Buddhadasa.org

ชุมนุมธรรมบรรยายเรื่องจิตว่าง ตอนที่ ๒ — ๒. ความว่าง (สุญญตา) ว่างอย่างยิ่งคือนิพพาน

ชุมนุมธรรมบรรยายเรื่องจิตว่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมธรรมบรรยายเรื่องจิตว่าง (๖ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.402 นโม ตฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ตสุมา ติ โว ธมฺมทินฺนํ เอว์ สิฺขิตฺพํ, เยเต สฺตฺตฺตา ตถาคตภาสิตา คมภีรา คมฺภีรตฺถา โลกฺตฺตรา สุญฺญตปฺปฏิส์ยุตฺตา, เต กาเลน กาลํ อุปสมุปซูช วิหริสฺ สามาติฯ สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสฺ โมฆราช สทา สโต อตฺตานุทิฏฐี โอหฺจ เอว์ มฺ จฺตฺตโร สิยาเอว์ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มฺจุราชา น ปฺสติฯ นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ นิพฺพานํ ปรมํ สุขฺติฯ ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เป็นปุพพาปรลำดับ ดำเนินความตามพุทธภาษิต ที่ยกขึ้นไว้ข้างต้นนั้นซึ่งเป็นการ แสดงความสำคัญของการทำความดับทุกข์ เนื่องจากวันนี้ เป็นวันที่ระลึกถึงพระอรหันต์ ซึ่งเป็นผู้ ดับทุกข์ได้สิ้นเชิง เราทั้งหลาย ทำในใจถึงพระอรหันต์ บูชาคุณ ของท่าน และยังทำในใจ ในการที่ทำใจของเราเองไว้ให้ว่างเว้น จากความทุกข์. พระพุทธภาษิตที่แสดงถึงความดับทุกข์โดย สิ้นเชิง และโดยใจความสำคัญนั้น ย่อมเป็นประโยชน์โดยตรง

น.403 ๒๖ แก่บุคคลผู้ทำในใจถึงพระอรหันต์ ในวันเช่นวันนี้, เพราะฉะนั้น จึงได้เลือกเอาพระพุทธภาษิตที่กล่าวถึง สุญญตา คือความว่าง มาเป็นหัวข้อสำหรับแสดง ; หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้ตั้งอกตั้ง ใจฟังเพื่อจับใจความให้ได้ อย่างน้อยก็จะเข้าใจถึงเรื่องสุญญตา ซึ่งถือกันว่า เป็นเรื่องยากยิ่งในพระพุทธศาสนา : หรือว่าจะเข้า ใจในเรื่องของพระอรหันต์ ซึ่งเป็นเรื่องสูงสุดในพระพุทธศาสนา ดุจกัน. ข้อนี้ย่อมอยู่ที่ท่านทั้งหลายตั้งใจฟัง : และการแสดงซึ่ง เป็นการแสดงตรงไปตรงมาโดยเรื่องของคนเราตามธรรมดา เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ามีการกล่าวถึงเรื่องธรรมดาก็อย่าได้ดูหมิ่น ว่าไม่เกี่ยวอะไรกันกับเรื่องของพระอรหันต์ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อตอนเช้านี้ว่า เรื่องของพระอรหันต์ จำเป็นสำหรับปุถุชน เช่นเดียวกับเรื่องน้ำ จำเป็นสำหรับเรื่องไฟ เพราะว่า น้ำอาจจะดับไฟได้ .... ถ้าคนที่ไม่มีไฟไหม้ ก็ไม่ต้องการน้ำ เพราะไม่ต้องการจะเอาไปทำอะไรแต่ถ้าเกิดไฟไหม้ก็ย่อมต้องการ น้ำอย่างยิ่ง. คนเรานี้ก็เหมือนกัน : ยิ่งเป็นปุถุชนเท่าใด ก็มีความ ทุกข์มากเท่านั้น เพราะฉะนั้นยิ่งเป็นปุถุชนนั่นแหละ ยิ่งต้อง การธรรมะซึ่งเป็นเครื่องดับทุกข์ของพระอรหันตถ์มากขึ้นเท่านั้น. เพราะฉะนั้น ขอจงทำตนเป็นผู้กำลังมีความทุกข์ ให้ถูกให้ตรง ตามความสามารถของตนและให้คู่ควรกัน ในวันนี้ ที่จะแสดงถึง สุญญตา คือ ความว่าง นั้นก็เพราะ เหตุว่า ท่านทั้งหลายอาจจะเข้าใจได้โดยง่าย สิ่งที่เรียกว่าความ ว่างนั้น ไม่ยากเย็นอะไรในการที่จะเข้าใจ ขอให้ลองพิจารณาดู ที่เถิดว่า ความว่างนี้มันสำคัญอย่างไร และใคร ๆ ก็ชอบ อย่างไร.

น.404 ๒๗ ขอให้ลองนึกดูว่า ใคร ๆ ก็ชอบเวลาว่าง เวลาทำงานยุ่งไม่มีใคร ชอบ เวลาว่างงานทุกคนก็ชอบ หรือกล่าวสั้น ๆ ว่าเวลาที่ว่างไม่มี อะไรกวน ไม่มีอะไรวุ่นวายระส่ำระสายนั้น ทุกคนย่อมจะชอบ ซึ่งกล่าวได้ว่าทุกคนย่อมชอบความว่างแต่ไม่ชอบความวุ่น. ทุกคนชอบความว่างอยู่อย่างนั้น แต่เมื่อมีใครมาชวนไปวัด ไปฟังเทศน์ ไปศึกษาธรรมะ ก็ตอบว่าไม่มีว่าง ไม่ว่างที่จะไปฟัง เทศน์ ไม่ว่างที่จะไปฟังธรรม ไม่ว่างที่จะไปวัด กลายเป็นคน หลอกตัวเองทำหน้าไหว้หลังหลอกกับตัวเอง ที่ว่าชอบความว่าง แต่แล้วก็ไม่มีความว่าง แม้แต่ที่จะไปวัดฟังเทศน์. แต่ถ้าเขาชวน เข้าป่าหาผักหาหญ้า กระทั่งหาปูหาปลา ก็ล้วนแต่มีเวลาว่างด้วย กันทั้งนั้น ถ้าเขาชวนมาวัด เพื่อจะศึกษาหาความว่าง กล่าวคือ พระนิพพาน แล้วไม่ว่างเลย ล้วนแต่ปฏิเสธว่า ไม่มีเวลาว่าง เพราะเป็นคนหลอกตัวเองอย่างนี้ ถึงได้จมอยู่ในความโง่ ความ หลง ไม่มีเวลาว่าง ไม่มีเวลาสร่าง ขอให้คิดดูเถิดว่า เรื่องของความว่างนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญ ที่สุดที่เราควรจะศึกษา ; หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็กล่าวได้ว่า เรื่องของความว่าง ก็คือเรื่องของพระนิพพาน ดังที่มีพระพุทธ- ภาษิตว่า "ว่างอย่างยิ่งนั่นแหละคือนิพพาน นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ" ซึ่งแปลว่านิพพานเป็นของว่างอย่างยิ่ง ซึ่งได้ใจความ สั้น ๆ ว่า ถ้าเราว่างถึงที่สุดนั่นแหละคือนิพพาน ; ถ้าเราไม่ว่าง เสียเลย นั่นคือ วัฏฏสงสาร หรือคือนรก ถ้าเราว่างบ้าง ไม่ว่าง บ้างก็ค่อยยังชั่วสักหน่อยอยู่ในฐานะเป็นมนุษย์ที่ยังพอดูได้ เพราะฉะนั้น ควรจะสนใจในเรื่องความว่างเรื่อย ๆ ไป ตามลำดับ

น.405 ๒๘ จนกว่าจะถึงความว่างที่สุดความว่างอย่างยิ่ง กล่าวคือพระนิพ พานดังกล่าว. อีกประการหนึ่งพึงทราบว่า เรื่องของความว่างดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องตัวแท้ตัวจริงของพระพุทธศาสนาพระพุทธองค์ ได้ ตรัสแก่ ธัมมทิน-อุบาสกถึงเรื่องนี้ ; โดยมีหัวข้อเป็นใจความ สำคัญ ๆ ว่าเย เต สฺฺตฺตา,สุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด : ตถาค- ตภาสิตาอันเป็นคำที่ตถาคตกล่าวแล้ว : คมภีราลึกซึ่งคัมภีรภาพ ; คมฺภีรตฺถามีเนื้อความอันลึกซึ้ง : โลกฺฺตรา อยู่เหนือโลก : สุญฺญตปฺ ปฏิสํยุตฺตา ประกอบเฉพาะแล้วด้วยสุญญตา คือ ความว่าง ; เต กาเลน กาลํ อุปสมฺปฺช วิหริสฺสาม เราจักเข้าถึง ธรรมนั้นตลอดกาลโดยกาลแล้วเป็นอยู่ ; นี้ หมายความว่า ธรรมที่แท้จริง ซึ่งกล่าวถึงเรื่องความว่างนั่นแหละ ทุกคนจะ ต้องเข้าถึงให้ได้ตลอดกาล. คำว่า "โดยกาล" ก็คือการสมควรแก่เวลา, ตลอดกาล ก็คือ กาลเวลาที่เราจะสามารถอยู่ในความว่างได้มากเท่าไร. แต่ข้อสำคัญ ที่สำคัญที่สุดนั้น คือ คำว่า ตถาคตภาสิตา ซึ่งแปลว่าเป็นคำที่ ตถาคตกล่าว ไม่ใช่เรื่องที่พระสาวกชั้นหลังกล่าว. ข้อนี้พึงทราบ ว่า หลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้น มีอยู่ ๒ ประเภทด้วยกัน ประเภทหนึ่งเป็นพระพุทธภาษิตแท้ คือพระพุทธองค์ได้ตรัส ด้วยพระองค์เอง เป็นของจริง, ส่วนอีกพวกหนึ่งนั้นเป็นคำที่ สาวกในชั้นหลังกล่าว. ทั้งสองอย่างนี้ต่างกันตรงที่ว่า คำที่พระองค์ตรัสเองนั้น เนื่อง เฉพาะด้วยสุญญตา คือว่าทรงแสดงถึงเรื่องความว่าง.โดยตรง เท่านั้นเอง จึงได้มีความลึกซึ้ง มีอรรถอันลึกซึ้งและอยู่เหนือโลก

น.406 ๒๙ ส่วนคนในชั้นหลังไม่กล่าวเรื่องนี้ ไปกล่าวประดิษฐ์ประดอย ให้ เป็นความไพเราะถูกใจผู้ฟัง ประจบผู้ฟังชักชวนทำอย่างนั้น ชักชวนทำอย่างนี้ แสดงว่าเป็นความสวยสดงดงาม ให้วุ่นวาย ไปหมด ไม่ชักชวนในเรื่องของสุญญตา คือความว่างเลย. จงคิด ดูเถิดว่ามันจะแตกต่างกันอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านชวนไปใน เรื่องความว่าง แต่สาวกชั้นหลังชวนไปในเรื่องความวุ่น; วุ่นจน ตาย วุ่นจนเข้าโลงก็ไม่รู้จักหมดความวุ่นสักที; แต่คำของพระ ตถาคตนั้น สุญญตปฺปฏิส์ยุตฺตา ประกอบพร้อมเฉพาะแล้ว ด้วยความว่าง ท่านลองคิดดูให้ดี ๆ ว่า มันต่างกันอย่างไร. เพราะ ฉะนั้น เราควรจะสนใจในเรื่องที่เป็นตัวแทนของคำของพระ- พุทธองค์ซึ่งกล่าวถึงแต่เรื่องความว่างอย่างเดียว. ทำไมจึงเป็น เช่นนั้นคำตอบก็มีอยู่ชัด ๆ แล้วว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุญญํ ว่าง อย่างยิ่งนั่นแหละคือพระนิพพาน;พระองค์ทรงสั่งสอนเรื่อง นิพพาน เพราะฉะนั้นจึงทรงสั่งสอนเรื่องความว่าง ไม่สั่งสอน เรื่องของความวุ่น ไม่สั่งสอนชักจูงให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ได้รับ ผลอย่างนั้น ได้รับผลอย่างนี้วุ่นวายไปไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าเป็น เรื่องของความว่างแล้วมันหยุดมันนิ่ง มันสงบ คือมันว่างนั่น เอง. เพราะฉะนั้นควรจะมีความแน่ใจในข้อที่ว่าเราจะเลือกเอา เรื่องความว่าง หรือว่าจะเลือกเอาความวุ่นลองพิจารณาดูด้วย ตนเองเถิด คนเราถ้าวุ่น วุ่นมากเข้า มันจะเป็นอย่างไร อย่าง น้อยที่สุดมันก็จะต้องกลุ้มอกกลุ้มใจ ถ้ามากไปกว่านั้นมันก็เป็น โรคเส้นประสาท ถ้ายิ่งไปกว่านั้นอีกทีก็ต้องไปโรงพยาบาลบ้าซึ่ง ใคร ๆ ก็เห็นกันอยู่ทั่ว ๆ ไปว่า ถ้ามันวุ่นในใจ ไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว เป็นไม่แคล้วโรงพยาบาลบ้า นี่มันต่างกันระหว่างความว่าง กับ

