป็นสิ่งสูงสุด มีอำนาจสูงสุด แล้ว พระพุทธเจ้า ก็ทรงพิสูจน์ให้จนเหลวแหลกไปว่า ไฟที่มีอำนาจนั้น ไม่ใช่สิ่งสูงสุด เพราะยังมีสิ่งที่ร้อนกว่านั้นมาก ; และสิ่งที่ร้อนกว่านั้นมาก ที่ควรจะเรียกว่าไฟ จริงๆ นั้น คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์, วิญญาณ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ, สัมผัส ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ, เวทนา ที่เกิด มาจากสัมผัส ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ. พระพุทธองค์ ทรงอุตส่าห์ทรงนั่งจำแนกทีละอย่างๆ ด้วยความเห็นแก่ ชฎิลเหล่านั้น สงสารแก่ชฎิลเหล่านั้น จึงทรงพยายามจำแนกแจกแจงอย่างละเอียด ละออ ว่ามันร้อนอย่างไร แต่ละอย่างๆ ทั้งสามสิบอย่างนี้ จนพวกชฎิลเข้าใจ และเห็นว่า ไฟที่แท้จริง คืออย่างนี้ ไม่ใช่ไฟที่ตนบูชากันมาแต่กาลก่อนเสีย แล้ว จึงได้ละลัทธิเดิม มารับเอาพระพุทธศาสนา ตามคำสั่งสอนของสมเด็จ พระบรมศาสดา. พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน จนกระทั่งมองเห็นว่า มันเป็น ของร้อนจริงๆ และเอาข้อเท็จจริงกันตรงที่ว่า ถ้าผู้ใดเห็นว่า ตา หรือ รูป วิญญาณ ผัสส และเวทนา ที่เกี่ยวกับตา เป็นของร้อน แล้วคนนั้นจะต้อง
น.31 มีความหน่ายต่อสิ่งเหล่านั้น มีความคลายกำหนัดจากสิ่งเหล่านั้น แล้วมีความ หลุดออกมาเสียได้จากสิ่งเหล่านั้น จงฟังดูให้ดีๆ ว่า เมื่อเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นของร้อนแล้ว นิพพินุทติ - ย่อมเบื่อหน่าย คือเกิดนิพพิทา, วิรชชติ - ย่อมคลายกำหนัด คือ เกิดวิราคะ ขึ้น, วิมฺจฺจติ - ย่อมหลุดพ้น คือเกิดเป็นวิมุติขึ้นมา. อาการทั้งสามนี้ ดูให้ดี "จะเห็นได้ว่าเนื่องกัน คือเมื่อเห็นตามที่เป็นจริงว่า สิ่งใดเป็นของร้อน แล้ว ก็นิพพิทา คือ เบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายก็คลายกำหนัด คือคลายออกมา เมื่อคลายออกมา ก็หลุดพ้นออกไปได้ เราจึงจำคำสามคำนี้ อีกครั้งหนึ่งว่า นิพพิทา, วิราคะ, และวิมฺติ. นิพพิทา - เบื่อหน่าย, วิราคะ - คลาย การย้อมติด หรือ การยึดมั่น, วิมุติ - นั้นคือหลุดออกไป. นิพพิทา - ความเบื่อหน่ายเป็นอย่างไร ? วิราคะ - ความคลายกำหนัด เป็นอย่างไร ? วิมุติ - ความหลุดพ้น เป็นอย่างไร ? ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ต้อง ศึกษากันอย่างละเอียดละออ เช่นเดียวกัน แต่ว่านี่เป็นส่วนผล, หรือเป็นเรื่อง ของผลที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นต้นเหตุพื้นฐาน เหมือนกับตัวเบญจขันธ์ หรืออายตนะ หกนั้นเลย แต่เมื่อเราปฏิบัติต่อเบญจขันธ์หรืออายตนะหกนั้นถูกต้องแล้ว ผล- สูงสุดที่เกิดขึ้นก็คือ นิพพิทา - ความเบื่อหน่าย และวิราคะ - ความคลายกำหนัด และวิมุติ - ความหลุดออกมาได้ เช่นนี้. เมื่อชฎิลทั้งพันรูปได้ฟัง เรื่องนี้โดยสมบูรณ์อย่างนี้ จิตก็หลุดพ้น ไม่ ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน ที่เคยยึดถือมาแต่กาลก่อน และเป็นพระอรหันต์ ด้วยกัน ทั้งพันรูป เรื่องอาทิตตปริยายสูตรก็สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้. สำหรับเราทั้งหลาย มีหน้าที่ที่จะศึกษาให้เข้าใจ นำมาใช้ให้เป็นหลัก ปฏิบัติ ตามสมควรแก่สติปัญญาของตนคือ รู้เรื่องของอายตนะหก ในฐานะ เป็นตัวการของความทุกข์ คือความร้อนในที่นี้ แล้วก็หาทางที่จะดับความร้อน นั้นเสีย
น.32 ราลองพิจารณาดูกันต่อไปว่า ข้อที่พระพุทธองค์ตรัสว่า ตาเป็นของร้อน รูปเป็นของร้อน จักขุวิญญาณเป็นของร้อน จักขุผัสสะเป็นของร้อน จักขุ- สัมผัสสชาเวทนาเป็นของร้อน ดังนี้ หมายความว่าอย่างไร. . คือ จะหมาย ความว่า สิ่งเหล่านี้ ตามปกติก็เป็นของร้อนแรงอยู่เช่นนั้นหรือ ถ้าใครเข้าใจไป อย่างนั้น ก็นับว่าเป็นการเข้าใจผิดทีเดียว เดี๋ยวก็จะได้เกิดการปฏิบัติที่ผิด เช่น ไปทำลายลูกตาเข้าดังนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจกันให้ถูกเสียว่า ร้อน เพราะกิเลส คือราคะ โทสะ โมหะ นี้เป็นต้นเหตุให้ร้อน และร้อนเป็นผล ทนแทบจะไม่ได้นั้น ร้อนเพราะ ทุกข์ โทมนัสส อุปายาส เป็นต้น. แต่ร้อน ที่เป็นผล มีความทุกข์เป็นต้นนั้น ไม่ใช่เป็นตัวการที่สำคัญ มันเป็นเพียงผลที่เกิด