Buddhadasa.org

ชุมนุมเทศนาของพุทธทาสภิกขุ เล่ม 2 ตอนที่ ๗ — ๗. อนัตตา

ชุมนุมเทศนาของพุทธทาสภิกขุ เล่ม 2 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมเทศนาของพุทธทาสภิกขุ เล่ม 2 (๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.102 ๙๗ พระธรรมเทศนา เรื่อง อนัตตา ให้มีบุคคลขึ้นมา มีดีมีชั่ว มีบุญ มีบาป ขึ้นมา เมื่อว่าเราต้องการที่จะเป็นคนดี เราก็ต้องประพฤติสิ่งที่ได้สมมดบัญญัติกันไว้ว่าดี และเราก็เห็นด้วย เพราะเหตุ ฉะนั้นแหละจึงมีการบัญญัติอีกมากมาย ที่มีความหมายเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เป็นคนดี เป็นคนมีกตัญญู เป็นคนมีเมตตากรุณา เป็นคนมีสัจจะ เป็นคนดีอย่าง อื่นๆ อีกมากมาย เรานับถือบูชาคนที่มีความดี เพราะว่าความดีนั้นทำได้ยาก และคนดีนั้นมีประโยชน์แก่บุคคลอื่น. ที่นี้เราจะคิดอย่างไรต่อไปอีก ถ้ามีคนมาพูดว่า ทุกอย่างเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนไม่ใช่ของตน ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ถ้าเป็นคนธรรมดาสามัญก็คง จะงง ไม่เข้าใจได้ ต้องการคำอธิบายมากมายทีเดียว ด้วยเหตุนี้แหละเราจึงต้อง ขยันฟัง ขยันคิดนึกศึกษาไปตามลำดับ จนกว่าจะมีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่อง ของธรรมในขั้นสูงสุด ที่ว่าอะไร ๆ นั้นยึดถือไม่ได้ จะยึดถือเป็นตัวเราหรือของ เราไม่ได้ เพราะว่าถ้ายึดถือเข้าแล้วจักเป็นทุกข์ แม้จะยึดถือในความดีในบุญ ถ้ายึดถือแล้วก็เป็นของหนักขึ้นมา เป็นทุกข์ขึ้นมา ต่อเมื่อไม่ยึดถือจึงจะไม่เป็น ทุกข์ ไม่ยึดถือทุกอย่างทุกประการ คือว่าไม่ยึดถือทั้งฝ่ายบุญฝ่ายบาป ใจจึงจะ ไม่หนัก ไม่เป็นทุกข์ ไม่ยึดถือทั้งดีทั้งชั่ว ใจจึงจะไม่กระวนกระวายไปตาม ความดีหรือความชั่วนั้น นี่ควรจะเห็นกันได้ชั้นหนึ่งก่อนแล้ว ว่าคำพูดนั้นมันเป็น คำพูดสูงเกินกว่าเรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องบุญเรื่องบาป คือมันเป็นเรื่องเหนือไปอีก เหนือดีเหนือชั่ว เหนือบุญเหนือบาป. ทีนี้เมื่อจิตใจของเราความรู้ของเรา รู้จักแต่เรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องดีเรื่องชั่ว เราก็ไม่อาจจะรู้เรื่องที่เหนือบุญเหนือ บาป เหนือดีเหนือชั่วขึ้นไป คือเรื่องไม่มีตัวตนนั่นเอง. เราจะต้องศึกษาให้รู้ต่อไปอีก ถึงเรื่องที่มันดีไปกว่าดี หรือยิ่งไปกว่าบุญ ถ้าจะศึกษากันอย่างลัดๆ สั้นๆ ก็ศึกษาในแง่ที่ว่า บุญนี้ถ้าไปเมาเข้า ก็เป็นเรื่อง ยุ่งยากลำบากและเป็นทุกข์ ความดี ถ้าไปยึดให้เป็นของเราเข้า จิตใจก็จะมีความ หนักหน่วงและเป็นทุกข์ อย่างน้อยก็วิตกกังวล ในเรื่องที่ความดีมันจะหมดไป ท. ๒๕

น.103 ที่นี้เราจะต้องทำอย่างไรเล่า จึงจะอยู่เหนือความดีเหนือความชั่ว เหนือบุญเหนือ บาปเหล่านั้น คำตอบมีอยู่สั้นๆ ซึ่งทุกคนควรจะจดจำไว้ให้แม่นยำว่า เรารู้ว่า อะไรดีอะไรชั่ว อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ เราก็ทำแต่สิ่งที่ควรทำ โดยไม่ต้อง ยึดถือว่า เราเป็นผู้ทำ เพื่อทำเป็นของเรา อย่างนี้ก็เรียกว่าทำไปโดยไม่ยึดถือ ทำไปด้วยอะไร ก็ทำไปด้วยสติปัญญา สติปัญญาไม่ต้องยึดถือ ไม่มีการยึดถือ อยู่ในสติปัญญา ถ้ายังยึดมั่นถือมั่นอยู่ ยังไม่เรียกว่าสติปัญญา คนธรรมดาที่ พูดกันว่ามีสติปัญญา แต่ไปหลงรักหลงโกรธ หลงเกลียดหลงกลัว หลงยึดถือ ตัวตนอะไรทำนองนี้ นี่มันเป็นสติปัญญาอย่างของชาวบ้าน คือเป็นสติปัญญา อย่างที่ชาวบ้านสมมดว่าเป็นปัญญา ส่วนปัญญาแท้จริงของพระอริยเจ้านั้น หมายถึง ความรู้ที่แท้จริง ที่ทำให้ไม่ยึดถืออะไร ไม่รู้สึกว่าอะไรควรจะ ยึดถือ และรู้ว่าบัญญัติสมมตของชาวบ้านนั้นเป็นอย่างไร ความจริงของ พระอริยเจ้านั้นเป็นอย่างไร. บัญญัติของชาวบ้านก็คือบัญญัติว่าดีว่าชั่ว ว่าบุญว่าบาป ว่าสุขว่าทุกข์ ว่าคนนั้นเป็นอย่างนี้ คนนี้เป็นอย่างโน้น คนนั้น เป็นอะไรแก่คนนี้ คนนี้เป็นอะไรแก่คนโน้น ดังนี้เป็นต้น นี่เรียกว่าบัญญัติของ ชาวบ้าน. ส่วนความจริงของพระอริยเจ้านั้น ก็คือเห็นว่า สิ่งทั้งปวงล้วน แต่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่นเอามาเป็นเราหรือมาเป็นของ เรา ไม่ว่าจะถูกบัญญัติว่าดีชั่ว ว่าบุญว่าบาป มีสติปัญญาชนิดนี้มีประโยชน์ ตรงที่ว่า ไม่ไปยึดอะไรเข้าสักสิ่งเดียว แต่มีปัญญาทำทุกสิ่งตามที่ควรจะทำ ไม่ได้ทำเพื่อตัวตนหรือของตน ด้วยความยึดมั่นถือมั่น แต่ว่าทำด้วยสติปัญญาที่ รู้ว่า มันเป็นหน้าที่ของสังขารนั่นเอง เช่นว่าถ้าเราจะถือว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นเพียงสังขารคือเครื่องปรุงแต่งแล้ว สติปัญญาก็มีอยู่ในตัวมัน เองว่า มันจะต้องทำอะไรบ้าง ดังนั้นจึงทำทุกอย่างที่ต้องทำ หรือควรทำแก่ ร่างกายนี้ เพื่อให้ร่างกายนี้เป็นอยู่ได้ เป็นไปได้ ตั้งอยู่ได้ โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ เท่านั้นก็พอแล้ว. เพราะฉะนั้นในเรื่องที่ประเสริฐสูงสุดของพระพุทธศาสนา