น.407 ๓๐ ความวุ่นอย่างนี้ เราควรเลือกเอาความว่าง หรือความวุ่น ดี ขอให้เปรียบ- เทียบกันดูพระพุทธภาษิตก็มีอยู่เป็นคู่ว่า "สงขารา ปรมา ทุกฺขา" "นิพฺพานํ ปรมํ สุข"ข้อที่ว่า สังขารา ปรมา ทกุขา - สังขารเป็น ทุกข์อย่างยิ่งนั้นอธิบายว่า มันวุ่นนั่นเอง ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น คนที่มีความรู้ทางภาษาบาลีด้วยตนเอง ย่อมเข้าใจได้ดี : คำว่า สังขาร นั้นแปลว่า ปรุง, สัง แปลว่าพร้อม, ขาร แปลว่าทำ สังขาร แปลว่า ทำพร้อม คือทำไม่หยุด ทำทุกอย่าง ซึ่งเราเรียกง่าย ๆ ว่าปรุง, สังขารแปลว่า ของปรุง หรือ ของที่ถูกปรุง แล้วปรุงสิ่ง อื่นต่อไปแล้วมันจะว่างได้อย่างไร มันก็ต้องมีแต่วุ่น. เพราะฉะ- นั้น คำว่า สังขาร ซึ่งแปลว่าของปรุง นั้น ก็หมายถึงของวุ่น. เห็น ได้ง่าย ๆ ว่า ถ้าใครทำอะไรอย่าหยุด เช่น มีการปรุงเรื่อยไม่หยุด มันก็เป็นความวุ่น และไม่ว่าง. สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา สังขารเป็น ทุกข์อย่างยิ่ง ก็หมายความว่า ความวุ่นไม่หยุด คือ ปรุงเรื่อย ไม่หยุดนั้นเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง. ส่วนข้อที่ตรงกันข้ามนั้น เรียกว่า นิพพานํ ปรมํ สุข นิพพานคือความดับสนิทหรือความ เย็นสนิท หรือความว่างอย่างยิ่ง ดังที่กล่าวแล้วนั่นแหละเป็น ความสุขอย่างยิ่ง. อันโน้นเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง แต่อันนี้เป็น ความสุขอย่างยิ่ง. อันที่เป็นความสุขอย่างยิ่งนี้มีชื่อว่านิพพาน; สิ่งที่มีชื่อว่านิพพานนี้ คือสิ่งที่ว่างอย่างยิ่ง ดังที่กล่าวแล้วว่า "นิพ- พานํปรมํ สุญญํ-ว่างอย่างยิ่งนั่นแหละคือนิพาน" จึงพูดได้ง่าย ๆ ว่า วุ่นเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ว่างก็เป็นความสงบสุขอย่างยิ่ง. เห็น ได้ชัด ๆ อยู่ทีเดียว และเราจะเห็นได้โดยประจักษ์ชัดจากการ เ 2 6 ท

น.408 ๓๑ เป็นอยู่ของเราเองว่า เวลาไหนมันว่าง เวลานั้นก็จะกลุ้มใจตาย อยู่แล้ว ถ้าเวลาไหนมันว่าง เวลานั้นมันก็สงบเย็นแม้แต่เพียง สักนาทีเดียว. ถ้าวุ่นไม่ว่างแล้วมันก็เป็นทุกข์ ; ถ้ามันว่างแล้วก็ ไม่เป็นทุกข์เลย ทำไมเราจึงไม่ชอบในความว่างกันเล่า? เมื่อเขาชวนมาวัด ก็คือมาศึกษาเรื่องความว่าง เพื่อทำความว่างเรื่องนิพพานนั่นเอง ทำไมจึงตอบว่าไม่ว่างเสียเล่า. แต่ถ้าชวนไปขุดหอยขุดปู ทำไม จึงมีเวลาว่างมากเล่า ก็แปลว่าเมื่อชวนไปวุ่น ก็กลับมีเวลาให้ไป แต่ถ้าชวนมาว่างแท้ ๆ เป็นของประเสริฐแท้ ๆ กลับไม่มีเวลามา มีหลายคนคิดว่าเรื่องศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ ไม่จำเป็นเท่าเรื่องหาปลาหาปู ไม่จำเป็นเท่าเรื่องทำงานที่บ้าน เพราะฉะนั้นจึงปฏิเสธที่จะมาฟัง ที่จะมารับคำอบรมสั่งสอน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็เรื่องความว่างนี้. ขอจงพิจารณาดูให้ดีเถิดว่า อันไหนจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง กว่ากันอย่างไรในระหว่าง ความว่าง กับ ความวุ่น แต่ถ้าถือเอา พระพุทธภาษิตเป็นหลักแล้วย่อมเห็นได้ทีเดียวว่า ความว่าง นั่นแหละเป็นหัวใจแท้ของพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องสูงสุด ของพระพุทธศาสนาและเป็นเรื่องสูงสุดของความสุขที่เรียกว่า นิพพาน; จึงเป็นการสมควรแล้วที่เรื่องนี้ จะเป็นเรื่องของพระ- พุทธองค์ จะเป็นเรื่องที่พระพุทธองค์ตรัสโดยตรง เป็นเรื่องที่ พระองค์ทรงชักชวนโดยตรง ผิดกับการชักชวนของคนนั้นคน นี้ ผู้นั้นผู้นี้ชักชวนกันในชั้นหลัง สอนกันในชั้นหลัง, เป็นอัน ว่าเราจะได้กล่าวถึงเรื่องความว่างกันเท่าที่ควร ข้อแรกที่สุด จะต้องรำลึกถึงว่า พระพุทธองค์ทรงแสดง

น.409 ๓๒ ความว่างนี้แสดงแก่ใคร แสดงแก่พวกพระที่อยู่ป่าเท่านั้นหรือ ข้อนี้หาเป็นอย่างนั้นไม่ ในพระบาลีนั้นเอง ในพระไตรปิฎกนั่น เอง กล่าวถึงฆราวาสอย่างท่านทั้งหลายได้ไปเฝ้าพระพุทธองค์ ได้ขอให้พระพุทธองค์แสดงธรรมที่เป็นไป เพื่อประโยชน์สุข เกื้อกูลสิ้นกาลนาน. เขากราบทูลชัด ๆ ว่าพวกข้าพระองค์เป็น ฆราวาส ล้อมแออัดอยู่ด้วยบุตรภรรยา ดอกไม้ เครื่องหอม กระแจะจันทร์ อันมาแต่เมืองกาสีดังนี้เป็นต้น ขอให้ทรงแสดง ธรรมที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลสิ้นกาลนาน ทั้งที่ฆราวาสไปขออย่างนี้ พระพุทธองค์ก็ยังตรัสภาษิตนี้ เรื่องสุญญตาซึ่งพระองค์ถือว่า เป็นคำตรัสของพระองค์ เป็นของ ลึกซึ้ง เป็นของเป็นไปเหนือโลก นี้เป็นเครื่องแสดงอยู่ชัดแล้วว่า เรื่องสุญญตา คือ เรื่องความว่างหรือนิพพานนั้น เป็นเรื่องสำหรับ ฆราวาสด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่เป็นแต่เรื่องสำหรับพระที่จะไป อยู่ป่า อยู่ดง อยู่ถ้ำ อยู่เขา แม้ฆราวาสอยู่ที่บ้านเรือน แออัดอยู่ ด้วยบุตรภรรยาสามี ก็ยังจำเป็นที่จะต้องมีความรู้เรื่องสุญญตา; พระพุทธองค์ตรัสไว้ดังนี้. ถ้าท่านทั้งหลายไม่เข้าใจ ก็จงคิดดู ใหม่ด้วยคำเปรียบที่กล่าวแล้วข้างต้นนั่นเอง ว่า คนที่ต้องการ ของเย็นอย่างที่สุด มากที่สุด ก็คือคนร้อนที่สุด แล้วใครเล่า เป็นคนร้อนที่สุด ไม่ใช่พวกชาวบ้านดอกหรือ. พวกพระที่อยู่ ตามป่า ตามเขาร้อนน้อยกว่าเป็นไหน ๆ พวกที่อยู่บ้านนั่นแหละ ร้อนที่สุด เพราะฉะนั้นพวกที่อยู่บ้านนั่นแหละควรจะต้องการ ของเย็นที่สุด มันจึงจะถูก มันจึงจะตรงกับเรื่องราว จึงหวังว่า จะควรพิจารณากันเสียใหม่ ในการที่จะตั้งอกตั้งใจ ค้นหาให้

น.410 ๓๓ พบตัวจริงของธรรมะ หรือของพระศาสนาซึ่งเป็นของจริง ของ ถูก ของตรง ของสมเด็จพระบรมศาสดา กล่าวคือเรื่องว่าง อย่า ได้ไปหลงในเรื่องวุ่น ที่คนฉลาดในการตบตาคนอื่นคิดขึ้นสอน เขียนขึ้นสอน ชักชวนคนอื่นให้วุ่นไปตามตนเพื่อประโยชน์ แก่ตน อีกต่อไปเลย. เรื่องของความว่างเป็นเรื่องสำหรับท่านทั้งหลายที่วุ่นถึง กับขนาดที่ว่าจะเป็นโรคเส้นประสาท หรือจะต้องไปสู่โรงพยาบาล สำหรับกักขังคนวิกลจริต เพราะฉะนั้น จะอาศัย เครื่องราง อันศักดิ์สิทธิ์ กล่าวคือ สุญญตา นี้เป็นเครื่องป้องกัน ว่าแม้เรา จะอยู่ที่บ้านที่เรือน ก็อย่าให้มีความร้อน หรือความวุ่นถึงขนาด เป็นโรคเส้นประสาท หรือขนาดต้องไปอยู่โรงพยาบาล จงรู้จัก ทำจิตให้ว่างแล้วก็จะมีความสะอาด สว่าง สงบเย็น เป็นธรรมดา โดยไม่ต้องสงสัยเลย มีแต่ความดี ความงาม ความเจริญ. หรือ ถ้าจะเรียกว่าเป็นนักบุญ ก็ขอให้เป็นบุญกันที่ตรงนี้. อย่าให้เป็น เรื่องเกิดสวย เกิดรวย เกิดดีทำนองนั้นเป็นต้นเลย อย่างนั้น แหละมันจะยิ่งมากขึ้นจนต้องไปอยู่โรงพยาบาลบ้า, เรื่องดี เรื่อง รวย นั่นแหละพาคนไปเข้าโรงพยาบาลบ้า และพาคนเป็นโรค เส้นประสาท ต้องกินยาไม่รู้จักหยุดจักหย่อน, ส่วนเรื่องความ ว่าง ความสะอาด ความสว่าง และความสงบนั้น ไม่ทำใครให้เป็น อย่างนั้นเลย. หรือจะให้ความสงบเย็น ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ชนิดนั้น และไม่ต้องกินยาอีกด้วยเพราะว่าได้กินยาสูงสุด เป็น โลกุตตระ กล่าวคือ พระธรรมนี้เอง จึงนับว่าเป็นสิ่งไม่ควรกลัว เป็นสิ่งที่ควรกล้านำใส่ตน อย่าไปคิดว่า เป็นเรื่องว่าง ๆ เปล่า ๆ

