น.480 ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายธรรมะในวันนี้ เป็นการบรรยายที่คาบเกี่ยวกันกับ การบรรยายที่อาตมาได้เคยบรรยายที่นี่สองครั้งที่แล้วมา ขอ ทบทวนความจำแด่ท่านทั้งหลายที่เคยมาฟังในคราวก่อนอีก ครั้งหนึ่งว่า ในการบรรยายครั้งที่หนึ่งนั้นซึ่งเป็นการอภิปราย ธรรมะด้วยกัน ได้ให้หัวข้อที่จะบรรยายไว้สามข้อ - หัวข้อที่ ๑ งานคือการปฏิบัติธรรม หัวข้อที่ ๒ การทำงานด้วยจิตว่าง และ หัวข้อที่ ๓ หมวดธรรมที่จะพึงใช้ในการทำงานด้วยจิตว่าง;
น.481 ๑๐๔ แต่แล้วในที่สุด การบรรยายครั้งที่ ๑ นั้น ก็บรรยายได้ หรืออภิปรายได้เพียงหัวข้อเดียวคือ งานคือปฏิบัติธรรม: แม้ ในการบรรยายครั้งที่ ๒ อภิปรายครั้งที่ ๒ ซึ่งตั้งใจไว้ว่า จะกล่าว ให้จบอีกทั้งสองหัวข้อที่เหลือก็เป็นไปไม่ได้ ; การบรรยาย ครั้งที่ ๒ ก็ได้แต่กล่าวถึง การทำงานด้วยจิตว่าง แต่ภายใน หัวข้อเรื่องว่า "เราจะถือพุทธศาสนากันอย่างไร" โดยใจความก็ คือ การที่เป็นอยู่หรือการทำงานด้วยจิตว่างนั้น คือวิธีเราจะถือ พุทธศาสนาให้-ลัดได้-ตรงได้, ให้ได้ประโยชน์เต็มที่ หัวข้อที่ ๓ ก็ยังคงเหลืออยู่จนกระทั่งบัดนี้ คือ หัวข้อที่ว่า หมวดธรรม อันจะพึงใช้ในการทำงานด้วยจิตว่าง: ดังนั้นจะต้องทบทวน ความจำ และความเข้าใจ อีกสักเล็กน้อย ที่ว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นหลักสำคัญ ที่สุด ; ให้ถือว่าการประพฤติถูกต้องในหน้าที่การงานนั้นคือ การปฏิบัติธรรม และก็งานนั้น ก็เพื่อการปฏิบัติธรรม และ งานนั้น ก็ เพื่องานนั่นเอง ไม่ใช่เพื่อตัวเราหรือเพื่อของเรา ถ้าทำความ เข้าใจได้อย่างนี้ การงานนั้นจะกลายเป็น การปฏิบัติธรรม พร้อมกันไปในตัว พร้อมกับการได้รับประโยชน์จากการงาน เป็นการก้าวหน้าในทางธรรม พร้อมกันไปกับการก้าวหน้าใน การประกอบอาชีพ, หรือการดำรงชีพ การเป็นอยู่ทุก ๆ อย่าง, นี่แหละคือใจความสำคัญของการบรรยายในครั้งแรก มี ก ใ 6 2 แ 2 ข ต แ เ แ P ใ 1 ข " 1 ไ ก
น.482 ๑๐๕ ในครั้งที่สองที่ว่า ทำงานด้วยจิตว่าง นี้หมายความว่า ธรรมะมีไว้ให้คนเราประกอบการงานได้สำเร็จได้เต็มที่ และ ไม่ต้องเป็นทุกข์ ดังนั้น จึงมีระเบียบวิธีปฏิบัติ ชนิดที่จะทำให้ การงานนั้นไม่เป็นทุกข์ ถ้าเราทำด้วยจิตวุ่น ตามปรกติชาวโลก ตามธรรมดาสามัญแล้ว งานนั้นจะเป็นทุกข์ จะไม่รู้สึกสนุก และเพราะจิตใจวุ่นนั้นเอง งานนั้นจะไม่ได้ผลดีเต็มที่ เพราะฉะนั้น เราจึงมีอุบายวิธีจะเรียกว่าเคล็ด หรืออะไรก็สุดแท้ สำหรับงาน ให้ไม่เป็นทุกข์ ให้ได้ผลเต็มที่และอันนี้เอง เป็นความมุ่งหมาย ของสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ” หรือ พระธรรม หรือ พระพุทธ ประสงค์ พระพุทธองค์ตรัสรู้ขึ้นมาในโลกเพื่อช่วยสัตว์โลก แล้วก็ช่วยตรงไหน ก็ช่วยตรงที่ไม่ให้มีความทุกข์ให้มีความทุกข์ น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ และมีความมุ่งหมายที่จะช่วย ไม่ให้ มีความทุกข์เลย เพราะฉะนั้นพุทธบริษัทจึงมีการศึกษาและ การปฏิบัติ ต่างจากพวกที่ไม่เป็นพุทธบริษัท เป็นธรรมดา แม้แต่การงาน ก็ยังทำด้วยจิตอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่จิตของ คนธรรมดาสามัญ ที่ไม่ได้รับการอบรมในทางธรรม อาตมาได้ ให้หัวข้อว่า “ทำงานด้วยจิตว่าง" ทีนี้ ปัญหาเรื่องจิตว่างนี้ยังค้างคาอยู่มาก จะเป็นเพราะว่า พูดไม่ละเอียดชัดเจน หรือว่า เพราะผู้ฟังไม่อาจจะเข้าใจก็สุดแท้ ; มีความเห็นที่ขัดแย้ง เพราะความเข้าใจกันไม่ได้อยู่หลายอย่าง
น.483 ๑๐๖ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยกันถึง ความหมายของคำว่า "จิตว่าง” อีกบ้างตามสมควร ในการบรรยายครั้งนี้ จึงจะสามารถ บรรยายหัวข้อที่สามได้ อาตมาจึงขอโอกาสในเบื้องต้นนี้ ทบทวน ความเข้าใจ ที่เกี่ยวกับคำว่า "จิตว่าง" อันแรกที่สุด ขอให้ระลึกว่า คำว่า "ความว่าง" หรือ "จิตว่าง” นี้เป็นเรื่องของบุคคลที่มีสติปัญญา พระพุทธเจ้า ท่านสอนเรื่องนี้ โดยการตรัสรู้ของพระองค์ ตรัสรู้ถึงที่สุด แล้วก็สอนสัตว์ที่มีอุปนิสัยพอสมควร ที่เรียกว่า เนยุยบุคคล คือคนที่พอจะเข้าใจได้ ดังนั้นทำให้เรานึกเลยไปถึงว่า :- สิ่งที่เรียกว่า ศาสนา-ศาสนา ในโลกนี้ อย่างน้อยก็มีอยู่ ด้วยกันสองแบบ คือ ตรงกันข้าม ศาสนาแบบหนึ่งอิงศรัทธา- คือความเชื่อ, ฟังจากผู้อื่น, และเชื่อตามผู้อื่น, และอาศัยผู้อื่น เป็นที่พึ่ง อย่างนี้ก็มีอยู่ในโลกหลายศาสนาหรือหลายแบบ ส่วนศาสนาอีกแบบหนึ่งนั้น อิงปัญญาเชื่อตัวเอง เห็นด้วยตนเอง และพึ่งตนเอง พุทธศาสนาอยู่ในพวกหลังนี้ ดังนั้น เรื่องความว่าง ในพระพุทธศาสนานี้เป็นเรื่องของปัญญา ไม่ใช่เป็นเรื่องของ ความเชื่อ เมื่อพูดมาถึงเรื่องของศาสนาสองแบบ คือศาสนาที่อิง ความเชื่อ กับศาสนาที่อิงปัญญาอย่างนี้แล้ว อาตมาก็จะถือโอกาส เลยไปพูดถึง อาการที่เชื่อตนเอง เห็นของตนเอง, ทำของตนเอง
น.484 ๑๐๗ และพึ่งตนเองนี้สักหน่อย เพื่อจะช่วยให้เข้าใจเรื่อง ความว่าง ดีขึ้น และยังเนื่องถึงอีกข้อหนึ่ง ซึ่งในการอภิปรายสองครั้งที่ แล้วมา ไม่ได้ทำความเข้าใจกันกับอาจารย์คึกฤทธิ์ฯ คือข้อที่ อาจารย์คึกฤทธิ์ฯ เสนอว่า ในพุทธศาสนานี้ ควรจะมีด๊อกม่า (Dogma) กันขึ้นเสียที เรื่องด๊อกม่า (Dogma) นี้ อาตมารู้สึกว่า มีความเห็น ตรงกันข้ามโดยประการทั้งปวงกับอาจารย์คึกฤทธิ์ฯ เพราะฉะนั้น จึงไม่เอ่ยถึง จึงไม่ได้แสดงความคิดเห็น เป็นการอภิปราย เพราะเห็นอยู่ว่า เข้าใจผิดอย่างตรงกันข้าม ไม่เหมือนกับเรื่อง บางเรื่อง หรือเรื่องอื่น ๆ ซึ่งเข้าใจตรงกันบ้าง หรือผิดกันบ้าง ก็เล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับเรื่องด๊อกม่า (Dogma) นี้ จะพูดถึงพอเป็นเครื่อง ช่วยความเข้าใจสำหรับท่านทั้งหลาย ให้ทราบว่าในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาอิงปัญญานั้น สิ่งซึ่งเรียกว่าด๊อกม่า (Dogma) หรือ (Dogmatic System) นี้มีไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของศาสนาที่อิง ความเชื่อ เกี่ยวกับคำ ๆ นี้ เข้าใจได้ง่าย ในเมื่ออาตมาจะยกตัวอย่าง ว่า; เมื่อ ๒๐ กว่าปีมาแล้ว อาตมาได้อ่านหนังสือข่าว ที่มีผู้สัมภาษณ์ ฝรั่งชาวต่างประเทศที่เข้ามาถือพุทธศาสนา : เขาถามฝรั่งนั้นว่า ทำไมจึงเปลี่ยนจากศาสนาเดิม มาถือพุทธศาสนา ฝรั่งคนนั้น
น.485 ๑๐๘ ตอบว่าเพราะเบื่อด๊อกม่าเสียเต็มที จึงได้ละจากศาสนาเดิมมา สู่พุทธศาสนา สิ่งที่เรียกว่า ด๊อกม่า (Dogma) นั่นก็คือ มติที่องค์การที่ ทรงอำนาจของศาสนานั้นบัญญัติขึ้นให้ถือกันอย่างที่ไม่ให้ วิพากษ์วิจารณ์แต่ประการใด ให้เชื่อให้ยอมรับด้วยอำนาจหรือ Authority ของศาสนานั้น, เขาเรียกว่า Settle opinion: แปลว่า มติอันนี้ตายตัว; และก็ตั้งไว้อย่างที่เรียกว่าผูกขาด ให้นึกถึง คำว่าด๊อกม่า (Dogma) หรือ Dogmatic ในภาษาพูดธรรมก็แล้วกัน คือ การพูดอย่างปิดปากคนอื่น อย่างที่เรียกว่า โอหัง (Arrogancy) คือว่าพูดได้ มีอำนาจพูดได้ข้างเดียว คนอื่นพูดด้วยไม่ได้นี่แหละ Dogmatic นี้ ถ้ามาว่าเป็นด๊อกม่าทางศาสนา ก็คืออำนาจของ โบสถ์นั้น บัญญัติอะไรไว้ตายตัวแล้ว ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์; เพราะฉะนั้นลัทธิมีด๊อกม่า (Dogma) นี้มีได้แต่ในศาสนาที่อิง ความเชื่อเป็นหลัก, เชื่อผู้อื่นจะเป็นพระเจ้าหรืออะไรก็ตาม, แล้วก็ต้องพึ่งผู้อื่น, ซึ่งจะเป็นพระเป็นเจ้าหรืออะไรก็ตาม, มี ความเห็นของตัวไม่ได้ ต้องเห็นตามที่ได้สอนไว้ และได้วางไว้ เป็นหลักให้เชื่อ ทีนี้, พุทธศาสนาเป็นเรื่องของศาสนาที่อิงปัญญา, อิง สติปัญญาของตัวเอง อย่างหลักเรื่อง กาลามสูตรเป็นต้นนั่นแหละ เป็นเครื่องห้ามกันไม่ให้มีสิ่งที่เรียกว่าด๊อกม่า (Dogma) ขึ้นมาได้ 3
น.486 ๑๐๙ ในศาสนาประเภทที่เป็นศาสนาปัญญา แม้แต่พระพุทธเจ้า ท่าน ก็ยังตรัสว่า: อย่าเชื่อฉัน ต้องฟังดูว่า พูดอย่างไร มีเหตุผล อย่างไร, เข้าใจ, มองเห็นแล้วจึงเชื่อ, กลายเป็นเชื่อผู้นั้นเอง สาวกของพระองค์ เช่นพระสารีบุตร ก็ยืนยันกับพระพุทธเจ้า อย่างนั้น ในที่เฉพาะพระพักตร์; พระพุทธเจ้าก็สาธุอย่างยิ่ง ว่า เป็นการกระทำที่ถูก ศาสนาที่อิงความเชื่อ กับที่อิงปัญญา ต่างกัน อยู่อย่างนี้; เพราะฉะนั้นเรื่องจิตว่างนี้เป็นใจความแท้ของ พุทธศาสนา จะทำไว้ในรูปของด๊อกม่าไม่ได้; ท่านจะต้องไปคิด จนเห็น, จนเข้าใจ, จนใช้ประโยชน์ได้ด้วยตนเอง อธิมกจ เราต้องเตรียมตัวที่จะเป็นพุทธบริษัทด้วยการใช้ปัญญา ไม่ใช่ด้วยการใช้ความเชื่อ แม้ว่าในพุทธศาสนานี้ จะมีคำว่า ศรัทธาคือความเชื่อ แต่คำว่า "ความเชื่อ" นั้นผิดกัน มีความ- หมายผิดกัน ความเชื่ออย่างหนึ่ง เชื่อตามที่ผู้อื่นบัญญัติไว้ กล่าวไว้อย่างที่กล่าวมาแล้วในศาสนาที่มีด๊อกม่า; ส่วนใน พุทธศาสนานี้ ต้องเชื่อหลังจากปัญญา, เมื่อได้ใช้ปัญญาของตน พิจารณาไปโดยทั่วถึง เข้าใจแล้วจึงเชื่อ, เมื่อยังไม่เข้าใจ ไม่ต้อง เชื่อ ปัดทิ้งไว้ก่อน ทำความเข้าใจกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าใจ แล้วจึงเชื่อ: เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า "ศรัทธา" นี้ จึงต่างกัน กับความเชื่อชนิดที่เชื่อทันทีหรือเชื่อตามผู้อื่น ส่วนข้อที่ พุทธ- บริษัท อุบาสก อุบาสิกาบางพวกเชื่อพระพุทธเชื่อพระธรรม