มาจาก ราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ร้อนโดยตรง เพราะฉะนั้นเรา อย่าไปสนใจกับร้อนเพราะความทุกข์ โทมนัสส อุปายาส เป็นต้น นั้นเลย มา สนใจกันที่ต้นตอของมัน คือร้อนเพราะราคะ โทสะ โมหะ นี้จะดีกว่า เพราะว่า ถ้าดับร้อน เพราะราคะ โทสะ โมหะ ได้แล้ว ร้อนเพราะทุกข์ โทมนัสส อุปายาส ก็จะไม่เกิดขึ้นได้เลย. ที่นี้ก็เหลืออยู่แต่ว่า ที่ร้อนเพราะ ราคะ โทสะ โมหะ นี้มันแสดงอยู่แล้วว่า ไม่ใช่ตาล้วนๆ มันจะร้อน หรือรูปล้วนๆ มันจะร้อน หรือจักษุสัมผัส จักขุ สัมผัสสชาเวทนาล้วนๆ มันจะร้อน ดังนี้ก็หาไม่ มันต้องมีอะไรมาทำอีกที่หนึ่ง มันจึงร้อน สิ่งที่ทำให้ร้อนก็คือ ราคะ โทสะ โมหะ ดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง. เราจะต้องศึกษากันให้ละเอียดต่อไป ถึงข้อที่ว่า ราคะ โทสะ โมหะ ทำให้ ตา, รูป, วิญญาณ, ผัสสะ, เวทนา, เหล่านี้ ร้อนขึ้นมาได้อย่างไร หรือว่าถ้ากล่าว โดยสิ้นเชิง ราคะ โทสะ โมหะ นี้ มันมาทำให้ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสส ธรรมารมณ์ ร้อนขึ้นมาได้อย่างไร. ตามธรรมดามันจะร้อนเองไม่ได้ มันต้องมีสิ่งนี้มาทำให้ร้อน แล้วมันทำให้ร้อนได้อย่างไร จึงต้องศึกษากันต่อไป ว่า ราคะที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับตา หรือรูป หรือวิญญาณ จักขุวิญญาณ เป็นต้นนั้น มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ๓. ๗
น.33 หรือว่า โทสะที่เกิดขึ้น เพราะตา รูป วิญญาณ ผัสสะ เวทนา เหล่านี้ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ? หรือว่า โมหะที่มันเกิดขึ้น เพราะอาศัยตา หรือรูป หรือวิญญาณ, ผัสส, เวทนา เหล่านี้ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ? พิจารณากันดูทีละอย่าง คือว่า ราคะเกิดขึ้นก็เพราะว่า ไปกำหนัด รักใคร่ในสิ่งเหล่านั้นเข้า, โทสะเกิดขึ้นก็เพราะว่า เราไปโกรธ ไปประทุษร้าย ไม่ชอบใจนั่นเอง เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นเข้า, เป็นโมหะเกิดขึ้น ก็เพราะว่าไป โง่ หลง ไปสงสัย, แม้ที่สุดแต่ว่าไปสงสัย ไปเกิดความสนใจ ในแง่ที่ว่ามันจะเป็น ตัวตนหรือของตนได้อย่างไร, นี้เรียกว่าเป็นความรู้ผิด เข้าใจผิด ในสิ่งเหล่านั้น อย่างมืดมนท์ทีเดียว จึงได้เกิดเป็นไฟ เป็นความร้อนขึ้นมา เพราะความสงสัย เป็นต้น. ที่นี้ดูให้ละเอียดลงไปถึงอาการที่มันจะร้อนขึ้นมา. ราคะ นั้นมันร้อน เห็นชัด โดยทั่วๆ ไป ก็จะเห็นชัดว่า มันร้อนเพราะมันทำให้เกิด กามตัณหา เป็ความอยากความกำหนัดโดยตรง จึงเป็นของร้อน ส่วน โทสะ นั้น หมายถึงเมื่อไม่ชอบใจ มันก็เกิด วิภาตัณหา ขึ้น มัน เป็นความอยากที่ซ่อนอยู่อย่างเร้นลับ. ฟังดูให้ดีในข้อที่ว่า ความไม่ชอบใจนี้ เป็นความอยากชนิดที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเร้นลับ. การที่มันจะไม่ชอบใจขึ้นมาได้ ก็เพราะว่ามันหวังอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ก่อน มันอยากอย่างหนึ่งอย่างใดอยู่ก่อน เมื่อไม่ได้ตามอยากนั้น มันก็ร้อนเป็นโทสะขึ้นมา มันเป็นความอยากอย่างใหม่ มีรูปร่างแปลกประหลาด หมายความว่า ที่อยากได้อย่างเดิมนั้น มันก็ยังมีอยู่ แม้ว่ามันจะโกรธเคืองอย่างไร ความอยาก ความต้องการที่แรก ก็ยังไม่ดับไป มันจึงอยากอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ได้สมกับความอยาก เมื่อไม่ได้อย่างใจ ก็ โกรธมัน อยากจะทำลายมัน หรืออยากทำลายอุปลัด สัตรูต่างๆ ที่มาเป็น เครื่องกีดขวางความอยากได้อย่างใจที่แรก ดังนั้นจึงมีลักษณะของวิภวตัณหา อยู่เต็มตัว คืออยากไม่ให้เป็นอย่างนั้น อยากไม่ให้เป็นอย่างนี้ ตามที่ไม่ต้องการ