น.104 • ซี8 พระธรรมเทศนา เรื่อง อนัตตา เช่นเรื่องอริยสัจจ์สี่ประการ จึงได้มีกล่าวแต่เรื่องความทุกข์ กับเหตุให้เกิดทุกข์ นี่คู่หนึ่ง แล้วกล่าวเรื่องของความไม่มีทุกข์เลย และวิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงความไม่มี ทุกข์ นี้อีกคู่หนึ่ง ไม่ได้พูดถึงความสุข เพราะว่าเรื่องความสุขนั้นเป็นเรื่องไม่จริง เป็นเรื่องของความยึดมั่นถือมั่นไปตามสมมดบัญญัติ ของที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือของ ปรุงแต่ง และเป็นทุกข์ เป็นทุกข์เพราะไปยึดถือว่าเป็นเรา หรือเป็นของเรา ไม่ ปล่อยให้เป็นของธรรมชาติ ที่นี่เราก็ต้องหาสติปัญญามาด้วยการประพฤติปฏิบัติ ให้รู้ว่า สิ่งเหล่านั้น ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา ควรปล่อยให้เป็นของธรรมชาติ เพราะ เหตุนั้นแหละจึงไม่เกิดตัณหา ไม่เกิดอุปาทาน ซึ่งเป็นต้นเหตุของความทุกข์ ท่านก็อยู่ได้โดยไม่มีความทุกข์ มีความเป็นปรกติอยู่ได้โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ ใคร จะเรียกว่าสุขก็ตามใจเขา แต่เราเรียกว่าความไม่มีทุกข์ คือความที่ทนอยู่ได้ โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ เท่านี้ก็พอแล้ว และความจริงก็มีอยู่แต่เพียงเท่านี้ จิตใจ ที่รู้สึกนั้นก็ไม่ใช่ตัวตน ร่างกายก็ไม่ใช่ตัวตน สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ของตน ล้วนแต่เป็นของธรรมชาติ จิตใจไม่ถูกยึดถือว่า จิตใจเป็นของตน ก็ย่อมจะเป็น จิตใจที่บริสุทธิ์ เบญจขันธ์ร่างกายทั้งหมดทั้งสิ้น ทุกอย่างก็ล้วนแต่ไม่ถูกยึดถือ ว่าของตน จึงเป็นเบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์ บุญหรือบาป ความดีหรือความชั่ว เมื่อ ไม่ถูกยึดถือว่าของตน ก็ไม่ถึงความนับว่าเป็นของตนโดยแท้จริงอะไร แต่จะเรียก ว่าบุญว่าบาป ว่าดีว่าชั่ว ไปตามภาษาชาวบ้านก็ได้ ภาษาชาวบ้านเขาพูดกัน อย่างไร ท่านฟังถูกก็แล้วกัน แต่ไม่จำเป็นจะต้องยึดถือ เมื่อเป็นดังนี้ พระอริย- เจ้าทั้งหลายก็อยู่ในโลกนี้ได้พูดกับชาวบ้านก็รู้เรื่อง และยังช่วยเหลือคนทั้งหลาย ได้อีกด้วย ทั้งที่จิตไม่มีความยึดมั่นถือมั่น เลยไม่มีเราไม่มีเขา ไม่มีความหวัง ว่า เราจะเป็นผู้มีบุญคุณแก่เขา เขาจะเป็นลูกหนี้บุญคุณแก่เรา แต่ก็ทำการช่วย ได้ ทำไปด้วยสติปัญญาอีกนั่นเอง คือว่าจิตใจที่หมดความยึดถือแล้ว คือหมด กิเลสแล้ว ย่อมเต็มไปด้วยสติปัญญา สติปัญญานั้นเองรู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่

