น.376 [๗] สารบัญ ๑. ธรรมเทศนาเรื่อง ความเป็นพระอรหันต์นั้นเป็นอย่างไร และจะเป็นประโยชน์แก่พวกเรา เท่าที่จะถือเอาได้เพียงไร หน้า ๑ ๒. ธรรมเทศนาเรื่อง ความว่าง สุญญตาคือความว่าง ว่าง อย่างยิ่งนั่นแหละคือนิพพาน หน้า ๒๕ ๓. สิ่งที่รู้สึกว่ายังเข้าใจผิดต่อกันและกันอยู่ ข้อปฏิบัติที่ เป็นโลกุตตระก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน กับข้อปฏิบัติที่จะดับ ทุกข์ ในบ้านเรือนในชีวิตของฆราวาส หน้า ๖๑ ๔. ความว่าง จิตว่าง คืออย่างไร การทำงานด้วยจิตว่าง เป็นคำตอบคำถามที่ว่า “เราจะถือพุทธศาสนากันอย่างไร" หน้า ๑๐๓ ๕. เรื่องไม่ต้องทำอะไร เพราะความว่างจากกิเลสนั่นแหละ มีอยู่เป็นพื้นฐานในเราแล้ว เรามีสติสัมปชัญญะ สมบูรณ์แล้ว อวิชชาก็ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นมา หน้า ๑๕๑ ๖. ทำอย่างไรจึงจะว่าง. ตามธรรมชาติจริงแท้ ๆ นั้น โลก นี้เป็นของว่าง "ท่านจงเป็นผู้มีสติ มองเห็นโลกโดยความเป็นของ ว่างทุกเมื่อเถิด" ท่านจะอยู่อย่างเป็นสุข ในโลกนี้ได้ทุกกาล ทุกสถานที่ หน้า ๑๘๓
น.377 ทีมถึง อบ หมายพัก มือ พิเศษ ภาพปริศนาธรรมบนแผ่นปก จิตรกรรมฝาผนังแบบ ใหม่ในโบสถ์ วัดดอยสะเก็ด อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ฝีมือ ชัยวัฒน์ วรรณานนท์
น.378 มาฆปุณณมีกถา ธรรมเทศนาพิเศษกัณฑ์เช้า วันมาฆบูชา พระราชชัยกวี (พุทธทาสภิกขุ) แสดงที่ศาลาธรรม ในสวนโมกขพลาราม ไชยา ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๓ ณ บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เนื่องในวันมาฆปุณณมี เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ และ วิริยะความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ให้ เจริญงอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระ- บรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย กว่าจะสมควรด้วย เวลา เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันมาฆปุณณมี จึงมีสิ่งที่ควรทำความ เข้าใจ ว่าวันเช่นวันนี้นั้น มีความสำคัญอย่างไรเกี่ยวกับพุทธ- บริษัท.
น.379 ๒ ข้อแรกก็คือ วันเพ็ญมาฆะ หรือวันเพ็ญเดือนมาฆะนี้ เป็นวันที่นับอย่างจันทรคติ คือเอาพระจันทร์เป็นหลักเกณฑ์ สำหรับนับ จึงนับเมื่อพระจันทร์โคจรไปในกลุ่มดาวฤกษ์ต่าง ๆ เมื่อพระจันทร์เต็มดวงโคจรอยู่ในกลุ่มดาวฤกษ์ชื่อว่ามาฆะ วันเพ็ญอย่างวันนั้นก็ชื่อว่าวันเพ็ญมาฆะ หรือมาฆปุณณมี พุทธ- บริษัทเรานิยมนับถือการนับปฏิทินทางจันทรคติดังนี้ จึงได้กำ- หนดเอาวันเพ็ญแห่งเดือนมาฆะ หรือวันมาฆปุณณมีเป็นสำคัญ ถ้าจะนับอย่างสุริยคติก็นับเป็นเดือนกุมภาพันธ์ วันที่นั้นไม่ แน่นอน ไม่คำนวณตามพระจันทร์วันเพ็ญจึงเปลี่ยนไป ๆ ไม่ ตรงเป็นวันเดียวกัน จึงไม่สามารถจะกำหนดนับได้โดยสุริยคติ สำหรับพุทธบริษัทเรา. การที่นับเอาพระจันทร์เป็นหลักเกณฑ์ ทางจันทรคติดังนี้ ก็เนื่องมาจากขนบธรรมเนียมประเพณีของ พุทธบริษัท และของต่างศาสนาด้วยกัน ซึ่งล้วนแต่ถือเอาจันทรคติ นี้เป็นเครื่องกำหนด เพราะฉะนั้นเราจึงได้วันเพ็ญทุกคราวไป ด้วยเหตุที่ถือเอาจันทรคติเป็นหลักนี่เอง. อีกทางหนึ่ง พุทธบริษัท บางพวกอาจจะถือเอาสุริยคติ หรือถือเอาเดือนของตนเองเป็น ประมาณ ถ้าเป็นดังนั้น การนับก็เปลี่ยนไป และไม่ลงรูปกับ วันเพ็ญ ไม่เป็นที่ยอมรับกันในหมู่พุทธบริษัทฝ่ายเถรวาท ใน เช่นประเทศไทยเป็นต้น : เป็นอันว่าประเทศไทยเราได้ถือเอา วันมาฆปุณณมีเป็นหลักเช่นนี้เสมอไป สิ่งที่จะต้องกำหนดต่อไปก็คือข้อที่ว่า เหตุใดวันเช่นนี้ จึงเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนา. วันเพ็ญมาฆะนี้เป็นวันสำคัญ ขึ้นมา ก็เนื่องจากพระอรหันต์ทั้งหลายในพระพุทธศาสนา ได้
น.380 ๓ ประชุมกัน มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งเป็นหลักสำคัญในพระพุทธศาสนา ดังที่ทราบกันอยู่ทั่วไป แล้ว และอีกประการหนึ่งนั้น เนื่องมาจากในพรรษาสุดท้ายที่พระ- พุทธองค์ทรงปลงพระชนมายุสังขารกำหนดวันปรินิพพาน ว่า จะมีในโอกาส ๓ เดือน หลังจากวันนี้เป็นต้นไป. เมื่อเป็นดังนี้ เราก็ได้ความสำคัญของวันนี้เป็น ๒ อย่าง คือการประชุมของ พระอรหันต์ที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต นั้น ประการหนึ่ง และ การปลงพระชนมายุสังขาร กำหนดวันปรินิพพานของ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นอีกประการหนึ่งรวมเป็น ๒ ประการ ด้วยกัน ก็นับว่าเป็นการเพียงพอแล้ว ที่จะทำการวินิจฉัยกัน ในข้อความที่จะถือเอาเป็นคติอย่างไรได้ ข้อแรกที่ว่า ประชุมจาตุรงคสันนิบาตนั้น มีใจความสำคัญ อยู่ตรงที่พระอรหันต์ ทั้งหลายประชุมกันและข้อความที่ทรง แสดงนั้น ก็คือหลักธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นพระอรหันต์นั้นเอง เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะต้องวินิจฉัยกัน ก็คือเรื่องความเป็นพระ- อรหันต์ว่ามีความสำคัญอย่างไร เกี่ยวเนื่องกันกับพวกเราอย่างไร เป็นต้น : ถึงแม้ปลงพระชนมายุสังขารนั้นเล่าก็กล่าวได้ว่าเป็น วิธีการ หรือเป็นอาการอันหนึ่งของพระอรหันต์ ซึ่งจะพึงกระทำ ได้ และพึงกระทำ เพราะฉะนั้นเราวินิจฉัยรวมกันได้เลยทีเดียว ว่าเรื่องของพระอรหันต์นั้นเป็นอย่างไร. ถ้าได้ทราบเรื่องราวของพระอรหันต์อย่างถูกต้องแล้ว ครบ ถ้วนบริบูรณ์แล้วก็นับว่าเป็นการทราบเรื่องราวอันเกี่ยวกับวัน มาฆบูชานี้ อย่างครบถ้วนทีเดียวการที่เข้าใจเรื่องราวของพระ-