น.34 และอยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่ต้องการ ซ่อนเร้นอยู่ในภายใต้ ด้วยเหตุ ฉะนั้น มันจึงเป็นของร้อน คือทำจิตใจให้ร้อนตามลักษณะของตัณหาอีกนั้นเอง ที่นี้มาถึง โมหะ เมื่อโง่ เมื่อหลง แล้วก็เต็มไปด้วยความสงสัย มันก็มี ความอยากอีกชนิดหนึ่ง ระคนอยู่ ปนกันอยู่ เช่น เราสงสัยในสิ่งไรว่า นี่จะเป็น อะไร มันก็ต้องมีมูลมาจาก ที่อยากได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นโดยตรง เราจึง สงสัยว่า สิ่งเหล่านั้นจะให้ประโยชน์อะไร ได้ประโยชน์อะไรแก่เรา มันจะมี ประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์. ถ้ามันมีประโยชน์ มันจะมีประโยชน์อย่างไร อย่างนี้เป็นต้น ความทึ่ง หรือความสนใจเป็นไปอย่างแรงกล้า ในสิ่งที่ไม่รู้ไม่ เข้าใจ ด้วยอำนาจของความอยาก .กับความไม่รู้ระคนปนกันไป แต่เมื่อเราเล็ง ถึงความไม่รู้ที่มาออกหน้าแล้ว เราเรียกว่า โมหะ คือความโง่ ที่ทำให้เราโง่ ไปสนใจ ไปทิ้ง ไปเข้าใจผิดต่อสิ่งต่างๆ แล้ว ก็ปฏิบัติผิดต่อสิ่งต่างๆ เกิดความ คิดที่เป็นความเข้าใจผิดขึ้นนานาประการตลอดเวลา เพราะฉะนั้น มันจึง เป็น ความร้อนที่ลึกซึ้งเหลือเกิน เป็นความร้อนที่ดับไม่ถูก ดับไม่ได้ ไม่รู้ว่า จะไปดับที่ตรงไหน ไม่เหมือนไฟราคะ หรือไฟโทสะ ซึ่งพอจะเห็นกันได้ ง่ายๆ ว่า มันลุกโพลงอยู่ที่ตรงนั้น จะตรงรี่เข้าไปดับได้ไม่ยาก แต่สำหรับไฟ โมหะ ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน มองไม่เห็นควันว่า มันขึ้นควันอยู่ที่ตรงไหนด้วย ซ้ำไป เพราะฉะนั้นจึงไม่รู้ว่า จะไปดับกันที่ตรงไหน จึงเป็นไฟที่ซ่อนเร้นที่น่า กลัวยิ่งไปกว่าไฟราคะ ไฟโทสะ เสียอีก เพราะขึ้นชื่อว่าไฟ ยิ่งลุกโพลงๆ เท่าไร ยิ่งดับเร็วเท่านั้น ดับง่ายเท่านั้น แต่ถ้าไม่รู้ว่ามันเกิดที่ตรงไหน มองไม่ เห็นนั่นแหละ มันดับยาก เพราะฉะนั้นคนที่มีปัญญา เขาจึงกลัวไฟโมหะ ยิ่งกว่าไฟราคะ โทสะ เสียอีก เรื่องมันก็พอสมๆ กัน กับข้อที่ว่า คนที่ดับไฟ ราคะ โทสะ ได้เด็ดขาดเพียงสองอย่างนี้ เป็นพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ ได้ ถึงขั้น พระอนาคามี แต่ไม่อาจจะเป็นพระอรหันต์ได้เลย ต่อเมื่อดับไฟโมหะสิ้นสุดไปอีก อย่างหนึ่ง จึงจะเป็นพระอริบุคคล ในขั้นพระอรหันต์ คือขั้นสูงสุดได้.
น.35 ฉะนั้นเราทั้งหลาย ควรจะเข้าใจไฟทั้งสามอย่างนี้ ให้ดีๆ ว่ามันมีอยู่ อย่างไร มันต่างกันอย่างไร หรือมันน่ากลัวมากน้อยกว่ากันอย่างไร เราเข้าใจ ถูกในช้อนแล้ว อาจจะปฏิบัติให้สำเร็จประโยชน์ได้. เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ร้อนเพราะราคะ ร้อนเพราะโทสะ ร้อน เพราะโมหะ เราก็ต้องเข้าใจว่า มันร้อนอย่างไร โดยละเอียดโดยพิศดารไม่ใช่ เพียงแต่ฟังกล่าวโดยลุ่นๆ สั้น ว่า มันร้อนเพราะราคะ โทสะ โมหะ แล้วก็พอ เราต้องไปคิดไปนึก พิจารณาโดยนัยดังที่กล่าวมาแล้วนี้ว่า ไฟราคะเป็นอย่างไร ไฟโทสะเป็นอย่างไร ไฟโมหะเป็นอย่างไร ในวันหนึ่งๆ ของเรานี้ แม้ที่สุด แต่ในวันนี้เอง มังมีไฟชนิดไหน เกิดขึ้นอย่างไร ในใจของเรา จำแนก แจกดูให้ดี โดยไม่ต้องเข้าใครออกใคร คือจะต้องเห็นตามความจริง เพื่อ ประโยชน์แก่ตัวเอง ; และเมื่อรู้ว่า วันนี้มีไฟชนิดไหน เกิดขึ้นเมื่อไร กี่ครั้ง กี่ครั้งแล้ว ต้องดูให้รู้ว่า ถ้าเป็นไฟราคะ มันเกิดเพราะอาศัยตา หรืออาศัยหู อาศัยจมูก อาศัยลิ้น หรืออาศัยใจเอง ; หรือถ้าเป็นเรื่องโทสะก็อย่างเดียว กันอีก คือว่า มันเกิดเพราะอาศัยเรื่องทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น หรือทางกาย หรือทางใจเอง ; ถ้าเป็นเรื่องของโมหะ ก็อย่างเดียวกันอีก คือ ว่า มันเกิดขึ้นเพราะอาศัยทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น หรือทางกาย หรือทางใจ. นี้จะเห็นได้ว่า ทั้งสามไฟล้วนแต่อาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ทั้งนั้น ไม่ได้อาศัยสิ่งอื่นเลย ไม่ได้มีความแตกต่างกันในข้อนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นไฟไหน มันก็ต้องอาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งนั้น ที่เป็นไฟราคะ ก็เพราะได้เห็น รูปทางตา ได้ฟังเสียงทางหู ได้ดมกลิ่นทางจมูก ได้ลิ้มรสทางลิ้น ได้สัมผัสทาง ผิวหนัง และคิดฝันไปเองในทางใจ จนเกิดราคะขึ้น คือรู้สึกที่เป็นไปในทางที่ จะรวบรัดเอาเข้ามา: ถ้าตรงกันข้ามก็เปลี่ยนเป็นไฟโทสะ คือในทางที่จะ ผลักออกไป, หรือในทางที่จะทำลายเสีย ถ้าผิดไปจากนี้ ก็เป็นเรื่องของไฟโมหะ คือความโง่ ความสงสัย เวียนวนอยู่รอบๆ จะเอาเข้ามา ก็ยังไม่กล้าเอาเข้ามา
