Buddhadasa.org

ชุมนุมเทศนาของพุทธทาสภิกขุ เล่ม 2 ตอนที่ ๕ — ๕. โพชฌงค์

ชุมนุมเทศนาของพุทธทาสภิกขุ เล่ม 2 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมเทศนาของพุทธทาสภิกขุ เล่ม 2 (๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.71 55 ชุมนุมเทศนา ของพุทธทาสภิกขุ เล่ม ๒ ของโพชฌงค์นั้น ถึงใครจะเอามาสวดให้ฟังในเวลาเป็นไข้ มันก็คงหายไม่ได้ อีกนั่นเอง จึงหวังว่า ถ้าผู้ใดมีความสนใจจะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่า โพชฌงค์ ถึงขนาดได้ยินแล้วจะหายไข้ดังนี้แล้ว ก็จงได้พยายามขวนขวายให้ มาก ในการที่จะมีความรู้มีความเข้าใจ มีความรู้แจ้งแทงตลอดในสิ่งที่เรียกว่า โพชฌงค์ จนมีความรู้สึกว่า สิ่งนี้เหมือนกับเพชรพลอย หรือยิ่งกว่าเพชรพลอย เสียอีก ในฐานะที่ประเสริฐสุดที่มนุษย์ควรจะได้ อย่างนี้ต่างหาก จึงจะทำ ให้เกิดบีติปราโมทย์ ในเมื่อได้ยินได้ฟังโพชฌงค์แล้วก็หายเป็นไข้ได้. สำหรับสิ่งที่เรียกว่าโพชฌงค์นี้ อยากจะให้ท่านทั้งหลายเข้าใจไว้ในฐานะ เป็นธรรมประเภทเครื่องมืออย่างยิ่ง ในคราวที่ได้แสดงเบญจขันธ์ หรืออายตนะ หรือธาตุนั้น แสดงให้รู้ถึงธรรมชาติว่า มันมีอยู่อย่างไรตามปกติธรรมดา ธรรมชาติที่เป็นรูปหรือเป็นนามเหล่านั้น ปรุงแต่งกันอย่างไร จึงได้เกิดกิเลส ตัณหา เป็นความทุกข์ เรียกว่าเป็นความรู้เรื่องธรรมชาติสูงขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง คือเป็นเรื่องกล่าวถึงความทุกข์ ที่นี้ก็มาถึงเรื่อง เครื่องมือที่จะเป็นเหตุให้ดับ ทุกข์ โดยอาศัยความรู้ที่เรียกว่าโพธิ สิ่งที่เรียกว่าโพธินี้ ไม่ใช่เพียงแต่ความรู้ คนที่ไม่เคยเล่าเรียน ไม่รู้เรื่องของภาษาบาลี พอได้ยินว่าความรู้ ก็นึกว่าเหมือน กับความรู้ที่เรียนในโรงเรียนทั่วๆ ไป ถึงกับมีคนเอาคำๆ นี้ ไปใช้เป็นชื่อความรู้ ที่เรียนในโรงเรียนก็ยังมี นั่นขอให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องไขว้กันมาก ผิดกันไกล อย่าได้เข้าใจไปว่าโพธินั้น เป็นความรู้เหมือนที่จะหาได้จากโรงเรียน คำว่าโพธิ นั้นมันลึกกว่านั้นมาก ถ้าจะเรียกว่าความฉลาด บางทีจะถูกกว่า คำว่าฉลาดก็ยัง มีปัญหาว่า มันฉลาดอย่างโกงหรือฉลาดอย่างสุจริต เพราะฉะนั้นจึงพูดยากที่จะ เข้าใจได้ในภาษาไทย คำใดคำหนึ่งที่เหมาะสม จึงต้องใช้คำที่ดูจะขลังไปอีก ดู จะศักดิ์สิทธิ์ไปอีก คือคำว่าตรัสรู้นั้นเอง. แต่พอใช้คำว่าตรัสรู้ คนก็ท้อถอย คิดว่าเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของอุบาสก อุบา สิกา ก็เลยไม่สนใจในเรื่องโพชฌงค์ มันก็จบกันเท่านั้นเอง. นี่แหละคือ

น.72 ความยากลำบาก ในการพูดจาหรือเรื่องภาษา เพราะฉะนั้นเราจึงควรจะมาทำ ความเข้าใจกันเสียใหม่ เฉพาะพวกเราก็ได้ ว่าสิ่งที่เรียกว่าโพธินี้หมายถึงปัญญา ที่รู้จริงถึงขนาดดับทุกข์ได้ ความรู้ โดยทั่วไปนั้นเป็นเพียงความรู้ที่เกิดจากความจำ หรือความคิด เมื่อได้ยินได้ฟังก็จำได้ นี่ก็เป็นความรู้ และคิดให้ออกก็เป็นความ รู้ที่สูงขึ้นมา แต่นี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าโพธิ สิ่งที่เรียกว่าโพธิต้อง เป็นสิ่งที่ได้ผ่านเข้าไปในจิตใจของตนจนรู้ว่า อะไรเป็นอะไรอย่างแจ่มแจ้งไป หมด ถึงกับรู้ว่าความทุกข์ที่แท้จริงนั้นมันมีรสชาติเป็นอย่างไร เพราะเคยเสวย มาแล้ว และเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์นั้นมันเป็นอย่างไร เพราะเคยผ่านมาแล้ว ความ ไม่มีทุกข์หรือขณะที่ไม่มีทุกข์นั้นเป็นอย่างไร เพราะเคยผ่านมาแล้ว วิธีปฏิบัติ ธรรมเพื่อดับทุกข์เป็นอย่างไร ก็ผ่านมาแล้วจนสำเร็จ จนถึงกับดับทุกข์ได้. ถ้าเอาความรู้อย่างนี้มา ก็พอจะเรียกได้ว่าเป็นโพธิ ส่วนความรู้เรื่องที่จำมา หรือ คิด.อาเป็นเพียงส่วนประกอบในเบื้องต้น ให้คนเราคิดไปตามทางของความรู้ จน กว่าจะถึงที่สุดของความรู้ ซึ่งเรียกว่าโพธิ. ความรู้ทั่วไปของโลกสมัยนี้ ทำให้คนมืดบอดมากขึ้นก็ยังมี อย่างที่เรียกว่าแสงสว่างเข้าตาพร่า จนมองไม่เห็น อะไร แสงสว่างนั้นมีความหมายว่าส่องให้เห็นอะไร แต่ทำไมจึงเข้าตาคนจนมืด ไปเสียเล่า นี่ก็เพราะว่าคนเข้าใจผิดในเรื่องของความรู้ชนิดที่เป็นแสงสว่าง คน เหล่านี้เต็มไปด้วยความโลภ เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน มีความโง่ความหลง เป็นพื้นฐาน จึงทะเยอทะยานในความรู้นั้น เพราะฉะนั้นยิ่งเรียนก็ยิ่งโง่ คือทำ ให้ปัญหามีมากขึ้น ได้แก่คำว่ายิ่งรู้มากก็ยิ่งยากนาน ได้แก่คนในสมัยนี้เอง ยิ่ง เรียนกันมาก ก็ยิ่งทำให้โลกนี้มีความทุกข์มาก มีปัญหามาก ยิ่งเรียนมากก็ ยิ่งยากนาน อย่างนี้เรียกว่าเป็นความโง่ ไม่ใช่เป็นความรู้เลย สังเกตดูให้ดีๆ ก็จะเห็นว่าแม้แต่ลูกหลานของเราเอง ที่ไปเรียนได้มากๆ สูงๆ นั่นแหละยิ่งทำสิ่ง ไม่น่าทำให้เกิดปัญหาขึ้นมากมาย ก็ยังมีอยู่ในพวกที่ยิ่งเรียนก็ยิ่งโง่ ด้วยเหมือน กัน หรือว่าไม่ทำเรื่องราวอะไรให้ลำบากเดือดร้อน แต่ก็ไม่เห็นทำให้ดีขึ้นได้

น.73 ตรงที่เป็นความสงบสุข คงมีความทุกข์ความยุ่งยากลำบากไปอีกแบบหนึ่ง ตาม ภาษาของหมู่คนที่ตื่นวิชาความรู้ ตื่นเงินตื่นทอง ตื่นยศตีนศักดิ์ ซึ่งเป็นผลของ วิชาความรู้ เอามารวมหมดเข้าด้วยกันทั้งหมดแล้ว ก็ยังเป็นความโง่อยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงว่ายิ่งเรียนยิ่งโง่ เพราะไม่เกิดโพธิ์ขึ้นมาได้ ถ้าเมื่อใดรู้ไปในทาง ที่จะกำจัดทุกข์ได้ ยิ่งเรียนยิ่งสงบแจ่มใสเยือกเย็นเป็นสุขนั้น จึงจะเรียกว่าโพธิ ในที่นี้ เป็นไปแนวเดียวกับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแล้ว เราก็จะชอบใจสิ่งที่ เรียกว่าโพธิกันอย่างแน่นแฟ้น อย่างไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน และนับถือเอาเป็น ที่พึ่ง อยากทำให้เกิดมีขึ้นมา. ที่นี้มาถึงหลักธรรมที่เรียกว่าโพชฌงค์ ที่เป็นองค์ของการตรัสรู้ หมาย ความว่าโพธิหรือการตรัสรู้นี้ เป็นสิ่งที่เกิดมาจากการปฏิบัติธรรมหลายๆ อย่าง พร้อมกัน มีจำนวนถึงเจ็ดอย่าง จึงได้เรียกว่าโพชฌงค์เจ็ด โพชฌงค์ทั้งเจ็ดนั้น แจกเป็นข้อๆ ก็คือ - สติสัมโพชฌงค์ - ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ - วิริยสัม- โพชฌงค์ - ปีติสัมโพชฌงค์ - บัสสิทธิสัมโพชฌงค์ - สมาธิสัมโพชฌงค์ - อุเบกขาสัมโพชฌงค์ รวมเป็นเจ็ดโพชฌงค์ด้วยกัน. สติสัมโพชฌงค์ ก็แปลว่า องค์แห่งสัมโพธิคือสติ. ธัมมวิจัย- สัมโพชฌงค์ ก็แปลว่า องค์แห่งสัมโพธิคือ ธัมมวิจัย ฯลฯ อย่างนี้เรื่อยไป จนกระทั่งถึง อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ซึ่งแปลว่า องค์แห่งสัมโพธิคือ อุเบกขา. ข้อแรกที่เรียกว่าสตินั้น หมายถึงความระลึกได้ ความมีความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดี ไม่ประมาทรู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริงอย่างไร แล้วควบคุมตน เองให้อยู่ในทำนองคลองธรรม ไม่ให้มีความผิดได้ อย่างนี้ก็เรียกว่าสติโดย ใจความทั่วๆ ไป แต่ในที่นี้ประสงค์เอาแต่เพียงว่ามีความระลึกได้อยู่ว่ามีอะไร บ้าง มีอะไรเป็นอย่างไร มีความระลึกรอบคอบทั่วไปในหมู่ของธรรมทั้งหลาย ก็เรียกว่าสติได้ คือเราเป็นผู้ที่ไม่ลืมหลงในหลักเกณฑ์ของธรรมต่าง ๆ นั้นเอง ได้ยินได้ฟังมาอย่างไร เคยคิดนึกเข้าใจอย่างไร ก็ไม่ฟันเผื่อ ที่เคยแจ่มแจ้งมา

น.74 ด้วยใจจริงๆ อย่างไร ก็ยังคงแจ่มแจ้งอยู่อย่างนั้น มีสติสัมปชัญญะในธรรม ทั้งหลายอยู่อย่างนี้ แล้วก็เรียกว่ามีสติสัมโพชฌงค์. ที่นี้ถัดมาถึงข้อสองเรียกว่า ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ แปลว่าองค์แห่ง ความตรัสรู้ คือธัมมวิจัย ธัมมวิจขยะ หรือพูดเป็นไทยๆ ก็ว่า ธรรมวิจัย คำนี้หมายความว่ารู้จักเลือกธรรม เหมือนกะว่ารู้จักเลือกเก็บสิ่งที่ดีมีค่า ออกมา จากกองขยะมูลฝอยใหญ่โตมโหฬาร ดังนี้เรียกว่ารู้จักวิจัย คือรู้จักเก็บเอาสิ่งที่ เป็นประโยชน์ ออกมาจากสิ่งที่มีอยู่มากมาย สำหรับในทางธรรมนี้ก็หมายถึง การที่บุคคลผู้นั้นรู้จักเลือกเก็บเอาธรรมะมาใช้เป็นประโยชน์ แก่ตนอย่างเหมาะ สม ถ้ากล่าวอย่างย่อๆ โดยสรุปแล้ว ก็ต้องอาศัยความรู้จักอะไรว่าเป็นอะไร นั่นเอง ระบุไปที่สัปปุริสธรรมทั้งเจ็ด ก็คงจะเหมาะดี คือว่า รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักประมาณ รู้จักเวลา รู้จักบริษัท รู้จักบุคคล ซึ่งเรียกว่า สัปปุริสธรรมเจ็ด แต่ส่วนใหญ่นั้นหมายถึงรู้จักเหตุ รู้จักผล และรู้จักตนเองว่าเป็นอย่างไร จึงจะ สามารถเลือกเอาธรรมะชนิดที่เหมาะแก่ตนมาใช้กำจัดทุกข์ ให้เหมาะแก่ตนได้ คนเราถ้าไม่อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผล และไม่รู้จักตนเองแล้ว ย่อมไม่สามารถที่จะ เลือกอะไรมาให้เป็นประโยชน์แก่ตนได้ แม้ที่สุดแต่จะไปที่ตลาดก็ยังโง่ ไม่รู้จัก จะเลือกซื้ออะไรมาให้แก่ตนได้จริง นี่แหละคือคนที่ไม่รู้จักตน ไม่รู้จักฐานะของ ตน ไม่รู้จักสิ่งต่างๆ ที่เป็นความเหมาะสม ดังนั้นคนเราจะต้องรู้จักตัวเองให้ถูก ให้ต้องเสียก่อนว่า อยู่ในลักษณะอย่างไร มีกิเลสข้อไหนเป็นเจ้าเรือน มีกิเลส ข้อไหนเป็นบริวาร รู้จักสิ่งที่จะเป็นเครื่องยั่วให้กิเลสนั้นลุกโพลงขึ้น รู้จักทุกสิ่ง ทุกอย่าง ที่มันเกี่ยวกับความทุกข์ ความยุ่งยากลำบากของตน ในที่สุดก็รู้จัก เลือกข้อธรรมข้อใดข้อหนึ่ง จากหลายร้อยข้อ หลายพันข้อ ข้อที่เราได้ยินได้ฟัง มานั้น เอามาใช้ให้เหมาะแก่การปฏิบัติของตนได้ นี่เรียกว่าเป็นผู้มีธัมมวิจขยะ คือรู้จักเลือกธรรมะให้เหมาะแก่เรื่องแก่ราวของตน นับว่าเป็นสิ่งสำคัญข้อหนึ่ง ทีเดียว ที่คนสมัยนี้ขาดอยู่ เพราะว่าคนสมัยนี้ทำอะไรก็ทำสักแต่ว่าเป็นพิธีอีก ท. ๑๘

น.75 นั่นเอง ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจแท้จริงว่าตนเป็นอย่างไร เมื่อทำไปสักว่าตาม พิธีแล้ว มันก็มีผลพอเป็นพิธี แม้แต่จะเลือกธรรมะ ก็เลือกพอเป็นพิธี เป็นคน ทำไปอย่างละเมอๆ เหมือนกะคนนอนหลับเดินได้อย่างนั้นเอง ไม่สำเร็จประ- โยชน์อะไรในข้อนี้ ธัมมวิจขยะจำเป็นแก่คนทุกคน ผู้รู้จักตนและต้องการจะดับ ทุกข์ของตน ขอให้ไปสนใจกันให้มากว่า เรามีอะไรเป็นอย่างไร เราอยู่ใน สถานะเช่นไร อุปมาก็เหมือนกับว่า เราเป็นโรคอะไร เราจะได้เลือกหายาที่ แก้โรค และวิธีรักษาโรคให้มันถูกมันตรง เราจะได้ปรึกษากับธรรมะเหมือนกับ คนปรึกษาหมอ ให้รู้จักโรค ให้รู้จักต้นเหตุของโรค รู้จักสิ่งที่จะบำบัดโรคได้ และวิธีบำบัดมัน ในที่สุดก็สำเร็จประโยชน์ในการมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เป็น ข้อที่สอง ข้อถัดไปซึ่งเป็นข้อที่สามนั้น เรียกว่า วิริยะสัมโพชฌงค์ แปลว่าองค์ แห่งการตรัสรู้ คือวิริยะ วิริยะนี้ได้เคยบรรยายแล้วในการบรรยายคราวก่อน โดยละเอียด ในที่นี้กล่าวเพียงใจความก็ว่า ความพากเพียรด้วยความกล้าหาญ มีความกล้าหาญในการพากเพียรประพฤติกระทำสิ่งที่เป็นหน้าที่ของตน ให้ลุล่วง ไปให้จงได้ ในข้อที่สองก็ได้กล่าวแล้วว่า ให้รู้จักตัวเอง ให้รู้จักกิเลสของตัว ของตัวเอง รู้จักธรรมะสำหรับเราเลือกเอามาได้แล้ว ที่นี่ธรรมที่เลือกเอามาได้ นั้นแหละเราต้องเพียรประพฤติกระทำ ให้มีการก้าวไปข้างหน้า สิ่งที่เรียกว่า ความเพียรนี้ก็เหมือนกัน ไม่สำเร็จประโยชน์ด้วยการทำพอเป็นพิธี มีคนเป็น อันมากทำความเพียรพอเป็นพิธีหรือทำอย่างพิธีทำมากมายทีเดียว แต่ว่าทำอย่าง เป็นพิธี เช่นว่าสวดมนต์ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง หรือว่าปัจจเวกขณ์ ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง อย่างนี้ก็เห็นอยู่ทั่วๆ ไป แต่แล้วก็ไม่ สำเร็จประโยชน์ เพราะความเพียรนั้นไม่ได้ประกอบไปด้วยปัญญา หรือสติสัมปะ ชัญญะ หรือธัมมวิจขยะ แต่ว่าทำไปด้วยความงมงาย อย่างนี้ก็ไม่สำเร็จ ประโยชน์ ดูจะทำเพราะความขลาดความกลัวมากกว่าอย่างอื่น เราจะต้อง

น.76 ปรับปรุงความเพียรของเราเสียใหม่ ให้เป็นความเพียรที่ถูกต้อง มีลักษณะพอ จะสังเกตได้ เช่นว่า เรียกว่าวิริยะอย่างนี้ หมายถึงความกล้าหาญไม่กลัวตาย กล้าเผชิญหน้ากับสัตรู เพื่อจะเอาชนะสัตรูให้ได้ อย่างนี้ความเพียรเรียกชัดว่า วิริยะก็มี บางทีก็เรียกว่า ปธาน คือเป็นความตั้งมั่นลงไป เป็นหลักลงไป ไม่ ให้ง่อนแง่นคลอนแคลน ความเพียรของคนชนิดนี้มั่นคงยิ่งกว่าภูเขา เพราะว่า ภูเขายังมีทางที่จะเปลี่ยนแปลงคลอนแคลนได้ แต่ความเพียรของบุคคลเช่นนี้มั่นคง หรือว่าบางทีเรียกว่า ฐิติ แปลว่าความตั้งมั่น หรือบางทีก็เรียกว่าอธิษฐานะ แปลว่าความอธิษฐาน รวมใจความแล้ว ก็แปลว่ามั่นคงนั่นเอง ยังมีชื่อเรียกเป็น อย่างอื่นอีก เช่นเรียกว่า ปรักกมะ แปลว่าก้าวหน้าไปข้างหน้า เรียกว่า อปฏิ- วาณี แปลว่าไม่ยอมถอยหลัง ชื่อเหล่านี้มีมากมาย ล้วนแต่เป็นชื่อของความ เพียรทั้งนั้น ประมวลรวบรวมเอามาให้ดี ให้ได้ความเป็นอย่างนี้ คือมีความ กล้าหาญ มีความมั่นคง มีการรุดหน้าไม่ถอยหลัง ในการประพฤติกระทำของตัว หรือว่าตามหลักธรรมที่ตนได้เลือกดีแล้ว ว่าเหมาะสมแก่ตน เป็นที่พึ่งแก่ตนได้ ทำอย่างนี้เรียกว่ามีวิริยะสัมโพชฌงค์ คือมีความเพียร โดยแท้จริง. ที่นี้มาถึงข้อที่สี่ ซึ่งเรียกว่า บีติสัมโพชฌงค์ แปลว่าองค์แห่งการตรัสรู้ คือ บีติ คำปีตินี้แปลว่า ความอิ่มใจ หรือความพอใจ เราจะต้องมีความอิ่มใจ พอใจในการกระทำนั้นๆ อยู่เสมอ มิฉะนั้นแล้วมันก็จะต้องถอยหลัง และความ เพียรก็จะต้องล้มละลาย เพียงเท่านี้ก็จะเห็นได้แล้วว่า สิ่งที่เรียกว่าปีตินั้น เป็น เครื่องหล่อเลี้ยงความเพียร เป็นอาหารของความเพียร บำรุงรักษาความเพียร เอาไว้ เราจึงจำเป็นจะต้องมีปีติปราโมทย์ ซึ่งเป็นธรรมสำคัญอีกข้อหนึ่ง เป็น เครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจกันไว้ทุกๆ คน อย่างต่ำๆ สำหรับชาวบ้านทั่วไป เขายังมี อะไรที่เรียกว่าเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงน้ำใจ เป็นสินน้ำใจ เป็นเครื่องกระตุ้นจิตใจ ให้มีกำลัง ให้มีเรี่ยวแรงอยู่เสมอ แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าความหวัง ก็รวมอยู่ในสิ่ง เหล่านี้ เพราะว่าความหวังทำให้เกิดกำลังใจ ดังนี้เป็นต้น แต่ว่าในทางของ

น.77 ธรรมะนั้น เราไม่ต้องการมากถึงอย่างนั้น เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าความหวังนั้น อาจจะเตลิดเปิดเปิง กลายเป็นเรื่องของกิเลสไปก็ได้ ถ้าจะมีความหวังกันบ้าง ก็ให้เป็นความหวังที่เป็นไปในทางธรรม แล้วในที่สุดก็มารวมอยู่ที่ปีติปราโมทย์ จะดีกว่า คือปีติปราโมทย์ในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เช่นว่าเรากำลังเป็นอะไรอยู่ ในเวลานี้ เป็นภิกษุสามเณร เป็นอุบาสกอุบาสิกา เป็นผู้ศึกษาเล่าเรียน ปฏิบัติ อยู่อย่างนี้ ก็มีความปีติปราโมทย์ในความเป็นอย่างนั้น ในการกระทำอย่างนั้น เพราะเห็นความที่ตนกำลังกระทำในสิ่งที่ควรกระทำ และมีความก้าวหน้าในสิ่งที่ กระทำ ซึ่งหมายความว่าจะเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ และถึงที่สุดแห่งความดับ ทุกข์ โดยแน่นอน จึงมีปีติหรือมีหวังต่อความสำเร็จ นั้นเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงเอาไว้ ไม่ให้ขาดสายได้ สิ่งที่เรียกว่าปีติในธรรมนั้นก็คือ ความพอใจในตนเองที่ได้ ประพฤติกระทำอยู่อย่างถูกต้อง ไม่มีอะไรบกพร่อง กำลังได้พบสิ่งที่ดีที่สุด ที่ มนุษย์ควรจะได้พบ และได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ทำ และด้วยความเอา จริง หรือด้วยความพากเพียร ดังที่กล่าวมาแล้ว การกระทำก็กำลังก้าวไปๆ ตามลำดับ มีปีติในความได้ที่ดี ในความเป็นที่ดี ในการกระทำที่ดีของตนอยู่ ดังนี้ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงไว้ วิริยะก็เป็นไปอย่างเต็มที่ บีติก็หล่อเลี้ยงอยู่อย่าง เต็มที่ สำเร็จเป็นองค์ประกอบที่สี่ จำเป็นแก่การตรัสรู้. ที่นี้มาถึงองค์ที่ห้าที่เรียก บัสลัทธิสัมโพชฌงค์ บัสลัทธินี้ แปลว่าความ ระงับลงๆ หมายความว่า ความเข้ารูป ความลงรูป เป็นไปอย่างถูกต้องนั้นเอง เราลองนึกถึงการกระทำที่เราเคยกระทำกันอยู่ทั่ว ๆ ไป เช่นการทำงานที่บ้านที่ เรือน แรกจับเอามาทำนั้นมันเกะกะเก้งก้างชอบกล แม้จะเรียนมาแล้ว แม้จะมี ความตั้งใจทำให้ดี แม้จะมีความพอใจทำ หรืออะไรก็ตาม แรกลงมือทำมันยัง เกะกะเก้งก้าง จนกว่าจะได้ทำไป ๆ จนมันคุ้นกันกับการกระทำ หรือกับมือ หรือกับเครื่องมือในการกระทำ มันก็ลงรูปลงรอย อย่างนี้เรียกว่ารำงับลง คือ ลงรูปหรือลงรอย มันก็ทำไปได้โดยง่าย หรือทำได้เร็ว ทำได้สนุกสนาน ใน

น.78 การประพฤติปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน เรามีความเพียรอย่างรุนแรง เรามีปีติ อย่างเพียงพอ เข้าไปหล่อเลี้ยง แต่บางทีมันยังไม่ลงรูปลงรอย ต้องทนทำไป อีกระยะหนึ่ง จนกระทั่งมันรำงับลงๆ คือลงรูปลงรอย เข้ารูปเข้ารอยกันใน ระหว่างธรรมทั้งหลาย หลายอย่างหลายประการ ที่ต้องเอามาประสานกัน เมื่อ เข้ารูปเข้ารอยรำงับลงอย่างนี้ ก็เรียกว่าเป็นคุณธรรมใหม่แปลกขึ้นมาอีกอันหนึ่ง เรียกว่าปัสสิทธิ เช่นว่าเราทำสมาธิไม่สำเร็จ ก็เพราะว่ามันไม่รำงับลง มันไม่ ปัสลัทธินั่นเอง เราก็พยายามฝึกฝนไป กระทำไป ยักย้ายไป แก้ไขไป จนใน ที่สุดก็พบความเหมาะสม มันก็เลยรำงับลง สนใจในการกระทำเรียกว่าปัสสิทธิ- สัมโพชฌงค์ขึ้นมาอย่างนี้ เป็นการแสดงถึงความสำเร็จ ที่ใกล้เข้ามามากแล้ว. ที่นี้มาถึงข้อที่หกที่เรียกว่า สมาธิสัมโพชฌงค์ คำนี้แปลว่าตั้งมั่นพร้อม คำว่าสมาธินี้หมายความว่า มันพร้อมด้วยองค์คุณที่ต้องการแล้วมันจึงตั้งมั่น ไม่ ใช่ว่ามันจะตั้งมั่นโง่ๆ เดี๋ยวๆ เหมือนอย่างที่เข้าใจกันโดยมาก มันต้องพร้อม ด้วยองค์ประกอบ ที่ต้องการเหมือนกัน เช่น ปริสุทฺโธ - บริสุทธิดี สมาธิโต - มั่นคงดี กมฺมนีโย - คล่องแคล่วว่องไวต่อหน้าที่ที่มันจะต้องทำ รวมเป็น สามอย่างประกอบกันอย่างนี้ จึงจะเรียกว่าตั้งมั่นพร้อมเป็นสมาธิ ปริสุทโธ - บริสุทธิ์นั้นก็คือว่า ไม่มีอะไรเป็นเครื่องเศร้าหมองมารบกวน โดยเฉพาะก็คือ จิตไม่มีกิเลส นิวรณ์มารบกวน เรียกว่าบริสุทธิ์ เพราะว่าบริสุทธิมันจึงตั้งมั่น ที่เรียกว่าสมาธิโต คือยืนอยู่อย่างมั่นคงยิ่งแล้ว ทั้งมีคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่ง ที่ เรียกว่า กัมมนีโย คือว่องไวที่จะปฏิบัติหน้าที่ ว่องไวที่จะเปลี่ยนแปลงไปตาม หน้าที่ ครบถ้วนทั้งสามอย่างนี้ จึงจะเรียกว่าสมาธิในเรื่องของส้มโพชฌงค์ ที่ เรียกว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ มิได้หมายถึงสมาธิที่แข็งทื่อเป็น ตาย หรืออะไร ทำนองนั้น ซึ่งทำอะไรไม่ได้ ยิ่งเป็นสมาธิเท่าไร จิตยิ่งว่องไวต่อการคิดนึก พิจารณา ลึกซึ้ง หลักแหลม คมเฉียบ หรือทุกอย่างที่ต้องการ เมื่อใดจิตมี ลักษณะรำงับลงๆ จนกระทั่งเป็นสมาธิ คือหยุดอยู่ที่ภาวะอันหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า สมาธิ คือครบพร้อมที่จะปฏิบัติเพื่อตัดกิเลส แล้วเราก็เรียกว่ามีสมาธิสัมโพชฌงค์. ท. ๑๙

น.79 ที่นี้ข้อสุดท้ายเรียกว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ หมายความว่าเราคุมภาวะ ทั้งหมดนี้ให้คงอยู่ในสภาพนั้น คำว่าอุเบกขา แปลว่าเข้าไปเพ่งเฉยอยู่ ตัวหนังสือ แท้ๆ แปลว่าเข้าไปเพ่งอยู่ มีอาการคือหยุดอยู่หรือสงบอยู่ หรือเฉยอยู่ในภาวะ อย่างนั้น จนกว่าจะถึงเวลาที่มันจะถึงที่สุด เหมือนกับว่าเราจะขับรถ เช่นขับรถม้า เราต้องปรับปัญหายุ่งยากเรื่องรถ เรื่องหนทาง เรื่องม้า เรื่องอะไรต่างๆ จน สิ่งต่างๆ มันเข้ารูปกันดี จนม้าวิ่งปกติ หนทางปกติ จนเข้ารูปกันดี เราก็เพียง แต่กุมบังเหียนเฉยอยู่ก็ได้ ม้าก็พารถวิ่งไปเอง แล้วมันก็พารถวิ่งไปเอง มันก็ถึง จุดหมายปลายทางเข้าในเวลาหนึ่ง อาการที่เราเพียงแต่ว่าถือบังเหียนเฉยอยู่ ให้ ม้าพารถวิ่งไปอย่างราบรื่นนี้ เป็นคำเปรียบถึงสิ่งที่เรียกว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีอยู่ในระยะสุดท้ายที่สุดของการประพฤติธรรม เพื่อทำการตรัสรู้ นี่แหละหมาย ความว่าเราต้องทำนาน เมื่อเราต้องทำงาน เราต้องสม่ำเสมอตลอดเวลานาน จนกว่าจะถึงที่สุดปลายทาง เมื่อเราได้ปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ลงรูปลงรอยจนเป็น สมาธิดีแล้ว ยังเหลืออยู่ก็แต่คุมสมาธิให้ทำงานของมันเรื่อยไป ในที่สุดก็จะถึง จุดหมายปลายทาง ที่เรียกว่าตรัสรู้ ดังนั้นเราจึงเห็นได้โดยไม่ต้องสงสัย โดยไม่ ต้องเชื่อตามใครก็ได้ว่า โพชฌงค์ทั้งเจ็ดประการนี้ เป็นเครื่องมือให้ตรัสรู้ ไม่ ได้เล็งถึงตัวการตรัสรู้เอง แต่เป็นเครื่องมือให้ตรัสรู้ ทีนี้ถ้าเราฉลาดขึ้นไปอีก หน่อย เราก็พอจะเห็นได้ว่า เครื่องมือนี้ไม่เพียงแต่ใช้เรื่องการตรัสรู้เท่านั้น เอามาใช้ในเรื่องการทำงานอะไรก็ได้ ที่เป็นการงานเพื่อความดับทุกข์ที่สุจริต เพื่อเป็นประโยชน์ตามทางของธรรมะ แม้ที่สุดแต่การประกอบอาชีพสัมมาอาชีวะ ท่านลองคิดดูว่าจะเอามาลองใช้ได้ไหม มีคนโง่ๆ เป็นอันมากในเมืองไทยเรานี้ เอง ที่คิดไปว่า ธรรมที่ใช้ปฏิบัติเพื่อนิพพานนั้น เอามาใช้ในเรื่องของชาวบ้าน ไม่ได้ ว่าโดยแที่แท้แล้วไม่เป็นอย่างนั้นเลย หลักเกณฑ์อันเดียวกันนั้นเอามาใช้ ได้ ทั้งเรื่องของชาวบ้าน และใช้ได้ทั้งเรื่องของคนที่จะไปนิพาน ตัวอย่าง เช่น เรื่องอิทธิบาทสี่ ใช้ในเรื่องของชาวบ้านก็ได้ เรื่องไปนิพพานก็ได้.

น.80 เรื่องโพชฌงค์เจ็ดประการเป็นเรื่องของการตรัสรู้ และเป็นเรื่องเพื่อไป นิพพานโดยตรง แต่ถ้าเข้าใจหลักเกณฑ์อันนี้ดีแล้ว เอามาใช้ในเรื่องของ ชาวบ้านก็ยังได้ ดังนี้ก็จะชี้ให้เห็นว่า โพชฌงค์ข้อแรกคือ สตินั้น เราจะต้องระลึก รอบคอบถึงสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเราทั้งหมดทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่าง จะเป็น เรื่องคน เรื่องของ เรื่องสัตว์ สังขาร การงาน หน้าที่ อะไรก็ตาม เรามีการ เหลียวแลอย่างครบถ้วนทั่วถึง ระลึกเอามาอย่างหมดจดนี้ เรียกว่า สติสัม- โพชฌงค์. ทีนี้เราก็เลือกว่าสิ่งใดหรือการกระทำระบอบไหน อย่างไรเหมาะแก่เรา เราก็เลือกเอาแต่อย่างนั้น เช่นเราคนหนึ่ง จะทั้งทำนา ค้าขาย เป็นข้าราชการ เป็นอะไรไปหมดอย่างนี้คงทำไม่ได้ เราจะต้องเอาอย่างหนึ่ง เช่นว่าจะเลือกเอา เรื่องค้าขาย เลือกค้าขายแล้วก็ยังต้องเลือกอีกว่าค้าขายอะไร มันต้องเลือกกัน ไปจนถึงที่สุด ที่เหลือจำกัดอยู่เพียงสิ่งเดียวเรื่องเดียว ที่เราจะทำได้ อาการ อย่างนี้เรียกว่า ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ด้วยเหมือนกัน. ที่นี้มาถึงข้อสาม เราเลือกได้แล้วเราต้องตั้งใจทำ พากเพียรขวนขวาย ทำด้วยความกล้าหาญ. เป็นต้นนี้ก็เรียกว่าวิริยะสัมโพชฌงค์. ต่อจากนี้ไปเราต้องมีความพอใจยินดีปรีดา ในการที่เราได้ทำอย่างนั้น อย่าให้ละทิ้งไปเสีย เป็นคนจับจด จะต้องมีปีติในเรื่องที่ทำอยู่นี้ หล่อเลี้ยงการ กระทำหรือความเพียรของเราอยู่เสมอไป แม้อย่างนี้ก็เรียกว่า มีติสัม โพชฌงค์. ที่นี้เมื่อเราทำไป ๆ เป็นเวลาพอสมควร หน้าที่การงานนั้นก็จะเข้ารูป หรือลงรูป เรียกว่าอยู่ในกำมือของเรา แม้อย่างนี้ก็เรียกว่า บัสสิทธิสัมโพชฌงค์. ที่นี้ความมั่นคงของการกระทำก็เกิดขึ้นเป็นปึกแผ่น รัดกุมกันอยู่ในตัวมัน เอง เป็นความมั่นคงในการกระทำ และจิตใจของผู้กระทำ อย่างนี้ก็เรียกว่า มี สมาธิสัมโพชฌงค์.

น.81 ที่นี่เราก็ทำไปเรื่อยโดยไม่ต้องใช้ความคิดความนึกความขวนขวาย ให้ ยากลำบากเหมือนที่แรก เพียงแต่ว่าเราคุมกิจการที่เราทำให้เข้ารูปเข้ารอยมั่นคง แล้วนั้น ให้เป็นไปอย่างนั้นสม่ำเสมอเรื่อยไป จนถึงเวลาที่เกิดผลเกิดกำไรขึ้นมา ได้ตามความปรารถนา แม้นี้ก็เรียกว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์. ที่นี้ลองคิดดูเถิดว่า ไม่ว่าการงานชนิดไหนหมด ย่อมต้องการหลักเกณฑ์ อย่างนี้ด้วยกันทั้งนั้น หรือว่าจะทำกสิกรรม เช่นทำสวนยางก็ลองคิดดู ว่ามันจะ ไม่เป็นไปในรูปนี้ไหม หรือไม่ ผลสุดท้ายก็เป็นอย่างเดียวกัน ต้องนึกให้รอบ คอบ และต้องเลือกเอามาให้เหมาะสม ต้องทำจริงๆ ต้องมีความพอใจ อดกลั้น อดทน กระทำอยู่เรื่อยจนกว่าจะเข้ารูป จนกว่ามันจะตั้งมั่นเป็นปึกแผ่น แล้วก็รอเวลาไปจนกว่ามันจะออกผลออกมา จะทำนาหรือว่างานฝีมือก่อสร้าง หรือทำราชการ หรือว่าจะทำงานค้นคว้า หรือกิจการงานอะไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่า หน้าที่การงานแล้ว ไม่ว่าชนิดไหนหมดในโลกนี้ ต้องอาศัยหลักในเจ็ดประการนี้ ด้วยกันทั้งนั้น จึงจะก้าวหน้าไปจนถึงประสบผลสำเร็จของการ งานนั้น. ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าโพชฌงค์ องค์แห่งการตรัสรู้นั้น เอามาใช้ในเรื่องของชาวบ้านก็ได้ แม้แต่จะเป็นเรื่องเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย อะไรก็ยังได้ ขอให้ลองพินิจพิจารณาดูให้ดี คนที่เป็น ชาวบ้านปกติ มีการงานที่บ้านเรือน ชนิดที่เรียกว่าเป็นงานอาชีพนั้น เป็นส่วน สำคัญด้วยกันทั้งนั้น เพราะว่าต้องหาเลี้ยงชีวิต ไม่ใช่เป็นพระเป็นเณร ผู้ต้อง อาศัยการเลี้ยงชีวิต เป็นอยู่ด้วยความช่วยเหลือของบุคคลอื่น ในการเป็นอยู่ แม้ กระนั้น ฆราวาสผู้ครองเรือน ชาวบ้านก็ต้องใช้หลักของพระพุทธเจ้า ที่มีไว้ สำหรับไปนิพพานนั้น ประพฤติให้มีประโยชน์ให้จนได้ ในการประกอบอาชีพ ดำรงอยู่แห่งครอบครัว ในการเลี้ยงดูบุตรภรรยา ข้าทาสบริวาร ทุกสิ่งทุกอย่าง ให้เป็นใบให้ถึงที่สุดให้จงได้ โดยอาศัยเครื่องมือ คือแก้วสาระพัดนึกเจ็ดประการ นี้ จนกระทั่งท่านทั้งหลายรู้จักมันดีว่า มันจะประกอบด้วยอานุภาพหรืออานิสงส์

น.82 อย่างไรบ้าง จนเรารักเครื่องมือเจ็ดประการนี้ยิ่งกว่าสิ่งใดๆ แล้ว เมื่อนั้นแหละ มีใครเอามาสวดให้ฟังเราก็จะหายไข้ได้ เพราะกำลังใจที่มีความรัก ความพอใจ ความปีติปราโมทย์ ในสิ่งที่เรียกว่าโพชฌงค์เจ็ดประการ เท่าที่แสดง ที่กล่าว มาทั้งหมด เป็นการแสดงโดยหลักพื้นฐานอีกอย่างหนึ่งว่า ในการที่เราจะประสบ ความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือสิ่งใดๆ ก็ตาม ที่เราต้องการประสบความ สำเร็จแล้ว เราต้องใช้หลักเกณฑ์อันนี้ของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่าสัมโพชฌงค์ มีอยู่เจ็ดประการดังที่กล่าวแล้ว ที่เรียกว่าเป็นธรรมพื้นฐานนั้น ไม่ประสงค์แต่ เพียงจะให้เป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาอย่างเดียว แต่จะให้เป็นพื้นฐานสำหรับ การปฏิบัติทั้งหมดทั้งสิ้นทุกอย่างทุกประการของมนุษย์เรา ที่ต้องการความสำเร็จ ในขณะที่ศึกษาเล่าเรียนก็ดี ในขณะที่กำลังประกอบอาชีพก็ดี ในขณะที่กำลัง ประสบความสำเร็จอยู่ก็ดี ในขณะที่ตั้งตัวอยู่บริโภคผลของความสำเร็จอยู่ก็ดี ก็ล้วนแต่ต้องอาศัยธรรมเหล่านี้ เป็นเครื่องประคับประคอง ดังนั้นจึงเรียกว่าเป็น ธรรมพื้นฐาน เป็นธรรมะเป็นหลักพื้นฐาน ซึ่งจะต้องมีอยู่เป็นเครื่องรองรับ อยู่ ในส่วนลึกของคนเรา ของพุทธบริษัทเรา พุทธบริษัทเราจึงจะรุ่งเรืองไปด้วย ธรรม รุ่งโรจน์ไปด้วยแสงสว่าง และความสงบสุขถึงที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ดังนั้นท่านทั้งหลายจงท่องจำไว้ให้แม่นยำในส่วนหัวข้อ แล้วศึกษาให้เข้าใจใน ส่วนความหมาย คิดไปตามเหตุผลให้เห็นจริงแล้ว ก็จะเกิดความรู้ที่รู้แจ้งแทง ตลอด ที่เรียกว่าโพธิ์ขึ้นมาในสิ่งซึ่งเป็นหน้าที่ของตน เมื่อสิ่งที่เรียกว่าโพธิเกิด ขึ้น ในสิ่งซึ่งเป็นหน้าที่การงานของตนแล้ว ความสำเร็จย่อมมีแก่การงานนั้น เป็น แน่นอน นี่แหละของขวัญอันประเสริฐของพุทธบริษัทเรา ที่จะได้รับจากพระ- พุธธเจ้า ที่ได้ทรงประทานให้อย่างเหมาะสมที่เดียว พระพุทธเจ้าก็แปลว่าผู้สำเร็จ แล้วในเรื่องของโพธิ พุทธบริษัทเราก็คือบริษัทของพระพุทธเจ้า ดังนั้นจะต้อง ใช้เครื่องมือที่เรียกว่าโพธิเหมือนกัน อย่างเดียวกัน ในกิจการทุกอย่างทุกประการ ท. ๒๐

น.83 จะต้องกระทำไปด้วยโพธิ คือ ความลืมหูลืมตา อย่างกระจ่างใสแจ๋วอยู่เสมอ อย่าได้หลับตากระทำอย่างงมงาย เหมือนกับคนหลับอยู่เสมอ เดินได้ด้วยการ ละเมอนั้นเลย นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าโพชฌงค์ เป็นแสงสว่างแห่งชีวิตจิตใจของ คนเรา ยิ่งกว่าแสงสว่างใดๆ ขอให้ได้รับความสนใจไว้ในฐานะเป็นธรรมพื้นฐาน ให้สำเร็จประโยชน์โดยสมควรแก่การกระทำ ของตนทุกๆ คน จงทุกคนเทอญ. ธรรมเทศนาพอสมควรแก่เวลา เอวิก็มีด้วยประการฉะนี้.

น.84 ทำบุญอุทิศแก่บรรพบุรุษ พระราชชัยกวี แสดง ที่โรงธรรม วัดธารน้ำไหล อ. ไชยา วันอาทิตย์ ที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๐๗ ณ บัดนี้จะได้วิสัชชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา ความเชื่อ และวิริยะ ความพากเพียร ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ไปในทางแห่งพระพุทธศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ ทั้งหลาย จนกว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนาในวันนี้ เป็นธรรมเทศนาพิเศษ เนื่องด้วยเป็นวันบำเพ็ญกุศล ทักษิณานุปทานกิจ อุทิศแก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว และพ้องสมัยกันกับวัน ธัมมัสสวนะ หรือวันอุโบสถ หรือวันพระ ในการที่วันธัมมัสสวนะเป็นวันที่เป็น วันพ้องกันกับวันที่ระลึกแก่บรรพบุรุษนั้น นับว่าเป็นวันที่เราทุกคนจะต้องกระทำ ในใจให้เป็นพิเศษ ให้สำเร็จประโยชน์ยิ่งไปกว่าวันพระธรรมดา เพราะว่าในปี หนึ่ง ๆ นั้น เราก็มีอยู่เพียงวันหนึ่ง หรือว่าคราวหนึ่ง ซึ่งบำเพ็ญสิ่งต่างๆ ประพฤติสิ่งต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะทำได้ โดยอุทิศแก่บุคคลผู้ล่วงลับไปแล้ว. ข้อนี้อย่างน้อยที่สุดก็ต้องนึกว่า เพื่อว่ามีหนึ่งนั้น เราจะได้ไม่ลืมกันจนตลอดปี อย่างน้อยก็มีสักวันหนึ่ง ซึ่งนึกถึงเป็นพิเศษว่า บรรพบุรุษของเรานั้นมีความ สำคัญอย่างไร เรามีหน้าที่ที่จะต้องประพฤติกระทำอย่างไร ถ้าพิจารณาดูให้ กว้างๆ เราจะเห็นว่า มนุษย์ทุกชาติทุกภาษา มีประเพณีจัดวันเป็นที่ระลึกวันหนึ่ง ถึงบุคคลผู้ล่วงลับไปแล้วด้วยกันทั้งนั้น และมีความเห็นตรงกันทั้งหมด ไม่มีมนุษย์ ชาติใดภาษาใดที่จะคัดค้านการกระทำอันนี้ เพราะว่ามนุษย์ย่อมรู้สึกได้ด้วยความ รู้สึกตามธรรมชาติ อันเป็นความรู้สึกรัก หรือ ขอบคุณบรรพบุรุษของตน ๗๙

น.85 ชนบางชาติบางภาษา ยังถือว่าเป็นเรื่องพิเศษกว่าเรื่องอื่นใดก็ยังมี ถึงแม้ในหมู่ ชนชาวไทยเรานี้ก็เห็นอยู่แล้วว่า พอถึงวันเช่นวันนี้ ทุกคนพยายามที่จะมา บำเพ็ญกุศล ผิดจากการกุศลอื่น ๆ อยู่ทั่วๆ ไป นี่เพราะเหตุว่าได้รับการ อบรมไว้ดี หรือเพราะเหตุว่าบรรพบุรุษนั้นแหละได้จัดได้ทำไว้เป็นอย่างดี คือให้ลูกหลานในชั้นหลังนี้ ระลึกนึกถึงบรรพบุรุษ และรักษาประเพณี อันนี้ไว้ยืดยาวมาจนถึงบัดนี้ ลูกหลานอาจจะเขลาไป คือไม่รู้สึกว่า นี่เป็น เพราะเหตุไรด้วยซ้ำไป ส่วนบรรพบุรุษที่ล่วงไปแล้ว มีสติปัญญามากจนถึงกับ คุ้มครองลูกหลานในภายหลัง คือผูกมัดลูกหลานไว้ในขอบเขตของศีลธรรมที่ดี โดยแน่นแฟ้นเห็นปานนี้ ถ้าเราในชั้นลูกชั้นหลานไม่มีความรู้สึกแล้ว ก็นับว่าเป็น ผู้ประมาทอย่างยิ่ง เป็นผู้โง่เขลาอย่างยิ่งทีเดียว เราจะต้องระลึกนึกว่า ลูกหลาน ข้างหน้าก็ยังมี ถ้าบิดามารดาในชั้นนี้ทำได้ไม่ดี ลูกหลานข้างหน้าก็จะไม่หนักแน่น ในธรรมข้อนี้เหมือนกับที่แล้วมาก็ได้ แล้วบาปนั้นก็จะตกอยู่แก่บิดามารดาในชั้นนี้ โดยแน่นอน เพราะว่าได้ทำให้เกิดความเสื่อมทรามลงไปในจิตใจของมนุษย์ ทำ ให้มนุษย์มีความต่ำลงไปในศีลธรรม ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ ถ้าไม่ใช่บิดา มารดาชั้นนี้ เพราะฉะนั้นจึงหวังว่า ท่านทั้งหลายทุกคนจะได้ระลึกนึกถึงข้อนี้ ให้ มากเป็นพิเศษ คือข้อที่ว่า มนุษย์เรามีการสืบต่อกันเป็นช่วงๆ จะดีหรือจะชั่ว จะเจริญขึ้นหรือจะเสื่อมลง ก็แล้วแต่การกระทำของมนุษย์ในช่วงนั้นๆ ถ้าทำผิด ก็เกิดความเสื่อมลง เราก็ได้ชื่อว่าได้ทำความเสื่อมให้แก่มนุษย์ ซึ่งนับว่าเป็น บาปกรรมอย่างมหันต์ อย่างเหลือหลายทีเดียว เราจะต้องระมัดระวังในข้อนี้ เราจะต้องกลัวในข้อนี้ เพราะว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าการตกนรกที่กลัวๆ กัน เสียอีก. การที่มนุษย์เสื่อมลงนี้ เป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าใครสักคนหนึ่ง จะตกนรก เพราะว่ามีความเสียหายมากมายเป็นส่วนรวม เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องรู้จักรับ ผิดชอบ จะต้องรู้จักหน้าที่ของตน ในฐานะที่เป็นมนุษย์ และรับช่วงสืบๆ กันมา

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต