น.438 ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย อาตมาไม่ได้มาแสดงปาฐกถาที่พุทธสมาคม เป็นเวลาตั้ง ๑๐ กว่าปีมาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าพูดนานไปบ้างก็คงจะได้รับอภัย สำหรับเรื่องที่จะพูดในวันนี้ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ดไม่ค่อย จะเป็นเรื่องสลักสำคัญอะไร หากแต่ว่า เป็นเรื่องที่ตั้งอยู่ในฐานะ ที่ เป็นอุปสรรคแก่การเข้าใจธรรมให้ตรงกัน หรือว่าเราควรจะ ทำความเจริญให้แก่วงการพระพุทธศาสนาในประเทศไทยของ เราให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป
น.439 ๖๒ หัวข้อเรื่องในวันนี้มีว่า "สิ่งที่รู้สึกว่ายังเข้าใจผิดต่อกัน และกันอยู่" หัวเรื่องนี้ท่านทั้งหลายก็คงจะสันนิษฐานได้ว่า หมาย- ถึงเรื่องที่เรามีความเห็นยังไม่ลงรอยกันอยู่บางเรื่อง และอีกอย่าง หนึ่งขอให้เข้าใจว่าการแสดงปาฐกถานี้ไม่ได้เป็นการชี้ว่า ใครผิด หรือใครถูก ซึ่งเป็นของไม่จำเป็นที่จะต้องทำและไม่ควรทำ แต่ เป็นเรื่องที่ควรบอกว่า อะไรว่าอย่างไร หรือแม้แต่จะบอกว่าอะไร ผิดอะไรถูก ก็ยังดีกว่าที่จะบอกว่า ใครผิดหรือใครถูก ฉะนั้น อาตมาจึงให้หัวข้อว่า “สิ่งที่รู้สึกว่ายังเข้าใจผิดต่อกันและกันอยู่" หรือสิ่งที่ยังไม่อาจจะเข้าใจกันได้ในเวลานี้ และ ทุกคนควรถือว่า เป็นสิทธิหรือหน้าที่ ที่จะคุ้ยเขี่ยสิ่งเหล่านี้ให้เป็นที่กระจ่างออกไป เพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม อาตมาก็อยู่ในฐานะที่เป็นเพียงหนึ่ง ในหลาย ๆ คนที่จะช่วยกันทำหน้าที่อันนี้ เพื่อประโยชน์แก่ส่วน รวม นี้คือสิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจกันในเบื้องต้น ทีนี้อาตมาก็ จะกล่าวถึงสิ่งที่ว่านั้นเป็นหัวข้อ ๆ ไปตามลำดับ. ๑ ข้อแรกมีอยู่ว่า หลักธรรมขั้นโลกุตตรนั้น ใช้เป็นข้อปฏิบัติ แก่ฆราวาส ในชีวิตประจำวันได้หรือไม่. มีคนส่วนมากทีเดียว คิดว่า มันคนละเรื่องกัน,ข้อปฏิบัติสำหรับไปนิพพานนั้นคนละ เรื่องกัน กับข้อปฏิบัติที่เป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ส่วนอาตมาอยู่ในพวกที่เห็นว่าไม่ใช่อย่างนั้น ข้อปฏิบัติที่เป็นโล- กุตตรก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกันกับข้อปฏิบัติที่จะดับทุกข์
น.440 ๖๓ ในบ้านเรือน ในชีวิตของฆราวาส จะต่างกันก็เพียงระดับหรือ ปริมาณ แต่หลักเกณฑ์นั้นต้องเป็นอันเดียวกันแท้ ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องรัตนะสามหรือพระรัตนตรัย คือพระพุทธ,พระธรรม, พระสงฆ์ ผู้ที่จะไปนิพพานก็มีหลักเกณฑ์เรื่องพระรัตนตรัย อย่างเดียวกันกับผู้ที่จะอยู่ตามบ้านเรือนเป็นฆราวาสหรือว่าเรื่อง ที่สูงไปกว่าระดับของฆราวาส, เช่นเรื่อง อิทธิบาทสี คือฉันทะ, วิริยะ, จิตตะ, วิมังสา, อันเป็นเครื่องทำความสำเร็จในสิ่งที่ต้อง การจะทำนี้ก็เป็นหลักเกณฑ์อันเดียวกัน แม้สำหรับผู้ที่ปฏิบัติ เพื่อไปนิพพาน และผู้ปฏิบัติเมื่อมีชีวิตอยู่ในโลกตามประสา ชาวบ้าน ไม่ต้องแก้ไข, ผิดกันแต่ระดับหรือปริมาณ, แต่ความหมาย นั้นล้วนเป็นอันเดียวกัน หรือเรื่อง เช่น มรรคมีองค์แปด, อริย- มรรคมีองค์แปด ที่รู้จักกันดีนี้เกือบจะไม่ต้องอธิบาย ใคร ๆ ก็ ต้องยอมรับว่า อริยมรรคมีองค์แปดนั้น เป็นหนทางที่จัดไว้สำหรับ บรรลุนิพพานโดยตรง แต่ว่ามรรคมีองค์แปดนั้น ชาวบ้านเอา มาใช้ปฏิบัติได้เต็มที่โดยไม่ต้องอั้น ทีนี้แม้แต่เรื่องที่ค่อนข้างจะแปลก เช่น โพชฌงค์ ๗ ประ- การ ซึ่งเป็นองค์แห่งการตรัสรู้โดยตรง อาตมาก็ยังถือว่า นำมาใช้ แก่ชีวิตประจำวันของชาวบ้านได้เช่นเดียวกับเรื่อง มรรคมีองค์ แปด เช่น สติ หมายถึง ระลึกให้ทั่วถึง, ธรรมวิจยะ หมายถึงเลือก เอาแต่ที่เหมาะที่สม. วิริยะ หมายถึง การระดมกำลังในการปฏิบัติ ปิติ หมายถึงการหล่อเลี้ยงกำลังของความเพียรนั้นไว้ด้วยอำนาจ ของปิติหรือความพอใจ, ปัสสัทธิหมายถึงทุกอย่างสงบลงรูปเข้า
น.441 ๖๔ รูป เป็นธรรมสมังดี, สมาธิ คือระดมกำลังจิตใจครั้งสุดท้ายเต็มที่, อุเบกขา คือ รอได้คอยได้จนกว่าสิ่งนั้นจะบรรลุถึงจุดหมาย ปลายทาง เพราะฉะนั้นย่อมใช้ได้แม้แต่การทำไร่นาด้วยหลัก- เกณฑ์อันเดียวกัน. ทีนี้ก็มาถึงเรื่องสูงสุด คือ เรื่องสุญญตา เรื่องความว่าง จากตัวตนซึ่งเป็นเรื่องสำหรับการบรรลุธรรมในขั้นเหนือโลก หรือที่เรียกว่าโลกุตตรโดยตรงนี้ ก็ยังเป็นเรื่องสำหรับฆราวาส ตามบ้านเรือน เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เองอย่างนั้น ซึ่งเราจะได้วินิจฉัยกัน คือ มีฆราวาส ไปทูลถาม ถึงสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่ข้าพระองค์ตลอดกาล นาน พระองค์ได้ตรัสว่า เรื่อง สุญญตา เรื่องที่เกี่ยวกับสุญญตา เป็นเรื่องเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาล นาน ไปหารายละเอียดอ่านเอาเองจากสังยุตนิกาย มหาวารวรรค นี่ขอให้คิดถึงข้อนี้และไปคิดดูว่า การที่พูดว่าหลักธรรมในขั้น โลกุตตรเอามาใช้กับชาวบ้านไม่ได้นั้น มีเหตุผลอย่างไร อาตมา ยืนยันว่าใช้ได้เต็มที่, โดยใจความ โดยความหมาย โดยหลักการ แล้ว ตรงกันไม่มีอะไรที่จะต้องแก้ไขผิดกันแต่ระดับและปริ- มาณ, ท่านลองคิดดูว่าถ้าเรื่องธรรมขั้นสูงไม่เหมาะแก่ชาวบ้าน แล้ว ท่านจะสอนอภิธรรมแก่ชาวบ้านทำไม นี่ก็เป็นเรื่องธรรม ในขั้นสูงเหมือนกัน แต่เหตุผลมันไม่ใช่อย่างนั้นเหตุผลมันมีว่า
น.442 ๖๕ ชาวบ้านเป็นผู้ที่ตกจมอยู่ในกองเพลิงคือความเร่าร้อนหรือความ ทุกข์ เพราะฉะนั้นชาวบ้านยิ่งต้องการสิ่งที่ดับไฟดับทุกข์ยิ่งกว่า ใคร ๆ หมดพวกที่อยู่ในป่าดงไม่มีความร้อนมากอย่างนั้น ชาว บ้านมีความร้อนมากเหลือประมาณ ดังนั้นจึงต้องการสิ่งที่ ดับร้อนได้ สิ่งที่ดับร้อนได้ไม่มีธรรมพวกไหนนอกจากพวกที่ ดับกิเลสตัณหา เพื่อไปนิพพานโดยเฉพาะ เช่น เรื่องสุญญตา ที่พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกท่านทั้ง- หลายที่เป็นฆราวาส ครองเรือนแออัดอยู่ด้วยบุตร ภรรยา ลูบไล้กระแจะจันทร์ ของหอมอย่างนี้เป็นต้น นี้คือข้อที่หนึ่ง หรือข้อแรกที่ว่าสิ่งที่รู้สึกว่ายังเข้าใจผิดกันอยู่หรือยังอาจเข้าใจ ไม่ได้สำหรับคนบางคน
น.443 ๖๖ ๒ ทีนี้ข้อที่สอง เรื่องก็มีว่า จิตของคนเราโดยพื้นฐานนั้นว่าง จากกิเลส หรือเต็มอัดด้วยกิเลสหมายความว่า ตามปรกติจิต มนุษย์ว่างจากกิเลส หรือว่าเต็มอัดอยู่ด้วยกิเลส คือพูดสั้น ๆ ว่า จิตมีกิเลสเป็นพื้นฐาน หรือว่ามีความว่างจากกิเลสเป็นพื้นฐาน อาตมาอยู่ในพวกที่ว่า จิตนี้ว่างอยู่เป็นพื้นฐาน, สิ่งที่เรียกว่ากิเลส นั้น เกิดเป็นคราว ๆ และเป็นส่วนน้อย, ข้อนี้อาศัยพระพุทธ- ภาษิตที่ว่า ปภสฺสรมิทภิกฺขเว จิตฺตํ แปลว่าภิกขุทั้งหลาย จิตนี้ เป็นประภัสสร, อาคันตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฐัง แปลว่า เศร้า หมองแล้วเพราะอุปกิเลสที่เป็นอาคันตุกะเข้ามา. คำว่าอาคันตุกะ ใครๆ ก็ทราบดีว่า แขกมาเป็นครั้งคราวที่บ้านเรือนเรา. อุปกิเลส เป็นสิ่งที่เข้ามาในจิตเป็นครั้งคราว เหมือนอาคันตุกะ, ถ้าอาคันตุกะ ไม่มา ก็หมายความว่า ไม่เศร้าหมองคือไม่มีกิเลส และอยู่ในฐานะ ที่ว่างจากกิเลส ถ้าถามว่ามีอะไรก็มีสิ่งที่ไม่ใช่กิเลส คือ โพธิ หรือ สติปัญญา หรือ สติสัมปชัญญะ,ก็แล้วแต่จะเรียก. ขอให้พิจารณา ดูว่า วันหนึ่ง คืนหนึ่งนั้น กิเลสเกิดขึ้นแก่เรา ทำให้เรามีตัณหา อุปาทานนั้น กี่ครั้ง, และครั้งหนึ่งนานเท่าไร, อย่าได้เดาอย่าได้เชื่อ
น.444 - ๖๗ ตามคนที่พูดตาม ๆกันมา, . จงพิจารณาดูด้วยตนเองของตนว่า วันหนึ่งคืนหนึ่งมีกิเลสเกิดขึ้นครอบงำจิตให้เร่าร้อนด้วยตัณหา อุปาทานนั้น เป็นเวลากี่ครั้ง ครั้งละกี่นาที ท่านจะต้องพบว่าโดย ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้มีตัณหา อุปาทานเกิดขึ้นเผาลนเร่าร้อนอะไร เพราะอุปกิเลสจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีอารมณ์ อารมณ์ไม่ใช่ว่ามี ตลอดไป และอารมณ์เกิดแล้วไม่ได้หมายความว่า ทำให้เกิดกิเลส ตลอดไปเมื่อไม่ได้ยึดถืออารมณ์โดยความเป็นตัวกูของกู อารมณ์ นั้นก็ไม่ได้ทำให้เกิดกิเลส จึงมีการเสวยอารมณ์อยู่ได้โดยไม่ต้อง มีกิเลส เพราะมีสติสัมปชัญญะอยู่แทน จึงเป็นอันว่า วันหนึ่ง คืนหนึ่งนั้นเราสบายมากกว่าที่เราร้อนเพราะกิเลส เมื่อจิตว่าง จากตัณหา อุปาทาน ที่มีความยึดมั่นว่า ตัวเราว่าของเรา อย่างนี้ อาตมาเห็นว่าควรจะเรียกจิตชนิดนี้ว่า จิตว่าง คือ ว่างจากกิเลส ซึ่งเป็นเหตุเกิดให้รู้สึกว่า ตัวกูว่าของกู เมื่อตัวกูของกูหรือตัวตน ของตน ไม่มี อย่างนี้ จะเรียกว่ามีตัวตนได้อย่างไร จิตนั้นไม่ได้ มีตัวตนที่ยึดมั่นว่า เป็นตัวตน ฉะนั้นจิตนั้นจึงว่างจากตัวตน เป็นคำที่เหมาะแล้วที่จะเรียก จิตชนิดนี้ว่าจิตที่ว่างจากความรู้สึก ว่าตัวตน แต่จะพูดว่า จิตที่ว่างจากความรู้สึกว่าตัวตน มันยืดยาด เพราะฉะนั้นจึงเรียกสั้น ๆ ว่า"จิตว่าง” คือว่างจากสิ่งที่มันวุ่น สิ่งที่มันวุ่น คือความรู้สึกว่า ตัวตน. ฉะนั้นเราควรจะขอบใจจิต ว่างเพราะว่าจิตว่างนี้ เราอยู่สบาย เราไม่เป็นโรคเส้นประสาท เพราะนอนไม่ค่อยจะหลับ เราไม่เป็นโรควิกลจริต หรือว่าเราไม่ ต้องฆ่าตัวตายเพราะว่ามันวุ่นวายมากเกินไป. ดังนั้นควรจะขอบ ใจจิตว่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณแก่เรา ทำให้เราอยู่ได้โดยเป็นปกติสุข
น.445 ๖๘ ให้เรามีกำลังสามารถจะต่อสู้กับกิเลสที่จะเป็นอาคันตุกะที่จะ เข้ามาเป็นครั้งคราว. นี้เรียกว่าเป็นปัญหาที่สำคัญอยู่มาก เพราะ ว่ามันเป็นหลักพื้นฐาน คือหลักพื้นฐานถือว่าจิตนี้ว่างอยู่ หรือ ว่าจิตนี้วุ่นอยู่. ถ้าคนหนึ่งถือว่าจิตนี้โดยพื้นฐานว่างอยู่ กับอีก คนหนึ่งถือว่าจิตนี้โดยพื้นฐานวุ่นอยู่ แล้วหลักเกณฑ์มันต้อง ต่างกันในการศึกษาและการปฏิบัติธรรมนั้น ฉะนั้นเราจะต้อง เข้าใจกันให้ถูกต้อง เราจึงจะใช้หลักธรรมของพระพุทธเจ้าได้ถูก ต้อง โดยเราจะต้องค้นให้พบว่า ระบบของธรรมของพระพุทธเจ้า นั้นมีไว้สำหรับข้อเท็จจริงที่ว่า จิตนี้ว่างอยู่เป็นพื้นฐาน หรือว่าจิต นี้วุ่นอยู่เป็นพื้นฐาน คือว่าจิตนี้มีกิเลสอยู่เป็นพื้นฐาน, หรือว่า ว่างจากกิเลสอยู่เป็นพื้นฐานนั้นเอง. สำหรับคำว่าจิตว่างในที่นี้ สำหรับปุถุชนโดยทั่วไปนั้นเราหมายถึงว่างจากกิเลสที่ไม่เกิด ตามธรรมดาแต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในขณะที่จิตว่างจากกิเลสแล้ว ย่อมผ่องใส, ย่อมเป็นประภัสสร, ย่อมรุ่งเรืองอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ หรือปัญญา โดยแน่นอน สำหรับจิตว่างของพระอรหันต์นั้นต่าง กันเพียงว่า เด็ดขาดเพราะพระอรหันต์มีสมบูรณ์ไม่มีช่องว่าง ส่วนเราปุถุชนมีสติไม่สมบูรณ์มีช่องว่างให้กิเลสเป็นอาคันตุกะ เข้ามาต่างกันเพียงเท่านี้ ข้อปฏิบัติทั้งหลายที่ปฏิบัติ ก็ปฏิบัติ เพียงเพื่อให้สติสมบูรณ์ แล้วก็ไม่มีช่องว่างให้กิเลสเกิดขึ้นมา นี้นับว่าเป็นข้อที่สอง
น.446 ๖๙ ๓ ข้อที่สาม เรื่องมีว่า ความอยาก หรือความต้องการหรือ ความปรารถนานั้นไม่เป็นกิเลสไปเสียหมดเหมือนที่เข้าใจกัน อยู่โดยมาก. เข้าใจกันอยู่โดยมากกว่า ขึ้นชื่อว่า ความอยาก ความ ต้องการแล้ว เป็นกิเลสตัณหา เป็นความโลภทั้งนั้น อาตมาไม่อยู่ ในพวกนั้น แต่อยู่ในพวกเห็นว่า ความอยากหรือต้องการนั้นมี ๒ ประเภทด้วยกัน ถ้าความอยากหรือความต้องการนั้นมีมูล มาจากวิชชา หรือปัญญาแล้ว ไม่ควรจะจัดเป็นกิเลส เป็นตัณหา หรือเป็นโลภอะไรทำนองนั้น ต่อเมื่อความอยากหรือความต้อง การนั้นมีมูลมาจากอวิชชา เมื่อนั้นจึงจัดความอยากหรือความ ต้องการนั้นว่าเป็นโลภ เป็นตัณหา เป็นกิเลส หรืออะไรทำนอง นั้น แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า ความหวัง, อาสา หรือความหวัง,ฟังดูก็ เป็นกิเลส แต่อย่าลืมว่าความหวังที่หวังด้วยวิชชา ไม่ได้หวังด้วย อวิชชานั้นก็มีอยู่ ฉะนั้นความหวังอันนี้ไม่ควรจะเป็นกิเลส มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวังนี้ ใคร ๆ ก็ไม่ค้าน, แต่มันมี อยู่ว่า ความหวังอันนี้นั้นเป็นความหวังที่มีมูลมาจากวิชชาหรือ อวิชชา แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าวิจิกิจฉา ความสงสัย ก็อย่าได้เข้าใจไป ว่ามันจะเป็นกิเลสไปเสียหมด. ถ้าสงสัยด้วยสติสัมปชัญญะ สงสัยด้วยวิชชา คือความต้องการที่จะรู้ อย่างนี้ไม่ควรจะจัดเป็น วิจิกิจฉา ชนิดที่เป็นกิเลสวิจิกิจฉาที่เป็นกิเลสนั้น ต้องมีมูลมา จากอวิชชา.คนเราจะไม่ให้สงสัยในสิ่งที่ควรสงสัยนั้นไม่ได้ คนที่ ได้รับการศึกษาดี มีสติปัญญาก็จะต้องสงสัยอยากรู้ด้วยสติปัญญา นั้นเองว่าอย่างนั้นเป็นอย่างไร. ไม่ควรจะปรับว่า เป็นกิเลสไป
น.447 ๗๐ เสียหมด. จำกัดความอยู่ที่ว่า ถ้ามีมูลมาจากวิชาแล้วไม่ควรจัด เป็นกิเลส ควรจะเรียกไปตามชื่อนั้น ขืนจัดอาตมามีความเห็น ว่าเป็นการตู่พระพุทธวัจนะ. พระพุทธวัจนะจัดความอยากว่า เป็นตัณหาก็ต่อเมื่อความอยากนั้นมีมูลมาจากอวิชชา ขืนจัดเป็น การตู่พระพุทธวัจนะ และจะเป็นการด่าเพื่อนมนุษย์กันโดยไม่มี เหตุผลว่าเขาเป็นคนมีกิเลสเสียเรื่อย อยากอะไรนิดหนึ่งก็ไม่ได้ อยากทำมาหากินก็ไม่ได้อะไรทำนองนี้ ถ้าความอยากของเขามี มูลมาจากวิชชาแล้ว อาตมาเห็นว่า ไม่ควรว่าเขามีกิเลสหรือ เป็นกิเลสที่ตรงนั้น ข้อนี้ยืนยันได้จากพระพุทธภาษิตเรื่องปฏิจจสมุปบาท เพราะว่า สิ่งที่เรียกว่าตัณหา อุปาทาน ภพชาติ นั้นมีมูลมาจาก อวิชชา ซึ่งเป็นรากเง่าอยู่ที่นัมเบอร์ ๑ ต้นตอที่สุด. อวิชชา ให้เกิดสังขาร, สังขารให้เกิดวิญญาณ, วิญญาณให้เกิดนามรูป นามรูปให้เกิดอายตนะ, อายตนะให้เกิดผัสสะ, ผัสสะให้เกิด เวทนา, เวทนาของผู้ปราศจากสติย่อมให้เกิดตัณหา,ตัณหาให้ เกิดอุปาทาน, อุปาทานให้เกิดภพ, ภพให้เกิดชาติ เช่นนี้ท่าน จงดูว่า ที่ต้นตอของสายปฏิจจสมุปบาทนี้มีอะไร ท่านจะต้อง พบว่า มีอวิชชา, ดังนี้ตัณหานี้ อุปทานนี้ต้องมีมูลมาจากอวิชชา, ถ้าเริ่มขึ้นด้วยวิชชาแล้ว สิ่งที่เรียกว่า ตัณหาอุปาทานนี้จะไม่มี ฉะนั้นขอให้ถือพระพุทธภาษิต คือเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็น หลักว่า ความอยากที่ไม่มีรากฐานเป็นอวิชชานั้น ไม่ควรจัดว่า เป็นตัณหา หรือเป็นกิเลส แม้จะมีประโยค ๆ หนึ่งว่า จงละ ตัณหาด้วยตัณหานี้ ก็ไม่ใช่พุทธภาษิต เป็นคำกล่าวของพระอานนท์
น.448 ๗๑ มีเพียงประโยคเดียวในพระไตรปิฎก และเป็นการเล่นสำนวน ไม่ใช่กล่าวตามที่เป็นจริงด้วยภาษาธรรมดา เป็นการเล่นสำนวน เพื่อเร้าใจ. พระพุทธภาษิตไม่มีว่า ละตัณหาด้วยตัณหา คนที่ได้ ยินประโยคนี้แล้วเอาไปยึดมั่นเพราะเข้าใจว่าตัณหานี้เป็นของดี เอามาเป็นเครื่องมือละตัณหาได้อย่างนี้เป็นการเข้าใจผิด. ขอยืนยัน ตามหลักเดิมว่า ถ้าความอยากนั้นมีมูลมาจากอวิชชาจึงจะเป็น ตัณหา, ถ้าไม่มีมูลมาจากอวิชชาแล้วไม่เป็นตัณหา, เป็นความ อยากเป็นความต้องการด้วยสติปัญญา, ควรจะมีเพราะถ้าไม่มี แล้วคนเราก็ไม่อยากจะทำอะไร, ไม่อยากเรียนอะไร, ไม่อยากจะ พ้นทุกข์ด้วยซ้ำไป. แต่ทีนี้ขอเตือนว่า ความอยาก แม้อยากจะ ดับทุกข์ แม้อยากจะไปนิพพาน นั่นแหละก็ยังมีอยู่เป็น ๒ประ- เภท คืออยากไปนิพพานนั้นอยากด้วยความโง่ อยากด้วยอวิชชา เพราะเห่อ ๆ ตาม ๆ เขาไปอย่างนี้ก็มี อยากไปนิพพานอย่างนี้ เป็นตัณหาแน่นอน. แต่ถ้าอยากไปนิพพานด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยความรู้ที่ถูกต้องครบถ้วน ต้องการจะดับกิเลสต้องการจะ ดับทุกข์ ความอยากอย่างนี้ไม่เป็นตัณหา. ท่านลองพิจารณาดูว่า เป็นเรื่องเดียวกันแท้ ๆ อยากไปนิพพานด้วยกันทั้งนั้น แต่ความ อยากของคนพวกหนึ่งเป็นตัณหา ของอีกพวกหนึ่งไม่เป็นตัณหา เพราะว่ามีมูลมาจากอวิชชาหรือมีมูลมาจากวิชชานี่เอง. เช่น อย่างเรียนอภิธรรมอย่างนี้ ท่านที่อยากเรียนเห่อ ๆ ตามเขาไป ก็เป็นตัณหาแต่ถ้าอยากเรียนด้วยความรู้ ความเข้าใจที่แจ่มแจ้ง มีเหตุมีผลอย่างนี้ไม่เป็นตัณหา แม้ว่าอยากเรียนอย่างใจจะขาด crเมตรwere ก่อนเสริมผลิตมือติดริม เจ้ามัลมค
น.449 ๗๒ ขอให้คิดดูถึงข้อนี้ให้มากว่า ถ้าหลักพื้นฐานในข้อนี้ผิดเสียแล้ว จะทำความยุ่งยากให้แก่พวกเราสักเท่าไร พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัส เรื่องตัณหา เรื่องความดับทุกข์นี้ไว้มากมาย และเป็นหลักเกณฑ์ ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เรามาเข้าใจผิดกันเสียเองถึงความหมาย ของคำว่า ตัณหา, เอากันว่าถ้าอยากแล้ว เรียกว่าโลภ เรียกว่า ตัณหาไปเสียหมด. ในอริยสัจสี่ประการนั้น ตัณหาที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ หรือ ที่เรียกว่า ทุกข์สมุทัย นั้นต้องมีมูลมาจากอวิชชาเสมอไป ถ้าไม่มี มูลมาจากอวิชชาแล้วไม่เป็นตัณหา ไม่เป็นทุกข์สมุทัยในที่นั้น. เมื่อเรื่องอริยสัจจ์หรือหลักเกณฑ์ เรื่องอริยสัจจ์เป็นเรื่องที่สำคัญ อย่างยิ่งดังนี้แล้ว เราก็ควรจะระมัดระวังให้มากในการที่จะพูด อะไรถึงเรื่องตัณหา. หรือจะสั่งสอนกันแนะนำกันถึงเรื่องคำว่า ตัณหา ถ้าวางหลักลงไปผิดจนเป็นตัณหาไปหมดแล้ว จะทำอย่างไร กัน คนทั้งหลายหรือลูกเล็กเด็กแดงนี่จะทำอย่างไรกันมันก็จะ เน่าเหม็นไปด้วยกิเลส ไม่มีวันสร่างทั้งวันทั้งคืน ไม่มีว่างจากกิเลส เพราะว่ามันต้องอยากต้องการอะไรอยู่เสมอ เดี๋ยวนี้ยืนยันว่า จิตโดยพื้นฐานว่างจากกิเลส สะอาด สงบสบาย ดีอยู่ เพราะว่าเรา ไม่ได้มีกิเลสอยู่ตลอดเวลาเราอยากเราต้องการอะไรอย่างนี้ ที่ ไม่ได้อยากด้วยอวิชชาก็มีอยู่มาก ฉะนั้นเราจึงอยู่ ได้เป็นมนุษย์ ที่น่าดูอยู่ได้ ความเข้าใจผิดถูกในเรื่องนี้ สำคัญอย่างนี้ จะเป็น การปรักปรำเพื่อนมนุษย์กันมากเกินไป ถ้าจะถือเสียว่า ขึ้นชื่อว่า ความอยากแล้วเป็นกิเลสทั้งนั้น ทุกคนจะมอมแมมไปด้วยกิเลส จนดูไม่ได้. แล้วเรื่องนี้จริงหรือเปล่า พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ 1
น.450 ๗๓ จริงหรือเปล่าและความจริงของธรรมชาติแท้ ๆ เป็นอย่างนี้หรือ เปล่า. กิเลส ตัณหา ต้องมีมูลมาจากอวิชชา คือความโง่ ความหลงเสมอ ไป เมื่อเกิดเรื่องขึ้น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายคราว หนึ่งนั้น ไม่ใช่ว่าจะเป็นอวิชชาไปเสียทุกครั้ง ในบางครั้งก็ยังมี สติสัมปชัญญะเป็นไปในฝ่ายของวิชชา ของปัญญา ของญาณได้ อยู่. อารมณ์ที่มากระทบนั้น อย่าได้เข้าใจว่า มากระทบเพื่อให้ เกิดกิเลสเสมอไป. อารมณ์ที่มากระทบนั้นไม่ได้มุ่งหมายที่จะให้ เกิดกิเลสเสมอไป มันแล้วแต่คนต้อนรับ ถ้าว่าต้อนรับด้วย สติสัมปชัญญะ อารมณ์ที่มากระทบก็กลายเป็นบทเรียนเป็น ความรู้ เป็นการศึกษาเป็นการเพิ่มพูนปัญญา เป็นของดีอย่างยิ่ง ไม่ควรรังเกียจ. แต่ถ้าอารมณ์มากระทบแล้วไม่มีสติสัมปชัญญะ ก็มีสิ่งที่เรียกว่า อวิชชาครอบงำเกิดขึ้นผสมโรง มันจึงเผลอสติ แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้น หรือผลที่จะเกิดมาจากอารมณ์ นั้น อย่างนี้จึงจะเป็นตัณหา เป็นการเสียหาย. ส่วนอีกทางหนึ่ง นั้นเป็นการได้ประโยชน์อารมณ์แท้ ๆ มากระทบเรานี้ มาเพื่อให้ ประโยชน์มากกว่า, แต่ว่าเป็นความโง่ ความหลงของเราเองจึง ต้องเป็นทุกข์ จึงต้องเดือดร้อน แต่ถึงอย่างนั้นหลังจากนั้น เรา ก็คงฉลาดขึ้นบ้าง เพราะได้รับความทุกข์ความ ร้อนหลาย ๆหนเข้า ก็คงจะฉลาดขึ้นบ้าง. เพราะความกระทบกับอารมณ์นั่นเอง ฉะนั้น จึงเป็นอันว่า มันเป็นไปในทางดี อย่ามองกันไปในแง่ร้ายเสียหมด นี้เรียกว่า เป็นข้อที่สามของสิ่งที่เรายังเข้าใจผิดกันอยู่ จนเรา สนทนาธรรมกันไม่ได้.
น.451 ๗๔ ๔ ทีนี้ข้อที่สี่ เรื่องปฏิจจสมุปบาท ไม่ได้เป็นเรื่องข้ามภพข้าม ชาติหรือคร่อมภพคร่อมชาติ ตั้งสามชาติ ดังที่เข้าใจกันอยู่โดย มากหรือแทบทั้งหมด.ที่เราสอน ๆ เรียน ๆ กันอยู่นั้นมีว่า ปฏิจจ- สมุปบาทส่วนแรกส่วนหนึ่งเป็นอดีต ในอดีตชาติ, กลับมาเป็น ปัจจุบัน ผลในปัจจุบันชาติถัดไปเป็นเหตุในปัจจุบัน เป็นปัจจุบัน ชาติ. และอีกส่วนสุดท้าย เป็นอนาคต ผลในชาติเป็นอนาคต ซึ่งทำให้เข้าใจไปว่า ปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่ง หรือ ๑๒ ปัจจยาการ นั้นกินเนื้อที่ตั้ง ๓ ชาติกินเวลานานถึง ๓ ชาติ ส่วนอาตมา อยู่ในพวกที่มีความเห็นว่า ปฏิจจสมุปบาทวงหนึ่งนั้น กินเวลา ชั่วที่ได้เสวยอารมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เผลอสติไม่มีสติ ยึดถืออารมณ์นั้น เป็นของตน แล้วเกิดทุกข์ขึ้นมา นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ครบบริบูรณ์ทั้งสาย ทั้ง ๑๒ ปัจจยาการใน กรณีเดียวเท่านั้น ดังนั้นในวันหนึ่ง ๆ ปฏิจิจสมุปบาทมีได้ หลายสาย หรือหลายวง เพียงวันเดียวเท่านั้น ก็ยังมีได้หลาย สายหลายวง ไม่ใช่สายเดียววงเดียวต้องกินเวลาไปถึง ๓ ชาติ ข้อนี้เราจะรู้ได้จากพระพุทธภาษิต ที่มีอยู่มากมายที่เป็นพระ บาลีที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ขอให้ตรวจดูกันด้วยความตั้งอกตั้งใจ ว่าพุทธภาษิตทั้งหมดนั้น ไม่ได้ส่อให้เห็นที่ตรงไหนว่า ปัจจยาการ ๑๒ นี้ ต้องข้ามภพข้ามชาติ คร่อมภพคร่อมชาติ ตั้ง ๓ ชาติ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดของอาจารย์ในรุ่นหลังเอง ไปเข้าใจอย่างนั้น แล้วก็พูดไว้อย่างนั้น จนเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้แทบจะไม่มี ประโยชน์อะไรแก่ใคร. มีหลักสูตรอยู่ในการเรียนของพระภิกษุ
น.452 ๗๕ นักธรรมตรีโทเอก แล้วก็เข้าใจไม่ได้. จะไปใช้ประโยชน์อะไร นิดเดียวก็ไม่ได้ ตีกันยุ่งไปหมด ถามเข้าก็จนและงง เรื่องที่วิเศษ ที่สุดของพระพุทธศาสนาจึงกลายเป็นหมัน เพราะความงมงาย ของคนเหล่านั้น ถ้าเราไม่งมงายกันในลักษณะนี้แล้ว เรื่องที่ ประเสริฐที่สุดของพุทธศาสนา คือปฏิจจสมุปบาทนี้จะมีประโยชน์ แก่เราอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน รู้แล้วปฏิบัติ และได้ผลในชีวิตประจำวันทีเดียว เดี๋ยวนี้เป็นหมัน เหมือนกับ สิ่งที่เก็บไว้ดูเล่นในพิพิธภัณฑ์ สอนก็สอนกันอย่างนกแก้ว นกขุนทอง ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใคร เพราะความที่ไปเข้าใจว่า ปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่งกินเวลาถึง ๓ ภพ ๓ ชาติ ดังที่กล่าว แล้ว. สำหรับเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ ขอให้เข้าใจกันไปในทางที่ว่า เป็นเรื่องอริยสัจจ์ ขอให้ค้นดูในบาลีพวกอังคุตรนิกาย เช่น ติกนิบาต จะพบว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสอริยสัจจ์อย่างสมบูรณ์ เป็นปฏิจจสมุปบาท จนทำให้เรามองเห็นชัดว่า อริยสัจจ์อย่างย่อ สมบูรณ์แบบนั้น ทรงแสดงด้วย ปฏิจจสมุปบาท อริยสัจจ์อย่างย่อ คือ ตามธรรมดาสามัญ พูดกันสั้น ๆ เร็ว ๆ นั้นแสดงอยู่อย่าง ที่เราได้ยินได้ฟังกันโดยมากทั่วไป อย่างสามัญโดยย่อก็ว่า ทุกข์ คืออาการที่ทรมาน,เหตุให้เกิดทุกข์ คือ ตัณหา, ทุกขนิโรธ ดับทุกข์ คือดับตัณหา หนทางดับตัณหา คือมรรคมีองค์แปด และในอริยสัจจ์สมบูรณ์แบบ แสดงทุกข์อย่างเดียวกัน พอ แสดงทุกข์สมุทัยแล้ว ทรงจำแนกปฏิจจสมุปบาท เต็มทั้งสอง ฝ่ายสมุทยาวาร, ครั้นทรงแสดงทุกขนิโรธ ก็ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท
น.453 ๗๖ เต็มทั้งสายในฝ่ายนิโรธวาร. ครั้นทรงแสดงมรรคก็ทรงแสดง มรรคมีองค์แปดเหมือนกันและทรงเรียกนี้ว่า อริยสัจจ์ โดยตรง เหมือนกัน ฉะนั้นขอให้เข้าใจว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นเรื่อง อริยสัจจ์แท้ ๆ ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น และเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ คือ เรื่องเดียวกับอริยสัจจ์แท้ ๆ ไม่มีเป็นอย่างอื่น เรื่องอริยสัจจ์ นี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้โดยตรง ต้องปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ให้ได้โดยตรง ไม่ใช่รอไว้ชาติหน้า ความทุกข์เป็นสิ่งที่เราต้องรู้จักมันเดี๋ยวนี้ แล้วกำจัดมันเดี๋ยวนี้, อย่างน้อยก็ในชาตินี้ ในฐานะที่มันเป็น ศัตรูปัจจุบัน ไม่ใช่อดีต ไม่ใช่อนาคต, ไม่ใช่ศัตรูในอดีต ไม่ใช่ ศัตรูในอนาคต, มันเป็นศัตรูปัจจุบันดังนั้นเราจึงต้องจัดการ กันในปัจจุบัน ดังนั้นเรื่องอริยสัจจ์ ๔ นี้ เป็นเรื่องในปัจจุบัน ชาติ ต้องจัดการกันให้เสร็จอย่าแบ่งแยกปฏิจจสมุปบาทออก เป็นตอน ๆ แล้วเอาตอนนี้ไปไว้ในชาติอดีต เอาตอนนี้ไว้ใน ชาติปัจจุบัน ตอนหนึ่งไว้ในชาติอนาคต อย่างนั้นเป็นเรื่องเขลา เป็นเรื่องงมงายอย่างยิ่ง เพราะมันทำไม่ได้เมื่อตัวผล คือความทุกข์ มันอยู่ที่ชาตินี้แล้ว เหตุมันอยู่ที่ชาติอดีตอย่างนี้ เราจะดับมัน ได้อย่างไร. ลองถามใครดูก็ได้ แม้กระทั่งเด็ก ๆ ว่าถ้าตัวผล คือ ความทุกข์มันอยู่ชาตินี้ และเหตุมันอยู่ในอดีตอย่างนี้จะไปตัด เหตุหรือว่าดับทุกข์ได้อย่างไร. รู้ได้ว่า เหตุของความทุกข์อยู่ใน ชาตินี้แล้ว จะไปให้ไผลต่อในชาติหน้าอย่างนี้ มันก็จะมีประโยชน์ แก่ใคร. มันขัดกันหมดกับข้อที่ว่า ธรรมเป็นอกาลิโก สันทิฏฐิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ อะไรทำนองนี้ ดังนั้นการดับทุกข์ซึ่งมี เหตุนั้น จะต้องดับได้โดยการที่ติดต่อเนื่องกันทีเดียวไม่ต้อง
น.454 ๗๗ เอาไปไว้ให้แยกกันคนละชาติ คนละภพ. มันเป็นเรื่องที่น่าหัว ไม่มีอะไรที่น่าหัวเท่า เมื่อผลอยู่ในชาติปัจจุบัน แต่เหตุไปอยู่ ในอดีตชาติ แล้วก็จัดการอะไรกันไม่ได้. นี่คือความเป็นหมัน ของความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่เข้าใจผิดกันอยู่. ไปดูพระ- พุทธภาษิตแล้วจะเห็นได้ว่า เนื่องกันเป็นสาย และแปล็บเดียว หมดไปทั้งสาย เป็นความทุกข์ เป็นครบทั้งสายของปฏิจจสมุปบาท วันหนึ่งเกิดได้หลายสาย หรือ หลายวงของปฏิจจสมุปบาท. รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้มันยาวเกินไป เหลือที่จะกล่าวใน วันเดียวอย่างนี้ได้ อาตมาเชื่อว่า คงจะได้กล่าวกันสักวันหนึ่ง ให้สมบูรณ์อาตมากำลังอธิบายเรื่องนี้ และบันทึกไว้เป็นประจำวัน สักวันหนึ่งก็คงจะได้พิมพ์ออกมาให้อ่านกันได้ ฉะนั้นจึงขอฝาก ไว้แต่เพียงเท่านี้ เป็นข้อที่สี่ ของสิ่งที่เรายังเข้าใจผิดกันอยู่. ๕ สำหรับเรื่องที่ห้ามีว่า อย่าได้ฝากตัวไว้กับหนังสือรุ่นหลัง ๆ อย่าได้ฝากตัวไว้กับคัมภีร์รุ่นหลัง ๆ อย่างมอบกายถวายชีวิต โดยเชื่อง่ายเกินไป. พระคัมภีร์รุ่นหลัง ๆ นั้นเราอย่าได้ไปฝาก เนื้อฝากตัวมอบกายถวายชีวิต โดยเชื่อดายไปอย่างเดียว. อาตมา อยู่ในพวกที่ไม่ยอมเชื่อดายไปอย่างนั้น และก็มีเพื่อนมนุษย์ ด้วยกันเป็นจำนวนมากตรงกันข้าม กลับไปเชื่อคัมภีร์รุ่นหลัง ดายไปหมดแล้ว ไม่สนใจกับพระคัมภีร์เดิมหรือทีแรกเช่น ตัวพระไตรปิฎกโดยตรง. ที่ว่าไม่ให้ฝากเนื้อฝากตัวไว้กับคัมภีร์
น.455 ๗๘ รุ่นหลัง โดยเชื่อดายไปนี้ก็เพราะว่า แม้แต่ตัวพระไตรปิฎกเอง ซึ่งเป็นคัมภีร์รุ่นแรกที่สุดก็ยังต้องระวัง ระวังให้ดี มีสิ่งที่ ปลอมที่ปน ที่เพิ่มเติมเข้าไปไม่น้อยเหมือนกัน นี่ไม่ต้องพูดถึง คัมภีร์รุ่นหลัง และยิ่งกว่านั้น แม้แต่คำที่เขียนอยู่ในพระไตรปิฎก อ้างว่า ออกจากพระโอษฐ์เอง ก็ยังต้องระวังให้ดีเพราะว่าพระ- พุทธเจ้าท่านตรัสว่า อย่าเชื่อทันที อย่างหลักเรื่องกาลามสูตร ทีนี้ถ้าบังเอิญเป็นไปได้ ถึงกับว่าเราเกิดในสมัยพุทธกาล ไปเฝ้า พระพุทธเจ้า เฉพาะพระพักตร์แล้วพระองค์ตรัสอะไรออกมา พระองค์ก็ยังตรัสว่า "อย่าเชื่อทันทีต้องพิจารณาให้เห็นว่า เป็นอย่างไร เป็นอย่างนั้นจริงก่อน แล้วจึงเชื่อ" พระพุทธเจ้า ทรงย้ำอย่างนี้มากแต่พระสาวกเช่นพระสารีบุตรก็ยังย้ำอย่างนี้ และยังทรงย้ำต่อกันและกัน ในที่เฉพาะพระพักตร์ว่า ธรรมที่ ออกจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าโดยตรง และมาเข้าหูคนฟัง โดยฟัง ซึ่งนั่งอยู่ด้วยกันตรงนั้นก็ว่าอย่าเพิ่งเชื่อทันที ต้องดู ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง มันมีเหตุผลอย่างนั้นจริงหรือเปล่า นี่คำตรัสที่เป็นเรื่องออกมาโดยตรง ก็ยังเป็นอย่างนี้ แล้วพระ- ไตรปิฎกจะเป็นอย่างไรและคัมภีร์รุ่นหลัง ๆ ต่อมาอีก และ อรรถกถาฎีกานี้จะเป็นอย่างไร. อย่างหนังสือวิสุทธิมรรค คัมภีร์วิสุทธิมรรค พ.ศ.ตั้งพัน ร่วม พัน จึงได้เขียนขึ้น เถลไถลไปหลายอย่างยกตัวอย่างเช่นพระ พุทธภาษิตที่ว่า สมาธิภาวนามีอยู่ ๔ อย่างขึ้นมา สมาธิภาวนา อย่างที่ ๒ คือการทำให้ได้ทิพยจักขุ นี้ต้องเจริญ อาโลกสัญญา ทิวาสัญญา เป็นต้น, สมาธิภาวนาอย่างที่ ๓ เพื่อความสมบูรณ์
น.456 ๗๙ แห่งสติสัมปชัญญะ นี้ต้องคอยกำหนด อิริยาบถ เป็นต้น หรือ กำหนดการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป ของสังขาร, และสมาธิภาวนาอย่าง สุดท้ายที่ ๔ นั้น คือสมาธิภาวนาเพื่อสิ้นอาสวะ นี้ต้องพิจารณา เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน โดยแยกอุปาทานออกไป เสียให้ได้. คัมภีร์วิสุทธิมรรคไถลไปถึงว่าเจริญภาวนา จะได้ อานิสงส์ ๔ ประการนี้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสอย่างนั้น, ตรัส แยกกันเป็นอย่าง ๆ ๔ อย่าง.หนังสือวิสุทธิมรรคว่า เจริญ ภาวนาสมาธิเสร็จแล้ว จะได้อานิสงส์ ๔ อย่างนี้ ท่านฟังดูมัน เรื่องเดียวกันหรือเปล่า นี้อาตมาถือว่า เป็นเรื่องเถลไถลของ หนังสือสุทธิมรรค. เรื่องของฝ่ายพราหมณ์ ฝ่ายฮินดู ติดเข้าไป อยู่เป็นอันมากเช่นในเรื่องที่กล่าวถึงโลกวิทู. หนังสือชั้นหลัง อย่างวิสุทธิมรรค มีส่วนดีอยู่มาก แต่มีส่วนเถลไถลอย่างนี้ก็มีอยู่ แล้วจะไปฝากเนื้อฝากตัวได้อย่างไร แม้คัมภีร์ชั้นหลัง เช่น คัมภีร์อภิธรรม ก็ได้เกิดในรุ่นหลัง ซึ่งจะได้กล่าวกันต่อไปและ ยิ่งคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะแล้ว ยิ่งหลังมาจากนั้นอีก มีมติของ ผู้แต่งเจืออยู่อย่างเห็นได้ชัด ยิ่งฎีกาของคัมภีร์นี้ ก็ยังมีมติของ ผู้แต่งฎีกาเจืออยู่และยิ่งความรู้ของผู้อธิบายเอาเอง ในชั้นนี้ แล้ว ก็ยิ่งมีอะไรเพิ่มเติมเจือเข้าไปมาก. นี่แหละ จึงว่า อย่าได้ ฝากเนื้อฝากตัว กับคัมภีร์ชั้นหลังโดยเชื่อดายไปอย่างนี้ ลอง กล้ากันบ้างสักนิดก็ยังดี เพียงแต่เป็นลูกศิษย์ของสมเด็จ- กรมพระยาวชิรญาณวโรรสที่ท่านกล้าใช้ความคิดความเห็นที่จะ วิพากษ์วิจารณ์ข้อความในคัมภีร์ทุกอันดับกระทั่งพระบาลีพระ ไตรปิฎก. นี่เราไม่เอามากไปถึงไหน เอาเพียงเป็นลูกศิษย์ของ
น.457 ๘๐ ท่านก็พอแล้ว. เพราะว่า ถ้าเราจะเอาเต็มที่จะเป็นลูกศิษย์ของ พระพุทธเจ้าแล้ว ต้องถึงขนาดว่า ออกมาจากพระโอษฐ์ของ พระพุทธเจ้า มาเข้าหูเราก็ยังไม่เชื่อ ยังต้องคิดเอาจนถึงกับว่า มันเห็นจริงเป็นจริงอย่างนั้น, เป็นความรู้ของเราเอง, แล้วเรา จึงจะเชื่อ นี่อาตมาจึงขอชักชวนว่า ลองมีความกล้าหาญกันดู สักนิดเป็นไร คือไม่เชื่อหนังสือคัมภีร์ชั้นหลัง ให้มันดายไป อย่างนี้ นี้เป็นข้อที่ ๕ ที่ว่าขอให้นำไปคิดไปนึก กันดูว่า ยัง รุ่นหลัง และอีกพวกหนึ่งไม่ยอมมอบอย่างนี้ จะคุยกันได้ยังไง จะสนทนาธรรมกันได้อย่างไร นับว่าเป็นข้อที่ ๕ ที่อยากจะฝาก ไว้ ให้เพื่อนสหธรรมมิกทั้งหลายนำไปคิดดู. ๖. อภิธรรมปิฎก สำหรับข้อที่หกนี้ จะขอยกเรื่องพระอภิธรรมปิฎกโดยตรง มาวินิจฉัย พระอภิธรรมปิฎก บาลีปิฎกที่ ๓ ของพระไตรปิฎก นั้นไม่ได้อยู่ในรูปของพระพุทธวัจนะ เป็นพระพุทธวัจนะแต่ โดยอรรถ คือโดยเนื้อความและเพียงบางส่วน. เราต้องระวัง เลือกให้ดี ๆ ว่าอรรถของอภิธรรมปิฎกบาลีนั้น ส่วนไหนตรง เป็นพุทธวัจนะ และเมื่อว่าโดยพยัญชนะ คือโดยตัวหนังสือ โดยคำพูดแล้ว อภิธรรมปิฎก ไม่ได้เป็นพระพุทธวัจนะเลย ไม่ใช่รูปของการตรัสของพระพุทธเจ้าในรูปภาษา หรือในรูป สำนวนอย่างนั้น พระอภิธรรมปิฎกนี้ เป็นของที่ร้อยกรองขึ้น
น.458 ๘๑ ในเวลาต่อมา เรื่องขึ้นไปเทศน์บนดาวดึงส์นั้นไม่มีในพระอภิ- ธรรมปิฎก และไม่มีแม้ในอรรถาของพระอภิธรรมปิฎกโดยตรง อาตมากำลังบอกว่า ไม่มีแม้แต่ในอรรถกถาของพระอภิธรรมปิฎก โดยตรง เรื่องขึ้นไปเทศน์ในดาวดึงส์นั้น มีแต่ในหนังสือชั้น หลัง ๆ ต่อมาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เช่นอรรถกถาธรรมบท ทีนี้ก็ กล่าวได้ว่า พระอภิธรรมปิฎก บาลีปิฎกที่ ๓ ของพระไตรปิฎกนั้น เป็นของใหม่ เกิดขึ้นในรุ่นหลังรุ่น ๆ เดียวกับที่มีพระพุทธรูป ฉะนั้นขอพูดเรื่องพระพุทธรูปสักนิดว่า พระพุทธรูปนั้นไม่ เคยมีในครั้งพุทธกาล. ประเทศอินเดียในสมัยพุทธกาลนั้น ฉลาดถึงขนาดไม่ยอมไหว้รูปเคารพ. การไหว้รูปเคารพรู้ได้ ด้วยการสำรวจทางโบราณคดี มีมาตั้งแต่สมัย ๓,๐๐๐ ปี ก่อน พุทธกาล การขุดค้นวัฒนธรรมลุ่มน้ำสินธุ ที่แค้วนโมเฮนโซดา- โรแชเร็ดต้า เช่นนี้ พบรูปเคารพเยอะแยะไปหมดแสดงว่า สมัยนั้นประเทศอินเดียไหว้รูปเคารพ ครั้นตกมาถึงยุคอุปนิษัท คือร่วมยุคพุทธกาลนี้เขาฉลาดมากจนไม่ยอมไหว้รูปเคารพ กันเสียแล้ว จึงไม่มีรูปเคารพ แม้ในศาสนาไหนหมด กระทั่ง พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว พ.ศ. ๓๐๐ เศษ มีการสลักหินเป็น พุทธประวัติ แล้วก็ยังไม่มีรูปเคารพเลย ต่อเมื่อ พ.ศ.ล่วงไปถึง ๗๐๐-๘๐๐ จึงเริ่มมีพระพุทธรูปในพุทธศาสนา. ฉะนั้นจาก การสำรวจหินสลักทั่วทั้งประเทศอินเดีย เราไม่พบว่า มีพระ พุทธรูปอยู่ในหินสลัก ยุคที่ก่อนพ.ศ. ๖๐๐ ขึ้นไปทางบน มีอยู่ แต่ทางล่าง. แต่ว่าหินสลักเรื่องพระพุทธประวัตินั้นมีมากมาย ผลหน่อพิมพ์ กนกพิจารณา กฎเคมีแตกลอกอมัน มณฑ์
น.459 ๘๒ ตรงที่เป็นพระพุทธองค์นั้นจะทิ้งว่าง ๆ ไว้เฉย ๆ เช่นพระ- สิทธัตถะขี่ม้านี่ก็ทิ้งหลังม้าว่างๆ ไว้เฉยๆ พระแท่นใต้ต้นโพธิ์ ก็มีพระแท่นเฉย ๆ ถ้าไม่เฉย ๆ ก็มีเครื่องหมาย เช่นเครื่องหมาย ตรีรัตนะแทน หรือพระธรรมจักรแทน หรือพระพุทธบาทแทน ไม่ยอมทำรูปเคารพ เป็นอันว่าจากหินสลักยุคแรก ๆ ที่มี พุทธประวัตินั้นไม่มีพระพุทธรูป. ก่อนพ.ศ. ๓๐๐ ขึ้นไปทางบน ก็ไม่มีหินสลักเรื่องพุทธประวัติ ดังนั้นเราจะหาเศษหินสลักที่ เป็นส่วนของพระพุทธรูป แม้สักว่าจะทำยาหยอดตาก็ไม่ได้ เพราะ มันไม่มี. หลังจากนั้นมาเป็นลำดับคนจึงกล้าทำ และทำกันขึ้น โดยสมบูรณ์ในพ.ศ. ๖๐๐-๗๐๐ แล้วก็มากขึ้น ๆ จนได้รับความ นิยมแพร่หลายและมากจนเฟ้อจนถึงกับต้องตวงทะนานข่าย - หรืออะไรทำนองนี้ นี้แหละแสดงให้เห็นว่าของใหม่ ของเกิด ใหม่นั้น ไม่ใช่จะไม่ได้รับความนิยมกลับได้รับความนิยมชมชื่น ได้รับการต้อนรับของประชาชนยิ่งกว่าของเก่าเสียอีก เช่นเดี๋ยวนี้ ไม่มีใครชอบหินสลักพุทธประวัติชนิดที่ไม่มีพระพุทธรูป มีแต่ จะสร้างพระพุทธรูปให้มากขึ้น ๆ เพราะชอบพระพุทธรูป ซึ่งเป็น ของเกิดใหม่ หลังพ.ศ. ๖๐๐-๗๐๐ คัมภีร์อภิธรรมนี้ก็เหมือนกันเพิ่งจะร้อยกรองขึ้นไม่ก่อน พ.ศ. ๖๐๐-๗๐๐ อาตมาจึงถือว่าเป็นของสมัยเดียวกันกับพระ- พุทธรูป เป็นของใหม่หรือเกิดใหม่ อย่างเดียวกับพระพุทธรูป แล้วก็ต้องได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งเป็นธรรมดา เพราะว่าของ ที่ทำขึ้นใหม่นั้น จะต้องสมบูรณ์ จะต้องมีเสน่ห์คือมีรสชาติที่ ยั่วยวน เป็นอาหารของปัญญา ของการศึกษา เป็นที่ลุ่มหลง
น.460 ๘๓ ของนักปราชญ์ นี้ไม่ต้องสงสัยเช่นเดียวกับพระพุทธรูปตั้งอยู่ ในฐานะเป็นที่ตั้งของศิลป นักศิลปก็ต้องยึดมั่นถือมั่นเอาเป็น ที่ตั้งของศิลปพวกที่ไม่ถึงธรรมแท้จริง สะดวกแก่การที่จะถือ รูปเคารพ ก็ยิ่งชอบใจใหญ่ จึงเลยเป็นของเฟ้อจนถึงกับว่า พระพุทธรูปนี้เป็นเครื่องปิดบังพระธรรมในที่สุด นี่เพื่อจะ พิสูจน์ว่า ของใหม่นั้นจะได้รับการต้อนรับจากประชาชน ยิ่งกว่า ของเก่าของเดิมแท้ก็ได้ อย่าไปมีเหตุผลเพียงว่าเป็นที่สนใจ ของนักปราชญ์ ฉะนั้นขอให้คิดดูให้ดีว่า เนื้อความของคัมภีร์อภิธรรมปิฎก นั้นถ้าผิดไปจากเรื่องหลักเกณฑ์ใหญ่ ๆ ที่เป็นไปเพื่อความดับ ทุกข์แล้วก็ถือว่าเป็นของใหม่เพิ่มเติมกันขึ้นเข้ามา ที่เป็นเรื่อง ดับทุกข์โดยตรงเช่นเรื่องอริยสัจจ์นั้น ก็ไม่มีอะไรแปลกออกไป กว่าที่มีอยู่ในคัมภีร์เก่าคือพวกสุตตันตปิฎก แปลว่าไม่ได้สร้าง อะไรขึ้นมาใหม่ นอกจากขยายความตามตัวหนังสือทางลอจิค (Logic) และเพิ่มเติมความคิดความเห็นความรู้สึกที่ใหม่ ๆ ที่ น่าศึกษาเข้าไปให้เป็นเสน่ห์เพื่อจะแข่งขันกันกับลัทธิอื่น ศาสนา อื่น นี่ก็เป็นความมุ่งหมายของการรจนาร้อยกรอง พระคัมภีร์ ในรุ่นหลัง. ตัวอย่าง เช่น คัมภีร์กถาวัตถุ ของอภิธรรมปิฎก เองก็เป็นเพียงคัมภีร์ที่รวบรวมเรื่องมิจฉาทิฏฐิต่าง ๆ ที่เพิ่งเกิด ขึ้นใหม่ ๆ ในประเทศอินเดียตั้งแต่พุทธกาลมาจนถึง พ.ศ. หลายร้อย รวมเข้าไว้ในนั้นหมด กระทั่งออกชื่อลัทธิที่เกิดใหม่ ในแคว้นอินเดียใต้และอินเดียภาคใต้ยังงี้ก็มี นี้จึงเห็นว่า เป็นที่ รวบรวมให้สมบูรณ์ไปในทางที่จะเป็นนักปราชญ์ ไม่ได้เพิ่มอะไร
น.461 ๘๔ ให้มากขึ้น ในเรื่องความดับทุกข์ ดังนั้นจึงถือว่าไม่จำเป็นแม้ แต่อย่างใด สำหรับเรื่องการดับทุกข์. เรื่องอริยสัจจ์ เรื่องปฏิจจ- สมุปบาท เท่าที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์รุ่นเก่ารุ่นแรกนั้นเหลือเฟือ แล้ว. นี้เราไม่ควรจะเข้าใจผิดจนถึงกับไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่ง เหล่านี้ ความเข้าใจผิดนี้เกิดขึ้นได้จากคำเพียง ๒ คำคือคำว่า อภิ วินัย อภิธรรม,อภิวินัย อภิธรรม ๒ คำนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสจริง ได้กล่าวจริง และได้กล่าวอยู่บ่อย ๆ แต่คำว่า อภิวินัย อภิธรรมนี้ คำว่าอภิธรรมไม่ได้หมายถึงคัมภีร์อภิธรรมปีฎก ซึ่งร้อยกรอง ขึ้นในรุ่นหลัง แต่หมายถึงธรรมส่วนที่อธิบายให้ลึกซึ้งแจง ออกไปอย่างลึกซึ้งกว้างขวางมากกว่า ลึกซึ้งครบถ้วนมากกว่า รู้ได้ตรงที่เรียกว่า อภิวินัย เล็งถึงวินัยที่ขยายความออกไป ให้ ละเอียดทุกแง่ทุกมุม เช่นคัมภีร์วินีควัตถุ ทำนองคำพิพากษา ศาลฎีกา ที่รวบรวมไว้มาก ๆ อย่างนี้กลายเป็นอภิวินัย ตัวปาฏิโมกข์ เองยังไม่เรียกว่าอภิวินัยเพราะว่าชัด เพราะว่า ง่ายแก่ความเข้าใจ กระทัดรัด. ส่วนที่หยุมหยิมปัญหาปลีกย่อย ต้องใช้แต่ปัญญา สอดส่องหยุมหยิมนั้น จึงเรียกว่าอภิวินัย.
น.462 ๗. อภิธรรม (ธรรมอย่างยิ่ง) สิ่งที่เรียกว่า อภิธรรมก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าท่านทรง มุ่งหมาย ส่วนที่จะต้องอธิบายอย่างละเอียด แจกแจงออกไป อย่างหยุมหยิม แล้วก็ ไม่ได้ถือว่า อภิวินัย หรือ อภิธรรมนี้ เป็นเรื่องจำเป็น เอ่ยถึงในฐานะว่าเป็นเครื่องเรื่องปัญญามากกว่า เพราะฉะนั้น คำว่าอภิธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสบ่อย ๆ นั้น ไม่ได้เล็งถึงอภิธรรมปิฎก เพราะท่านตรัสก่อนเกิดอภิธรรมปิฎก และตรัสก่อนเกิดพระไตรปิฎก และตรัสก่อนเกิดปิฎกไหน ๆ หมด ท่านพูดถึงแต่เพียงธรรมกับวินัย ในตัวพระไตรปิฎกเอง พวกปัญจะปฏิปขันธ์ ใช้วินัยนั้นก็มีเรื่องเล่า เรื่องทำสังคายนา อย่างเป็นหลักฐานที่สุด เป็นปกรณ์ชั้นบาลีชั้นพระไตรปิฎก ก็ไม่มีพูดถึงพระอภิธรรมปิฎกเลย มีพูดถึงแต่เรื่อง ธรรม กับ วินัย เมื่ออภิธรรมปิฎกเกิดขึ้นในรุ่นถัดมา แล้วก็รวมเข้าเป็น ปิฎกสาม การเขียนครั้งหลังก็ผนวกเข้าไปเป็นว่า ทำสังคายนา พระไตรปิฎก นี้ความเข้าใจผิดคำ ๒ คำ นี้ คือคำอภิวินัยกับ อภิธรรม เป็นมูลให้เกิดความเข้าใจที่ขยายกว้างออกไป พึงเข้าใจ ว่า สิ่งที่เรียกว่า อภิวินัย หรือ อภิธรรม นั้นไม่ได้ตั้งหลักเกณฑ์ อะไรให้ใหม่ ให้มากออกไป เพียงแต่ขยายความ ไม่ใช่อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งมากออกไป ทีนี้เรามาลองคิดกันดูใหม่ว่า อภิธรรมควรจะเป็นอย่างไร อภิธรรม ธรรมอย่างยิ่ง ธรรมอย่างลึกซึ้ง ธรรมอย่างสูงสุดนั้น ควรจะเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เย เต สุตตฺตา
น.463 ๘๖ สุตตันต ทั้งหลายเหล่าใด. คาถาคตภาสิตา เป็นคำตรัสของ ตถาคต. คัมภีร์รตฺถา มีอรรถอันลึกซึ้ง, โลกุตตราเหนือโลก, สุญฺญตปฺปฏิสงฺยุตฺตา ประกอบพร้อมเฉพาะอยู่ด้วยเรื่อง สุญญตา. นี้คือบาลี สังยุตนิกายมากแห่งที่แสดงว่า พระพุทธเจ้า ท่านจำกัดชัดลงไปว่า คำที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้นมีแต่เรื่อง สุญญตา เรื่องใดไม่ใช่ สุญญตา ไม่ใช่เกี่ยวกับสุญญตา เรื่องนั้น ไม่ใช่ตถาคตภาษิต. ขอฝากให้เพื่อนนักศึกษาไปค้นดูเอาจาก กลุ่มสูตรกลุ่มหนึ่ง ในสังยุตนิกายว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ แล้วท่านได้ตรัสไว้ชัดอีกว่า คำพูดที่คนชั้นหลังร้อยกรองขึ้น ไพเราะสละสลวยมากมายออกไป ไม่พาดพิงถึงสุญญตา นั่นไม่ใช่ ตถาคตภาษิตไม่ควรถือเอา. อาตมาจะไม่บอกที่มา กระทั่งเลข หน้าเลขอะไรอย่างนี้ เพราะเอาเปรียบกันนัก ขอให้ลองไปค้น เอาเองดูบ้าง แต่ขอยืนยันว่า ข้อความนี้มีอยู่ว่า ข้อความที่ไม่ พาดพิงถึงสุญญตาแล้ว ไม่ใช่ตถาคตภาษิต, ไม่คัมภีรา, ไม่ คัมภีร์รัตถา, ไม่โลกุตรา, ต่อเมื่อข้อความนั้นพาดพิงถึงสุญญตา แล้ว จึงจะเป็นตถาคตภาษิตลึกซึ้ง มีอรรถอันลึกซึ้งและเหนือ โลก. ทีนี้เราลองคิดดูว่า เรื่องที่ว่าง ว่างไม่เอาอะไรเลย กับเรื่อง ที่จะเอาบุญเอากุศล เอาสวรรค์ เอามหากุศลจิตหรือเอาอะไร ทำนองนี้น่ะ สองเรื่องนี้เรื่องไหนจะเป็นอภิธรรมกว่ากัน เรื่องว่างไม่เอาอะไรเลยเรื่องหนึ่งกับเรื่องที่จะเอาสวรรค์ จะเอา บุญ จะเอากุศล จะเอาอะไรต่าง ๆ มากมายนี้อีกเรื่องหนึ่ง. สอง เรื่องนี้เรื่องไหนเป็นอภิธรรมกว่ากัน. อาตมาอยู่ในพวกที่เห็นว่า ไม่เอาอะไรเลยนั้นเป็นอภิธรรมกว่า กว่าที่จะเอานั่น เอานี่ เอา
น.464 ๘๗ โน่นมากมายไปหมด จะเอาแม้กระทั่งชื่อเสียงว่า เป็นนักปราชญ์ ดังนั้นจึงเป็นการถูกต้องแล้วที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรื่องที่ พาดพิงถึงสุญญตาเท่านั้น เรื่องสุญญตาโดยตรงเท่านั้น จึง จะเป็นตถาคตภาษิตลึกซึ้ง และเหนือโลก. นี้ที่พูดนี้ขออภัย อย่าได้ถือว่า เป็นเรื่องรุกราน ก้าวร้าว แต่เป็นเรื่องพูดกันอย่าง เพื่อนพุทธบริษัท เพื่อว่าจะได้ไปค้นดูเอาเองโดยไม่ต้องเชื่อ อาตมาว่า อะไรเป็นอย่างไร นับว่าเป็นเรื่องที่ ๗ ของเรื่องที่รู้สึกว่า ยังเข้าใจผิดกันอยู่. ๘. สุญญตา ทีนี้เมื่อเรื่องสุญญตา คือหัวใจของตถาคตภาษิตแล้ว อาตมาอยากจะขอโอกาสพูดถึงเรื่องสุญญตาหรือความว่างนี้ ให้มากออกไปอีกสักหน่อย พอทพความเข้าใจกันได้ เรื่องความว่างนี้เราเรียกกันว่า สุญญตา "สุญญ" แปลว่า "ว่าง," "ตา" แปลว่า "ความ" เมื่อถามว่า ว่างจากอะไร ก็ต้อง ตอบว่า ว่างจากตัวตน หรือของ ๆ ตน บาลีระบุชัดว่า ว่างจาก อัตตา ว่างจากอัตนียา. ว่างจากอัตตา คือว่างจากตัวตน. ว่างจาก อัตนียา คือว่างจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน คือของตนนั่นเอง แล้ว สิ่งที่เรียกว่า ตนหรือว่าของตน นี้คืออะไร มันไม่ใช่คืออะไร มันคือมายาเท่านั้น คือความสำคัญมั่นหมายเอาด้วยมิจฉาทิฏฐิ หรือด้วยอวิชชา มันจึงเกิดความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมขึ้นมา จนเรา ไม่รู้สึกว่า เป็นมายา เราเห็นเป็นเรื่องจริงไป เช่นเรารู้สึกว่า ตัวเรา
น.465 ๘๘ หรือของเรา ตัวกู หรือของกู นี้ถือว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงเสียเรื่อยไป. เรารู้สึกว่า มันคิดนึกได้ มันทำอะไรได้ มันมีอะไรอยู่มากอย่าง จึงถือว่า เป็นตัวเป็นตนเสมอไป แต่หลักธรรมนั้น ต้องการ ให้ว่างจากความรู้สึกชนิดนั้น อย่างนั้นแหละเรียกว่า ว่างจาก อัตตา. และส่วนความรู้สึกที่ขยายออกไปว่า ของตนนั้น, เมื่อมี ตัวตนแล้ว มันก็ต้องการจะมีอะไรเป็นของตน มันเลยเนื่องกัน และต้องว่างจากความรู้สึกอันนั้นด้วย. แต่ทีนี้เนื่องจากว่า อ้าย ความว่างจากของตนนั้น มันมีได้ง่ายกว่าความว่างจากตัวตน จึงต้องเอามาพ่วงกันไว้ทั้งสองอย่าง ถ้าใครทำให้ว่างจากตัวตนได้ ทีนี้ของตนมันก็ว่างไปเอง เพราะมันขึ้นอยู่กับตัวตน ทีนี้ถ้าจิต ในขณะที่ไม่มีความรู้สึกเป็นตัวตน หรือ เป็นของตนนี้ เราเรียกว่า จิตว่าง. ถ้าถามว่า จิตว่างนี้มีอะไรเป็นอารมณ์ อาตมาตอบว่า ก็มี. โดยส่วนใหญ่ก็มีความว่างนั่นแหละเป็นอารมณ์. เพราะจิต ไม่อาจจะมีจิตโดยปราศจากอารมณ์ หรือจะให้กล่าวว่า ความว่าง เป็นอารมณ์ ก็ต้องถือว่าอารมณ์ในขณะนั้นไม่ถูกยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตน จิตมีอารมณ์ชนิดนั้นในขณะนั้นเป็นอารมณ์ และก็ ยังต้องกล่าวว่าจิตมีของที่ว่างนั่นแหละเป็นอารมณ์ มีอารมณ์ ที่ว่างจากความยึดถือนั่นแหละเป็นอารมณ์ จึงถือว่าแม้แต่ว่าง อย่างไรก็ยังมีอารมณ์มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ นี้ก็เรียกว่ามี ความว่างเป็นอารมณ์เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า พระนิพพานนั้นคือ ปรมสุญฺญตา. บรมสุญญตานั้น คือนิพพาน. ถ้ามีนิพพานเป็น อารมณ์ก็แปลว่ามีบรมสุญญตา เป็นอารมณ์. จิตมีอะไรเป็นอารมณ์ ได้มากมายเหลือที่จะกล่าว แต่ว่าพวกจิตว่างแล้ว ก็มีสิ่งที่ไม่ยึด
น.466 ๘๙ มั่นถือมั่นว่าตัวกูหรือว่า ของกูนั่นแหละเป็นอารมณ์ ในขณะที่ เรามีจิตว่างอย่างนี้เป็นเวลาที่เรามีความสุข เหมือนกับเราอยู่กับ นิพพาน หรือเป็นการบรรลุนิพพานน้อย ๆ เป็นการบรรลุนิพพาน ชิมลองเป็นการอยู่กับนิพพานชั่วคราวแล้วก็หายไป ถ้าเราทำไม่ ดีเองคือเผลอสติ. ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า ความว่าง นั้นเป็นสิ่งที่ควรศึกษา ควรทำความเข้าใจอย่างยิ่ง ถ้าจิตมีความรู้ในเรื่องความว่าง อยู่แล้ว มันไปจับฉวยอะไรไม่ได้ ไม่ยึดมั่นอะไรเลย จึงเป็นจิต ที่ว่าง. เหมือนกับมือของเรา ถ้าไม่ไปกุมอะไรเข้าไว้ เราก็เรียกว่า มือว่าง. เดี๋ยวนี้จิตก็เหมือนกัน ไม่ได้ไปกุมอะไรเข้าไว้ ไม่ได้ไป มีอุปาทานในอะไรเข้าไว้ ว่าตัวกูว่าของกูขณะนั้นเราจะต้องถือว่า จิตว่าง เพราะว่ามันไม่ได้ถืออะไรเอาไว้ และเป็นสิ่งที่มีคุณมี ประโยชน์มีอานิสงส์ ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น จึงขอย้ำเตือนอีก ครั้งหนึ่งว่า เราอยู่กันได้เป็นผาสุก จนได้มานั่งกันอยู่ที่นี่นี้ เพราะบุญคุณของจิตว่าง ถ้าจิตวุ่นอยู่เสมอแล้ว ไม่เท่าไรเป็น โรคเส้นประสาท นอนไม่หลับ ปวดหัว แล้วก็เป็นโรควิกลจริต แล้วก็ตายหรือฆ่าตัวตาย. นี้คือบุญคุณของจิตว่าง และมีมาก ที่สุดในเวลาวันหนึ่งคืนหนึ่งของเรานี้ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต เราโดยตรง ขอให้ทราบ สิ่งที่เรียกว่า จิตว่าง คือสิ่งที่ประกอบ อยู่ด้วยสุญญตา ในลักษณะเช่นนี้ จากดาวิกา 2019 พระอรหันต์ มีจิตประกอบไปด้วยสุญญตา เด็ดขาด ส่วนพวกเราปุถุชนนั้น ไม่เด็ดขาด เพราะฉะนั้นเราจะต้อง พยายามทำเรื่อย ๆ ไปจนกว่ามันจะเด็ดขาด เมื่อเป็นอย่างนี้
น.467 ๙๐ ก็จะต้องค้นให้พบข้อเท็จจริงต่อไปอีกอย่างหนึ่งว่า จิตยิ่งว่าง เท่าไร จิตยิ่งมีสมรรถภาพเท่านั้น, ยิ่งไม่มีความทุกข์เท่านั้น, ยิ่งสนุกในการงานเท่านั้น. อาตมาขอให้ตัวอย่างเพียง ๓ ข้อ คือว่าจิตยิ่งว่างเท่าไรยิ่งมีสมรรถภาพของมันมากขึ้นเท่านั้น ยิ่ง ไม่มีความทุกข์ขึ้นเท่านั้น และยิ่งสนุกในการทำงานมากขึ้นเท่านั้น จิตว่างไม่มีอะไรยึดถือเป็นตัวตนของตน คือจิตที่ไม่มีกิเลส อย่างน้อยก็คือ จิตที่ประภัสสรแล้วมันจึงเต็มอยู่ด้วยความรู้สึก, มีสติสัมปชัญญะ. สุขุมรอบคอบเป็นอย่างน้อย แล้วธรรมดา ของจิตนี้ใครๆ ก็รู้อยู่แล้วว่า มันมีลักษณะรู้ มีธาตุรู้ จะเรียกว่า มโนหรือวิญญาณหรือจิตหรืออะไรก็สุดแท้ ล้วนแต่มีรากของ คำว่า รู้ทั้งนั้น เพราะธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้น ถ้าเราทำให้ มันอยู่ในสภาพเดิมของมัน มันก็ต้องรู้ เดี๋ยวนี้มันไม่ได้อยู่ใน สภาพเดิมของมัน เพราะถูกปรุงแต่งให้ครอบคลุมอยู่ด้วยกิเลส มันจึงเศร้าหมอง. ให้เป็นจิตเศร้าหมอง มันจึงมืด มันไม่อยู่ใน สภาพเดิมของมัน มันจึงไม่รู้ ฉะนั้นจงเปลื้องสิ่งครอบคลุม เหล่านี้ออกไป อย่าให้มีอะไรปรุงแต่งแล้วตกไปอยู่ในสภาพเดิม ของมัน อย่างน้อยก็ต้องรู้, รู้ตามธรรมชาติของมันว่าอะไรเป็น อะไรเหมือนกับที่สัตว์ทั้งหลาย, ก็ต้องรู้จักเกลียดทุกข์ ใจรู้จัก รักสุข แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน แม้แต่กับต้นไม้ก็ยังรู้จักแสวงหา อาหาร. รู้จักหลีกความทุกข์ เพราะว่าในนั้นมันมีธาตุรู้อยู่เหมือนกัน ฉะนั้นเรายึดหลักง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนมากในการปฏิบัติ ว่า จิตตามสภาพเดิมนั้นว่าง และมีสมรรถภาพในการรู้ เรา พยายามให้ว่างจากสิ่งที่มารบกวนมัน มันก็มีสมรรถภาพในการรู้
น.468 ๙๑ ฉะนั้นการปฏิบัติของเราก็คือ การขจัดสิ่งที่จะมารบกวนจิต เท่านั้นให้ออกไป จิตก็เจริญรุ่งเรืองได้ในตัวมันเอง เหมือน ต้นไม้ที่มันงอกงามเอง มันก็รู้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงมีสมรรถภาพ มากขึ้น นี้เรียกว่าจิตยิ่งว่างเท่าไหร่ ยิ่งมีสมรรถภาพมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งว่างเท่าไรก็ยิ่งมีความไม่ทุกข์มากขึ้นเท่านั้น เพราะว่า ความทุกข์นี้มาจากความไม่ว่าง มาจากความวุ่น คือมาจากตัณหา มาจากอุปาทาน ยิ่งว่างก็คือยิ่งไม่มีตัณหา อุปาทาน” มันจึงยิ่งไม่ทุกข์ กาก ส่วนที่ว่ายิ่งสนุกในการงานนั้น หมายความว่า คนที่มีตัวกู ของกู มีอุปาทานในเรื่องตัวตนของตนนั้น ไม่อยากทำการงาน เพราะความเห็นแก่ตัว อยากจะเอาเปรียบคนอื่นด้วยซ้ำไป มันจึงจำใจทำงาน ฝืนใจทำงาน อย่างรับราชการเพื่อเอาเงินเดือนนี้ ฝืนใจทำไม่สนุก เพราะจิตไม่ว่าง เพราะจิตไปวุ่นเป็นตัวตน เป็นของตน จดจ่ออยู่แต่เรื่องเงินเดือน อย่างนี้ ถ้าข้าราชการ คนไหนมีจิตว่าง ทำงานเพื่องานไม่ได้จดจ่ออยู่ที่ตัวตนของตน ตัณหาอุปาทานแล้ว ทำงานสนุก ลืมเวลา ค่ำรุ่งก็ไม่รู้ งานนั้น สนุกมาก จึงว่ายิ่งจิตว่างเท่าไร ยิ่งทำงานสนุกมาก ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงทำงานมากกว่าพวกเรา ไปอ่านดู พุทธประวัติว่า วันหนึ่งคืนหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านทำอะไรบ้าง เกินที่จะรู้กันอยู่แล้ว เพราะบางคนท่องจนจำได้ก็มี เรื่อง ปุพฺพณฺเห บิณฑบาตญฺจ หรือ อะไรทำนองนี้ แม้พระอรหันต์ พระสาวกทั้งหลาย ก็ทำงานมากกว่าพวกเรา การเคลื่อนไหว ของท่านมันไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเบื่อหน่าย ท้อถอยรำคาญ อะไร สติปัญญาของท่านมี พอบอกว่าควรจะทำอะไรก็ทำไป
น.469 ๙๒ ตามนั้น เพราะฉะนั้นความอยากความต้องการของท่านนั้น เป็นความอยากความต้องการของจิตว่าง อย่าไปบัญญัติความ อยากความต้องการเหล่านั้นว่า เป็นโลภ เป็นตัณหา เป็นกิเลส เป็นอันขาด เป็นความอยาก เป็นความต้องการ ที่มีมูลมาจาก วิชชา ปัญญา, ญาณ, สติสัมปชัญญะ, ที่สมบูรณ์ ท่านจึงทำงาน สนุกไม่เหมือนพวกเรา ที่เกลียดงาน ไม่สนุกในการทำงาน เว้น ไว้แต่บางครั้งบางคราวลืมความยึดมั่น ถือมั่นเรื่องตัวตน ทำงาน สนุกสรวลเสเฮฮากันไปพักหนึ่ง ก็ยังมีได้, ขณะนั้นก็เรียกว่า จิตว่าง ทำงานสนุก หัวเราะร่า สรวลเสในขณะทำ ท่านอย่าได้ เข้าใจผิดไปว่า จิตว่างหัวเราะไม่ได้ จิตว่างร้องเพลงก็ได้ แต่ไม่มี ความยึดมั่นถือมั่นในอะไรเลย ฉะนั้นมันจึงทำอะไรได้ทุกอย่าง ทั่วไปหมด เป็นสติสัมปชัญญะ จึงควรจะมีหลักกันว่า แม้แต่ในขณะที่บริโภคอารมณ์ ทางกาม เรื่องระหว่างเพศ ก็ขอให้ทำด้วยจิตที่ประกอบไปด้วย สติสัมปชัญญะ อย่าได้ทำไปด้วยจิตที่กำลังมึนเมาด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน ก็จะเป็นการกระทำที่แตกต่างกันมาก พระ- อริยเจ้าเกี่ยวข้องกับอารมณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ แต่ปุถุชน คนพาลไม่รู้เรื่องจิตว่างนั้น จะต้องเกี่ยวข้องกับอารมณ์ด้วย จิตที่มึนเมาด้วยกิเลสตัณหาเป็นแน่นอน จึงควรจะนึกกันให้ มากว่า ชนิดไหนจะเป็นการเพิ่มความทุกข์ ชนิดไหนจะเป็น การบรรเทาความทุกข์ และเรื่องจิตว่างนั้นช่วยได้หรือไม่ได้ ค่อยเอาไปคิดกัน ตอนนี้เรียกว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องอยู่ใน ชีวิตประจำวันของคนทุกคน ไม่ใช่เรื่องสำหรับที่จะเอาไปพูด
น.470 ๖ ๙๓ กันที่นอกฟ้าหิมพานต์ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ต้องพูดกันที่บ้านเรือน ที่บุตร ภรรยา สามี ที่ยังครองเรือน มีบุตร ภรรยานอนแออัด อยู่ด้วย บุตรภรรยา ลูบไล้กระแจะจันทร์ของหอม ว่าขอให้ทำ อย่างนั้น ด้วยจิตที่ประกอบอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ อย่าเจือ ด้วยตัณหาอุปาทานอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สุญญตานี้ คือ เรื่องเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกเธอทั้งหลายตลอดกาลนาน ตรัสแก่ฆราวาส อาตมาอยากจะบอกถึงประโยชน์อีกอันหนึ่งว่า ข้อเท็จจริง นั้นมันมีอยู่ว่า เรายิ่งไม่เอานั่นแหละยิ่งได้ แต่คนเรามีตัณหา- อุปาทาน ที่จะเอาเสียเรื่อยจึงไม่ได้อะไรคือไม่ได้นิพพาน เรามี ตัณหาอุปาทานจะเอานิพพาน เราเลยยิ่งไม่ได้ เพราะว่าเรา อยากนิพพานด้วยเห่อ ๆ ตาม ๆ เขาไป ด้วยอวิชชา ฉะนั้นยิ่ง อยากจะเอายิ่งไม่ได้ ยิ่งจะเอาให้ได้มันยิ่งไม่ได้ เพราะมันอยาก ด้วยอวิชชา ความอยากนั้นเป็นกิเลสตัณหา มันยิ่งถอยหลัง ออกไปจากนิพพาน นี้เรายิ่งไม่เอานั่นแหละจะยิ่งได้ คือไม่มีกิเลส ตัณหา อุปาทานที่จะเอา มันเลยกลับได้อยู่ในตัวมันเอง คือ การไม่มีตัณหา อุปาทาน นั้นมันเป็นการได้ ได้นิพพานในขณะนั้น บริโภครสของนิพพานในขณะนั้น ในขณะที่ไม่เอา ดังนี้จึง เรียกว่า ยิ่งไม่เอายิ่งได้ ทีนี้ยิ่งไม่เอาเลยยิ่งได้หมด ยิ่งไม่เอา เลยนี้หมายความว่า จิตว่าง ในขณะที่ไม่เอาอะไรเลยนั้นยิ่งได้หมด ขณะนั้นเป็นนิพพานชนิดหนึ่ง ไม่มีความทุกข์เลยเหมือนกัน นี่แหละจึงเรียกว่า ยิ่งได้หมด ทีนี้ถ้าพูดให้ตรงกว่านี้ก็หมาย ความว่า พระอรหันต์หมด ตัณหาอุปาทานนี้ คือผู้ที่ไม่เอาเลย
น.471 ๓๙๔ ท่านกลับได้หมด คือได้นิพพานหมดโดยสมบูรณ์ นี่คำที่พูด อย่างนี้ มันฟังยากสำหรับคนที่ไม่เคยฟัง แต่เป็นความจริงที่สุด จึงขอฝากให้เอาไปลองคิดดูว่า อ้ายยิ่งไม่เอานี่น่ะจะยิ่งได้ และ ยิ่งไม่เอาเลย คือว่างนั่นแหละจะได้หมด นี้คือประโยชน์ของ ความว่าง ถ้าขืนวุ่นวายมากนักแล้ว มันกลายตรงกันข้ามไปหมด เป็นว่า อวิชชานั่นแหละ คือพระพุทธเจ้า, หรืออวิชชานั่นแหละ คือพระสากยมุนี เพราะว่าคนนั้นมีอวิชชา จึงต้องการพระ- สากยมุนี หรือพระพุทธเจ้า พอเราไม่มีอวิชชาก็ไม่ต้องการอะไร พอหมดอวิชชาก็หมดสากยมุนี, ความรู้สึกคิดนึกที่อยากหรือ ที่หวังหรือที่อะไรต่อพระพุทธเจ้านั้นจะไม่มี เพราะไม่ต้องการ อะไร ฉะนั้นอวิชชาอยู่คู่กันกับสิ่งที่เราอยากเราต้องการเสมอ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าของบุคคลประเภทนั้นจึงได้แก่อวิชชา อวิชชาของบุคคลประเภทนั้นแหละ คือ พระสากยมุนีของเขา นี่เป็นคำล้อ หรือเป็นคำด่า หรือเป็นคำอะไรก็ขออย่าได้ถือกัน เลยแต่ว่าเป็นความจริงว่า ผู้ที่ยึดมั่นอย่างยิ่งแล้ว อวิชชานั่น แหละ คือพระพุทธเจ้า แต่ว่าเมื่อมีจิตว่าง มองเห็นตามที่เป็นจริง ไม่ต้องการอะไร พระพุทธเจ้าก็หายไป พระสากยมุนีก็หายไป แต่กลับเป็นตัวแท้ ของพระพุทธเจ้า แต่เราไปเรียกเสียว่า ความว่าง นั้น ที่ว่างจริง ๆ นั่นแหละ คือ พระพุทธเจ้าจริง ๆ ภาวะที่ว่างจากกิเลสตัณหา ความทุกข์ อะไรทุกอย่างทุกประการนั่นแหละ คือพระพุทธเจ้า จริง แต่เราไม่เรียกว่าพระพุทธเจ้า เราเรียกว่า "ว่าง" ถ้าฟังไม่ถูก
น.472 ๙๕ ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปคิดดู แต่ถ้ามองเห็นก็นับว่า ประหยัดเวลา ได้มาก เป็นเรื่องที่ลัดมาก เพราะว่าได้ติดอยู่ในสิ่งที่เรายึดมั่น ถือมั่นหลายอย่าง หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือพระ- พุทธเจ้า เราไม่กล้าคิด กล้านึก กันไปในทำนองที่ว่า จะสละ พระพุทธเจ้า ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้านั้นเป็นเพียงอุปาทานของเรา เพราะว่าถ้าเรายิ่งมีอุปาทานหนาแน่นยิ่งขึ้นทุกที เราก็มี พระ- พุทธเจ้าอย่างของอุปาทาน หนาแน่นขึ้นทุกที จนอาตมาบอกว่า อวิชชานั่นแหละคือสากยมุนีสำหรับบุคคลประเภทนั้น ทีนี้คนที่ ยึดถือมากก็จะเห็นไปว่า กิเลสนี่ต่างจากโพธิ,โพธิ คือความรู้ การตรัสรู้ กิเลส คือความโง่ ความหลงจากวิชชา, ถ้ากล้าคิดก็ มองเห็นได้ว่า มันเป็นเพียงความรู้ด้วยกัน เป็นความรู้ของธรรมชาติ เป็นความรู้ของจิตตามธรรมชาติด้วยกัน แต่แนวหนึ่งมันเป็นไป เพื่อทุกข์อีกแนวหนึ่งมันเป็นไปเพื่อดับทุกข์, แต่มันเป็นความรู้ ความคิดความนึกของจิตด้วยกันทั้งนั้น ทีนี้มันเผอิญว่า มนุษย์ เรานี่ต้องการแต่ฝ่ายที่ดับทุกข์ ต้องการแต่ฝ่ายที่ไม่ทุกข์ จึงไปยึด เอาความรู้ฝ่ายที่เป็นโพธิ กันอย่างหมดเนื้อหมดตัว แล้วก็ไป ประกาศความเกลียดชัง ในฝ่ายที่เป็นกิเลสกันอย่างไม่มีอะไรเท่า นี้ก็เป็นการสร้างอุปาทานขึ้นมาใหม่ ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนไม่เคยมี ก็ มาสร้างอุปาทานเป็นความเกลียดอย่างหนึ่ง และความรักอีก อย่างหนึ่งขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นสำหรับบุคคลนั้น กิเลสของเขา ก็คือ โพธิ โพธิก็คือ กิเลส ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น แต่เนื้อแท้ก็ เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว โดยธรรมชาติ เราหลงแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นว่าเรื่องกลางวันกับกลางคืน อย่างนี้เราไม่เห็นว่า
น.473 ๙๖ เหมือนกัน เราเห็นว่า ตรงกันข้าม, แต่ถ้าเราดูกันในอีกแง่หนึ่ง เราจะเห็นว่า มันเป็นเวลาเหมือนกัน ถ้าเราไปอยู่เหนือโลกให้ มาก ๆ มองมาดูที่โลกนี้จะเห็นว่า เรื่องกลางวันกลางคืนนี้ เป็น เรื่องเด็กเล่นเรื่องหลอกลวงมายา แต่พอเราอยู่ในโลกนี้ เราเห็น ว่า เรื่องกลางวันกลางคืนนี้ เป็นเรื่องจริงอย่างยิ่ง และตรงกันข้าม อีก เพราะว่าสติปัญญาของเราถูกกักขัง ฉะนั้นเราต้องกล้า กล้าถอยออกมา กล้าถอยออกมาจน ถึงแนว หรือแดนที่เห็นว่า กิเลส กับโพธิเป็นสิ่งอันเดียวกัน คือเป็นความรู้ของจิตตามธรรมชาติ, จิตธรรมชาติเดิม, ธรรมดา ของ ธาตุที่มีความรู้ ด้วยกัน แต่มันรู้ไปทางหนึ่ง อีกทางหนึ่ง รู้ไปทางหนึ่ง มันเป็นเพียงธรรมชาติของการรู้ด้วยกัน แต่เผอิญ อ้าย ความรู้ทางหนึ่ง มันตรงกับความต้องการของมนุษย์ ฉะนั้น จึงได้รับการ บัญญัติว่าดี ว่ากุศล ว่าฝ่ายดี ฝ่ายที่ควรต้องการ นี้ เรียกว่า เลือกที่รักมักที่ชัง ถ้ายังเลือกที่รักมักที่ชัง ก็หมายความว่า มีอุปาทานอยู่ พอหมดอุปาทานแล้ว กิเลสกับโพธิ ก็คือของที่ เราไม่เอาด้วยกันทั้ง ๒ อย่าง เราสลัดทิ้งออกไปเสียทั้ง ๒ อย่าง มีจิตว่าง นั่นแหละ จึงจะเป็น โพธิแท้ ขึ้นมาและอยู่เหนือ ความทุกข์ได้ มีใครบ้างที่จะกล้าออกมาถึงแนวนี้ คือถึงแนวนี้ จะร้องประกาศว่า กิเลสกับโพธิเป็นสิ่งเดียวกัน หรือว่า อวิชชา กับพระสากยมุนี คือของสิ่งเดียวกัน นี้หมายถึงบุคคลที่รู้จัก อุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นอย่างดียิ่ง จนไม่ให้อุปาทาน นั้นหลอก- ลวงตัวเองได้อีกต่อไป นี้นับว่า เป็นเรื่องที่ ๘ ที่อาตมาอยากจะ
น.474 ๙๗ ฝากไว้ ในฐานะเป็นเรื่องที่เรายังเข้าใจกันไม่ได้ แต่อาตมาประสงค์ อย่างยิ่งที่ว่า อยากจะขอให้เอาไปพินิจพิจารณาดูเพื่อให้เข้าใจ ๙ สำหรับเรื่องที่เก้านี้ ไม่มีอะไรมาก มีแต่อยากจะย้ำ อยาก จะขอร้อง ขอวิงวอน ขอย้ำว่า ความเชื่ออย่างงมงายนั้น มีไม่ได้ ในพุทธศาสนา ความเชื่ออย่างงมงายนั้น มีไม่ได้ในพุทธศาสนา ขออย่าให้มีความเชื่ออย่างงมงายในวงของพุทธบริษัทเรา การเชื่อผู้อื่นอย่างง่ายดายไปมอบให้เลยว่า "เขาว่าอย่างไร เรา ก็เชื่ออย่างนั้น" ไม่มีในพุทธศาสนา ถ้าขืนมีก็ไม่ใช่พุทธศาสนา ไม่ใช่อยู่ในวงของพุทธศาสนา เราจะต้องเชื่อเอง เห็นเอง ปฏิบัติ เอง ได้ผลเอง พึ่งตัวเอง ไม่พึ่งผู้อื่น ฉะนั้นการเชื่อผู้อื่นจึงไม่มี อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า แม้พระพุทธเจ้าก็ยังไม่เชื่อ จนกว่าจะได้เข้าใจ เป็นความเห็นเอง, แจ่มแจ้งเอง เหตุผลของ เราเอง ก่อนแล้วจึงเชื่ออย่างนี้เรียกว่า เชื่อเอง, เห็นเอง, และ ปฏิบัติเอง, ได้ผลเอง, และพึ่งตัวเอง, ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่าลัทธิ นั้นมีไม่ได้ในพุทธศาสนา เพราะลัทธิในที่นี้หมายความว่า สิ่งที่ บัญญัติขึ้น ให้เชื่อ ให้ถือ เอาไปอย่างงมงายดาย ๆ ไปเท่านั้นเอง ในศาสนาที่เขามีความเชื่อเป็นหลักนั้น เขาอาจจะมีสิ่งเหล่านั้น ที่เรียกว่า ด๊อกม่า เซตเติล ออพพินเนียน (Dogma, Settled Opinion) คือมติที่เขาตั้งไว้อย่างเด็ดขาด ตายตัว ไม่ให้วิพากษ์- วิจารณ์ ไม่ให้แย้ง อย่างนี้พุทธศาสนามีไม่ได้ แม้ว่าเราจะมา ประชุมกัน เอาหลักพระไตรปิฎกทั้งหมดมาคัดเลือกเฟ้นแล้ว
น.475 ๙๘ ร้อยกรอง แล้วบัญญัติเป็นประโยคเป็นคำสำหรับให้ไปท่องจำ และไปเชื่อ ให้ถือเป็นของเด็ดขาด เป็นด๊อกม่าขึ้นมา อย่างนี้ ไม่ได้ ไม่มีในพระพุทธศาสนา ขืนทำอย่างนี้ไม่เป็นพุทธศาสนา ขึ้นมาทันที นี่จึงกล่าวว่า แม้ว่าจะจัดเรียงหลักลัทธิให้ถูกต้อง ให้มีเหตุผลอย่างไรและเอามาบังคับให้เชื่อให้ถือ อย่างนี้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านได้ห้ามไว้แล้ว โดยกาลามสูตร์ว่า อย่าเชื่อผู้พูดว่า เป็นครูของเรา อย่าเชื่อว่า เพราะมีในปิฎก นี่เห็นอยู่ชัดอย่างนี้ จนกระทั่งที่ว่าออกมาจากพระโอษฐ์เองก็ยังไม่เชื่อ ขืนเอาวิธี ด๊อกมติค(Dogmatic) มาใช้ ก็ไม่เป็นพุทธศาสนาไม่เป็นพุทธ- ศาสนาที่แท้จริง กลายเป็นพุทธศาสนาใหม่ เป็นพุทธศาสนา เนื้องอก ที่ไกลออกไปอีก ดังนั้นเราไม่ต้องพูดว่า ไม่เรียน อภิธรรม จะตกนรกหรือว่าผู้ที่จะรอดตัวได้ จะต้องเรียนอภิธรรม ขืนพูดอย่างนี้เป็นด๊อกม่า เราจะต้องให้เขามองเห็นเองและ รู้จักเจาะตรงไปยังสิ่งที่เป็นความดับทุกข์ได้ แล้วเราก็ทำการ ศึกษาเล่าเรียน อย่าได้เรียกว่า อภิธรรมอย่างนั้นอย่างนี้ แล้ว ไปบังคับเขาว่า ไม่เรียนจะตกนรก ไม่ควรจะสร้างด๊อกม่าอย่างนี้ ขึ้นมาโดยปริยาย จะทำให้ไม่เป็นพุทธศาสนา ประโยคอย่างอื่น ๆ ยังมีอีก ที่ชอบพูดกันอยู่ และบังคับให้เชื่อ ไม่ควรมีในพุทธศาสนา ในวงของพุทธบริษัท อาตมามีความเห็นอย่างนี้ นี้เป็นเรื่องที่ ๙ ๑๐ ที่นี้เรื่องสุดท้าย ขอให้อภัยอย่าถือว่า เป็นเรื่องส่วนตัว อาตมาขอบอกกล่าวว่า บุคคลที่เรียกตนเองว่า พุทธทาส นั้น
น.476 ๙๙ เป็นเพียง ฝุ่นธุลีเม็ดหนึ่งในบรรดาฝุ่นธุลีทั้งหลายใต้พระบาท ของพระพุทธเจ้ามาเกิด หรือจะไม่ให้ใช้คำว่า มาเกิด ก็ดูเป็นว่า ยึดมั่นถือมั่น มันมีวัฒนาการของมันเองมาโดยไม่มีเจตนาของ ใคร ดังนั้นขอให้ถือว่า อย่าได้เพ่งเล็งในตัวอาตมาว่า เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ จะเป็นตัวดี ตัวเด่น จะเป็นผู้ที่ควรเพ่งเล็ง ควรถือว่า เป็นเพียงฝุ่นธุลีเม็ดหนึ่ง ในบรรดาฝุ่นธุลีมากมายใต้พระบาท ของพระพุทธเจ้ามาเกิด เพื่อทำหน้าที่ตามความสามารถของตน ดังนั้นไม่ต้องถือว่า อาตมาพูด เพราะว่าพระพุทธเจ้าพูดยังขอร้อง ไม่ให้เชื่อ เมื่ออาตมาพูดก็ยิ่งขอร้องไม่ให้เชื่อ ให้ถือเสียว่า ใคร พูดก็ได้ เพียงแต่ขอให้เอาไปคิดดูว่า เผื่อมันจะมีประโยชน์บ้าง เท่านั้นเอง มีเพียงเท่านั้นเอง ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรที่จะต้องเกี่ยวข้อง กับอาตมาในบรรดาเรื่องที่พูดไปแล้วทั้งหมดนี้ เพราะอาตมา ได้กล่าวว่า สิ่งซึ่งเรายังเข้าใจกันไม่ได้ คำว่าเรา หมายถึงว่า พวก เราพุทธบริษัททุกคนทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ถ้ามี ฉะนั้นเราไม่ต้องถือว่า เป็นเรื่องของใครเป็นเรื่องที่ พวกเราจะ ต้องนึกในข้อที่ว่า ความขัดแย้งต่าง ๆ นั้นเป็นอุปสรรคแห่ง การตั้งอยู่ หรือความเจริญรุ่งเรืองของการปฏิบัติธรรม หรือ การตั้งอยู่ของพระศาสนา เราจะเห็นได้ว่าข้อขัดแย้งนี้เป็น อุปสรรคอย่างยิ่ง การวิวาทนี้เป็นสิ่งเลวร้ายอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้า ตรัสว่า เอว์ สงวฑฺฒาหิ ตสฺส ภควโต ปริสา บริษัทของพระผู้มี พระภาคเจ้าเจริญได้ด้วยอาการอย่างนี้ ยทิทํ อญฺญมญญวจเนน ยทิทํ อญฺญฺญฺญ อุฏฐาปเนน คือการว่ากล่าวตักเตือนกันได้ และยังกันและกันให้ออกจากโทษ หรืออาบัติได้ สิ่งใดเป็นความชั่ว
น.477 ๑๐๐ ต้องช่วยกันดึงกันออกมาให้ได้ และว่ากล่าวชี้แจงพูดจากันได้ เดี๋ยวนี้เราพูดจาชี้แจงกันไม่ได้ พวกมหายานมีมติไปอย่างหนึ่ง พวกเถรวาทมีมติไปอย่างหนึ่ง ล้วนแต่เป็นอุปาทานทั้งนั้น พุทธศาสนาแท้จริงนั้น ไม่เป็นเถรวาทไม่เป็นมหายาน ขอย้ำ อีกครั้งหนึ่ง ฝากไว้อย่างมั่นคงว่า พุทธศาสนาแท้จริงของพระ- พุทธเจ้านั้นไม่ใช่เถรวาท ไม่ใช่มหายาน เถรวาทก็เพิ่งเกิด และเพิ่มเติมอะไรมากขึ้น ๆ ตามแบบของเถรวาทมหายานก็ เพิ่งเกิดและเกิดหลังมาอีก แล้วก็แก้ไขเพิ่มเติมอะไร ตามแบบ ของมหายาน แต่ว่าด้วยเจตนาดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย นี้ข้อขัดแย้ง มันมีเพราะอุปาทาน เป็นตัวกู เป็นของกู เป็นตัวเขา เป็นตัวเรา ขึ้นมา เลยไม่สามัคคีกัน พระพุทธศาสนาก็ไม่เจริญรุ่งเรืองเท่าที่ ควรจะเจริญรุ่งเรือง ทีนี้ลัทธิต่างๆ เกิดขึ้นมาก็เพราะความเห็น ขัดแย้งกัน ในบรรดามหายานก็แตกแยกออกไปเป็นหลายสิบ ลัทธิ ในฝ่ายเถรวาทก็ยังมีแตกแยก จนกระทั่งเปลี่ยนแปลงแบ่ง เป็นนั่นเป็นนี่ไป ไม่สมัครสมานสามัคคีกันได้ เพราะสิ่งที่ยัง เข้าใจผิดกันอยู่ เรียกว่าสิ่งที่ยังเข้าใจผิดกันอยู่นี้ ก็ดูพอจะทำเนา แต่ทีนี้เรื่องจะไม่เป็นอย่างนั้น เรื่องจะเป็นถึงว่า สิ่งที่รู้สึกว่า ยังเข้าใจกันไม่ได้ในเวลานี้ อย่างไร ๆ เสียเราก็ยังอาจจะเข้าใจ กันไม่ได้ นี้มันจะเลยไปอีกว่า เรายังไม่อาจจะเข้าใจกันได้ไปอีกนาน จนกระทั่งตายไปจากกัน จนกระทั่งศาสนาล่มจมไปด้วยกัน เราก็ยังเข้าใจกันไม่ได้ นี่แหละทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่อาตมาเรียกว่า สิ่งที่รู้สึกว่า เรา ยังไม่อาจจะเข้าใจกันได้ หรือยังเข้าใจผิดกันอยู่ ทั้งหมดนี้อาตมา
น.478 มิได้หมายความว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด ใครถูกใครผิด อาตมา ถูกหรือผิดหรือคนอื่นคนใดถูกหรือผิด อย่างที่ได้กล่าวแล้ว ข้างต้น ขออย่าได้นึกว่า ใครถูก ใครผิด เป็นอันขาด, นั้นเป็น เรื่อง กิเลส ตัณหา อุปาทานโดยตรง ขอให้นึกแต่ว่าสิ่งใดถูก หรือสิ่งใดผิด หรือว่า อย่าไปนึกว่า สิ่งใดถูกสิ่งใดผิด ก็ให้นึก แต่เพียงที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการ และนึกว่า สิ่งใดดับทุกข์ สิ่งใดไม่ดับทุกข์ ความรู้ ความคิด การประพฤติ การปฏิบัติ อย่างไรดับทุกข์ อย่างไรไม่ดับทุกข์ นี้ในบรรดาสิ่งที่ตรงกันข้าม เป็นคู่ ๆ เท่าที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้มีความคิดในแง่ไหน มี การกระทำอย่างไร จึงจะเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ นั้นแหละจะ ได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง จากการที่เราได้พบกัน ดังนั้นการกล่าว ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องที่ขอร้องให้เอาไปพิจารณา เลือกเองว่า อย่างไหนจะเป็นประโยชน์กว่ากัน เลิกล้างการตั้งต้นเป็นปฏิปักษ์ ต่อกัน โดยไม่มีส่วนเหลือ โดยประการทั้งปวง อาตมารู้สึกว่า การบรรยายนี้พอสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยายลง เพียงเท่านี้
น.479 คติพจน์ จงทำงาน ทุกชนิด ด้วยจิตว่าง ยกผลงาน ให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที ฯ ― หมายเหตุ :- ทำงานด้วยจิตว่าง คือทำงานด้วยความคิดที่เฉลียวฉลาด แต่ปราศจากความรู้สึก หรือความสำคัญมั่นหมาย เป็น "ตัวกู" หรือ "เพื่อกู"; ได้แก่การ "ทำงาน เพื่องาน" ตามหลักจริยธรรมสากลนั่นเอง. ยกผลงานให้ความว่าง คือ ได้ผลงานมาเท่าไรและอย่าง ไร ก็ยกให้ "ภาวะแห่งความว่างจากเจ้าของ" ไม่มีความหมายมั่น ใว้ว่า "ของ กู". เนื่องจากทุกสิ่งเป็นสมบัติของธรรมชาติ กำลังเป็นไป ตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ, ว่างจากตัวตน ทั้ง ผู้กิน และ สิ่งที่ถูกกิน, ดังนั้น การกิน เป็นสิ่งที่มิได้ โดยที่ไม่มีผู้กิน อยู่ตามธรรมชาติ แล้ว. เมื่อยกผลงานให้ความว่างได้แล้ว การกินอะไรในขณะนั้น ก็คือการ กินอาหารของความว่าง อยู่ ในตัวมันเอง โดยแน่นอน. จิตว่าง จากความรู้สึกว่า "ตัวกู - ของกู" มาแล้วแต่ หัวที ความตายจึงมีไม่ได้มาแล้ว แต่หัวที; จิตว่าง จึง ไม่มีวันรู้จักกับความตายเลย; ไม่มี "ตัวกู" สำหรับจิต ว่าง จนตลอดเวลาที่ว่าง; แล้วแต่ว่า จะเป็นความว่างชั่ว- คราว หรือว่างอย่างถาวร. พุทธทาส อินฺทปญฺโญ โมกขพลาราม, ไชยา ๑๔ ส.ค. ๒๕๑๐
Buddhadasa