น.411 ๓๔ แล้วมันไม่มีอะไร มันไม่ใช่ว่างเปล่าอย่างไม่มีอะไร มันว่างเปล่า ชนิดที่ให้สิ่งทั้งหลายทั้งหมด. เรื่องที่วุ่น ๆ นั้น มันทำลายสิ่งทั้งหลายให้ศูนย์เสียไปหมด, ส่วน เรื่องว่างของพระพุทธเจ้านี้ นำสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้มาให้ทั้งหมดทั้งสิ้นทีเดียว. นี่แหละเป็นสิ่งที่ควรสนใจ เป็นแง่ที่ควรสนใจ ควรจะคิดนึกพิจารณาดูให้ดี เราโง่ถึงขนาด แสวงหาความสุข แต่ไปชอบความวุ่น ความทุกข์ แต่แล้วก็กลับ เกลียดความว่าง นี่มันเป็นเรื่องเล่นตลก เป็นเรื่องหลอกตัวเอง ชัด ๆ แล้วมันจะพบความสงบจิตกันได้อย่างไร, ถ้าเราต้องการ ความสงบจิตจริงเราต้องหลีกเลี่ยงความวุ่น หันมาฝ่ายความว่าง แต่เราจะต้องมีสติปัญญา พินิจพิจารณาดูให้ดีว่า อะไรมันวุ่น กันแน่ ว่าอะไรมันว่างจริง ๆ. อย่าให้หลงผิดไปเห็นความวุ่นเป็น ความว่าง หรือไปบูชาความวุ่นยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าเสียอีก. การที่ไปวุ่นวายจนไม่มีเวลามาหาธรรมะของพระพุทธเจ้า ซึ่งสอนเรื่องความว่าง นั่นแหละ เรียกว่าวุ่น จนไม่มีเวลาเข้าใจ พระพุทธเจ้า ไม่มีเวลาประพฤติปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้า กลายเป็นวุ่นถึงที่สุด จนกระทั่งเน่าเข้าโลงไป. เกิดมาทั้งทีมีแต่ ความวุ่น ตั้งแต่เกิดจนตาย คือเน่าเข้าโลงไป แล้วมันจะได้อะไร ที่เป็นสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. หรือว่ามันจะได้อะไรในคำสอน ของพระพุทธเจ้า ซึ่งตัวเองนับถือนักหนา ว่าเราถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะแล้ว ก็ถึงแต่ปาก เพราะไม่ได้รับ อะไรจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็นประโยชน์ที่คุ้มกัน นอกจากได้แต่ลม ๆ แล้ง ๆ ว่าเราได้ หรือว่าเราถึง หรือว่าเรา

น.412 ๓๕ นับถือ. ถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้ ก็แปลว่ายังวุ่นอยู่ตามเดิม บางที จะวุ่นมากไปเสียอีกหน่อยหนึ่งด้วยซ้ำไป ตรงที่ต้องพูดว่า เรา นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยปาก นิ่ง ๆ อยู่เฉย ๆ จะไม่ดีกว่าหรือ ที่จะมาเสียเวลาพูดคำนี้ออกมาด้วยจิตใจที่ วุ่นวาย. เพราะฉะนั้น หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้คิดนึกในข้อนี้ กันให้เป็นพิเศษ ว่าสิ่งที่เรียกว่าความว่างนี้เป็นคุณธรรมที่ทำ บุคคลให้เป็นพระอรหันต์ ว่าอย่างไรกัน. ถ้าจะถือเอาพระพุทธภาษิตสักบทหนึ่งเป็นหลัก ก็ยังมี อยู่ว่า "สุญญโต โลกํ อเวกฺขสฺสฺ โมฆราช สทาสโต" ดูก่อน โมฆ- ราช ท่านจงเป็นผู้มีสติเห็นโลก โดยความเป็นของว่างอยู่ทุกเมื่อ เถิด "อตฺตานุทิฏฐิ โอหจจ เอวฺ มฺจุตฺตโร สิยา" เมื่อท่านถอน ความคิดเห็นว่าตัวตนเสียได้แล้ว ก็จะเป็นผู้อยู่เหนือมัจจุราช "เอวํ โลก๋ อวกฺขนฺตํ มฺจุราชา น ปฺสติ" เมื่อท่านเห็นโลกอยู่ ดังนี้ มัจจุราชก็จะไม่เห็นท่าน ความข้อนี้อธิบายว่า ถ้าผู้ใดเห็น โลกทั้งหลายทั้งปวง โดยความเป็นของว่างอยู่ทุกเมื่อ ถอนความ ยึดถือว่าตัวตนว่าของตนออกเสียได้ ก็จะอยู่เหนือความตาย ความตายในที่นี้ หมายถึงความหมดดี, เดือดร้อน, หมายถึง ความระส่ำระสายกระวนกระวาย อยู่ด้วยปัญหาเรื่องความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย คือต้องตายนั่นเอง จะเป็นตาย ทางร่างกาย เน่าเข้าโลงไปก็เรียกว่าตาย หรือจะเป็นการตายทาง จิตใจคือมีจิตใจเสื่อมทรามตกต่ำ มีแต่ความทุกข์ท่วมทับ ไม่มี เวลาว่างหรือสงบเย็น นี้ก็เรียกว่าความตายเหมือนกัน, คือมัน มีผลเท่ากับคนตายซึ่งจะทนทุกข์ยิ่งกว่าคนตาย ทนทุกข์แบบ

น.413 ๓๖ เดียวกันกับสัตว์ในนรก คือว่ามีแต่ความเร่าร้อน ระส่ำระสาย ตลอดเวลา มันยิ่งไปกว่าความตาย เพราะฉะนั้นผู้มีปัญญา จึง ได้คิดค้นหาวิธีต่าง ๆ นานา ที่จะอยู่เหนือความตาย คนคนนี้ มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลถามถึงวิธีที่จะอยู่เหนือความตาย พระ- พุทธองค์ก็ทรงให้ของอย่างเดียวกันนั่นเอง คือความว่าง แปลว่า พระพุทธองค์ทรงสอนแต่เรื่องความว่าง อะไร ๆ ก็เป็นเรื่อง ความว่าง แต่ว่าเรียกชื่อต่าง ๆ กัน เช่นเรียกเป็นนิพพานก็มี เรียก เป็นความดับทุกข์ก็มี เรียกว่าอยู่เหนืออะไร ๆ ทั้งหมดก็มี ทั้ง หมดนี้แหละคือความว่าง เพราะว่าถ้ามันว่างแล้ว มันไม่ทุกข์ มันไม่ว่ายเวียน มันไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย พระองค์จึง ทรงยื่นความว่างนี้ให้แก่บุคคลนั้น โดยตรัสว่า จงมองดูโลกโดย ความเป็นของว่างเถิด. คำว่าโลกนี้ เป็นคำ ๆ เดียว สั้น ๆ ก็จริง แต่มันหมายทุก สิ่งไม่ยกเว้นอะไร หมายความว่า จะเป็นโลกนี้ หรือโลกไหน พรหมโลก เทวโลก มาร์โลก หรือโลกนรก ก็ตาม รวมเรียกว่าโลก หรือจะแยกเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มีอยู่ในโลกนี้หรือ โลกไหนก็ตาม สิ่งเหล่านั้นก็เรียกว่าโลกด้วยเหมือนกัน เพราะว่า คนเราอยู่ในโลก มันก็มีความหมายอยู่ตรงที่จะได้ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นี่เอง. ถ้าหากในโลกนี้ ไม่มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แล้ว ก็ไม่มีสัตว์ตัวไหนที่อยากจะมาเกิดในโลก. แต่ด้วยเหตุที่ ในโลกนี้ มีความหมายอยู่ตรงที่มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส สัตว์ ทั้งหลายจึงมีตัณหา คือความอยากในการที่จะมาเกิดในโลกนั้น โลกนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในโลกที่มีเหยื่อของตัณหามากนั่น

น.414 ๓๗ เอง. เหมือนกับที่บุคคลตั้งอกตั้งใจทำบุญกุศลจะเอาสวรรค์วิมาน นั้นก็หมายถึงต้องการ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ชนิดเป็นทิพย์ ที่ประณีตที่ละเอียด หารู้ไม่ว่า นั่นก็ยังเป็นเพียงรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ซึ่งเป็นของอย่างเดียวกัน ในโลกทั้งสิ้น แต่ว่ามัน แตกต่างกันเป็นชั้น ๆ เท่านั้น. รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เหล่านี้ มันทำให้ว่างหรือมันทำ ให้วุ่น ขอลองคิดดูเถิดว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ในโลกมนุษย์ เรา ในบ้านเรือนเรานี่เองมันทำให้ว่างหรือทำให้วุ่น. เรื่องของรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ไหนบ้าง ที่มันทำให้ว่าง มันไม่ทำให้วุ่น การที่ต้องทนทำไร่ทำนา ทำทุกสิ่งทุกอย่าง หานั่นหานี้ รักษานั่น รักษานี่ มันก็เพื่อรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทั้งนั้น แม้ที่สุดแต่ ต้องการไปสวรรค์ มันก็เพื่อรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ดี ที่ ประณีตยิ่งขึ้นไป เป็นอันว่าไม่มีอะไรนอกจาก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แล้วมันเป็นเรื่องวุ่น หรือเป็นเรื่องว่าง ขอให้ลองคิดดู. แม้ว่าจะไปได้ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อยู่ในโลกสวรรค์ มี วิมาน มีบริวาร อย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเรื่องว่าง หรือ เรื่องวุ่น ขอ ให้ลองคิดดูให้ดี ๆ นี่แหละจะเข้าใจได้ในคำสั่งสอนของพระ- พุทธองค์ที่ว่า จงมองโลกเหล่านั้นทั้งหมดทั้งปวงทั้งสิ้น ให้เห็น ตามที่เป็นจริง ว่ามันเป็นของว่าง อย่าให้มันเป็นของวุ่น ที่ตัวเอง สำคัญผิด ไปคิดในแง่ที่เป็นของวุ่นมันก็วุ่นขึ้นมา แต่ถ้ามีสติ- ปัญญา มองเห็นให้ชัดตามที่เป็นจริงแล้ว ก็อาจจะทำให้มันว่าง ได้. ที่ว่าเราพิจารณาให้เห็นเป็นความว่างได้ ถ้าเราพิจารณาไม่เป็น คิดไม่เห็น มันก็เป็นของวุ่นอยู่ตลอดไป ที่จะให้พิจารณาให้เห็น

น.415 ๓๘ โดยความเป็นของว่างนั้น ก็คือพิจารณาให้เห็นว่า มันเป็นของ หลอกลวง มันเป็นของมายา. สิ่งที่เป็นของหลอกลวง หรือมายานั้น มันให้ความทุกข์ หรือความสุข มันมีตัวตนที่ไหน. สิ่งใดเป็นมายา สิ่งนั้นเป็นของ หลอกลวง ไม่มีตัวตนที่แท้จริง นี้หมายถึงความวุ่น. ความวุ่น ไม่มีตัวตนที่แท้จริง แต่เราเห็นว่ามีตัวตนเป็นตัวมี เป็นตน เหมือนกะคนเห็นรูปในพยับแดดว่าเป็นตัวเป็นตนอย่างนั้น อย่างนี้;คนที่กำลังละเมอเพ้อฝัน อยู่ด้วยกิเลสตัณหา ย่อมเห็น ความวุ่นเหล่านี้โดยความเป็นตัวเป็นตน ไม่อาจจะเห็นโดยความ เป็นของว่างได้เลย. เว้นแต่เมื่อใด จะมีสติสมบูรณ์ทุกเมื่อ จึงจะ เห็นโลกโดยความเป็นของว่างได้ ข้อนี้หมายถึงการถอนอัตตานุ- ทิฏฐิ คือความเห็นผิดว่าตัวว่าตน ออกเสียได้ เห็นว่าเป็นมายา เป็นของหลอกลวงแล้ว ก็ถอนความสำคัญผิดว่าตัว ว่าตน ว่าของ ตนเสียได้. แต่เดี๋ยวนี้ เราทั้งหลายได้ถอนความยึดถือว่า ตัวตน อย่างนั้นแล้วหรือยัง. พิจารณาดูเถิดว่า ในบ้านในเรือนของเรา ยังเต็มไปด้วยคำว่า "กู" ว่า "ของกู" นั่นก็ของกู นี่ก็ของกู เงินก็ ของกู ทองก็ของกู จะได้ยินแต่คำว่า กู และ ของกู นี้อยู่ทั่วไป ทุกหนทุกแห่ง. เสียงนั้นเอง คืออัตตานุทิฏฐิที่แสดงออกมาให้ เห็น ว่ายังมีความสำคัญผิด ยึดถือในความเป็นตัวตน หรือของ ตนอยู่ในที่ทั้งปวง แล้วมันจะว่างอย่างไรกัน ถ้ายังถือ นี่ตัวตน นี่ของตน แล้วมันจะต้องจัด ต้องทำ ต้องเก็บ ต้องรักษา แต่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องร้อนใจ. เรื่องจัด เรื่องทำ เรื่องเก็บรักษา ในทางร่างกายนั้น ไม่สำคัญเท่าไร แต่มันสำคัญอยู่ตรงที่หัวใจ