น.487 ๑๑๐ เชื่อพระสงฆ์ เชื่อกรรม เชื่ออะไรดายไปก่อน โดยไม่มีปัญญานั้น นั่นมันเป็นความจำเป็นของบุคคลนั้น ไม่ใช่หลักของพุทธศาสนา เลย แม้แต่ประการใด, เขาไม่เข้าใจ แต่เขารักที่จะเชื่อ เขารักที่ จะเกี่ยวข้องด้วย เขาก็เชื่อ แต่ ความเชื่อนั้นไม่สำเร็จประโยชน์ อันใด บางทีกลับกลายเป็นกรงขังวิญญาณของบุคคลประเภทนั้น ให้ตายด้านอยู่เพียงเท่านั้น; เพราะเขาไม่สามารถ จะทำให้เป็น ไปในรูปของปัญญา ฉะนั้นจึงเรียกว่า ความเชื่อในพุทธศาสนานั้น ไม่เหมือนกับความเชื่อในลัทธิฝ่ายที่เรียกกันว่า ศาสนาที่อิง ความเชื่อ ความเชื่อของพุทธบริษัทอยู่ในศาสนาที่อิงปัญญาเป็นหลักนี้ เราก็จะต้องใช้ปัญญา อย่าได้เชื่ออาตมาหรืออย่าได้เชื่อใคร ๆ หรือแม้แต่พระพุทธเจ้าเอง อาตมากล้าพูดอย่างนี้ ก็พูดตาม พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ท่านจงเป็นอิสระในการที่จะคิดจะ นึกจะพิจารณา จะเข้าใจ ในข้อปฏิบัตินั้น ๆ และมีหลักในการ ที่จะพึ่งตัวเองเสมอ ที่เรียกว่า "พึ่งตัวเอง" นี้ก็เหมือนกัน ยังฟังเข้าใจผิดกัน อยู่มาก ส่วนมากก็ได้ยินได้ฟังประโยคที่ว่า อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน, ซึ่งเป็นพุทธภาษิต; แต่ คนก็ไม่เข้าใจ ยังร้องว่า "พึ่งพระพุทธเจ้า, พึ่งพระธรรม, พึ่งพระสงฆ์" อยู่นั่น; นั่นก็เพราะไม่เข้าถึง พระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์, จริง ๆ
น.488 ๑๑๑ นั่นเอง หมายความว่า. - ตนเองได้ทำตนเองให้มีจิตใจเหมือน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจิตใจที่เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จิตใจนั้นก็เป็นที่พึ่งให้แก่ตน, นี้คือการที่เรียกว่า "พึ่งตน" พระพุทธเจ้าท่านทรงเป็นผู้ชี้ทางให้เราพึ่งตน, หนทางที่ ท่านชี้นั้นประเสริฐไม่มีใครเสมอเหมือน และท่านก็ทรงปัด ออกไปว่า ไม่ใช่ว่า ให้พึ่งท่าน แต่ให้พึ่งตน นี้เราจะมองเห็น ความประเสริฐที่สุดของพระพุทธเจ้า ที่ท่านไม่ต้องการอะไร ที่จะเอาบุญเอาคุณอะไรแก่พวกเรา ปล่อยให้เป็นอิสระ ที่จะคิด จะวินิจฉัย จะวิพากษ์วิจารณ์แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง; แล้วก็ มองเห็นจริงได้เท่าไร ก็เชื่อตนเอง แล้วก็ทำเองแล้วก็ได้ผลเอง แล้วก็เป็นที่พึ่งแก่ตนเอง ที่นี้ เรื่อง จิตว่าง เป็นอันว่าปัดศรัทธาทิ้งออกไปได้เลย ไม่ต้องเชื่อ ; ท่านจงมีอิสระที่จะไม่เชื่อเป็นอันขาด แต่ขอร้อง ที่จะ ให้วินิจฉัยด้วยสติปัญญาให้ดีที่สุด ให้สุดความสามารถ ของท่าน ซึ่งอาตมาจะได้ซ้อมความเข้าใจ เกี่ยวกับคำ ๆ นี้ ต่อไปตามสมควร ก่อนแต่ที่จะกล่าวถึงหมวดธรรม ที่จะพึงใช้ ในการทำงานด้วยจิตว่าง ถ้าเรารู้เรื่องจิตว่างดี เราก็ทำงาน ด้วยจิตว่างได้ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ จิตว่าง, หรือคำ ๆ นี้มีอยู่หลาย ๆ แง่ หลาย ๆ มุม: อาตมาจะประมวลเอามาเท่าที่เห็นว่าจำเป็น :-
น.489 ๑๑๔ ทางความคิดแก่ท่านทั้งหลาย ที่จะไปคิดดูเอาเองว่า จะมีคำไหน ที่เหมาะกว่า คำว่า จิตว่าง ที่จะเอามาใช้เรียกจิต ในขณะที่ไม่มี ความรู้สึกว่า เป็นตัว หรือว่า อะไรเป็นของของตัว; เพราะฉะนั้น อาตมาจึงได้ใช้คำ ๆ นี้ เพื่อประหยัดเวลาของพวกเรา ในการที่ จะเข้าใจ, เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย เข้าใจได้เร็ว; แต่ อาจจะเนื่องจาก เป็นคำใหม่ สร้างความตื่นเต้นให้แก่ท่านทั้งหลายเกินไป ก็เลย ยังเข้าใจไม่ได้ นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เท่าที่อาตมาได้พยายาม ใคร่ครวญอย่างยิ่ง แล้วเห็นว่าเรียกอย่างนี้ ถูก ตรง ทั้งโดย คำพูด-คือพยัญชนะ และทั้งโดยความหมาย-คืออรรถ; โดย ตัวหนังสือก็ตรงตามเรื่อง โดยความหมายก็ตรงตามเรื่อง เพราะ- ฉะนั้น จึงได้เรียกว่า "จิตว่าง" หรือใช้คำ ๆ นี้ เรียกจิตชนิดนี้. เรื่องถัดไป, เรื่อง ที่มาของเรื่องความว่างหรือจิตว่าง นี้. นี่แทบจะไม่มีปัญหาอะไร อาตมาก็เคยบอกหลายครั้งหลายหน แล้ว แต่บางท่านอาจจะไม่สนใจ ดังนั้น จึงต้องนำมากล่าวใหม่ คือ :- ข้อที่มีบุคคลเป็นฆราวาสกลุ่มหนึ่ง ไปเฝ้าพระพุทธองค์ แล้วทูลแก่พระพุทธองค์ว่า "ขอพระองค์จงแสดงธรรม ซึ่งเป็น ประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนาน; พวก ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นฆราวาสครองเรือนแออัดอยู่ด้วยบุตรภรรยา ลูบไล้กระแจะของหอม; ขอพระองค์จงแสดงสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนาน" โสดดาริกากิลคอลส์ว่า
น.490 ทรงแสดงเรื่อง "สุญฺญตา" โดยหัวข้อที่สุด เป็นใจความว่า .- เย เต สฺตฺตฺตา - สูตรทั้งหลายเหล่าใด ตคาคต ภาสิตา - อันเป็นคำที่ตถาคตได้ภาษิตไว้ คมภีรา - ลึกซึ้ง คมฺภีรตฺถา - มีอรรถอันลึกซึ้ง โลกุตฺตรา - อยู่เหนือโลก สุญฺญตปฺปฏิสงยุตฺตา - ประกอบอยู่ด้วยความว่าง นี่แหละ ตามตัวบาลีเป็นอย่างนี้ โดยใจความ ก็คือว่า :- ให้ฆราวาสเหล่านั้นสนใจในคำสอน ที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติไว้เอง ที่กล่าวถึงเรื่องเหนือโลก หรือ สูงขึ้นไปกว่าโลก อันเป็นเรื่องลึกซึ้ง และมีเนื้อความ มีอรรถ อันลึกซึ้ง ประกอบเฉพาะอยู่ด้วยเรื่องความว่าง และขยายความ ออกไปอีก, พระองค์ทรงขยายความว่า ข้อความที่จะกล่าวกัน ต่อไปในโอกาสหลัง คือวิจิตรไพเราะด้วยตัวอักษร ชวนให้ฟังนั้น ล้วนแต่ไม่ประกอบด้วยสุญฺญตา-คือความว่าง แต่ว่าคนจะ ชอบเรื่องชนิดนั้นกันมากขึ้นทุกที และเรื่องชนิดนั้นไม่ใช่เรื่อง ที่ตถาคตกล่าว ผมโดนคู่ ใจ
น.491 ได้ตรัสไว้ว่า ถ้าเป็นคำกล่าวของพระองค์ จะต้องกล่าวถึงเรื่องสุญญตา-คือความว่าง :ถ้าเป็นเรื่องคนอื่น กล่าว เขากล่าวกันอย่างตามใจชอบ ตามที่จะรู้สึกว่า ไพเราะ สนุกสนาน, หรือว่า มีรสมีชาติในทางใช้ความคิด เป็นนักปราชญ์ หรืออะไรก็ตาม แล้วเขาก็ไม่กล่าวเรื่อง สุญญตา ว่า อันนี้แหละ เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่ท่านทั้งหลายตลอดกาลนาน, คือเรื่องสุญญตานี้ เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์แก่ฆราวาสทั้งหลาย ตลอดกาลนาน นี้ ไม่ควรจะเป็นปัญหาอีกแล้ว เพราะคำถามก็ได้ ถามตรง ๆ คำตรัสของพระพุทธองค์ก็ได้ตรัสตรง ๆ แก่คนที่ เป็นฆราวาส; เพราะฉะนั้นไม่ควรจะเข้าใจไปว่า เรื่องสุญญตานั้น ไม่ใช่เรื่องของฆราวาส เป็นเรื่องของนักบวชชั้นสูง หรืออะไร ทำนองนั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เรื่องสุญญตา-ความว่าง นี้มีใจความหรือมีเนื้อความ มีความหมายกว้าง ใช้ได้แก่คนทุกพวก ทุกระดับ แม้ที่เป็น ฆราวาส; เพราะเหตุใด จึงเป็นอย่างนั้น คำตอบง่ายนิดเดียว เพราะว่า เรื่องอื่นไม่ดับทุกข์ นอกจากเรื่องสุญญตาแล้ว ไม่เป็น เรื่องดับทุกข์ แลไม่ใช่เป็นเรื่องที่พระตถาคตกล่าว และไม่ใช่ เป็นเรื่องที่ชวนให้ขึ้นเหนือโลก แต่เป็นเรื่องที่ชวนให้จมอยู่ในโลก ฆราวาสก็จมอยู่ในโลกพอแล้ว ฉะนั้นเมื่อฆราวาส ต้องการอะไร ที่ดี ก็ควรจะเป็นเรื่องที่ถอนตนขึ้นมาจากความจมอยู่ในโลก; เพราะเหตุนี้เองพระพุทธองค์ จึงได้ตรัสเรื่องสุญญตา แม้แก่ ฆราวาสว่าเหมาะแม้แก่ฆราวาสที่ครองเรือน แออัดอยู่ด้วย บุตรภรรยา ลูบไล้ของหอมอย่างนี้เป็นต้น นี่เรียกว่าเป็นที่มี
น.492 ๑๑๗ ของเรื่องความว่างโดยตรง ผิดมันกันการของฝั่งผลิตได้ไม่นัง ทีนี้ ก็คือหลักทั่ว ๆ ไป จะเป็นหลักข้อไหนก็ได้ ซึ่งแสดงถึง ความที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ว่างจากตัวตน ว่างจากความเป็นของ ของตน หรือของใคร เช่น ประโยคว่า :- ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา หรือประโยคว่า :- ธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันใครๆ ไม่ควรจะเข้าไปยึดมั่น โดยความเป็นตัวตน, ของตน นี่คือ การแสดงให้ทราบว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ว่าอะไรหมด เป็นสิ่งที่ ไม่ควรไปยึดถือ ว่าเป็นตัวเป็นตน หรือเป็นของตน เพราะ มันว่างนั่นเอง แม้แต่ตัวความว่าง นั่นเองก็ไม่ควรจะยึดถือว่า เป็นตัวเป็นตน ของใคร หรือของความว่าง นั้นเอง; เป็นอันว่า สิ่งที่เรียกว่า ความว่างนี่คือ ธรรมชาติที่แท้จริง หรือ สภาวะที่ แท้จริงของสิ่งทั้งปวง เราควรจะสนใจ จนรู้จักสิ่งทั้งปวง ให้ถูกตรงตามที่เป็น จริง เราจึงจะทำอะไรถูกต้องกับสิ่งทั้งปวง ถ้าเราเข้าใจสิ่ง ทั้งปวงผิด เราจะไปจัดไปทำเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งปวงให้ถูกได้อย่างไร นี่ใจความสำคัญของสิ่งทั้งปวง ที่พาดพิงถึงมนุษย์ พาดพิงถึง ความสุข ความทุกข์ ของมนุษย์ก็คือ สภาพที่ สิ่งทั้งปวงเป็น ของว่างจากตัวตน ที่ควรยึดถือ ควรยึดมั่น ถือมั่น หรือ ความสำคัญมั่นหมายว่า ตัวเรา หรือว่าของเรา, พูดให้ชัดลงไปว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทุกสิ่งไม่ว่าอะไรหมด ว่างจากความหมาย แห่งความเป็นตัวตน หรือเป็นของของตน เดี๋ยวนี้คนธรรมดา สามัญทั่วไป คอยเพ่งเล็ง หรือจ้องจับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ส่วนหนึ่ง อยู่เสมอ ที่จะเอาเป็นตัวตนเป็นของของตน ดังนั้นจึงถือว่า
น.493 ๑๑๘ ยังไม่เข้าใจสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง แต่ด้วยเหตุนั้นแหละ จึงมี ความทุกข์อยู่บ่อย ๆ; ถ้าเราจะเข้าใจสิ่งทั้งปวงได้ เราต้องศึกษา กันในส่วนนี้ก่อน: คือส่วนที่ว่า สิ่งทั้งปวงว่างจากตัวตน ว่าง จากของของตน, ไม่ควรไปทำความสำคัญมั่นหมายในสิ่งใดว่า เป็นตัวตน, หรือเป็นของของตน; แต่แล้วเราก็เข้าไปเกี่ยวข้อง, ไปกระทำ ไปจัด, ไปทำ ต่อสิ่งนั้น ๆ โดยเหมาะสมกับที่สิ่งนั้น ๆ เป็นสิ่งที่ว่างจากตัวตน เราจึงชนะ เราจึงชนะ หมายความว่า เราไม่มีความทุกข์เพราะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ๆ; นี้เรียกว่า เราชนะสิ่งทั้งปวงด้วยวิชาความรู้เรื่องความว่าง หรือสุญญตา, นี่เรียกว่า เรื่องความว่าง นี้เป็นเรื่องที่มีหลักฐานที่มา, ซึ่งเป็น พระพุทธภาษิตโดยตรง, ทรงระบุไว้ว่า เหมาะสำหรับฆราวาส อย่างนี้ อยากรู้เรื่องนี้ด้วยตนเอง ก็ไปเปิดดูได้ใน สังยุตตนิกาย คือพระไตรปิฎกส่วนที่เป็น สุตตันตปิฎก และภาคที่เรียกว่า สังยุตฺตนิกาย มหาวารวรรค ข้อต่อไป ที่เราเข้าใจผิดกัน จนเข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้ ก็คือว่า พุทธบริษัทในประเทศไทยเรา ซึ่งเป็นประเทศที่ถือกันว่า ว่าเจริญ รุ่งเรืองโดยพระพุทธศาสนา : แต่ พุทธบริษัทส่วนมากเข้าใจอะไร บางอย่าง ไม่ตรงตามความจริงของพระพุทธวัจนะ หรือของ หลักธรรม ก็มี, เช่นเข้าใจไปว่า :- จิตนี้มีกิเลสเป็นพื้นฐาน จิตนี้มีความรู้สึกเป็นกิเลส เป็นตัวกู่ เป็นของกูอยู่เป็นพื้นฐาน ตลอดทุกลมหายใจเข้าออก เรียกว่ามีกิเลสอยู่เป็นพื้นฐาน แล้วเราเข้าไปแกะมัน ไปเขี่ยมัน ไปคุยมัน ไปเปลื้องมันทีละเล็ก ละน้อย แล้วก็ว่างจากกิเลสนั้น เป็นครั้ง ๆ คราว ๆ นิด ๆ
น.494 ๑๑๙ หน่อย ๆ ความเข้าใจอย่างนี้ถูกหรือผิด ท่านลองคิดดู: อาตมา บอกว่า จิตของคนเรานี้มีความว่าง ปราศจากกิเลสอยู่เป็น พื้นฐาน กิเลสนั้นเพิ่งมาเป็นคราว ๆ และเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นคราว ๆ ขอให้เราลองคิดดู พิจารณาดู สังเกตดู ของตัวเราเอง เป็นประมาณว่าจิตของเราว่างอยู่เป็นพื้นฐาน หรือว้าวุ่นด้วยกิเลส อยู่เป็นพื้นฐาน ถ้าเอาพระพุทธภาษิตเป็นหลัก มันก็ง่ายนิดเดียว แต่เดี๋ยวจะหาว่าเกณฑ์ให้เชื่อ บังคับให้เชื่อ หรือจะเกิดเป็น ด๊อกม่าอะไรขึ้นมาอย่างนี้ ไม่จำเป็น; แต่พระพุทธภาษิตก็มี อยู่ว่า :- ปภสุสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ ประภัสสร อาคฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิตฺถํ - แปลว่าจิตนี้เศร้า- หมองแล้ว เพราะอุปกิเลสที่เป็นอาคันตุกะเข้ามา แสดงความ นี่ตามตัวหนังสือว่าอย่างนี้ว่า จิตนี้มีธรรมชาติเป็นประภัสสร คำว่าประภัสสร คือใสกระจ่าง มีรัศมีรอบตัว ไม่มีเศร้าหมอง ไม่มีกิเลส: แต่เมื่อใดกิเลสจะเข้ามาเป็นแขก เป็นอาคันตุกะเข้ามา เมื่อนั้นก็เศร้าหมองไปขณะหนึ่ง อย่างนี้จริงหรือไม่: เป็นจริง ตามพุทธภาษิตนี้หรือไม่ ท่านลองไปเฝ้าสังเกตจิตใจของท่าน ดูเอง แล้วท่านก็ตัดสินเอาเอง อาตมาเห็นว่า นี้เป็นหลักพื้นฐาน ที่จะทำให้เข้าใจเรื่องต่าง ๆ ได้หรือไม่ได้: เพราะว่าถ้าเราถือเสียว่า จิตมีกิเลส มีความวุ่น เป็นพื้นฐานแล้ว เรื่องมันก็ต้องแปลกกันกับที่ถือว่า "จิตนี้มี
น.495 ๑๒๐ ความว่างอยู่เป็นพื้นฐาน" เพราะว่าเมื่อจิตมีความว่างอยู่เป็น พื้นฐานแล้วเราไม่ต้องทำอะไรมาก เราเพียงแต่มีสติระวัง อย่าให้ แขกขึ้นมาบนเรือนของเรา หรือว่า ถ้าแขกมาเราก็ต้องต้อนรับ อย่างที่ไม่ใช่ให้มาทำความเศร้าหมองให้แก่เรา แต่ถ้าถือเสียว่า จิตนี้มีกิเลส อยู่เป็นพื้นฐาน หรือว่าเป็นตัวกิเลสอยู่เป็นพื้นฐาน: ต้องไปแกะ ต้องไปกด ต้องไปกวาด ต้องไปล้างอะไรเป็นการใหญ่ จึงจะสะอาดขึ้นมาสักนิดหนึ่ง วันหนึ่งก็ทำให้สะอาดไปสักครั้งหนึ่ง ได้โดยยากอย่างนี้แล้ว ก็กลายเป็นว่ามีเรื่องมากมีภาระมากมี หน้าที่มาก มีความยากลำบากมาก เหมือนกับที่ท้อถอยอยู่ทั่ว ๆ ไป นี่เพียงแต่ หลักพื้นฐาน มันก็มีความสำคัญ อย่างนี้เสียแล้ว; ฉะนั้นเราจะต้องชำระสะสางความเข้าใจพื้นฐาน หรือหลัก พื้นฐานอย่างนี้กันเสียก่อน ลองคิดดูให้ดีว่า ถ้าจิตนี้วุ่น คือเศร้าหมองอยู่ด้วยกิเลส เป็นความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความอะไร ต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ เป็นความวุ่นเป็นพื้นฐานแล้ว พวกเรา ก็คงไม่ได้มีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้ หรือมานั่งอยู่ที่นี่ได้; เรา จะต้องเป็นโรคเส้นประสาท เราจะต้องวิกลจริต เราจะต้องตาย เพราะฉะนั้น จึงขอบใจความว่าง ขอบใจความว่างอย่างยิ่ง ซึ่งมี อยู่เป็นพื้นฐานซึ่งทำให้มีระยะเวลายาวพอ, ที่เป็นความพักผ่อน ที่เป็นความดำรงอยู่ได้ของจิตที่ทำให้เราไม่ต้องเป็นโรคเส้นประสาท ไม่ต้องเป็นโรควิกลจริตหรือตาย ฉะนั้นจึงต้องขอบใจความว่าง ที่ทำให้เรารอดชีวิตอยู่ได้ และมานั่งฟังกันอยู่ที่นี่ได้ ท่านทั้งหลาย ลองไปคิดดู เลยสับสนกับการจัดจิกิมนเออิ่ม ๆตามมาจุมพิมบิ๊ก
น.496 จะต้องทราบต่อไป ที่เป็น หลักพื้นฐาน ก็คือว่า เมื่อจิตมีธรรมชาติประภัสสร อย่างนี้แล้ว มันหมายความว่า อย่างไร? ประภัสสร หมายความว่ามี รัศมีรอบตัว ใสกระจ่าง อย่างนี้ก็แปลว่า จิตที่ยังไม่ถูกกิเลสเป็นอาคันตุกะ เข้ามาครอบงำ นั้น จิตนั้นเป็นประภัสสร, จิตนั้นสมบูรณ์อยู่ด้วยความหมาย ของคำว่า จิต หรือของคำว่า มโน, มโนธาตุ, จิตตธาตุ วิญญาณ ธาตุ ธ-1-ตุ- ซึ่งแปลว่า ธาตุ ความหมายของคำว่าจิต ว่า มโน อะไรเหล่านี้ ในฐานะที่เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ก็คือมีคุณสมบัติ รู้, รู้. รู้ได้อยู่ในตัวเอง แต่เมื่อใดมันเสียคุณสมบัติแท้ของมัน มันจึงไม่รู้ เช่น อวิชชาครอบงำ กิเลสครอบงำ มันก็สูญเสีย คุณสมบัติเป็นรู้ผิด หรือไม่รู้; ถ้ามันมีความเป็นอิสระ เป็น ประภัสสร มันมีส่วนที่จะรู้และวิวัฒนาการขึ้นไปตามลำดับ จนรู้ถึงที่สุด เพราะฉะนั้น เราจึงมองเห็นได้โดยไม่ต้องเชื่อ คนอื่นว่า- "ในขณะที่จิตเราว่าง โปร่งแจ่มใส ไม่มีกิเลสรบกวน นั้น เป็นจิตที่สมบูรณ์อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นจิตที่สมบูรณ์ เต็มเปี่ยมอยู่ด้วยปัญญา สมบูรณ์อยู่ด้วยปกติภาวะหรือปกติภาพ ของมันเอง; เมื่อจิตนี้อยู่ในปกติภาพของมันเองแล้ว สมบูรณ์ อยู่ด้วยสติปัญญา สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ ท่านลองไป เปรียบเทียบดูว่า เวลาที่เรามีจิตว่าง โปร่ง มีปัญญาอย่างไร มีสัมปชัญญะอย่างไร; พอจิตเราวุ่นวาย เราสูญเสียสัมปชัญญะ สูญเสียปัญญาอย่างไร ฉะนั้นจิตว่างกับจิตวุ่นนี้ มันจะเหมือนกัน ได้อย่างไร มันจะต้องต่างกันอย่างตรงกันข้ามเสมอ จิตที่แท้จริง ที่ควรแก่นามว่า จิต นั้น ต้องว่าง คือจิตที่
น.497 ๑๒๒ เป็นประภัสสร แต่พออาคันตุกะ คือกิเลสเข้ามาครอบงำเสียแล้ว สูญเสียการเป็นจิตแล้วเราก็ไม่ควรจะเรียกว่าจิต มันเป็นเพียง ของที่กำลังปรุงแต่ง กระวนกระวาย กระสับกระส่าย อย่างใด อย่างหนึ่งเท่านั้น: ถ้าเรียกว่าจิต ก็ต้องเรียกว่า จิตวุ่น ผิดไป จากสภาพเดิม เหมือนน้ำที่ลมเป่าให้เป็นคลื่น อยู่ในรูปของคลื่น เสียแล้วไม่ใช่น้ำที่สงบเงียบ จิตว่าง ก็คืออยู่ในปรกติเดิม ว่าง สงบ เงียบ ไม่ทุกข์ มีสติ ปัญญาเต็มที่ พวกที่เขาถือหลักอย่างนี้ อย่างรุนแรง เขาก็พูดเสียง่าย ๆ ว่า :- จิตคือความว่าง-ความว่างคือจิต ความว่างคือพุทธะ-พุทธะคือความว่าง เหล่านี้เป็นอัน เดียวกันหมด หมายความว่า เมื่อจิตมีความว่างเป็นอารมณ์นี้ ย่อมมีความเป็นพุทธะ คืออะไรได้อยู่ที่นั่น: ฉะนั้น ความว่าง กับพุทธะจึงเป็นอันเดียวกันและเมื่อจิตแท้-คือ-ขณะที่มันว่าง, ฉะนั้นความว่างก็คือจิต,-จิตก็คือความว่าง และขณะที่จิตว่าง นั้นอยู่ในธรรมชาติเดิมของมัน ประกอบอยู่ด้วย ธรรม ตรง ตามความหมาย ฉะนั้นจึงว่า .- ความว่าง คือธรรมะ-ธรรมะก็คือความว่าง- ความว่างก็คือจิต-จิตก็คือความว่าง, เป็นเรื่องเดียวกันหมด แต่อาตมาไม่ได้แนะนำให้เชื่อหรือให้ยึดถือหลักเกณฑ์เหล่านั้น โดยที่ไม่ได้พิจารณาดูให้ดีเสียก่อน; และทั้งเป็นกฎเกณฑ์หรือ หลัก ที่อยู่ในฝ่ายมหายาน คือพุทธศาสนาอย่างมหายาน; เรา ไม่จำเป็นที่จะต้องรับเอามาทันที แต่เราจะพิจารณาดูว่า มัน เกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างไร และเกี่ยวข้องกับหลักพุทธศาสนา
น.498 ๑๒๓ ฝ่ายเถรวาทอย่างไร เมื่อเอามารวม ๆ กันแล้วเป็นสามฝ่าย คือ เราด้วย พระพุทธศาสนาอย่างเถรวาทด้วย พระพุทธศาสนา อย่างมหายานด้วยแล้ว เราควรจะได้หลักเกณฑ์อย่างไร จึงจะ ช่วยตัวเองได้ ในการที่จะไม่ต้องเป็นทุกข์ พระรามนั่งคลิก เฉพาะในที่นี้ อาตมาอยากจะขอให้พิจารณาส่วนสำคัญ ในข้อที่ว่า ขณะที่จิตว่างนั้น จิตสมบูรณ์อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ สมบูรณ์อยู่ด้วยปัญญา และ อยู่ในปกติภาวะของมัน ในขณะ ที่จิตวุ่นนั้น สูญเสียสติสัมปชัญญะ สูญเสีย ปัญญา ไม่อยู่ใน ปกติภาพของมัน; ดังนั้น จิตว่าง ก็คือ จิตที่ไม่ถูกกิเลสครอบงำ และอยู่ด้วยปกติภาพเดิมของมัน คือสติปัญญา ส่วนจิตวุ่นนั้น คือจิตที่ถูกกิเลสครอบงำ สูญเสียปกติภาพเดิมแล้ว ปราศจาก สติปัญญา ปราศจากสติสัมปชัญญะโดยสิ้นเชิง เมื่อท่านเปรียบเทียบกันดู รู้จักจิตว่างเป็นอย่างไร ใน ลักษณะเช่นนี้แล้วเข้าใจว่า ท่านทั้งหลายคงจะไม่มีความขลาด ความกลัว ต่อจิตว่าง เหมือนบางคนซึ่งกลัวคำว่า "จิตว่าง" นี้ อย่างกลัวผี กลัวเสือ กลัวอะไรทำนองนั้น: เพราะเขาไม่เข้าใจ จึงมองเห็นเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะว่าเขามีตัวตนหรือความคิดเห็น เป็นไปในทางตัวตนมากเกินไป จนได้ยินคำว่าว่างแล้วก็สะดุ้ง ข้อนี้เปรียบกันได้กับพวกพรหม ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า :- "พวกพรหมพอได้ยินคำว่า ละเสียซึ่งสักกายะแล้วก็สะดุ้ง กลัวเหมือนกับความตายมาถึง" เพราะว่าพวกพรหมมีสักกายะ จัดคือมีตัวตนจัด: เพราะทะนงว่าเป็นตัวตนที่บริสุทธิ์ มีความสุข ที่สุด พอได้ยินคำว่าจงละเสียซึ่งสักการะเท่านั้น ก็รู้สึกเหมือน
น.499 ๑๒๔ จะถูกฆ่าให้ตาย เสริมเก้านิดอาทิย์นักร้องแรงประกอบกับ คนบางคน พอได้ยินคำว่า "จิตว่าง" หรือ "ความว่าง" ก็รู้สึกว่าเหมือนจะถูกฆ่าให้ตาย เพราะไม่มีอะไรที่จะเป็นตัวตน หรือเป็นของของตน: แต่ถ้าได้ทำความเข้าใจกันได้เห็นชัดว่า "จิตว่างมีลักษณะอย่างไร" เขาจะไม่กลัว และเขาจะรู้ว่า สิ่งที่ เรียกว่า จิตว่างนี้ จำเป็นเสียแล้ว, จำเป็นที่เราจะต้องรักษาให้ คงอยู่ในสภาพว่างตลอดเวลา อย่าให้วุ่นขึ้นมาได้ แล้วเราก็จะ สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ และ เราจะไม่มีความทุกข์เลย จะมีชีวิต เป็นอยู่โดยไม่ต้องมีความทุกข์เลยและมีกำลังสติปัญญาอย่างยิ่ง ที่จะทำความก้าวหน้าต่อไป: ดังนั้น จึงไม่กลัวความว่าง และไม่ เห็นว่าความว่างเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เพราะว่า ความว่างเป็น เรื่องความจริงอย่างยิ่ง ทีนี้ ลองคิดกันดู ถึงข้อแย้ง ที่มีคนเอามาให้ดูหรือบอก ให้ทราบว่า มีการแย้ง เช่นแย้งว่า "จิตว่างนี้เป็นสิ่งที่มีไม่ได้ เพราะ ว่า จิตต้องมีอารมณ์เสมอจะว่างจากอารมณ์ไม่ได้" ข้อแย้งนี้เป็นข้อ แย้งของคนที่อภิธรรมเข้าตาเกินไป จนตาฟาง. เราไม่ได้บอกว่า จิตว่างนี้ไม่มีอารมณ์ จิตว่างนี้ก็ยังมีอารมณ์อย่างน้อยที่สุดก็มี ภาวะแห่งความว่างนั้นเองเป็นอารมณ์ เช่นพระอรหันต์ก็มีภาวะ แห่งความว่างเป็นอารมณ์ หรือว่าคนเราตามธรรมดา เรามีอารมณ์ อยู่ในขณะไหน ถ้าจิตไม่ได้ยึดถืออารมณ์นั้นโดยความเป็นตัวตน หรือเป็นของของตนแล้ว ก็เรียกว่ามีความว่างเป็นอารมณ์ได้ เหมือนกัน แต่ถ้าไปยึดถือในอารมณ์นั้นว่าเป็นตัวตนหรือของตน โอยอุปาทานอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว อย่างนี้เรียกว่ามีอารมณ์ชนิด
น.500 ๑๒๕ ที่เป็นความวุ่น เราตามปกติถ้าไม่ยึดในอารมณ์ใดแม้จะกำหนด อารมณ์นั้นอยู่ก็เรียกว่า ยังเป็นอารมณ์ที่ว่างจากความยึดถือ จิตนี้ก็ยังว่างจากของของตน จิตมีสิ่งที่ไม่ถูกยึดมั่นด้วยอุปาทาน เป็นอารมณ์ แล้วเป็นใช้ได้ แม้จะมีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรเป็นอารมณ์ก็ตาม ถ้าไม่ยึดถือสิ่งนั้นโดยความเป็นตัวตน แล้วก็เรียกว่า ยังมีสิ่งที่ว่างจากความยึดถือเป็นอารมณ์ เรียก สั้น ๆ ว่า มีความว่างนั้นเป็นอารมณ์. นี่ก็เป็นอันว่า ทำความ เข้าใจกันเสียใหม่ ว่าไม่ได้กล่าวว่าจิตว่างนั้นไม่มีอารมณ์ จิตจะ ต้องมีอารมณ์นั้นเป็นธรรมดา ถ้าเป็นจิตว่าง ก็มีความว่างหรือ อารมณ์ที่ว่างจากความยึดถือนั่นแหละเป็นอารมณ์ บางคนแย้งว่า "จิตว่างหรือว่าทฤษฎี หรือการปฏิบัติเรื่อง จิตว่างนี้ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของชาวเมือง ชาวบ้าน ร้านตลาด" อย่าง นี้ขอตอบว่า ทฤษฎี หรือ การปฏิบัติเรื่องจิตว่างนี้ ยิ่งจำเป็นที่ สุดสำหรับชาวบ้าน ร้านตลาด เพราะว่าชาวบ้าน ร้านตลาดนี้ ร้อน ร้อนกว่าพวกนักบวช, ร้อนกว่าพวกที่อยู่ในป่าในดง ใคร ที่ร้อนมาก คนนั้นควรจะได้รับของเย็นมาแก้โดยเร็ว ดังนั้น แหละ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสถึงสุญญตาแก่ฆราวาสกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไปทูลถามว่าให้ใช้สุญญตาเป็นหลักปฏิบัติสำหรับเป็น ประโยชน์เกื้อกูลแก่ท่านทั้งหลายตลอดกาลนาน. เมื่อชาวบ้าน ชาวเมืองเป็นผู้ที่ร้อนมาก, กรรมกรทั้งหลายเป็นผู้ที่มีความทุกข์ ร้อนมาก เขาก็ต้องศึกษาสิ่งที่จะช่วยขจัดความร้อนนั้นออกไป; นี่ก็คือ ความมุ่งหมายของคำว่า จิตว่าง โดยแท้จริง คือมุ่งหมาย จะใช้เป็นเครื่องดับร้อนของคนที่กำลังร้อน. ผลิต ปลดออก
น.501 ว่า แย้งว่า "ความว่างหรือจิตว่างนี้เป็นเรื่องของ พระอรหันต์ จะเป็นเรื่องของปุถุชนมีกิเลสไม่ได้; เพราะว่า พระอรหันต์เป็นผู้ที่ว่างจากอุปาทาน ส่วนปุถุชนต้องมีอุปาทาน ว่างไม่ได้" นี่ก็เป็นความเข้าใจผิดอย่างเดียวกับที่กล่าวมาแล้วว่า คือต้องเข้าใจเสียให้ถูกว่า สิ่งที่เรียกว่า อุปาทานความสำคัญ มั่นหมายว่าตัวเรา ว่าของเรานั้นไม่ได้เกิดอยู่ตลอดกาล. ท่านไปคิดดูให้ดี ความรู้สึกสำคัญมั่นหมายว่าตัวกู ว่าของ กูนี้ คือกิเลส สิ่งนี้ไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลา มีความว่างจากอุปาทาน อยู่มากกว่า ที่วุ่นอยู่ด้วยอุปาทาน:ถ้าเราวุ่นอยู่ด้วยอุปาทานทุก ลมหายใจเข้าออกแล้ว เราก็เป็นโรคเส้นประสาท เป็นโรควิกลจริต และตายแล้ว อย่างเดียวกัน; หากแต่ว่า ความว่างจากอุปาทาน ตามธรรมชาติอย่างนี้ ไม่เหมือนกับของพระอรหันต์ตรงที่ว่า ของพระอรหันต์นั้น เป็นความว่างที่ถาวรเพราะท่านมีสติสมบูรณ์ ผู้ที่เป็นนักธรรมะตัวจัด ตัวยงคงจะยอมรับเป็นอันเดียวกันว่า พระอรหันต์นั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าความเป็นผู้มีสติสมบูรณ์ นี้เป็นหลักเกณฑ์ในพระไตรปิฎก สติสมบูรณ์ คือไม่ขาดระยะ; ไม่ขาดระยะ-ก็แปลว่า-กิเลส-หรือความทุกข์-หมดโอกาสที่ จะเกิดโดยสิ้นเชิง: สติสมบูรณ์อย่างนั้นคือ ความว่างสมบูรณ์ ติดต่อกันโดยสมบูรณ์ ส่วน ปุถุชนนี้ก็ว่างอยู่เป็นพื้นฐานแต่ อุปาทานมาแทรกแซงเป็นครั้งคราว เราก็มีหน้าที่ ที่จะขจัดออก ไป โดยวิธีคุมให้มันว่างอยู่เสมอ; เพราะฉะนั้นจึงมีคำสอนใน ข้อปฏิบัติเรื่องความว่าง คำว่า ความว่างหรือ จิตว่าง นี้ ไม่ได้เล็ง ถึงธรรมะ ข้ออื่น ๆ เช่นคำว่า :- ความอดกลั้น, ความข่มจิตหรือ
น.502 ๑๒๗ อะไรทำนองนั้น มีความหมายตรงตามตัวของมันเองว่า จิตที่ ว่างอยู่ด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานในขณะที่มีสติสัมปชัญญะอยู่: ไม่ปล่อยให้กิเลส ตัณหา อุปาทานเกิดขึ้น นี้เป็นสิ่งที่ต้องทำความ เข้าใจโดยตรง ที่ว่า "เราจะทำงานด้วยจิตว่าง หรือว่า จะเอาประโยชน์ อะไรจากการทำงานโดยจิตว่าง" เราควรจะนึกดูต่อไปถึงข้อที่ ว่า เราทำอะไรในขณะจิตวุ่นนั้นมันเป็นอย่างไร; เราทำอะไรใน ขณะที่จิตว่างนี้ มันแปลกกันอย่างไร; ยกตัวอย่างเช่น การพูดจา ถ้าพูดด้วยจิตว่าง มันเป็นอย่างไร, พูดด้วยจิตวุ่น มันเป็นอย่างไร, จิตวุ่น มีตัวกู มีของกู แฝงอยู่บ้าง ออกหน้ามาเลยบ้าง แล้วก็ พูดภาษาที่ไม่ใช่มนุษย์: จิตที่ว่าง ไม่มีตัวกู ไม่มีของกูนี้ พูดออก มาเป็นภาษาที่ไพเราะ เป็นภาษามนุษย์ นี่เราก็จำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจำเป็นจะต้องมีจิตว่างในการพูด ทีนี้เมื่อพูดถึง ความหวัง คนก็คิดว่า ชีวิตนี้อยู่ด้วยความ หวัง; ถูกแล้ว แต่ว่า ความหวังนั้นควรจะเป็นความหวังของ จิตว่าง ไม่ใช่ความหวังของจิตวุ่น จิตว่างประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา สติสัมปชัญญะ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วมากมาย: เพราะฉะนั้น ถ้ามีความหวังด้วยจิตว่างก็คือ หวังด้วยสติปัญญา-ด้วยวิชชา ด้วยญาณ-ด้วยปัญญา, นี่จิตว่างนี้หวังอยู่ด้วยอำนาจของสติ- ปัญญา ส่วนจิตวุ่นนั้น หวังอยู่ด้วยกิเลสตัณหา ทีนี้คนโดยมาก รู้จักแต่เรื่องความหวังอยู่ด้วยกิเลส ตัณหาจึงเข้าใจผิดไปเสียว่า ‘; -ความหวังมีแต่อย่างเดียวที่เป็นกิเลส ตัณหาเท่านั้น ; ไม่รู้ว่า ความหวังของจิตที่ประกอบด้วยสติปัญญานั้น ก็มีอยู่เหมือนกัน
น.503 ๑๒๘ เพราะฉะนั้นพึงเข้าใจกันเสียใหม่ว่า หวังด้วยวิชชา, ไม่ใช่หวัง ด้วยอวิชชา หวังด้วยวิชชาย่อมต่างกับหวังด้วยอวิชชา; วิชชา กับอวิชชา ย่อมต่างตรงกันข้ามเสมอ. เราจะมีความหวังก็ให้หวัง ด้วยวิชชา-ปัญญา-แสงสว่าง-ความรู้-สติปัญญา นี่ก็คือความ เข้าใจผิดที่เต็มไปในเมืองไทยทั่วทุกหัวระแหงก็ว่าได้; คือไปเข้า ใจหรือถือกันเสียว่าถ้าลงอยาก หรือหวังแล้วเป็นกิเลสตัณหา ทั้งนั้น จนพูดว่าถ้าอยากแล้วก็เป็นกิเลสตัณหาทั้งนั้นเป็นความ โลภทั้งนั้น นี้ผิดอย่างยิ่ง. มันต้องมีข้อเท็จจริงกันเสียก่อนว่า ความอยากนั้น อยาก ด้วยอำนาจของวิชชาหรืออยากด้วยอำนาจของอวิชชา; ถ้าอยาก ด้วยอำนาจของอวิชชา ความอยากนั้น เรียกว่าตัณหา และเป็น มูลเหตุให้เกิดทุกข์; เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในอริย สัจจ์ว่า :- ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่เรียกว่า ตัณหา ในที่นั้น คือความอยาก ที่มีรากฐานอยู่ที่อวิชชา. จงไป ท่อง ปฏิจจสมุปบาทดู เริ่มต้นด้วย :- อวิชชา-สังขาร-วิญญาณ- นามรูป-อายตนะ-เวทนา-ตัณหา อุปาทาน-ภพ-ชาติ-ทุกข์ ฯ ตัณหานี้มีรากฐานอยู่ที่ อวิชชา; แต่ทว่า ความประสงค์หรือ ความต้องการที่มิได้มีรากฐานอยู่ที่อวิชชา แต่มีรากฐานอยู่ที่ ปัญญา หรือ วิชชา ความประสงค์หรือความต้องการที่จะดับ กิเลส, ดับตัณหา, ดับทุกข์แล้ว ความอยากอย่างนี้ไม่ควรจะเรียก ว่าตัณหา ถ้าจะมีใครไปเรียกว่า ตัณหาบ้างก็เรียกเพียงว่า พูด ตามภาษาชาวบ้าน ไม่ใช่ความจริง ตัณหาจะมาจากวิชชาไม่ได้ จะต้องมาจากอวิชชา; เพราะฉะนั้นความอยากหรือความโลภ
น.504 ๑๒๙ หรืออะไรเหล่านี้ วินิจฉัยกันดูดี ๆ จะได้มีความเข้าใจถูกต้อง คือ กล้าหวังกล้าอยากให้ถูกวิธี ที่ไม่เป็นกิเลส ไม่เป็นตัณหา เช่น ความหวังด้วยจิตว่าง ความอยากด้วยจิตว่าง ความต้อง การด้วยจิตว่าง ในการที่จะทำการงาน ในการที่จะกินอาหาร, ในการที่จะ แสวงหาอาหาร, ในการที่จะทำอะไรก็ตาม ถ้าหวังหรือทำไปด้วย จิตว่างนี้ ไม่เป็นกิเลส ไม่เป็นตัณหา ไม่เป็นความโลภเพราะว่า มีมูลมาจาก วิชชา; ต่อเมื่อมีมูลมาจากอวิชชา จึงจะเป็นโลภตัณหา ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เพราะฉะนั้นจงเป็นผู้ที่มีจิตว่างสำหรับที่ จะหวัง, สำหรับต้องการ, สำหรับดำเนินงาน นี่อานิสงส์ของ ความว่างเป็นอย่างนี้ อาตมาอยากจะพูดถึง อานิสงส์ ที่น่านึกอีกสักอย่างหนึ่ง ว่า เราลองนึกดูถึงคำว่า "เปรต" ซึ่งเป็นคำที่น่ากลัว, คำว่าเปรต นี้มีความหมาย ตรงที่ว่า มีความอยาก และมีความต้องการมาก แล้วก็ต้องการด้วยกิเลสตัณหา, แล้วก็ได้สนองความอยากทีละ นิด ๆ; เทียบในอัตราว่า เขามีท้องเท่าภูเขาและมีปากเท่ารูเข็ม แล้วเขาจะกินอาหารให้อิ่มทันใจได้อย่างไร นี่คนสมัยนี้เป็นอย่าง นี้กันหรือไม่. คนสมัยนี้ เปรียบเหมือนกับคนมีท้องเท่าภูเขา มี ปากเท่ารูเข็มหรือไม่ ; ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แปลว่า คนสมัยนี้เป็น เปรตกันมากยิ่งขึ้นและคงจะเป็นโรคประสาทกันมากยิ่งขึ้น เป็น โรควิกลจริตกันมากยิ่งขึ้น ฆ่าตัวตายกันมากยิ่งขึ้น นี่เพราะว่า เขาไม่ได้ทำงานด้วยจิตว่าง ไม่ได้เป็นอยู่ด้วยจิตว่างจึงมีอาการ ที่ว่า ท้องเท่าภูเขา ปากเท่ารูเข็มนี้ มากขึ้น ๆ มากขึ้น ๆ นี่ถ้ารู้จัก
น.505 ๑๓๐ เรื่องของจิตว่างแล้วทำงานด้วยจิตว่าง อาการที่เรียกว่า ท้องเท่า- ภูเขา ปากเท่ารูเข็มจะหายไป ช่วยได้มาก ถึงอย่างนี้ แม้สิ่งที่น่ากลัวอื่น ๆ ที่เรียกว่า อบายภูมิ เช่น นรก, นรก หมายถึงความถูกลงโทษ หรือว่าร้อนอยู่ด้วยความอยาก; เดรัจ- ฉาน หมายความว่าความโง่เง่า; เปรต หมายความว่า อยาก หิว และไม่พอ;อสุรกาย หมายถึงความกลัว ศัตรูของมนุษย์ เช่น ความกลัว ความอยาก ความหิว ความโง่เง่า, การถูกลงโทษ, อย่าง นี้ จิตว่างจะป้องกันตัวได้ แก้ได้โดยสิ้นเชิง; คือ จิตว่างมีอายุ- ภาพที่จะทั้งป้องกันและทั้งแก้ไข ไม่ให้สิ่งที่เรียกว่าอบายภูมิ หรือนรก ในความหมายอย่างนี้เกิดขึ้นได้ ถ้าเราทำงานด้วย จิตว่างเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง เราจะไม่มีความร้อน, ไม่มีการลงโทษ ไม่มีความโง่เง่า, ไม่มีความหิวชนิดที่อยากไม่รู้พอ, ไม่มีความ กลัวอะไรหมด นี้เรียกว่าขึ้นจากอบายภูมิด้วยอำนาจของการ เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง แม้ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน เพื่อส่วนรวม เช่นเพื่อประเทศชาติก็ต้องนึงถึงข้อที่ ทำงานเพื่องาน ทำงานด้วยจิตว่าง นั้นคือ ทำงานเพื่องาน. ประเทศที่จะ เจริญทางเศรษฐกิจ คนของเขาจะต้องมุ่งมั่นในการงานจนลืม ตัวเอง; ถ้าไม่ลืมตัวเองยังเห็นแก่ตัวอยู่แล้ว จะมีแต่การคดโกง มีแต่การทำงานที่ไม่ประณีตสุขุม, เขามีความหวัง มีความต้อง การ ด้วยจิตที่ประกอบด้วยสติปัญญา ที่จะทำการงาน; และใน ขณะที่ทำการงานนั้น ลืมตัวหมด มีอยู่แต่งาน มีอยู่เฉพาะหน้า แต่งานกับสติปัญญา คือจิตว่าง แล้วจิตว่างก็ทำงานไปอย่างน่า ประหลาด น่าอัศจรรย์ ในการค้นคว้าสิ่งที่ยากเย็น เช่น :- ค้น
น.506 ๑๓๑ คว้าเรื่อง Electronic เรื่องปรมาณู, เรื่องออกไปสู่นอกโลก หรือ อะไรก็ตาม นักค้นคว้าเหล่านั้นจะต้องลืม ลืมตัวเอง, ลืมแม้ กระทั่งแต่การกินอาหาร การอะไรต่าง ๆ มี สมาธิอยู่ในงานด้วย สติปัญญาทั้งนั้น; ลืมตัว ลืมสิ่งที่เป็นของตัว ลืมอะไรหมด ในขณะนั้นต้องมีจิตใจอย่างนี้ จึงจะทำงานอย่างนั้นได้ นอกจาก นั้น เขาจะมีความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นบ้างก็ตามใจเขา; แต่ว่าใน วินาทีนี้ หรือนาทีแห่งการทำงานนั้น ต้องทำด้วยจิตว่าง คือไม่มี ตัว; เขาจึงพบอะไรใหม่ ๆ ชนิดที่มนุษย์ธรรมดาสามัญไม่อาจจะ ค้นพบได้. ฤษี มุนี อะไรต่าง ๆ ที่อยู่ในป่าในดง ที่จะค้นหลักปรัชญา หรือจะค้นนึกธรรมะก็เหมือนกัน ค้นจนลืมตัว ค้นจนลืมกิน อาหาร จนลืมว่ากลางวัน หรือกลางคืน จนลืมว่ากี่อาทิตย์แล้ว กี่เดือนแล้ว อย่างนี้เป็นต้น; เพราะทำไปด้วยจิตที่มุ่งมั่น ด้วย สมาธิในงานนั้น เพื่องานอย่างเดียว, ไม่ใช่ตัวกู ไม่ใช่ของกู นี่คือ ผู้ที่รู้จักเอาจิตว่างไปใช้เป็นประโยชน์ในการสร้างชาติ สร้างประ- เทศสร้างบ้านสร้างเมือง ค้นคว้าสิ่งต่าง ๆ แม้ที่สุดแต่ การ พัฒนาการ ที่เราต้องการกันนักว่า ว่า “ชาติไทยต้องพัฒนา" ก็อย่าลืมว่า การพัฒนาทางวัตถุหรือพัฒนาแต่คนนั้นไปไม่รอด ต้องพัฒนาจิตใจ การพัฒนาจิตใจ นั้นจะสำเร็จได้จริง จักต้อง เรียนรู้เรื่องจิตว่าง ว่า เป็นอย่างไรเสียก่อน; เพื่อเขาจะได้เป็น คนที่บริสุทธิ์ เป็นคนที่ไม่มีตัวกู ของกู อยู่ได้ มากกว่าที่จะมีตัวกู ของกู เขาทำงานเพื่องาน อย่างที่เป็นอุดมคติ หรือเป็น Summum Bonum ของศีลธรรมสากลทั่วโลกและแม้ของพระพุทธศาสนา
น.507 ๑๓๒ ทำงานเพื่องาน ไม่มีตัวกูของกู เข้ามาแทรกแซง มีแต่สติ สัมปชัญญะ ทำไป งานสำเร็จ ผลงานนั้น ไม่ไปไหนเสีย เมื่อต้อง การก็ได้ เมื่อไม่ต้องการก็ได้; แต่เพราะความที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละไม่เป็นทุกข์ทั้งในขณะที่ทำงาน หรือว่าทำงานสำเร็จแล้ว นี่เราต้องพัฒนาที่จิตใจ ไม่ใช่พัฒนาที่ตัวตนหรือวัตถุ; ขืน พัฒนาตัวคนหรือวัตถุแล้ว มันก็เป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปอย่าง ที่เรียกว่า เหมือนกับหลับตากินผึ้ง นี่เป็นภาษาสำนวนปักษ์ใต้ มันต้องทนมากเกินไป ให้ผึ้งต่อย; หรือว่าต้องบังคับ อย่าง ทำนอง "ข่มเขาวัวให้กินหญ้า" คนเขาไม่อยากจะทำโดยสุจริต บังคับกันอย่างไร ๆ มันก็ไม่สุจริตได้ ; เพราะว่าไม่ได้พัฒนา จิตใจไปมัวพัฒนาวัตถุ และไปพัฒนาเพียงแค่เปลือกนอกของคน ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยจิตว่างทั้งนั้น อาศัยหลัก เกณฑ์หรือความรู้เรื่องจิตว่างทั้งนั้น จึงจะสำเร็จประโยชน์ได้ อาตมาอยากจะกล่าวเป็นสำนวนโวหารอีกอย่างหนึ่งว่า จิต ว่างนี้ หรือ ความว่างนี้ เป็นดนตรีอันไพเราะอยู่ในตัวมันเอง, ชีวิตจะมีสภาพเหมือนดนตรีอันไพเราะ ต่อเมื่อเรามีจิตว่าง, ในขณะใดที่เรามีจิตว่าง ชีวิตเป็นดนตรี มันเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม สักเท่าไร, พอมีจิตวุ่น ชีวิตนี้ก็หมดความเป็นดนตรี คือมีแต่ ความมืดมัว เศร้าหมอง เร่าร้อน ไม่สงบสะอาดสว่างเยือกเย็น ไม่มีความไพเราะเหมือนกับดนตรี จิตที่เป็นประภัสสรไม่มีกิเลส ครอบงำ เป็นดนตรีอยู่ในตัวมันเอง คือให้ความชุ่มชื่น ไพเราะ อยู่ในตัวมันเอง; เราเรียกว่าเป็นดนตรีทางวิญญาณ หรืออะไร ก็แล้วแต่จะเรียก ไม่ใช่ดนตรี ดีด ตี เป่า อย่างที่เราเห็น ๆ กัน
น.508 ๑๓๓ อยู่ แต่ความหมายนั้นอย่างเดียวกัน คือความไพเราะเหลือที่ จะกล่าวได้ เพราะฉะนั้น ดนตรีที่แท้ก็คือ ความไพเราะ ความ สวยงาม ความเยือกเย็น อะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งได้รับ ได้ยิน ได้ฟัง ได้สัมผัส ในขณะที่มีจิตว่าง. ทีนี้ พอมานึกถึงดนตรีที่เราใช้กันอยู่ในเวลานี้ เราก็ควร จะอ่านออกแล้วว่า ดนตรีหรือบทเพลงหรือทำนองเพลงก็ตาม มันมีอยู่สองชนิด; คือเร้าให้จิตวุ่นวายก็มี, ดนตรีหรือบทเพลง ที่กล่อมจิตให้สงบ เย็นลงไป ให้ว่างก็มี เพราะฉะนั้น ดนตรี ที่แท้จริง ที่ถูกต้องกับความต้องการตามธรรมชาตินั้น จะต้อง เป็นดนตรีที่ทำให้จิตว่างลง, ว่างลงสงบเย็นลง, สงบเย็นลง แต่ เดี๋ยวนี้เราไม่ชอบ เราไปชอบดนตรีของภูตผีปีศาจ ที่ยุ ที่กระตุ้น ให้จิตเต้นเร่า ๆ ๆ เหมือนภูตผีปีศาจ นี้เรียกว่าส่งเสริมให้จิตวุ่น ; และเมื่อนิยมกันอย่างนี้ทั่ว ๆ ไปแล้ว ก็แปลว่า เรานิยมความ มีจิตวุ่นเป็นพื้นฐานของสังคม ไม่นิยมความว่าง ไม่นิยมความ เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ฉะนั้นจึงเข้าใจกันยาก พูดกันเท่าไรก็ยากที่ จะเข้าใจกันได้ นึกดูถึงดนตรีของปู่ ย่า ตา ยาย ในสมัยโบราณ ล้วนแต่มีทำนองเป็นไปในทางช่วยตล่อมกล่อมเกลาให้จิตว่าง แต่ ลูกหลานอุตริสร้างแต่ดนตรีชนิดที่จะทำให้จิตวุ่น, เพราะ ไปนิยมคนต่างประเทศ ที่เขาไม่ประสีประสาในเรื่องนี้ เตลิด เปิดเปิงไปในทางความวุ่นนั้น เอามาเป็นครู, แม้แต่ละคร เราก็ ยังเคยได้ยินได้ฟังว่า เขาใช้ผู้ชายล้วนๆ แสดงละคร เหมือนสมัย เช็กสเปียร์ในประเทศอังกฤษ ละครใช้ผู้ชายล้วน อย่างนี้มัน น่าเอ็นดู ทั้งตล่อมให้เกิดความรู้สติปัญญา; ไม่ทำให้จิตวุ่น ส่ง
น.509 ๑๓๔ เสริมไปในทางจิตว่าง ทีนี้กิเลสของคนสมัยหลัง แก้ไข เอาผู้หญิง เป็นผู้หญิง, ผู้ชายเป็นผู้ชาย แสดงบทบาทที่ยั่วมากขึ้นทุกที ละคร จึงเป็นเครื่องมือส่งเสริมจิตวุ่นไป, แม้ที่สุดแต่โนรา เขาเล่นเป็น ผู้ชายล้วน; แม้ละครปราโมทัยสมัยหนึ่ง เล่นแต่ผู้หญิงล้วน บทอย่างนี้มันน่าเอ็นดูและมันส่งเสริมไปในทางว่าง ทีนี้เราไม่เอา เรา เปลี่ยนแปลงให้มันตรงตามกิเลส ตัณหา ไปทุกสิ่งทุกอย่าง ; นี่เรียกว่าเราเอียง น้อม มาในทางที่จะมีจิตวุ่น มันก็ต้องได้ วุ่นโดยแน่นอน ในที่สุด เราจะพิจารณากันถึงสิ่งที่เราต้องการ สิ่งนั้นก็คือ ฤทธิ์ หรือ กำลังในการทำงาน; พลังของจิตที่มาจากจิตว่างนั้น เป็นพลังอย่างหนึ่ง; พลังของจิตที่มาจากจิตวุ่นนั้นมันเป็นพลัง อีกอย่างหนึ่ง; อย่าไปเข้าใจว่า พลังของจิต, พลังของจิต แล้วมัน จะเหมือนกัน, พลังของจิตที่มาจากจิตที่เป็นประภัสสรนั้นอย่าง หนึ่ง; พลังของจิตที่มาจากจิตที่เศร้าหมองแล้วนั้นมันเป็นอีก อย่างหนึ่ง พลังที่มาจากจิตว่าง ก็คือ พลังของธรรมะ, พลังที่ แบ่งจากธรรม, แบ่งมาจากพระพุทธเจ้า ขอย้ำใหม่ว่า พลังของ จิตที่มาจากจิตว่างนั้น, คือพลังของธรรมะ, พลังที่แบ่งมาจาก ธรรมะ, พลังที่แบ่งมาจากพระพุทธเจ้า ส่วนพลังของจิตที่มาจาก จิตวุ่นนั้น แบ่งมาจากภูติผีปีศาจ แล้วมันจะเหมือนกันได้อย่างไร พลังของจิตที่ประภัสสรนั้น มีสติปัญญาสมบูรณ์เฉลียวฉลาด ว่องไว ทำงานได้ดีกว่าและสนุกกว่า ส่วนพลังที่มาจากจิต วุ่นนั้นตรงกันข้าม "เดินซี่แมกคอลกิเก็บแค่รอผ้าเพื่อเลือก
น.510 ๑๓๕ ทีนี้ ถ้าเราจะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าพลังนี้ เรียกสิ่งนี้ว่า ฤทธิ์ คือให้มันขลังให้มันมากขึ้นอีกสักหน่อย; เราก็ยังจะต้องพูดว่า; ฤทธิ์ นั้นต้องแสดงด้วยจิตว่างไม่ใช่แสดงด้วยจิตวุ่น, ถ้าแสดง ด้วยจิตวุ่นก็เป็นเพียงความมุทะลุของภูติผีปีศาจอะไรชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ฤทธิ์ แต่ถ้าเป็นฤทธิ์ที่จะสำเร็จในประโยชน์ของฤทธิ์ต้อง แสดงด้วยจิตว่าง. พระอรหันต์แสดงฤทธิ์ได้ไม่มีใครเหมือน ก็ แสดงด้วยจิตว่าง แสดงได้ดีกว่า สูงกว่า ทีนี้ ปุถุชนที่เป็นยักษ์ เป็นมารในเรื่องราวต่าง ๆ ที่เราได้ยินได้ฟัง แม้ว่าเขาจะแสดงฤทธิ์ ก็ต้องแสดงฤทธิ์ด้วยจิตว่าง ไม่ใช่จิตวุ่น; แม้ว่าเขาเป็นยักษ์เป็น มาร แต่ถ้าเมื่อถึงคราวที่ต้องแสดงฤทธิ์ เขาต้องทำจิตให้ว่าง ให้ เป็นสมาธิ จึงจะแสดงฤทธิ์ได้. ถ้าเราจะเชื่อข้อความบางประโยค ในหนังสือ เช่นหนังสือรามเกียรติ์ว่า เมื่อยักษ์ เช่น กุมภกรรณ ถูกบาดเจ็บสาหัส ลุกแทบจะไม่ได้ แล้วเขาก็ร่ายมนต์ ลูบตัวที เดียวหายหมด ลุกขึ้นต่อสู้ได้: ท่านคงจะคิดว่า นี้ทำไปด้วยจิตวุ่น เป็นตัวกู ของกู; อย่าได้คิดไปอย่างนั้น เมื่อเขารู้ว่าเขาเจ็บป่วย เขาจะตาย จะสู้ไม่ได้ มันต้องเป็นเรื่องตัวกู ของกู; และถ้าเขา คิดด้วยสติปัญญา ก็ยังไม่มากมาย; แต่เมื่อเขาจะแสดงฤทธิ์ ของจิต เขาจะต้องมีจิตว่าง ต้องลืมความเป็นตัวกูนั้นต้อง บริกรรมต้องกระทำพิธี ตามเรื่องของการรวบรวมกำลังจิตที่เป็น จิตว่าง แล้วจึงจะแสดงฤทธิ์ได้ แล้วจึงจะลูบตัวให้หายกระดูก หัก หายอะไรต่าง ๆ แล้วก็ลุกขึ้นรบได้ต่อไป อาตมาจึงยืนยัน ว่า แม้แต่ฤทธิ์ก็ต้องแสดงด้วยจิตว่าง, ฤทธิ์ของพระอรหันต์ ไม่ต้องพูดถึง. ฤทธิ์ของพระพุทธเจ้าไม่ต้องพูดถึง, แม้แต่ฤทธิ์
น.511 ๑๓๖ ของยักษ์ของมาร ก็ยังต้องแสดงด้วยจิตว่าง เป็นอันว่า ไม่มีอะไรที่จะไม่ทำด้วยจิตว่าง ถ้าเราต้องการ ประโยชน์อันแท้จริง ประกอบไปด้วยธรรมสมควรแก่มนุษย์ที่ มีปัญญาเอาตัวรอดได้. นี่คือข้อปลีกย่อยเกี่ยวกับเรื่องของความ ว่างทุกแง่ทุกมุม ที่จะทำความเข้าใจกันเสียใหม่ ในฐานะที่เป็น หัวใจของพระพุทธศาสนา. อย่าลืมว่า ความว่างอย่างยิ่งนั้น คือนิพพาน เราได้ยินได้ ฟังว่า .- นิพฺพานํ ปรมํ สุญญ์ -ว่างถึงที่สุดนั่นคือ นิพพาน; เดี๋ยวนี้เราไม่ได้พูดถึงว่างถึงที่สุด เรากำลังพูดถึงความว่าง ชนิดที่จะเอามาเป็นเครื่องมือในการทำงาน ในการที่จะเป็นอยู่ ในโลกนี้โดยไม่เป็นทุกข์; เพราะฉะนั้นขอให้กำหนดกฎเกณฑ์ เหล่านี้ไว้ให้ดี ๆ จะได้เข้าใจให้ถูกต้อง. อาตมาจึงขอยืนยัน ต่อไปตามเดิมว่า :- - ให้ชาวนาทุกคนทำงานด้วยจิตว่าง - ให้กรรมกรทุกคนทำงานด้วยจิตว่าง - แม้ท่านจะตีลูกตีหลานก็จงตีด้วยจิตว่าง - แม้ท่านจะสู้คดีเป็นความกันถึงศาล ก็จงทำไปด้วย จิตว่าง จะได้เปรียบโดยทุกประการ - แม้จำเป็นจะต้องด่าใครสักคำ ถ้าจำเป็น มีสติปัญญา ที่ถูกต้อง ก็จงด่าด้วยจิตว่าง อย่าทำไปด้วยจิตวุ่น ประกอบ ไปด้วยกิเลส ดังที่กล่าวมาแล้ว ที่ยังคงยืนยันอยู่อย่างนี้ตามเดิมว่า เรื่องจิตว่างเป็นอย่างนี้ เป็นของขวัญที่พระพุทธเจ้าท่านประทานไว้สำหรับคนที่วุ่น
น.512 ๑๓๗ สำหรับคนที่ร้อน. ขอให้สนใจกันในรูปนี้ ความเข้าใจผิดอย่าง นี้มีมากเป็นพื้นฐาน จึงยังเข้าใจไม่ได้ แต่อาตมาเชื่อว่า สักวันหนึ่ง จะต้องเข้าใจได้. เวลาที่เหลือต่อไปนี้ ก็จะได้กล่าวถึง หมวดธรรมะที่จะช่วย เราในการทำงานด้วยจิตว่าง ปัญหาอันแรก เกิดขึ้นปะทะเรา อยู่ข้อหนึ่ง คือว่าพุทธบริษัทในเมืองไทยแทบทั้งหมด มีความ เข้าใจอยู่ว่าหลักธรรมขั้นสูง คือเรื่องโลกุตตรธรรมนั้น ต้องแยก ออกไปเด็ดขาด จากเรื่องของชาวบ้าน, จากเรื่องของโลกนี้เขา ถือกันอย่างนั้น เขาเชื่อกันอย่างนั้น: คือแยกโลกุตตรธรรมหรือ ข้อปฏิบัติธรรมขั้นสูง นี้ออกไปจากชาวบ้าน ไม่ใช่เรื่องของชาวบ้าน ไม่ใช่เรื่องของชาวโลก นี้มันผิด เดี๋ยวจะพิสูจน์ให้เห็นว่าผิด อย่างไร โดยที่แท้นั้นจะต้องเป็นสิ่งเดียวกันเสมอ จะผิดกันบ้าง ก็แต่เพียงปริมาณจะผิดกันบ้างก็แต่เพียงระดับ. หลักธรรมอันใดที่ใช้ปฏิบัติเพื่อไปนิพพาน เพื่ออยู่เหนือ โลก หลักธรรมอันนั้นกำลังจะต้องใช้ แม้สำหรับคนที่อยู่ในโลก เพราะว่า ความทุกข์มันเหมือนกัน กิเลสมันเหมือนกัน ปัญหา มันเหมือนกัน อย่างว่า :- พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์, เรา ไม่อาจจะแยกว่า พระรัตนตรัยชนิดนี้เป็นของภิกษุที่อยู่ในป่า, หรือที่จะปฏิบัติเพื่อออกไปจากโลก: มันก็ต้องเป็นรัตนตรัยเดียว กันนั่นแหละ ขอแต่ให้ถูก ให้ตรง ให้จริงเท่านั้น, พระรัตนตรัย สำหรับชาวบ้านก็อย่างนั้น พระรัตนตรัยสำหรับภิกษุที่อยู่ใน
น.513 ๑๓๘ ป่าก็อย่างนั้น พระรัตนตรัยสำหรับพระอริยเจ้าในขั้นต้น ๆ ก็อย่างนั้น, ทำไมจะต้องไปแยก อิทธิบาท ๔ ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นธรรมะสำหรับทำความสำเร็จ :อิทธิบาท ๔ นี้ ชาวบ้านต้องใช้และท่านก็รู้กันอยู่แล้ว และยอม รับกันอยู่แล้วว่า ชาวบ้านนั้นใช้อิทธิบาท ๔ ได้ในการทำหน้าที่ การงานให้สำเร็จแล้วอิทธิบาท ๔ นั้น มันก็อย่างเดียวกันกับที่ จะใช้ปฏิบัติ เพื่อไปนิพพาน, อิทธิบาทเพื่อไปนิพพานนี้ความ หมายอย่างไร มีอะไรอย่างไร มันก็ยังคงเอามาใช้กันกับชาวบ้าน หรือกิจการของชาวบ้านได้, ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ๔ อย่าง นี้ หากแต่ว่ามันจะมีปริมาณมากน้อยกว่ากัน หรือคนละระดับ แต่เนื้อแท้เหมือนกัน ลองอ่านถึงลักษณะของ อิทธิบาท ที่ เป็นขั้นสูงสุด พระพุทธเจ้าตรัสว่า :- "ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้น ๆ ย่อมจะเจริญอิทธิบาท ประกอบ พร้อมด้วยธรรม เครื่องปรุง, มีสมาธิอันสัมปยุตต์ด้วย ฉันทะ เป็นประธาน, ด้วยวิริยะ เป็นประธาน, ด้วยจิตตะเป็นประธาน ด้วยวิมังสาเป็นประธาน" แยกไปทีละข้ออย่างนี้ "ว่าด้วยอาการ อย่างนี้ ฉันทะของเราจะมีความหดเหี่ยวจักไม่มี, ความหยุดนิ่ง จักไม่มี, ความหยุดอยู่ในภายในจักไม่มี, ความฟุ้งออกไปภายนอก จักไม่มี, เราเป็นผู้มีสัญญาในกาลก่อน และเบื้องหน้าอยู่เสมอ จนจัดให้เป็นไปได้ว่า ก่อนนี้ฉันใด ต่อไปก็ฉันนั้น ต่อไปฉัน ใดก่อนหน้านี้ก็ฉันนั้น เบื้องล่างฉันใด เบื้องบนฉันนั้น,เบื้อง
น.514 ๑๓๙ บนฉันใด เบื้องล่างฉันนั้น; กลางคืนฉันใด กลางวันฉันนั้น กลางวันฉันใดกลางคืนฉันนั้น, เธอย่อมอบรมจิตอันมีแสงสว่าง จิตด้วยอันเปิดแล้ว ไม่มีอะไรพัวพัน ให้เจริญอยู่ในอาการ อย่างนี้" นี่เริ่มบรรยายคุณสมบัติของอิทธิบาทขั้นสูงสุดที่สุดแล้ว ที่จะบำเพ็ญในขณะที่บรรลุมรรคผล; แต่แล้วท่านลองพิจารณา ดูว่า ทุก ๆ ประโยค หรือทุกวลีนี้มีความหมายเหมือนกับที่จะ เอามาใช้กับเรื่องของฆราวาส. เขาต้องบำเพ็ญอิทธิบาทในลักษณะที่เป็นสมาธิ, มีความรู้ สึกที่เป็นฉันทะ หรือวิริยะหรือจิตตะ เป็นต้นนั้น เป็นประธาน ของสมาธินั้น จนว่าความหด.เหี่ยวท้อแท้ก็ไม่มี. ความหยุดนิ่ง ก็ไม่มี, ความหยุดอยู่ในภายในสยบอยู่ในภายในก็ไม่มี, ความ ฟุ้งซ่านออกไป ภายนอกก็ไม่มี แต่ก่อนอย่างไร เดี๋ยวนี้อย่างนั้น ก็หมายความว่า ความสม่ำเสมอ. เขาไม่ได้เป็นบุคคลที่ว่า ที่มา แล้วอ่อนแอ ที่แล้วมากล้าหาญ ทีหลังอ่อนแอ อย่างนี้ไม่มี ที่ว่า ก่อนเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนั้น, เบื้องบน อย่างไร เบื้องล่างก็อย่างนั้น, กลางวันอย่างไร กลางคืนก็ฉันนั้น, หมายความว่า เหมือนกันทั้งกลางวันกลางคืน สำหรับความ มีอิทธิบาท. มีจิตที่มีแสงสว่าง มีจิตที่เปิดแล้ว คือ ไม่มีกิเลสมาปิด ไม่มีอะไรพัวพัน. นี่แม้ว่าจะเป็นสำนวนที่สูงถึงขนาดที่ว่า มี จิตอันเปิดแล้ว ไม่มีอะไรพัวพัน ก็ยังมาใช้ได้กับว่า เมื่อเราจะทำ การงานทำไร่ทำนานี้เราก็ต้องมีจิตอย่างนี้