น.105 ควรทำ ที่แท้ก็ไม่ต้องการจะทำอะไร แต่ว่าเมื่อเราไม่ทำอะไรนั้น มันอยู่ไม่ได้ เพราะว่าสังขารร่างกายนี้ต้องการเคลื่อนไหว ต้องการจะทำหน้าที่ของมันโดย ธรรมชาติ คือการกระทำการงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นท่านจึงรู้ต่อไปว่า อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าควรทำนั้น เราจะไม่ทำก็ได้ แต่ เดี๋ยวนี้เมื่อร่างกายมันอยู่ไม่ได้นิ่งๆ มันจะต้องทำมันก็ทำ. ที่นี้บางคนอาจจะคิดว่า พระอรหันต์หรือพระอริยเจ้าทั้งหลายทำไปด้วย ความเมตตากรุณา ความสงสารต่อสัตว์ทั้งหลาย อย่างนี้เรียกว่าเป็นตัวตนหรือ ยึดถือตัวตนหรือไม่. ความเมตตากรุณาของพระอรหันต์นั้น ผิดกันกับ ความเมตตากรุณาของชาวบ้าน ซึ่งมีความยึดถือ ความเมตตากรุณาของ พระอรหันต์นั้น มีมูลมาจากความรู้ความเข้าใจถึงที่สุด หรือความว่างจากตัวตน ไม่มีความยึดถือตัวตน มีสติปัญญารู้ว่า การช่วยผู้อื่นนี้เป็นสิ่งที่ควรกระทำ จึง ได้กระทำ ไม่ใช่กระทำไปด้วยความรักสงสาร ด้วยจิตใจที่อ่อน เหมือนกับ คนธรรมดาสามัญทั่วไป. คนธรรมดาสามัญทั่วไปนั้น แม้จะมีเมตตามีกรุณา มีอะไร ก็เป็นเมตตากรุณาที่มีความยึดถือ ดังนั้นบางทีก็สงสารเขาจนร้องไห้ ไม่ได้ช่วยเหลือเขาก็กระสับกระส่ายอยู่ไม่เป็นสุข ดังนี้มันจึงต่างกันกับเมตตา กรุณาของพระอรหันต์ ผู้ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น เพราะว่าเมตตากรุณาของ พระอรหันต์มีมูลมาจากสติปัญญา ส่วนเมตตากรุณาของชาวบ้านนั้น มีมูลมา จากอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่นนั้นเอง มีตัวเราแล้วก็นึกคิดไปว่า เราเป็น อย่างไร เขาก็เป็นอย่างนั้น คนนั้นจึงเกิดความรักใคร่ ส่งสารเมตตากรุณา เหมือนกับที่รักใคร่สงสารตนเอง อย่างนี้เป็นต้น "อย่างนี้เรียกว่าเมตตากรุณาของ บุคคลที่มีความยึดมั่น เพราะฉะนั้นมันจึงต้องยึดมั่นต่อกันไปอีกว่า ใครเป็นผู้มี บุญคุณ ใครเป็นผู้เป็นหนบุญคุณ คือเป็นบุพพการี เป็นกตัญญูกตเวทีต่อกัน ดังนี้เป็นต้น.

น.106 เมื่อยังถอนความยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ก็ต้องยอมรับบัญญัติสมมตต่างๆ ที่บัญญัติไว้ตามความยึดมั่นนั้น ถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็ทนไม่ได้ คือจิตใจกระวน กระวายไม่สบาย เกิดความกลัว เกิดความกระวนกระวายซึ่งเรียกว่าบาปนั้นเอง ถ้าได้ทำไปตามความยึดมั่นถือมั่น จิตใจก็สบายที่เรียกว่าบุญนั่นเอง นี่ทั้งบุญทั้ง บาปย่อมติดอยู่ได้ด้วยการยึดมั่นถือมั่นด้วยกันทั้งนั้น. ส่วนพระอรหันต์ เมตตา กรุณานั้น เป็นเมตตากรุณาของสติปัญญา คือหมดความยึดมั่นถือมั่น แล้วรู้ว่า นี่เป็นสิ่งที่สัตว์ทั้งหลายเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เขา จึงได้กระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เกื้อกูลเหล่านั้น หรืออย่างมากที่สุดที่จะเป็นไปได้ก็คือว่า เคยบำเพ็ญภาวนา ในเรื่องเมตตากรุณามาแต่ก่อนอย่างลึกซึ้ง ความรู้สึกอันนี้เหลืออยู่เป็นนิสัย ก็ ทำไปตามความเคยชินเป็นนิสัยเท่านั้นก็ได้ แต่ก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นเหมือนแต่กาล ก่อน เพราะว่าบัดนี้ได้หมดตัณหาอุปาทาน อันเป็นความยึดมั่นแล้ว อำนาจ เมตตากรุณานั้นก็เปลี่ยนไปจากเมตตากรุณาด้วยอุปาทาน ไปเป็นผู้มีเมตตา- กรุณาด้วยสติปัญญาของบุคคลผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น. เราก็ได้เคยได้ยินได้ฟัง มาว่า ผู้ที่บำเพ็ญบารมีเป็นพระพุทธเจ้านั้น บำเพ็ญบารมีมากมายหลายอย่าง รวมทั้งเมตตาบารมีด้วย จึงเชื่อกันว่าความเมตตากรุณานั้น เกิดเป็นความเคยชิน ขึ้นในนิสัยสันดานของพระพุทธเจ้า ท่านจึงทำไปด้วยความเคยชินนั้น อย่างนี้ก็ยัง ไม่ถูกแท้ จะกลายเป็นการลดพระพุทธเจ้าลงมา ไม่มากก็น้อย ที่จริงความหลุดพ้น จากตัณหาอุปาทานนั้นหมดจดสิ้นเชิงแล้ว สติปัญญามีอำนาจเหนือกว่าสิ่งใดหมด มันรู้หน้าที่ว่าจะต้องทำอะไร ในฐานะที่เหมาะสม หรือว่าเท่าที่สมรรถภาพ ความสามารถจะพึงกระทำได้ เมตตากรุณานั้นอาศัยสติปัญญาเป็นที่ตั้ง ความ เป็นพระพุทธเจ้านั้นหมายถึงสุดยอดของสติปัญญา ดังนั้นเมตตากรุณาก็พลอย เป็นของสุดยอดไปด้วย คือกระทำไปอย่างกว้างขวาง อย่างสูงสุดตามไปด้วย อย่างนี้จะเป็นการพูดที่ถูกต้อง หรือตรงไปตรงมา สำหรับพระพุทธเจ้าผู้มี ขันธสันดานบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน โดยประการทั้งปวง ละได้ ท. ๒๖