น.381 ๔ อรหันต์นั้น ไม่เป็นของง่ายนักถ้าจะวินิจฉัยกันแต่ตามตัวหนังสือ หรือเรื่องราวในพระคัมภีร์แล้ว แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรแก่ บุคคลผู้ได้ยินได้ฟังเพียงครั้งเดียว เพราะว่าจะต้องกำหนดศึกษา พินิจพิจารณากันมาก. เพราะเหตุฉะนี้โอกาสเช่นวันนี้ จะได้ วินิจฉัยกัน แต่ในทางที่จะเข้าใจได้สำหรับคนทั่วไป ว่าพระอร- หันต์นั้นเป็นอย่างไร. การที่พระอรหันต์ประชุมกันในวันไหน ด้วยเหตุไม่นัดหมายเป็นต้นนี้ ยังไม่สำคัญเท่ากับข้อที่ว่า ความ เป็นพระอรหันต์ของท่านนั้นอย่างไร เพราะฉะนั้นขอให้ท่าน ทั้งหลายทุกคน จงสนใจในเรื่องของพระอรหันต์โดยตรงว่าความ เป็นพระอรหันต์นั้นเป็นอย่างไร และจะเป็นประโยชน์แก่พวก เราเท่าที่จะถือเอาได้เพียงไรสืบต่อไปด้วย เตรียมสินค้าจอธิม์ เมื่อกล่าวเป็นคำถามขึ้นว่า พระอรหันต์นั้นคือบุคคลชนิด ใดดังนี้แล้ว ย่อมจะกล่าวได้ว่า พระอรหันต์เป็นบุคคลที่อยู่เหนือ ทุกข์โดยประการทั้งปวง. และมันเกี่ยวข้องอย่างไรกับพวกเรา ? มันเกี่ยวข้องกันอยู่กับพวกเรา ในข้อที่ว่าพวกเราก็อยู่ภายใต้ ความทุกข์ด้วยประการทั้งปวงเหมือนกัน ในเมื่อพระอรหันต์ท่าน อยู่เหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวง. ปัญหาก็จะมีว่าเราจะ สนใจไปทำไม ? นี้มันแล้วแต่ว่าบุคคลผู้ใดจะมีความประสงค์ อย่างไร. ถ้าบุคคลผู้ใดประสงค์จะอยู่ภายใต้ความทุกข์ โดยประ- การทั้งปวงไปตามเดิม ก็ไม่ต้องสนใจเรื่องของพระอรหันต์เลย ก็ได้ ก็จะได้มีความทุกข์โดยประการทั้งปวง สมน้ำหน้าของบุคคล ชนิดนั้น โดยไม่ต้องสงสัย : แต่ถ้าบุคคลใดมีความหวังว่าจะ บรรเทาความทุกข์นั้น จนกระทั่งอยู่เหนือความทุกข์แล้ว ก็จำเป็น
น.382 ๕ ที่จะต้องสนใจเป็นธรรมดา และจะต้องมีความสนใจเป็นธรรมดา และจะต้องมีความสนใจมากเป็นพิเศษสำหรับบุคคลที่อยาก จะดับทุกข์สิ้นเชิง, หรือสำหรับบุคคลที่มีความคิดว่า เราเกิด มาทั้งที่ จะต้องได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะพึงได้รับ.เพราะฉะนั้น บุคคลประเภทนั้น จึงมีความสนใจในเรื่องของพระอรหันต์ยิ่ง กว่าเรื่องอื่นใด จนได้รับประโยชน์เต็มตามที่ตนควรจะได้รับ จริง ๆ ข้อที่ว่าคนเราเกิดมาควรจะอยู่ภายใต้ความทุกข์ หรือ อยู่เหนือความทุกข์นั้นนับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดก็แทบจะ กล่าวได้ : แต่ถ้าคนบางคนมาเกิดท้อถอย เกิดความท้อแท้ว่า คนอย่างเราหรือคนทั่วไป ไม่สามารถอยู่เหนือความทุกข์ได้ดังนี้ แล้วก็ไม่สนใจ ถือเสียว่าเป็นสิ่งสุดวิสัยดังนี้ก็เพราะเหตุว่าเป็น กรรมเป็นบาปของบุคคลนั้นเองที่ไม่พยายามเข้า ให้ถูก ให้ตรง ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นเป็นผู้สมัครที่จะมีความทุกข์ หรือทนทุกข์โดย ชื่นตา. แต่ถ้าบุคคลบางคนมามีความคิดนึกว่า สิ่งนี้ต้องไม่เป็น สิ่งที่เหลือวิสัย ถ้าเป็นสิ่งที่เหลือวิสัย พระพุทธเจ้าก็ไม่เป็นประ- โยชน์, พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในโลกนี้ ก็เพื่อจะช่วยสัตว์โลก เพราะฉะนั้นคำสอนของพระองค์จะต้องไม่เหลือวิสัยที่สัตว์โลก จะปฏิบัติตาม และอีกประการหนึ่งนั้น ถือกันว่าพระพุทธเจ้านั้น เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือตรัสรู้ถึงที่สุด และด้วยพระองค์ เอง. การตรัสรู้ถึงที่สุดในสิ่งที่ควรรู้ทั้งปวง เรียกว่าพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า. ความตรัสรู้ในสิ่งทั้งปวงและถึงที่สุดนั่นเอง จะต้อง ทำให้พระองค์ทรงแสดงธรรมที่ไม่อยู่เหนือวิสัยของมนุษย์เพราะ ว่าพระองค์เป็นผู้ฉลาดถึงที่สุด และรู้สิ่งทั้งปวงย่อมสามารถทรง
น.383 ๖ แสดงธรรมะนั้นให้อยู่ในสภาพที่มนุษย์ทั้งหลายจะพึงเข้าใจได้ .. เพราะฉะนั้นธรรมะที่พระองค์ทรงแสดงไว้ต้องไม่เป็นสิ่งที่เหลือ วิสัยเลย. เมื่อมีความคิดนึกขึ้นมาในทำนองนี้ ก็พอที่จะเกิดความ สนใจ และเกิดความพยายามพากเพียรที่จะมีความรู้ความเข้าใจ ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และพยายามศึกษาประ- พฤติปฏิบัติจนได้รับประโยชน์ตามสมควรที่จะได้รับ. นี้เรียกว่า ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และเป็นพุทธบริษัท. แต่ถ้าจะ กล่าวให้กว้าง ๆ ออกไปแล้ว จะเป็นพุทธบริษัทหรือไม่เป็นพุทธ- บริษัทก็ตาม ความดับทุกข์ย่อมเป็นเหมือนกันหมด การทำความ ดับทุกข์ก็เหมือนกันหมด. เพราะว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และ นำมาสอนนี้ เป็นสิ่งสากลของธรรมชาติคือว่าพระองค์กล่าวตาม ความจริงของธรรมชาติ ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องเป็นเช่นนั้นไม่ ใช่ตรัสเอาเอง และไม่ใช่ตรัสเฉพาะบุคคลบางหมู่บางพวกแต่ ตรัสในฐานะที่ที่เป็นความจริงของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง. ไม่ต้อง กล่าวถึงมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ แม้พวกเทวดา" พวกพรหมใน สวรรค์ ก็ยังต้องเป็นอย่างนี้ คือจะต้องมีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน, แม้จะต่ำลงไปจนถึงจำพวกสัตว์นรกเปรต เดียรัจฉาน อสุรกาย เป็นต้น ก็ยังมีกฎเกณฑ์อย่างนี้ มีกฎเกณฑ์อย่างเดียวกันในการ ที่จะปฏิบัติ เพื่อทำความดับทุกข์ให้แก่ตนได้. เพราะฉะนั้นจึง เป็นอันว่ากล่าวได้ว่าการศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง สำหรับทุก คนโดยไม่ยกเว้นผู้ใดเลย.แต่การที่มีคนบางคนเกิดเข้าใจผิด แล้วเดินเถลไถลออกไปเสียนอกทางนั้น นับว่าเป็นกรรมของ