น.416 ๓๙ จะวุ่นหรือไม่ เท่านั้นเอง. ร่างกายวุ่น ท่านไม่เรียกว่าวุ่น แต่ถ้าหัวใจวุ่นด้วย ท่านจึง เรียกว่าวุ่น. เพราะเหตุฉะนั้นแหละ, มันจึงต้องจัดการกันที่จิตใจ เรื่องทางฝ่ายกายนั้น ไม่สำคัญเลย ความทุกข์แท้ ๆ หรือความวุ่น จริง ๆ นั้นอยู่ที่ใจ สิ่งที่เรียกว่าของปรุงหรือการปรุง หรือ สังขาร นั่น มันอยู่ที่ใจ คืออยู่ที่จิตที่คิดขึ้นมาด้วยกิเลสตัณหา นั้นแหละ คือของปรุงหรือสังขาร. ครั้นคิดแล้วมันก็ทำ นี้ก็เป็นการปรุงอีก อย่างหนึ่งเหมือนกัน, มันทำอยู่มันก็คิดเรื่อย, มันเป็นห่วงวิตก กังวลเรื่อย, มันมีความอยากทะยานอย่างใดอยู่เรื่อย, ก็แปลว่า มันคิดกังวลเรื่อย มันเป็นสังขารเรื่อย มันไม่มีว่างเลย มีแต่วุ่น ทั้งนั้น. นี่คือผลของอัตตานุทิฏฐิ คือความสำคัญว่าอะไรเป็น ตัวตน หรือเป็นของของตน เราจึงต้องวุ่นกัน ดังนี้. ถ้ามีตัวตน อย่างนี้แล้ว ความทุกข์ก็ครอบงำได้ ที่เรียกว่าความตาย ครอบงำ ได้, แต่ถ้าทำลายตน สลัดตัวตนออกไปเสีย ให้เป็นของว่างแล้ว ความทุกข์หรือความตายมันจะครอบงำใครเพราะมันว่างจาก ตัวตน พระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อถอนความยึดถือว่าตัวตนเสีย ได้ ก็จะเป็นผู้อยู่เหนือความตาย เมื่อเห็นโลกโดยเป็นของว่างอยู่ดังนี้ ความตายก็ไม่เห็นผู้ นั้น, คือความตาย จะจับผู้นั้นไม่ได้ เพราะเป็นของว่างไป .. . นี้ เป็นอันว่า ผู้นั้นก็ดี โลกก็ดี ล้วนแต่เป็นของว่าง เป็นความว่าง ถึงกับมัจจุราช หรือความตาย หาตัวไม่พบ. ถ้าพูดตรง ๆ อย่าง ธรรมาธิษฐาน ก็กล่าวว่า ไม่มีตัวมีตนเหลืออยู่ให้ความทุกข์ ครอบงำอีกต่อไป จึงเป็นอันว่า การทำตนให้เป็นของว่างนี้เป็น

น.417 ๔๐ หนทางที่จะเอาชนะความทุกข์และความตายด้วยประการทั้งปวง การทำตนให้เป็นของว่างนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องเอา ไปใส่ครกตำให้ละเอียด แล้วเอาไปเผาไฟให้เป็นควันไปให้หมด แล้วจึงว่าง ดังนี้ก็หาไม่ แต่หมายความว่า ให้ทำด้วยสติปัญญา อย่าให้จิตคิดยึดถืออะไรว่าเป็นตัวตน: ร่างกายก็เป็นสักว่าร่างกาย จิตก็เป็นสักว่าจิต เจตสิกก็สักว่าเป็นเจตสิก ไม่มีอะไรส่วนไหน ที่เป็นตัวเป็นตน หรือเป็นของของตนเลย. เมื่อเป็นดังนี้นั้นแหละ จึงจะเรียกได้ว่ามีความว่างหรือมีการเห็นความว่างอยู่ในเบญจ- ขันธ์นั้น เป็นเบญจขันธ์ที่มีความบริสุทธิ์ เพราะไม่ยึดถือใน ความเป็นตัวเป็นตน. "ส่วนเบญจขันธ์ใดเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ความยึดถือว่าตัวตน เบญจขันธ์นั้นไม่ว่างคือมีตัวตนให้ความ ทุกข์จับฉวยเอาไป มีตัวตนให้ความทุกข์ครอบงำ มีตัวตนให้ ความตายย่ำยี. สมน้ำหน้าแล้วที่มันไม่รู้จักทำให้ว่าง มันจึงมีแต่ ความทุกข์ความเดือดร้อนไปตั้งแต่เกิดจนตาย. ท่านทั้งหลาย อาจจะเห็นได้โดยพระพุทธภาษิตนั้นว่า สุญญตา ความว่างแท้ จริง ก็คือ นิพพาน. นิพพานคือความว่างแท้จริงเพราะว่า พอเรา ทำให้ว่างได้เท่านั้น ความตายก็ทำอะไรไม่ได้ ความทุกข์ก็ทำ อะไรไม่ได้ นั่นแหละคือความหมายของคำว่านิพพาน. เพราะ ฉะนั้นในที่มากมายหลายแห่ง พระพุทธเจ้าได้ตรัส สุญญตา ความว่างนี้ โดยความเป็นนิพพาน หรือแทนคำว่านิพพาน หรือ ในที่แห่งนิพพาน. สุญญตา จึงเป็นเครื่องทำบุคคลให้หมดไป ให้ว่างไป ให้เหลือแต่เบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์สะอาด ไม่เป็นที่ตั้ง แห่งความทุกข์หรือความตายอีกต่อไป เพราะว่าในนั้นไม่มี

น.418 ๔๑ อัตตานุทิฏฐิเหลืออยู่อีกเลย. พศจากคนวัดเลติกแต่ เลิกโสดกิจหวัง ในที่อื่น พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า เมื่อเห็นว่างจากตัวตน หรือเห็นความว่างหรือพอใจในความว่างแล้ว จิตจักเลื่อมใสใน อายตนะ;อายตนะในที่นี้หมายถึงนิพพาน หมายความว่า คนเรา จะต้องเห็นความว่างว่าเป็นความสงบสุขเสียก่อน จึงจะพอใจใน เรื่องของพระนิพพาน. ถ้าไม่เห็นความจริงข้อนี้แล้ว ไม่อาจจะ พอใจในนิพพาน. แม้พูดว่าเราพอใจในนิพพานก็เป็นเรื่องพูด แต่ปาก คือ พูดถึงสิ่งหนึ่ง ๆ ที่ตนไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรกันแน่. เพียงแต่ได้ยินเขาว่า ว่ากันว่าดี ว่าสูง ว่าประเสริฐ ว่าเลิศ ก็พลอย ต้องการไปตามเขา นี่แหละคือบุคคลที่ปรารถนานิพพานไปตาม เขา ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่านิพพานนั้นคืออะไร. แต่พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ถ้าเมื่อใดได้เกิดเห็นคุณของความว่างขึ้นมา เมื่อนั้นแหละคน ๆ นั้น จึงจะชอบนิพพานนั้นจริง ๆ คือชอบอย่างถูกต้อง ขอให้ลองเปรียบเทียบกันดู ตั้งแต่ต้นอีกทีหนึ่งเถิดว่า ความวุ่นกับความว่างนั้น ต่างกันอย่างไร. ถ้าเรายังหลงอยู่ใน ความวุ่นแล้ว อย่าไปพูดถึงนิพพานให้ป่วยการ จิตใจมันไม่ชอบ ถึงนิพพานไปได้ดอก แต่ถ้าเราเกิดไปนิยมชมชอบในความว่าง เมื่อนั้นแหละจึงจะพอใจในนิพพาน. ถ้าเรารู้จักความว่างให้ถูก ต้องแล้วพอใจในความว่างให้ถูกตรง จิตก็จะพอใจในนิพพาน เลื่อนไหลไปในทางของพระนิพพานโดยไม่ต้องสงสัยเลย ถ้าลง ได้ชอบใจในคุณของความว่างแล้ว พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ ไว้ว่าบุคคลนั้นจะหลุดพ้นด้วยปัญญาในชาติปัจจุบันนี้ คือเป็น พระอรหันต์ประเภทปัญญาวิมุติได้ในชาตินี้. หรือว่าอย่างน้อย

น.419 ๔๒ ที่สุดก็จะเข้าถึง อากิญจัญญายตนะ คือ ความเป็นอยู่ที่มีความรู้ สึกว่า ไม่มีอะไรที่จะน่าเอาน่าเป็น. อากิญจัญญายตนะนั้นแปลว่า ความรู้สึกว่าไม่มีอะไรสักหน่อยเดียวที่น่าเอา-น่าเป็น เมื่อบุคคล มีความเป็นอยู่อย่างนี้ ก็นับว่าความทุกข์ครอบงำไม่ได้ พระพุทธ- องค์เองแม้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ยังทรงอยู่ด้วยความว่าง. การ ทรงอยู่ด้วยความว่างชนิดนั้นของพระพุทธองค์ นั้นเรียกว่า "สุญญตาวิหาร" พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสแก่พระอานนท์ ได้ยืนยันแก่พระ- อานนท์ว่า แม้ตถาคตก็ได้ใช้เวลาเป็นส่วนมากที่สุดให้สิ้นไปใน สุญญตาวิหาร. สุญญตาวิหารนี่ไม่ใช่เรือนโรงที่ปลูกขึ้น แล้วเรียกว่า สุญญตา. สุญญตาวิหาร คือการอยู่ด้วยจิตใจที่ว่างจากสิ่งทั้งปวง. วิหาร แปลว่า ความเป็นอยู่:สุญญตา แปลว่า ความว่าง ความ เป็นอยู่ด้วยความรู้สึกว่าว่าง ว่าง นั่นแหละคือ สุญญตาวิหาร พระพุทธองค์แม้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็ยังอยู่ด้วยสุญญตาวิหาร ไปตามเดิม คือ อยู่ด้วยจิตใจที่ว่าง ไม่ยึดถืออะไรว่าเป็นตัวตน หรือเป็นของของตนไม่มีความวุ่นวายเลย แม้ว่าพระองค์จะได้ เสด็จไปนั่นมานี่ เที่ยวต้องสอนคนนั้นคนนี้ ไม่มีเวลาหยุดอย่าง น่าเหน็ดเหนื่อย แต่ก็ไม่มีความวุ่นเลย. ในใจไม่มีกิเลสตัณหา จึงไม่มีความวุ่นใจ และกายนั้นไม่เป็นความวุ่น เพราะใจไม่วุ่น เป็นแต่กายเคลื่อนไหวไปตามธรรมดา ไม่มีความหมายของคำว่า “ความวุ่น." เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์จะทรงนั่งนิ่ง ๆ อยู่ก็ดี หรือทรงดำเนินไปที่ไหนก็ดี เรียกว่าเป็นผู้อยู่ในสุญญตาวิหาร ได้ด้วยกันทั้งนั้น. แต่ที่ประสงค์ในที่นี้หมายความว่า ถ้าหากมี