น.107 ทั้งกิเลสและวาสนา คือว่ากิเลสก็จะได้ ความเคยชินโดยไม่เจตนาก็ละได้ จึงจะ เป็นพระพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์. เราจึงเห็นได้โดยนัยที่กล่าวมานี้ว่า เมตตากรุณาของบุคคลผู้มีความ ยึดมั่นถือมั่นเป็นอย่างหนึ่ง ความเมตตากรุณาของผู้ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นนั้น เป็นอีกอย่างหนึ่ง ทั้งๆ ที่เราเรียกชื่อเดียวกันเหมือนกันว่า เมตตากรุณา แต่ ที่แท้แล้วมันต่างกันมากมาย อันหนึ่งเป็นไปเพราะความยึดมั่นถือมั่น อันหนึ่ง เป็นไปเพราะความไม่ยึดมั่นถือมั่น โดยประการทั้งปวง. เราจะพูดว่าเมตตา กรุณาของพระพุทธเจ้านั้น เป็นเมตตากรุณาที่ว่างจากตัวตนดังนี้ก็ยังได้ แต่คนจะ ไม่เข้าใจมากขึ้นเท่านั้นเอง จิตใจที่ไม่ยึดถือ เป็นจิตใจที่ว่างจากความยึดถือนั้น เป็นจิตใจที่แจ่มใสอยู่ด้วยสติปัญญา จึงรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เฉพาะแต่เรื่อง เมตตากรุณา เป็นการรู้ไปรอบด้าน จึงทำอะไรได้รอบด้าน โดยไม่ต้องมีความ ยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง ถ้าเราจะเข้าใจกันมาจากข้างบน หรือจากบุคคลอย่างพระ- พุทธเจ้า ลงมาสู่บุคคลอย่างเราๆ บางทีก็จะเข้าใจได้บ้าง แต่ก็เป็นการยากอยู่ที่ ว่า เราก็ไม่เข้าใจพระพุทธเจ้า เมื่อเราไม่เข้าใจพระพุทธเจ้า เราก็ไม่สามารถจะ เปรียบเทียบ ดังนั้นเรื่องก็ยากที่จะเป็นไปได้อยู่ตามเดิม เหมือนจะให้ขึ้นต้นไม้ ลงไปจากทางปลาย อย่างนี้มันก็ทำไม่ได้สำหรับคนทั่วไป. ดังนั้นเราก็ต้อง พยายามไต่ขึ้นไปจากทางโคน ด้วยการระมัดระวังต่อไปว่า สิ่งต่างๆ นี้เราไป ยึดมั่นถือมั่นเข้าแล้ว มันเป็นอย่างไร ให้เห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่นอยู่เรื่อยๆ ไป หัดทำทุกอย่าง โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น จะทำอะไรให้ใครสักหน่อยก็อย่า ไปคิดว่า เราจะเป็นเจ้าหนี้นายทุนแก่เขา ถ้าคิดเป็นอะไรแก่เขาอย่างนั้น มันเป็น การยึดมั่นถือมั่น. ถ้าจะทำอะไรให้ใครสักหน่อย ก็คิดให้เห็นว่ามันเป็นสิ่ง ที่ควรทำ การกระทำนี้จะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขเกื้อกูลแก่ทุกคนจึงได้ทำ และ ไม่หวังที่ว่า เราจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ได้รับกำไร ให้ใครๆ เป็นลูกหนี้ บุญคุณของเรา หรือว่าแม้แต่ตัวเราเองล้วนๆ เราก็ไม่ต้องการจะสะสมอะไรๆ

น.108 ให้มันมากอีกต่อไป เราต้องการแต่จะทำให้มันหมดไป เพื่อจะไม่ต้องมีความ หนักอกหนักใจในการแบกเอาไว้ ในการยึดมั่นถือมั่นนั้นเอง. เราลองคิดดูว่า บ้านเรือนของเรา ถ้ามันมีอะไรมากมายเกินไปเราจะเป็นอย่างไรบ้าง เราก็ควร จะต้องตายเป็นแน่ เพราะการเก็บรักษาสิ่งเหล่านั้น ซึ่งมันมากเกินไป ถ้าเราไม่ ต้องมีอะไรมากถึงขนาดนั้น เราก็อยู่ได้ แล้วเราจะไปมีให้มันมากมายทำไม. ถ้าเข้าใจข้อนี้แล้ว เราก็อาจจะเข้าใจได้ต่อไปว่า เรื่องที่ว่าเป็นบุญเป็นกุศล เป็น ความดีความงามอะไรนั้นก็เหมือนกัน ถ้าไปมีเข้าไว้อย่างยึดมั่นถือมั่น สะสม เหมือนกับสะสมทรัพย์สมบัติแล้ว มันก็ต้องได้ความทุกข์อย่างเดียวกัน. เพราะ ฉะนั้นเราจึงใช้วิธีอื่น เช่นจะมีอะไรไว้บนบ้านบนเรือน ก็ทำให้มันเหมือน กับไม่มีอะไรเสียทีเดียว เหมือนกับเราอยู่บ้านคนอื่น ซึ่งไม่ใช่บ้านของเรา ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติของเรา อย่างนี้มันสบายกว่า มันทำไปตามหน้าที่ที่ควร กระทำหรือพอใจจะกระทำ. นี้เรียกว่าไม่มีตัวเรา แต่เราก็ไม่ตาย เราก็ ยังเป็นอยู่ได้โดยไม่ต้องมีความทุกข์ เรื่องบุญกุศลมันก็เป็นเหมือนกับ ทรัพย์สมบัติชนิดหนึ่ง เป็นทรัพย์ที่ประณีตละเอียดสุขุมยิ่งขึ้นไปเท่านั้น แต่ถ้า ไปยึดถือเข้า มันก็เป็นทุกข์อย่างละเอียดสุขุมเช่นเดียวกัน ดังนั้นจะเป็นเรื่องทรัพย์ หยาบๆ ในภายนอกก็ดี จะเป็นเรื่องทรัพย์ในภายใน เช่นบุญ กุศลก็ดี เรามี ไว้เท่าที่ควรมี เราจัดเราทำเท่าที่ควรจัดควรทำ โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น ก็จะ ไม่มีความทุกข์เลย. ข้อที่จะต้องเป็นหนี้บุญคุณคนอื่นนั้น โดยจิตใจของเรา เราไม่รู้สึก แต่ว่าถ้ามันมีขนบทำเนียมประเพณี หรือการสมมดบัญญัติว่า คนนั้นเมื่อถูก กระทำอย่างนั้น แล้วเป็นหนี้บุญคุณเขานั้น เราก็ยอมรับอย่างข้างนอก คืออย่าง สมมติบัญญัติ แล้วเราก็หาโอกาสแสดงออกให้ใครเห็นว่า เราก็เป็นคนกตัญญู- กตเวที ดังนี้มันจึงจะเป็นเครื่องทำโลกนี้ให้มีความสุขสงบอยู่ได้ เพราะเป็น ตัวอย่างที่ดี เป็นเหมือนกับการสั่งสอนคนให้กตัญญูกตเวที ไปตามเรื่องตามราว ของคนที่ยึดมั่นถือมั่นในสมมดบัญญัติ.

น.109 ถ้าเราไม่ต้องการจะเป็นทุกข์ ไม่ต้องการจะมีความยากลำบาก ใน ทางจิตทางใจแล้ว ก็จะต้องหัดความไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยทำนองนี้ ซึ่งเป็น การค่อยๆ เขยิบเข้าไปในเรื่องของความจริง คือค่อยๆ ไกลออกไปจากสมมต บัญญัติ แต่เมื่อจะพูดกันอย่างสมมติบัญญัติ หรือจะต้องทำตามสมมติบัญญัติ ก็ ยังพูดได้หรือยังทำได้เลย ไม่มีอะไรผิดแปลกเลย ไม่มีอะไรที่มีอาการเหมือนกับ คนที่บ้าๆ บอๆ อย่างที่เขาเข้าใจกัน ถ้ามีใครทำอะไรรีๆ ขวางๆ บ้าๆ บอๆ แล้วมาพูดว่าเป็นคนเสียสละ เป็นคนไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น มันยิ่งผิดมากขึ้นไปอีก เพราะคนไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น จะไม่มีอะไรที่เป็นการกระทำอย่างรีๆ ขวางๆ บ้าๆ บอๆ อีกต่อไปเลย เพราะมันเต็มไปด้วยสติปัญญาดังที่กล่าวแล้ว. เมื่อ เป็นดังนี้ เราก็พอจะเข้าใจได้ว่า ทำไมเราจึงพูดถึงความกตัญญูกตเวทีคล้ายกับว่า เราเป็นหนี้บุญคุณต่อกัน ผูกพันอยู่แก่กันและกัน. ข้อนี้ขอให้เข้าใจว่าแม้ แต่พระอรหันต์ท่านก็ยอมรับ ถึงความกตัญญูกตเวที หรือเป็นบุพพการี และ ท่านก็ประพฤติปฏิบัติหน้าที่ตามที่โลกนี้สมมติบัญญัติ เพื่อไม่ให้มันขัดขวางกัน และเพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่กันและกัน เพราะว่าเราอยู่ในโลกนี้ เราอยู่กันด้วย การสมมติบัญญัติ ถ้ายังต้องเกี่ยวข้องกับโลกซึ่งมีการสมมติบัญญัติอยู่เพียงใด แล้ว ก็ ทำไปตามสมมตบัญญัติ แต่ไม่ต้องมีจิตใจที่ยึดมั่นถือมั่น. เพราะ ฉะนั้นพระอรหันต์จึงทำอะไรได้ที่เป็นการสัมพันธ์กันกับชาวโลก แต่ถ้ามีอะไรที่ มันน่ารำคาญ หรือไม่อยากจะทำ ท่านก็หลีกเลี่ยงไปเสียได้ แต่ถ้ามันมีอะไรที่ น่าทำ ควรทำเพื่อประโยชน์แก่เขา ท่านอยากจะทำก็ทำได้ เรียกว่าเป็นผู้ไม่มี การยึดมั่นถือมั่น โดยประการทั้งปวง. "เราจะเอาอย่างกันได้สักเท่าไรเพียงไร นั้น มันแล้วแต่ความหนาความบางของธวิชชาของเรานั่นเอง ถ้าเรามีอวิชชามาก มีตัณหาอุปาทานมาก มันก็ยากที่จะทำได้ มันก็ต้องทนทุกข์กันไปก่อน แต่ถ้า อยากจะไม่ทุกข์แล้ว จะต้องศึกษาพยายามขูดเกลาอวิชชา ตัณหา อุปาทานนี้ ให้บางเบาลงไปตามลำดับ แล้วก็จะเข้าใจได้เอง เหมือนกับบุคคลที่อยู่ในที่สูง

น.110 อาจจะมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างกระจ่างชัดทั่วถึง ฉันใดก็ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น ขอให้รีบขึ้นไปสู่ที่สูงเสียก่อนเถิด จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้เอง ในขณะนี้มีความ ยึดมั่นถือมั่นในความดี ก็พยายามกระทำความดีไปจนสุดความสามารถ ถ้ามี ความทุกข์ขึ้นมา ก็รู้ว่าเพราะความยึดมั่นถือมั่น แล้วก็คลายความยึดมั่นถือมั่นเสีย ทำความดีต่อไปอีกแบบหนึ่ง คือทำความดีโดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง มันก็ ค่อยๆ ดียิ่งขึ้นไปจนอยู่เหนือความดีได้ในที่สุด จึงได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่ประเสริฐ ที่สุด ที่พระพุทธศาสนามีให้แก่เรา. นี้เรียกว่าเป็นผู้หลุดพ้นจากความทุกข์ ทั้งปวง อยากจะทำอะไรก็ทำได้ แล้วกลับได้สิ่งที่ดีกว่าบุญ สูงกว่าบุญ แพงไป กว่าบุญ ประเสริฐไปกว่าบุญเสียอีก เพราะว่าเป็นบุญชนิดที่ไม่มีความยึดมั่น ถือมั่น ไม่ทำเจ้าของให้เกิดเป็นความทุกข์ทรมาน. เปรียบเทียบข้อนี้ได้อีก อย่างหนึ่งว่า ถ้าเราจะเปรียบบุญหรือความดีนี้ ว่าเป็นเหมือนกับเพชรกับพลอย ก็ลองคิดดูเถิดว่า ถ้ามันมีมากมันจะยุ่งยากเท่าไร ถ้ามันมีมากด้วยแล้วมาบรรทุก อยู่บนศีรษะของเราด้วย แล้วมันจะเป็นอย่างไร ที่ว่าบรรทุกอยู่บนศีรษะนี้หมาย ถึงยึดมั่นถือมั่น ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นมันก็ไปอยู่ข้างล่าง พอยึดมั่นถือมั่นมันก็มาอยู่ บนศีรษะของเรา เพราะฉะนั้นจะเป็นบุญกุศล หรือความดีชนิดไหนก็ตาม ถ้า เกิดยึดมั่นถือมั่นเข้าแล้ว มันมาอยู่บนศีรษะของเรา ทำให้เกิดความหนักหน่วง ความวิตกกังวล ไม่มีความสงบสุขได้. เพื่อจะไม่เป็นทุกข์ เราต้องรู้จักทำบุญ ต้องรู้จักทำดีชนิดที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น จึงจะเป็นบุญเป็นความดีที่แท้จริงยิ่งขึ้น ที่ตรงตามหลักของพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น ถ้าเราจะให้คำว่าบุญนี้มีความหมายเป็นเครื่องล้างบาปแล้ว ก็ต้องหมายความให้ มันเต็มที่ว่า อย่าทำความทุกข์ ให้เกิดขึ้น สิ่งที่เรียกว่าบุญนี้อย่าได้ทำความ ทุกข์ให้เกิดขึ้น เพราะความทุกข์ยังเกิดขึ้น เพราะการทำบุญก็ยังไม่ใช่ บุญที่แท้จริง ยังเป็นเพียงบุญชนิดที่สมมติบัญญัติของคนทั่วไป บุญที่แท้จริง ของพระอริยเจ้านั้นต้องไม่ทำความทุกข์ให้แก่ใครๆ แล้วท่านก็ไม่อยากจะเรียก ๓. ๒๗

น.111 มันว่าบุญด้วย เรียกเป็นชื่ออย่างอื่น ที่ไม่เป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่นเสียดีกว่า เช่นเรียกว่ากุศล อย่างนี้ก็ยังดีกว่าที่จะเรียกว่าบุญ เพราะดูจะยึดมั่นถือมั่นน้อยลง แต่ท่านจะเรียกมันอย่างอื่น เช่นเรียกว่าธรรม ซึ่งแปลว่าหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้อง ประพฤติกระทำต่อกัน เพราะฉะนั้น ท่านจึงประพฤติธรรม ประพฤติธรรม คือประพฤติหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องประพฤติต่อกัน ไม่ อยากจะเรียกว่าบุญ ไม่อยากจะเรียกว่ากุศลอะไรหมด แต่เรียกว่า "ธรรม” คือหน้าที่ที่มนุษย์จะพึงประพฤติต่อกัน ไม่ใช่ด้วยการบังคับบีบคั้นกะเกณฑ์ แต่ ว่าทำไปด้วยเมตตากรุณาบ้าง หรือทำไปด้วยสติปัญญาบ้าง ล้วนแต่เป็นหน้าที่ ที่สนุกสนานทั้งนั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่ที่เป็นทุกข์ทรมาน เหมือนกับหน้าที่ของบุคคล ที่ยึดมั่นถือมั่น สิ่งเรียกว่าหน้าที่นี้ คนฟังดูแล้วชักจะไม่ค่อยชอบ เพราะมันเต็ม ไปด้วยความหมายที่เป็นทุกข์ เป็นที่ตั้งของความยากลำบาก นั่นก็เพราะว่าคน ยึดมั่นถือมั่นโง่ๆ เขลาๆ ไปตามประสาของชาวบ้าน คำว่าหน้าที่นั้น ถ้าเข้ามาผูกพันกันกับความยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันเป็น เครื่องทนทรมานจริง เป็นของทุกข์ของหนักขึ้นมาทันที แต่ถ้าหากว่าหน้าที่นี้ไม่ เกี่ยวข้องกับความยึดมั่นถือมั่น แต่ไปเกี่ยวข้องกับสติปัญญา หรือจิตที่ว่างจาก ความยึดมั่นถือมั่นแล้ว สิ่งที่เรียกว่าหน้าที่นั้นจะไม่เป็นทุกข์เลย จะกลายเป็นของ สนุกสนานด้วยซ้ำไป. อย่างว่าพระอรหันต์ทั้งหลาย มีหน้าที่ที่จะต้องเผยแผ่ พระศาสนา จะต้องเดินทางไป จะต้องคิดพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข คน ทั้งหลายให้ดีขึ้น อย่างนี้ท่านเรียกว่าเป็นหน้าที่ แต่ไม่มีความหมายเป็นทุกข์เลย เพราะว่าไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นเอาโดยความเป็นของของเรา หรือเป็นหน้าที่ของเราที่ เราจะได้รับผลตอบแทน เพราะทำหน้าที่พระอรหันต์ ไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อรับอะไร ตอบแทน ทำหน้าที่เพราะสติปัญญาบอกว่า สังขารกลุ่มนี้พอจะทำได้. ส่วน เราชาวบ้านทั่วไปนั้น ทำหน้าที่ด้วยจะเอาเงินเอาของ หรืออะไรบางอย่างเป็นของ ตอบแทน ให้เป็นกำไรเข้าข้างตัวมากยิ่งๆ ขึ้นไป ดังนั้นมันจึงต่างกันในระหว่าง

น.112 · หน้าที่ด้วยกัน คือหน้าที่ของชาวบ้านกับหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ไม่มีทางที่จะ เหมือนกันได้เลย. ถ้าเราจะต้องทำหน้าที่ชนิดที่ไม่เป็นทุกข์ เราก็ต้องรู้จัก หน้าที่นี้ให้ดีๆ แล้วทำไปด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น จะเป็นทุกข์น้อยกว่า จะ สนุกสนานกว่า ถ้าคิดว่ายังจะต้องทำบุญให้ทาน ก็คิดให้มันออก ให้มันเข้าใจ ว่า ทำบุญให้ทานนี้ ทำหน้าที่เพื่อจะดับความทุกข์ต่างหาก ไม่ใช่ทำหน้าที่เพื่อ จะเพิ่มความทุกข์. เพราะฉะนั้นจึงทำบุญให้ทานไปในลักษณะที่จะลดความ ทุกข์ คือลดความยึดมั่นถือมั่น ทำอย่างไรเป็นการลดความยึดมั่นถือมั่น เราก็ทำ อย่างนั้น แม้ว่าเราจะตั้งวงไว้กว้าง เช่นว่า เราจะช่วยกันสืบอายุศาสนาไว้ เป็น ที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ถือว่านี่เป็นหน้าที่ของเรา. อย่างนี้ก็ขอให้มันบริสุทธิ์ อย่างนั้นจริงๆ คืออย่าเห็นแก่ตัวเรา ให้เห็นแก่คนทั้งหลายหรือสัตว์ทั้งหลาย หรือพระศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นส่วนรวม และก็ทำไปด้วยความสำนึกในหน้าที่นั้น ก็คงจะเป็นสุข เพราะว่า จะถึงกับว่าทำได้ก็ไม่ดีใจ ทำไม่ได้ก็ไม่เสียใจ เพราะว่า ได้ทำหน้าที่ตรงตามหน้าที่ อย่างนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องกว่า. คนส่วนมากนั้นยึดมั่นถือมั่น อยากจะทำอะไรที่เรียกว่าดีหรือเป็นหน้าที่ มันก็เป็นทุกข์เสียแล้ว ตั้งแต่ยังไม่ทันจะทำ ทำได้หน่อยก็ดีใจ ทำไม่ได้ก็เสียใจ แต่ความดีใจนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของความสุขเลย เป็นเรื่องของความยึดมั่นถือมั่น อย่างใดอย่างหนึ่งซ่อนเร้นอยู่ ดังนั้นจึงเป็นความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ซ้อน เร้นอยู่ ยังไม่แสดงอาการให้ปรากฏออกมา. ถ้าเราจะหลีกเลี่ยงความทุกข์ โดยประการทั้งปวงแล้ว ก็พึงระวังทั้งเรื่องดีใจและเรื่องเสียใจ สิ่งที่เรียกว่าความ อิ่มใจนั้น มันก็มีสองความหมายอย่างเดียวกัน อิ่มใจมีปีติปราโมทย์ อิ่มใจนี้ ระวังให้ดีๆ ถ้าเป็นเรื่องของความยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันจะกลายเป็นยาพิษขึ้นมา สักวันหนึ่งโดยไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าเป็นเรื่องของสติปัญญานั้น ความอิ่มใจนั้นก็ ไม่เป็นพิษอะไร เพราะมันอิ่มอยู่ด้วยสติปัญญา ไม่ใช่อิ่มอยู่ด้วยความยึดมั่น ถือมั่น.

น.113 ราทำบุญกุศล เราก็คงจะหวังความอิ่มอกอิ่มใจด้วยกันทั้งนั้น แต่ขอให้ เลือกดูให้ดีๆ ว่า ให้เป็นอิ่มใจของสติปัญญา ของความเสียสละ อย่าให้เป็น ความอิ่มอกอิ่มใจของความยึดมั่นถือมั่น หรือการรวบรัดสิ่งต่างๆ เข้ามาไว้เป็น ของตน ให้มันมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม. เรื่องนี้มันมีสิ่งที่จะต้องคิดมากทีเดียว คือมันเป็นเรื่องที่ว่า ถ้าเรามันทำผิดลงไปแล้ว ใคร ๆ ก็ช่วยไม่ได้ เป็นเรื่อง ทำผิดเอง จะต้องได้รับผลของความผิดเอง จะต้องได้รับความทุกข์ทรมานเอง เพราะเราทำผิดเอง ถ้าเราทำถูก มันก็ไม่มีความทุกข์เลย เพราะเป็นเรื่องที่ทำ ถูก เอง.เพราะเหตุฉะนั้นแหละ เราจะต้องระวังให้ดีๆ เพื่อให้เป็นไปแต่ใน ทางที่ถูกต้อง ไม่ต้องเชื่อใครหมด เชื่อตัวเองว่า ถ้ามันไม่มีความทุกข์แล้ว มัน เป็นเรื่องถูกต้อง แต่ถ้ามันมีความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งแสดงอยู่แล้ว พึงถือว่า ยังไม่ถูกต้อง แม้ใครจะมาบอกว่าถูกต้อง เราก็ไม่ต้องเชื่อ ถ้าเป็นไปถูกต้อง จริง มันก็ต้องเป็นไปเพื่อความดับทุกข์จริงเท่านั้นเอง. ความอิ่มอกอิ่มใจควรจะเกิดจากการที่ดับทุกข์ อย่าได้เกิดแต่เพียงสักว่า ได้ทำแล้วก็อิ่มอกอิ่มใจ อย่างนี้ก็จะพลัดเข้ารกเข้าพงสักวันหนึ่ง โดยไม่ต้อง สงสัย เพราะไปอิ่มอกอิ่มใจกันง่ายๆ เกินไป โดยไม่รู้ว่าผิดหรือถูกอย่างไร ถ้ามันเป็นเรื่องถูกต้องแน่นอน คือดับทุกข์ได้แล้ว ก็ควรอิ่มอกอิ่มใจได้ ควรจะ มีความหมายอย่างนี้ จึงจะเป็นปีติปราโมทย์ หรือความอิ่มอกอิ่มใจที่แท้จริง ที่เป็นธรรม ที่ประกอบไปด้วยธรรม. เช่นว่าเราให้ทาน เราก็อิ่มอกอิ่มใจ ในข้อที่เราได้เสียสละ ไม่ใช่อิ่มอกอิ่มใจว่า เราจะได้สวรรค์วิมานเมื่อตายแล้ว ดังนี้เป็นตัวอย่าง อย่างที่ว่าได้สวรรค์วิมานเมื่อตายแล้ว นี้เป็นเรื่องของความ ยึดมั่นถือมั่น แต่ถ้าอิ่มใจว่า เพราะเราได้เสียสละ อย่างนี้มันเป็นเรื่องของสติ- ปัญญา เพราะว่าเรารู้ดีว่า ความยึดมั่นถือมั่นนี้มันเป็นความทุกข์แก่เรา ความ เห็นแก่ตัวนี้มันเป็นความทุกข์แก่เรา เพราะฉะนั้นเราทำลายความทุกข์ ความ เห็นแก่ตัวด้วยการเสียสละ มันจึงเป็นความถูกต้อง. เราก็มีความอิ่มอกอิ่มใจว่า

น.114 เราได้รับการเยียวยารักษาที่ถูกต้อง มีหวังที่จะหายจากความทุกข์. อย่างนี้ เรียกว่าเต็มอยู่ด้วยสติปัญญาตลอดเวลา มีปีติปราโมทย์เป็นของสติปัญญาอยู่ ตลอดเวลา เป็นความดับทุกข์ได้แล้วตั้งแต่ต้นมาที่เดียว ไม่ใช่ว่าจะดับทุกข์ได้ใน โอกาสข้างหน้า หรือต่อว่าตายแล้วจึงจะได้รับความดับทุกข์ เรามีความยึดมั่น ถือมั่นชาตินี้ยังไม่พอ ยังยึดมั่นถือมั่นในชาติอื่นอีกด้วย นี้มันจะมากหรือน้อย เกินไปสักเท่าไร ขอให้ลองคิดดู. เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันก็ไม่มีชาตินี้ หรือชาติไหน มันกว้าง ขวางทั่วไปทั้งหมด จึงเป็นความดับทุกข์ทั้งหมดตลอดกาล รู้เห็นอยู่ในสิ่ง เหล่านั้นแล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆ โดยประการทั้งปวงแล้ว ทำอะไรลงไปก็ ไม่มีทางที่จะผิด. เราเป็นคนกตัญญูกตเวทีหรือเป็นอะไรได้ทุกอย่าง โดย ไม่ต้องมีปัญหายุ่งยาก คือไม่มีการผูกพัน เรากตัญญูกตเวทีอย่างว่า เพราะว่า เป็นหน้าที่ ด้วยสติปัญญารู้ว่าควรทำอย่างนี้ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนทุกคน ไม่ใช่ทำเพื่อเรา เพื่อประโยชน์แก่เรา ดังนั้นการกตัญญูกตเวทีนั้นก็ไม่มีทุกข์ โทษอะไรเกิดขึ้น และก็ไม่ขัดกันกับที่ว่า อนัตตา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน หรือไม่ใช่ของตน เรามีความรู้สึกว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ของตน ไม่ใช่ ตัวตน เต็มอยู่ในใจอยู่เสมอ เราก็ยังทำหน้าที่ของบุคคลผู้มีกตัญญูกตเวทีได้อยู่ นั่นเอง คือ โดยไม่ต้องยึดถือตัวตนของตนหรือของคนอื่น. นี่แหละจะต้อง ปรับความเข้าใจกันบ้าง มิฉะนั้นแล้วก็จะมีการปะทะกันด้วยความสงสัย ด้วยความ ไม่เข้าใจ เลยทำอะไรไม่ได้แม้แต่สักอย่างเดียว จะถือเรื่องยึดมั่นถือมั่นก็ถือ ไม่ได้ เลยเป็นคนรีๆ ขวางๆ คว้าไหนไม่ถูก แต่ถ้าเข้าใจแล้ว แม้จะไม่ยึดมั่น ถือมั่น หรือว่า จะถือหลักไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็ยังทำอะไรไปตามเรื่องตามราว ของการสมมติบัญญัติ เข้ากันได้กับคนยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวง เราจึง เป็นผู้มีประโยชน์ ที่กระทำแล้วได้สำเร็จทั้งเพื่อโลกนี้และเพื่อโลกอื่น ทั้งเพื่อ เราเองและเพื่อผู้อื่น ทั้งอย่างต่ำ อย่างกลาง และอย่างสูง คือทั้งหมดทั้งสิ้น ท. ๒๘

น.115 ป็นความถูกต้องโดยประการทั้งปวง ไม่มีอะไรที่จะต้องสงสัยหรือลังเล ไม่มี อะไรที่จะต้องหวาดระแวงวิตกกังวลว่าได้หรือไม่ได้ เหมือนที่ชอบถามกันทั่วๆ ไป ว่า ทำบุญนี้จะได้หรือไม่ได้อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นความยึดมั่นถือมั่นที่มากเกินไป เสียแล้ว ไม่ควรจะมีอยู่ในพุทธบริษัทเราดังนี้. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้ สามารถ ปรับความเข้าใจ ในระหว่างความสมมตบัญญัติ กับความจริงใน ขั้นปรมัตถ์ ให้เข้ารูปเข้ารอยกันได้โดยไม่ต้องมีปัญหายุ่งยากอีกต่อไป สม กับที่เป็นพุทธบริษัท มีความรุ่งเรืองอยู่ได้ด้วยสติปัญญา กำจัดความทุกข์ได้โดย ประการทั้งปวง ดังนี้. วิสัชชนาพอสมควรแก่เวลา เอวิก็มีด้วยประการฉะนี้.

น.116 มีพระธรรมเทศนา ครั้งสำคัญ รวมสี่เรื่อง คือ ๑. วิถีแห่งการบรรเทาทุกข์ แสดงในการอบรมข้าราชการ ใน สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมและศาล ในกรุงเทพ ฯ เมื่อ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๔ ๒. ศาสนาคือโรงพยาบาลโลก แสดงที่โรงพยาบาลสงฆ์ เมื่อ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๖ ๓. ธรรมะคือโอสถสำหรับโลก แสดงที่โรงพยาบาลสงฆ์ เมื่อ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐ ๔. พุทธบริษัท กับ ไสยศาสตร์ แสดงในพระวิหาร วัดเกต- การาม เชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๙๑ พิมพ์ครั้งที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ บัดนี้ กำลังจัดพิมพ์ขึ้นใหม่เป็นครั้งที่ ๒

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต