น.86 ๘๑ พระธรรมเทศนา เรื่อง ทำบุญอุทิศแก่บรรพบุรุษ จากมนุษย์ในกาลก่อน คือบรรพบุรุษของเรา สิ่งที่เราจะต้องนึกกันดูก่อนสิ่งอื่น ก็คือ เปรียบเทียบดูว่า มันมีอะไรผิดแปลกแตกต่างออกไปบ้าง ในหมู่บ้านเรานี้ มันมีอะไรผิดแปลกจากที่แล้วมา อย่างว่าเราจะเดินไปตามทุ่งนา เราจะไม่ได้ยิน นกเขาขัน แม้สักตัวหนึ่งในเวลานี้ คนแก่ๆ ลองนึกดูว่า เมื่อสมัยที่ตัวเองยังเป็น เด็กนั้น ยังมีเสียงนกเขาขันทั่วๆ ไป ตามทุ่งนา เดี๋ยวนี้ทำไมมันหายไปไหน ลอง คิดดูต่อไปว่า มันเป็นผลของอะไร ใครๆ ก็จะต้องนึกได้ว่า มันเป็นผลของคน หรือเด็กๆ ยุคนี้เอง ที่ทำทารุณต่อสิ่งเหล่านี้ จนกระทั่งว่าเดินจากที่นี่ไปถึงตลาด ก็ไม่เคยได้ยินนกเขาขันสักคำเดียว เรื่องเสียงนกเขาจะมีหรือไม่นั้น ยังไม่สำคัญ เท่ากับว่าในใจของมนุษย์นั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ถ้ามันเป็นไปได้ว่า มนุษย์มีจิตใจคล้ายกับยักษ์มาร คล้ายกับสัตว์เดียรฉานยิ่งขึ้นทุกทีแล้ว มันจะ น่ากลัวหรือไม่น่ากลัว ขอให้ลองคิดดู. คนแก่ๆ ครั้งปู่ ย่า ตา ยาย มีหัวใจอย่างไร คนสมัยนี้มีหัวใจอย่างไร นี่เป็นเรื่องที่ต้องลองคิดดู คนแก่ๆ บิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราที่ล่วงลับไปแล้วนั้น มีความคิดว่าสัตว์ที่มีชีวิต ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ด้วยกันทั้งนั้น แล้วก็ทำ อันตรายกันไม่ค่อยจะลง แม้แต่สัตว์เล็กๆ เช่นนก เช่นหนู ก็ยังยากที่จะฆ่าได้ อย่าว่าแต่มนุษย์ด้วยกัน บัดนี้เราเห็นได้ว่า ความเมตตาปรานีอย่างนั้นมันน้อยลง มันหายไป แม้แต่สัตว์ที่น่าเอ็นดูน่ารัก ก็ยังถูกฆ่าถูกทำลายจนหายไป แล้วใจคน จะเหมือนเดิมอยู่อย่างไร คำตอบมันก็มีอยู่แล้วในข้อที่ว่า คนทำอันตรายกันโดย ง่าย ทำลายชีวิตหรือฆ่ากันโดยง่าย อะไรนิดหน่อยก็ฆ่ากันได้ ไม่เหมือนกับที่ แล้วๆ มา กว่าจะฆ่ากันได้สักคนหนึ่ง ก็เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต แต่สมัยนี้ทะเลาะ กันนิดเดียว ก็ฆ่ากันได้ นั่นแหละคือการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเท่าไรในจิตในใจ ของมนุษย์เรา ท. ๒๑
น.87 เมื่อเปรียบเทียบกันดูระหว่างยุคของเรา กับยุคของบิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย แล้ว มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร นี่แหละคือสิ่งที่จะต้องคิดนึก ให้เห็นว่า เราได้ทำตามอย่างบรรพบุรุษของเรามากน้อยเท่าไร หรือว่าเราได้เดินเฉออกไป นอกลู่นอกทาง ห่างไกลจากแนวของบรรพบุรุษมากน้อยเท่าไรแล้ว เราจะเหมือน หรือไม่เหมือนกันกับบรรพบุรุษของเราอย่างไรต่อไปอีก แล้วเราจะอยู่กันอย่าง สงบสุขเหมือนปู่ย่าตายายของเราหรือไม่ ก็ลองคิดดู คนจะนอนตาหลับได้อย่าง สมัยปู่ ย่า ตา ยาย หรือไม่ ก็ลองคิดดู. ในสมัยหนึ่งมีกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ว่า คนนอนโดยไม่ต้องปิดประตูบ้านปิดประตูเรือน นี้หมายความว่าไม่มีใครคิดจะ เบียดเบียนใคร จึงนอนได้โดยไม่ต้องปิดประตูบ้านบิดประตูเรือน หรือว่าจะไป ไหน ก็ไม่ต้องปิดประตูบ้านประตูเรือน ไม่ต้องใช้ลูกกุญแจ ครั้นถึงสมัยหนึ่ง สิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีแล้ว แม้แต่ปิดประตูอยู่ ใส่กุญแจอยู่ ก็ยังได้รับความเสียหาย มีความทุกข์เกิดขึ้นในรูปอย่างนี้เพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่า มีความเสื่อมทราม ในทางจิตใจของมนุษย์เราใช่หรือไม่ เป็นสิ่งที่เราจะต้องคิดดูต่อไปว่า เราเอา อย่างบรรพบุรุษของเราอย่างไร เราดีขึ้นหรือเลวลงอย่างไร ในเมื่อเทียบกันกับ บรรพบุรุษของเรา ถ้าจะกล่าวเป็นส่วนรวมก็ว่า มีความเห็นแต่ตัวมากขึ้นหรือ น้อยลงอย่างไร หรือว่าทุกๆ คน พร้อมที่จะเอาเปรียบกัน ทำลายกันมากหรือ น้อยเพียงไร ถ้าเรามองเห็นความจริงข้อนี้แล้ว ก็จงได้ถือโอกาสนี้ ในวันเช่น วันนี้ ช่วยกันอธิษฐานจิตใจให้แน่วแน่ ในการที่จะต่อต้าน ในการที่จะรักษาไว้ ซึ่งธรรมะที่ดีของบรรพบุรุษ ให้ยังคงมีอยู่ต่อไปอย่าได้ศูนย์หายไป ที่เลวลงไปก็ ขอให้แก้ไขให้มันดีขึ้น หรือว่ารีบเปลี่ยนแปลงให้กลับมาสู่แนวทางที่ยังดีอยู่เหมือน แต่เดิม ทำอย่างนี้แหละการบำเพ็ญบุญเช่นในวันนี้ จึงจะมีความหมาย. ขออย่าได้คิดแต่เพียงว่า พอถึงวันก็มาทำบุญแล้วก็ให้ทาน แล้วก็กลับไป อย่างนี้มันยังน้อยไป มันยังได้ผลได้บุญได้กุศลน้อยเกินไป และบางคนก็มาด้วย ความกลัว คือเชื่อว่า ในวันเช่นวันนี้ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ตายไปแล้ว ซึ่งมีวิญญาณ