น.420 ๔๓ เวลาว่าง ไม่ต้องไปทำอะไรที่ไหน จะทรงนั่งอยู่นิ่ง ๆ แล้ว ก็ทรง ทำในใจถึงความว่างมากขึ้นเป็นพิเศษ คือความว่างจากกิเลสตัณหา ว่างจากทุก ๆ สิ่ง อันเป็นความว่างที่ได้มาด้วยการตรัสรู้นั่นแหละ :ยังคงทำจิตใจให้ประกอบไปด้วยความรู้สึกว่างดังนั้น แล้วก็เป็น ความสงบสุขตัวเอง ทำให้ร่างกายผ่องใส ข้อที่ความว่างทำให้เราสบาย ร่างกายผ่องใสนั้น รู้ได้ด้วย สูตรถัดไปซึ่งพระองค์ได้ตรัสแก่พระสารีบุตร. ในเมื่อพระสารี- บุตรมีผิวพรรณผ่องใส ทรงซักถามกันขึ้น พระพุทธองค์จึงทรง แนะให้พระสารีบุตรสังเกตเห็นว่า ความว่างนั่นเอง, การเป็นอยู่ ด้วยความว่างนั่นเอง, ทำให้ผิวพรรณผ่องใส ความว่างในลักษณะ เช่นนี้ท่านเรียกว่า มหาปุริสวิหาร. มหาปุริสวิหารก็คือ มหาบุรุษ วิหาร หรือวิหารของมหาบุรุษ วิหารของมหาบุรุษ คือสุญญตา หรือความว่าง. ความว่างหรือสุญญตานั้น คือวิหารของมหาบุรุษ ถ้าลงได้เข้าไปอยู่ในวิหารนี้แล้ว จะมีผิวพรรณผ่องใสเพราะไม่ ทุกข์แต่ประการใด มีแต่ความสงบเย็น มีแต่ความสะอาด สว่าง สงบ อยู่ตลอดเวลา จึงทำให้มีความผ่องใส ทั้งทางกายและทางใจ จึงมีผิวพรรณผ่องใส เพราะอำนาจที่อยู่ในความว่างนั้นเป็นประ- จำ เป็นสุญญตาวิหาร หรือเป็นมหาปุริสวิหาร. แต่ถ้ากล่าวกันในทางของปฏิบัติ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ปรมานุตตร สุญญตา" ข้อนี้หมายถึงเจโตสมาธิ ที่ไม่มีนิมิต คือจิตผ่องใส จนพ้นจากอาสวะทั้งสาม คือหมายความว่า สุญญตาอย่างยิ่ง, สุญญตาที่ไม่มีอะไรยิ่งกว่า, ได้แก่สมาธิที่ไม่ ประกอบด้วยนิมิตอะไร นอกจากความว่างอย่างเดียว จะมีความ

น.421 ๔๔ ว่างจนมีความหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย. ความเป็นอย่างนี้ ถือว่าเป็นสิ่งสูงสุดไม่ว่าในพวกไหน ยุคไหน หรือเวลาไร, คือ พระพุทธองค์ทรงยืนยันว่า จะเป็นในศาสนานี้ หรือในศาสนา ไหนก็ตาม ความว่างอันนี้ต้องถือว่าเป็นสิ่งสูงสุดเสมอไป. และว่า ไม่ว่ายุคนี้หรือยุคไหน ยุคพุทธกาลหรือยุคปัจจุบันของเรานี้ หรือยุคอนาคตก็ตาม, ความว่างนี้ ก็ยังเป็นสิ่งพิเศษสูงสุดกว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอยู่นั่นเอง. เพราะฉะนั้นจึงได้ถือเอาว่า ความ ว่างเป็นสิ่งสูงสุด ดังพุทธภาษิตว่า "นิพพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา" ท่านผู้รู้ทั้งหลายย่อมกล่าวว่าพระนิพพานเป็นสิ่งสูงสุด หรือเป็น บรมธรรม คือเป็นธรรมสูงสุดกว่าธรรมทั้งปวง นิพพานก็คือความว่างนั่นเอง ความว่างถึงที่สุดนั่นเอง ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงเป็นอันว่า สิ่งที่เรียกว่าความว่างนั้น เป็นสิ่งสูงสุด เป็นสิ่งซึ่งทำบุคคลให้ประสบความสงบ ทำผิวพรรณ ให้ผ่องใส เป็นวิหารธรรมที่แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังทรงดำรงอยู่ ในความว่างนั้น จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะสนใจทำให้มีความรู้ ความเข้าใจ ทำให้เกิดมีขึ้นในตน มีหลักประจำใจของตน มุ่ง- หมายแต่ความว่างอย่างเดียวก็พอแล้ว ไม่ต้องพูดกันให้มากเรื่อง ไม่ต้องคิดนึกกันให้มากเรื่อง ไม่ต้องทำกันให้มากเรื่อง จงเอาแต่ เรื่องเดียว ทั้งคิด ทั้งพูด ทั้งทำ อยู่ด้วยความว่าง เพราะเป็น เรื่องสำคัญ เป็นเรื่องสูงสุด เป็นเรื่องที่รวมเรื่องทุกเรื่องไว้ในนี้ ด้วยเสร็จ และเป็นเรื่องที่คนเราเกี่ยวข้องกันอยู่แท้ ๆ ว่าถ้าเรา ไม่ว่างขึ้นมาเมื่อไร เราก็ทุกข์เมื่อนั้น คือวุ่นเมื่อนั้น ถ้าเราว่าง ขึ้นมาเมื่อไร เราก็สบายเมื่อนั้น. เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ชัด ๆ

น.422 ๔๕ ว่า เราไม่มีความสุขก็เพราะเราไม่ว่าง. พอเราว่างขึ้นมา เราก็มี ความสุข. ขอให้ถือหลักอันนี้เป็นหลักเงื่อนต้นเสียก่อน แล้วจะ ได้สืบสาวหาเงื่อนต่อไป จนลุถึงความว่างได้จริง ๆ อย่างน้อยที่สุด เราก็ต้องมีความเชื่อเสียก่อนว่า ถ้าไม่ว่างแล้วเป็นไม่มีสุข;ถ้ามี สุขแล้ว มันต้องมีเพราะความว่าง ทีนี้ จะได้ตั้งปัญหาต่อไปว่า ไม่ว่างเพราะอะไร? ถ้าตอบ ทางธรรมะแล้ว ก็ตอบว่า เราไม่ว่างเพราะเราวุ่น คือเราปรุงมัน เรื่อย เราไม่ยอมหยุด เราทำการปรุงเรื่อย เราปรุงอะไรที่ไหน? คือเราคิดนึกด้วยกิเลสตัณหา ยึดมั่นถือมั่น นั่นนี่ว่าเป็นตัวตน ของตนแล้วมีกิเลสตัณหา คือความอยากอย่างนั้นอยากอย่างนี้ อยู่ เราทำอะไรด้วยความอยาก, เพราะความคิดปรุงอย่างนี้เอง มันจึงทำให้ไม่ว่าง. เราอย่ามีกิเลสตัณหามาคิดมาปรุง มันก็จะ ว่างไปหมด แม้ว่าร่างกายจะยังทำอะไรอยู่มันก็ยังเป็นความว่าง ไปหมดอยู่นั่นเอง เพราะไม่มีการคิดปรุง. ขอให้เข้าใจไว้ให้ดี ๆ หรือจำไว้ให้ดี ๆ ว่า "ความคิดปรุง" ความคิดปรุงนี้ มันปรุงด้วย กิเลสตัณหา ไม่ใช่ปรุงด้วยสติปัญญา. ถ้าสติปัญญาเข้ามามันไม่ ปรุง มันไม่ต้องเป็นสังขารที่คิดปรุง มันรู้จักทำให้ว่างมันเป็น ไปแต่ในทางความว่าง. แต่ถ้าสติปัญญาไม่มา กิเลสตัณหาเข้ามา แทนแล้ว มันปรุง คือ มันทำให้วุ่น. เพราะฉะนั้น ความไม่ว่าง นั้น มีเพราะความคิดปรุง เราจะต้องขจัดความคิดปรุง ด้วยอำ- นาจกิเลสตัณหานี้ เสียให้ได้ หรือให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทีนี้ลองคิดต่อไปว่า ทำไมมันจึงคิดปรุง? ข้อนี้ก็ด้วยเหตุว่า มันหลงอยู่ในของที่เป็นคู่ ๆ ของที่เป็นคู่ ๆ นี้ คือสิ่งที่คนทุก

น.423 ๔๖ คนกำลังหลงอยู่ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ของที่เป็นคู่ ๆ นั้น พิจารณาดูก็จะเห็นได้ทันทีว่าอะไรบ้าง. คู่แรกที่เราหลงมากก็คือ เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องบุญบาป เรื่องสุขหรือทุกข์. ของคู่เหล่านี้ เรามีความเข้าใจผิด หรือหลงใหลกันอยู่ อย่างไร. ของคู่นั้น มีมากด้วยกัน เช่นความมี ความจน นี่คู่หนึ่ง, ความได้ลาภ ความเสื่อมลาภนี่ก็คู่หนึ่ง, ความเป็นผู้แพ้ผู้ชนะ นี่ก็คู่หนึ่ง, การได้การเสีย นี่ก็คู่หนึ่ง, อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นคู่ ๆ ความเป็นหญิงเป็นชาย นี้ก็เป็นเรื่องของความเป็นคู่, ความรัก ความเกลียด นี้ก็เป็นเรื่องของความเป็นคู่ ความพอใจความไม่ พอใจ ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของความเป็นคู่, ของหอมของเหม็น ของไพเราะของไม่ไพเราะ ของสวยของไม่สวย เหล่านี้ก็ล้วนแต่ เป็นคู่ ๆ ของที่เป็นคู่นี้มีมากมาย แทบจะนับไม่ไหว แต่ว่าเป็น ที่ตั้งแห่งความหลง เป็นที่ตั้งของความคิดปรุง. ความคิดที่ประ- กอบกิเลสตัณหา, มันจะอยาก ตามที่กิเลสต้องการ, ความคิด ปรุงมันก็ ปรุงไปตามนั้น (เช่นไม่ชอบความที่ไม่สวย ก็ต้องไปชอบ ความสวย ความคิดปรุงก็คิดไปในทางที่ทำให้สวย, ไม่ชอบคำว่า จน ก็คิดปรุงไปในทางที่ทำให้มั่งมี ย่อมเนื่องกันอยู่ดังนี้ ย่อม จะต้องเป็นคู่กันอยู่ดังนี้ มันจึงจะอยากและมีกิเลสตัณหาได้ ถ้ามันมีแต่เพียงอย่างเดียว ไม่เป็นคู่แล้ว ความคิดก็คิดไปไม่ได้ มันก็หยุดคิดไปเอง แต่นี่มันมีของคู่มาให้เปรียบ เช่นว่ามีดีก็มีชั่ว :ถ้าไม่มีดีความชั่วก็ไม่มีความหมายอะไร เพราะความชั่วมาเทียบ เคียง กับความดี ความดีจึงเป็นของมีค่าขึ้นมา. ความสุขกับความ ทุกข์ก็เหมือนกัน เพราะมีทุกข์มาเทียบ ความสุขจึงกลายเป็น

น.424 ๔๗ ของดีของแพง. ถึงแม้ความทุกข์ก็เถอะ ถ้าไม่มีความสุขมาเป็น คู่เปรียบแล้ว ความทุกข์ก็ไม่น่ากลัวอะไร. เพราะเหตุที่มันมากัน เป็นคู่ ๆ มันจึงเท่ากับมาเสนอให้เราเลือกเกลียดข้างหนึ่ง แล้ว เลือกรักข้างหนึ่ง นั่นแหละคือความหลง หรือคือกิเลสตัณหาที่ เป็นไปอย่างแรงกล้า. ถ้าเมื่อใดเราจะเกิดความฉลาดขึ้นมา ไม่ เอามันเสียทั้งสองอย่าง เมื่อนั้นแหละเราจึงจะว่าง. คือดีเราก็ ไม่รัก ชั่วเราก็ไม่เกลียด เราอยู่เฉย ๆ ก็เป็นความว่างเท่านั้นเอง สุขเราก็ไม่อยาก ทุกข์เราก็ไม่เกลียด เราอยู่เฉย ๆ มันก็เป็นสันติ หรือเป็นความว่าง หรือเป็นนิพพาน. แต่ถ้าเราหลงใหลในความสุข ซึ่งที่แท้ไม่ใช่ความสุข หมายถึงโลกียสุขทุกอย่าง จะเป็นสุขใน มนุษย์ หรือสุขในสวรรค์ หรือสุขในพรหมโลกก็ตาม ทั้งหมดนั้น ยังเป็นของลวง เป็นของคู่กับความทุกข์ หาใช่นิพพานไม่ ที่เป็นนิพพานนั้น ไม่เกี่ยวกับความสุขหรือความทุกข์เลย คือเป็นของว่าง. แต่ว่าเราก็ชอบสมมติเรียกกันว่าความสุขอีก นั่นแหละ เพราะเราติดในความสุขเหมือนกับติดฝิ่นมาตั้งแต่ก่อน. อะไร ๆ ก็จะให้เป็นความสุขไปทั้งนั้น จึงมีคำพูดว่า นิพพานเป็น ความสุขอย่างยิ่งขึ้นมาให้ ก็เพื่อว่าจะให้ละความสุขต่ำ ๆ ต้อย ๆ เหล่านั้นเสีย หันมาสนใจในเรื่องความสุขชั้นนิพพาน. เมื่อมา สนใจในเรื่องนี้ ก็ต้องพบความว่าง เพราะว่านิพพานเป็นชื่อของ ความว่าง. เพราะฉะนั้นอย่าได้เข้าใจว่าความสุขในชั้นนนิพพานนั้น เหมือนกับความสุขที่เรานึก ๆ คิด ๆ กันอยู่ ว่าจะได้อย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้. โดยที่แท้แล้ว ความสุขในชั้นนิพพานนั้น เป็น ความว่างโดยประการทั้งปวงจริง ๆ นั่นแหละคือไม่มีคู่ คือไม่มี

