น.46 ๓๕ พระธรรมเทศนา เรื่อง ธาตุ ผิดธรรมดาไปหมด ไม่เคยนึกว่าวิญญาณก็เป็นสักว่าธาตุ เช่นเดียวกับกับ ดิน น้ำ ไฟ ลม คือเป็นแต่เพียงธาตุ เช่นเดียวกันกับ ดิน น้ำ ไฟ ลม หาก แต่ว่าเป็นธาตุพิเศษ เป็นธาตุละเอียดประณีต สุขุมลึกซึ้ง เพราะเป็นนามธรรม คือทางจิตทางใจ นี่แหละคือที่คนเหล่านั้นไม่เคยได้ฟัง ไม่เคยได้รู้ ว่าสิ่งที่เรียก ว่าวิญญาณ ก็เป็นแต่เพียงสักว่าธาตุนั้นเอง จึงได้เห็นเป็นของกายสิทธิ์ กระทั่ง ยึดมั่นถือมั่นเป็นเจตภูต เป็นชีวะ เป็นอัตตา เป็นอาตมา เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา ทีเดียว ไม่จัดเป็นสักว่าธาตุ นี้เป็นสิ่งที่ทำให้ยากลำบาก ในการที่จะศึกษาเรื่อง ธาตุ เพราะไปยึดมั่นถือมั่นอย่างแน่นแฟ้นเสียแล้ว ว่ามันเป็นอย่างนั้น ไม่เอามา เรียงลำดับเข้ากับธาตุทั้งสี่ อย่างนี้เป็นต้น. ที่เรียกว่า อากาศธาตุ หรือความว่างนี้ ก็เข้าใจยาก คือชี้ได้ยากว่า อยู่ที่ไหน และอย่างไร เพราะคำว่าว่างนี้ ถ้ามันว่างจริง มันก็คือไม่มีอะไรที่จะ ชี้ให้เห็นได้ คนจึงเข้าใจความว่างนี้ได้ยาก เพราะเหตุนี้ และโดยมาก มักชี้อากาศไปที่ท้องฟ้า ว่านั้นอากาศ ที่นี้ในท้องฟ้า มันก็ไม่ได้ว่าง เพราะมันยัง มีลม หรือมันยังมีธาตุอื่นๆ ในพวกที่เรียกว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ นั่นเอง เมื่อ เป็นดังนี้เราจะเห็นได้ทันทีว่า เราจะต้องศึกษาเรื่องธาตุนี้ให้เข้าใจอย่างถูกต้องกัน เสียก่อน. ในธาตุหกนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม จัดเป็น ฝ่ายวัตถุธาตุ คือมีขึ้นมีก้อน ที่จะสัมผัสได้ทางร่างกาย จึงเรียกว่ารูปธาตุ ธาตุดินเราก็สัมผัส ได้ทางกาย ธาตุน้ำ ก็สัมผัสได้ทางกาย ธาตุลม ก็สัมผัสได้ทางกาย ธาตุไฟ ก็ ก็สัมผัสได้โดยทางกาย คือมันมีชิ้น มีอัน มีสิ่งซึ่งมากระทบกาย ทำความรู้สึก ได้โดยทางกาย ดังนั้นธาตุทั้งสี่นี้ จึงถูกจัดไว้หมวดหนึ่ง เรียกว่าวัตถุธาตุ หรือ รูปธาตุ. ถัดไปเรื่อง อากาศธาตุ หมายถึงที่ว่าง นี้เป็นปัญหาอยู่ว่า จะจัดเป็น อะไรดี เพราะว่า ถ้าจะจัดเป็นฝ่ายวัตถุธาตุ มันก็ไม่ได้ โดยที่มันไม่มีชิ้น มีอัน ที่จะสัมผัสทางกาย แต่ถ้าจะจัดเป็นนามธาตุ หรือจิตใจ มันก็ไม่ใช่อีกอย่างเดียวกัน
น.47 ดังนั้นจะต้องวินิจฉัยกันเป็นพิเศษว่า สิ่งที่เรียกว่า อากาศธาตุนี้จะเป็นธาตุทางฝ่าย วัตถุ หรือฝ่ายจิตใจ ทางที่ดีควรจะวินิจฉัยธาตุที่หก คือวิญญาณธาตุเสียก่อน ธาตุนี้เรียกว่า วิญญาณธาตุ เพราะว่าเป็นธาตุที่รู้สึกได้ แม้ว่ามันจะไม่รู้สึกได้ ในตัวเอง มันต้องอาศัยวัตถุร่างกายเนื้อหนังเข้าประกอบด้วยก็ตาม แต่มันทำ หน้าที่รู้สึกอะไรได้ ในทางจิตใจ จึงได้เรียกว่าวิญญาณธาตุ ธาตุที่มีหน้าที่ สำหรับรู้สึก, นี่นับว่าเป็นเรื่องของจิตใจ และจัดเป็นนามธรรม, ส่วนความว่าง หรืออากาศธาตุ ไม่น่าจะจัดเป็นนามธาตุ หรืออากาศธาตุ เพราะมันไม่ใช่จิตใจ และเพราะไม่ใช่วัตถุร่างกาย จะจัดอย่างไรดี ก็จำเป็นที่จะต้องอาศัยความหมาย ของคำ ๆ นี้ เป็นหลัก. ถ้าคนทั่วไปจะถือว่าอากาศหมายแต่เพียง ว่าง ๆ ไม่มีอะไร นี้มันก็อย่างหนึ่ง, แต่ถ้าจะให้ความหมายนั้นไปถือว่า อากาศเป็น ความว่าง ชนิดเป็นที่ดับของร่างกายและจิตใจแล้ว อากาศธาตุนี้ก็ไม่ใช่ รูปธาตุ ไม่ใช่นามธาตุ แต่จะต้องเป็นธาตุที่เป็นที่ดับของกายและใจนั่นเอง ถ้า กายและใจดับลงไป มันก็เหลืออยู่แต่ความว่าง แปลว่า ถ้าเรารู้สึกว่า กายและใจ ไม่มีสิ่งที่ปรากฏอยู่ ก็คือความว่าง หรือว่าถ้าเราไม่ยึดถือกายและใจนี้ ว่าเป็นตัว เป็นตน สิ่งที่ปรากฏอยู่ก็คือความว่าง ว่างจากความเป็นตัวตน ทั้งในกายและทั้ง ในใจ ในของทั้งสองนั้น ก็ว่างจากตัวตน. หรือว่าถ้าเราไม่ยึดถือกายและ ใจนี้ ว่าเป็นตัวเป็นตน สิ่งที่ปรากฏอยู่ก็คือ ความว่าง ว่างจากตัวตน ทั้งในกาย และทั้งในใจ ในของทั้งสองนี้ว่างจากตัวตนด้วย. ถ้าให้ความหมายแก่ คำว่า อากาศธาตุ หรือความว่าง ในลักษณะอย่างนี้แล้ว ก็ต้องถือเอาว่า อากาศธาตุ เป็นธาตุซึ่งเป็นที่ดับของนามและรูปนั้นเอง ได้นามใหม่ว่า นิโรธธาตุ โดยอาศัยหลักอีกหมวดหนึ่ง ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงจำแนกธาตุ ทั้งหลาย ไว้เป็นสามประเภทด้วยกันคือ รูปธาตุ ๑ อรูปธาตุ ๑ นิโรธธาตุ ๑ รวมเป็นสามอย่าง.
น.48 รูปธาตุ ก็คือธาตุที่มีรูป, อรูปธาตุ ก็คือธาตุที่ไม่มีรูป, ส่วนนิโรธธาตุ นั้น ก็คือธาตุอันเป็นที่ดับของสิ่งที่มีรูปและสิ่งที่ไม่มีรูป. นิโรธธาตุในลักษณะ นี้ หรือในความหมายเช่นนี้ เทียบกันกับคำว่าว่าง หรือที่ว่าง คือไม่มีทั้งนาม และรูป จึงขอจัดอากาศธาตุว่า เป็นนิโรธธาตุไว้ที่ก่อน เพราะไม่มีทางที่จะจัด อย่างใดได้สนิทกว่านี้. ที่นี้วกมาพิจารณาดูกันที่คนๆ หนึ่ง ที่ว่า คน ๆ หนึ่งประกอบอยู่ด้วย ธาตุหกนั้น มันอย่างไรกัน. คน ๆ หนึ่งประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ สี่อย่างนี้เข้าใจโดยทั่วไปแล้วว่า ร่างกายประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ และอีกส่วนหนึ่ง ก็เป็นวิญญาณ หรือเป็นจิตใจ จัดเป็นอากาศธาตุ ส่วนอากาศธาตุหรือความ ว่างนั้น มันจะมีอยู่ในคนๆ หนึ่งได้อย่างไร. ถ้าเอาตามหลักดื่นๆ ที่ กล่าวกันทั่วไปก็ว่า ตรงที่มันว่าง คือเอากายกับใจออกไปเสีย ความว่างนั้น เหลืออยู่ นั่นคือเป็นธาตุว่าง. - แต่ข้อที่จะไปชี้ ตรงช่องตา ช่องหู ช่อง จมูก ช่องท้อง เป็นช่องว่าง เป็นอากาศธาตุนั้น เป็นสิ่งน่าขบขันอย่างยิ่ง เพราะ ว่าที่ตรงนั้นอย่างไรเสียก็ยังมีธาตุอื่นๆ เช่นธาตุลมเป็นต้น มันไม่อาจจะว่างโดย สิ้นเชิง คือไม่มีอะไรอยู่เลยดังนี้ได้. แต่ทั่วไปก็มักจะเข้าใจกันอย่างนั้น ว่า ในช่องจมูก ช่องหู หรือช่องท้อง ว่าส่วนที่ว่างนั้น เรียกว่าอากาศธาตุ นักศึกษา สมัยนี้คงไม่ยอมให้กล่าวเช่นนั้นได้ เพราะตรงที่ว่างนั้นก็ยังมีธาตุอื่นเหลืออยู่ เช่นธาตุลมเป็นต้นมีแก๊ส มีอากาศธรรมดาเหลืออยู่ ไม่ใช่ความว่าง. ที่นี้จะพิจารณาดูว่า สิ่งที่เรียกว่าความว่างจะมีได้อย่างไร ก็ต้องย้อนไป หาความคิดที่แรกที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า กายกับใจนั้น ตั้งอยู่บนความว่าง เพราะ ว่าต้องมีที่ว่างให้ตั้งอยู่ สิ่งทั้งหลายจึงจะตั้งอยู่ได้. ทั้งๆ ที่ความว่างไม่มี ตัว ไม่มีตน ไม่เป็นสิ่งที่จะรองรับอะไรได้ เหมือนกับของแข็งทั่วๆ ไป แต่ถึง อย่างนั้นก็ยังเป็นที่ตั้งที่อาศัยของนามและรูปได้ โดยอาศัยการพูดไปตามหลักของ เหตุผลที่ว่า ดึงเอากายกับใจออกไปเสีย ที่ว่างอยู่ ปราศจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ ท. ๑๑
น.49 และวิญญาณ นั้นก็คือความว่าง หรือสภาพแห่งความที่เรียกว่า อากาศธาตุ ในที่นี้ ก็พอจะมองเห็นได้. ที่นี้จะให้มากไปกว่านั้น ให้ลึกซึ้งไปกว่านั้น ยังพอจะพูดได้ว่า ความว่างนั้นเล็งถึง ความว่างจากสิ่งที่จะยึดถือว่าเป็นตัว เป็นตนได้ แต่เป็นเรื่องทางปรมัตถ์มากเกินไป เพราะว่าการกล่าวเช่นนี้ เป็น การกล่าวถึงสิ่งที่มีความผิดแปลกจากที่ชาวบ้านกล่าว. ถ้าไม่ยึดถือทั้งร่างกาย และทั้งจิตใจว่าเป็นตัวเราแล้ว มันก็ว่าง คือไม่มีกายและไม่มีจิตนั้นเอง ภาวะ แห่งความว่างนั้น เรียกว่าธาตุ ดังนั้นพระนิพพานเอง จึงถูกจัดเป็นธาตุ อีกอย่าง หนึ่งขึ้นมาด้วย เรียกว่า นิพพานธาตุ และมีหลักว่าเบญจขันธ์ดับไป ด้วย อาศัยนิพพานธาตุ, ถ้าดับไปหมดไม่มีเหลือ ก็เรียกว่าดับหมด, ดับมีส่วนเหลือ ก็เรียกว่า ดับมีส่วนเหลือ, อย่างนี้ก็มี หรือถ้าเล็งถึงการดับกิเลสด้วย นิพพานธาตุ ที่มีส่วนเหลือ ก็เป็นพระอริยบุคคลขั้นต้นๆ, ถ้าดับกิเลสด้วย นิพพานธาตุ ที่ไม่มีส่วนอะไรเหลือ ก็เป็นพระอรหันต์ คือเป็นพระอริยบุคคลชั้น สูงสุด. ธรรมเป็นที่ดับแห่งเบญจขันธ์ หรือแห่งกิเลสก็ตาม เรียกว่านิพพานธาตุ นี้คือธาตุนิพพาน ธาตุที่เป็นที่ดับของกายและใจ เรียกว่านิโรธธาตุ หรือนิพพาน- ธาตุ ได้ดังนี้. ในร่างกายนี้ ถ้าพิจารณาดูให้ดีก็จะเห็นว่า โดยเนื้อแท้แล้ว มันว่าง จริงๆ คือว่างจากสิ่งที่ควรยึดถือว่า เป็นตัวเป็นตนนั้นเอง. จะมองดู กันในแง่ของ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ละอย่างมันก็ว่างจาก ตัวตน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วอย่างละเอียด ในธรรมเทศนาครั้งแรก, หรือว่าถ้าจะ มองดูกันอย่างละเอียด ในทางของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ หรือว่าวิญญาณ หรือว่าผัสสะ หรือว่าเวทนา ก็ตาม มันก็ล้วนแต่ว่างจากสิ่งที่ควรจะเรียกว่า ตัวตน นี้หมายความว่าในกลุ่มนี้ มีความหมายของคำว่าว่าง อยู่เต็มตัวไม่ว่าจะมองไปที่อะไร ก็จะพบแต่ความว่าง มองไปที่รูปก็พบความว่าง มองไปที่เวทนาก็พบความว่าง มองไปที่สัญญาก็พบ
น.50 ความว่าง มองไปที่สังขารก็พบความว่าง มองไปที่วิญญาณก็พบความว่าง ที่นี้ จะมองไปที่ตากับรูป ก็พบความว่าง หรือจะแถมวิญญาณ ผัสสะ เวทนา เข้าด้วยกัน ก็พบแต่ความว่าง จะมองไปที่หูกับเสียง และวิญญาณทางหู ผัสสะ ทางหู เวทนาทางหู ก็พบแต่ความว่าง หรือจะมองไปที่จมูกกับกลิ่น และ วิญญาณทางจมูก ผัสสะทางจมูก เวทนาทางจมูก ก็พบแต่ความว่าง จะมอง ไปทางกาย และโผฏฐัพพะ และวิญญาณ ผัสสะ และเวทนา ที่เป็นไปทางกาย ก็ พบแต่ความว่างแต่ละอย่างๆ หรือจะมองไปที่ใจกับธรรมารมณ์ ที่เกิดอยู่ในใจ และวิญญาณ และผัสสะ และเวทนาที่เกิดทางใจก็พบแต่ความว่าง. นี้เราถือ เอาโดยนัยทางปรมัตถ์ คือทางอัตถะที่สูงสุด แล้วจะกล่าวได้ว่า ความว่างมีอยู่ ในทุกสิ่ง ที่ประกอบกันขึ้นเป็นคน หรือเป็นสัตว์ ถ้าเรามองไม่เห็นมัน หรือ คล้ายกับว่ามันไม่มี ถ้าเรามองเห็น มันก็มีอยู่ทั่วไปที่จะมองเห็นได้. ถ้าว่าง ในวัตถุ ก็คือว่าไม่มีอะไรเลย ถ้าว่างในทางรูปและนาม ก็คือไม่มีอะไรเลย. ถ้าว่างในทางธรรม ก็คือไม่มีส่วนใดเลยที่จะควรยึดถือเป็นตัวตน เพราะ มันว่างจากความเป็นตัวเป็นตน รวมความว่างทั้งโดยธรรมดา และความว่าง ในทางปรมัตถ์เข้าด้วยกัน ก็เป็นความว่างถึงที่สุดได้. ขอให้ทุกคนมองให้ เห็นความว่างที่มีอยู่ในเบญจขันธ์ หรืออายตนะ หรือกระทั่งในธาตุทุกธาตุ ซ่อนเร้นอยู่ที่นั่นเอง แล้วก็จะเห็นได้ว่า มีความว่างจริงในทุกสิ่งไม่ว่าอะไร หมด จะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต แต่ละสิ่งๆ ก็ล้วนแต่ประกอบอยู่ด้วยสภาวะอันหนึ่ง ซึ่งเป็นความว่าง มองในทางวัตถุก็เป็นที่ตั้งที่อาศัย ให้ร่างกายหรือให้จิตใจตั้ง อาศัย มองในทางนามธรรมก็เป็นสิ่งที่เป็นสักว่าธาตุว่างจากตัวตน ไม่มีตัวไม่มี ตน ที่ควรจะยึดถือ. เมื่อเป็นดังนี้จะเห็นได้ว่าในธาตุทั้งหกนี้ มีความหมาย เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือคำว่าธาตุเป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าอย่างไร จะได้ ศึกษากันให้ละเอียดเป็นพิเศษ สำหรับเป็นความรู้พื้นฐานให้เข้าใจเรื่องธาตุนี้ จนเห็นว่า ไม่มีธาตุไหนที่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวตนเลย แม้ที่สุดแต่
น.51 นิพพานธาตุ นิพพานก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวเป็นตน ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่นว่าเป็นตน ของนิพพาน หรือไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่นว่า นิพพานเป็นธาตุที่ เป็นตัวเป็นตนของเรา เหล่านี้เป็นต้น. คือจะเป็นตัวตนของนิพพานเองก็ไม่ใช่ จะเป็นตัวตนของเราสำหรับยึดถือก็ไม่ใช่ อย่างนี้เรียกว่างหมด ไม่มีอะไรที่จะควร บัญญัติว่า เป็นตัวเป็นตน. สำหรับการที่กล่าวว่า ควรจะศึกษาเรื่องธาตุให้ละเอียดละออ เป็นความ รู้พื้นฐาน สำหรับศึกษาเรื่องอื่นๆ นั้น ในขั้นแรกนี้อยากจะชี้ ให้เห็นความผิด พลาดสักอย่างหนึ่ง ซึ่งมีทั่วๆ ไป ในหมู่พุทธบริษัทเรา และเป็นเรื่องเบื้องต้น อย่างยิ่ง ชนิดที่ว่าเป็นเรื่อง ก . ก กา เอาทีเดียว เรื่องนี้ก็ได้แก่ เรื่องธาตุ ทั้งสี่นั่นเอง ธาตุสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ นั่นเอง. คนมักเข้าใจกันว่า ร่างกาย นี้ประกอบด้วยธาตุดิน คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กระดูก ซึ่งเป็นของแข็ง เหล่านี้เรียกว่าธาตุดิน, ร่างกายนี้ประกอบไปด้วยธาตุน้ำ คือน้ำมูก น้ำตา น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำปัสสาวะ น้ำอะไรต่างๆ ล้วนที่เป็นของเหลวนี้ เรียกว่า ธาตุน้ำ, หรือว่าคนเรานี้ประกอบด้วยธาตุลม คือลมหายใจ ลมในท้อง ลมใน ไส้ ลมที่มีอยู่ในร่างกายเรานี้ เรียกว่าธาตุลม, และว่าร่างกายเราประกอบด้วย ไฟ คือ ความร้อน หรือการที่ทำให้เราทรุดโทรม แก่ชรา หรือว่าไฟที่ทำให้ อาหารย่อย เหล่านี้เป็นต้น. การเข้าใจอย่างนี้เป็นการเข้าใจปรำปราสืบๆ กันมา เพราะความเข้าใจผิด ถ้าจะพูดแต่เพียงว่า ถ้าจะดูธาตุดินให้ดูที่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ถ้าจะดูธาตุน้ำให้ดูที่ น้ำมูก น้ำตา อย่างนี้เป็นต้น เป็นหลักใหญ่ ก็พอจะฟังได้ แต่ที่จะระบุเอาสิ่งนั้นเป็นตัวธาตุนั้น ๆ เสียเองนั้น เป็นเรื่องผิดทั้ง คุ้น ทั้งแท่งทีเดียว. ตามความจริงใครๆ ย่อมเห็นกันได้ว่า ในเนื้อนั้นที่จะเรียกว่าธาตุดินนั้น มันย่อมรวมธาตุอื่นๆ อยู่ด้วย คือในเมื่อก็รวมธาตุน้ำ รวมธาตุไฟ คืออุณหภูมิ อยู่ด้วย และรวมธาตุลม คืออาการที่ระเหย ลอยไปด้วย เหมือนอย่างว่า
น.52 เราจะไปหยิบดินขึ้นมาสักก้อนหนึ่ง จากพื้นดินแล้วถามว่านี่เป็นธาตุอะไร โดย ส่วนใหญ่ก็จะต้องตอบว่า ธาตุดิน โดยเนื้อแท้แล้วเรียกว่าธาตุดินไม่ถูก เพราะ ว่าดินที่หยิบขึ้นมานั้น ย่อมมีน้ำปนอยู่ด้วยในขนาดที่มองไม่เห็น ก็ยังได้ และมี อาการระเหย ซึ่งเป็นธาตุลมอยู่ในก้อนดินนั้นด้วย และมีอุณหภูมิระดับใดระดับ หนึ่ง อยู่ในก้อนดินนั้นด้วย เพราะฉะนั้นในดินก้อนหนึ่ง ซึ่งเราหยิบขึ้นมานั้น มันมีทั้งธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ด้วยเหตุนี้ผู้มีปัญญาจึงได้มีความหมาย ของธาตุทั้งสี่ลงที่คุณสมบัติหรืออาการหนึ่งๆ ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือช ให้เห็นว่า ส่วนที่เป็นของแข็งมีคุณสมบัติกินเนื้อที่ อย่างนี้เรียกว่าธาตุดิน. สำหรับธาตุน้ำนั้น คือคุณสมบัติแห่งการเกาะยึดของปรมาณู หรือของ อณู ก็ตาม คุณสมบัติที่ทำหน้าที่เกาะยึดนี้ เรียกว่าธาตุน้ำ ถ้าไม่มีคุณสมบัตินี้ แล้ว อณูและปรมาณูจะไม่ทำหน้าที่เกาะยึดซึ่งกันและกัน มันก็ไม่รวมเป็นก้อน เป็นชิ้นอะไรขึ้นมาได้ มันก็ไม่มีของแข็งขึ้นมาได้. แต่ที่ไปชี้ธาตุน้ำตรงที่ เป็นน้ำนั้น ก็เพราะเห็นได้ง่าย คือให้ดูตรงที่ว่า น้ำนั้นมีลักษณะหลอมตัวเข้าด้วย กันเสมอ เราเอาน้ำมาเข้าใกล้ๆ กัน มันจะหลอมเป็นน้ำเดียวกัน เรียกว่ามีคุณ- สมบัติแห่งการเกาะยึดเห็นได้ชัดที่น้ำ จึงได้ยกเอาน้ำเป็นตัวอย่างของคุณสมบัติ แห่งการเกาะยึด แล้วก็เรียกมันว่าธาตุน้ำ. นี้เราต้องเข้าใจว่า แม้ในเหล็ก ตุ้นหนึ่ง ก็ประกอบด้วยอณู หรือปรมาณู มากมายเหลือที่จะนับได้ อะไรทำให้ อณูเหล่านั้นเกาะยึดกันไว้เป็นก้อนเหล็กอยู่ได้ ไม่กระจัดกระจายออกจากกัน นั่นแหละคือลักษณะของสิ่งที่เรียกว่าธาตุน้ำ หรือคุณสมบัติแห่งการเกาะยึด เช่น เดียวกับน้ำธรรมดาที่เราเห็นได้ด้วยตา. ดังนั้นจึงสรุปความว่า คุณสมบัติ หรืออาการของการเกาะยึดกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนอยู่ได้ นี้เรียกว่าธาตุน้ำ. ที่นี้มาถึงธาตุลม หมายถึงกิริยาอาการที่กระจัดกระจายออกจากกัน ระเหย ออกจากกัน ที่เราเรียกว่าแก๊ส. นี้ก็หมายถึงกิริยาอาการ ที่มันขยายตัว ออกจากกัน ธาตุลมมีลักษณะอย่างนี้ที่เห็นได้ง่าย คือกระจายตัวออกจากกัน ท. ๑๒
น.53 ไม่เกาะยึดกัน อย่างนี้เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งเป็นอาการอย่างหนึ่ง. เช่นเมื่อ เราเอาน้ำมาต้มให้เดือด ก็จะมีอาการอันใหม่เกิดขึ้น คือการกระจายออกจากกัน ลักษณะหรือภาวะหรืออาการที่กระจายออกไป ลอยไป ระเหยออกไปนี้ เรียกว่าธาตุลม. ทีนี้ มาถึงอาการที่เรียกว่า ธาตุไฟ หมายถึงคุณสมบัติหรืออาการที่ ทำการเผาไหม้ แล้วแต่ว่าอุณหภูมิมากน้อยอย่างไร อุณหภูมิมากก็เผาไหม้ มาก อุณหภูมิน้อยก็เผาไหม้น้อย ถือเอาคุณสมบัติหรืออาการที่เผาไหม้ ที่เรา เรียกว่าอุณหภูมินั้นเป็นหลัก อาการเผาไหม้นี้เห็นได้ชัดที่ไฟ เพราะฉะนั้นเราจึง ชี้ไปที่ไฟธรรมดาว่าเป็นตัวอย่างของธาตุไฟ หรืออาการของธาตุไฟที่เห็นได้ชัด ทบทวนอีกทีหนึ่ง ธาตุดิน คือคุณสมบัติ ที่เป็นของแข็ง กินเนื้อที่เป็นตัว วัตถุ ธาตุน้ำ คือคุณสมบัติหรืออาการที่ทำให้เกาะยึดกัน, ธาตุลม คือ คุณสมบัติหรืออาการที่ทำให้กระจายออกจากกัน, ธาตุไฟ คือลักษณะคุณ- สมบัติ หรืออาการที่ทำความเผาไหม้ คือความร้อน. ที่นี่เราหยิบดิน มาก้อนหนึ่ง อย่างเมื่อกี้, จะพบว่าในดินมีอณูหรือปรมาณู คือเป็นของแข็ง กินเนื้อที่อยู่ในดิน นี่เป็นคุณสมบัติที่เป็นธาตุดิน ในดินก้อนนั้นมีลักษณะแห่ง การยึดกัน มีคุณสมบัติแห่งธาตุน้ำ คือคุณสมบัติของธาตุน้ำอยู่ในดินก้อนนั้น แหละ และมีอาการหรือคุณสมบัติที่กำลังระเหยอยู่ ที่เรียกว่าคุณสมบัติของ ธาตุลม และในดินมีอุณหภูมิระดับใดระดับหนึ่งเผาผลาญตัวเองอยู่ นี่เรียกว่า คุณสมบัติของธาตุไฟ. ที่นี้ พิจารณาดูในร่างกายเรานี้ ส่วนที่เป็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก เอ็น อะไรก็ตามที่ในคนเรา ก็ล้วนแต่มีคุณสมบัติของธาตุทั้งสี่อยู่ ครบถ้วน เช่นว่าในกระดูก มันก็มีคุณสมบัติของธาตุน้ำ คือการเกาะกัน มี คุณสมบัติของธาตุลม คือการระเหยสลายตัวอยู่ มีคุณสมบัติของธาตุไฟ คือ อุณหภูมิระดับใดระดับหนึ่งอย่างนี้ ถ้าพูดว่ากระดูกนี้เป็นธาตุดิน ก็เขลาเสียแล้ว
น.54 ถ้าจะพูดว่ากระดูกนี้มีลักษณะของธาตุดินอยู่มากกว่าธาตุอย่างอื่น ก็นับว่าพอจะ ฟังได้ ดังนั้นเราควรจะพูดว่า ผม ขน ฟัน หนัง เล็บ กระดูก เอ็น เนื้อ เหล่านี้ เป็นตัวอย่างที่แสดงลักษณะของธาตุดิน คือแสดงปรากฏชัดกว่าธาตุอื่น. แล้วก็แสดง น้ำมูก น้ำตา น้ำเลือด น้ำเหลือง อะไรก็ตามว่าเป็นธาตุที่แสดง ลักษณะของธาตุน้ำเห็นชัดกว่าอย่างอื่น. แล้วก็แสดง แก๊สในร่างกายนี้ว่า เป็นธาตุลม เพราะเห็นชัดกว่าอย่างอื่น แล้วก็แสดงอุณหภูมิที่อยู่ในร่างกายนี้ ในเลือด ในเนื้อ ในกระดูก อะไรก็ตาม ว่าเป็นธาตุไฟ. อย่างนก็พอจะ ฟังได้ ว่าร่างกายประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ จริง ธาตุดินเห็น ได้ที่เนื้อหนังกระดูก ธาตุน้ำเห็นได้ที่น้ำเลือด น้ำเหลือง ธาตุลมเห็นได้ที่ลมที่ อึดอัดในท้อง หรือลมหายใจ ธาตุไฟเห็นได้ที่อุณหภูมิที่ร่างกาย เป็นตัวอย่าง ที่เห็นได้ง่าย เพราะมีอาการอย่างนั้นปรากฏชัดอยู่เป็นพวกๆ ไป อย่างนี้จะถูก กว่า หรือเป็นความจริง. นี่แหละ ขอให้เราทุกคน ที่อ้างตนว่าเป็นพุทธบริษัท รู้จักพระพุทธศาสนา ดีนั้น เรารู้เรื่องธาตุสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ถูกต้องหรือยัง. ถ้าเราจะไป พูดว่า ธาตุดินเป็นของแข็ง เด็กๆ ก็จะเอาก้อนน้ำแข็งมาให้ดูว่า นี่ธาตุดินหรือ ธาตุน้ำ หรือถ้าเราชี้น้ำแข็งว่าเป็นธาตุน้ำ พวกนักวิทยาศาสตร์เขาก็จะพิสูจน์ว่า ในน้ำแข็งก็มีอุณหภูมิอยู่ระดับหนึ่ง และมีส่วนที่เป็นของแข็ง คุณสมบัติที่เป็น ของแข็งของอณูต่างๆ อยู่ด้วย และมันมีคุณสมบัติที่ระเหยอยู่เสมอ เป็นธาตุลม อย่างนี้ก็จนแต้มเสียแล้ว แล้วเราจะเป็นพุทธบริษัทที่รู้จริงเห็นจริงในธรรมชาติ ของสิ่งทั้งหลาย เพื่อจะไปสอนคนอื่นได้อย่างไร. นี่เราจะต้องปรับปรุง ความรู้ความเข้าใจ ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้ใช้ประโยชน์ได้ ที่อาจจะไป พูดกะพวกฝรั่ง หรือพวกนักศึกษาอย่างฝรั่งนั้น ให้รู้เรื่องกันว่า ธาตุสี่ใน พุทธศาสนานั้น มีความหมายอย่างนี้ๆ แล้ว เขาก็เห็นด้วย ถ้าเราไปพูดคือที่ยๆ เหมือนกะที่พูดกันอยู่โดยมาก เขาจะไม่เชื่อเสียแต่ที่แรกแล้ว เขาก็จะไม่สนใจ
น.55 หลักคำสอนที่สูงขึ้นไป เรื่องก็จะจบกัน และไม่มีประโยชน์อะไร. นี่แหละ ยกตัวอย่างมาให้เห็นว่า แม้แต่เรื่องธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ก็ยังเป็น เรื่องที่จะต้องมองกันด้วยสติปัญญา วิชาความรู้ ความคิด ความนึก หรือในทาง เหตุผล แม้ที่สุดในทางตรรกวิทยาให้ครบถ้วนด้วย. เหมือนที่ได้กล่าว มาแล้วว่า ในธาตุดิน หรือดินก้อนหนึ่งนั้น มันประกอบอยู่ด้วยธาตุทั้งสี่ คือ มีอาการของธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อยู่อย่างครบถ้วน. หรือว่า จะตักน้ำมาสักขันหนึ่ง แล้วมาดูว่ามันเป็นอะไรกันแน่ ในน้ำก็มีอณูซึ่งเป็นของ แข็ง แต่ว่าละเอียดดูด้วยตาไม่เห็น ในน้ำนั้นก็มีอุณหภูมิซึ่งเป็นธาตุไฟ ในน้ำ นั้นก็มีอาการระเหย ซึ่งเป็นธาตุลม แปลว่า ในน้ำข้นหนึ่งมีครบทั้งสี่ธาตุ เช่น เดียวกับในดินก้อนหนึ่งก็มีครบทั้งสี่ธาตุ. หรือถ้าสมมุติว่าเราจะแบ่งส่วน อากาศ ลมอากาศในที่ว่างๆ ข้างตัวเรา ตักเข้ามาสักส่วนหนึ่ง แล้วถามว่า เป็นธาตุอะไร ด้วยความรู้อันละเอียดของคนสมัยใหม่ ก็รู้ว่าในอากาศชนิดที่เรา หายใจเข้าไปนี้ มันก็ยังมีของแข็ง มีธาตุคุณสมบัติเป็นของแข็ง คืออณูหนึ่งๆ หรือหลายๆ อณูรวมกัน เช่นเราหายใจเข้าไปครั้งหนึ่งนั้น มีฝุ่นติดเข้าไปมาก มาย และที่ฝุ่นนั้นจะแถมมีเชื้อโรคด้วย นั่นแหละคือธาตุดิน ที่มีรวมอยู่ในลม อากาศ และในอากาศนั้นก็มีไอน้ำ ซึ่งมีลักษณะเกาะตัวกันไปตามคุณสมบัติของ มันด้วย ในอากาศนั้นจึงมีน้ำ และอากาศนั้นไม่ว่าลมอากาศที่ไหนย่อมมีอุณหภูมิ อยู่ในระดับใดระดับหนึ่ง ซึ่งเราวัดได้ง่ายๆ ด้วยปรอทที่ติดไว้ข้างฝา จึงเป็นอัน ว่า ในลมอากาศส่วนหนึ่งๆ ของบรรยากาศที่เราใช้อยู่ในโลก ที่เราใช้หายใจ เข้าออกอยู่นี้ มันประกอบอยู่ด้วยธาตุทั้งสี่ครบถ้วน. ที่นี้ถ้าเราจะสมมดว่า เปลวไฟที่ลุกแดงๆ อยู่นั้นเป็นธาตุไฟ เราก็อาจ หาพบคุณสมบัติของธาตุทั้งสี่ได้อย่างเดียวกันอีก คือไฟนั้นประกอบไปด้วยอณู ที่เป็นของแข็ง เปลวไฟนั้นประกอบไปด้วยคุณสมบัติที่เป็นการระเหยของธาตุลม และยังแถมคุณสมบัติของการเกาะกันของวัตถุธาตุนั้นๆ ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในเปลวไฟ
น.56 จึงเห็นได้ว่าแม้ในเปลวไฟ ก็ยังประกอบไปด้วยธาตุทั้งสี่เหล่านี้เป็นต้น. สรุปความแล้ว ก็เพื่อจะบอกให้ท่านทั้งหลายทราบว่า สิ่งที่เรียกว่าธาตุ ทั้งสี่นั้น แต่ละอย่างๆ นั้น ไม่อาจจะชี้เข้าไปที่ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ เราได้แต่ชี้ที่ไปที่คุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่มีอยู่ในสิ่งของนั้นๆ แต่ถ้าสิ่งนั้น มันประกอบอยู่ด้วย คุณสมบัติอย่างไหนออกหน้ามากที่สุด เราจึงสมมดวัตถุ ชิ้นนั้นหรือสิ่งนั้น ว่าเป็นธาตุนั้น. เช่นสมมุติดินว่าเป็นธาตุดิน สมมุติน้ำ ว่าเป็นธาตุน้ำ อย่างนี้เป็นต้น เพราะว่ามันแสดงคุณสมบัติของธาตุนั้น อย่าง ออกหน้าออกตา ทำให้แลเห็นง่าย และเราควรจะระมัดระวังใช้คำพูดให้แนบเนียน ว่า ถ้าจะดูธาตุดิน ให้ดูง่ายๆ ที่ก้อนดิน จะดูธาตุน้ำ หรือคุณสมบัติของธาตุน้ำ ให้ดูง่ายๆ ที่น้ำ อย่างนี้เป็นต้น แต่อย่าได้เหมาว่าทั้งหมดนี้เป็นธาตุน้ำ หรือ ธาตุดิน ไปทั้งเนื้อทั้งตัว อย่าได้เข้าใจอย่างนั้นเลย ก็จะเป็นการถูกต้อง ไม่มี ทางที่ใครจะค้านได้ ทั้งในยุคนี้หรืออยู่ยุคไหน ไม่ว่ายุคโบราณหรือยุคนก็ตาม. เราอาจจะเข้าใจคำอธิบายในพระคัมภีร์ผิด เกิดความคิดใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างนี้ เช่นเขาพูดว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี้มีอาการของธาตุดินเห็นได้ชัด, น้ำมูก น้ำตา น้ำเลือด น้ำเหลือง มีอาการของธาตุน้ำเห็นได้ชัด, อย่างนี้ต่างหาก ; แต่ เรากลับไปพูดเสียใหม่ว่า ผม ชน พัน เล็บ หนัง เป็นธาตุดิน, น้ำมูก น้ำตา น้ำเลือด น้ำเหลือง เป็นธาตุน้ำ. เราพูดเสียเองอย่างนี้จนเคยชินตามๆ กันมา และสอนตามๆ กันมา และเขียนกันมาผิดๆ เลยเป็นเหตุให้ลำบากในการที่จะ อธิบายให้คนสมัยนี้เข้าใจได้ในเรื่องธาตุสี่. เมื่ออธิบายห้าแต้ม เขาก็เหมา ว่าพุทธศาสนาทั้งหมดนี้เซอะซะ ไม่ทันสมัย ใช้ไม่ได้ เพราะเพียงแต่พูดเรื่องธาตุ ก็ผิดเสียแล้วอย่างนี้เป็นต้น. อย่างนี้เรียกว่าเราเองเป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนา ของเรา ทำให้พระพุทธเจ้าพลอยเสียชื่อ เพราะความเข้าใจผิด ความโง่ หรือ คำอธิบายผิดๆ ของเรา. ควรจะได้เข้าใจกันเสียใหม่ให้ถูกต้อง แล้วพูด ให้ไม่มีทางที่จะค้าน ให้สมเหตุสมผลและเห็นจริง. นี่แหละคือตัวอย่างที่เรา จะต้องศึกษากันให้ถูกทาง ในเรื่องธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ. ท. ๑๓
น.57 ส่วนเรื่องวิญญาณธาตุนั้น เป็นเรื่องทางใจ หยิบมาให้กันดูได้ยาก และยิ่ง จะพูดกันไปในพวกที่มองเห็น หรือศึกษากันแต่เรื่องวัตถุแล้ว ก็ยิ่งยาก ยิ่งลำบาก. แต่ถึงกระนั้นก็มีทางที่จะพูดว่า มันไม่ใช่ดิน มันไม่ใช่น้ำ มันไม่ใช่ไฟ มันไม่ใช่ ลม แม้มันจะเป็นปฏิกิริยาของดิน น้ำ ลม ไฟ มันก็ไม่ใช่ตัว ดิน น้ำ ลม ไฟ, ให้ถือปฏิกิริยานั้นๆ ที่เกิดขึ้นตามคราวตามเหตุการณ์ว่า เป็นธาตุวิญญาณ ไปก่อนก็ยังได้ คืออาศัยประชุมพร้อมแห่งธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม มีปฏิกิริยา เป็นความรู้เป็นชีวิต หรือเป็นอะไรขึ้นมา ก็เรียกว่าวิญญาณธาตุ มาปรากฏตัว อยู่ในกลุ่มนี้แล้ว และอาศัยความว่างเป็นพื้นฐาน สำหรับตั้งอาศัย อย่างนี้ก็ไม่ มีทางที่จะค้านได้. และทำให้เขาเห็นได้ว่า คนๆ หนึ่งประกอบไปด้วยธาตุ ทั้งหก คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม วิญญาณธาตุ และอากาศธาตุ ได้จริง และเขาจะพลอยเห็นได้ต่อไปว่า ธาตุแต่ละธาตุๆ ๆ เป็นอนัตตา ไม่ ควรจะยึดมั่นส่วนใดส่วนหนึ่งว่า เป็นอัตตา คือเป็นตัวเรา หรือว่าเป็นอัตนียา คือเป็นของๆ เรา, ไม่เป็นทั้งตัวเรา ไม่เป็นทั้งของเราอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ยึดถือ ธาตุใดธาตุหนึ่งว่า เป็นสิ่งที่ควรยึดถือ เขาก็จะเข้าใจพุทธศาสนาทั้งหมด ทั้งสิ้นได้ในพริบตาเดียว ว่าไม่มีอะไรเลย ที่เป็นสิ่งที่ควรยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวเรา หรือเป็นของๆ เรา เพราะมันเป็นสักว่าเป็นธาตุ หรือเป็น ธา - ตุ เป็นธาตุตามธรรมชาติ เป็นไปตามเรื่องตามราวของธรรมชาติ หรือ ของธาตุนั้นๆ เท่านั้น. แม้ที่สุดแต่ธาตุที่ประณีตออกไป คือเป็นที่ดับของธาตุอื่น ก็สักว่าเป็นเพียงสักว่าธาตุ แม้วิชาความรู้ของเราก็เป็นเพียงธาตุอันหนึ่งด้วย เหมือนกัน เป็นพวกที่ทำให้เกิดความเข้าใจ เป็นที่ดับของความยึดมั่นถือมั่น รวมเรียกสั้นๆ ว่า เป็นธรรมธาตุ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นธรรมธาตุ ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ ทุกอย่างที่เป็นธรรมชาตินั้น เรียก ว่าธรรมธาตุ จะเป็นรูป วัตถุก็ดี จะเป็น นาม จิตใจ ความรู้ ความคิดอะไร ก็ตาม ก็เรียกว่าธรรมธาตุ แม้พระนิพพานที่เป็นที่ดับของรูปและนาม ก็
น.58 เรียกว่าธรรมธาตุ อะไรๆ ก็ล้วนแต่เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ ไม่ควรยึดมั่น ว่าเป็นตัวเราและเป็นของๆ เรา ด้วยเหตุดังที่กล่าวมา. นี่เรียกว่าเราศึกษา เรื่องธาตุโดยคร่าวๆ อย่างทั่วถึง มีใจความสำคัญเพียงเท่านี้ หรืออย่างนี้ ศึกษา ไว้ในฐานะเป็นพื้นฐาน วิชาความรู้พื้นฐาน สำหรับจะได้เข้าใจเรื่องต่างๆ ให้ ละเอียด ให้ปราณีตยิ่งๆ ขึ้นไป. หวังว่าท่านทั้งหลาย ทุกคนจะได้ศึกษาธาตุทั้งหกนี้ ในฐานะเป็นความรู้ พื้นฐาน เช่นเดียวกับที่ได้ศึกษาเรื่องขันธ์ห้า และอายตนะหก ในฐานะเป็นความ รู้พื้นฐาน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นทุกประการ. เราจึงได้เรื่อง เบญจขันธ์ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, เราจึงได้เรื่องอายตนะหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์, และเรา จะได้เรื่องธาตุหกคือ ปถวีธาตุ อาโปธาตุ วาโยธาตุ เต โชธาตุ วิญญาณธาตุ อากาศธาตุ ในฐานะเป็นความรู้พื้นฐาน เรียกสั้นๆ ว่า เรื่องขันธ์ เรื่องอายตนะ และเรื่องธาตุ เป็นสามเรื่องด้วยกัน, ดังที่ได้วิสัชชนามาแล้วตามลำดับ เป็น ความรู้พื้นฐาน เพื่อให้เข้าใจสิ่งทั้งปวงถูกต้อง และให้เข้าใจเรื่องราว หรือให้ พังพุทธภาษิตรู้เรื่องและเข้าใจได้ทันที นับว่าจะเป็นหนทางที่ดี สำหรับการศึกษา ประพฤติปฏิบัติตามพระพุทธศาสนา สูงขึ้นไปตามลำดับ ยังประโยชน์ตน และ ประโยชน์ผู้อื่น และประโยชน์แก่พระศาสนาเอง ให้เกิดขึ้นได้โดยแน่นอน สมที่ ตนเป็นพุทธบริษัท ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนาเลย. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอว์ก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.59 เป็นสื่อ เครื่องติดต่อ หรือเป็นที่ตั้งของกิเลส ส่วนในวันนี้กลับเรียก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหล่านั้นว่า อินทรีย์ ไม่เรียกว่าอายตนะ เช่นแทนที่จะเรียกว่า จักขุอายตนะ ก็เรียกว่าจักชุอินทรีย์ แทนที่จะเรียกว่าโสตายตนะ ก็เรียกว่าโสติน- ทรีย์ แทนที่จะเรียกว่าฆานายตนะ ก็เรียกว่าฆานินทรีย์ แทนที่จะเรียกว่า ชิวหายตนะ ก็เรียกชิวหินทรีย์ แทนที่จะเรียกว่ากายายตนะ ก็เรียกกายินทรีย์ แทนที่จะเรียกว่ามานายตนะ ก็เรียกมานินทรีย์ จึงเป็นอันว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่าอินทรีย์ ไม่ใช่เพียงแต่เรียกว่าอายตนะอย่างเดียว เราเคยได้ยินได้ฟังได้ศึกษามาในฐานะเป็นอายตนะ ก็ให้จำไว้อย่างหนึ่งก่อน ใน ที่นี้ก็มารู้จักชื่อใหม่ ทำความเข้าใจว่า มันเรียกว่า อินทรีย์ อีกชื่อหนึ่งด้วย. คำว่าอินทรีย์ ในที่นี้ หมายความว่า สิ่งซึ่งเป็นใหญ่ เป็นประธาน เป็นตัวการให้เกิดเรื่อง ผิดกับอายตนะ ซึ่งหมายถึงเป็นพื้นฐาน เป็นสื่อสำหรับ ติดต่อ ยกตัวอย่างเช่น ตาสำหรับติดต่อกับรูป ก็เรียกอายตนะ แต่ถ้ามองไปใน แง่ที่ว่า ตานี่เองเป็นเหตุให้เกิดเรื่องราว จนเป็นความทุกข์ขึ้นมา มันเป็นใหญ่ คือบังคับคนเราให้ดูนั่นดูนี่ เสาะแสวงหาเพื่อจะดูนั่นดูนี่ หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น สิ่งนี้โดยทางตา หรือทนไม่ได้เช่นต้องไปดูหนังดูละคร เป็นต้น ก็เพื่อหาอะไร เข้ามากินในทางตา การที่ตามีลักษณะเป็นใหญ่ และเป็นตัวการให้เกิดเรื่อง เกิดราวอย่างนี้ เราไม่เรียกว่าอายตนะแล้ว เราเรียกอินทรีย์. ใน ชั้นแรกนี้ จึงขอให้จับความหมายของคำว่าอินทรีย์ให้ได้ตรงที่ว่า มันเป็นใหญ่ เหมือนกะว่าเราเรียกนกที่ใหญ่ที่สุด ที่ร้ายกาจที่สุด ว่านกอินทรีย์ ก็ตรงที่มัน เป็นใหญ่กว่านกทั้งหลาย ร้ายกาจกว่านกทั้งหลาย, เดี๋ยวนี้เรามาเรียก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่าอินทรีย์ ก็เพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นใหญ่และร้ายกาจ กว่าส่วน อื่น. ถ้าเราปราศจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในลักษณะที่เป็นอินทรีย์ ก็หมายความว่าเราสบาย เราไม่ต้องเป็นทาสของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในทำนองที่บังคับให้เที่ยวหาเหยื่อ หรือว่าต้องยอมทนมีเรื่องมีราวอย่างนั้นอย่างนี้
Buddhadasa