น.88 เหลืออยู่นั้น จะได้มาที่นี่ และจะมาดูว่า ใครมาทำบุญหรือไม่ ถ้าใครมาทำบุญ ก็ดีใจ สรรเสริญให้พร ถ้าไม่เห็นลูกหลานของตนมาก็แช่งด่า บางคนก็กลัว ตายายจะแข่งจึงได้มา คนพวกนี้มักจะมาเป็นพิธี คือมาทำบุญทำทานแล้วก็กลับ ไป ไม่ได้มานั่งคิดนั่งนึก นั่งพิจารณา มากระทำในใจ ถึงเรื่องอันเกี่ยวกับ บรรพบุรุษ ถ้าขืนทำอยู่อย่างนี้ จะทำไปนานเท่าไรมันก็ไม่ดีขึ้น ถ้าเรามานึกให้ มาก นึกให้สำเร็จประโยชน์ มันจึงจะเป็นส่วนที่ได้ผลเต็มตามความหมาย คือ ช่วยกันแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างในยุคของเรานี้ ให้ยังคงดีอยู่ เหมือนยุคของ ปู่ ย่า ตายาย นั่นเอง ให้ทุกคนปรึกษาหารือกัน มีกำลัง มีอิทธิพล มีบารมี อย่างไร ก็ต้องใช้กำลังนั้น ช่วยกันแก้ไข กล่าวคือช่วยกันชี้แจงว่ากล่าว ตักเตือนสั่งสอนลูกหลานของเรา ให้อยู่ในทำนองคลองธรรมของมนุษย์ ให้เป็น มนุษย์ที่ดีสืบต่อไป อย่าให้เป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้นควรจะนึกกันไปให้เป็นเรื่อง เป็นราวเสียที คือให้รู้ในข้อที่ว่า มนุษย์เรานี้เกิดมาทำไม ท่านทั้งหลายลองคิดดู ด้วยกันทุกคนว่า ถ้าบรรดาพวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่ ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไมอย่างนี้แล้ว มันจะเป็นที่น่าขบขัน หรือว่าเป็นที่น่าละอายสักเท่าไร ลองคิดดูด้วยกันทุกคนว่า ตนเองนั่นแหละเกิดมาทำไม บางคนอาจมืดมัวสลัวจนไม่รู้ว่า เกิดมาทำไมก็มีอยู่ เป็นอันมาก อย่างนี้เรียกว่ายังมีอวิชชา หรือความไม่รู้มากมายเกินไป ถ้าพูด ตรงๆ ก็คือว่า ยังเป็นคนหลับหูหลับตามากเกินไป ยังไม่เห็นเดือนยังไม่เห็นตะวัน ยังไม่เห็นแสงสว่าง แทนที่จะน่าขบขัน กลายเป็นน่าสงสาร และน่าเสียใจในที่สุด เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องคิดกันให้เห็นชัดเจนแจ่มกระจ่างลงไปว่า เรานี้เกิดมา ทำไม ให้แน่ใจลงไป แม้แต่จะคิดสั้น ๆ ว่า เกิดมาเพื่อทำมาหากินกันจริงๆ อย่างนี้ก็ยังดี ขอให้เป็นอย่างนั้น จะได้ตั้งใจทำมาหากินกันจริงๆ อย่าไปเที่ยว คิดเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ อย่าไปเที่ยวคิดเบียดเบียนสัตว์เดียรฉาน อย่าไปทำ ลายสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์สาธารณะทั่วๆ ไป นั่นแหละจึงจะเรียกว่า เราเกิดมาเพื่อ ทำมาหากิน เดี๋ยวนี้มีคนเป็นอันมาก เกิดมาสำหรับทำลายสิ่งต่างๆ ที่เป็น
น.89 ประโยชน์แก่มนุษย์ด้วยกัน หรือว่าเกิดมาเพื่อเอาเปรียบคนอื่น คนอื่นเขาทำสิ่ง ซึ่งเป็นประโยชน์สาธารณะ ตัวเองเอาแต่ใช้ แล้วไม่ทำ แล้วไม่ช่วยทำ เขาทำ ก็ไม่ช่วยทำ แต่ประโยชน์นั้นตนก็พลอยเอาของเขาด้วย อย่างนี้ไม่ใช่เรียกว่า เกิดมาเพื่อทำมาหากิน กลายเป็นคนมาเอาเปรียบคนอื่น เกิดมาเป็นอสุรกายชนิด หนึ่ง คือแฝงตัวหากินบนบุคคลอื่น ไม่ใช่เป็นคนที่เกิดมาเพื่อทำมาหากินโดยสุจริต เลย อย่างนี้ปู่ย่า ตายาย ที่ตายไปแล้ว จะเสียใจอย่างยิ่ง ที่ได้เห็นลูกหลาน ของตนเป็นอย่างนี้ จะยิ่งกว่าสาปแช่งด้วยซ้ำไป. เราควรจะคิดกันเสียใหม่ว่า ถ้าเราเห็นแก่ตัวเราก็ตาม เห็นแก่ปู่ย่าตา ยาย ก็ตาม เราต้องเกิดมาเพื่อทำประโยชน์โดยแท้จริง ถ้าเกิดมาเพื่อทำมาหากิน ก็ทำมาหากินกันให้เจริญกันจริงๆ ก็จะเป็นการดี อย่าได้เกิดมาเพื่อทำลาย อย่า ได้เกิดมาเพื่อเอาเปรียบคนอื่น อย่าได้เกิดมาเพื่อทำตนให้ผู้อื่นเดือดร้อน คนเรา นี้อยู่ในโลกด้วยกัน เมื่อมีความเดือดร้อน ก็ย่อมพลอยเดือดร้อนเปะปะกันไป หมด ไม่มีใครสบายอยู่ได้ เพราะฉะนั้นศีลธรรมในโลกนี้ จึงมีหลักเป็นหลัก ใหญ่ๆ ในข้อที่ว่า ทุกคนต้องไม่เดือดร้อน มีความมุ่งหมายที่จะให้ทุกคนต้อง ไม่เดือดร้อน เพราะฉะนั้นจึงมีขนบธรรมเนียมประเพณี มีกฎหมาย มีศีลธรรม มีศาสนา มีอะไรทุกอย่าง ที่จะทำการป้องกัน ไม่ให้บุคคลเดือดร้อน เราก็หวัง กันอยู่แต่ในข้อนี้ เป็นเรื่องใหญ่กว่าเรื่องอื่น, ทุกสิ่งทำไปเพื่อให้มนุษย์ไม่ต้องเดือดร้อน แม้แต่เรื่องทำมาหากินส่วนตัว ของเราเอง ก็เพื่อไม่ให้เราเดือดร้อน เพื่อไม่ให้เราเดือดร้อนแล้ว คนอื่นก็ไม่ เดือดร้อนด้วย เพราะว่าถ้าลงเดือดร้อนแล้ว มันก็เกี่ยวเนื่องกันหมด ไม่มีใคร เป็นสุขอยู่ได้ เขาจึงสอนให้รักกัน สอนให้ถือว่าเหมือนกับคนๆ เดียวกัน เป็น เพื่อนทุกข์เพื่อนสุขด้วยกันทุกๆ คนในโลกนี้. ที่นี้เราจะเห็นได้รางๆ ว่า เรานี้ไม่ใช่เกิดมาเพื่อทำมาหากินคนเดียวเสียแล้ว แต่ว่าเกิดมาเพื่อคนอื่นด้วย คือ เพื่อช่วยกันทำมาหากิน ช่วยกันทำโลกนี้ให้สงบสุข เพราะว่ามันมากเกินไป