น.515 ๑๔๐ เพราะฉะนั้นท่านจงคิดดูว่า การที่ท่านมองเห็นอยู่บ้างแล้ว ว่า ธรรมะขั้นสูงที่ไปนิพพาน เช่น อิทธิบาท ๔ นี้ ก็เอามาใช้ เป็นเรื่องของชาวบ้านได้. ทีนี้ ธรรมะ เช่น มรรคมีองค์แปด : มีองค์แปดเป็นความ ถูกต้อง ๘ ประการนั้น แม้แต่คนเพิ่งจะเริ่มศึกษา ก็รู้ได้ว่านี้ ชาวบ้านปฏิบัติได้ ทั้ง ๆ ที่ มัชฌิมาปฏิปทานี้ พระพุทธองค์ตรัส ไว้ในฐานะเป็นข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุนิพพาน. นี่แสดงว่า ข้อปฏิบัติ เพื่อบรรลุนิพพานโดยตรงนั้น ใช้กับชาวบ้านชั้นต้น ชั้นต่ำที่สุด ก็ได้, เช่นมรรคมีองค์แปดนี้ เรื่องที่สูงสุด เป็นเรื่อง สุญญตา, พระพุทธเจ้าก็ตรัสแก่ ฆราวาสกลุ่มนั้นในฐานะที่ยืนยันว่า เหมาะสำหรับฆราวาส เพราะฉะนั้น เลิกเข้าใจว่ามีธรรมะที่แบ่งแยกเป็นของพระ อย่างหนึ่ง, ของชาวบ้านอย่างหนึ่ง, ของผู้ที่จะไปนิพพานอย่าง หนึ่ง, ของผู้ที่ต้องการทำการทำงานในโลกอย่างหนึ่ง, เลิกความ คิดอย่างนี้กันเสียที มันเป็นความคิดที่เขลา มันผิดกันแต่เพียง ผิวภายนอก ที่เปลือก เนื้อแท้ของมันเหมือนกัน; เพราะฉะนั้น อาตมาจึงยกเอาหมวดธรรมะซึ่งหลีกไม่พ้น จะต้องเป็นหมวด ธรรมสำหรับปฏิบัติ เพื่อบรรลุนิพพานนั่นแหละมาเป็นหลักวาง ไว้สำหรับของฆราวาสที่จะทำมาหากิน ที่จะต้องทำงานด้วย จิตว่างดังที่กล่าวมาแล้ว หมวดธรรมะที่จะช่วยเรา ในการทำงานด้วยจิตว่าง นั้น จึงพูดเป็นหัวข้อที่ว่า :- เมื่อจะต้องการทำงานด้วยจิตว่าง ก็จงใช้ หลักของโพชฌงค์ ๗ ประการ เป็นหลักปฏิบัติในการที่จะทำ
น.516 ๑๔๑ งานด้วยจิตว่าง บางคนจะสะดุ้ง เพราะว่าโพชฌงค์ ๗ ประการนั้น เป็นองค์สำหรับการตรัสรู้ เป็นพระอรหันต์; แต่แล้วทำไมมาว่า เป็นเรื่องทำมาหากินของชาวบ้าน นี่ขอให้ฟังกันต่อไป แต่ อย่าลืม ว่า หมวดธรรมทั้งหลายที่ได้ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้นแล้วนั้น เป็นหมวดธรรมในขั้นบรรลุนิพพาน แล้วมาเป็นเรื่องของชาว บ้านได้, โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ก็เหมือนกัน, ขอแต่เพียงว่าให้ เข้าใจความหมายของธรรมะนั้น ๆ ให้กว้างขวาง ให้ถูกต้องและ สมบูรณ์ จนรู้ว่า เราจะจัดเอามาปรับให้เหมาะกันกับงานของ ชาวบ้านได้อย่างไร เช่นอิทธิบาท ๔ ก็ยกตัวอย่างให้เห็นแล้วว่า ใช้กันได้ดี ทั้งผู้ที่จะไปนิพพานและผู้ที่จะทำการงานที่บ้าน ทีนี้ สำหรับเรื่อง โพชฌงค์ ๗ ประการ นั้นเราต้องถือว่า สิ่งที่เรียกว่าโพชฌงค์นี้ แปลว่า องค์แห่งการตรัสรู้คือ เครื่องมือ สำหรับทำงานให้สำเร็จ เป็นมรรค เป็นผล ในทุกชนิดและ ทุกกรณี ท่านจงถือว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสธรรมะนี้ ไว้ในฐานะ ที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จเป็นมรรคเป็นผล ในทุกชนิดและ ทุกกรณี ทุกชนิดทุกกรณี นี้หมายความว่า ทั้งในทางโลกและ ทั้งทางธรรม ทั้งอย่างต่ำทั้งอย่างสูง เราถอดเอาใจความมาใช้ให้ เหมาะสมแก่เรื่อง อย่างที่เรียกว่า ประยุกต์ให้ถูกกันกับระดับ เท่านั้นเอง ทีนี้เราจะดูตัวสิ่งที่เรียกว่า โพชฌงค์ไปตามลำดับ ข้อ ๑ เรียกว่า สติโพชฌงค์คือ สติสัมโพชฌงค์ ตัวแท้ก็ คือสติ สติ นี่ก็คือการระลึกอย่างทั่วถึงรอบคอบในทุกสิ่งที่เกี่ยว กับตน หรือว่าทุกสิ่งที่อาจจะระลึกเอามาได้, นี่คือความหมาย ที่แท้จริงของสิ่งที่เรียกว่าสติ ระลึกอย่างทั่วถึง รอบคอบที่สุดว่า เนเดจา แลดอมรับผิดให้พนกลางถอดไหลรินต้องเสียใจมาจากวัด
น.517 ๑๔๒ อะไรเป็นอย่างไร, มีลักษณะอย่างไร, คืออะไร, จากอะไร, เพื่ออะไร, โดยวิธีไร, อย่างนี้ในทุกสิ่งที่มันจะเกี่ยวข้องกับตน หรือว่าที่ ตนอาจจะระลึกออกมาได้ นี้เป็นอันแรกที่เราจะต้องทำ ข้อที่ ๒ เรียกว่า ธัมมวิยะ สัมโพชฌงค์, นี่ก็แปลว่า วิจัย สิ่งนั้น ๆ; วิจัยธรรมหรือวิจัยสิ่งนั้น ๆ นี่หมายความว่าเราเลือก เราวิจัย, นี่คือเราศึกษาให้รู้เพื่อจะเลือกได้สิ่งที่เหมาะกับปัญหา ของเรา, เหมาะกับสมรรถภาพของเรา, เหมาะกับอุปนิสัยของเรา, เหมาะกับโรค, หรือเหมาะกับทุกข์ของเรา; แล้วเราก็มาวินิจฉัย อีกทีหนึ่งว่าจะใช้หรือจะปฏิบัติ, หรือจะกระทำให้ถึงที่สุดได้ อย่างไร. อย่างนี้เรียกว่า ธัมมวิยะสัมโพชฌงค์ ข้อที่ ๓ วิริยะสัมโพชฌงค์ หมายความว่า หลังจากนั้น ก็ใช้ความกล้าหาญ ความเข้มแข็ง, ความอดทน, ความพากเพียร, ความบากบั่น กระทำสิ่งนั้นคือสิ่งที่เลือกแล้วนั้น ในความควบคุม ของสติสัมปชัญญะ และธรรมวิจัยที่กล่าวมาแล้วในข้อที่ ๒ ไม่มี ทางที่จิตจะวุ่นวายขึ้นมาได้ เพราะอำนาจอย่างนี้ ข้อที่ ๔ เรียกว่า ปิติสัมโพชฌงค์ จะต้องมีความพอใจ, มีความอิ่มใจ มีความสนุกสนานในการกระทำหล่อเลี้ยงความ พากเพียรนั้นไว้เสมอ มีความพอใจ มีความอิ่มใจ มีความสนุก- สนานในการกระทำ ที่ทำงานเพื่องาน ประกอบไปด้วยคำนี้อยู่ เสมอ ให้เป็นกำลังสำหรับหล่อเลี้ยงความพากเพียรอยู่เสมอได้; อย่าได้ไปเอากำลัง ตัวกู ของกู ที่พลุ่งพล่านด้วยความกระหาย ความทะเยอทะยาน อะไรอย่างนั้น เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงเป็น อันขาด; แต่ให้หล่อเลี้ยงไว้ด้วยความพอใจที่เป็นธรรม ความ
น.518 DDO ๑๔๓ อิ่มใจที่เป็นธรรม ความสนุกสนานที่เป็นธรรม ที่เกิดจากการ กระทำนั้น ๆ มาหล่อเลี้ยงไว้เสมอ ทีนี้วิริยะ :- พากเพียรนี้ ก็เป็น ไปอย่างสม่ำเสมอ เพราะปีติหล่อเลี้ยงไว้.ศ กละครอนเชิญ ข้อที่ ๕ เรียกว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ นี้คือปรับปรุงทุก อย่างเท่าที่แล้ว ๆ มา ให้มันเข้ารูป, ให้มันลงรูป ให้มันกลมกลืน กันเป็นอันดี ที่ภาษาธรรมะเราเรียกว่า สมังคี หรือธัมมสมังคี; เพราะมีธรรมหลายข้อ ธรรมะเหล่านั้นจะต้องถูกปรับปรุงกัน ให้ดี จนกระทั่งกลมเกลียวเป็นสิ่งเดียวกัน ไม่แยกกันอยู่เป็นสิ่ง ๆ อย่างนี้เรียกว่า การเข้ารูป หรือการลงรูปของธรรมะนั้น ๆ ซึ่ง เราปฏิบัติอยู่ หรือของการงาน การทำมาหากินอะไรก็ตาม ที่เรา กำลังกระทำอยู่ไม่มีการกระทบกระทั่งภายใน ไม่มีการกระทบ กระทั่งภายนอก ไม่มีการถอยกลับ เพราะความที่มันลงรูปเป็นอันดี ข้อที่ ๖ คือ สมาธิสัมโพชฌงค์ นี่ถึงระยะการที่จะต้อง ทุ่ม เทกำลังจิต ทั้งหมดทั้งปวงลงไปในงานนั้น หรือในการกระทำนั้น เป็นสมาธิที่เต็มเปี่ยม ที่มีกำลังกล้าแข็ง มีคุณสมบัติสามประการ คือว่าบริสุทธิ์เรียกว่า ปริสุทฺโธ บริสุทธ ไม่มีความรู้สึกสงสัย, ระแวง, ลังเล, รังเกียจแล้วก็ สมาหิโต คือความมั่นคง ไม่ว็อกแว็ก มีพลังที่แท้จริง คือพลังจากจิตว่าง เป็นเครื่องสร้างความมั่นคง แล้วก็มี กมฺมนีโย คือ อ่อนโยน นิ่มนวล ควรแก่การงานไปทั้ง หมด นี่ที่เรียกว่า Active ที่สุด นี่คือความหมายของคำว่า สมาธิสัมโพชฌงค์ ข้อที่ ๗ ข้อสุดท้าย เรียกว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันนี้ แปลว่า เฉยก็จริง; แต่มีความหมายพิเศษ คือปล่อยให้สิ่งที่ลง
น.519 ๑๔๔ รูปได้ที่แล้ว ทุ่มเทสมาธิเต็มที่แล้วนั้น เป็นไปตามเรื่องของมัน คือปล่อยให้สิ่งที่ได้ที่ดีแล้วนั้น แล่นฉิวไปตามกฎเกณฑ์ของมัน อาการของผู้นั้นมีอาการเหมือนกับเฉย มันเหมือนกับว่า เรา เตรียมรถของเรา หรืออะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรถของเราได้ที่แล้ว ก็ขับเฉย เพียงแต่ถือพวงมาลัยเฉย รถก็แล่นฉิวไปเรื่อยจนกว่า จะถึงที่สุด ในความสำคัญอยู่ตรงที่ รอได้ คอยได้ ด้วยความสงบ จนกว่าจะถึงที่สุด คนสมัยนี้รออะไรไม่ได้ คอยไม่ได้ มีจิตใจ เร่าร้อน เดือดพล่านอยู่เสมอ ไม่มีอุเบกขาในทุกกรณี นี่มัน ขัดกันอย่างยิ่ง. นี่ท่านลองคิดดูว่า ธรรมะ ๗ ประการนี้ สำหรับการตรัสรู้ เป็นพระอรหันต์นั้น เอามาใช้ในการทำมาหากินหรือทำงานด้วย จิตว่าง ของชาวนา ของกรรมกรได้อย่างไร, ของลูกเด็ก ๆ ที่จะ เล่าเรียนเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างไร ของคนหนุ่มคนสาวที่จะ ตั้งตนได้อย่างไร เขามีโพชฌงค์ที่ ๑ คือความรำลึกรอบคอบไป ทุกสิ่ง ทุกด้าน ทุกแง่ ทุกมุม: เขามีโพชฌงค์ข้อที่ ๒ คือเลือก เอาด้วยสติปัญญา ที่เหมาะแก่อุปนิสัยเป็นต้นของเขา; แล้วเขา เป็นคนจริง ระดมทุ่มเทกำลังเป็นต้น, ความพากเพียรอะไรลง ไปจริง ๆ แล้ว เขาฉลาดที่จะรักษากำลังของความเพียรนี้ไว้ ได้ด้วย สร้างความพอใจหรือปีติเป็นธรรมหล่อเลี้ยงไว้เรื่อย-" ความพากเพียรก็มีแต่จะยิ่งมีกำลังมากขึ้น; แล้วเขาก็จัดให้มัน ลงรูป เพราะว่าถึงระยะที่จะต้องจัดให้มันเข้ารูป ลงรูปด้วยความ เฉลียวฉลาด ให้ทุกสิ่งที่มันเกี่ยวข้องกันนั้น ทำให้มันเข้ารูปหรือ ลงรูปธัมมสมังคี-คือธรรมทั้งหลาย เข้ารูปลงรูปกัน นี่ก็คือว่า
น.520 ๑๔๕ สิ่งต่าง ๆ ที่เขาทำนั้นมันเข้ารูป ลงรูปกันแล้ว; เขาจึงระดมทุ่มเท กำลังหรือพลังทางจิตลงไปทั้งหมดจนถึงที่สุด แล้วเขาก็อดทน อยู่ด้วยความสงบเสงี่ยมจนกว่าจะถึงนาทีที่เกิดผลโดยสมบูรณ์ นี่หลักของโพชฌงค์ เป็นอย่างนี้ ขอยืนยันว่า นี่เป็นหลักที่จำเป็นแก่คนทุกคนที่ยังมีชีวิต อยู่ จะเป็นคนชนิดไหน ประเภทไหน ระดับไหนก็ตาม ยังเป็น ฆราวาสครองเรือนอย่างยิ่งก็ตาม ถ้าใช้หลักเกณฑ์อันนี้ทำการงาน จึงจะเรียกว่า ทำการงานอยู่ด้วยจิตว่าง ไม่มีกิเลสเข้ามาแทรกแซง ในการงานนั้น จะทำไร่ ทำนา ค้าขาย หรือว่าเด็ก ๆ จะตั้งต้น เรียนหนังสือ ตั้งตัว ก็พยายามชี้แจงให้เขารู้จักใช้หลักเกณฑ์ ๗ ประการนี้ ทีนี้ คนที่จะปฏิบัติธรรมะ วิปัสสนา กัมมัฏฐานอะไร เพื่อ บรรลุมรรคผลก็ต้องใช้หลัก ๗ ประการนี้; แม้แต่พระพุทธเจ้า ท่านก็ยังพอพระทัยของท่าน จนเมื่อท่านเจ็บป่วย ประชวรขึ้นมา ยังต้องเรียกภิกษุองค์ใดองค์หนึ่งมาออกชื่อธรรมะทั้ง ๗ ประการ นี้ ให้ท่านได้ยิน แล้วท่านก็หายป่วยเหมือนปลิดทิ้งในขณะนั้น ซึ่งท่านทั้งหลายก็เคยอ่านเรื่องในพระคัมภีร์มาแล้ว ย่อมได้ยิน ได้ฟังมากมาย จนถึงกับเกิดพิธีกรรมธรรมเนียมว่า คนเจ็บหนัก เอาพระสวดโพชฌงค์ ๗ ประการให้ฟังอย่างนี้เป็นต้น, มันดีมาก ตั้งแต่ต้นจนปลายอย่างนี้: เพราะฉะนั้นขอให้พยายามศึกษา กันให้ละเอียดลออ ที่จริงก็เป็นหมวดธรรมะที่ได้ยินได้ฟัง ได้ ศึกษาเล่าเรียนกันอยู่ ในโรงเรียนนักธรรม ตามวัดตามวาทั่วไป แล้ว แต่เชื่อว่ายังจับเอาใจความ หรือว่าจับเอาสาระที่แท้จริงไม่ได้
น.521 ๑๔๖ จึงเอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้, ประยุกต์ไม่ได้ apply ไม่ได้, อะไร ทำนองนี้ อาตมาเอามายืนยันหนักหนาอย่างนี้ ก็เพราะว่า มีวิธีเดียวนี่ ที่ดีที่สุด ที่ลัดสั้นที่สุด และทำได้ง่าย ๆ ที่สุด ที่จะทำงานด้วย จิตว่าง ในเมื่อได้ใช้หมวดธรรมะ ๗ ประการ นี้ ; เพราะหมวด ธรรม ๗ ประการนี้ก็คือ การกระทำไปด้วยความว่างหรือจิตว่าง นั่นเอง คือว่าในขณะที่มีจิตว่างแล้ว จะประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ๗ ประการนี้ ได้ง่ายที่สุด เหมือนกับที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า "เมื่อจิตว่าง เมื่อนั้นสมบูรณ์อยู่ด้วยสติปัญญาเป็นต้น สมบูรณ์ อยู่ด้วยปัญญาเป็นต้น" และเป็นสมาธิอยู่ตามธรรมชาติในตัว มันเอง คือในจิตว่างนั้น ทีนี้เราสามารถทำให้เป็นระบบที่ดี ที่ รัดกุมให้จบหลักวิชา, ให้เห็นชัดเจนโดยไม่ต้องเชื่อคนอื่น, ไม่ ต้องอาศัยศรัทธา งมงาย, อาศัยปัญญา ตามแบบของพุทธศาสนา อยู่เสมอ แล้วก็จงใช้หลักธรรมเหล่านี้คือ ๗ ประการนี้ ที่เรียกว่า โพชฌงค์ ก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำงานด้วยจิตว่าง มีชีวิตอยู่ด้วย จิตว่าง ในที่สุดนี้ ซึ่งเวลาจะหมดลงนี้ ก็ขอทบทวนความจำเพียง ข้อเดียวว่า : - อย่าลืมว่า หลักโลกุตตรธรรมนั้น ใช้ได้อย่างเดียว กัน แม้กับการทำการงานของคนที่อยู่ในโลก ; เพราะว่า คนที่ อยู่ในโลกก็คือ คนที่ต้องการจะข้ามขึ้นจากโลก ; ก็คือจมอยู่ ในกองทุกข์ เมื่อต้องการที่จะข้ามขึ้นจากโลก ก็มุ่งหมาย โลกุตตระ; เพราะฉะนั้นหลักของโลกุตตระ จึงเป็นหลักสำหรับ ความดับทุกข์ ดับทุกข์ทั้งปวง ดับทุกข์ในทุกรณี มีความหมาย
น.522 ๑๔๗ ครอบคลุมเป็นอันเดียวกันหมด ตั้งแต่เบื้องสูงที่สุด ลงมาจนถึง เบื้องต่ำที่สุด, อย่าได้แยกเป็นธรรมะสองฝ่ายว่า ธรรมะชาวบ้าน, ธรรมะที่วัด, ธรรมะสำหรับไปนิพพาน, ธรรมะสำหรับจมอยู่ ในโลก ไม่มีธรรมะข้อไหนที่พระพุทธเจ้าได้ว่างไว้สำหรับให้คน จมอยู่ในโลก มีแต่ธรรมะที่จะถอนคนขึ้นเหนือโลกทั้งนั้น, แม้ ว่าให้ทำมาหากิน นี่ก็เพื่อให้ฉลาดจนถอนตนขึ้น ออกไปจากโลก และเมื่อการทำมาหากินผิดวิธีนำมาซึ่งความทุกข์แล้ว ก็จะใช้ ธรรมะเป็นเครื่องมือสำหรับทำให้ถูกวิธี, อย่าให้การทำมาหากิน นั้นเป็นทุกข์ขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องศึกษาเรื่อง จิตชนิด หนึ่งซึ่งธรรมชาติมีไว้ให้เราเป็นพื้นฐาน เราควบคุมให้ดี รักษา ให้ดี จัดแจงให้ดี พัฒนามันให้ดี มันก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แก่เรา ไม่มีสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ยิ่งไปกว่านี้แล้ว: และจิตว่างนี้ จะเป็นเหมือนกับสาระพัดนึก คือใช้อะไรก็ได้ ในกรณีใดที่เป็น ปัญหาแล้วจะแก้ได้หมด ฉะนั้นอาตมาจึงขอยืนยันไปตามเดิม ว่า ทำงานด้วยจิตว่าง ในฐานะที่ว่า เป็นวันขึ้นปีใหม่มาหยก ๆ อยากจะขอส่ง ความสุขปีใหม่นี้ด้วย "จิตว่าง" โดยคำที่เคยยืนยัน แล้วผูก ขึ้นเป็นคำกลอนว่า : จงทำงาน ทุกชนิด ด้วยจิตว่าง ยกผลงาน ให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที,
น.523 ๑๔๘ ข้อความนี้ก็ได้กล่าวอภิปรายกันแล้ว ในการบรรยายครั้ง ที่แล้วมา นี่เอามากล่าวอีก; - ทำงานทุกอย่างทุกชนิด จงทำด้วย จิตว่าง, และได้ผลงานมาเท่าไรอย่างไร อย่ากล้าสำคัญมั่นหมายว่า เป็นของตนหรือของกู: จงยกให้แก่ความว่างของธรรมชาติ, นั่นแหละมันจะไม่ขบไม่กัดไม่อะไรเรา, ทีนี้เราจงกินผลงานนั้น ใช้ผลงานนั้นก็เรียกว่ากินของความว่าง เมื่อมีจิตว่าง ก็กินของ ความว่างได้ ไม่มีอะไรที่จะขัดขวางได้ เหมือนพระกินอาหารของ ความว่างนั้น หมายความว่า ภิกษุที่แท้จริง ย่อมสำนึกในความ ไม่มีตัวตนหรือของตนอยู่เสมอ โดยบท ปัจจเวกขณ์; ที่มีความ หมายอย่างนั้น คือ-นิสฺสตฺโต-นิชฺชีโว-สุญฺโญ, ไม่ใช่ชีวะ, ไม่ใช่ สัตว์, ไม่ใช่บุคคล ว่างเปล่าจากตัวตน กำลังเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ ทั้งอาหารที่กินและทั้งตัวผู้กินอาหาร นั้นด้วย อย่างนี้เรียกว่า กินอาหารของความว่าง ก็กินได้ด้วย จิตว่างไม่มีทุกข์เลย ส่วนความตายนั้นหมดสิ้นกันไปแล้วตั้งแต่ ทีแรก ตั้งแต่ที่มีจิตว่างมาแต่เดิม เพียงแต่เราหลงไป ทำแต่จิตวุ่น ให้โง่ขึ้นมา ก็มีตัวตนขึ้นมาอีก พอจิตวุ่นระงับไป, กิเลสระงับไป, อุปาทานระงับไป มันก็ว่างไปตามเดิม ไม่มีตัวตนอีก เมื่อไม่มี ตัวตน มันก็ไม่ตาย ไม่มีความตาย นี่จึงบอกให้ทราบว่าที่แท้ ที่ถูก ที่จริงนั้น ความตายนั้นเป็นสิ่งที่มิได้มีมาแล้วแต่หัวที ทีแรกโน้น; แต่เพราะความหลง ความโง่ของตนเข้าไปยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ ความตายจึงมีขึ้นมาบ่อย ๆ คือ กลัวตาย, เป็นปัญหาเพราะความ เกิด แก่ เจ็บตาย ขึ้นมาบ่อย ๆ แต่ถ้าเราเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง มา ทำงานด้วยจิตว่าง กินอาหารของความว่าง อย่างที่ว่าแล้ว, สิ่งที่
น.524 พุทธทาสภิกฺ เรียกว่าความตาย จะสิ้นสุดมาแล้วตั้งแต่ทีแรก ไม่มารบกวน อีกต่อไป ไม่มีตัวเราที่จะต้องตายไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่า อะไรเป็นตัวเรา นี่คือคำบรรยายตอนสุดท้ายเรียกว่า หลักธรรมะที่จะช่วย ให้เราสามารถทำงานด้วยจิตว่าง มีอยู่ดังที่กล่าวมานี้ นับว่าอาตมา ได้กล่าวถึงสิ่งที่ได้ตั้งใจไว้ว่าจะกล่าวทั้ง ๓ ขั้น ๓ ตอน จบไปแล้ว โดยบริบูรณ์ ในวันนี้ จึงหวังอยู่ว่า ท่านทั้งหลายที่หวังจะได้ประ- โยชน์จากการบรรยายนี้ จะได้นำไปพินิจพิจารณาดูโดยไม่ต้อง เชื่ออาตมา แม้แต่ประการใด คงเชื่อตนเองได้ตามหลักของพุทธ- ศาสนา เพียงแต่ขอให้พิจารณาอย่างละเอียด แยบคาย และ นั่นแหละจะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า รู้เอง เห็นเอง ปฏิบัติเอง ช่วยตัวเองได้ เป็นหลักเกณฑ์ของพระพุทธศาสนา โดยแท้จริง อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะสมควรแก่เวลา เพียงเท่านี้
น.525 ระสัน จะเปลี่ยนรส เปลี่ยนที่ เปลี่ยนสิ่งอัน แวดล้อมมัน เปลี่ยนเวลา เปลี่ยนอารมณ์ รสของความ เปลี่ยนแปลง แฝงเจืออยู่ จึงได้ดู เป็นรส ที่เหมาะสม เป็นรสแห่ง อนิจจัง ช่างลับลม ไม่รู้ถึง จึ่งงม ว่าเลิศดีฯ พ. อินฺทปัญฺโญ
น.526 ท่านพุทธทาสภิกขุ เรื่องไม่ต้องทำอะไร แสดงที่ สวนอุศม ฯ อ.พระโขนง พระนคร เมื่อ ๑๔ มกราคม ๒๕๐๘ โอวาทครั้งนี้ เริ่มเรื่องด้วย มีผู้เสนอขอให้แนะนำเพื่อ เกิดความ เพียรขยันทำข้อปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ พูดเรื่องความว่างนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เรื่องขยันนั้นเป็น เรื่องหาเรื่อง: เรื่องดับทุกข์ เรื่องไม่มีทุกข์นี้ มันเป็นเรื่องไม่ทำ อะไร แต่ว่าฟังกันไม่ถูก เรื่องนี้ต้องพูดกันให้เข้าใจว่า ไม่ต้อง ทำอะไร เขาเคยได้ยินแต่ว่า ให้รีบปฏิบัติอย่างพากเพียรอย่าง ขยันขันแข็ง ได้ยินแต่อย่างนั้น; ดังนั้นฟังดูใหม่อย่างไหนจะดี กว่าที่ว่า ไม่ต้องทำอะไร กับต้องทำมาก ๆ อย่างไหนจะดีกว่ากัน ; นี่เป็นเรื่องที่เป็นหลักพื้นฐาน ที่เราเข้าใจไม่ตรงกัน ; ดังนั้น จึงพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องว่า ต้องทำอะไรกับไม่ต้องทำอะไรเลย ต่างกันอยู่อย่างนี้ สำหรับวันนี้ อยากจะพูดเรื่อง ไม่ต้องทำอะไร ซึ่งเป็นวิธี
น.527 ระสัน จะเปลี่ยนรส เปลี่ยนที่ เปลี่ยนสิ่งอัน- แวดล้อมมัน เปลี่ยนเวลา เปลี่ยนอารมณ์ รสของความ เปลี่ยนแปลง แฝงเจืออยู่ จึงได้ดู เป็นรส ที่เหมาะสม เป็นรสแห่ง อนิจจัง ช่างลับลม ไม่รู้ถึง จึ่งชม ว่าเลิศดี ฯ พ. อินฺทปัญฺโญ
Buddhadasa