น.425 ๔๘ ทุกข์ ไม่มีสุข,ไม่มีดี ไม่มีชั่ว,ไม่มีบุญ ไม่มีบาป. ถ้ายังมีดี มีชั่ว มีบุญ มีบาป มันก็ต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร ไปเป็นคนดี ไปเป็นคนชั่วอยู่ในวัฏฏสงสาร ไม่เป็นนิพพานไปได้เลย ต่อเมื่อ ข้ามไปพ้นจากความดีความชั่ว อยู่เหนือบุญเหนือบาป เหนือ ความปรารถนาสุขปรารถนาทุกข์โดยสิ้นเชิง นั่นจึงจะเป็นความ ว่าง และเป็นนิพพานขึ้นมา เพราะฉะนั้น นิพพาน จึงเป็นสิ่งที่ ไม่ใช่ของคู่ ผู้ที่ลุถึงนิพพาน มีจิตใจไม่หลงใหลอยู่กับสิ่งที่เป็นคู่ แต่ อยู่เหนือความเป็นคู่ คือความว่างนั่นเอง. ท่านทั้งหลายลองใช้ สติปัญญาพิจารณาดูทีเถิดว่า สิ่งที่เรียกว่าความว่างนั้น มันจะ เป็นคู่ได้อย่างไร. สิ่งที่เป็นคู่ ๆ กันได้นั้นมันต้องไม่ใช่เป็นความ ว่าง คือมันจะต้องเป็นชิ้นเป็นก้อน เป็นชิ้นเป็นดุ้น เป็นอัน อะไรขึ้นสักอย่างหนึ่ง แล้วเราก็มาจัดว่าอันนี้ดี อันนี้ชั่ว อันนี้สั้น อันนี้ยาว อันนี้สูง อันนี้ต่ำ อันนี้ดำ อันนี้ขาว เหล่านี้มันไม่ว่าง เลย มันมีเป็นชิ้น ๆ ดุ้น ๆ แต่ถ้าเกิดเป็นความว่างขึ้นมาโดย ประการทั้งปวงแล้ว มันจะเป็นคู่กะใคร จะไปจับเอาอะไรมาเป็น คู่กับใครได้ มันเป็นความว่าง. เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้ต่อไป ว่าของเป็นคู่ ๆ นั้น มันอยู่ที่ความวุ่น:มันไม่ได้อยู่ที่ความว่างเลย ถ้าเกิดเป็นความว่างขึ้นมาแล้ว มันก็ไม่มีของที่เป็นคู่ ของเป็น คู่จะมีอยู่แต่ในเรื่องของความวุ่น ถ้าเราไม่ต้องการ จะให้จิต คิดปรุง เราต้องรู้เท่าทันของสิ่งที่เป็นคู่ ถ้าเราไม่รู้เท่าทันอยู่ เพียงไร มันก็ต้องคิดปรุงอยู่เพียงนั้น;เมื่อคิดปรุงมันก็ไม่ว่าง เมื่อไม่ว่างมันก็ต้องทุกข์ฝ;เพราะฉะนั้นเราจะต้องมองให้เห็น

น.426 ๔๙ ชัดว่า บรรดาของคู่ ๆ เหล่านั้นเป็นของหลอกที่จะทำให้วุ่น:ถ้าเรา ต้องการความว่าง ก็จะต้องอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น เราอย่าไปมอง เป็นคู่ ไปมองให้เห็นว่างไปเสียทั้งหมด มันก็สมตามประสงค์ บรรดาของคู่ ๆ นั้น เราอาจจะสรุปให้เหลือเพียงคู่เดียว ก็ได้. คู่เดียวที่ว่านี้ ก็คือ คุณและโทษ ทางหนึ่งเป็นคุณ ทาง หนึ่งเป็นโทษ;คู่ ๆ เดียวนี้พอแล้ว เพราะว่าสิ่งใดที่เราไม่ชอบ เราก็ถือว่าเป็นโทษ สิ่งใดที่เราชอบ เราก็ถือว่าเป็นคุณ แต่ในสิ่ง ต่าง ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีทั้งคุณและโทษ คู่นี้อยู่จริง ๆ ประจำ กันไปหมด ไม่ว่าจะเป็นอะไร. สิ่งที่เรารักมากที่สุดนั้น ขอให้ดู ให้ดีเถิดว่า พวกที่เป็นคุณมันก็มีเท่ากัน แต่ว่าเราเลือกมองใน ด้านคุณ ไม่มองในด้านโทษเราจึงหลงรักสิ่งเหล่านั้น หรือสิ่งนั้น หรือบุคคลนั้นอย่างหลับหูหลับตาทีเดียว โดยไม่มีการคำนึงว่า สิ่งทั้งปวงประกอบอยู่ด้วยคุณหรือโทษ. จะขอยกตัวอย่าง อย่างว่า ศาลาโรงธรรมหลังนี้มันมีคุณ หรือมีโทษ .. ท่านมีสติปัญญา ท่านจะมองเห็นได้ชัดว่า มันมีทั้ง ส่วนคุณและส่วนโทษ. ส่วนคุณก็คือเราอาศัยมันได้ ส่วนโทษ มันก็ทำให้เราลำบากนับตั้งแต่ที่เราต้องรักษา เราต้องบริหาร ต้องปัดกวาด ต้องขัด ต้องล้าง ต้องถู ต้องคอยป้องกันต่าง ๆ นานา นี่เป็นส่วนที่เป็นโทษ แต่เราก็ได้คุณที่ได้นั่งได้นอนอาศัย อยู่ดังนี้. มันเป็นของที่มีทั้งโทษและคุณคู่กันดังนี้ เราไปหลง มันเข้า เราก็รักในส่วนที่เป็นคุณ เราเกลียดในส่วนที่เป็นโทษ เราก็ได้รับทุกข์ทั้งขึ้นทั้งล่อง: ความรักก็เหนื่อยไปอย่างความรัก ;ความเกลียดก็เหนื่อยไปอย่างความเกลียด;ทั้งความรักและ

น.427 ๕๐ ความเกลียดนี้เป็นของวุ่น ไม่ใช่เป็นของสงบ ทีนี้เราจะพิจารณาดูต่อไปว่า สมมติว่าสิ่งที่มีค่ามากกว่า โรงธรรมหลังนี้ เช่นมีเงินสักล้านหนึ่ง เงินล้านหนึ่งนั้นเป็นคุณ หรือเป็นโทษ ขอให้คิดดูให้ดี ๆ สมมติว่าเราหาเงินมาได้ด้วย วิธีสุจริตไม่คดโกงใคร ได้เงินมาล้านหนึ่ง เราชอบใจมากถือว่า เป็นคุณ. แต่เราลองนึกดูถึงโทษของมันบ้าง ที่เราจะต้องเหน็ด- เหนื่อยในการหา เราก็ต้องเหนื่อยล้านหนึ่งเหมือนกัน ถ้าเราได้ มาล้านหนึ่ง เราก็ต้องเหนื่อยล้านหนึ่ง เราจะต้องลงเรี่ยวแรง ไปล้านหนึ่ง มันจึงจะได้เงินมาล้านหนึ่ง;เพราะฉะนั้น โทษของ มันก็ล้านหนึ่ง คุณของมันก็ล้านหนึ่ง แต่เราโง่ไปหลงมองมันใน เรื่องคุณของมันด้านเดียว เราจึงพอใจว่า เงินล้านนี้ช่างวิเศษวิโส เสียจริง ๆ ทีนี้ก็สมมติว่าเงินล้านหนึ่งนี้ ได้มาโดยทุจริต คือโกง เขามา มันก็มีโทษล้านหนึ่งเหมือนกัน ที่เราเป็นคนชั่วคนเลวตั้ง ล้านหนึ่ง มันจึงได้เงินล้านหนึ่ง. เราโง่มากขึ้นไปอีก พอใจเงินล้าน นี้ ว่าเราได้ของดีวิเศษมาโดยไม่รู้ว่าเลวตั้งล้านหนึ่ง เพราะความ ได้เงินล้านนี้มา. ทีนี้เราสมมติว่า เราได้รับเงินมรดกจากพ่อแม่เป็นเงินมา ล้านหนึ่ง เราจะถือว่าเป็นของดีวิเศษอย่างนั้นหรือ. ถ้าคิดดูกัน ให้ดี ๆ แล้ว ก็หมายความว่ามันมีโทษอยู่ล้านหนึ่งเหมือนกัน คือ เราเป็นคนที่โง่ที่สุดล้านหนึ่งทีเดียว ทำงานอะไรไม่เป็น ต้อง รับมรดกจากพ่อแม่ได้เงินมาล้านหนึ่ง มันก็โง่ล้านหนึ่ง สมน้ำหน้า ของมัน. นี้คือโทษของการที่ได้เงินรับมรดกมาล้านหนึ่ง ส่วนที่ คุณจะไปใช้อะไรมันก็ตามใจ มันก็คู่กันกับโทษ คือความโง่

น.428 ๕๑ ล้านหนึ่ง ฉะนั้น จะเห็นว่าไม่มีอะไรเลยที่จะประกอบไปด้วย คุณแต่ส่วนเดียว มันต้องประกอบไปด้วยโทษเท่ากันเสมอไป. ทีนี้ลองพิจารณาดูถึงสิ่งที่เราเกลียดชังกันบ้าง: ของสกปรก เช่นอุจจาระ คนบางคนอาจจะคิดว่ามันประกอบไปด้วยโทษ ส่วนเดียว ทั้งเหม็น ทั้งน่าเกลียด ทั้งน่ารำคาญ แต่แล้วทำไมไม่ มองดูในด้านคุณของมันบ้างเล่า มันก็มีประโยชน์ในการที่ทำ อะไรได้ตามหน้าที่ของมัน จะใช้เป็นปุ๋ยก็ได้ ทำให้แผ่นดินนี้ดี ก็ได้ทำให้การไหลเวียนของสิ่งทั้งหลายในโลกนี้เป็นปกติก็ได้ หรือ อย่างน้อย ก็เพราะถ่ายอุจจาระออกมา คน ๆ นั้นจึงไม่ตาย ลอง ไม่ถ่ายอุจจาระมันก็ต้องตาย เป็นอันว่าในของที่เราเกลียดที่สุด มันก็มีทั้ง คุณและโทษ อยู่เท่า ๆ กัน. ทีนี้สมมติว่า ของไม่สกปรกอย่างนั้น เช่นว่าขยะมูลฝอย ชิ้นหนึ่งอยู่ตรงนี้ เราถือว่ามันมีโทษล้วนๆ ไม่มีคุณเลย เช่นนั้น หรือ:นี่ก็หาเป็นอย่างนั้นไม่ มันย่อมมีคุณอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ในขยะมูลฝอยชิ้นนั้น. แม้แต่ใบไม้แห้ง ๆ ใบหนึ่ง หล่นอยู่กลาง วัด มันก็มีทั้งคุณและโทษโดยเท่ากัน;คนโง่เท่านั้นที่จะไปเห็น มันแต่ด้านเดียว ว่าเป็นคุณอย่างเดียว หรือเป็นโทษอย่างเดียว เป็นอันว่า ไม่มีอะไรเลย ที่จะไม่ประกอบไปด้วยคุณและ โทษ และสิ่งต่าง ๆ นั้น ถ้าได้ใช้เหมาะสมแล้ว มันแสดงคุณ ออกมาทันที ถ้าไม่มีการใช้ที่เหมาะสมแล้ว มันแสดงโทษออก มาทันที ทั้งนี้เพราะมันมีทั้งคุณและโทษอยู่ในสิ่งนั้น ฉะนั้นสิ่ง ที่ดีมีคุณ ก็เมื่อใช้ถูกวิธีตรงตามความหมายของมัน มันก็มีคุณ และมันเป็นโทษออกมาทันที เมื่อใช้ไม่ตรงตามความหมาย