น.90 มันใหญ่เกินไปกว่าที่เราคนเดียวจะทำได้ เราจึงต้องช่วยกันทุกคน เพื่อทำให้ โลกนี้เป็นสุข ลองคิดดูต่อไปว่า เรามีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขในโลกนี้ เราจะอยู่ไปทำไม กันอีกเล่า คิดดูให้ดีอีกว่า เรามีอาหารกิน มีเครื่องใช้ไม้สอย มีอะไรทุกอย่าง เป็นอยู่อย่างผาสุก ไม่ตาย ไม่เจ็บ ไม่ใช้นี้ เราอยู่ไปเพื่อทำอะไรกันต่อไปอีก หรือว่าอยู่มันเฉยๆ ไปอย่างนั้น จนกว่ามันจะตายไปเอง. ถ้าใครคิดยังไม่ ออกในข้อนี้ ก็นับว่ายังมีความประมาทหรืออะไรยังเหลืออยู่มากอีกนั่นเอง เพราะ ยังไม่ผ่านไปได้ จนถึงกับเป็นความปลอดภัย. คนมักจะไม่คิด มักจะคิดแต่ เพียงว่ามีกินมีใช้สบายแล้ว ก็จะนอนสบายไปจนตาย ไม่เคยคิดว่าในระหว่างที่ ไม่ตายนั้น ควรจะทำอะไร หรือบางทีคิดผิดไปว่า เราไม่ต้องทำอะไรดีกว่า เรามีกินมีใช้นอนสบายไปจนตายก็พอแล้ว ถ้าคิดอย่างนี้ คงจะไม่ดีกว่าวัว กว่า ควาย เพราะว่าวัวควาย สัตว์ทั้งหลายมันก็ทำอย่างนั้นได้ มันก็มีกินมีใช้ แล้ว นอนไปได้จนตาย สัตว์ในป่ามันก็เป็นอย่างนี้ได้ แม้สัตว์ที่บ้านมันก็ยังเป็นอย่างนี้ ได้ ฉะนั้นถ้าใครคิดว่า เรามีกินมีใช้แล้วนอนสบายไปจนตายอย่างนี้ มัน เป็นความคิดที่ไม่ดี คือไม่เคารพนับถืออะไรเลย มันจะย้อนกลับไปเป็น ความคิดที่ต่ำทรามอย่างสัตว์ก็ได้ หรือเรียกว่าเป็นคนไม่รู้อะไร เป็นคนโง่เง่า งมงาย เหมือนกับสัตว์ทั่ว ๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องคิดอีกทีหนึ่งว่า ในการ ที่เราได้ปลุกปล้ำทำมาหากิน มีบ้านมีเรือน มีหลักทรัพย์ จนพอที่จะอยู่สบายก็ได้ แล้วนี้ จะต้องทำอะไรต่อไป คิดให้มันออก แล้วทำให้มันได้ ถ้าคิดถูก คิดเป็น ก็คงจะพบในที่สุดว่า มนุษย์นี้ต้องเป็นมนุษย์กันให้ได้จนถึงที่สุด คือมนุษย์จะต้อง ไปให้ไกล ไปให้สูงไปให้ถึงที่สุด ที่มนุษย์จะไปได้ โดยที่สัตว์เดียรฉานทั่วๆ ไป ไปไม่ถึง ไปไม่ได้ นั่นแหละมนุษย์จะต้องไปให้ได้ ไปให้ถึง. ไปถึงไหนกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มองไม่เห็นตัว คือเป็นเรื่องทางจิตทางใจ เป็นเรื่องนามธรรม หมายความว่ามันไปด้วยใจ คือให้ใจนั้นไปสูงขึ้นๆ ๆ จนเป็นจิตใจที่สูง มีความ ท. ๒๒
น.91 สะอาด มีความสว่าง มีความสงบเย็น ชนิดที่เราไม่เคยได้รับมาแต่ก่อน เราจะ ต้องได้รับในที่สุด. เราจะต้องมีจิตใจที่บริสุทธิ์สะอาดกว่าที่แล้วมา และให้บริสุทธิ์สะอาดถึง ที่สุด ข้อนี้มองดูที่ตัวของเราเอง ที่การกระทำของเราเอง ที่ความคิดนึกที่แล้วมา แต่หนหลังว่า เราเป็นคนไม่สะอาดอย่างไร และความไม่สะอาดนั้นน่ารังเกียจน่า ขยะแขยงเท่าไร เป็นความชั่ว เป็นความลับ เป็นความคดโกง เป็นความทุจริต ที่น่าขยะแขยง น่าละอาย น่าอดสูสักเท่าไร แล้วเราก็เกลียด แล้วเราก็กลัวให้ มาก เพื่อจิตใจของเราจะได้เดินต่อไป คือสูงขึ้น คือสะอาดขึ้นนั่นเอง จะต้อง ไปกันจนถึงความที่สุดของความสะอาด. ที่นี้อีกทางหนึ่งก็คือ ความสว่าง ความสว่างนี้หมายถึงความรู้ รู้ทุกๆ อย่างที่ควรจะรู้ โดยเฉพาะก็คือรู้ธรรม คือรู้ว่าความทุกข์ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร อะไรเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ และความไม่มีทุกข์เลยนั้นเป็นอย่างไร และปฏิบัติ อย่างไรจึงจะได้ความดับทุกข์นั้นมา คือรู้เรื่อง มรรค ผล นิพพานนั่นเอง. ถ้า มีความรู้เรื่อง มรรค ผล นิพพาน แล้วก็นับได้ว่าเราเป็นผู้มีความสว่างถึง ที่สุด. เดี๋ยวนี้เรายังมืดมนท์ต่อเรื่องเหล่านี้ เรายังมืด เรายังไม่มีความสว่าง เราจะต้องใช้เวลาของเราศึกษา ค้นคว้า ประพฤติ ปฏิบัติ จนให้เกิดความสว่าง ขึ้นมาให้จงได้ อย่าได้นอนรอความตายอยู่เลย ข้าวปลาก็มีกินมีใช้แล้ว ลูกหลาน ก็พอมีที่จะเลี้ยงดูแล้ว เราจึงใช้เวลาที่เหลืออยู่นั้นสร้างความสว่างขึ้นเรื่อยๆ ให้ มีความสว่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ให้ได้รับความสว่างสูงสุด ถึงที่สุดเสียก่อนแต่จะตาย ไป นี้เรียกว่าเราเดินทางไปจนถึงที่สุดอีกทางหนึ่ง เรียกว่าความสว่าง อย่าง ทีแรกเรียกว่าความสะอาด อย่างที่สองนี้เรียกว่า ความสว่าง. ที่นี้อีกอย่างหนึ่งเรียกว่าความสงบ หรือความสงบสุข ที่แล้วมาเรามี ความสงบสุขกี่มากน้อย เราจะเห็นได้ว่ามีความสงบสุขไม่กี่มากน้อย เพราะว่า แม้จะไม่มีใครมาเบียดเบียนเรา เราก็ยังเบียดเบียนตัวเอง คือเบียดเบียนอยู่ด้วย
น.92 ความโลภ ไม่รู้จักสิ้นสุดบ้าง เบียดเบียนอยู่ด้วยความโกรธความขัดใจบ้าง เบียดเบียนอยู่ด้วยความโง่ความหลง ความสงสัย ความเป็นห่วง ความวิตกกังวล บ้าง นี้เรียกว่าหาความสงบไม่ได้ ทีนี้เราจะกระทำให้มันมีความสงบขึ้นมา คือ ให้มีความสงบเพิ่มขึ้นยิ่งๆ ขึ้นไป โดยอาศัยความสะอาด หรือความสว่างที่กล่าว แล้วนั้น เพราะว่าเมื่อเราประพฤติตนให้เป็นคนสะอาด และทำจิตใจให้มีความ สว่างแล้ว แจ่มแจ้งแล้ว ทุกอย่างก็จะเป็นไปในทางของความสงบ คือว่าจะไม่มี อะไรที่เป็นความผิด ไม่มีอะไรที่จะเป็นความโง่ความหลงและทำผิดๆ เมื่อไม่เป็น ความผิด มันก็ต้องเป็นความสงบโดยแน่นอน. เรารู้จักประพฤติในทางกาย ในทางวาจา ในทางใจให้เป็นไปแต่ในทางของความสงบแล้ว ที่เป็นไปในความ วุ่นวายนั้น เราก็สละมันเสีย เดี๋ยวนี้คน โดยมากไม่เป็นอย่างนั้น พอใจที่จะไป ยึดมั่นถือมั่น ที่จะไปโกรธคนนั้น ที่จะไปโกรธคนนี้อยู่เสมอไป ไม่ยอมเสียสละ ไม่ยอมให้อภัย และว่าที่ถูกแล้ว ไม่มีความจำเป็นอะไรเลย ที่เราจะต้องไปโกรธ เขา จนเราเดือดร้อนเอง และการให้อภัยนั้นไม่ได้เสียหายอะไรเลย แต่ก็ให้อภัย ไม่ได้ เพราะมีความโง่เป็นเหตุให้ถือมานะทิฏฐิอยู่ ถอนออกไม่ได้ จึงได้รับ ความเร่าร้อนอยู่ในจิตในใจ. นี่เรียกว่าไม่มีความสงบตลอดเวลา แทบทั้งวัน แทบทั้งคืน ก็มีแต่ความสตุ้ง ความฝันร้าย ความงุ่นง่านอยู่ในใจ ไม่มีความ สงบเลย. ไม่มีใครที่ไหนมาทำให้ ทำเอาเองด้วยความโง่ ความหลง ความไม่เข้าใจของตัวเอง เรียกว่ามีแต่ความปั่นป่วนอยู่เป็นประจำ จนกระทั่ง ตายไป อย่างนี้เรียกว่ามนุษย์คนนั้นยังไม่เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ยังไม่ใช่มนุษย์ที่ ถึงที่สุดของความเป็นมนุษย์ ยังเป็นเพียงคนที่ครึ่งๆ กลางๆ ของความเป็นมนุษย์ มัววนเวียนบ้วนเปี้ยนอยู่แต่ในเรื่องของความทุกข์ ความที่หลงสร้างความทุกข์ ขึ้นมาใส่ตน หลงทำไปในเรื่องที่ไม่ควรจะทุกข์ ให้กลายเป็นความทุกข์ขึ้น มาให้จนได้. ว่าโดยที่แท้มันไม่ควรจะทุกข์ ไม่ควรจะโกรธ ไม่ควรจะ ยึดถือ มันก็ไปเที่ยวทุกข์ เที่ยวโกรธ เที่ยวยึดถือ เที่ยววิตกกังวล เอามาเป็น
น.93 ความทุกข์จนได้ นี้เรียกว่าเรื่องไม่จำเป็นแท้ๆ ก็ยังอุตส่าห์ไปหาเอามาเป็นทุกข์ ให้จนได้ แล้วจะเรียกว่ามีจิตใจสูงขนาดที่เรียกว่า เป็นมนุษย์ได้อย่างไรกัน เพราะหาความสงบสุขไม่ได้. ความเป็นมนุษย์นั้นอย่าได้คิดว่าเกิดมาเป็นคนก็เป็นมนุษย์ ควรจะจัดความ เป็นมนุษย์นี้สูงกว่าความเป็นคน ความเป็นคนนั้นมันง่าย เกิดมาด้วยบิดามารดาที่ เป็นคน ก็เป็นคนแน่ เพราะฉะนั้นความเป็นคนนี้ เป็นกันแต่เพียงร่างกายเท่านั้น ส่วนในทางจิตใจนั้นจะต้องมากไปกว่านั้น คือจะต้องเป็นมนุษย์ หมายความว่า คนนั้นจะต้องมีจิตใจที่ประกอบไปด้วยธรรม ต้องเป็นมนุษย์มีจิตใจประกอบไปด้วย ธรรม ที่เป็นความสูงไปจากความต่ำ ๆ หมายถึงความชั่ว ความทุกข์ ความโง่ ความหลง ส่วนความสูงนั้นเราหมายถึงตรงกันข้าม คือมีความสะอาด สว่าง สงบ อย่างที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง เมื่อจิตใจสูงอย่างนี้เราจึงจะเรียกว่ามีจิตใจอย่างมนุษย์ ดังนั้นเราเป็นมนุษย์กันที่จิตใจ เหมือนกับเราเป็นคนกันที่ร่างกาย เราอย่าได้ เหมาๆ เอาว่า เป็นคนแล้วก็เป็นมนุษย์ได้ เราเองก็ยังไม่ชอบที่จะเรียกคนที่ไม่ดี ว่าเป็นมนุษย์ เพราะเรายังด่าเขาอยู่บ่อย ๆ ว่าไม่เป็นมนุษย์ บางทีก็ด่าเขาว่าไม่ เป็นคนก็ยังมี แล้วเรารู้หรือเปล่าว่า ที่เราด่าเขาอย่างนั้น ๆ มันมีความแตกต่าง กันอย่างไร ระหว่างความเป็นคนกับความเป็นมนุษย์ นี่แปลว่า บางทีเราก็อยาก จะเป็นมนุษย์อยู่มากเหมือนกัน แต่มันยังมืดมัว มันยังสลัว ยังไม่รู้ว่าจะเป็นกัน ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่เราอยากจะเป็น และพูดถึงอยู่บ่อยๆ ทีนี้เรามานึกดูถึง ปู่ ย่าตายาย ท่านได้สร้างอะไรไว้ ท่านได้สร้างสะพาน ไว้เป็นอย่างดี ที่จะให้ลูกหลานเดินจากความเป็นคน ไปสู่ความเป็นมนุษย์ เพราะว่า ปู่ ย่าตา ยาย ที่ตายไปแล้วนั้นได้ทำอะไรที่ดีๆ ไว้มาก เป็นแบบฉบับที่ดี เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ขลังที่ศักดิ์สิทธิ์ ให้เราต้องเดินตาม นี้เรียกว่า ปู่ ย่าตายาย ที่ตายไปแล้วยังหวังอยู่ว่า ลูกหลานจะเดินทางต่อไป จนกว่าจะถึง จุดหมายปลายทางของความเป็นมนุษย์.
น.94 ถ้าเราคิดดูอีกที คือคิดกันให้กว้างๆ ถ้ามนุษย์เรานี้จะถึงที่สุดได้แล้ว มัน จะเป็นความดีสูงสุด แก่มนุษย์นั่นเอง ที่นี้มนุษย์คนหนึ่ง ๆ ไม่สามารถจะเดินไป ให้ถึงที่สุดได้จนตลอดชีวิต หมายความว่า มนุษย์ชั่วคนหนึ่งนี้เดินไม่ถึง ก็ยังหวัง อยู่ว่าเราตายแล้ว ให้ลูกหลานเดินต่อไป ลูกหลานรุ่นนั้นก็เดินต่อไป แต่ก็ยังไม่ ถึง แล้วก็ตายไปอีก แล้วก็หวังอยู่ว่า ลูกหลานรุ่นต่อไปคงจะเดินต่อไปอีก และ ช่วยกันเดินต่อไป อย่าให้ถอยหลัง อย่าให้หยุดชะงัก ให้ไปถึงที่สุดของความ เป็นมนุษย์ให้ได้ ถ้าว่ามนุษย์เราทำกันอย่างนี้จริงๆ แล้ว ไม่กี่ชั่วมนุษย์ มนุษย์ก็จะต้องถึงที่สุด คือ สูงสุดของความเป็นมนุษย์ คือ บรรลุ มรรค ผล นิพพานได้. แต่เดี๋ยวนี้เราไม่คิดอย่างนั้น เพราะว่าเรากลายเป็นอะไร ไปแล้วก็ไม่รู้ คือเราไม่ได้คิดว่าเราเป็นมนุษย์ เราไม่ได้รับผิดชอบในการเป็น มนุษย์ของเรา เราเห็นแก่ปาก เห็นแก่ท้อง เห็นแก่ความสุขสนุกสนานทางวัตถุ ทางเนื้อ ทางหนัง นี้เรียกว่า ภูต ผี ปีศาจ เข้ามาสิ่งเสียแล้ว ความเป็นมนุษย์ หมดไปแล้ว ความเป็นคนก็ไม่มีแล้ว มีแต่ความเป็นภูตผีปีศาจ เห็นแก่ปากแก่ ท้อง เห็นแก่ความสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางวัตถุ ทางเนื้อ ทางหนัง อย่างนี้มัน ถอยหลังกรูดๆ ลงไปที่เดียว มันไม่ก้าวไปข้างหน้า ถ้ามนุษย์ ในปัจจุบันนี้ ทั้งๆ โลก มีความประพฤติ และกระทำ หรือคิดนึกอย่างนี้แล้ว ก็เป็นอันว่า มนุษย์ ในยุคนี้ได้ถอยหลังลงไปเป็นภูตผีปีศาจเสียแล้ว หมดความเป็นคน หมดความ เป็นมนุษย์แล้ว แล้วจะเอาอะไรกัน นี่มันไม่สมกับความมุ่งหมายของบรรพบุรุษ ของปู่ย่าตายาย ที่ได้ทำอะไรไว้มากมายหลายอย่างหลายประการ ซึ่งเป็น เหมือนสะพาน ที่ให้ลูกหลานเดินไปถึงที่สุด จุดหมายปลายทางของความเป็น มนุษย์นั้น. เราอย่าได้หลงไปตามเขา อย่าได้คิดว่าเกิดมาเพื่อหาความสุขสนุกสนาน ทางวัตถุ เราจะต้องคิดว่านั่นมันเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นอะไร และเป็นเรื่องที่ไปแตะ ต้องเข้าแล้ว ก็จะกลายเป็นภูต ผี ปีศาจ เราเอาแต่เรื่องทำมาหากินที่เหมาะ ท. ๒๓
น.95 ชื่อ ชุมนุมเทศนา ของพุทธทาสภิกขุ เล่ม ๒ พอสมแก่ความเป็นมนุษย์ และเป็นอยู่ให้ถูกต้องให้ปรกติ แล้วใช้เวลาที่เหลือ นี้แหละเดินทางต่อไปให้ถึงที่สุด ที่มนุษย์ควรจะไปถึง ซึ่งเรียกว่า มรรค ผล นิพพาน เราจะทำอย่างนี้ให้เป็นตัวอย่างแก่ลูกหลาน เราตายไปแล้วลูกหลานก็ยัง จะได้พยายามเดินต่อไป คือดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป รู้ธรรม ประพฤติธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าหากว่าบิดามารดาได้คอยอบรมสั่งสอนให้รู้จักหนทางไว้ ทุกๆ ชั่ว ทุกๆ ชั้น กันไปทีเดียว ถ้าบิดามารดาเกิดละเลยในหน้าที่อันนี้ เพราะบิดามารดาเองก็ไม่รู้ ก็เลยปล่อยให้ลูกหลานพลัดตกลงไปในทางของความเห็นแก่วัตถุ เห็นแก่ความสุข อย่างเนื้ออย่างหนัง ตามแบบของภูตผีปีศาจ คือกิเลสแล้ว มันก็จบกันแค่นั้นเอง คือลูกหลานของเราจะไม่เดินไปตามทางของเรา จะไม่เดินไปตามทางของธรรม แต่วกกลับไปหาหนทางของกิเลสตัณหา หรือที่เรียกกันว่าพยามาร ภูตผีปีศาจ หรืออะไรทำนองนั้น ถ้าขึ้นวกกันทำนองนี้ ไม่กี่ชั่วอายุคน โลกนี้ก็จะเป็นโลกที่ เต็มไปด้วยความเหมาะสม ที่จะเรียกว่าเป็นโลกของภูตผีปีศาจ ที่เต็มไปด้วย ความทุกข์ เดี๋ยวนี้มันก็ใกล้ ๆ เข้าไปแล้วกระมัง เพราะลองคิดดูว่าทั้งโลกมีแต่ ความเบียดเบียนกัน มีแต่การคอยจ้องเอารัดเอาเปรียบกัน เพื่อจะช่วงชิงเอา ประโยชน์ มาเป็นประโยชน์ของตนให้มากที่สุด ที่จะมากได้ จนไม่มีความสงบสุข มีแต่ความต่อสู้ ความดิ้นรน ความหวาดระแวง และการเบียดเบียนกันเท่าที่จะ เบียดเบียนได้ เบียดเบียนต่อหน้าไม่ได้ ก็เบียดเบียนหลับหลังอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้มันก็ไม่เคยมีมาแต่กาลก่อน เรียกว่าเป็นสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้น เพราะความ ประมาทของมนุษย์ในยุคนี้ เพราะความเผลอ เพราะความปล่อยตนให้ตกไปสู่ อำนาจของกิเลสตัณหาทีละเล็กทีละน้อย ๆ ๆ นานเข้าก็มากจนเหลือที่จะแก้ไขกัน ได้ง่ายๆ. คนสมัยนี้แม้จะเรียนอะไรให้มาก ก็เรียนเพื่อจะตามใจกิเลสตัณหา ไม่ได้เรียนเพื่อจะบังคับข่มขี่ย่ำยีกิเลสตัณหา เหมือนคนสมัยก่อน เพราะฉะนั้น คนสมัยนี้จะยิ่งเรียนอะไรเท่าไร ก็ยิ่งเป็นทาสของกิเลสตัณหามากขึ้น กิเลสตัณหา
น.96 ก็จึงไป ในทางที่จะเบียดเบียนตนเอง และเบียดเบียนผู้อื่นมากยิ่งขึ้น จนกระทั่ง ว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความเบียดเบียน นี่แหละมันทิ้งไกลกับร่องรอยของปู่ ย่าตา ยาย ซึ่งเคยนอนเป็นสุข ซึ่งเคยอยู่เย็นเป็นสุข ในทางจิตทางใจ ทำมาหากิน เท่าที่จำเป็น แล้วก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า คนทำจิตทำใจให้สูงขึ้นไปในทางของ ความสงบสุข จึงไม่มีการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น อย่างลึกซึ้งมหาศาลเหมือน มนุษย์ในยุคนี้. เดี๋ยวนี้เรามาทำบุญกุศลอุทิศให้แก่ปู่ ย่า ตา ยาย ฟังดูก็ไพเราะ แต่ลอง คิดดูก็อาจจะเศร้า เพราะว่าปู่ย่าตา ยายดีกว่าลูกหลาน แล้วลูกหลานยังจะมีหน้า มีตาทำบุญทำกุศล อุทิศให้ปู่ย่าตายาย มันเป็นเรื่องเล่นตลก มันเป็นเรื่องที่ มองดูแล้วน่าเศร้า น่าสงสาร ปู่ย่าตายายคงจะหัวเราะอยู่อย่างยิ่งทีเดียว สำหรับ ลูกหลานที่โง่เขลามากถึงขนาดนี้ ที่นี้ถ้าเราจะแก้ปัญหาข้อนี้กันให้ได้ เราก็ต้อง เลิกโง่ เลิกหลง เลิกงมงายกันเสียที ทำอะไรให้ดี อย่างน้อยก็ไม่แพ้ ปู่ ย่า ตา ยาย จึงจะพ้นจากการติเตียน เพราะว่าเราเกิดมาได้รับสิ่งที่ปู่ย่าตายาย ทำไว้ ให้มากมาย เราได้เปรียบถึงเพียงนี้ เราควรจะทำให้ก้าวหน้าได้อีกส่วนหนึ่ง เรา ไม่ต้องมัวคิดมัวคันอะไรบางอย่าง เพราะว่า ปู่ ย่า ตา ยาย คิดไว้ให้แล้ว เราก็ ควรจะเดินต่อไป ถ้าทำไม่ได้ก็แปลว่า เราเหลวไหล เราเป็นผู้ที่ไม่มีอะไรที่ควร จะอวดได้ว่าเป็นฝีมือของเราเอง. มาทำบุญตายายกันทุกปี ก็ได้เคยปรารภ เรื่องนี้กันทุกปี แต่ก็รู้สึกว่า ยังไม่ค่อยจะได้เห็นอะไรที่ดีขึ้น หรือไม่ค่อยจะเห็น อะไรที่เปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้น ยังคงเหมือนๆ กันอยู่ตามเดิม เพราะว่ามักจะ ทำแต่พอเป็นพิธี ไม่ค่อยคิด ไม่ค่อยนึก ไม่ค่อยจะฉลาด แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แม้แต่เรื่องจะตักบาตก็ทำให้เรียบร้อยไม่ได้ แม้แต่เรื่องจะถวายทาน ก็ทำให้น่าดูไม่ได้ ยังงมงายตามธรรมเนียมตามพิธีละเมอๆ ไปนั่นเอง นี่เรียกว่า เป็นเรื่องเล็กน้อยแท้ๆ ก็ยังทำให้ก้าวหน้าไม่ได้ ส่วนเรื่องใหญ่เรื่องจิต เรื่อง ลึกซึ้ง เรื่องสำคัญที่สุดนั้น จะก้าวหน้าไปได้อย่างไร เพราะว่ามัวแต่งมงายอยู่
น.97 ซี่ไทย ชุมนุมเทศนา ของพุทธทาสภิกขุ เล่ม ๒ อย่างนี้ มันต้องรีบคิดรีบนึกให้มาก เอาเวลามาคิดนึกเรื่องนี้กันบ้าง แล้วแก้ไข ให้ดีขึ้นทุกที ให้มันเป็นเรื่องที่มีความรู้สึกคิดนึกด้วยสติปัญญามากขึ้นทุกที อย่า ทำเพียงแต่ปากว่าไปตามธรรมเนียม ร่างกายก็กราบๆ ก้มๆ ไปตามธรรมเนียม หรือทุกอย่างก็ทำไปตามธรรมเนียม เหมือนตัวหุ่นที่เขาชักให้กะดุกกะดิกไปตาม ธรรมเนียม เราเป็นคน เราเป็นมนุษย์ เราเป็นสิ่งเป็นสัตว์ที่มีสติปัญญา ไม่ ต้องให้มีใครชัก หรือไม่ต้องให้มีใครกำกับ เราต้องมีสติปัญญาของเราเอง รู้แจ้งเห็นจริงแจ่มชัดอยู่ในจิตใจของเราเอง ในการที่จะทำให้มันดีขึ้นๆ ให้มัน เป็นสิ่งที่มีความหมายจริงๆ หัวใจนั้นมีความสะอาด มีความสว่างสงบเพิ่มขึ้น จริงๆ โดยไม่ต้องเชื่อใคร หรือไม่ต้องเดา ไม่ต้องสันนิษฐาน บางคนถือเสียว่า พอได้ประกอบพิธีต่างๆ ครบถ้วน เราก็ดีแล้ว เราก็ก้าวหน้าแล้ว เราก็ไปสวรรค์ แล้ว อย่างนี้มีอยู่เป็นส่วนมาก ถ้าจะเป็นเรื่องดีเรื่องสวรรค์ก็เป็นเรื่องดีอย่างงม- งาย อย่างนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน. สิ่งที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน นั้น ไม่เจือกับความงมงาย และไม่เจือกับพิธีรีตองต่างๆ จะ ต้องอาศัยสติปัญญาที่แจ่มใสแจ่มแจ้งอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับพิธี. เรา ทำพิธีนั้น ก็เพื่อให้เป็นระเบียบให้เรียบร้อย ให้สะดวก ในการที่จะทำพร้อมกัน มากๆ พิธีช่วยได้เพียงเท่านี้ ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องของแต่ละคน จะต้องทำด้วย หัวใจของตน ด้วยสติปัญญาที่เกิดขึ้น ที่แสงสว่างเพิ่มมากขึ้นทุกคราว แล้วมัน ก็จะเป็นการปรับปรุงกันอยู่ในจิตใจนั้นเอง คือความโง่ความหลงภายในจิตใจ หายไป ความสว่างไสวแจ่มแจ้งก็เกิดขึ้นแทน ความไม่สะอาดหายไป ความสะอาด ก็เกิดขึ้นแทน ความวุ่นวายหายไป ความสงบก็เกิดขึ้นแทน เรารู้เอง เรารู้สึกเอง เราได้ชิมรสเหล่านี้ด้วยตัวเราเอง โดยไม่ต้องมีใครมาเป็นผู้รับประกันให้เรา หรือมาชักชวนเรา เป็นนายประกันให้แก่เรา ว่าเราจะได้มีความสุข ว่าเราจะได้ ไปสวรรค์หรืออะไรทำนองนี้ มันเป็นเรื่องของคนงมงาย เราไม่ได้ต้องอาศัย คนอื่นหรือความเชื่อจากคนอื่น เรามีปัญญาพอที่จะมองเห็นได้ด้วยตัวเราเองยิ่งๆ
น.98 ขึ้นไปทุกที อย่างนี้จะเรียกว่ามันทันกับเวลา คือมันทันกับเวลาที่ยังเหลืออยู่น้อย นักแล้ว คนแก่ๆ นี้ อยู่อีกไม่กี่ปีก็จะต้องตาย เรียกว่าเวลามีเหลืออยู่เล็กน้อยแล้ว ถ้ายังมัวแต่วกไปวกมา หรือทำแต่พอเป็นพิธีรีตองอยู่แล้ว มันต้องไม่ทันแก่เวลา โดยแน่นอน เพราะจะต้องตายไปอีกชาติหนึ่ง และหวังอยู่ว่าลูกหลานจะทำต่อไป หรือไม่ หรือว่า ทว่าตัวเองเกิดมาใหม่ มันจะดีขึ้นได้อย่างไร อย่างนี้เรียกว่า มันเป็นการทำให้มนุษย์นี้ไม่ก้าวหน้า ทำให้มนุษย์นี้หยุดชะงักวกไปวกมาถอยหลัง ไม่มีสิ่งที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจที่ตรงไหนเลย ไม่สมตามความมุ่งหมายของการทำ บุญตายาย การทำบุญให้ตายายอย่างที่เราทำกันอยู่นี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องทำบุญให้ ตายายโดยงมงายอย่างที่คิดกันอยู่ แต่ว่าทำบุญให้แก่ความมุ่งหมาย ความ ต้องการของตายาย คือปู่ ย่าตายาย ที่ตายไปแล้วนั้น มุ่งหมายไว้อย่างไร หวัง ไว้อย่างไร เรากระทำให้ความมุ่งหมายหรือความหวังนั้นเป็นผลสำเร็จ ถ้าปู่ย่า ตายาย หวังอยู่ว่า มนุษย์นี้จะดีขึ้นทุกๆ ชั่วอายุคน หรือบรรลุมรรค ผล นิพพาน กันในโอกาสข้างหน้าแล้ว เราต้องทำบุญให้แก่ความหวังหรือความมุ่งหมายของ ตายาย ให้เป็นจริงขึ้นมาให้ได้ โดยเรานี้แหละจะทำอะไรให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น หนึ่ง จากที่ปู่ย่าตายายเคยทำมาได้แล้ว อย่างนี้แหละจึงจะชื่อว่า ทำบุญตายาย ที่แท้จริง. หวังว่าท่านทั้งหลายจะมีความคิดกันเสียใหม่ให้ถูกต้อง ว่าทำบุญตายาย นี้มีความหมายอย่างนี้ มีความหมายที่จะหล่อเลี้ยงความต้องการของคนที่ตาย ไปแล้วนั้น ให้เป็นความจริงขึ้นมา คนที่ตายไปแล้วนั้นหวังไว้อย่างไร สิ่งเหล่านั้นจักต้องเป็นไปสมความที่หวังไว้ทุกประการ ปู่ย่าตายาย ที่ตาย ไปแล้วรักพวกเรา ปรารถนาดีต่อพวกเรา หวังความสุขความเจริญต่อพวกเรา อย่างไรประการใดแล้ว สิ่งเหล่านั้นจักต้องสมหวัง จักต้องจัดต้องทำให้เป็นไป ให้สมหวังของปู่ ย่า ตา ยาย ด้วยกันจงทุกคน นั้นแหละจึงจะเรียกว่าทำบุญตายาย ที่แท้จริง อย่าได้เป็นแต่เพียงว่า ประกอบพิธีรีตอง เลี้ยงดูกัน บังสุกุลกัน หรือ ท. ๒๔
น.99 อะไรแล้วนี้ มันก็จะพอกันที ทำอยู่อย่างนี้มันเป็นเพียงพิธี ต้องทำให้สำเร็จ ประโยชน์ โดยแท้จริงอยู่ที่เนื้อที่ตัวของเรา คือมองดูที่เนื้อที่ตัวของเราแล้ว มี อะไรดีจริง มีอะไรก้าวหน้าออกไปๆ มากกว่าปู่ย่าตายายเคยกระทำได้ นั่นแหละ คือการทำเพื่อให้ถูกใจปู่ย่าตายาย ให้ปู่ย่าตายายมีความพอใจ มีความดีอก ดีใจ ถ้ามาเห็นลูกหลานทำอย่างนั้นแล้ว ก็จะมีปีติปราโมทย์เหมือนกับได้สวรรค์ วิมานก็ไม่ปาน นี่เรียกว่า เราได้ทำสุดความสามารถของเรา และสิ่งต่างๆ ก็ ถูกต้องและเป็นไปอย่างดี สำเร็จประโยชน์แก่ตายายแท้จริง ขอให้คิดอย่างนี้กัน ให้ทุกคน คิดกันให้มาก แล้วก็ทำกันให้มาก ทำให้ดียิ่งขึ้นทุกปี วันนี้ทำบุญ ตายายที่นี่ แต่วันนอกจากนั้นทั้งปีนั้นต้องทำที่บ้าน คือทำทุกอย่างที่บ้านที่เรือน ของเรานั้น ให้เกิดความเป็นสุข ให้เกิดความเจริญ ให้มาก ให้เป็นที่ พอใจของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วให้เป็นอย่างยิ่ง ให้สุดความสามารถ ด้วยกันทุกคนแล้ว พอถึงวันเช่นวันนี้ เราก็มาประชุมกันซักซ้อมความเข้าใจกัน เป็นประจำปี สำหรับจะได้ไปทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปจนตลอดปี ก็นับว่าเป็นการได้ ที่ดี เป็นการได้ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ในฐานะเป็นลูกหลานที่ดีของปู่ย่าตายาย. ธรรมเทศนาพอสมควรแก่เวลา เอวก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.100 อนัตตา พระราชชัยกวี แสดง ที่โรงธรรม วัดธารน้ำไหล อ. ไชยา เวลา ๒๐.