น.384 ๗ บุคคลนั้นเองจะทำอย่างไรได้. เพราะเหตุฉะนี้แหละ จึงจำเป็น จะต้องพูดกันแต่ ในบุคคลที่ไม่มีบาปกรรมมากเกินไป คือที่ เป็นบุคคลไม่อาภัพ แต่เป็นบุคคลที่มีความสมควร มีความ เหมาะสม ที่จะทำความทุกข์ให้แก่ตนได้ เรื่องราวของการทำความดับทุกข์สิ้นเชิงนั่นแหละเป็นเรื่อง- ราวของความเป็นพระอรหันต์ และผู้ที่ดับทุกข์ได้สิ้นเชิงไม่มี เหลือ นั่นแหละคือบุคคลประเภทที่เรียกกันว่าพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นถ้าบุคคลผู้ใดมีความนิยมในการทำความดับทุกข์ สิ้นเชิงแล้ว ก็ควรสนใจในเรื่องราวของพระอรหันต์โดยตรง เพราะไม่มีเรื่องอื่นนอกไปจากนี้. ข้อที่กล่าว เรื่องราวของพระอรหันต์เป็นความดับทุกข์โดย ตรงนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ใครบัญญัติขึ้นหรือว่าเอาเอง แต่ว่าเรื่อง ได้เป็นมาอย่างนั้น คือว่าบุคคลที่รู้เรื่องความจริงของความทุกข์ จนปฏิบัติดับทุกข์ได้สิ้นเชิง คนนั้นก็เป็นผู้พ้นทุกข์แล้วเราเพิ่ง มาเรียกกันเอาเองตามความพอใจ ตามความเคารพว่าพระ- อรหันต์. ฟังดูเป็นของขลังของศักดิ์สิทธิ์ไปเสียทางหนึ่ง เลย ทำให้เกิดความนิยมไปในทางขลังทางศักดิ์สิทธิ์ ; แม้ข้อนี้ก็เป็น ความเข้าใจผิดในเรื่องอันเกี่ยวกับพระอรหันต์ด้วยเหมือนกัน เขาจะต้องทำจิตใจให้เป็นกลาง ให้รู้จักความทุกข์ รู้สึกกลัวความ ทุกข์ เบื่อระอาต่อความทุกข์ แล้วพยายามทำความดับทุกข์นั้น เสีย ; จะเป็นพระอรหันต์หรือไม่เป็นพระอรหันต์อย่าไปสนใจ ; เมื่อดับทุกข์หมดสิ้นเชิงแล้ว จะเป็นพระอรหันต์ หรือไม่เป็น พระอรหันต์ไม่มีปัญหาอะไรและว่าโดยที่แท้ ก็ย่อมเป็นพระอร
น.385 ๘ หันต์อยู่โดยถูกต้องและในตัวมันเองไม่ต้องไปคิดไปนึกในข้อนี้ ให้เสียเวลา ; เพราะถ้ายิ่งไปคิดไปนึก ก็ยิ่งเกิดความยึดมั่นถือมั่น เป็นความหลงใหล เป็นความทะเยอทะยานอยาก อยากที่จะเป็น พระอรหันต์ แล้วก็ไม่อาจจะเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยความอยาก. ยิ่งมีความอยาก ก็ยิ่งไม่เป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นจะต้อง หยุดความอยากโดยประการทั้งปวงเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ก็จะเป็น พระอรหันต์ขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องอยาก. ถ้ามีความอยาก ก็อยาก ไปในทางที่จะดับทุกข์ เพราะว่า การอยากในทางที่จะดับความ ทุกข์นี้ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ไม่เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ ไม่เป็นคำที่ขลังฟังแล้วน่าอยาก เหมือนกับคำที่อยากเป็น พระ- โสดา พระสกิทาคา พระอนาคา พระอรหันต์ เหล่านั้นเป็นต้น. คำเหล่านี้ถูกเสี้ยมสอนให้เห็นเป็นของขลังน่าอยากแล้ว แล้วก็ อยากไปด้วยความหลงใหลกันไปเสียหมดแล้ว, เลยยิ่งไม่เป็น พระอรหันต์มากยิ่งขึ้นทุกที เพราะเป็นความอยากที่เข้าข้างตัว เห็นแก่ตัว ไม่มีความรู้ความเข้าใจว่าเรื่องนั้นเป็นอย่างไรโดย แท้จริง แต่ก็อยากด้วยความหลง ๆ กันเท่านั้นเอง และอยาก ด้วยความเห่อเหิมทะเยอทะยาน ที่จะเป็นอริยบุคคลจนเป็นบ้า เป็นหลัง รักษาไม่หายดังนี้ก็มี. นั่นแหละคือความอยากในการ ที่จะเป็นพระอรหันต์เป็นต้น ของบุคคลที่ไม่มีความรู้เพียงพอ และเป็นอันตรายเพราะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ส่วนอีกทางหนึ่งนั้นได้แก่ ความอยากจะดับทุกข์ ข้อนี้ไม่ เป็นอันตราย ข้อนี้ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น เพราะว่า ถ้าความทุกข์ปรากฏอยู่จริง ๆ แล้วต้องการ-อยาก-ประสงค์”
น.386 ๙ ปรารถนา ที่จะดับมันเสียก็พยายามทำไปเรื่อย ๆ ในทางที่จะดับ มันก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้เข้าใจผิด หรือเป็นความหลงยึดถือ ใน ทำนองเป็นของขลังของศักดิ์สิทธิ์ไปได้ จึงเป็นไปโดยเรียบร้อย ความทุกข์หมดไปโดยลำดับ จนกระทั่งหมดทุกข์สิ้นเชิง สามารถ ที่จะเป็นผู้อยู่เหนือความทุกข์ หรือที่เรียกกันอย่างไพเราะ ว่า เป็นพระอรหันต์นั้นได้ ; ถ้าไม่ถึงอย่างนั้น ก็ยังสามารถที่จะเป็น ผู้มีความทุกข์เบาบาง มีความทุกข์แต่เล็กน้อย พอสมกับการที่ เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา ไม่มีความทุกข์เต็มที่ เหมือนบุคคลที่โง่หลงงมงายเต็มที่ คือ ไม่มีแสงสว่างแห่งธรรมะ อยู่ในใจของตนเลย. เป็นอันว่า การที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ ธรรมะ ที่ทำความเป็นพระอรหันต์นั้น อย่าได้ทำไปด้วยความยึดมั่น ถือมั่น ในความเป็นพระอรหันต์เป็นต้น แต่ให้มีความแน่วแน่ ในการที่จะดับทุกข์ หรือทำลายความทุกข์ของตนเองจริง ๆ ไม่ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมาหลงใหล ในเกียรติยศชื่อเสียงที่สูงสุดเช่นนั้น ; สิ่งต่าง ๆ ก็จะเป็นไปด้วยดี คือสามารถที่จะบรรเทาความทุกข์ของตนเองได้ คราวละเล็กละ น้อยเป็นลำดับ ๆ ไปทุกวัน ; ไม่ใช่ทำด้วยความละเมอเพ้อฝัน ว่าจะเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาปุบปับ ด้วยอาการทำอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งไม่เคยสมประสงค์ แม้แก่บุคคลใดเลย เพราะเป็น ความหลงผิดโดยสิ้นเชิง. บุคคลที่เป็นพระอรหันต์ ท่านไม่ทะนง ตัว ไม่ยึดถือตัว ไม่สำคัญตัวว่าเป็นพระอรหันต์ ; บุคคลที่ไม่ เป็นพระอรหันต์ต่างหากที่หลงไปยกย่องสรรเสริญหรือกระหยิ่ม ต่อความเป็นอย่างนั้น แทนพระอรหันต์เสียเอง. นี่ก็เป็นเพราะว่า
น.387 คนธรรมดาสามัญนั้นมีความกระหยิ่มอยากที่จะเป็นนั่นเป็นนี่ และอยากเป็นให้สูงสุดกว่าคนทั้งปวงจึงกระหยิ่มเรื่องความเป็น พระอรหันต์ของพระอรหันต์ ; ไม่ใช่ของตนเองเลย แต่ก็กระ- หยิ่มในความเป็นพระอรหันต์ ของพระอรหันต์ทั้งที่พระอรหันต์ ท่านไม่มีความรู้สึก และไม่มีความกระหยิ่มในความเป็นพระ อรหันต์ของตน. ขอให้พิจารณาดูเถิดว่า มันต่างกันอย่างไรใน ระหว่างบุคคลที่เป็นพระอรหันต์ กับบุคคลที่ไม่เป็นพระอร- หันต์. คนที่มีความทะเยอทะยาน มีความกระหยิ่มที่จะเป็นนั่น เป็นนี่อยู่ตลอดเวลา ไม่มีทางที่จะเป็นพระอรหันต์ได้ในทาง ที่ตรงกันข้าม สิ่งเหล่านั้นแหละเป็นสิ่งที่ต้องบรรเทาลงไป คือ อย่าได้มีความกระหยิ่มทะยานในการที่จะเป็นอะไร หรือลดบรร- เทาความกระหยิ่มทะเยอทะยานนั้นให้น้อยลงตามลำดับ ๆ ก็ จะสามารถดำเนินตนใกล้ความเป็นพระอรหันต์เข้าไปได้ทุกที โดยไม่รู้สึกตัวก็ยังได้. นี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า การเป็นพระอร- หันต์นั้น หมายถึงการทำลายความอยากความปรารถนาหรือ ความต้องการของกิเลสตัณหาออกไปเสียตามลำดับ ๆ เป็นผู้มี สติปัญญาพิจารณาเห็นสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นของที่เราไม่ ต้องอยาก แต่มีสติปัญญาแล้วก็ทำมันไปตามสมควรแก่เหตุผล ; สติปัญญาบอกให้รู้ว่าควรทำ ควรทำเพราะเหตุใด ควรทำอย่างไร จิตใจจึงจะไม่เป็นทุกข์แล้วก็ทำให้ตามนั้นก็แล้วกัน การที่จะ ไม่ทำอะไรเสียเลยนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เราต้องทำ เราต้องทำ อะไรทุกอย่างที่ควรจะทำ กังถอนลงมา มันเก่าคมบินตกแต่ง
น.388 ๑๑ ปัญหามันมีอยู่ว่า ในการทำนั้น เราจะทำให้มันเป็นทุกข์ หรือทำไม่ให้เป็นทุกข์. ถ้าจะทำไม่ให้เป็นทุกข์ ต้องทำด้วยสติ ปัญญา อย่าทำด้วยกิเลสตัณหาหรือความอยาก : ถ้าต้องการให้ มันเป็นทุกข์ นั่นแหละจึงค่อยทำด้วยกิเลสตัณหา หรือด้วยความ อยาก จะทำอะไรสักนิดหนึ่งก็ตาม ถ้ารู้สึกว่าทำไปด้วยความ อยากหรือเป็นกิเลสตัณหาแล้ว ต้องมีความทุกข์โดยแน่นอน แต่ ถ้าทำด้วยสติปัญญาอย่าให้กิเลสตัณหาเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วแม้ จะทำมากมายก่ายกองเพียงไร ก็หาเป็นความทุกข์ไม่ เพราะสติ ปัญญารู้จักทำให้ไม่ต้องเป็นทุกข์ ; นี่แหละเรียกว่า สติปัญญา ของพระอรหันต์สติปัญญาของพระอรหันต์เป็นอย่างนี้ คือ เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องอยากหรือเป็นทุกข์ ทำให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ไปได้มากมายโดยไม่ต้องอยากหรือต้องเป็น ทุกข์เราจึงไม่มีความทุกข์เลยโดยประการทั้งปวง อย่างนี้เรียกว่า สติปัญญาแท้. ถึงจะทำอะไรก็ควบคุมความอยากไว้ได้ ไม่ให้มี ความอยากจนเป็นทุกข์ เลยเป็นผู้ชนะความอยากอยู่ตลอดเวลา เมื่อชนะความอยากแล้ว ก็เป็นการชนะความทุกข์ด้วย และเมื่อ ชนะความอยากและความทุกข์แล้ว ก็ย่อมเป็นการชนะสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงทั้งหมดทั้งสิ้นในโลกนี้และโลกอื่น ๆ ด้วย. เป็นอันว่าเป็น ผู้ชนะโดยประการทั้งปวงเพราะไม่มีความอยาก เพราะเอาชนะ ความอยากเสียได้และเป็นผู้มีสติปัญญาอยู่โดยสมบูรณ์. นี้เป็น สิ่งที่ชี้ให้เห็นชัดลงไปข้อหนึ่งแล้วว่าถ้าเราจะทำอะไรไม่ให้เป็น ทุกข์ เราต้องทำด้วยสติปัญญา ที่เหมาะสม ที่เพียงพอ อย่าทำไป ด้วยกิเลสตัณหาในเรื่องนั้นเป็นอันขาด. บางคนอาจจะคิดว่า
น.389 ๑๒ ถ้าไม่ทำด้วยกิเลสตัณหาไม่สนุก ข้อนี้มันมีความหมายแตกต่าง กันเป็น 2 อย่างคือมันสนุกอย่างคนมีกิเลสตัณหา กับสนุกอย่าง คนมีสติปัญญา อีกนั่นเอง สนุกอย่างคนมีกิเลสตัณหา ก็ต้อง ได้มานอนก่ายหน้าผากเสียน้ำตา สมน้ำหน้าของมันอีกตามเคย ; แต่ถ้าทำด้วยสติปัญญาแล้ว ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น แม้จะไม่ต้อง หัวเราะ แม้จะไม่ต้องร้องไห้ก็มีชัยชนะอยู่ตลอดเวลา คือประสบ ความสำเร็จสิ่งต่าง ๆ เป็นไปด้วยดี เป็นผู้ที่มีความต้องการอัน สำเร็จได้ โดยไม่ต้องร้องไห้ โดยไม่ต้องหัวเราะ การเป็นอย่างนี้ เรียกว่า เป็นความสนุกของบุคคลที่มีปัญญา. ถ้าจะเรียกว่าหัวเราะ ก็หัวเราะเยาะอยู่ในใจ ส่วนเรื่องร้องไห้นั้นเป็นไม่มีเลย เพราะว่า การร้องไห้นั้น มันมาจากการไม่ได้สมตามที่อยาก, ถ้าเราไม่อยาก เสียแล้วมันก็ไม่มีการที่ไม่ได้สมตามที่อยาก แล้วมันก็ไม่มีการ ร้องไห้ หรือการต้องร้องไห้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการร้องไห้ จะ มีก็แต่การหัวเราะ แต่ก็ไม่ใช่หัวเราะเฮฮาอย่างคนโง่ ๆ การหัวเราะ เฮฮาเพราะได้อย่างใจของคนโง่ ๆ นั้น มันคู่กันกับการร้องไห้ ; มันเหน็ดเหนื่อยเพราะความอยาก เพราะฉะนั้นมันก็เป็นการ ร้องไห้อย่างโง่เขลาชนิดหนึ่งนั่นเอง ; คือการหัวเราะเพราะได้ อย่างใจ นั่นแหละเป็นการร้องไห้อย่างโง่ ๆ อีกชนิดหนึ่งนั่นเอง ; เป็นอันว่ามันมีแต่ความแผดเผา มีแต่ความทรมานด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้ามีสติปัญญา ไม่มีกิเลสตัณหาที่เป็นเหตุให้ทำแล้ว มันหัวเราะ แท้จริง คือหัวเราะด้วยจิตใจ หัวเราะว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็น ไปตามที่มันเป็นของมันเองแล้วมันทำอะไรเราไม่ได้ มันทำให้ เรามีความทุกข์ไม่ได้. เรามองเห็นอยู่แล้วว่า มันจะต้องเป็น
น.390 ๑๓ อย่างไร แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เราหัวเราะเยาะมัน เพราะ เราทายถูก และในที่สุด เราหัวเราะเยาะมัน เพราะมันทำอะไรให้ เราเป็นทุกข์เป็นร้อนไม่ได้ การหัวเราะอย่างนี้ จึงผิดกันไกล กับการหัวเราะของบุคคลที่หัวเราะสรวลเสเฮฮาเพราะได้อะไร มาสมตามความอยากของตน. การหัวเราะชนิดนั้น มันก็ต้องเป็น ของสำหรับคนที่มีกิเลสตัณหาอยู่ดี คือต้องมีความอยาก ครั้น ได้สมอยากจึงหัวเราะแต่ว่ามันจะสมอยากไปได้สักเท่าไร ในเมื่อ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่ช้ามันก็ ต้องร้องไห้ ถ้ายังมีความอยากอันนั้นอยู่ คือความหลงอยากใน สิ่งที่ได้มา หลงรักในสิ่งที่ได้มา อยากไม่ให้เปลี่ยนแปลงไป ; ใน ที่สุดมันก็ต้องร้องไห้ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเปลี่ยนแปลงไป หรือว่าเพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เป็นไปตามต้องการ. ยิ่งรัก มากยิ่งอยากมากอยากจะให้เป็นไปตามความต้องการของตนมาก มันก็ยิ่งไม่เป็นไปตามความต้องการของตนมากขึ้นอีก เพราะ ตนอยากมากเกินไปนั่นเอง ; ถ้าตนอยากแต่น้อย มันก็พอจะ เป็นไปได้บ้าง ; แต่ถ้าไม่อยากเสียเลย มันก็ไม่มีความผิดหวัง ในข้อนี้เลย จึงเป็นอันว่าไม่ต้องร้องไห้และไม่ต้องหัวเราะชนิด ที่เป็นการสรวลเสเฮฮา.การร้องไห้ การสรวลเสเฮฮา เป็นของ คู่กัน และเป็นของบุคคลที่มีความอยาก,ส่วนบุคคลที่มีชัยชนะ เป็นผู้มีสติปัญญาสมบูรณ์นั้น มีแต่หัวเราะทั้งสองอย่างคือเมื่อ ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ก็หัวเราะเยาะว่า มันเป็นอย่างนั้นเอง ของมันเองตามธรรมชาติ ; แม้มันเป็นไปตามต้องการ ก็หัวเราะ เยาะว่า เราไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้เลย ไม่ใช่สิ่งที่เราจะหลงรัก
น.391 ๑๔ หลงอยาก หลงต้องการ จะมีมาก็ได้ ไม่มีมาก็ได้ เราถือเอาเพียง ความเป็นอยู่สบายในการเป็นอยู่ในโลกนี้ เพราะฉะนั้นจึงหัว- เราะเยาะทั้งสองทาง คือทั้งที่เป็นไปในทางที่ต้องการ และทั้งใน ทางที่ไม่ต้องการจึงเป็นผู้ไม่มีความทุกข์เลย. ลักษณะของบุคคล เช่นนี้แหละเรียกว่าบุคคลผู้ชนะสิ่งทั้งปวง ไม่มีสิ่งใดมาทำบุคคล นี้ให้เร่าร้อน ให้เดือนร้อนให้เป็นทุกข์ได้แต่ประการใด นับว่า เป็นอุบายวิธีที่ฉลาดที่สุดของมนุษย์เรา หรือจะถือว่า ถ้าเป็น ศิลปะก็เป็นยอดของศิลปะแล้วในบรรดาบุคคลทั้งหลายที่นิยม ศิลปะนั้น ควรรู้จักศิลปะอันสูงสุดของมนุษย์ กล่าวคือ ศิลปะ ที่เอาชนะความทุกข์ทั้งปวงได้นี่เอง. เป็นอันว่า บุคคลประเภทใดก็ตาม จะถือเอาความจริง ก็ตาม จะถือเอาโดยเป็นอุบายวิธีก็ตาม จะถือเอาแม้แต่เพียง เป็นศิลปะก็ตาม เรื่องทั้งหมดนั้น ก็จะต้องเป็นไปในเรื่องของ พุทธศาสนา คือเรื่องธรรมะ ที่ทำบุคคลให้เป็นพระอรหันต์ ให้ อยู่เหนือความอยาก เหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวงดังนี้ เป็นอันว่าในบรรดาเรื่องราวทั้งหลายที่มนุษย์ควรจะรู้ควรจะ ทำนั้น ไม่มีเรื่องใดจะประเสริฐสูงสุดไปกว่าเรื่องนี้ คือเรื่องที่ทำ ให้เราชนะอยู่เหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวงนี่เอง.เพราะ ฉะนั้น เมื่อมีการกล่าวถึงพระอรหันต์ หรือการทำพิธีเป็นที่ระลึก ถึงแก่พระอรหันต์ เช่นเรากระทำในวันนี้แล้ว เราจะต้องระลึก นึกถึงความชนะ คือชนะสิ่งทั้งหลายทั้งปวง จนไม่มีสิ่งใดมาทำ ให้เราร้องไห้หรือหัวเราะได้ แต่จะมีสติปัญญาหัวเราะเยาะได้ ซึ่งเป็นการหัวเราะอีกทางหนึ่งคือหัวเราะเยาะด้วยสติปัญญาอยู่
น.392 ๑๕ ภายใน คือมีความสนุกสนานตามแบบของบุคคลผู้มีสติปัญญา นั่นเอง : ไม่ต้องสนุกสนานไปตามแบบของบุคคลที่จะต้อง หลั่งน้ำตาหรือหัวเราะชนิดที่ทำให้ท้องคัดท้องแข็ง เหนื่อยอก เหนื่อยใจ เช่นเดียวกันกับความร้องไห้ ถ้าเราระลึกนึกถึงพระ- อรหันต์ เราอย่าเพียงแต่ยึดถือในคำ ๆ นี้ว่าเป็นคำสูงสุด แต่เรา ระลึกนึกถึงข้อที่คนเรานี่แหละจะต้องทำตนให้เป็นอย่างนั้น ให้จงได้ คือให้อยู่เหนือความทุกข์ให้จนได้ได้ชนะสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงอย่าให้มีสิ่งใดมาเบียดเบียนจิตใจให้เร่าร้อน หรือเดือด- ร้อนได้ นั่นแหละจึงจะสมกันกับการที่เราระลึกนึกถึงพระอรหันต์ หรือเรามาทำพิธีเป็นที่ระลึก เป็นการบูชาแก่พระอรหันต์ เช่น กระทำในวันนี้เป็นต้น หรือว่าเราจะสวดร้อง ท่องบ่น สิ่งซึ่งเป็น คุณธรรมของพระอรหันต์ก็ตาม จิตใจของเราจะต้องระลึกนึกถึง จิตใจที่บริสุทธิ์สะอาด สว่างไสวแจ่มแจ้งสงบเย็น ไม่มีอะไรมา บีบคั้นให้เร่าร้อนได้แต่ประการใด ; จึงจะได้ชื่อว่าวันนี้เป็นวัน มาฆบูชาสำหรับเราอย่างเต็มที่ และอย่างถูกต้อง. ถ้าผิดจากนี้ แล้วมันก็เป็นวันหยุดการงานของคนทำงาน หรือเป็นการหยุด โรงเรียนของเด็กโรงเรียนแม้แต่เด็กอมมือก็รู้จักดีใจ ได้หยุด โรงเรียน นี้ไม่เป็นการทำมาฆบูชาที่ถูกต้องเลย ถ้าจะให้เป็นการทำมาฆบูชาที่ถูกต้องแล้ว มันไม่ใช่เพียง แต่หยุดโรงเรียนหรือหยุดการงาน แต่มันจะต้องเป็นการทำจิตใจ ของเราเอง ให้มีความรู้สว่างไสวแจ่มแจ้งในเรื่องของพระอรหันต์ และพยายามทำจิตใจของเราให้คล้ายกับจิตใจของพระอรหันต์ ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ไม่ใช่ทำด้วยความทะเยอทะยานอยาก
น.393 ๑๖ ด้วยกิเลสตัณหาว่า กูจะเป็นพระอรหันต์ดังนี้ก็หาไม่ ; เพราะว่า ถ้าทำอย่างนั้น มันยิ่งไม่ได้ แต่จะต้องทำด้วยความระมัดระวัง สำรวมเป็นอันดี มีสติสัมปชัญญะอย่าให้กิเลสตัณหามาครอบงำ ต่างหาก. เมื่อทำได้ดังนั้นจิตใจของบุคคลนั้น ก็จะเป็นจิตใจที่ คล้ายกันกับจิตใจของพระอรหันต์ขึ้นมาทันที แม้ว่าจะไม่เป็นไป โดยตลอดและเด็ดขาดเป็นเพียงชั่วครู่ชั่วยามหรือชั่ววันหนึ่ง คืนหนึ่งก็ยังประเสริฐสุดเป็นสิ่งประเสริฐสุดที่มนุษย์ได้รับ คืนหนึ่งวันหนึ่งดังนี้ แล้วจะเอาอย่างไรเล่า ตามธรรมดามีจิตใจ เร่าร้อนกระวนกระวาย ดิ้นรนระส่ำระสาย วิ่งไปวิ่งมา หาความสงบ ระงับมิได้ ตลอดทั้งเดือนทั้งปีแล้ว จะไม่เป็นการสมควรบ้างเลย เที่ยวหรือว่า เราจะมีความสงบเยือกเย็นสักวันหนึ่งคืนหนึ่ง เพื่อ รู้ถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ ข้อนี้ไม่เป็นการขาดทุน ไม่เป็นการเสียหายอะไร ถ้าคิดไปในแง่ของการพักผ่อน ก็เป็น การพักผ่อนอย่างยิ่ง ถ้านึกไปในแง่ของการศึกษา ก็เป็นการศึกษา อย่างสูงสุด ถ้านึกไปในแง่ของการทำความดี ก็เป็นการทำความดี สูงสุดจนอยู่เหนือความดีโดยประการทั้งปวง. เป็นอันว่าการ เสียสละเวลาและเสียสละสิ่งต่าง ๆ มาทำกายวาจาใจของตน ให้อยู่ในร่องรอยของพระอรหันต์ในวันเช่นวันนี้ เป็นสิ่งประ- เสริฐสุดสำหรับบุคคลทุกประเภทแล้ว. เพราะว่าแม้แต่บุคคล ประเภทที่ยังต่ำอยู่ ยังมีกิเลสหนาอยู่ มันก็ยังเป็นการดีอยู่นั่น เอง ที่จะทรมานกิเลสกันเสียบ้าง หรือว่าอย่างน้อยที่สุด ก็จะได้ มีความรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่จะแก้พิษโดยอำนาจ ของกิเลสได้โดยแท้จริง. เมื่อใดกิเลสลุกลามมากเกินไป ก็จะได้
น.394 ๑๗ รู้จักอาศัยสิ่งนั้น นำสิ่งนั้นมาใช้กับกิเลสของตนได้ตามสมควร เป็นการที่ดีกว่าจะไม่รู้เสียเลยเป็นไหน ๆ เป็นการรับประกันว่า จะไม่มีความทุกข์เกินไป และไม่มีความโง่หลงถึงกับจะไปฆ่า ตัวตายเหมือนกับคนโดยมากเป็นกันอยู่ นี่คืออานิสงส์ของเรื่อง ของความที่เป็นพระอรหันต์ ที่อาจจะมีแม้แก่บุคคลที่เป็นขั้นต้น ขั้นต่ำหรือเป็นปุถุชนถึงที่สุด เมื่อบุคคลที่เป็นปุถุชนถึงที่สุดก็ ได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้แล้ว บุคคลที่มีความเป็นปุถุชนเบาบาง ก็ยิ่งต้องการความเป็นอย่างนี้มากขึ้น คือสามารถจะทำตัวเอง ให้ก้าวหน้าไปถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้รับนี้ได้มากขึ้น. เพราะฉะนั้น ขอท่านทั้งหลายทั้งปวงจงได้มีความมั่นใจ มีความ แน่ใจในการที่จะทำพิธีมาฆบูชานี้ด้วยการทำจิตของเราให้คล้าย กันกับจิตของพระอรหันต์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่กำหนดไว้ว่าเป็นวันที่ระลึกสำหรับพระอรหันต์ทั้ง หลายในปีหนึ่งนั้นมีวันเดียว คือวันเช่นวันนี้เท่านั้นที่กำหนดไว้ สำหรับพระอรหันต์โดยเฉพาะ เมื่อวันเช่นนี้มาถึงเข้า และเราก็อยากจะทำการบูชาในวัน เช่นนี้ มันก็ไม่มีสิ่งอื่นใดดีไปกว่าที่จะทำให้ถูกเรื่องถูกราว คือ ทำให้ถูกเรื่องราวของพระอรหันต์นั่นเอง กล่าวคือการทำจิตใจ ของตนให้คล้ายจิตใจของพระอรหันต์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมาก ได้แต่ลูกเด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ ก็จะต้องมีความตั้งอกตั้งใจ ว่าเราจะ ระมัดระวังรักษาจิตใจของเราในวันนี้ ให้มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ระงับดับหายไป อย่าให้เกิดขึ้นในใจได้. ถ้ามันจะเกิด ขึ้นมาในใจ เราจะต้องหลบหลีกให้มากที่สุด เราจะต้องบรรเทา
น.395 ๑๘ ทำลาย มันลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยสติปัญญาของเราเอง ถ้าเป็นดังนี้แล้ว แม้เป็นลูกเด็กเล็ก ๆ ก็ยังได้ชื่อว่าบูชาพระอร- หันต์โดยวิธีที่ถูกต้องยิ่งกว่าคนแก่คนเฒ่าที่ไม่รู้จักทำอะไร เอา แต่ธรรมเนียมประเพณี พิธีรีตองอย่างเดียวไปจนตาย พิธีรีตอง นั้นเป็นเพียงเครื่องยึดบุคคลไว้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามพิธีรีตองนั้น ต้องการเท่านั้น แต่หาสามารถทำให้ก้าวหน้าไปจนถึงความจริง คือความดับทุกข์ตามแบบของพระอรหันต์ทั้งหลายได้ไม่ แต่ถ้า เราเลิกล้างพิธีรีตองเสีย อย่าให้มาฝังแน่นอยู่ในจิตใจจะได้เอา ของจริงเข้ามาว่า เอาของจริงเข้าว่าก็คือการตั้งอกตั้งใจขจัด ความชั่ว กิเลส และความทุกข์ออกไปเสียจากใจให้ได้ นั่นแหละ ที่ว่าเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง. ดังที่เราได้ยินได้ฟังมาในพระคัมภีร์ นั้นพระอรหันต์ที่เป็นเด็ก ๆ ก็ยังมี ไม่ใช่มีแต่พระอรหันต์ที่เป็น ผู้ใหญ่หรือที่เป็นคนแก่คนเฒ่า แต่แม้ว่าจะมีจำนวนน้อยมากก็ ยังมี นี้ก็เพราะเหตุที่ว่าความเป็นพระอรหันต์นั้น ไม่ได้อยู่ที่อายุ หรือวัย เวลาหรือสถานที่ แต่ว่าอยู่ที่สติปัญญา ถ้าได้รับการอบรม สั่งสอนเพียงพอ ถ้ามีอุปนิสัยเพียงพอ เข้าใจในสิ่งนั้น ๆ ได้แล้ว ก็สามารถจะเป็นพระอรหันต์ได้โดยไม่จำกัดอายุหรือเวลาเลย. เป็นการแสดงให้เห็นอยู่อย่างชัดแจ้งแล้วว่าความเป็นพระอรหันต์ นี้ ไม่เหลือวิสัยสำหรับบุคคล ที่ตั้งใจจริงหรือว่าเรื่องของพระ- อรหันต์นี้ ไม่ได้อยู่นอกเหนือวิสัยของบุคคลเราเลย ทุกคนควรจะสนใจรับเอาไปประพฤติปฏิบัติ ตามมากตาม น้อยตามสมควรที่จะพึงมีได้ เพราะว่าทำอย่างไรเสียคนเราก็ยัง มีความทุกข์กันอยู่ด้วยกันทุกคนเราจงพยายามบรรเทาความทุกข์
น.396 ๑๙ นั้น ตามสัดส่วนแห่งสติปัญญาของตนจงทุก ๆ คนเถิด เพราะ ตามปกติคนเราก็รักความดีความสูง ความประเสริฐอยู่ด้วยกัน ทุกคน ๆ การที่ได้รับความรู้หรือความดี หรือความสูงประเสริฐ อย่างสูงสุดนี้ จึงไม่เสียหายอะไร ทำให้เรารู้ได้ว่าความสูงประเสริฐ นี้เป็นอย่างไร และไปสูงสุดอยู่ที่ไหน : แล้วเราดำเนินไปได้เพียง ใดเท่าใดมันก็จะเป็นการได้แก่เราเพียงนั้น เท่านั้น เป็นการได้ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์เราควรจะได้ตามสมควรแก่สติปัญญาของเรา อย่าได้ประมาทหลงใหล โง่เง่า ไม่คำนึงถึงสิ่งนี้ แล้วปล่อยให้กิเลส ลากพาตนไปอย่างเต็มที่ซึ่งก็ไม่มีอะไร นอกจากความทุกข์ความ เศร้าหมองโดยประการทั้งปวง ไม่มีทางที่จะสะอาด สว่าง สงบได้, นั้นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ปล่อยไป มันก็เป็นไปเอง ยิ่งปล่อย มาก มันก็ยิ่งเป็นไปมาก จึงมีแต่ความสกปรก มืดมัวและเร่าร้อน จนถึงกับแก้ไม่ไหว ต้องแก้ด้วยการฆ่าตัวตาย, นี้ไม่ใช่ของแปลก ใครอยากทำเมื่อไรก็ได้แต่ว่าเรื่องที่จะเอาชนะกิเลสทั้งหลาย ดำรงตนอยู่ในความสะอาด ความสว่าง และความสงบนั้น มัน เป็นงานฝีมืออย่างยิ่งคือจะต้องทำด้วยฝีมือของกาย วาจา ใจ ที่มีฝีมือ คือความเฉลียวฉลาด มีความรอบรู้ มีความสูงประเสริฐ ของจิตใจเป็นต้นทุน เป็นผู้หวังไปในทางสูง แทนที่จะหวังไปใน ทางต่ำเป็นผู้หวังไปในทางที่จะชนะ ไม่หวังไปในทางที่จะพ่ายแพ้ จึงจะทำได้ หวังว่าท่านทั้งหลาย คงจะได้พยายามเป็นอย่างยิ่งในการ ที่จะอุทิศวันเช่นวันนี้ สักวันหนึ่ง เป็นการศึกษาและประพฤติ ปฏิบัติในการควบคุมจิตใจของตนให้ตั้งอยู่ในร่องรอยของพระ-
น.397 ๒๐ อรหันต์ ให้ได้รับประโยชน์จากธรรมะ ซึ่งทำความเป็นพระอรหันต์ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทรงประทานไว้สำหรับเรา และ เราก็ได้ประกาศตนเองนับถือพระพุทธเจ้าเป็นผู้นำทางของเรา ได้ชื่อว่าเป็นพุทธบริษัทและพบพระพุทธศาสนาเราก็จงทำตน ให้ได้รับสิ่งที่พุทธบริษัทควรจะได้รับแล้วก็จะเป็นผู้ชนะ คือ หัวเราะเยาะสิ่งทั้งปวงได้ โดยที่จิตใจไม่ต้องเหี่ยวแห้ง โดยที่จิต ใจไม่ต้องหม่นหมองโดยที่จิตใจไม่ต้องเดือดร้อนระส่ำระสาย กระวนกระวายไม่ต้องมีจิตใจวิ่งไปวิ่งมาด้วยการหลงเหยื่อทาง ทิศนั้นทิศนี้ จึงเป็นความระหกระเหินในชีวิตของมนุษย์เรา อย่างที่ไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบได้ ไม่เห็นว่าน่าสรรเสริญที่ตรง ไหน. ใคร ๆ ที่มีสติปัญญาแล้วพิจารณาดูเถิดว่า มันน่าสรรเสริญ ที่ตรงไหน น่าพออก พอใจ ที่ตรงไหนในการที่เห็นกงจักรเป็น ดอกบัว แล้วรับเอามาเป็นเครื่องทรมานตนนี้มันจะน่าชื่นใจที่ ตรงไหนกัน. ถ้าหากว่าเป็นผู้รู้จักป้องกันสิ่งเหล่านั้น ไม่ให้มาย่ำยี เบียดเบียนคนได้มีลมหายใจสะอาดบริสุทธิ์ทุกเมื่อ เป็นผู้ชนะ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอยู่เป็นปกติดังนี้แล้ว แม้จะมีอายุอยู่เพียงสัก วันเดียว ก็นับว่ามีค่ามากมาย เหมือนกับได้ตั้งอยู่ตั้งกัปตั้งกัลป์ เพราะว่ามันไม่มีอะไรดีไปกว่านั้นอีกแล้วมันไม่มีอะไรสูงไปกว่า นั้นอีกแล้ว. เมื่อเราได้สิ่งนั้นแล้ว ก็เป็นอันว่าได้สิ่งสูงสุดที่ไม่มี อะไรสูงไปกว่านั้นแล้ว ส่วนจะได้วันเดียวหรือได้กี่วันนั้นไม่มี ปัญหาเลย มันเป็นการได้แล้วซึ่งสิ่งสูงสุดที่มนุษย์เราควรจะได้ ดังนี้. จึงนับว่าเป็นสิ่งที่ควรพยายามพากเพียรอย่างยิ่ง แม้ว่าจะ ได้แล้วตายลงไปในขณะนั้นมันก็เป็นการดีอยู่นั่นเอง เพราะเป็น
น.398 ๒๑ การได้ชื่อว่า เราได้รับสิ่งนั้นแล้ว ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้แล้ว เป็นความรู้ของจิตใจ รู้สึกแล้วว่าอยู่เหนือความเกิด ความแก่ ความเจ็บตายโดยประการทั้งปวง เราจึงไม่มีความเกิด หรือความตาย. การได้รู้ถึงสิ่งนั้น จึงเป็นผู้อยู่เหนือความตาย ไม่รู้จักตายไปด้วยกัน จึงกล่าวว่า แม้จะได้รู้หรือได้ลุถึงสิ่งนั้นแล้ว ชั่วขณะเดียวร่างกายแตกดับไป สิ่งนั้นก็ยังหาแตกดับไปไม่ ยัง คงอยู่ตลอดอนันตกาล อยู่นั่นเอง จิตถึงความดับสนิทเป็น อันเดียวกันกับสิ่งนั้นแล้ว ย่อมเป็นจิตที่อนันตกาลไปด้วย จึง กลายเป็นบุคคลได้สิ่งที่ดีที่สุด แล้วยังไม่รู้จักตายเลยไปอีกด้วย เป็นสิ่งที่ควรสนใจเป็นอย่างยิ่ง สมกันแล้วกับที่เราบัญญัติวัน เช่นวันนี้ว่า เป็นวันสำคัญสำหรับพระอรหันต์ แล้วเราพากัน ประกอบพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ อันประเสริฐอันสูงสุดนี้ ด้วยความ เสียสละพยายามอย่างยิ่งที่จะต้องอดทนอย่างนั้นอย่างนี้ จนได้ มาประชุมกันอยู่ที่นี่. ขอให้ทุกคน จงทำใจให้ถูกต้อง ทำจิตใจให้เข้าถึงสิ่งนี้ ซึ่ง จะเป็นผลเป็นกำไรเกินค่ากว่าที่สละมาอย่างแท้จริง. เป็นอันว่า ได้รับผลสิ่งที่ดีที่สุด อย่างน้อยก็วันหนึ่งคืนหนึ่งแล้วเป็นแน่นอน. ถ้าสามารถทำให้ยืดยาวต่อไปได้เท่าไรก็เป็นการดีแก่บุคคลผู้นั้น มากเท่านั้นเป็นคน ๆ ไป โดยไม่ต้องกล่าวถึง แต่อย่างไรเสียก็ พึงกระทำให้ได้ดีที่สุด ตลอดเวลาวันหนึ่งคืนหนึ่งนี้ด้วยกันจง ทุกคนเถิด. ธรรมเทศนาที่ได้กล่าวมานี้ เป็นการชี้ให้เห็นโดยประจักษ์ ว่าความเป็นพระอรหันต์นั้นเป็นอย่างไรคือสูงอย่างไร บริสุทธิ์
น.399 ๒๒ อย่างไร ประเสริฐอย่างไร อยู่เหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวง อย่างไร และยังเป็นการชี้ให้เห็นว่า ความเป็นพระอรหันต์นั้น มันเกี่ยวข้องกันกับเราที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์อย่างไร. ถ้าผู้ใด ฟังถูก และฟังเข้าใจ ก็จะเห็นชัดด้วยตนเองว่ามันเกี่ยวข้องยิ่ง เสียกว่าจะเกี่ยวข้อง ถ้าจะเปรียบเทียบกันก็เหมือนกับเปรียบ ว่าสิ่งที่ตรงกันข้ามนั้น มันเป็นสิ่งที่ต้องการอย่างยิ่ง สำหรับบุคคล ที่กำลังเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่. ถ้าสมมุติว่าไฟกำลังไหม้เรา น้ำนั่นแหละจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราที่จะเอามาดับไฟ น้ำนั้น ไม่จำเป็นเลยสำหรับคนที่ไม่ถูกไฟ แต่มันจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ คนที่กำลังถูกไฟไหม้. เพราะฉะนั้นถ้าเราถูกไฟไหม้ น้ำที่ตรงกัน ข้ามกับไฟนั่นแหละจำเป็นสำหรับเรา. ข้อนี้ก็เหมือนกัน คือว่า ถ้าเราเป็นคนทุกข์ มีความทุกข์แล้ว ความดับทุกข์นั่นแหละ จำเป็นสำหรับเรา. เรื่องของพระอรหันต์ เป็นเรื่องของความดับทุกข์โดยตรง เรื่องของพระอรหันต์จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับเรา ส่วนบุคคล ที่หลงใหล เอาความทุกข์ไปกลับกันกับความสุข หรือสำคัญความ ทุกข์ผิดไปนั้นย่อมเป็นการยากที่จะเอาความจริงนี้ไปใช้เป็น ประโยชน์ได้ เขาจะต้องเข้าใจความทุกข์ และความดับทุกข์นั้น ให้ถูกต้องเสียก่อน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะกำลังมีความ ทุกข์อยู่ ยังกำลังหลงใหลอยู่ในความทุกข์นั้นด้วย แต่ถ้าได้เขา มาในทางของพระอรหันต์แล้วก็จะค่อยลืมหูลืมตารู้จักความทุกข์ นั้นอย่างถูกต้องได้ตามลำดับ ; จะหายโง่หายหลงในเรื่องของ ความทุกข์จะสามารถดับทุกข์ได้วันหนึ่งโดยแน่นอน เพราะฉะนั้น
น.400 ๒๓ จึงเป็นอันว่า เรื่องราวของพระอรหันต์นั้นจำเป็นแก่ทุกคน นับตั้งแต่มนุษย์ขึ้นไปจนถึงเทวดานับแต่มนุษย์ลงไปถึงสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน ก็ล้วนแต่ต้องการธรรมะ สำหรับดับทุกข์ให้แก่ ตนด้วยกันทั้งนั้น ขอท่านทั้งหลายทั้งปวงจงอย่าได้ประมาทเลย จงอย่าได้เข้าใจผิดไปว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เราควรต้องการ ไม่ใช่ สิ่งที่เราควรศึกษาหรือควรปฏิบัติ : โดยที่แท้แล้วสิ่งนี้เพียงสิ่ง เดียวเท่านั้น เป็นสิ่งที่สัตว์มีชีวิตทุกคนจะต้องรู้จะต้องเข้าใจ ไว้ สำหรับบำบัดทุกข์ของตนเพราะว่าคนทุกคนมีความทุกข์ อยู่จริง ๆ ความรู้ในสิ่งนี้ไม่เสียหลายแม้ว่ายังใช้ในวันนี้ไม่ได้ก็ จะต้องใช้ได้ในวันหน้า แม้ว่าจะใช้ในวันนี้ได้ไม่ทั้งหมด ในวัน หน้าก็จะต้องใช้ได้ทั้งหมด แต่ถ้าไม่ตระเตรียมศึกษาฝึกฝนอบรม ในวันนี้แล้ว ในวันหน้าจะเอามาแต่ไหนใช้. เพราะว่าสิ่งนี้ไม่อาจ จะเข้าใจได้โดยง่ายชั่วเวลาเพียงเล็กน้อยเลย จะต้องอาศัยการ ศึกษาฝึกฝนเป็นวัน ๆ เป็นเดือน ๆ ปี ๆ ไปเลยทีเดียวจึงจะเข้า ถึงสิ่งนี้ได้ ดังที่เห็นประจักษ์ชัดอยู่ในประวัติแห่งพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านก็ใช้เวลากันมากตามสมควร และเหตุไรเล่าที่เราทั้งหลาย จะไม่ใช้เวลาให้มากเพียงพอกัน เพราะฉะนั้นทุกคราวทุกโอกาส หรือทุกวัน ที่จะได้รับสิ่งเหล่านี้ จะได้ศึกษาหรือปฏิบัติในสิ่ง เหล่านี้ท่านทั้งปวงจงได้ตั้งใจทำ ตั้งใจศึกษา และประพฤติปฏิบัติ เพราะมีแต่กำไรโดยส่วนเดียว ไม่มีทางขาดทุนเลย จะระงับความ ยากแค้น ความเดือดร้อน ความระส่ำระสาย ของท่านได้ทุกเรื่อง ทุกราวไป และในทุกโอกาส ดังที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้นจนอวสาน
น.401 ๒๔ นี้ เป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่าธรรมะที่ทำให้เป็นพระอรหันต์ นั้นเป็นอย่างไร และธรรมะนั้นมันเกี่ยวข้องกับเราที่เป็นปุถุชน นี้อย่างไร เหลืออยู่แต่ว่า ต่อไปนี้ท่านทั้งหลายจะประพฤติปฏิบัติ กระทำต่อธรรมะนี้ให้เป็นประจำอยู่อย่างไรเท่านั้น. นี้เป็นการ เตรียมตัวสำหรับความดับทุกข์สิ้นเชิงในอนาคต และนี้เป็นการ กระทำในวันนี้ เพื่อเป็นการบูชาแด่พระอรหันต์ เนื่องในวันมาฆ- บูชาปุณณมี ที่เราพากันจัดขึ้น เพื่อเป็นที่ระลึกแก่พระอรหันต์ ด้วยกันทุกคนเถิด การกระทำในวันนี้และวันต่อไป และจนตลอดชีวิตของเรา ก็จะเป็นไปในทางดับทุกข์ยิ่งขึ้น ๆ โดยไม่ต้องสงสัยเลย. ธรรม- เทศนาก็สมควรแก่เวลา เอว์ก็มี ด้วยประการฉะนี้
Buddhadasa