น.429 ๕๒ ของมัน อย่างว่าอุจจาระอย่างนี้ ลองไปใช้ถูกวิธีของมันเถิด มันก็จะประกอบไปด้วยคุณโดยส่วนเดียว แต่พอใช้ผิดวิธี หรือ เข้าไปเกี่ยวข้องกะมันไม่ถูกวิธี มันก็เป็นโทษโดยส่วนเดียว. มันเป็นโทษเป็นคุณขึ้นมาดังนี้ก็เพราะความโง่ของบุคคลนั้น ต่างหาก ที่แล้วแต่ว่า จะไปยึดถือเอาในด้านไหน. โดยที่แท้แล้ว มันไม่ควรจะยึดถือโดยประการทั้งปวง: ไม่ควรจะยึดถือโดย ความเป็นโทษหรือเป็นคุณเลย. อยู่อย่างจิตว่าง ๆ ไม่ต้องยึด ให้เกิดเป็นโทษหรือเป็นคุณ ให้เกิดความรักหรือความเกลียด นี่แหละความว่างหรือความสงบ. เพราะฉะนั้นควรที่ท่านทั้งหลายทุกคน ควรจะต้องมีความรู้ ของพระพุทธเจ้ามาช่วยตน เพื่อให้สามารถมองดูโลกโดยความ เป็นของว่าง อย่าให้มีโทษ อย่าให้มีคุณแต่ประการใดเลย จิตใจ โดยแท้จริง สติปัญญาโดยแท้จริง ทำให้มองเห็นโดยความเป็น ของว่างอยู่ดังนี้;หรือถ้าจะมองเห็นโทษ ก็ให้มองเห็นคุณด้วย ถ้ามองเห็นคุณก็ต้องมองเห็นโทษด้วย จะได้หักลบกลบกันพอ ดีมันก็จะได้กลายเป็นของว่างขึ้นมา. สิ่งไรที่ดีท่านเก็บไว้ในหีบ หวงแหนนักหนานั้น ก็จงดูให้มันดี ๆ ว่า มันประกอบด้วยคุณ และโทษเท่ากัน ก็จะหยุดรัก หยุดหวงแหน หยุดวิตกกังวลเสีย ได้ จิตใจมันก็จะได้ว่าง. แต่ถ้าไปมองดูแต่ในด้านคุณโดยส่วน เดียวแล้ว ก็จะยิ่งรักยิ่งพอใจมันหนักขึ้น จนถึงกับนอนไม่หลับ จนถึงกับเป็นโรคเส้นประสาท จนถึงกับต้องนำไปโรงพยาบาล คนบ้า ในที่สุดดังนี้. นั่นแหละคือสิ่งที่มีทั้งคุณและโทษที่เก็บ ใส่ไว้ในหีบหวงแหนหนักหนา.นลิเบียนาธานแผลโพกับโรม

น.430 ๕๓ นี้เป็นอันว่า ถ้ารู้จักพิจารณาดูให้ดีแล้ว ก็จะพ้นจากความ เป็นโทษ และเป็นคุณ จะพบแต่ความเป็นของว่าง หรือถ้าจะดู ให้เห็นคุณ ก็ต้องดูให้เห็นโทษด้วย มันจะได้หักลบกลบกันไป เป็นของว่างอยู่นั้นเอง. แม้นี้ก็เป็นอุบายที่จะมองเห็นสิ่งเหล่านั้น โดยความเป็นของว่าง;จะเป็นแก้วแหวน เพชรพลอย อะไรก็ ตามที่หรือจะเป็นบุคคลสัตว์สังขารที่รักที่พอใจอย่างยิ่งก็ดี จะ ต้องมองโดยเป็นโทษและเป็นคุณอย่างเสมอกัน แล้วก็จะเกิด ความวางเฉยหรือความว่างขึ้นมาได้ แล้วความทุกข์ก็จะไม่เกิด ขึ้นเพราะเหตุนั้น เพราะฉะนั้นจึงสอนให้มองโดยความเป็นของ ว่าง อย่าได้มองโดยความเป็นของที่มีคุณและมีโทษเลย; จะไม่ เป็นของว่าง จะเป็นของวุ่น แล้วก็จะเป็นทุกข์ เมื่อใดมองโดย ความเป็นของว่างถึงที่สุด เมื่อนั้นก็เป็นพระนิพพานขึ้นมา ทันทีที่ตรงนั้นเอง เมื่อใดจิตประกอบไปด้วยความว่าง เมื่อนั้น จิตใจประกอบไปด้วยนิพพาน. ถ้าว่างอย่างเด็ดขาด ก็เป็น นิพพานแท้ ถ้าว่างชั่วคราว ก็เป็นนิพพานชั่วคราว;แต่อย่างนั้น ก็ยังดี ดีกว่าที่จะเป็นความวุ่นหรือเป็นความทุกข์. ถ้าเราจะไม่ สามารถทำให้เกิดความว่างโดยเด็ดขาด เราก็พยายามทำให้เกิด ความว่างให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทีนี้เราจะได้วินิจฉัยกันถึงความว่างนี้ต่อไปในข้อที่ว่า สิ่ง ที่เรียกว่า ความว่างนี้ มันไม่ใช่ความทุกข์ ฉะนั้นจึงเรียกว่า นิพพาน;หรือถ้าเราจะเรียกเป็นชื่อของสิ่งของที่เรายึดถือ เคารพ- นับถอ เช่นคำว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ ว่าเป็นความ ว่าง หัวใจของพระธรรมก็ว่าง หัวใจของพระสงฆ์ก็ว่าง นี้หมายถึง

น.431 ๕๔ พระพุทธจริง พระธรรมจริง พระสงฆ์จริง ไม่ใช่พระพุทธพระ- ธรรมพระสงฆ์ ปลอม ๆ เหมือนของคนหมู่มาก นั่นไม่ใช่พระ- พุทธ พระธรรม พระสงห์จริง แล้วเอาไปยึดถือ มันจึงถูกปลอม แล้วมันวุ่น มันไม่ว่าง ถ้าถูกพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง มันก็จะต้องว่าง ไม่ไปไหนเสีย ไม่ไปทางอื่น มีแต่เป็นแต่ในทาง ว่าง. ทำไมจึงว่า หัวใจของพระพุทธเจ้าว่าง ก็เพราะว่าหมดกิเลส หมดตัณหา โดยประการทั้งปวง ไม่มีตัวตนจะยึดถือ พระธรรมถ้าเป็นพระธรรมจริง ก็หมายถึงความว่างนั่นเอง เป็นผลเกิดมาจากการปฏิบัติ เป็นสิ่งที่ลุถึงได้ด้วยการปฏิบัติ ถูกต้อง ถูกตรง สิ่งที่เป็นความว่างก็ปรากฏแก่บุคคลนั้นได้ พระสงฆ์ที่แท้จริง มีหัวใจว่าง เพราะไม่ยึดถือสิ่งทั้งปวง โดยมีตัวตนหรือเป็นของของตน. พระสงฆ์นั้นไม่ใช่ผ้าเหลือง ไม่ใช่ร่างกายที่คลุมอยู่ด้วยผ้าเหลือง:แต่หมายถึงคุณธรรมสูงสุด ที่มีอยู่ในนั้น มันก็ได้แก่ความว่างอีกนั่นเอง เพราะฉะนั้น พระ- พุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง ก็คือความว่าง. ทีนี้ สมมติว่าเราจะเกิดยึดมั่นถือมั่น โดยคำว่าตัวตนขึ้น มาแล้ว เราอย่าได้ไปเอาตัวตนที่อื่นเลย จงเอาตัวตนที่ความว่าง สมมติความว่างนั่นแหละว่าเป็นตัวตน อย่าไปเอาตัวตนที่เนื้อ หนังร่างกายหรือสิ่งนั้นสิ่งนี้หรือจิตใจ ความคิดนึกระลึกอย่าง นั้นอย่างนี้, จงเอาตัวตนที่ความว่าง จึงจะเป็นตัวตนที่ไม่ทุกข์ แต่ว่าการพูดอย่างนี้เป็นการสมมติ ความจริงนั้นมันเป็นตัวตน ไปไม่ได้ เป็นอันว่า สิ่งที่เรียกว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงห์ หรือตัวตน หรือจิตจริง ธรรมจริง อะไรเหล่านี้, มันมารวมอยู่

น.432 ๕๕ ที่ความว่างหมด ถ้าไม่ใช่ความว่างแล้วเป็นของปลอม ปลอม คือทำให้บุคคลนั้นเดือดร้อน มีความทุกข์ ไม่มีทางเลี่ยงได้ ทีนี้ลองพิจารณากันดูต่อไปว่า ความว่างนี้มันอยู่ที่ไหน เราจะไปหาที่ไหนพบ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าหัวเราะอยู่มากทีเดียว ท่านทั้งหลายทุกคน จงตั้งอกตั้งใจฟังให้ดี จงตั้งใจคิดนึกดูให้ดี พิจารณาดูให้ดีว่าความว่างมันอยู่ที่ไหน ลองยกมือคว้าออกไป จะถูกความว่างหรือไม่. ลองเอามือแตะที่จมูกที่หน้าผากของตัวดู ว่าจะพบความว่างหรือไม่. ท่านทั้งหลายลองคิดดูว่าความว่าง มันอยู่ที่ไหน. ถ้ามีสติปัญญาพิจารณาแล้ว จะพบว่ามันมีอยู่ ในที่ทั้งปวงรวมทั้งในส่วนที่เราเรียกว่าตัวเราด้วย. มันอยู่ในที่ ทั้งปวง อยู่ในตัวเราถึงขนาดที่เรียกว่า ไม่รู้จะอยู่กันอย่างไร คือมันอยู่มาแต่ตั้งแต่เดิม และอยู่จริง ๆ ด้วย แต่เราหามันไม่พบ เหมือนกะคนโง่คนหนึ่ง ได้ยินเขาพูดกันถึงเรื่องหน้าผาก แต่มัน ไม่เคยเห็นหน้าผาก มันก็ไม่รู้ว่าหน้าผากของมันนั้นมีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปหาที่ไหน ไม่ต้องไปศึกษาที่ไหน ถ้าฉลาดเอามือลูบ คลำดู มันก็พบหน้าผากของตัวที่มีอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ฉลาด มัน ก็มองไม่เห็น. ลองนึกดูที่เถิดว่าใครคนไหน มองเห็นหน้าผาก ของตัวบ้าง แต่ถ้าได้กระจกเงามาส่อง มันก็เห็นหน้าผากของ ตัวทันที กระจกเงานั่นแหละคือธรรมะอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส แก่พระราหุลว่า ธรรมะนั้นคือกระจกเงา มีไว้สำหรับส่องให้รู้ จักความจริง เช่นเดียวกับที่คนเขาส่องกระจกเงาแล้ว มองเห็น หน้าของตัวเองได้ เดี๋ยวนี้เราไม่ส่องกระจกเงาของพระพุทธเจ้า กันเสียแล้ว มัวแต่ส่องกระจกเงาที่จะผัดหน้าผัดตาหลอกตัวเอง

น.433 ๕๖ และหลอกเพื่อนฝูงมากยิ่งขึ้นไปอีก ก็เท่ากับไม่ได้ส่องกระจกเงา ของพระพุทธเจ้า ถ้าได้เอาธรรมะมาส่องเป็นกระจกเงาแล้ว มัน จะพบความว่างที่หน้าผากของตัวเอง หมายความว่าเราจะพบ ความว่างในตัวเรา พบเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตาในตัวเรา พบสุญญตา คือความว่าง ไม่ควรยึดถือแต่ประการใดเลย ใน ตัวเรา. เราหาพบได้ในตัวเรามันมีอยู่ในตัวตั้งแต่ไหนแต่ไรมา แล้วแต่เราไม่เห็นว่าเป็นความว่าง ท่านพิจารณาดูให้ดีว่า คำว่าเรา เรา ในที่นี้ มันคืออะไร กันแน่. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ความว่างนั้น เราเข้าใจ ถูกก็มี เข้าใจผิดก็มี เพราะฉะนั้นตัวเราก็เหมือนกัน เข้าใจถูกก็มี เข้าใจผิดก็มี ถ้าเข้าใจผิดก็ไปเอาร่างกาย และจิตใจว่าเป็นตัวเรา; ถ้าเข้าใจถูกก็เอาความว่างเป็นตัวเรา. ที่ว่าเอาความว่างเป็นตัวเรานี้ มันเป็นตัวของความว่าง. ถ้าเรียกว่าเราก็เป็นเราอย่างสมมติ เพราะฉะนั้นตัวเราอย่างที่แท้จริงนี้ มันไม่มี มันมีแต่ความว่าง แต่เราสมมติเรียกว่าตัวเรา. เมื่อเราทำตัวให้ว่างได้ดังนี้แล้วสิ่ง ต่าง ๆ มันก็ว่างไปเอง;อะไร ๆ มันก็ว่างตามไปเอง ถ้าเราต้องการจะปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า จงดูโลกโดยความเป็นของว่าง แล้วก็จงดูตัวเราให้เป็นของว่าง เถิดโลกทั้งหลายก็จะเป็นของว่างไปเอง สมดังที่พระพุทธองค์ ตรัสว่าจงถอนอัตตานุทิฏฐิ คือความเห็นว่าตัวตนเสียให้ได้เถิด ตัวจนก็จะว่างไป แล้วโลกทั้งหลายทั้งปวงก็จะว่างไปแล้วก็ไม่มี ความทุกข์เหลืออยู่เลยอย่างไปเข้าใจโง่ ๆ ว่า ถ้าว่างแล้ว ก็จะพบ หล่นลิ่ว ๆ ลงมา เหมือนกับตกจากฟากฟ้า นั่นเพราะความเข้าใจ

น.434 ๕๗ เป็นตัวตนเป็นชิ้น เป็นดุ้น เป็นก้อน มันจึงหล่น;แต่ถ้าเรามอง เห็นตัวตนแท้ ๆ โดยความเป็นของว่าง แล้วก็ไม่มีอะไรจะตก มัน เป็นของว่างไปด้วยกัน ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นของว่างไปด้วย กัน ไม่มีอะไรอยู่ ไม่มีอะไรตกมันจึงเป็นความว่างที่แท้จริง ข้อที่พูดว่า ไม่มีอะไรจะยึดจะหน่วงนั้น มันสำหรับคนที่ ยังโง่ ยังกลัว. แต่บุคคลที่เข้าถึงธรรมะเข้าถึงความว่างแล้ว ไม่ต้องยึดต้องหน่วงอะไร. ในขณะนี้เราจะหน่วงอะไร ? ถ้า อย่างนั้น ในขณะนี้เราจะต้องหน่วงเอาความว่าง. เดี๋ยวนี้มัน มีแต่ความวุ่น. เราจะต้องหน่วงเอาความว่าง พยายามที่จะคว้า ให้พบความว่างหน่วงหาความว่างให้พบ ให้ตัวตนหมดไป ความ ทุกข์ก็ดับไปตาม จิตใจก็ว่าง ร่างกายก็ว่าง อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็น ความว่าง จึงไม่มีความทุกข์เลย. จะมองเห็นชัดว่าความว่าง เท่านั้นที่เป็นของมีอยู่จริง หรือพูดได้ว่า พระนิพพานเท่านั้น ที่จะเป็นของมีอยู่จริง นอกนั้นมีอยู่อย่างหลอก ๆ มีอยู่อย่าง มายาหลอกลวงหลอกให้เห็นเป็นคู่ ๆ ให้รักอย่างหนึ่ง ให้เกลียด อย่างหนึ่ง แล้วมันจะวุ่นกันไปหมด เป็นสังขาร เป็นของปรุง เป็นความทุกข์อย่างยิ่ง. แต่ถ้าเกิดเห็นความจริงข้อนี้ขึ้นมา ก็ จะเห็นความว่างโดยประการทั้งปวงไม่ว่าโลกนี้ หรือไม่ว่าโลกไหน รวมทั้งตัวเราเอง และสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงด้วย มันจึงเป็นความ ว่างไปหมดมีแต่นิพพานอย่างเดียว ไม่มีความทุกข์เลย. สิ่งที่เหลือ อยู่โดยประจักษ์แก่ความรู้ ก็คือความว่างหรือพระนิพพานเท่านั้น กายและใจเหลืออยู่แต่ความรู้ และสิ่งที่เป็นที่ตั้งของความรู้

น.435 ๕๘ และรู้สึกว่าว่าง. เพราะฉะนั้นความทุกข์จึงไม่มี. กายและใจที่รู้สึก เช่นนี้ก็คือกายและใจที่สมมติกันว่าเบญจขันธ์บริสุทธิ์ของพระ- อรหันต์แตกต่างจากเบญจขันธ์ของพวกเรา ซึ่งเต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา มันจึงไม่ว่าง เบญจขันธ์ของพระอริยเจ้ามีความว่างเพิ่ม ขึ้น มีกิเลสตัณหาน้อยลง ; เบญจขันธ์ของพระอรหันต์ว่างโดย ประการทั้งปวง ไม่มีกิเลสตัณหาเหลืออยู่ดังนี้ ; มันจึงเป็นที่สุด ที่สิ้นของความทุกข์ ไม่มีความทุกข์เหลืออยู่เลย กายและใจที่ ประกอบไปด้วยสติปัญญา ย่อมมองเห็นอยู่แต่ความว่างอย่างนี้ ทุกเมื่ออย่างที่เรียกว่ามีสติอยู่ทุกเมื่อ มันจึงไม่มีความทุกข์ทุก เมื่อด้วยเหมือนกัน. มีแต่ความว่างไม่มีอะไรมากกว่านั้น มันไม่มี ความทุกข์ก็พอใจแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องไปแสวงหาความสุขที่ มันวุ่นวายขึ้นมาอย่างใดอย่างหนึ่งอีก. ของคู่ทั้งหลายจะเป็นสุข ก็ตามเป็นทุกข์ก็ตาม เป็นเรื่องวุ่น ความว่างอย่างเดียวเท่านั้น จึงอยู่เหนือทุกข์สุขเหนือดีเหนือชั่ว เหนือบุญเหนือบาป และ เป็นสิ่งที่พระอรหันต์ท่านมี. บัดนี้เราทุกคนประชุมกันอยู่ที่นี่ ทำพิธีระลึกถึงพระอร- หันต์ทั้งหลาย ประกาศความที่เรานับถือพระอรหันต์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน นั้นว่าเป็นที่พึ่งเป็นสรณะ เพราะ ฉะนั้นเราควรรู้จักจิตใจของท่าน รู้จักอะไร ๆ ของท่านทั้งหมด ทั้งสิ้นด้วยกันว่ามันไม่มีอะไรนอกจากความว่าง เราก็จะได้มี จิตใจน้อมไปในทางของความว่างตามท่านไป ในที่สุดก็ได้พ้น ความทุกข์โดยสิ้นเชิงได้เหมือนท่าน ไม่เสียที่ที่ประชุมกันทำ

น.436 ๕๙ พิธีมาฆปุณณมีบูชา อย่างที่ได้ทำไปแล้วนั้นนั้นเรียกว่าได้ทำ พิธี เพียงแต่ทำพิธีนั้นไม่พอ เราต้องทำให้เป็นความจริงขึ้นมา ด้วย. เพราะฉะนั้น เราจะต้องรับเอาความจริงอันนี้ไปศึกษา ไปปฏิบัติ จนได้รับผลอย่างเดียวกันกับพระอรหันต์ทั้งหลาย ที่เราเคารพสักการบูชา และถือเอาเป็นเยี่ยงอย่างสำหรับจะดำเนิน ตาม. หวังว่าท่านทั้งหลายจะไม่ทำมาฆบูชาพอสักว่าเป็นพิธี แต่ จะได้เอาไปใช้เป็นประโยชน์จริง ๆ คือเข้าถึงความว่างให้ได้อยู่ เหนือความทุกข์ ความสุข เหนือดี เหนือชั่ว เหนือบุญ เหนือ บาป เหนือความวุ่น ๆ ยุ่ง ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้นทุกอย่าง เหลืออยู่ แต่ความว่างหรือความสงบ สมตามที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้ พบพระพุทธศาสนา คือเป็นพุทธบริษัทเป็นสาวกของพระ- บรมศาสดาซึ่งมีให้เราแต่ความว่างอย่างเดียวเหมือนกับที่ได้ กล่าวแล้วข้างต้นนั้น จงทุกคนเถิด ; ก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ได้รับสิ่ง ที่พระพุทธเจ้ามีให้เราจริง ๆ ก็จะได้ชื่อว่าไม่เสียที่ที่เกิดมาเป็น มนุษย์และพบพระพุทธศาสนาโดยประการทั้งปวง, ควรจะกำหนด จดจำถึงข้อที่พระพุทธองค์ทรงยืนยัน ว่าตถาคตสอนแต่เรื่อง ความว่างและถ้าจะอยู่เหนือโลกเหนือทุกข์ทั้งหลายแล้วต้องเห็น โลกโดยความเป็นของว่างมองเห็นสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นของ ว่าง เราทำความเคารพบูชาบุคคลที่ว่าง บุคคลที่เข้าถึงความว่าง บุคคลซึ่งมีหัวใจเป็นความว่าง อยู่ดังนี้ นับว่าเป็นการได้ที่ดีเป็น โอกาสที่ดี ที่จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้อย่างให้เสีย ที ด้วยกันจง ทุก ๆ คน : และรู้จักสั่งสอนแนะนำ ทำเพื่อนฝูง

น.437 ๖๐ ด้วยกันให้มีความรู้ ความเข้าใจถูกต้องว่า ความว่างนี้ไม่เป็น ของน่ากลัวเลยแต่เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง จงรู้จักทำ จิตใจของเราให้ว่างยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยกันจงทุกคนด้วยอำนาจที่เรา มีความเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่มีหัวใจเป็นความว่างด้วยกันทั้งนั้น;ในที่สุด ก็ไม่มีอะไรที่จะ ต้องกล่าว ต้องพูด ต้องทำ อีกต่อไป เพราะว่าได้รับสิ่งที่ควรได้ ควรเห็นโดยประการทั้งปวงแล้วจริง ๆ. ธรรมเทศนาที่ได้แสดงมา เป็นการสรุปความให้เห็นว่า ความว่างนั้นแหละเป็นความหมายของพระอรหันต์เมื่อวันนี้ เป็นวันของพระอรหันต์ เราจงเข้าถึงความว่างกันให้ได้ แม้อย่าง น้อยที่สุด ก็จงเข้าถึงกันให้ได้ แม้จะไม่เป็นความว่างโดยสิ้นเชิง ก็ให้เป็นความว่างบางสิ่งบางอย่างตามสมควรแก่สติกำลังของตน เถิด. เหมือนกับที่เรากำลังพูด กำลังฟัง ถึงเรื่องความว่างอย่างนี้ เราก็ต้องมีจิตใจว่างบ้างตามสมควร.ลองเปรียบเทียบกันดูกับ เมื่อเราอยู่ที่บ้าน กับที่เรามานั่งฟังอยู่ที่นี่ จิตใจของเราว่างหรือ ไม่ว่าง แตกต่างกันอย่างไร. เมื่อเราเข้าใจความข้อนี้แล้ว ก็จะ สามารถเข้าใจความว่างที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยไม่ต้องสงสัยเลย.เราก็ จะกลับไปบ้านด้วยความรู้ที่เพียงพอในเรื่องของความว่าง จน สามารถไปควบคุมตนให้เป็นอยู่ด้วยความว่างยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วย กันเถิด. ธรรมเทศนา สมควรด้วยเวลา เอว์ ก็มีด้วยประการฉะนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต