น.60 ๕๕ พระธรรมเทศนา เรื่อง อินทรีย์ อย่างโน้นก็ต้องทนเอา เพราะว่าบังคับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ไม่ได้. ท่าน ทั้งหลายลองพิจารณาดูเถิดว่า ทำไมพระพุทธเจ้าท่านเรียกดวงตาเล็กๆ นี้ว่า อินทรีย์ หูช่องเล็กๆ นี้ว่า อินทรีย์ หรือจมูกช่องเล็กๆ นี้ว่า อินทรีย์ คล้ายๆ กับว่ามันเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตเท่าฟ้าเท่าดินเอาทีเดียว ความจริงมันก็เป็นอย่าง นั้น ทั้งๆ ที่ว่า ดวงตามีขนาดเล็กๆ หูมีช่องเล็กๆ และดูจะไม่มีพิษมีส่ง มี ฤทธิ์เดช แต่โดยที่แท้แล้ว มันกลับมีมาก เป็นตัวการที่ทำให้คนเราต้องจมอยู่ ในกองทุกข์ หรือว่าต้องทน สมัครทนอยู่ในกองทุกข์ เหมือนกะว่าเราเป็นบ่าว เป็นทาส ที่ไม่เป็นอิสสระแก่ตัว บางคนอาจจะสงสัยขึ้นมาว่า ทำไมเอาคำว่าอินทรีย์ ไปเรียก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่เอาไปเรียกพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ หรืออะไรทำนองนั้น เพราะว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์นั้น เป็นใหญ่ นี้ก็เพราะเหตุว่าเรากำลังพูดกันถึงปัญหาเรื่องความทุกข์ ปัญหาของ มนุษย์เราที่แท้จริงนั้น ก็คือเรื่องความทุกข์ ถ้าเราไม่มีปัญหาเรื่องความทุกข์แล้ว เราก็ไม่ต้องการพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เดี๋ยวนี้เราต้องการพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อจะแก้ปัญหาใหญ่คือความทุกข์ อะไรๆ จึงมาสำคัญ อยู่ที่ความทุกข์กับความดับทุกข์ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เมื่อความทุกข์เป็นเรื่อง สำคัญแล้ว สิ่งที่เป็นต้นเหตุเป็นตัวการ หรือผู้บันดาลให้เป็นทุกข์ก็พลอยเป็นใหญ่ ไปด้วย คือมีอำนาจที่จะทำให้คนตกไปในทางของความทุกข์ด้วย เหตุนี้จึงเรียก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่าเป็นอินทรีย์ และเป็นตัวการใหญ่ เป็นตัวการ สำคัญ เป็นตัวการที่มีอำนาจ. ที่นี้ควรจะศึกษาและเข้าใจกันไว้ส่วนหนึ่ง อุตส่าห์ไปนั่งนึกพิจารณาสังเกต สังกาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้มันเป็นของร้ายกาจจริง อย่างไร เป็นใหญ่จริงอย่างไร แล้วเราจะได้มีความคิดเกิดขึ้นในทำนองที่จะเอา ชนะให้ได้ เมื่อเขาเปรียบด้วยอุปมา เขาเปรียบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ว่า นกอินทรีย์ อีกนั่นเอง มีคำอุปมาว่า นกอินทรีย์ห้าตัว เป็นนกที่จะต้องยิงให้ตาย
น.61 มีวิธียิงอย่างนั้นอย่างนี้ คือธรรมะอีกนั่นเอง ธรรมในที่นี้ก็มีทางที่จะคิดต่อไป ถึงว่า ในข้างฝ่ายพระธรรมที่จะดับทุกข์นั้นเล่ามีอินทรีย์หรือไม่มี เผอิญว่าใน ทางฝ่ายดับทุกข์หรือธรรม ก็มีสิ่งที่เรียกว่าอินทรีย์อีกเหมือนกัน และมีอยู่ห้าคือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ศรัทธาเรียกว่า ศรัทธินทรีย์ วิริยะเรียก วิริยินทรีย์ สติเรียกสดินทรีย์ สมาธิเรียกว่า สมาธินทรีย์ ปัญญาเรียกว่า บัญญินทรีย์. ศรัทธาคือความเชื่อก็เป็นอินทรีย์อย่างหนึ่ง, วิริยะคือความบากบั่น พากเพียร ก็เป็นอินทรีย์อย่างหนึ่ง, สติความระลึก คือรู้สึกตัวในทางที่ถูกอยู่ เสมอ นี้ก็เป็นอินทรีย์อย่างหนึ่ง, สมาธิความตั้งใจมั่นแน่วแน่อยู่แต่ในทาง ของธรรม หรือความถูกต้อง หรือความปลอดภัย นี่ก็เป็นอินทรีย์อย่างหนึ่ง, ปัญญาคือความรอบรู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ เพื่อที่จะดับทุกข์ได้ นี้ก็เป็นอินทรีย์อย่าง หนึ่ง. จึงมีอินทรีย์ขึ้นมาอีกห้าอย่าง ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา สำหรับเป็นคู่ปรับกันกับอินทรีย์ทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย. เรา ฟังดูก็คลายกับว่า เมื่อทางฝ่ายความทุกข์มีอินทรีย์ ทางฝ่ายดับทุกข์ก็มีอินทรีย์ ด้วย เพื่อจะแก้กัน เพื่อจะล้างผลาญกัน ดังนั้นก็เป็นอันว่า ถ้าเราจะเอาชนะ อินทรีย์ที่เป็นไปทางฝ่ายทุกข์แล้ว เราก็ต้องใช้อินทรีย์ที่เป็นไปในทางดับทุกข์ คือใช้ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นั่นเอง เป็นเครื่องมือสำหรับฆ่านก- อินทรีย์ทั้งห้าตัว ที่เป็นสัตรู เป็นอันตรายนั้นให้ตาย อินทรีย์ที่เป็นธรรมะรวมทั้ง ห้าข้อนั้น เมื่อบุคคลปฏิบัติแล้ว ย่อมมีอำนาจเพียงพอ ที่จะควบคุมไม่ให้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ ปรุงแต่งไปในทางที่จะเป็นความทุกข์ขึ้นมา ให้หมดอำนาจ ในทางที่จะเป็นทุกข์ ให้คงอยู่เป็นปกติ เป็นเครื่องมือรับใช้เจ้าของก็แล้วกัน เช่น มีตาไว้เห็นรูป สำหรับทำอะไรๆ ได้ ไม่ใช่ให้มันมีเรื่องมาสำหรับทำให้เราเป็น ทุกข์ มีหูไว้ฟังอะไรได้ แต่ไม่ใช่มีไว้สำหรับทำเรื่องราวให้เราเป็นทุกข์ มีจมูก มีลิ้น มีกาย ก็เหมือนกัน มีไว้ใช้ตามหน้าที่ ของจมูกลิ้นกาย ให้สดวกสบาย
น.62 ไม่มีทุกข์ นี่แหละคือประโยชน์ของการที่เราใช้อินทรีย์ทั้งห้าไปควบคุม หรือ ปราบปรามอินทรีย์ทั้งห้านั้นให้หมดปัญหา หมดอำนาจที่จะทำให้เป็นทุกข์. เมื่อตะก็ได้กล่าวว่าอินทรีย์มีหก แต่โดยมากมักจะกล่าวอินทรีย์กันเพียงห้า เป็นโวหารธรรมดาทั่วไป เพราะใจนั้นถือว่าเป็นส่วนลึก เป็นที่รวมของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เพราะว่าถ้าไม่ได้อาศัยปากทาง หรือทวาร หรือสื่อข้างนอก คือทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แล้ว ทางใจก็แทบว่าจะทำอะไร ไม่ได้ แม้ว่าใจจะคิดนึกได้โดยไม่ต้องใช้ตาดู หูฟัง มันก็มีเรื่องมีราวมากจากที่ เคยตาดูหูฟัง เคยเห็นมาแล้วแต่กาลก่อน ทีนี้ถ้าจะคิด ใจนั้นจะคิดไปในเรื่อง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่จะเกี่ยวข้องได้ด้วยตา ด้วยหู ด้วยจมูก ด้วยกาย อีกนั่นเอง โวหารชาวบ้านทั่วไปที่ใช้พูดกัน จึงพูดแต่ว่ามีอินทรีย์ห้า เหมือน นกอินทรีย์ทั้งห้า แต่สำหรับในที่นี้ ให้เข้าใจว่าในห้านั้นมันขึ้นตรงไปยังตัวที่หก ตัวที่หกก็มีค่าเท่ากับทั้งห้าตัว หรือ ทั้งห้าตัวลีมีค่าเท่ากับตัวเดียว คือตัวที่หก ดังนั้นเมื่อพูดว่าฆ่านกอินทรีย์ทั้งห้าตัว ก็เท่ากับฆ่าตัวที่หกตัวเดียวด้วย หรือเมื่อ พูดว่าฆ่าตัวเดียวได้ก็เป็นอันว่าฆ่าทั้งห้าตัวด้วย แต่ที่นี้การที่จะฆ่าตัวเดียวมันยาก กว่าที่จะฆ่าห้าตัว เขาจึงพูดกันว่าฆ่านกอินทรีย์ห้า กันอยู่เป็นธรรมดา คือว่าให้ ควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ห้านี้ให้ได้เป็นอย่างดี ใจก็จะชื่อว่าถูกควบคุมด้วย โดยไม่ต้องสงสัย. ที่นี่เราจึงมาพิจารณากันถึงว่า จะใช้อินทรีย์ห้า เพื่อฆ่าอินทรีย์ทั้งห้านั้นอย่างไร อินทรีย์ที่เป็นฝ่ายธรรมนั้นก็เป็นใหญ่ เป็นประธาน เป็นตัวการเช่นเดียวกัน มี อำนาจเพียงพอที่จะฆ่าอินทรีย์ ในฝ่ายที่จะทำให้เกิดความทุกข์ ข้อแรกเรียกว่า ศรัทธานี้ หมายถึงความเชื่อ ซึ่งมีมูลมาจากความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็น พื้นฐาน หมายความว่าเชื่อด้วยเหตุผลที่ประจักษ์อยู่ว่าอะไร เป็นอย่างไร ไม่ ต้องเชื่ออย่างงมงาย แม้จะไม่ต้องใช้ปัญญาอะไรนัก ก็ยังเห็นได้ว่า นั่นเป็นสิ่ง ที่ควรเชื่อ ความเชื่ออย่างงมงายไร้เหตุผลนั้น แม้จะเรียกว่าความเชื่อก็ไม่ใช่ ท. ๑๕
น.63 ความเชื่ออย่างที่เรียกว่าศรัทธาในที่นี้ ศรัทธาในที่นี้ต้องอาศัยการศึกษา การ สังเกต เป็นพื้นฐานอยู่พอสมควร ยกตัวอย่างเหมือนว่าในทางวัตถุนี้ เราเห็น ไฟว่าเป็นของร้อน ใหม้อะไรได้ เราจับดูก็ร้อน อย่างนี้เราก็เชื่อว่า ไฟเป็นของ ร้อน ที่นี้ศรัทธาที่จะเชื่อในทางธรรมก็ต้องเป็นอย่างนั้น เช่นเห็นว่าความโลภ เกิดขึ้นมาทีไร มันร้อน โทสะเกิดขึ้นมาทีไร มันร้อน โมหะ ที่ทำให้เราตัดสินใจ ไม่ถูก หรือทำอะไรไม่ถูก เกิดขึ้นมามันก็เป็นของร้อน เมื่อได้ยินได้ฟังว่า โลภะ โทสะ โมหะ เป็นของร้อน เราก็เชื่อ อย่างนี้เรียกว่าไม่งมงาย แต่เชื่อด้วยความ รู้ ความเข้าใจ หรือสติปัญญา พระพุทธศาสนาผิดจากศาสนาอื่นตรงที่ไม่ สอนให้เชื่อโดยไม่เห็นจริง สอนให้เชื่อแต่ในเรื่องเห็นจริงได้ด้วยตัวเอง ไม่เชื่อ งมงาย ถ้ายังไม่เห็นจริง ก็ยังไม่ต้องเชื่อก็ได้ ส่วนศาสนาส่วนมากซึ่งตรงกันข้าม จากพระพุทธศาสนานั้น มีหลักการเป็นอย่างอื่น คือบังคับให้เชื่อไปตั้งแต่แรก ทีเดียว เพราะฉะนั้นเมื่อท่านทั้งหลายได้ยินว่า เชื่อ หรือความเชื่อ หรือศรัทธา แล้วอย่าได้ไปหลงเข้าใจว่า มันเหมือนกันไปหมดทุกศาสนา เช่นว่าเชื่อพระเจ้า ก็เหมือนเชื่อพระพุทธเจ้าอย่างนี้เป็นต้น ไม่ได้เลย เพราะว่าการเชื่อพระพุทธเจ้า นั้น พระพุทธองค์ไม่ได้ประสงค์เพียงเขาบอกให้เชื่อก็เชื่อ ทรงประสงค์ให้ศึกษา สังเกตจนรู้คุณของพระพุทธเจ้า รู้คุณสมบัติ รู้สมรรถภาพ คือรู้คุณของพระ- พุทธเจ้าเสียก่อนจึงเชื่อ และไม่ได้เป็นไปในทำนองเป็นของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์ กายสิทธิ์ เหมือนกับที่เขาเชื่อพระเจ้า ศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงมีรากฐาน อยู่ที่สามารถคำนึงคำนวณได้ด้วยสติปัญญาของผู้เชื่อ เช่นสมมตว่าจะเชื่อกรรม เรื่องทำดี ทำชั่ว เราก็ไม่ต้องเชื่อตามที่เขาว่า ทำดี ดี ทำชั่ว ชั่ว โดยเหตุที่ว่า เขาว่า แต่เราจะต้องมีความเข้าใจของเราเอง มองเห็นอยู่ว่า ทำดี มันดี ทำชั่ว มันชั่ว แล้วจึงเชื่อ หรือว่าจะให้มีศรัทธาในพระพุทธเจ้า ในการตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้า ดังนี้. ก่อนแต่ที่จะมีศรัทธานั้น เราก็จะรู้เสียก่อนว่า พระพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้อะไร และท่านสอนอะไร แล้วเราก็เอามาคิดดูว่า ท่านตรัสรู้อย่างนั้น
น.64 ท่านสอนอย่างนั้น แล้วเราก็เชื่อการตรัสรู้ของท่าน. เช่นการตรัสรู้ของท่าน ก็คือทำลายโลภะ โทสะ โมหะ ให้หมดไป แล้วท่านก็มาสอนเราว่า โลภะ โทสะ โมหะ เป็นของร้อน ต้องดับมันเสีย เมื่อเราได้ฟังอย่างนี้ เราก็ต้องมอง เห็นได้โดยไม่ต้องเชื่อคนอื่น เราเชื่อตัวเองว่า การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น ควรเชื่อ เราจึงเชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือเชื่อพระพุทธเจ้า นี่แหละเรื่อง เชื่อกรรมก็ดี เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็ดี ล้วนแต่มีหลักว่า จะเชื่ออย่าง ลืมตา ไม่ใช่เชื่ออย่างหลับตาเหมือนพวกอื่น. เรามีศรัทธาอย่างนี้ ชื่อว่า เป็นศรัทธาในพระพุทธศาสนา มันเป็นของเล็กน้อยอย่างไร หรือเป็นของใหญ่โต เท่าไร ก็ลองคิดดู สิ่งที่เรียกว่าความเชื่อนั้นใหญ่โตมากทีเดียว. คนเรา ถ้าลงไม่เชื่อเสียแล้ว เป็นไม่ยอมทำ หรือไม่ยอมกิน หรือไม่ยอมอะไรหมด ทุกอย่าง ถ้าเชื่อแล้วก็ยอมทำตาม. เพราะฉะนั้นปัญหาอันแรกที่สุดมันจึง อยู่ที่ว่า ยอมเชื่อหรือไม่ยอมเชื่อ เขาจึงยกเอาศรัทธามาเป็นอินทรีย์ ข้อต้นที่สุด เรียกว่า ศรัทธินทรีย์ สิ่งที่เป็นใหญ่คือศรัทธา ความเชื่อ แปลว่าตั้งต้นด้วย ความเชื่อ หากแต่ว่าความเชื่อของเราไม่เหมือนของเหล่าอื่น หรือคนพวกอื่น เราจะต้องศึกษา หรือชำระสะสาง ให้ความเชื่อของเราเป็นความเชื่อที่เรียกว่า ศรัทธา ในพระพุทธศาสนา โดยที่แท้แล้ว มันเป็นความคิดความเห็นที่ถูกต้องแน่ นอนมากกว่าอย่างอื่น ที่นี้ก็มาถึงอินทรีย์ข้อที่สอง เรียกว่า วิริยะ สิ่งที่เป็นตัวกำลัง สำหรับ บากบั่นพากเพียรไปตามความเชื่อ เพราะเป็นการแน่นอนว่า คนเราเมื่อเชื่อ อย่างไรแล้ว ก็จะต้องทำตามความเชื่อ กระทำอย่างเต็มกำลัง ด้วยความบากบั่น พากเพียรถึงที่สุด นี่เป็นสิ่งติดตามมาต่อจากศรัทธา เพื่อไม่ให้สิ่งที่เรียกว่า ศรัทธาเป็นหมันเปล่าๆ สิ่งที่เชื่อแล้วต้องเอามากระทำ และกระทำด้วยวิริยะ คือ ความพากเพียร หรือความพากเพียรอย่างกล้าหาญ หรือความกล้าหาญในการ ที่จะกระทำให้หมดกำลัง แล้วแต่เราจะเรียก หรือเราจะเรียกว่าวิริยะไปตามเดิม
น.65 So ชุมนุมเทศนา ของพุทธทาสภิกขุ เล่ม ๒ ก็ได้ หมายถึงกำลังที่ทำไปเต็มที่ด้วยความกล้าหาญ ความกล้าหาญนี้ต้องอาศัย ความเชื่อเป็นพื้นฐาน เมื่อเรามีศรัทธาเป็นข้อแรกโดยสมบูรณ์แล้ว ความกล้า- หาญก็มีเป็นแน่นอน การกระทำนั้นจึงเป็นการกระทำที่เต็มที่ บากบั่นถึงที่สุด เรียกว่าวิริยะ เพราะมีหน้าที่อย่างไร ก็ต้องเป็นไปตามความเชื่อที่เราเชื่อ หรือ เราพอใจ แล้วเราก็ระดมทุ่มเทกำลัง ทำไปตามที่เป็นหน้าที่ที่เราเชื่อว่าเป็นหน้าที่ ของเรา แล้วแต่ว่าเรามีหน้าที่อย่างไร ปฏิบัติธรรมในชั้นไหน. แม้ที่สุด อย่างฆราวาส ก็มีหน้าที่อย่างฆราวาส วิริยะก็เป็นไปอย่างฆราวาส ที่มีศรัทธา อย่างถูกต้อง เมื่อมีวิริยะอย่างนี้แล้ว ความเชื่อก็ไม่ตายด้าน เป็นความเชื่อที่ทำ ให้เกิดการกระทำเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นคุ้งเป็นแควไปทีเดียว ด้วยเหตุนี้แหละ จึงถือ เอาวิริยะนี้ว่า เป็นอินทรีย์ชนิดหนึ่ง รองลำดับจากศรัทธา. ที่นี้มาถึงสิ่งที่เรียกว่า สติ ความระลึกได้ หมายถึงมีความรู้สึกไม่ลืมตัว อยู่เสมอ สิ่งไรเป็นอย่างไรๆ มีความรำลึกควบคุมไว้ได้เสมอ ไม่เผลอ หรือ ไม่เปิดโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเข้ามา หรือไม่เปิดโอกาสให้กิเลสแทรก แทรงเข้ามา อย่างนี้เรียกว่ามีสติอย่างยิ่ง. สตินี้มีลักษณะเหมือนกับการ ควบคุมความเพียรนั้นให้คงเป็นความเพียรอยู่เสมอ อย่าให้เป็นความเพียรที่ถอย กำลัง อย่าให้เป็นความเพียรที่เฉออกนอกทาง ถ้าจะเปรียบก็เปรียบเหมือนกะว่า สารถีถือบังเหียน หรือขับรถ ถือเครื่องขับรถ เพื่อจะถือบังเหียนให้รถนั้นแล่น ไปตรงทาง เพราะว่า ถ้าปราศจากการควบคุมอย่างนี้ แม้รถจะมีกำลังเสมอไป อย่างไร รถอาจแล่นออกนอกทางได้ วิริยะนั้นก็จะเป็นอันตราย แทนที่จะเป็น ประโยชน์ เราจึงมีสติควบคุมมันไว้ ป้องกันมันไว้ ไม่ให้เฉออกนอกทาง มี ลักษณะเป็นเครื่องคุ้มครองอย่างดี. เรามักเห็นคนเป็นอันมากมีความเพียร แต่ปราศจากสติ ในที่สุดความเพียรนั้นก็ล้มเหลว ทำไปไม่ถึงที่สุด ทำไปไม่ถูก ทาง มีการท้อถอย มีการเฉออกนอกทาง อย่างนี้อยู่ทั่วๆ ไป. เพราะว่า สิ่งต่างๆ นั้น มิได้ทำสำเร็จได้ในระยะอันสั้น ต้องใช้เวลาบ้างเป็นธรรมดา การ B
น.66 มีสติควบคุมไว้ให้คงเส้นคงวา ตั้งแต่ต้นจนปลายนี้ นับว่าเป็นสิ่งสำคัญ เหมือน กะว่าเราบวชเรียนเป็นพระเป็นเณร เป็นชีบานาสงฆ์ชนิดไหนก็ตาม ต้องใช้เวลา ระยะยาว เวลาระยะยาวนี้ เมื่อไม่ถูกควบคุมไว้ด้วยสติให้เพียงพอแล้ว มันจะ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย อาจที่จะเหลวไหลเฉไฉออกไปนอกทาง กลายเป็นเรื่อง ถอยหลังๆ ลงไปทุกทีก็ได้ เป็นการเสียเวลาเปล่า. ดังนั้นท่านจึงถือว่า สติเป็นสิ่งที่เราต้องการตลอดเวลา และในทุกๆ กรณี สิ่งที่เรียกว่าสติ ธรรม- ข้อนี้ให้พึงถือว่าใช้ได้ในทุกกรณี ไม่ว่าเรื่องอะไร ฟังดูก็แปลกดี ที่มายืนยันว่า สิ่งที่เรียกว่าสตินี้ เป็นสิ่งที่ต้องเอาไปใช้ในทุกกรณี ไม่จำกัด หมายความว่ามัน ไม่มีส่วนเสีย มีแต่ส่วนดีอย่างเดียว ดังนั้นแหละท่านจึงยกขึ้นเป็นอินทรีย์อีก อย่างหนึ่ง เป็นอินทรีย์ที่สามเรียกว่า สตินทรีย์. ที่นี้มาถึงอินทรีย์ที่สี่ คือสมาธิ สมาธินี้คือความมั่นคง หมายถึงว่า เมื่อมีสติสม่ำเสมอแล้ว ความมั่นคงก็เกิดเอง เป็นสมาธิขึ้นมา มันก็เป็นสิ่งที่มี กำลังมากในตัวความมั่นคงนั้น ฉะนั้นเราจึงสร้างความมั่นคงให้มากในทุกๆ กรณี อีกอย่างเดียวกัน เหมือนว่าเราเป็นนักบวชไม่มีสติ ก็ต้องเฉออกนอกทาง ถ้าเรา มีสติตลอดกาลระยะยาว มันมีความมั่นคง ที่เรียกว่าเถระ ซึ่งแปลว่ามั่นคง ผู้ บวชนั้นกลายเป็นพระเถระ คือผู้ที่มีความมั่นคง. ในการทำงานทำหน้าที่ ใดๆ ก็เหมือนกัน ถ้ามีสติควบคุมได้เป็นระยะยาวแล้ว ความมั่นคงในสิ่งนั้นก็เกิด นั่นแหละคือความเป็นสมาธิ เราเล็งถึงเรื่องทางจิตทางใจ เราเรียกมันว่าสมาธิ หมายถึงความมั่นคงในการทำงานทางวัตถุ เราก็ต้องการความมั่นคง ซึ่งเป็นตัว สมาธิอยู่ในตัวการงาน ประกอบความเพียรทางจิตใจ เพื่อละกิเลส เราก็ต้อง การความมั่นคง คือสมาธิ เป็นตัวกำลังที่ไม่หวั่นไหว เป็นตัวกำลังที่ตั้งมั่นทนทาน อยู่แต่ในทางของความถูกต้อง กิเลสหรือความทุกข์ก็ค่อยๆ ร่อยหรอไป เพราะ ความมั่นคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง เหมือนกะว่าทำให้กิเลสอดอาหารอยู่ตลอดเวลา เพราะความมั่นคงอยู่ในทางที่ถูกต้อง ดังนั้นจึงยกเอาสมาธิขึ้นเป็นอินทรีย์อีกข้อ หนึ่ง เป็นข้อที่สี่ ๓. ๑๖
น.67 ที่นี้มาถึงข้อที่ห้า ที่เรียกว่า ปัญญาหรือปัญญินทรีย์ นี้หมายถึงความ รู้แจ้งขั้นสุดท้าย ที่ควรจะรู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ โดยที่แท้แล้ว ปัญญาหรือ ความรู้นี้มีอยู่ตลอดเวลา มีอยู่ตลอดกาล แรกตั้งต้นก็ตั้งต้นด้วยปัญญา แต่เป็น ปัญญาที่ยังอยู่ระยะแรก ไม่เบิกบานเต็มที่ แล้วก็เป็นอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดก็ เบิกบานเต็มที่ ในตอนท้ายหมายถึงรู้ยิ่งเห็นจริง ในสิ่งที่ควรรู้ กระทั่งรู้ถึงการ กระทำที่ทำเสร็จไปแล้ว หมายความว่า เราต้องรู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร ทำอย่าง ไร เราต้องรู้ว่าสิ่งนั้นเราจะต้องทำอย่างไร และเราต้องรู้ว่า เราทำเสร็จแล้ว บริบูรณ์ อย่างนี้จึงจะเป็นการรู้ที่ถูกต้อง เรารู้หน้าที่ของเราว่าคืออะไร เรารู้ว่า เราทำแล้วหรือยัง รู้ว่าเราทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จ อย่างนี้เป็นปัญญาที่สมบูรณ์ เรามีหน้าที่ด้วยกันทุกคน แม้จะแตกต่างกันอย่างไร ก็ต้องเรียกว่าหน้าที่ เราจึง พิจารณาดู ให้รู้จักหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง แล้วเราก็ทำหน้าที่นั้นด้วยอาศัย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ เป็นตัวการใหญ่ตลอดมาจนวาระสุดท้าย ใช้ปัญญา เป็นครั้งที่สุด ทำให้เรื่องราวนั้นๆ เสร็จไป สำเร็จประโยชน์ได้ด้วยปัญญา บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา พ้นทุกข์ได้ด้วยปัญญา ดับกิเลส ตัณหา อุปาทาน ได้ ด้วยปัญญา อย่างนี้หมายถึงปัญญาในขั้นสุดท้าย ที่เบิกบานเต็มที่แล้ว ได้ทำ ให้หน้าที่นั้นถึงที่สุด ลักษณะที่เป็นมาแต่ต้นจนปลาย คือมีศรัทธา มีวิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แต่ละตัวๆ ใหญ่โตมโหฬาร นี่แหละเรียกว่ามีอินทรีย์ทั้งห้า สำหรับประหัตประหารอินทรีย์ทั้งห้า ให้หมดพิษหมดส่ง ให้กลายเป็นสิ่งที่บริ- สุทธิ์สะอาด ปราศจากกิเลส ปราศจากการปรุงแต่งที่เป็นไปในทางของกิเลส แต่ มาเป็น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่บริสุทธิ์ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์อีกต่อไป เรียกว่าเราใช้อินทรีย์ฆ่าอินทรีย์ หรือทำลายอินทรีย์แล้วแต่จะเรียก แต่ให้ได้ ความว่า อินทรีย์มันมีฤทธิ์เดชเพียงพอที่จะเป็นคู่ปรับกันอย่างนี้ ต้องพยายาม พอกพูนอินทรีย์ในฝ่ายนี้ คือฝ่ายของธรรมนี้ ให้มีกำลังให้มีสมรรถภาพ ให้มี ความก้าวหน้าอยู่ด้วยกันจงทุกคนและทุกวัน มันก็จะสามารถฆ่าอินทรีย์ชนิดที่เป็น
น.68 ฝ่ายทุกข์หรือฝ่ายกิเลสนั้นได้ ทำให้อยู่ในความควบคุมของเราได้. เดี๋ยวนี้ แต่ละวันๆ เราไม่อาจจะควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ไว้ได้ มันจึงดึงเราไป อย่างที่เรียกว่าน่าสมเพช คือตา ก็ดึงเราไปทางหนึ่ง หฺ ก็ดึงเราไปทางหนึ่ง จมูก ก็ดึงเราไปทางหนึ่ง ลิ้น ก็ดึงเราไปทางหนึ่ง ผิวกายหรือร่างกาย ก็ดึงเราไป ทางหนึ่ง ตามที่มันต้องการจะสัมผัส เป็นอันว่ามีตั้งห้าอย่างที่คอยกระชากเราให้ ไปข้างนั้นข้างนี้ จนเราหมุนไม่ทัน จนเราต้องระหกระเหินอยู่ตลอดวันยังค่ำ เผลอนิดเดียว ก็เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ถึงขนาดติดคุกติดตะรางพินาศล่มจม ฉิบหาย ทั้งทางกายทั้งทางจิตใจ นี้ก็เพราะเหตุที่ว่าไม่สามารถจะควบคุมอินทรีย์ ดังที่กล่าวแล้ว. เราอาศัยการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และรับอินทรีย์มาใหม่ ที่มีกำลังเพียงพอกัน จะควบคุมอินทรีย์ตามธรรมชาติ คือพิษอันร้ายกาจของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้น ให้หมดไปได้ ให้อยู่ในความควบคุม เราก็จะได้รับ ประโยชน์จากการเป็นพุทธบริษัท หรือเป็นผู้รับนับถือพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่ง ไม่เสียทีที่ได้เป็นพุทธบริษัท เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นการชี้ให้เห็นสิ่งที่ควรรู้ไว้ เป็นความรู้พื้นฐานอีกหมวดหนึ่ง เรียกว่าอินทรีย์ ในฝ่ายที่จะเป็นภัยเป็นอันตราย นั้น เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย และรวมใจด้วย ในฝ่ายที่จะช่วยเราให้พ้น จากทุกข์ เรียกว่า ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา มีรายละเอียดดังที่ได้ กล่าวมาแล้วนั้น. จงซักฟอกศรัทธาให้ขาวผ่องอยู่เสมอ จงมีความพากเพียรให้สมกัน กับศรัทธานั้น จงมีสติควบคุมความเป็นไปของความเพียรนั้นไว้ให้ดี จน ให้เกิดความมั่นคง คือสมาธิ ในที่สุดปัญญาก็จะเบิกบานออกมาอย่างไม่น่า เชื่อ ขอให้สำเร็จตามความประสงค์ ในการกระทำนี้จงทุกคน ทุกๆ ประการเถิด ธรรมเทศนาพอสมควรแก่เวลา เอว์ก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.69 พระราชชัยกวี แสดง ที่โรงธรรม วัดธารน้ำไหล อ. ไชยา วันอาทิตย์ ที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๐๗ ณ บัดนี้จะได้วิสัชชนาพระธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเป็น เครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา ความเชื่อ และวิริยะ ความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของ เราทั้งหลาย จนกว่าจะยุติลงด้วยเวลา. พระธรรมเทศนาในวันนี้พึ่งถือว่า เป็นธรรมเทศนา เป็นบุพพาปรลำดับ สืบต่อเนื่องกันจากธรรมเทศนา ที่วิสัชชนามาแล้ว เป็นลำดับมา โดยมุ่งหมายว่า จะแสดงซึ่งหลักธรรมอันเป็นพื้นฐาน ในวาระแรกได้กล่าวถึงเรื่องเบญจขันธ์ ถัด มาเรื่องอายตนะ และได้กล่าวถึงธาตุและอินทรีย์ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นหลักธรรม พื้นฐาน ถ้ายังไม่เข้าใจ แล้วก็ยากที่จะเข้าใจธรรมะเป็นเรื่องราวสูงๆ ขึ้นไปได้ จึงขอให้ทุกคนสนใจในหลักธรรมพื้นฐานเหล่านี้เป็นลำดับไป. ในโอกาสนี้จะได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกกันว่า โพชฌงค์ สิ่งที่เรียกว่าโพชฌงค์ นี้ เป็นธรรมกว้างขวาง กล่าวคือ เป็นเครื่องมือสำหรับให้สำเร็จประโยชน์ ในการตรัสรู้ คำว่าตรัสรู้ในที่นี้หมายถึงความสำเร็จถึงที่สุดของความมุ่งหมาย ของคนเรา. โพชฌงค์คำนี้แยกศัพท์ออกไปก็ได้ว่า โพธิคำหนึ่ง - อังคะ คำหนึ่ง คำว่าโพธิ กับคำว่าอังคะ สงเคราะห์กันเข้าคือสนธิ ต่อกันเข้าเสียงจึง เพี้ยนไปเป็นโพชฌงคะ ตามวิธีของภาษาบาลี ท่านผู้ใดได้ยินคำว่า โพชฌงค์ หรือโพชฌังคะ หรือโพชฌังโค ก็สุดแท้ พึงเข้าใจว่า คำนี้หมายถึงโพธิ กับ ๖๔
น.70 ยังคะ โพธิ แปลว่าปัญญาเครื่องให้ตรัสรู้ อังคะหรือองค์นี้ ก็แปลว่าส่วน ประกอบ โพธิ - อังคะ จึงแปลว่าส่วนประกอบที่ทำให้มีการตรัสรู้ เรียกโดยชื่อ ทั่วๆ ไปว่า โพชฌงค์ แปลว่าองค์แห่งการตรัสรู้. เมื่อได้ฟังว่าการตรัสรู้ คนมักจะคิดว่าเป็นเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แต่พระองค์เดียว ถ้ายังเข้าใจ อย่างนั้น ก็ขอให้เข้าใจเสียใหม่ก็ได้ว่า คำว่ารู้ในที่นี้ หมายถึงการรู้ธรรมถึง ที่สุดของคนทุกคน ถึงขนาดที่ทำลายกิเลสให้หมดสิ้นไปได้. เครื่องมือสำหรับทำลายกิเลสให้หมดสิ้นไปได้นี้ นับว่าเป็นธรรมที่สำคัญ ที่สุด ที่เพียงแต่สักว่าได้ยินชื่อเท่านั้น ก็มีติปราโมทย์อย่างยิ่งเสียแล้ว พระพุทธเจ้า เมื่อท่านประชวร ถ้ามีใครมากล่าวถึงโพชฌงค์เจ็ดประการ ก็ทำให้ท่านหาย ประชวรได้ ภิกษุมหาเถระ พระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์ พระมหากัสสป หรือพระมหาเถระองค์ไหนก็ตาม เมื่อเป็นไข้มีผู้มากล่าวโพชฌงค์นี้ให้ฟัง ก็ทำ ให้รื้อไข้ หายจากไข้ได้. จนกระทั่งบัดนี้ก็มีคนทำพิธีสวดโพชฌงค์ ให้ คนไข้ฟังด้วยความหวังอย่างเดียวกัน แต่แล้วก็ยังไม่หายเป็นไข้ได้ เพราะทำแต่ เพียงเป็นพิธี ทำไปตามความยึดมั่นของคนที่ยังโง่ยังเขลา จึงสำเร็จประโยชน์ เพียงเป็นพิธี ไม่หายเจ็บไม่หายไข้ได้. ทั้งนี้เพราะว่าเขาไม่รู้ว่า สิ่งที่เรียก ว่าโพชฌงค์คืออะไร เพียงแต่ตื่นตูมไปตามกันว่า สวดแล้วจะหายไข้ ครั้นเอา มาสวดเข้าจริงมันก็ไม่หายใช้ นี่เป็นเรื่องของคนโง่คนหลง แล้วก็ยังไม่ขวนขวาย ให้รู้ว่าโพชฌงค์นั้นคืออะไร ถ้าหากว่าคนเหล่านี้มีความสนใจกันให้มาก จน กระทั่งรู้ว่าโพชฌงค์คืออะไรจริงๆ แล้ว ถ้ามีใครมาสวดโพชฌงค์ให้ฟังในเวลา เจ็บเวลาไข้ แม้ในทุกวันนี้ ก็อาจจะหายจากความใช้ได้เหมือนกัน แต่อาจจะมี เหตุอย่างอื่นเข้ามาแซกแซง คือว่าคนสมัยนี้ไม่ชอบความรู้ ไม่ชอบความตรัสรู้ ไม่ชอบความดับทุกข์ ดังนั้นจึงไม่อาจจะเข้าใจโพชฌงค์ได้โดยแท้จริง อาจจะ เข้าใจได้เพียงเรื่องพูด เรื่องพูดตามเหตุผล หรืออะไรทำนองนั้นเท่านั้น ไม่ได้ ซึมซาบถึงส่วนลึกของจิตใจ อย่างนี้ไม่เรียกว่ามีความรู้หรือความเข้าใจในเรื่อง ท. ๑๗
Buddhadasa