น.36 จะผลักออกไป ก็ยังไม่กล้าผลักออกไป ความโง่ ความหลง ความสงสัย ทำให้ เวียนวนอยู่รอบๆ เหมือนอย่างว่าเราได้เห็นรูป ถ้าเป็นรูปสวยก็รัก ถ้าเป็นรูป ที่จะทำความรำคาญให้ก็เกลียด ถ้าไม่แน่แต่ยังสงสัยว่า มันอาจจะมีความหมาย อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เอาไปคิดไปนึก ไปสนใจ ไปใฝ่ฝันอยู่นั่นเอง นี้มันให้ผล ต่างกันอย่างนี้ จนเรากำหนดได้เป็นสามอาการว่า :- อย่างแรก ทำให้ดึงเข้ามาหาตัว มากอดรัด ยึดมั่นถือมั่น. อย่างหลัง ผลักออกไป ด้วยอำนาจของความยึดมั่นถือมั่น อย่างใด อย่างหนึ่ง อยู่ก่อน. อย่างสุดท้าย มีความยึดมั่นถือมั่นด้วยความโง่ ความหลงที่ไม่แน่นอน ไม่กระจ่างชัดทั้งสามอย่างนี้ ล้วนแต่มีความยึดมั่นถือมั่น อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ทั้งนั้น. เมื่อยึดมั่นถือมั่น คือมีอุปาทานอยู่แล้ว มันก็ต้องเป็นทุกข์ เป็นไฟเสมอกัน ทั้งนั้น ถ้าเราอยากจะรู้ว่า ไฟที่เราร้อนระอุอยู่ขณะนี้เป็นไฟอะไร คือเป็นราคะ หรือโทสะ โมหะ แล้ว เรื่องที่จะตัดสินแน่นอน ก็อยู่ตรงที่อาการของมันนั่นเอง ว่า มันมีอาการดึงเข้ามาหา หรือว่าผลักออกไป หรือมีอาการสงสัยไม่แน่ใจ อย่างนี้ เป็นต้น เราก็จับความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้เป็นพวกๆ กันได้อย่างถูก ต้อง ว่า เป็นราคะ โทสะ หรือโมหะ เราจึงรู้จักไฟเหล่านี้ดีว่า ที่เกิดขึ้นใน วันนี้ มันเป็นไฟอะไร และปรารภทางอายตนะข้อไหน. ที่นี้พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ทำอะไรหยาบๆ เหมือนพวกเรา ซึ่งมีนิสสัย ทำอะไรหวัดๆ หยาบๆ พระองค์จึงทรงจำแนกเรื่องของอายตนะหนึ่ง ๆ ออกไป เป็นห้าเรื่อง และว่าเป็นที่ตั้งของความร้อน หรือไฟได้ทั้ง ๕ เรื่อง ในยายตนะ หนึ่งๆ นั้น อายตนะที่แรก คือดวงตานี้ จำแนกออกไปเป็นห้า คือว่า ตาก็เป็น ของร้อนได้ รูปที่มากระทบตา ก็เป็นของร้อนได้ จักขุวิญญาณที่เกิดขึ้นก็เป็น ของร้อนได้ จักขุสัมผัสส คือการกระทบของสิ่งเหล่านั้น ก็เป็นของร้อนได้ จักขุ สัมผัสสชาเวทนา - เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางตา ก็เป็นของร้อนได้ ไม่ ท. ๘
น.37 เหมา ๆ เอาว่า ตาอย่างเดียวเป็นของร้อน แต่พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็น แยก ให้เห็น จำแนกให้เห็นออกไปเป็นห้าอย่าง ให้ละเอียดละออถึงที่สุดว่า ดวงตา แท้ ๆ มันเป็นของร้อน มันร้อนได้หลายทาง คือว่าเราอาศัยดวงตา มันจึงเกิด ความสัมผัสทางตา มันก็เป็นของร้อน หรือว่าเรายึดมั่นดวงตาว่าเป็นดวงตา อัน แสนรักของเรา มันก็เป็นของร้อน เราเห็นคนเป็นอันมาก รัก และหลงในดวงตา ของเขาเอง ด้วยความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นสิ่งที่ทะนุถนอมอย่างยิ่งของเราดังนี้ก็มี คนเป็นทุกข์มาก เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นในทำนองที่แสดงว่า ตาของเขาจะบอดเสียแล้ว มีความทุกข์เหมือนจะต้องตายทีเดียว นี้ก็ขอให้คิดดูเถิดว่า เมื่อมีความยึดมั่นถือ- มั่นเกิดขึ้นในดวงตาแล้ว ตาเป็นของร้อน หรือของเย็น. ที่นี้มาถึงเรื่อง รูปที่คู่กันกับตา รูปหมายถึงสิ่งที่อยู่นอกตัวเรา ที่เรา เห็นด้วยตา รูปนี้เป็นของร้อนขึ้นมาได้อย่างไร ? เป็นของร้อนต่อเมื่อเรามีความ โง่ ความเข้าใจผิด ยึดมั่นถือมั่นจนเกิด ราคะ โทสะ โมหะ ขึ้นมา รูปนั้นก็เป็น ของร้อนขึ้นมา รูปที่สวยงามก็เป็นของร้อนไปอย่างหนึ่ง รูปที่น่าเกลียดก็ร้อนไป อย่างหนึ่ง รูปที่ชวนให้สงสัย สนใจ น่าทึ่ง ก็ร้อนไปอย่างหนึ่ง แต่แล้วมันมี ความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เรามีอุปาทานเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในรูปนั้น ในความ หมาย ที่เป็น ของเรา จะเป็น ของเรา หรือ ควรจะเป็น ของเรา อย่างใด อย่างหนึ่งด้วยกันทั้งนั้น เราเห็นรูปที่สวย ก็เกิดตัณหาอยากได้ มีความรู้สึกเป็น ตัวฉัน ที่อยากจะได้ มันก็เป็นอุปาทานขึ้นมา ; หรือว่ารูปที่ไม่สวย เห็นแล้ว รำคาญ ก็เกิดตัวตน ที่เป็นผู้รำคาญขึ้นมา เป็นตัวกู อย่างหนึ่งขึ้นมา มันก็ต้อง เป็นทุกข์ : หรือว่ารูปนั้น ทำให้เกิดความสงสัย เพราะไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร มัน ก็เกิดเป็น ตัวกู ที่มัวสาระวนแต่จะสงสัยขึ้นมา ฉะนั้นรูปนั้น จึงกลายเป็นของ เพลงลาญบุคคลนั้นขึ้นมา ที่เรียกว่ารูปเป็นของร้อน ตาเป็นของร้อน ไปอย่าง หนึ่ง รูปที่คู่กันกับตา ก็เป็นของร้อน.