๐๐ น. วันอาทิตย์ ที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๐๗ ณ บัดนี้จะวิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อและวิริยความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริ- ษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ในทางแห่งพระพุทธศาสนา ของสมเด็จ พระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย จนกว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนาในวันนี้จักได้กล่าวถึง หลักพระพุทธศาสนาอันว่าด้วย เรื่อง อนัตตา กับหลักอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องสมมติบัญญัติว่ามีบุคคล และบุคคล เป็นอย่างนั้นอย่างนี้เป็นต้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันถูกต้อง ไม่ขัดขวางกัน : กล่าวคือคนบางคนอาจจะเกิดฉงนขึ้นมาว่า เมื่อพูดว่าอนัตตาก็หมายความว่า ไม่ มีตัวไม่มีตน ไม่เป็นเราเป็นเขา ไม่เป็นใครดังนี้แล้ว ทำไมจึงพูดว่า "เรา" และทำไมพูดว่า " เราจะต้องกตัญญูกตเวทีต่อบุคคลเช่นบรรพบุรุษ หรือปู่ย่า ตา ยาย ของเราเป็นต้น;" นี่แสดงว่าเรามีตัวเรา เรามีปู่ย่าตายายของเรา เรา มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้น. อีกทางหนึ่งก็ว่าเป็นอนัตตา ไม่มีตัว ไม่มีตน ถ้าไม่มีตัวไม่มีตนไม่มีเราแล้ว ก็ไม่ควรจะมีปู่ ย่า ตายาย เราก็ไม่มี หน้าที่ที่จะต้องตอบแทนบรรพบุรุษเหล่านั้น เราไม่ต้องประพฤติตนเป็นคนกตัญญู กตเวที หรือประพฤติกตเวที ก็ย่อมไม่มีความหมายอะไร ดังนี้เป็นต้น ; ถ้า ผู้ใดมีความสงสัยอย่างนี้ ก็พึงเข้าใจเถิดว่า เพราะผู้นั้นเองรู้เรื่องหลักพระพุทธ- ศาสนาในส่วนที่เป็นความจริง มาปนกับเรื่องที่เป็นส่วนสมมต. อาจจะมีปัญหา ซีดี
น.101 เตลิดเปิดเปิงไปว่า ถ้าไม่มีตัวไม่มีตนแล้ว เราจะทำบุญทำบาปก็ต้องไม่มีบุญ ไม่มีบาป ; คนอยากทำบาปก็ทำบาปได้ตามชอบใจ ไม่มีบาป คนทำบุญก็ เปลืองเปล่า เหนื่อยเปล่า เสียเปล่า ไม่รู้ว่าจะได้บุญที่ใคร ไม่มีใครเป็นผู้ได้ บุญ ; แล้วก็เลยชวนกันทำตามความต้องการของความรู้สึกที่เป็นกิเลสตัณหา คือใครอยากทำอะไร ก็ทำได้ตามชอบใจ ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องบุญ บาป ดี ชั่ว เป็นต้น. ความคิดนึกเอาเองอย่างนี้ มีเพราะว่าศึกษามาไม่ครบถ้วน ศึกษามา ไม่เพียงพอที่จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ ; ถ้าศึกษามาอย่างถูกต้องและครบถ้วนแล้ว ย่อม จะเข้าใจได้ทันทีว่า โดยที่แท้จริงหรือโดยธรรมชาติ หรือโดยปรมัตถสัจจะ คือ มองดูกันในอัตถะอันลึกซึ้ง ในความหมายอันลึกซึ้ง บัญญัติว่าไม่มีอะไรเป็น ตัวตน หรือเป็นของๆ ตน นี้เป็นความจริงอย่างหนึ่ง. แต่เป็นความจริงที่ บุคคลยังไม่รู้ คนทั่วไปยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นคนทั่วไปจึงไม่ถือว่าเป็นความจริง คนทั่วไปรู้แต่เรื่องสมมติบัญญัติ ใช้กันอยู่ในวงของคนทั่วไป และตามความรู้สึก ที่เป็นไปได้เองสำหรับบุคคลที่ยังไม่รู้ธรรมะ คนทั่วไปจะมีความรู้สึกว่าเราเป็นเรา เรามีอะไรเป็นของเรา เรามีได้มีเสีย มีดีมีชั่ว มีบุญมีบาป หมายความว่า สิ่งที่เรา ไม่ต้องการ หรือทำอันตรายแก่เรานั้น เราเรียกว่าบาป สิ่งที่เราชอบใจให้ประ- โยชน์เกื้อกูลแก่เรา เรียกว่าบุญ แล้วเราก็เกลียดบาปและรักบุญ อย่างนี้ก็เป็น การถูกต้อง หรือเป็นความจริงที่เดียวสำหรับคนทั่วไป คนทั่วไปเมื่อพูดว่าตัวเรา เมื่อพูดว่าของเรา ก็รู้สึกว่าเป็นความจริง อย่างน้อยเราก็ฟังกันรู้เรื่อง ใครพูด เราก็รู้เรื่องหรือฟังถูก ว่านั้นเป็นนั่น นี่เป็นนี่ นั่นเป็นของคนนั้น นี่เป็นของคนนี้ คนนั้นเป็นคนดี คนนี้เป็นคนเลว อย่างนี้ก็ล้วนแต่ฟังถูกทั้งนั้น กระทั่งถึงพูดว่า คนนี้เป็นคนอกตัญญู คนโน้นเป็นคนกตัญญู อย่างนี้เราก็พังถูก เพราะความ กตัญญู มันก็ต้องมีบุคคลซึ่งเป็นคู่กัน คือเป็นผู้มีบุญคุณ และเป็นผู้รู้บุญคุณ ล้วนแต่มีบุคคลไปทั้งนั้น คนทั่วไปเข้าใจอย่างนี้ ใช้คำพูดอย่างนี้อยู่เป็นประจำ ดังนั้นก็หมายความว่า เรารู้กันตามที่สมมดและบัญญัติ ใช้กันอยู่ในบุคคลทั่วไป
Buddhadasa