น.38 ที่นี่ก็มาถึง จักขุวิญญาณ คือวิญญาณที่เกิดขึ้นทางตา นี้หมายความว่า การกระทบระหว่างตากับรูปนั้น กระทบกันแล้วเกิดความรู้ขึ้นมาว่า มันเป็นรูป อะไร อย่างนี้เรียกว่าจักขุวิญญาณ. จักขุวิญญาณนั้น ก็เหมือนกับวิญญาณ ในขันธ์ห้าที่วิสัชชนามาแล้วอย่างละเอียด ที่แสดงในวันก่อน. ใจความ ของมันก็มีอยู่ว่า มันรู้ได้เห็นได้ว่าเป็นรูปอะไร มันมีความคิดได้ว่าเป็นรูปอะไร เพราะมันรู้แจ้งได้ว่าเป็นรูปอะไร นี่แหละเป็นต้นเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นใน ที่สุด ถึงกับคนโง่ๆ ก็ไปเข้าใจว่า จักขุวิญญาณ คือวิญญาณที่มาทำหน้าที่รู้ จากรูปทางตา นี่มันเป็นตัวกู วิญญาณนั้นเป็นตัวเรา เพราะเป็นผู้รู้แจ้งได้ เมื่อ เรารู้แจ้งได้ ก็หมายความว่า เรามีตัวเราที่รู้แจ้ง และเมื่อเรียกมันว่าวิญญาณ ก็เลยถือว่า วิญญาณนั้นเป็นตัวเราที่รู้แจ้ง เกิดความยึดมั่นถือมั่นวิญญาณ ว่า เป็นตัวกูขึ้นมา ก็เลยเป็นความทุกข์ คือของร้อน จักขุวิญญาณที่เพิ่งเกิดขึ้นหยกๆ และชั่วขณะนิดหน่อยเท่านั้น ก็กลายเป็นไฟขึ้นมาได้ เป็นของร้อนขึ้นมาได้ โดย เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น อย่างนี้ ดังนี้จึงเรียกว่าจักขุวิญญาณล้วนๆ ก็ เป็นของร้อนได้. เมื่อมีราคะ โทสะ โมหะ เข้าไปเกี่ยวข้อง คือมีความ เข้าใจผิดไปยึดมั่นถือมั่นเข้า จนเกิด ราคะ โทสะ โมหะ แล้วจักขุวิญญาณก็ ต้องเป็นของร้อนเต็มตัว. ที่นี้ก็มาถึง สิ่งที่เนื่องกันอีก คือ จักขุสัมผัสส เรียกว่า การสัมผัส ทางจักษุ หมายความว่า ตา ด้วย, รูป ด้วย, จักขุวิญญาณ ด้วย, สามอย่าง ด้วยกัน กระทบกัน ปรุงแต่งกันเต็มที่ สำเร็จประโยชน์ที่จะเรียกได้ว่า สัมผัส ได้เต็มที่ ไม่เพียงกระทบเฉยๆ เป็นการกระทบที่สมบูรณ์ จึงได้เรียกว่าจักขุ สัมผัสส. ควรจะรู้ความหมายของคำว่า "สัมผัสส" ในที่นี้ ไว้ให้ดีๆ ว่า มัน ไม่ใช่กระทบกันเบ้งบ้าง อย่างที่ว่าเอาของแข็งสองอย่างมากระทบกันอย่างนั้น แต่มันเป็นการกระทบกันทางใจ มีตากับรูปเป็นที่ตั้งที่อาศัย มีจักขุวิญญาณเป็น ตัวการ มันกระทบกัน จึงเรียกว่า จักขุสัมผัสส ฉะนั้น จักขุสัมผัสสนั้น เป็นที่
น.39 ตั้งของความร้อน ตรงที่ว่า ถ้าไม่มีการสัมผัส คือการกระทบกันอย่างครบถ้วน อย่างนี้แล้ว การเห็นรูปเป็นต้นนั้น ก็ไม่มีความหมายอะไร คือไม่มีฤทธิเดช ไม่ มีอำนาจอะไร ที่จะก่อให้เกิด ราคะ โทสะ โมหะ. แต่เรื่องมันไม่เป็น อย่างนั้นสำหรับบุคคลธรรมดาสามัญ ที่อยู่ใต้อำนาจของอวิชชาแล้ว เมื่อมีการ สัมผัสทางตาทีไร เรื่องมันก็เลยไปจนเป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น เช่นว่าให้ ไปเกิดเวทนา, เป็นทุกข์, เป็นสุข เป็นอทุกชมสุข เป็นต้น แล้วก็มีเรื่องความ ยึดมั่นถือมั่น อย่างนั้นๆ เป็นต้น. ที่นี้ เราจะมองดูกันในแง่ที่เจาะจงที่สุดว่า การสัมผัสระหว่างตากับรูป และวิญญาณนั้น มันเป็นของร้อนอย่างไร. . มันเป็นของร้อน เพราะ เหตุว่า เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ยึดมั่นถือมั่น. เรามีความ ยึดมั่นถือมั่นในสัมผัสส. เราจึงทำการสัมผัส. เรารักที่จะทำการสัมผัส. เราพอใจที่จะทำการสัมผัสอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่า ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ. แม้แต่สัตว์ทั่วไป แม้แต่สิ่งที่ตำกว่าสัตว์ เช่น ต้นไม้ พืชพันธุ์ เป็นต้น ก็ประสงค์การสัมผัส แม้ที่สุดใบไม้ ก็ประสงค์การสัมผัสของ แสงแดดอย่างนี้เป็นต้น. . เพราะการสัมผัสนั้นมีความหมายอะไรบางอย่าง ซึ่ง มนุษย์หรือสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย รู้สึกได้เอง ตามอำนาจแห่งสัญชาติญาณ ของมัน ดังนั้นมันจึงได้ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน ในสัมผัสนั้นว่า เป็นสัมผัส ของเรา ; และเพราะว่าเป็นที่ตั้ง เป็นหนทาง ที่จะให้เกิดตัณหาสามประการ มี กามตัณหา เป็นต้น มันจึงมีความหมายขึ้นมา. คนหรือสัตว์ก็ยึดมั่นถือมั่น ในสัมผัสนั้น ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "สัมผัสนี้เป็นของร้อน" โดยไม่ต้อง พูดถึงตา หรือรูป หรือวิญญาณ หรือเวทนา มุ่งกล่าวกันเฉพาะแต่เรื่องของ การสัมผัสล้วนๆ มันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นได้. เมื่อยึดถือด้วย อุป าทานแล้ว มันก็เป็นของร้อน เพราะฉะนั้นจึงตรัสว่า "จกฺฺสมฺผสฺโสอาทิตฺโต." คือสัมผัสที่เกิดจากจักษุเป็นของร้อน นี้เป็นข้อที่สี่
น.40 ส่วนข้อที่ห้า คือข้อสุดท้าย ที่ว่า "จกฺขุ สมฺผสฺส ปจฺจยา เวทย์ต์ สุข วา ทุกฺขิวา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปี อาทิตฺตํ." ซึ่งแปลว่า เวทนาที่เกิด เพราะ จักษุสัมผัส เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี เป็นอทุกขุมสุขก็ดี แม้ทั้งหมดนั้น เป็นของร้อน นี่หมายความว่า เวทนาชนิดใดก็ตาม ที่เกิดขึ้นจากสัมผัสทางตานั้น เป็นของร้อน. ข้อนี้ เข้าใจได้ง่ายมาก เพราะว่าเวทนานั้นจำแนกเป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นอทุกชมสุข อยู่แล้ว. ตามปรกตินั้น ถ้าเป็นสุขเวทนา ก็เป็นที่ชอบใจ ของราคะ ถ้าเป็นทุกขเวทนา ก็เป็นที่ชอบใจของโทสะ ถ้าเป็นอทุกขมสุขเวทนา ก็เป็นที่ชอบใจของโมหะ เวทนามีให้เลือกครบถ้วนอยู่อย่างนี้ ราคะ โทสะ โมหะ ทั้งสามอย่างก็เกิดได้ง่าย เกิดได้ครบถ้วนจากเวทนา ดังนั้นเวทนานั้น จึงเป็นของ ร้อน. สุขเวทนาก็ทำให้มีอุปาทานไปอย่างหนึ่ง ทุกขเวทนา ก็ทำให้มี อุปาทานไปอย่างหนึ่ง อทุกขมสุขเวทนา ก็ทำให้มีอุปาทานไปอย่างหนึ่ง. ถ้า หากว่าคนเรายังมีอวิชชาอยู่แล้ว ไม่ว่าเวทนาอย่างไหน จะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิด ยึดมั่นถือมั่น ได้โดยไม่ต้องสงสัยเลย. เวทนามีความหมายแรงกล้ามาก จึงเป็นที่ตั้งของตัณหาโดยตรง ตั้งอยู่ ในลำดับของตัณหา คือว่า หลังจากเวทนาแล้ว ก็ต้องเกิดตัณหาโดยแน่- นอน ; เมื่อเกิดตัณหา แล้วก็เกิดอุปาทานโดยแน่กอน ; เมื่อเกิดอุปาทาน แล้ว ก็เกิดภพ เกิดชาติ และเกิดทุกข์ได้โดยแน่นอน. เวทนาที่ถูกใจ ก็เกิดกามตัณหาบ้าง ภวตัณหาบ้าง เวทนาที่ไม่ถูกใจ ก็เกิดวิภวตัณหา เวทนา มีแต่เป็นอย่างนี้. ที่เป็นอทุกชมสุขเวทนา ไม่ใช่ว่าจะเฉยจนไม่ถูกใจ หรือ ว่าไม่ถูกใจเสียเลย มันล้วนแต่มีช่องทางให้มุ่งหมายไปในเรื่องของความอยากได้ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเวทนาทั้งสามอย่างนั้น จึงเป็นที่ ตั้ง แห่งตัณหาได้ทั้งนั้น อย่าได้ไปเข้าใจว่า เวทนาที่เป็นอทุกขมสุข จะไม่ทำ ให้เกิดตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะว่าอย่างน้อย ก็ทำให้เกิดความสงสัย ความสงสัยนั้นก็เป็นตัณหาอย่างหนึ่ง ; เป็นความทึ่ง ความสนใจ ก็อาศัยตัณหา ท. ๙
น.41 คืออยากจะได้, อยากจะยึดครอง, หรือว่าอยากจะทำลาย, อยากจะพ้นไปจาก สิ่งเหล่านั้น อย่างนี้เป็นต้น. คำในภาษาบาลี มีความหมายถูกต้องรัดกุมดี แต่พอแปลออกมาเป็น ภาษาไทย ก็เฉไฉไปอย่างอื่นได้ นี่ทำความลำบากยุ่งยากให้แก่พวกเรา คนไทย ที่จะศึกษาพระธรรมคำสอน ดังนั้น เราจะต้องสนใจให้เข้าใจในความหมายของ คำต่างๆ อย่างถูกต้อง อย่าได้เดาเอาเอง ตามความหมายในภาษาไทย ที่ บางทีก็แคบเกินไป บางทีก็กว้างเกินไป ในเมื่อไปจับกันกับภาษาบาลี เราต้อง ศึกษาให้รอบคอบ ทุกอย่างทุกทาง ให้รู้ความหมายของคำบาลี เช่นว่า สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เป็นต้น หรือว่า กามตัณหา ภวตัณหา วิภว- ตัณหา ดังนี้เป็นต้น ในที่สุดจะเข้าใจได้ว่า ขึ้นชื่อว่าเวทนาแล้ว ย่อมเกิดตัณหา ทั้งนั้น ถ้าคนยังมีอวิชชา ไม่มีสติปัญญา ไม่มีสติสัมปชัญญะเพียงพอ อย่าง พระอริยเจ้า คนธรรมดาสามัญ บุญชนทั่วไปมีอวิชชาเป็นเจ้าเรือน เกิดเวทนา ที่ใด ก็ต้องเกิดตัณหาและอุปาทานเป็นลำดับไป เว้นไว้แต่ว่า ขณะใด เราได้พึ่ง พระอริยเจ้า โดยเอาสติสัมปชัญญะ ของพระอริยเจ้าเข้ามายึดเป็นหลักปฏิบัติไว้ ในขณะนั้น เราจึงจะห้ามการปรุงแต่งของเวทนา ไม่ให้ปรุงเป็นตัณหาได้ อย่าง ที่พระอริยเจ้าท่านทำให้เวทนานั้นเป็นหมันไป ไม่ปรุงเป็นตัณหา ไม่เป็น อุปาทาน. เมื่อเป็นอย่างนี้เท่านั้น เวทนาจึงจะไม่เป็นของร้อน ; แต่เดี๋ยวนี้ เราทำกันอย่างนั้นไม่ได้ มีเวทนาอะไรมา มันก็ปรุงเป็นตัณหาไปเลย โดย รั้งไว้ไม่ได้ ห้ามกันไม่ได้ จึงกล่าวว่า เวทนาทำให้เกิดเป็นตัณหาอยู่เป็นปกติ ดังนี้. เมื่อเกิดตัณหาก็เกิดเป็นอุปาทาน ก็เกิดเป็นไฟอย่างใดอย่างหนึ่ง คือไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ขึ้นมา อย่างไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น เวทนาจึงเป็นของร้อน. ด้วยเหตุนี้แหละ พึงสังเกตให้เห็นอย่างประจักษ์ชัดด้วยว่า ในขณะแห่ง เวทนานี่แหละ มีเรื่องมีราวมาก จะประพฤติปฏิบัติการควบคุม หรือการ สังวรอะไรได้ยาก เพราะว่ามันมีรสชาติมาก มันมีอำนาจมาก มันมีอิทธิพลมาก
น.42 ในเมื่อเราไปเปรียบเทียบกันกับตาเฉยๆ หรือรูปเฉยๆ หรือวิญญาณเฉยๆ หรือผัสสะเฉยๆ นั้น มันยังร้อนได้ยากกว่าเรื่องของเวทนา ดังนั้นในหลักการ ปฏิบัติโดยทั่วไป มักจะตั้งต้นเงื่อนตรงที่เวทนา ว่าเป็นสิ่งที่ต้องสนใจ ต้อง ควบคุม เป็นเงื่อนต้นของการปฏิบัติ ไม่ต้องเสียเวลาให้มากถึงกับไปค้นต้นตอ ให้ไกลออกไป เช่นที่ตา หรือที่รูป หรือที่วิญญาณ หรือที่สัมผัส มันจะเกิน ความสามารถของคนธรรมดา จึงได้แนะให้ตั้งต้นกันที่เวทนา, พิจารณา ศึกษา กันตรงที่เวทนาว่า, อย่าได้ยินดียินร้ายขึ้นมา ให้เวทนามันดับไป ไม่ปรุงเป็น ตัณหา อุปาทาน, แต่ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมนี้ เป็นไปในลักษณะพิเศษ คือ แสดงแก่ชฎิลพันรูปนั้น หมายความว่าชฎิลพันรูป เป็นนักศึกษา เป็นคนฉลาด มาก่อน เป็นคนมีความคิดนึก สังเกตละเอียดละออสุขุมมาก่อน จึงได้ทรงจำแนก ให้หมด ออกไปว่าตา ว่ารูป, ว่าวิญญาณ, ว่าผัสสะ, ว่าเวทนา ให้คนเหล่านั้น มองเห็นเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั่วถึง ไม่ให้มีอะไรเหลือ จนจะเป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดมั่นถือมั่นได้ ถ้าเราทำได้อย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน คือพิจารณาตั้งแต่ ตา - รูป - วิญญาณ - ผัสสะ - เวทนา. ถ้าทำไม่ได้อย่างนั้น จะตั้งจุดเงื่อนต้นตรง ที่เวทนาก็ได้ ให้เห็นว่าเวทนานี้ ถ้าคุมไม่ดีก็เกิดเป็น ตัณหา - อุปาทาน - ขึ้นมา แล้วมันก็มีราคะ โทสะ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นเป็นไฟเผาผลาญ. ที่ เรียกว่า สิ่งทั้งสามสิบอย่างเป็นของร้อน ก็เพราะทำให้เกิดตัณหา อุปาทาน มี ราคะ โทสะ โมหะ ขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ดังนี้. เราได้ฟังพระสูตรนี้แล้ว ควรพิจารณาให้เข้าใจว่า ถ้าเราเผลอนิดเดียว ไฟก็ลุกขึ้นที่สิ่งสามสิบอย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เรา จะต้องไม่เผลอต่อสิ่งเหล่านี้ และเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของร้อน ร้อนยิ่งกว่าไฟ ไหนๆ หมด ร้อนยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ หรือไฟที่เผาผลาญบ้านเรือน แล้วรู้จัก กลัวกันเสียบ้างว่า เป็นไฟที่น่ากลัว. ถ้าเราเผลอให้มันไหม้ได้ ก็จงละอาย กันเสียบ้าง ว่าเป็นสิ่งน่าละอาย ในที่สุดจะมีการก้าวหน้าในทางปฏิบัติตามหลัก
น.43 แห่งพระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดาด้วยกันทุกคน. หวังว่า ท่านทั้งหลายจะได้พินิจพิจารณาเป็นอย่างดี ในเรื่องของร้อน ที่มีที่ตั้ง ที่เกิด ที่อาศัย โดยบ่อเกิดหกอย่างคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และโดยละเอียดออกไปทั้งสามสิบอย่าง ก็โดยจำแนกออกไปอย่างละห้า ๆ ดังนี้. นี่เรียกว่ารู้เรื่องที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด สำหรับการศึกษาพระพุทธศาสนา เรียก ว่า เรื่องอายตนะหกอย่าง พอๆ กันกับเรื่องเบญจขันธ์ คือขันธ์ห้าที่วิสัชชนามา แล้วแต่คราวก่อน. ขอให้ถือเอาเรื่องขันธ์ห้า และเรื่องอายตนะเป็นเรื่อง สำคัญในเบื้องต้น ที่จะได้ศึกษา พิจารณากันสืบไป เพื่อสำเร็จประโยชน์ตาม ลำดับๆ ของการปฏิบัติธรรม ได้รับผลสมความมุ่งหมาย. ธรรมเทศนา พอสมควรแก่เวลา เอว์ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.44 พระธรรมเทศนา เรื่อง " ธาต พระราชชัยกวี แสดง ที่โรงธรรม วัดธารน้ำไหล อ. ไชยา วันอาทิตย์ ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๐๗ ณ บัดนี้ จะได้แสดงพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา ความเชื่อ และวิริยะ ความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็น พุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ในทางแห่งพระพุทธศาสนาของพระบรม ศาสดา อันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย จนกว่าจะยุติลงด้วยเวลา. พระธรรมเทศนาในวันนี้ถือว่า เป็นธรรมเทศนาปุพพาปรลำดับ สืบต่อจาก ธรรมเทศนาครั้งที่แล้วมา ในขั้นแรกได้กล่าวถึง เบญจขันธ์ คือขันธ์ทั้งห้า อัน ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในฐานะที่เป็นอนัตตา และในฐานะ ที่เป็นเรื่องขันธ์ห้า เป็นความรู้พื้นฐาน สำหรับเข้าใจเรื่องอื่นๆ สืบไปตามลำดับ จึงต้องสนใจศึกษา ในฐานะเป็นหลักพื้นฐาน, ในครั้งต่อมาได้แสดงถึงอายตนะ หก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ และวิญญาณซึ่งเกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ผัสสะซึ่งเกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เวทนาซึ่งเกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในฐานะที่เป็น อนัตตา และเป็นของร้อน คือเมื่อมีการยึดถือในสิ่งเหล่านั้น แล้วย่อมเกิดเป็น ความทุกข์ และให้ถือว่าเรื่องอายตนะทั้งหกนี้ เป็นเรื่องพื้นฐานอย่างเดียวกัน. คนจะต้องศึกษาเรื่องขันธ์ห้า ให้เข้าใจว่ามีอยู่อย่างไร จะต้องศึกษาเรื่องอายตนะ หก ให้เข้าใจโดยแจ่มแจ้ง เช่นเดียวกันอีก เพื่อว่าเมื่อกล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ แล้ว จะได้เข้าใจถึงตัวจริงว่าเป็น อนิจจํ ทุกข์ อนตฺตา อย่างใดเป็นต้น. จึงขอ ให้ท่านทั้งหลายเข้าใจว่าเรื่องขันธ์ห้า อายตนะหกนั้นเป็นความรู้พื้นฐานเช่นเดียว ท. ๑๐ ๓๗
น.45 กันกับที่เราจะต้องเรียน ก ข. ก กา จึงจะอ่านหนังสือได้ ถ้าเราไม่เรียน ก ข ก กา ก็ไม่อาจจะเรียนหนังสือได้ตามลำดับ. เรื่องทำความดับทุกข์นี้ ก็เป็น เรื่องอย่างเดียวกัน จะต้องเรียนเรื่องขันธ์ห้า อายตนะหกเป็นต้นนี้ แต่ที่แล้วมา เรามักจะเรียนกันสักว่าชื่อ ไม่รู้ความหมายที่แท้จริง แม้จะมาสวดร้องท่องบ่น ก็ยังไม่รู้ความหมาย เพราะฉะนั้นจึงเหมือนกับคนที่เรียน ก ข ก กา อย่างไม่ รู้จักความหมาย เรียนเท่าไรก็ ก ข ก กา ไม่สามารถจะก้าวหน้าไปได้ ต่อเมื่อ มีวิธีเรียนที่ถูกต้อง เราจึงจะไต่ขึ้นไปตามลำดับ จนอาศัยความรู้ ก ข และ อะอา อิอี เป็นต้นนั้น เป็นพื้นฐาน แล้วก็รู้ขึ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งอ่านเรื่องยาวๆ ได้ ดังนี้ฉันใด ธรรมะก็ฉันนั้น. และในวันนี้จะได้กล่าวถึง สิ่งอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นความรู้พื้นฐานอย่างเดียวกันอีก สิ่งนั้นก็ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า ธา - ตุ หรือ ธาตุ โดยอาศัยพุทธภาษิตที่ว่า บุรุษนี้ประกอบไปด้วยธาตุหก คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ. ท่านทั้งหลายพึงจำคำว่า ธาตุทั้งหกนี้ไว้ให้แม่นยำ เช่นเดียวกับ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อายตนะทั้งหก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เช่นนั้นด้วยเหมือนกัน. ธาตุหก ปถวีธาตุ - ธาตุดิน, อาโปธาตุ - ธาตุน้ำ, วาโยธาตุ - ธาตุลม, เตโชธาตุ - ธาตุไฟ, อากาศธาตุ - ธาตุความ ว่าง, วิญญาณธาตุ - ธาตุวิญญาณ. เมื่อกล่าวทั้งหกอย่างนี้ พึงเข้าใจ ว่าได้กล่าวถึงธาตุทั้งหก ทั้งหมดทั้งสิ้นไม่มีส่วนเหลือ. ตามธรรมดาคนไทย เรา ชั้นชาวบ้านทั่วๆ ไป เมื่อเอ่ยถึงคำว่าธาตุ ก็เล็งถึงแต่เพียง ๔ ธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เท่านั้นเอง ไม่ค่อยได้ยิน ได้ฟัง ได้รู้กันถึงอีก สองธาตุ คือ ธาตุอากาศ และ ธาตุวิญญาณ. นี้เพราะเหตุที่ว่า ตามธรรมดา ชาวบ้านนั้น รู้เรื่องกันแต่เรื่องทางร่างกาย ว่าประกอบกันอยู่ด้วยธาตุสี่ธาตุ, ส่วนเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ หรือเรื่องความว่างที่ไม่มีอะไรเลยนั้น ยาก เกินไปที่จะเข้าใจได้ จึงไม่เอามาพูดกัน. ยิ่งกว่านั้นอีก เมื่อเอาคำว่าวิญญาณ มาพูด ก็พูดไปในฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ครั้นพูดคำว่า วิญญาณก็เป็นกายสิทธิ์
Buddhadasa