Buddhadasa.org

ชุมนุมธรรมบรรยายเรื่องจิตว่าง ตอนที่ ๕ — ๕. เรื่องไม่ต้องทำอะไร

ชุมนุมธรรมบรรยายเรื่องจิตว่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมธรรมบรรยายเรื่องจิตว่าง (๖ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.528 โอวาทครั้งนี้ เริ่มเรื่องด้วย มีผู้เสนอขอให้แนะนำเพื่อ เกิดความ เพียรขยันทำข้อปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ พูดเรื่องความว่างนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เรื่องขยันนั้นเป็น เรื่องหาเรื่อง: เรื่องดับทุกข์ เรื่องไม่มีทุกข์นี้ มันเป็นเรื่องไม่ทำ อะไร แต่ว่าฟังกันไม่ถูก เรื่องนี้ต้องพูดกันให้เข้าใจว่า ไม่ต้อง ทำอะไร เขาเคยได้ยินแต่ว่า ให้รีบปฏิบัติอย่างพากเพียรอย่าง ขยันขันแข็ง ได้ยินแต่อย่างนั้น: ดังนั้นฟังดูใหม่อย่างไหนจะดี กว่าที่ว่า ไม่ต้องทำอะไร กับต้องทำมาก ๆ อย่างไหนจะดีกว่ากัน ; นี่เป็นเรื่องที่เป็นหลักพื้นฐาน ที่เราเข้าใจไม่ตรงกัน ; ดังนั้น จึงพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องว่า ต้องทำอะไรกับไม่ต้องทำอะไรเลย ต่างกันอยู่อย่างนี้ สำหรับวันนี้ อยากจะพูดเรื่อง ไม่ต้องทำอะไร ซึ่งเป็นวิธี

น.529 nithraNodireGIener G] ที่มีหลักสำหรับบอกกันอย่างนี้ มันต้องทราบก่อนว่า เดี๋ยวนี้เรา เข้าใจไขว้กันอยู่เป็นสองอย่างเป็นสองพวก คือพวกที่มากที่สุด ตั้ง ๙๙% ในประเทศไทยนี้เขาเข้าใจว่า กิเลสเกิดอยู่เรื่อย; หมาย ความว่า ความทุกข์เกิดอยู่เรื่อย; หรือจิตนี้วุ่นเป็นไฟอยู่เรื่อย; นี่พวกที่กิเลสเกิดอยู่เป็นพื้นฐานในเมืองไทยสอนกันอยู่จนเข้าใจ อย่างนี้ อีกพวกหนึ่งก็ตรงกันข้ามเว้น กิเลสไม่ได้เกิดอยู่เป็นพื้นฐาน; ความว่างจากกิเลสนั่นแหละมีอยู่เป็นพื้นฐาน; ส่วนเวลาที่กิเลส เกิดนั้น นิดเดียว วันหนึ่งคืนหนึ่งมีสักครั้ง สองครั้ง หรือไม่กี่ ครั้งเมื่อรวมแล้ว มันน้อยกว่าเวลาที่กิเลสว่างอยู่ ที่กิเลสไม่เกิด เวลาที่กิเลสไม่เกิดมีมากกว่า เมื่อพูดอย่างนี้ ควรจะคิดดูให้เข้าใจจริงๆ เสียชั้นหนึ่ง ก่อน ว่าคำพูดอันไหนถูก; ว่า คนเรานี้ จิตว่างจากกิเลสอยู่เป็น พื้นฐาน กิเลสเพิ่งมาเป็นคราว ๆ นี้อย่างหนึ่ง:กับที่พูดว่าคนเรา นี้มีกิเลสวุ่นอยู่ทั้งหลับทั้งตื่น ไม่มีเวลาหยุด ทั้งกลางวัน กลางคืน; แล้วต้องไปทำ ต้องบีบ ต้องกด เฉพาะครั้งเฉพาะคราว มันจึง ว่างไปหรือหยุดไปบ้าง นี่ก็พูดอีกอย่างหนึ่ง อย่างไหนถูก อย่าเอา ที่เล่าเรียน หรือที่ได้ยินได้ฟังมาเป็นเกณฑ์ เอาที่รู้สึกแก่จิตใจใน จิตใจเป็นเกณฑ์; เหมือนอย่างถามว่า เดี๋ยวนี้จิตว่างจากกิเลส ไหม? ถ้าว่าจิตมีกิเลส ก็ลองว่ามา ว่ามันมีกิเลสอะไร, หรือถ้าไม่มี กิเลสก็ให้เข้าใจว่า มันว่างจากกิเลส กิเลสมี ต่อเมื่อมีความปรุง : เวลาที่ไม่มีความปรุงนั้น กิเลสไม่มี, ฉะนั้นเราอย่าไปปรุง, พยายามมีสติ ที่จะอยู่นิ่ง ๆ ;

น.530 ๑๕๓ ไม่ปรุง กิเลสเกิดต่อเมื่ออารมณ์กระทบตา กระทบหู หรือกระทบ ลิ้น กระทบผิวหนังหรือกระทบจิต เกิดคิดขึ้นมาในจิต มันจึง จะเรียกว่า มีการกระทบ; พอเกิดมีการกระทบ มันก็มีทางที่จะ แยกเป็นสองทาง ทางหนึ่งคือมีสติ สัมปชัญญะ ทางหนึ่งไม่มี สติสัมปชัญญะ ถ้ามีสติสัมปชัญญะ ในความรู้สึกตัวแล้ว มันก็ ห้ามกันความปรุงได้: ในเมื่อรูปกระทบตา เสียงกระทบหู ก็ตาม มีสติสัมปชัญญะไว้ มันก็ห้ามกันความปรุงไว้ได้ แม้จะรู้สึกถูกใจ ไม่ถูกใจบ้าง ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าหลังจากนั้น อย่าให้ปรุงเป็นตัณหา คือความอยากอย่างใดอย่างหนึ่ง; ชอบก็เป็นตัณหาอย่างหนึ่ง · ไม่ชอบก็เป็นตัณหาอย่างหนึ่ง ภาษาบาลีเขาหมายความอย่างนั้น, เพราะว่าถ้าชอบก็อยากได้ อยากมี อยากเป็น; ถ้าไม่ชอบก็อยากตี อยากฆ่า อยากทำลาย อยากหนีไปให้พ้น มันเป็นอีกอย่างหนึ่ง ขึ้นชื่อว่า อยาก อย่างนี้; อยากด้วยความโง่แล้วก็เป็นตัณหา หมด; ดังนั้นก็มีการปรุงเป็นตัณหา ถ้าไม่เผลอสติก็ไม่มีการปรุง เป็นตัณหา ก็คือว่างอยู่ตามเดิม, ไม่ปรุงเป็นตัณหา ก็ไม่เป็น อุปาทาน ไม่เป็นตัวกูของกู ไม่มีตัวกู ของกู ก็คือไม่มีชาติ ชรา มรณะ ฯลฯ ดังนั้นจึงไม่ทุกข์ ทีนี้ถ้าเผลอสติ มีปรุงเป็นตัณหา อยากอย่างนั้น อย่างนี้ นั่นแหละคือตัวกู เป็นตัวปฏิสนธิละ, ปฏิสนธิคือ ตัวกู ที่มีตัณหา พอมีตัณหาก็มีอุปาทาน; เหมือนกับครรภ์แก่แล้ว พอหลังจาก อุปาทานก็เป็นภพ, เป็นชาติ,คลอดตัวกูออกมาเต็มที่ เต้นเร่า ๆ ส่งเสียงลั่นอยู่ หรืออะไรหรือกลุ้มเป็นไฟอยู่ อย่างนี้เรียกว่าตัวกู ของกู เกิด นี่คือวุ่น วุ่นหมายถึงตอนนี้กิเลสเกิดหมายถึงตอน

น.531 ๑๕๔ นี้ : ถ้ายังไม่เป็นอย่างนี้ เรียกว่ายังว่างอยู่ กิเลสยังไม่ได้เกิด ดังนั้น เราก็ระวังตรงนี้เท่านั้น ระวังอย่าให้ปรุงเป็นอย่างนี้ จะได้ว่าง อยู่เรื่อยไป ที่ว่า ให้ว่าง นี้ก็ หมายความว่า ให้มีสติสัมปชัญญะให้ดี ๆ : ระวังไว้ให้ดี ๆ อย่าให้เผลอไปทำอะไรเข้า "ทำ" คำนี้หมาย ความว่า ทำด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน คือมีตัวกู ของกู เป็น ผู้ทำ; เรียกว่าวุ่นแล้ว ดังนั้นพอมีอะไร กระทบตา หู จมูก ลิ้น ฯลฯ อะไรก็ตาม ที่จะทำให้มีเรื่อง ต้องคงสภาพเดิมไว้ให้ได้ คือ อย่าให้มีเรื่อง, คืออย่าให้ปรุง, นี้มีสติสัมปชัญญะควบคุมเท่านั้น เอง ไม่ต้องทำอะไรใหม่ รักษาของเก่าไว้:ของเก่าคือว่าง อยู่เป็น พื้นฐานแล้ว รักษาไว้ให้ได้ นี่วิธีเห็นว่าเหมาะที่สุดลัดสั้นที่สุด แล้วฉลาดที่สุด ประหยัดเวลาที่สุด อะไรที่สุด ต้องมีหลักอยู่ว่า "ว่าง" อยู่แล้วเป็นพื้นฐาน ระวังอย่าให้วุ่นขึ้นมา ถ้าใครเคยเข้าใจ อย่างนี้อยู่แล้ว ก็นับว่าถูกต้องแล้ว ในทางที่จะทำได้ง่าย ๆ มี ประโยชน์ ; แต่ถ้าใครเข้าใจว่าเราวุ่นอยู่ตลอดเวลา มีกิเลสอยู่ตลอด เวลาแล้ว ก็ลองไปคิดดูใหม่ว่า จริงไหม ? ทีนี้ต้องรู้จักสังเกต ที่ว่า "ว่าง" กับ "วุ่น" ความคิดที่ไปตาม อวิชชาตัณหา เรียกว่าวุ่น ถ้ามีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เข้ามา เกี่ยวข้องแล้ว มันก็วุ่น; มีตัวกู ของกู เมื่อตาได้เห็นรูปก็ตาม เมื่อหูได้ยินเสียงก็ตาม จมูกได้กลิ่นก็ตาม ทั้งหกอายตนะนี้ถ้ามี การกระทบแล้วมีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เผลอสติ; อวิชชาเกิด ขึ้น ทำหน้าที่ให้อยากคือตัณหา ให้ยึดมั่นถือมั่น คืออุปาทาน แล้วเกิดภพ เกิดชาติ แล้วเกิดทุกข์นี่เรียกว่า วุ่น

น.532 ๑๕๕ ถ้ามีสติสัมปชัญญะเสมอ อวิชชาไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นมา ตัณหาก็ไม่อาจจะเกิด; แม้ว่าตาจะเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูก ได้กลิ่นก็ตาม ฯลฯ ทั้งหกนั้น แม้เป็นอย่างนั้น อวิชชาไม่ได้ โอกาส ตัณหาก็ไม่เกิด เมื่อตัณหาไม่เกิด อุปาทานก็ไม่เกิด ตัวกู ของกู ก็ไม่มี:นี่เรียกว่า ว่างอยู่เรื่อย แต่ก็คิดนึกอะไร ทำอะไร ได้อย่างดีเสียอีก; ดังนั้นความคิดหรือความต้องการก็ตาม การ ทำงานก็ตาม ที่ทำไปโดยไม่มีอุปาทาน ตัวกู ของกู แล้วเรียกว่า ทำไปด้วยจิตว่าง ที่จิตวุ่น ทำไปด้วยอยากอย่างนั้น อยากอย่างนี้ ยึดมั่น อย่างนั้น ยึดมั่นอย่างนี้ นี่เรียกว่าทำด้วยจิตวุ่น นี้เป็นทุกข์; ถ้าทำด้วยจิตว่าง ก็ไม่เป็นทุกข์; เพราะฉะนั้น ส.ค.ส. ปีนี้เขียน กันลงไปว่า ให้ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง นี่เอาไปคิดดูกันให้ดี นี่หมายถึง อย่างนี้; แล้วก็ ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น; กินอาหาร ของความว่างอย่างพระกิน;ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที, แต่หัวที่ คือแต่ทีแรก ตายเสร็จสิ้นแต่ทีแรก แรกเกิด, แรกรู้เรื่อง คือตายเสียก่อนตาย ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง; หมายความว่า เมื่อจิตมันว่าง ว่างเหมือนที่นั่งอยู่นี่ พอรู้สึกอะไร, ทำอะไร, ลุกไปทำอะไร, ให้ ว่างอยู่อย่างนี้ หรือเมื่อเกิดอะไรขึ้น เกิดมีเรื่องกระทบอย่างนั้น อย่างนี้ คนนั้นคนนี้ก็ให้ ตอบสนองไปด้วยจิตที่ยังว่าง อยู่ อย่างนี้ อย่าทำให้จิตโกรธขึ้นมา; แล้วจึงไปติดต่อกับเขา หรือ อย่าไปรักเข้า แล้วไปติดต่อกับเขา ; ให้ทำไปด้วยจิตว่างไปตามเดิม

น.533 ๑๕๖ ให้มีสติสัมปชัญญะทันท่วงที ที่มีอะไรเข้ามากระทบ อย่าเพ่อพูด อย่าเพ่อทำ, อย่าเพ่อคิดอะไรไปเลยในขณะ ที่จิตวุ่น; ต้องสำรวจจิตให้มีสติสัมปชัญญะเสียก่อน มิฉะนั้น แล้วจะสู้เด็ก ๆ ในนิทานเรื่องนับสิบเสียก่อนไม่ได้; นิทานสอน เด็กว่าให้นับสิบเสียก่อนจึงพูด เมื่อรู้สึกขุ่นขึ้นมา ในหนังสือ แบบเรียนสมัยก่อนในนิทานสุภาษิต;เด็กสองคนพี่น้อง เด็ก ที่เป็นน้องได้รับคำสั่งสอนอย่างนั้น ดังนั้น เด็กคนที่เป็นพี่เขา ทำอะไรไม่ถูกใจ เด็กคนน้องเขานั่งนิ่งอึ้งอยู่ตั้งพัก: มัวนับหนึ่ง ถึงสิบเสียก่อน จึงพูด ทีนี้ถ้าจิตเขาวุ่นเขานับหนึ่งไม่ทันถึงสิบ จิตมันวุ่น หรือโกรธขึ้นมาอีก;เอ้า! ต้องนับใหม่ สู้กันอย่างนี้ จนจิตปรกติ นับหนึ่งถึงสิบ มันก็หายโกรธแล้ว ก็เลยพูดไปได้ โดยไม่มีความโกรธ; อย่างนี้เรียกว่า พูดด้วยจิตว่าง ถ้าพูดด้วย จิตที่โลภ ด้วยโกรธ ด้วยหลง เรียกว่าพูดไป หรือทำไปด้วยจิตวุ่น ทีนี้ ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง หมายความว่า ไม่มีตัณหา อุปาทานเจืออยู่ในขณะนั้น, ทำงานด้วยจิตว่าง ไม่มีตัวกูของกู เจืออยู่ในขณะนั้น; ขอให้สังเกตให้ดี ๆ เถิดว่า ที่เรานั่งอยู่อย่าง นี้ ให้พบความที่จิตว่าง;ให้ว่างอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ลุกไปทำอะไร ที่ไหน มีอะไรเกิดขึ้น ให้ทำด้วยจิตว่างอย่างนี้อยู่เรื่อย ปรกติ อยู่เรื่อยนี่เรียกว่า ทำด้วยจิตว่าง เขาฟังกันไม่ถูก เขาเขียนเยาะ- เย้ย ถากถาง ด่าว่ากันก็มี เพราะเขาทำไม่ถูกเรื่องของการทำงาน ด้วยจิตว่าง; เพราะเขาไปมีหลักผิดกัน ผิดตรงกันข้าม;เพราะ เขาไปมีหลักว่า คนทุกคนมีจิตวุ่นเป็นพื้นฐาน มีจิตที่เต็มไปด้วย กิเลสเป็นพื้นฐาน; ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถทำงานด้วยจิตว่าง

น.534 ๑๕๗ แล้วยากที่จะทำงานด้วยจิตว่าง แล้วยากที่จะทำให้มันว่างได้ มันวุ่นด้วยกิเลสเป็นพื้นฐาน, ไม่มีช่องว่างเว้น ส่วนเรามันมี หลักกลับกัน เราจิตมันว่างอยู่เป็นพื้นฐาน จิตกลับวุ่นขึ้นมา เป็นคราว ๆ เราถือตามพระพุทธภาษิตว่า "ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ . - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ ใสเป็นประภัสสร, "อาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฐ์" แต่ว่าเศร้าหมอง เพราะกิเลสที่เป็น อาคันตุกะจรมาเป็นคราว ๆ ดังนั้นจึงเรียกกิเลสว่าอาคันตุกะ เพราะเป็นเหมือนแขกที่มาบ้านเราเพียงเล็กน้อย เป็นครั้งคราว; ไม่ได้มาอยู่ที่นี่ไม่ได้มากินมานอนที่นี่ เป็นแขก เพราะฉะนั้น จึงว่า "อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฐ์" แปลว่า เศร้าหมองแล้ว เพราะ อุปกิเลสที่จรมา; จึงให้ถือว่า จิตนี้ใสเป็นประภัสสร คือว่างจาก ตัณหาอุปาทานอยู่ จนกว่าเมื่อไรมีเรื่องเข้ามา ทางตา ทางหู ทางจมูก ฯลฯ เหล่านี้ มีเผลอสติ อวิชชาเกิดขึ้น ทำงาน ปรุงให้ เกิด ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชาตินี่แหละ เป็นตัวกู ของกู แล้วเป็นทุกข์ นี่เรียกว่า เรามีพื้นฐานเป็นคนละอย่างเสียแล้ว เรามีพื้นฐานที่ว่างอยู่เรื่อย แล้วระวังให้ดี; ให้ทำงานด้วยจิตว่าง เหมือนที่เราอยู่ว่าง ๆ อย่างนี้ จะพูดจะทำอะไรก็ทำด้วยจิตว่าง ที่ว่า คนจะทำงาน ถีบสามล้อ แจวเรือจ้าง มันว่างอย่างไร ก็ให้ว่างอยู่อย่างนั้น ก็แจวเรือไปเรื่อย ๆ ถีบสามล้อก็เหมือนกัน เรียกว่า งานมันเหน็ดเหนื่อย งานของคนจนก็ต้องทำด้วยจิตว่าง; อย่าเผลอ ทีนี้เขากระฟัดกระเฟียด จิตใจเคร่งเครียด คิดมาก ไปอย่างนี้อย่างนั้น จนกระทั่งริษยาคนที่มีทรัพย์ มีกำลัง; อย่าง

น.535 ๑๕๘ นี้ก็เรียกว่า ทำไปด้วยจิตวุ่น; เป็นทนทรมาน. ถ้าทำด้วยจิตว่าง ก็อย่าไปคิดอย่างนั้น ให้ว่างอยู่ตามเดิม มีสติสัมปชัญญะอยู่ตาม เดิม; แล้วก็ทำไป งานมันสนุก ดังนั้น เราจึงเห็นคนแจวเรือจ้าง บางคนก็ร้องเพลงไปพลางก็มี; ต้องการอย่างนั้น;นี่เรียกว่า ทำ งานด้วยจิตว่าง. ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น คือได้ทรัพย์มาได้เกียรติ- ยศชื่อเสียงมา อย่าเอาเป็นของกู, อย่าไปโง่หลง เข้าใจผิด ปรุง ขึ้นในใจว่าเป็นของเรา ให้ความว่างเสียตามเดิม หมายความว่า ยกให้จิตที่ว่าง ที่ไม่มีตัวกู, ให้จิตใจที่ว่างด้วยความคิดว่าเป็น ตัวเรา; แล้วร่างกายนี้มันก็รวมกันอยู่ หมายความว่า ยกให้ร่างกาย และจิตใจที่ว่างจากตัวกู มิได้ยึดถือว่าเป็นของเราเนี่ยกผลงาน ให้ความว่างหมด กี่อย่าง กี่อย่าง ได้อะไรมา ก็เก็บให้เป็นของ ความว่าง; เช่น เราจะเก็บเงินไว้ในเซฟนี้ ก็ให้คิดว่า เป็นสมบัติ ของความว่าง. ทีนี้ถ้าเราเอาตัวเราว่างได้ จิตว่างได้ มันก็เป็นของ ความว่าง; ถ้าทำไม่ได้ก็คิดไปในทำนองว่า เราไม่ได้ยึดถือก็แล้ว กัน เราไม่อาจจะเอาอะไรเป็นของเราได้ ก็เป็นของความว่าง ฝาก ความว่างไว้, ถ้าในขณะนั้นเรามีจิตว่างแล้ว มันจะเป็นของใคร เล่า;คิดดูเถิด จะเอาเงินไปเก็บที่ไหน จะเอาทองไปเก็บที่ไหน จะมีวัวควายไร่นาที่ไหน มันก็เป็นทรัพย์สมบัติของความว่าง; นี่ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น ไม่มีอะไรเหลือเป็นของเรา ทีนี้ ถ้าจะต้องกินต้องใช้ ก็ถือว่ากินของความว่างคือ จิต ที่ไม่มีตัวตน ที่ว่างเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติ; แล้วมีอะไรก็กิน ของความว่าง อย่างนี้เรียกว่า กินอาหารของความว่าง. ถ้าฟัง

น.536 ๑๕๙ ไม่ถูก เป็นเส้นผมบังภูเขา ฟังไม่เข้าใจจนแล้วจนรอด; ถ้าฟังถูก มันก็ง่ายนิดเดียว กินอาหารของความว่างอย่างพระกิน ไม่เคย บวชพระคงจะฟังยากสักหน่อย ดังนั้นจะเล่าให้ฟังว่ากินอาหาร ของความว่างอย่างพระกินนั้น คนไม่เคยบวช ฟังไม่ถูก จะ เล่าให้ฟัง :- พระหรือเณรที่ปฏิบัติตามกฎ ตามระเบียบ; เขาให้พิจารณา บท ตามกฎของบทพิจารณาว่า "ยถาปจฺจย์ ปวตฺตมานํ ธาตุมฺ ตเมเวต" นี่เป็นหลักสำคัญ แล้วแถมต่อไปว่า "ยทิทํ จีวร์ ตฺป ภุญฺชโก จ ปุคฺคโล" นี่พูดเป็นบาลีฟังยาก ถ้าพูดเป็น ไทยก็ว่า "สิ่งนี้ หรือ สิ่งนั้น หรือ สิ่งนั้น เป็นเพียงแต่สักว่าธาตุ ตามธรรมชาติเท่านั้น:กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เปลี่ยน แปลงอยู่เนืองนิจ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา, แล้วก็ "สุญโญ" - ว่าง เปล่า ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเราหรือของเรา; นิสฺสตฺโต ไม่มีส่วนจะ ถือว่า เป็นสัตว์ บุคคล ของเรา: นิฺชีโว ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่ชีวะของเรา แล้วสิ่งที่ว่านั้นคืออะไร สิ่งที่ว่านั้นคือ อาหาร ที่กิน ปิณฺฑปาโต ตฺปฺปฺญชโก จ ปุคฺคโล และบุคคลที่เกิน นั้นด้วย; พูดอีกทีว่าอาหารที่กินนั้นด้วยบุคคลที่กินอาหารนั้น ด้วย;ทั้งสองอย่างนั้น นั่นเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ:กำลังเป็น ไปตามเหตุตามปัจจัย เปลี่ยนแปลงอยู่เนืองนิจ;ว่างเปล่าจาก ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขาพูดทำนองนั้น นี่เรียกว่า ต้องพิจารณาอย่างนี้อยู่เรื่อยๆดังนั้น พระเมื่อเดินออกไปบิณฑ- บาต ยังห่างเวลาฉันมาก; เมื่อถือบาตรออกไปบิณฑบาตตอนเช้า ก็ต้องพิจารณาอย่างนี้อยู่ทุกก้าวย่าง, ดังนั้นจึงทอดตาในระยะ

น.537 ๑๖๐ ไกลพอสมควรเพื่อไม่ให้เดินผิดทาง หรือใครชนเท่านั้นเอง; แล้วก็พิจารณาอย่างนี้อยู่ตลอดเวลาที่บิณฑบาตจนกลับมา นี่มัน ป้องกันเสียแต่เนิ่นแล้วยังไม่ทันจะกิน เพียงแต่ไปหาอาหารมา เท่านั้น; ต้องพิจารณาว่าบิณฑบาตนี้ก็ดี ผู้บิณฑบาตนี้ก็ดี ไม่ใช่ สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ว่างจากตัวตน. ทีนี้เมื่อกลับมาถึงที่อยู่ จะฉัน บิณฑบาตก็ต้องพิจารณา อย่างเดียวกันอีก เมื่อฉันก็ยังพิจารณา อย่างเดียวกัน; นี่เรียกว่า พระฉันข้าวนั้นฉันอย่างนี้ ฉันด้วย ตัวเองก็ว่าง อาหารที่ฉันนั้นก็ว่าง ว่างจากสาระที่ควรยึดถือว่า ตัวตน นี่พระฉันข้าว อย่างนี้, ทีนี้ ที่บอกว่า กินอาหารของความว่างอย่างพระกินนั้น หมายถึง กินอย่างนี้; เพราะเราไม่ยึดถืออาหารที่กินนั้นว่าของเรา แต่กินด้วยความว่าง กินเหมือนอย่างพระกิจ คือกินด้วยจิตที่ ว่างจากตัวตน:กินอาหารของความว่างอย่างพระกินนั้น คือกิน ด้วยจิตที่ว่างจากตัวตน;กินอาหารของความว่างอย่างพระกิน นั้นมีความหมายอย่างนี้: แม้ฆราวาสก็ทำได้ ไม่ใช่ใครจะบังคับ เราได้ และเมื่อทำอย่างนี้มันสบาย ไม่มีทางจะเกิดทุกข์ เกิดเรื่อง เพราะการกิน ดังนั้นไม่ใช่เรื่องของพระแล้ว ฆราวาสปฏิบัติก็ได้; อย่างนี้ก็เป็นเรื่องของจิตใจ จะทำอย่างไรก็ได้: ดังนั้น เอาเรื่อง ไม่ทุกข์ไว้ก็แล้วกัน เมื่อทำการงาน ก็ทำด้วยจิตว่าง:เมื่อได้ผลงาน มา ก็ยกให้เป็นของความว่าง; เมื่อกิน เมื่อใช้ ก็กินของความว่าง ใช้ของความว่าง นี่เรียกว่าว่าง อยู่ตลอดเวลา เป็นคนมีจิตว่าง ว่างจากตัวกูของกู อยู่ตลอดเวลาบรรทัดสุดท้ายที่ว่า "ตายเสร็จ สิ้นแล้วในตัวแต่หัวที" นั้น หมายความว่าเมื่อทำอย่างนี้นั้น มัน

น.538 ๑๖๑ ตายเสร็จสิ้นมาแล้วแต่ทีแรก;เหมือนว่า เราทำงานด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง กินอาหารของความว่าง ในขณะนั้นมัน ไม่มีตัวอยู่แล้ว; นี้ใช้คำให้รุนแรงใช้คำว่า "ตาย" ตายเสร็จสิ้นคือ ไม่มีตัวเราเลย เสร็จสิ้นมาแล้วตั้งแต่ทีแรก จึงพูดว่า ตายเสร็จ สิ้นแล้วในตัวแต่หัวที, ทำงานอยู่ก็เหมือนกับตายแล้ว เมื่อได้ ผลงานก็เหมือนกับตายแล้ว เมื่อกินอาหารอยู่ก็เหมือนกับตาย แล้ว, หมายความว่ามันไม่มีตัวกู ของกู ที่เป็นผู้กิน ผู้ทำ ผู้ใช้ นี่ ความหมายของคำสี่บรรทัดนั้น ซึ่งเป็นเรื่องของความว่าง ที่รุนแรง ที่พูดไว้อย่างรุนแรง และเด็ดขาดที่สุด ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็ไม่มี ความทุกข์เลย ที่นี้ มันอยู่ตรงที่เข้าใจกันไม่ถูกเท่านั้นเอง; ไปเข้าใจว่า ว่างไม่ได้ แม้แต่นิดเดียว ; เพราะเขาไปเข้าใจผิดเสียแต่ทีแรกว่า มีวุ่นอยู่เรื่อย ประกอบด้วยกิเลสอยู่เรื่อย นั่นเป็นความหลง อันใหม่ เป็นอวิชชาขึ้นมาทำให้ปฏิบัติอะไรอย่างนี้ไม่ได้ ที่นี้ กลายเป็นคนจิตวุ่นอยู่ตลอดเวลา แล้วเลยพูดส่งเดชไปเลย ว่า เขาสมัครเป็นผู้มีจิตวุ่น ยอมทนเป็นผู้มีจิตวุ่น ทนทุกข์; สร้างความวุ่นให้รุนแรงขึ้น เพื่อจะหาเงินให้มาก ทำอะไรอยู่ใน โลกนี้ให้สนุกสนาน อย่างนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างร้าย ถ้าไปเทียบ กับหลักพระพุทธศานา; เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้ามีขึ้น เพื่อช่วยคนในโลกนี้อย่าให้เป็นทุกข์ ไม่ใช่เพื่อให้ทนทุกข์เอาเข้า ไป เอาเข้าไป เพื่อให้ได้อะไรมา; แต่ธรรมะนี้มุ่งหมายจะช่วยขจัด ความทุกข์ให้แก่ทุกคน ที่ต้องอยู่ ต้องทำงาน ต้องกิน ต้องใช้ แปลว่าให้คนที่อยู่ในโลกนี้ไม่เป็นทุกข์ก็ได้

น.539 ๑๖๒ ถ้าปราศจากธรรมะ อยู่ในโลกนี้ก็จะต้องเป็นทุกข์:ถ้ามี ธรรมะอยู่ในโลกนี้ก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ ดังนั้นธรรมะนี้มีเพื่อช่วย คนที่เป็นฆราวาส ที่มีทุกข์มาก,ให้เป็นอยู่ได้โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ โดยอาศัยวิธี ควบคุม ความรู้สึกที่ว่า ตัวกู ของกู ที่เรียกว่าอุปาทาน อย่าให้เกิดขึ้น โดยอย่าให้เกิดตัณหา เมื่อไม่เกิดตัณหาก็ไม่เกิด อุปาทาน จะไม่เกิดตัณหา ก็ต้องให้จิตว่างอยู่ตามเดิม มีสติสัม- ปชัญญะระวังตามเดิม เหมือนเดี๋ยวนี้ว่างอยู่อย่างไร ลุกไปทำงาน ลุกทำอะไร ก็ให้ว่างอยู่อย่างนั้น ให้ทำไปด้วยจิตว่าง ไม่มีความ ทุกข์ทุกประการ ในขณะที่ทำ ในขณะที่ได้ผล ในขณะที่จะบริโภคผล เรียกว่า ทำไปด้วยจิตว่าง ทุกระยะ เป็นว่าอยู่ในจิตว่าง ทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งหลับทั้งตื่น การงานก็ทำได้ดีเท่าที่ควรทำนี่ไม่มีความทุกข์เลย นี่เป็นอุบาย เป็นเคล็ดที่จะไม่เป็นทุกข์ โดยที่ไม่มีตัวเรา ไม่มี ความรู้สึกว่าตัวเราเกิดขึ้น, นั่นแหละ เมื่อกี้จึงพูดว่านั่นแหละคือ ไม่ต้องทำอะไร นี่ฟังตรงนี้อีกหน่อยว่า นั่นแหละคือไม่ทำอะไร ทำไมจึงพูดว่า ไม่ทำอะไร ก็เพราะมันไม่มีตัวผู้ทำ มันจะ ทำอะไรล่ะ ไม่มีตัวกู ไม่มี ของกู ที่เป็นความรู้สึกเป็นเจ้าของ หรือผู้ทำ ร่างกายที่ว่างจิตที่ว่าง มันทำ จึงเหมือนกับไม่ได้ทำ ถ้าเคยได้อ่านมาก เคยได้ยินได้ฟังมาก ก็จะระลึกถึงพระพุทธ- ภาษิตหรือสุภาษิตของพระเถระเถรีต่าง ๆ ที่มีว่า "ทำโดยไม่ ต้องมีตัวทำ" หรือว่า "เดินทางโดยไม่ต้องมีผู้เดินทาง หรือ ปฏิบัติโดยไม่ต้องมีตัวผู้ปฏิบัติ" ลองฟังดูให้ดีเถิด ปฏิบัติธรรมโดยไม่ต้องมีตัวผู้ปฏิบัติ

น.540 ๑๖๓ นั่นแหละคือวิธีที่ลัดที่สุด. ถ้ามีตัวผู้ปฏิบัติจะให้ดี จะเอาดี จะเอา เด่น เอาอย่างนั้น เอาอย่างนี้ จะเป็นพระอรหันต์ อย่างนี้ จะมี ผู้ปฏิบัติ ถ้ามีผู้ปฏิบัติอย่างนี้แล้ว มันไม่มีหวัง มันยังมีแต่วุ่นวาย, ถ้าปฏิบัติโดยไม่มีผู้ปฏิบัติคือว่างนั่นแหละ ถึงแล้วทันทีเดี๋ยวนั้น เพราะมันว่างอยู่ก่อนแล้ว นี้จึงเรียกว่าไม่ต้องทำอะไร มีการกระทำ แต่ไม่มีผู้กระทำ การกระทำก็ได้ทำไปแล้ว เสร็จ แต่ผู้กระทำหามีไม่, หรือการเดินหมายถึงการปฏิบัติ เดินนั้น มีการเดินมีการถึง แต่ไม่มีผู้เดินไม่มีผู้ถึง; นี่ลองจำคำเหล่านี้ไว้ บ้าง ที่จริงก็เคยได้ยินแล้วเป็นส่วนมาก แต่เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็ ฟั่นเฟือน เดี๋ยวก็ได้ยินเรื่องนั้น เดี๋ยวก็ได้ยินเรื่องโน้น เอามา กลบเกลื่อน เลือนกันไปหมด จนไม่จำอะไรได้ จนไม่เข้าใจอะไร ได้; อันไหนที่เป็นหลักสำคัญแล้ว ควรจะจำไว้ให้ได้ และเอามา เป็นหลักพิจารณาอยู่เสมอให้เห็นแจ้งอยู่เสมอในข้อนั้น จะง่าย จะลัด จะสั้น จะเร็ว;เพราะฉะนั้น จึงพูดอย่างสำนวนที่น่ากลัว หรือเข้าใจไม่ได้ที่ว่า "ไม่มีอะไร มีแต่ว่าง;" ไม่มีอะไร มีแต่ว่าง อยากจะบอกกับคนบางคนว่า หนังสือเล่มหนึ่งชื่อฮวงโป อ่านกันไม่เข้าใจเพราะเหตุนี้ เพราะเหตุที่ไม่เข้าใจคำว่า “ว่าง" หรือ "ว่าง" อยู่เป็นพื้นฐาน หรือ"ทุกสิ่งว่างอยู่เป็นธรรมชาติ" ดังนี้ เพราะฉะนั้นเราลองนึกถึงพวกที่เขาฉลาด ไม่ต้องนึกว่า นิกายเซ้นหรือไม่ใช่นิกายเซ็น; ไม่ต้องนึก;เพราะมันมีอยู่ตลอด เวลา ที่ว่า ไม่มีการทำอะไร ไม่มีผู้ทำอะไร เมื่อไม่มีผู้ทำ ก็ต้อง เท่ากับไม่มีการกระทำ พูดอย่างนี้ลึกหรือเด็ดขาด ที่พูดแบ่งไว้ครึ่งหนึ่งว่า ไม่มีตัวผู้ทำ แต่มีการกระทำนั้น

น.541 ๑๖๔ ยังแบ่งครึ่งอยู่ นี่เป็นเถรวาทอย่างเรา ๆ ในเมืองไทย: พูดตาม พุทธภาษิตว่า มีแต่การกระทำ ไม่มีตัวผู้กระทำ ถ้าพูดอย่างเซ็น พูดอย่างฉลาด อย่างมหายาน ไม่มีทั้งหมดเลย; พูดตัดหมดเลย ไม่มีทั้งการกระทำ ไม่มีทั้งผู้ทำคือว่าง ถูกทั้งสองอย่างแล้วแต่เรา จะเพ่งเล็งความหมาย:ถ้าเพ่งอย่างรุนแรงอย่างเด็ดขาดก็หมาย ความว่า มันว่าง ผู้ทำก็ไม่มี:การกระทำนั้นก็ไม่เรียกว่าการกระทำ เพราะไม่มีตัวผู้กระทำ:มันมีแต่การเคลื่อนไหว หรือกิริยาเฉย ๆ ไม่เป็นกรรม ไม่เป็นการกระทำ;อย่างกิ่งไม้หักลงมา เราจะเรียกว่า เป็นการกระทำอย่างนี้ไม่ได้ เพราะต้นไม้ไม่ได้เป็นผู้กระทำ มัน เป็นเพียงกิริยาบริสุทธิ์ เฉย ๆ เท่านั้น ทีนี้ ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะก็ทำได้อย่างนั้น ให้มือนี้ทำอะไร ได้ ให้สักแต่ว่าทำเป็นกิริยา ไม่มีตัวกู ของกู เป็นเจ้าของการ กระทำ. ที่ถูกต้องพูดว่า ไม่ต้องทำอะไรไม่มีตัวเรา; แล้วก็ไม่ ต้องทำอะไร ... ส่วนที่ทำไปนี้เป็นเรื่องของกายบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์ สติปัญญาบริสุทธิ์ ธรรมชาติบริสุทธิ์ ทำกันไป:ในนั้นไม่มีความ คิดว่า ตัวเรา ว่าของเรา ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู ดังนั้นมันไม่ทุกข์ และเข้าใจให้ถูกต้องว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า อุปาทานเป็นตัวทุกข์ นั้น ทุกข์ต่อเมื่อมีอุปาทานว่า ตัวกู ของกู: ถ้าไม่มีอุปาทานว่า ตัวกู ของกูแล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นทุกข์:แม้ความเกิดก็ไม่เป็นทุกข์ ความแก่ก็ไม่เป็นทุกข์ ความตายก็ไม่เป็นทุกข์ ถ้าไม่มีอุปาทาน ว่าตัวกูของกู ทีนี้เราฟังของท่านไม่ค่อยเข้าใจ พอได้ยินว่าความ เกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ แล้วเข้าใจผิดว่า มันเป็นทุกข์ไปหมด: ในที่นั้นพระพุทธเจ้าท่านหมายถึง ความเกิด

น.542 ๑๖๕ ที่ถูกยึดถือว่า เป็นความเกิดของเรา:ความแก่ที่ถูกยึดถือว่าเป็น ความแก่ของเรา ความตายที่ถูกยึดถือว่าความตายของเรา;นั่น เป็นทุกข์ เพราะถ้าไม่ยึดถือมันไม่เป็น เกิด แก่ ตาย ที่ไหนเป็น กิริยาล้วน ๆ ไปอีกเหมือกัน, ต่อเมื่อมีความยึดถือ จึงมีความ หมายเป็น เกิด แก่ เจ็บ ตาย อะไรทำนองนี้ พระพุทธเจ้าท่านพูดถูกว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่ เป็นทุกข์ ความเจ็บเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์: แต่ความหมาย ของท่านมีอยู่ว่า ในนั้นมันมีความยึดถือ ข้อนี้เรารู้ได้ตรงพระ- พุทธภาษิตที่ว่า ปญฺจฺปาทานฺขนฺธา ทุกฺขา-เบญจขันธ์ที่ประ- กอบอยู่ด้วยอุปาทานเป็นทุกข์ นี้หมายว่าเบญจขันธ์ที่ไม่ประกอบ ด้วยอุปาทานนั้นไม่เป็นทุกข์:กายใจ ล้วนๆ บริสุทธิ์หรือว่าง อย่างนี้ไม่เป็นทุกข์:พอกายใจนี้มีอุปาทานยึดถือว่าตัวกู ของกู นี้เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที; ให้เข้าใจอย่างนี้ไว้ให้ถูก แล้วมันเป็นความ ถูกความจริงที่พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้คนไม่เข้าใจ ขึ้นชื่อว่า เบญจขันธ์แล้วเป็นทุกข์ไปหมดนี้มันคือ โง่ หลงผิด เข้าใจผิดใน พระพุทธวจนะ; แล้วก็เลยเข้าใจต่อไปว่า ถ้ามีการกระทำเคลื่อน ไหวแล้วก็เป็นกิเลสไปหมด; มีความอยากแล้วก็เป็นกิเลสไป หมด: เป็นความเข้าใจผิดของพุทธบริษัทในประเทศไทย ที่ว่า เจริญด้วยพุทธศาสนา ยังมีความเข้าใจผิดถึงขนาดนี้ เข้าใจกันเสียใหม่ให้ถูกต้องว่า ความประสงค์หรือความ ต้องการนั้น ถ้าไม่เนื่องด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน แล้วไม่ใช่ กิเลส และไม่เป็นทุกข์. นี่ฟังดูให้ดี ๆ ใหม่อีกทีก็ได้ ว่าความ ประสงค์ ความต้องการของเรานี้ ต้องการจะทำอะไรก็ตามใจ ถ้า

น.543 ๑๖๖ อยาก ความต้องการ ความประสงค์นี้ไม่เป็นกิเลส; ไม่เรียกว่า ตัณหา ไม่เรียกว่า อุปาทานและไม่เป็นทุกข์ ถ้าความต้องการนั้นมันเนื่องด้วยอวิชชา ความต้องการนั้น เป็นกิเลส; เป็นตัณหา อุปาทาน นี้เป็นทุกข์ ดังนั้นเราลองต้อง การด้วยสติปัญญาด้วย วิชชาด้วยจิตว่างดูบ้าง;อย่าต้องการด้วย จิตที่กลุ้มไปด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน; ให้ต้องการด้วยจิต ที่ว่างจากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน คือสติปัญญาที่ฝึกไว้ดีแล้ว; อย่างนี้ไม่เป็นตัณหา อุปาทาน และไม่เป็นทุกข์ เหมือนพระอรหันต์ ท่านทำอะไรได้มากกว่าเรา ทำได้ดีกว่าเรา มีการกระทำแล้วท่าน ก็ต้องการไปนั่นมานี่ เที่ยวสอนคนนั้น สอนคนนี้ประสงค์ อย่างนั้น ประสงค์อย่างนี้อยู่เหมือนกัน พระอรหันต์ก็มีการกระทำ มีความต้องการ มีการเดินไป เดินมา ทำนั่นทำนี่แต่ท่านทั้งเหล่านั้นทำด้วยจิตว่างที่ไม่มีตัณหา อุปาทาน ไม่มีอวิชชา; ทีนี้เราพยายามทำตามท่านเรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะเด็ดขาดเหมือนท่าน แต่ได้เปรียบอยู่แล้ว ที่ตรงว่า ธรรมชาติแท้ ๆ มีอยู่ ธรรมชาติอำนวยให้ คือความว่างอยู่แล้ว; เหมือนเดี๋ยวนี้เราว่างจากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน มันยังไม่ปรุง ไม่เกิดขึ้นมา เรารักษาสภาพนี้ไว้เรื่อยแล้วก็ทำงานหรือต้องการ อะไรก็ได้ เช่นสมมุติว่าจะออกเงินสร้างโบสถ์ก็มีอยู่ว่าออกเงิน สร้างโบสถ์ด้วยความคิดที่เป็นอวิชชา ตัณหาอุปาทาน; หรือว่า ออกเงินสร้างโบสถ์ด้วยความคิดที่เป็นสติปัญญา ปราศจากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ถ้าว่าบริจาคเงินด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน

น.544 ๑๖๗ มันก็เร่าร้อน กรุ่นอยู่นั่นแหละ มันต้องการจะได้ผลอย่างนั้น อย่างนี้ ให้รวย ให้เป็นเครื่องรับประกัน เป็นของเราชาติหน้า มากมายอย่างนี้ มันวุ่นวาย กลัดกลุ้มไปหมด; อย่างนี้เรียกว่า บริจาคเงินสร้างโบสถ์ด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ถ้าเรามีความเข้าใจถูกต้อง เรารู้ว่าโบสถ์นี้สร้างทำไม; โดย เฉพาะก็คือสร้างขึ้นเพื่อให้แสงสว่างแก่เพื่อนมนุษย์ เพื่อให้พ้น จากความโง่: เราช่วยกันสร้างขึ้นมีขึ้น สำหรับเป็นที่สั่งสอน แล้ว เราก็ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่า แสงสว่าง บริจาคอย่างนี้ไม่ใช่ บริจาคด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน; แต่บริจาคด้วยสติปัญญา ยังว่างอยู่ คือว่างจากที่จะเอา เป็นตัวกู เป็นของกู นี่ยังว่างอยู่ อย่างนี้ก็เรียกว่า มันต่างกันอย่างตรงกันข้ามแล้ว ทั้ง ๆ ที่ควักเงิน ออกทำบุญ: บริจาคไปตามที่เขาชักชวนนั้น แต่มันต่างกันแล้ว:อัน หนึ่งทำด้วยจิตวุ่น; อีกอันหนึ่งทำด้วยจิตว่าง; ดังนั้นจึงอยาก จะให้รู้จักระมัดระวัง ให้ทำอะไรไปด้วยความว่างไปตามเดิม เรานั่งอยู่ดี ๆ นี้มันว่าง มันว่างอยู่ สังเกตดูให้ดีเถอะ: พอลุกขึ้นจะไปทำบุญ อ้าว! กลับวุ่นเสียแล้วเพราะเราทำผิด ที่นี้ ลุกขึ้นไปทำบุญนั่นแหละ ให้มันยังคงว่างอยู่ตามเดิม มันก็จะ ไม่มีโทษอะไรเลย มีแต่ความไม่ทุกข์:มีแต่สิ่งที่เป็นผลที่พึงปรา- รถนาทั้งนั้น นี่แหละทำอะไรให้ทำด้วย จิตว่างเพราะมันทำได้ โดยง่าย เพราะมันว่าง อยู่แล้ว เราอย่าไปเผลอนิดเดียวให้มันวุ่นขึ้น ทีนี้ มันมีเรื่องมาก เดี๋ยวเรื่องมาทางตา เดี๋ยวเรื่องมาทางหู เรื่องมาทางจมูก ฯลฯ ทั้งหกอายตนะนี้ มันจึงต้องมีสติมาก ที่สุดให้ทันกัน: ดังนั้นประโยชน์มันจึงสำเร็จอยู่ตรงที่ เฝ้าระวัง

น.545 ๑๖๘ ด้วยสติ อย่าให้วุ่นขึ้นมา มันก็ว่างอยู่ได้; แล้วให้ถือว่าความสงบ เงียบนี้เป็นพื้นฐานของน้ำ, น้ำเมื่อไม่มีอะไรมารบกวนนั้น น้ำมัน อยู่นิ่ง ๆ สงบเงียบสม่ำเสมอ ต่อเมื่อมีอะไรมารบกวน น้ำจึงจะ เป็นคลื่นขึ้นมา หรือเดือดขึ้นมา; ดังนั้นจึงถือว่าธรรมชาติแท้ ของมันว่างอยู่ เงียบอยู่ สงบอยู่ ประภัสสรอยู่ ต่อเมื่อมีอะไร มารบกวน คือมีอุปกิเลสเกิดขึ้น เพราะอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เพราะผู้นั้นเผลอสติ มันก็เป็นคลื่นขึ้นมา หรือเดือด ขึ้นมา; ดังนั้นมันจึงสูญเสียสภาพเดิม ทีนี้ เราระวังให้อยู่ในสภาพเดิม เกือบไม่ต้องทำอะไร เพียงแต่เฝ้าให้ดี ๆ เท่านั้น ไม่ต้องทำพิธี รีตองกันใหญ่โตมากมาย อะไรเพียงแต่ไม่ทำอะไร ไม่ต้องทำอะไร นั้นถูกกว่า. คนที่ฉลาดก็สอนไว้อย่างเยาะเย้ย สอนไว้อย่างล้อเลียน เหมือนคำพูดของเว่ยหล่างว่า "อยู่นิ่ง ๆ ชิ, อย่าอุตริชิ, อย่าทำ อะไรให้เป็นเรื่องอุตริ, เพราะธรรมดามันว่างดีอยู่แล้ว จะไปทำ ให้มันวุ่นทำไม" ถ้าเราระวังความว่างให้มันมีอยู่เรื่อยจนกว่า - มันจะเด็ดขาดลงไป คือมีสติปัญญาไม่ขาดตอน มันก็วุ่นขึ้นมา ไม่ได้; แล้วมันก็เลิกกันเท่านั้น นี่แหละที่เขาพูดว่า ไม่ต้องทำ อะไร ถ้าขยันก็ขยันอยู่นิ่ง ๆ อย่าไปขยันปรุงแต่งเข้า: ขยันอยู่ นิ่ง ๆ ขยันรักษาสภาพนิ่ง ขยันรักษาสภาพว่าง นี่คำนี้ พูดสมมุติ ว่า ไม่ทำอะไร; ถ้าไปทำด้วยความอยาก กิเลส ตัณหา ยึดมั่น ถือมั่นมันก็จะวุ่นกันใหญ่: เดี๋ยวนี้เราไม่รู้หลักพื้นฐานอย่างนี้ แล้วไม่รู้ว่าเราต้องการอะไรด้วย จึงไปหลงผิดไปต้องการความวุ่น ไปเข้าใจผิด ไปต้องการความวุ่นเสียทีเดียว แล้วมันจะว่างอย่าง-

น.546 ๑๖๙ ไรได้เปิดติดขัดเหล้าโดยเมื่ออมอบ ถ้าเข้าใจถูก ต้องการความว่าง นี้มันก็ถูกอย่างดีอย่างหนึ่ง แล้ว ทีนี้ยังมีอยู่ว่า โดยธรรมชาติมันก็ว่างอยู่เองแล้ว; นี้มัน ได้เปรียบมากมาย ไม่ต้องวุ่นวายอะไร; นี่เห็นว่าเป็นหลักปฏิบัติ เห็นว่าที่ดีที่สุด สั้นที่สุด ลัดที่สุด ฉลาดที่สุด เป็นอย่างนี้ ว่างอยู่เป็นธรรมชาติ เป็นพื้นฐานแล้ว ระวังรักษาให้คง อยู่ในสภาพนั้นเรื่อย ๆ ไปจนกว่าจะตายตัวเด็ดขาด โดยที่สติ หรือความระวังของเรามันเก่งขึ้น ชำนาญขึ้น จนมันไม่ขาดตอน เลย และว่างอยู่ด้วยกันหมด; สภาพว่างอย่างนั้นไม่มีกิเลส ไม่มี ความทุกข์, เพราะฉะนั้นจึงพูดอย่างโวหารรุนแรง ว่างนั่นแหละ คือพุทธะ, ว่างนั่นแหละคือธรรมะ, ว่างนั่นแหละคือสังฆะหรือ จะสมมุตกันว่า มีจิตแท้ ว่างนั่นแหละคือจิตแท้; ส่วนจิตที่คิด ได้อย่างนั้นอย่างนี้ กี่สิบดวงนั้นไม่ใช่จิต ... แท้ ว่างนั่นแหละคือ จิตแท้: ดังนั้นต้องเติมคำว่าจิตแท้เข้ามาด้วย ถ้าจิตแท้ก็ให้เอา ที่ความว่าง; ถ้าจิตที่ปรุงแต่ง มันเป็นเพียงคลื่นของจิตเท่านั้น ไม่ใช่จิตนี้จะเห็นได้ว่า เราเกือบจะไม่ต้องทำอะไรวุ่นวายมากมาย เหมือนที่เราตั้งใจกัน แต่ระวังรักษาสภาพว่าง; ถ้าเราจะศึกษา เล่าเรียนอย่างขยันขันแข็ง ก็จงศึกษาเรื่องนี้อย่างขยันขันแข็ง; ให้เข้าใจเรื่องว่างเรื่องรักษาสภาพว่างไว้ตามเดิม ให้เข้าใจว่า พระพุทธเจ้า ไม่ได้ตรัสว่า กิเลสเกิดอยู่เป็น พื้นฐาน: พระพุทธเจ้าตรัสว่า กิเลสมาเป็นครั้งคราว ธรรมดา จิตว่างเป็นประภัสสร เหมือนที่บอกทีแรก ถ้าจะเอาหลักที่

น.547 ๑๗๐ แน่นอนกว่านี้ ก็ให้เอาหลักเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทคือ พระองค์ ตรัสว่า :- - มีผัสสะ คือการกระทบ ทางตา ทางหู ฯลฯ นี้จึงมีเวทนา; ต่อเมื่อมีผัสสะจึงจะมีเวทนาไม่ใช่มีเวทนาเกิดอยู่เป็นพื้นฐาน ต้องเกิดเมื่อมีผัสสะ วันหนึ่งไม่ใช่ว่า เรามีผัสสะตลอด ๒๔ ชั่วโมง มันมีเวลาว่าง ต่อเมื่อมันมีผัสสะต่างหากมันจึงมีเวทนา ต่อเมื่อมีเวทนาต่างหาก จึงจะมีตัณหา ฯลฯ ถ้าอวิชชาเป็นเจ้าเรือน เพราะท่านเอาอวิชชาไว้เป็นต้นเงื่อน : - อวิชชา เป็นเหตุให้เกิด สังขาร - สังขาร เป็นเหตุให้เกิด วิญญาณ - วิญญาณ เป็นเหตุให้เกิด นามรูป - นามรูป เป็นเหตุให้เกิด อายตนะ - อายตนะ เป็นเหตุให้เกิด ผัสสะ - ผัสสะ เป็นเหตุให้เกิด เวทนา - เวทนา เป็นเหตุให้เกิด ตัณหา - ตัณหา เป็นเหตุให้เกิด อุปาทาน - อุปาทาน เป็นเหตุให้เกิด ภพ - ภพ เป็นเหตุให้เกิด ชาติ - ชาติ เป็นเหตุให้เกิด ชรา,พยาธิ, มรณ, คือทุกข์ทั้งหลาย นี่หมายความว่า ถ้าไม่มีเวทนาแล้วไม่มีตัณหา;ฉะนั้นในขณะ ที่ไม่มีเวทนา ตัณหาไม่มี ทุกข์ไม่มีคือว่าง. ถ้าลำพังตัณหาล้วน ๆ ขยายเป็นอุปาทานตอนหนึ่งเป็นภพอีกตอนหนึ่ง จึงจะเป็นตัวทุกข์

น.548 ๑๗๑ เป็นชาติชรา มรณะ.ทีนี้ตัดตอนเสียแค่ผัสสะอยู่เรื่อย อย่าให้ เป็นเวทนา;หรือเวทนาเกิดก็ให้มีสติ,อย่าให้เป็นตัณหา ให้กลาย เป็นวิชชาเสีย อย่าให้เป็นอวิชชา เป็นอันว่าไม่มีทุกข์ ไม่มีทุกข์ ในที่นี้หมายความว่า กิริยาที่เราเรียกว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความไม่ได้ ความได้ ความเสีย เหล่านี้มันไร้ความหมาย นั่นแหละ คือไม่เป็นทุกข์. ถ้าเราไม่ไป; พวกความเกิด ความแก่ ความตาย อันเดียวกันนั่นแหละมัน เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา เป็นปัญหาขึ้นมา ให้เราขลาด ให้เรากลัว ให้เรา เป็นทุกข์. ถ้าเรามีความเข้าใจถูกต้องคือ จิตว่าง ความเกิด ความ แก่ ความตาย ความได้ ความเสีย เหล่านี้เป็นของน่าหัวเราะ ไปหมดไม่เป็นความทุกข์:ถ้าอวิชชาเป็นต้นเงื่อนแล้วมีความทุกข์ :ถ้าวิชชาเป็นต้นเงื่อนแล้วไม่มีความทุกข์:หัวเราะได้ทุกกรณี ไม่ว่า เรื่องได้ เรื่องเสีย เรื่องอิฏฐารมณ์ เรื่องอนิฏฐารมณ์ นี้แสดงว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดทีเดียวว่ากิเลสนี้ ตัณหาอุปาทานนี้ไม่ได้เกิดอยู่เป็นพื้นฐาน มันจะเกิดได้ต่อเมื่อ เกิดมีเวทนา เวทนาก็เหมือนกันไม่ได้เกิดตลอดกาล มันเกิดต่อ เมื่อมีผัสสะ ผัสสะนี่จะมีต่อเมื่ออายะนะทำงานตามกฎของ วิชชา,ถ้าอายตนะไม่ได้ทำงานตามกฎของอวิชชา;อายตนะนั้นไม่ เป็นอายตนะไร้ความหมาย เป็นหมัน,อายตนะที่ทำไปตามอำนาจ ของอวิชชานี้ มันมีต่อเมื่อนามรูปนี้อยู่ใต้อำนาจของอวิชชา. นามรูปคือ กายกับใจของเรานี้ บางขณะอยู่ใต้อำนาจ ของอวิชชา บางขณะไม่อยู่ใต้อำนาจของอะไรเลย เช่นเดี๋ยวนี้ ทุกคนมีนามรูป คือ กายกับใจ ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของอวิชชา

น.549 ๑๗๒ มันว่างอยู่ต่อเมื่อไร เผลอไป อวิชชาเข้ามาครอบครอง จึงจะเป็น นามรูปที่จะให้เกิดอายตนะชนิดที่เหมาะ ที่จะให้เกิดผัสสะ มี เวทนาชนิดที่ทุกข์ เห็นได้ว่า มันมีความว่างอยู่ ไม่มีอวิชชา ครอบงำ:แล้วร่างกายกับจิตใจหรือนามรูปนี้มิได้ให้เกิดอายตนะ หรือผัสสะชนิดที่เป็นทุกข์:แม้จะมีอายตนะ มีผัสสะมาก็เป็นไป ในรูปที่ว่าง,ไม่เป็นทุกข์ ฉะนั้นไม่เป็นไร ไม่ต้องไปรังเกียจ. ถ้าเขยิบไปอีกหน่อยว่า นามรูปมาจากสังขาร คืออำนาจ การปรุงแต่ง;สิ่งเหล่านี้จะให้เป็นของที่มีความทุกข์ หรือไม่มีความ ทุกข์ คือจะให้ว่างหรือไม่ว่าง นี้มันสังขารแล้ว:ต้องปรุงให้ไม่ว่าง. หรือที่เรียกว่า วิญญาณ นี้ก็เหมือนกัน อย่าได้เข้าใจว่า วิญญาณนี้ มีอยู่ตลอดเวลาทุกนาที:เวทนาเพิ่งเกิดต่อเมื่อมีการ กระทบทางอายตนะ ถึงแม้จะเรียกว่าวิญญาณ ประจำชาติ ประจำ ภพก็ตามเถิด มันจะทำหน้าที่วิญญาณได้ต่อเมื่อมีการกระทบ ทางอายตนะ. ดังนั้นจึงเห็นว่า วิชชาหรือ อวิชชาเท่านั้น ถ้ามีอวิชชาก็ เป็นไปในทางไม่ว่าง วุ่น ก็เป็นทุกข์. นี่ว่าง ถือว่า เป็น วิชชา อยู่ ในตัว เพราะมันไม่เป็นทุกข์; วุ่นคือโง่ คือ อวิชชา เป็นทุกข์. ว่าง- คือฉลาดอยู่ตามธรรมชาติ ไม่เป็นทุกข์:ฉะนั้น เราคง สภาพตามธรรมชาตินี้ไว้เรื่อย ไม่มีอะไรมากกว่านั้น คือเป็น ธรรมชาติแห่งความว่าง แห่งความสงบ แห่งความสะอาด แห่งความ บริสุทธิ์ สุดแต่จะเรียก; เอาธรรมชาติเดิมที่ไม่มีการปรุงนี้ไว้เรื่อย ไม่มีสังขารปรุงก็ว่าง สังขารปรุง ก็ปรุง เพราะมีอวิชชาเข้ามา; ฉะนั้นเอาสิ่งที่ตรงกันข้ามเข้าไว้แทนคือ สติ สัมปชัญญะ;เหมือน

น.550 ๑๗๓ ว่า เรามีความฉลาด มีปัญญาเพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ นี่เรียกว่า มีปัญญา ปัญญาที่เรารอบรู้ เรียนรู้อะไรนี้ ถ้ามาเร็วมาทันเหตุการณ์ มาช่วย; นี้เราเรียกว่า สติ-ที่เราเรียกว่า ความระลึกได้นั้นคือปัญญา ที่เคยรู้ดี.ระลึกได้ มาทันเวลา ทันท่วงที ที่เกิดเรื่องกระทบเรื่อง ทางตาฯลฯทางอื่น ๆ อย่างนี้ก็เรียกว่าสติ ที่แท้ก็คือความรู้ที่ เรียกว่าปัญญานั่นเอง. ถ้ามันมีอยู่เป็นพื้นฐาน ศึกษาเล่าเรียน เพิ่มเติมาก คิดนึก พิจารณาอยู่ดังนี้ เรียกว่าปัญญา:เฉพาะใน กรณีที่มันต้องวิ่งมาให้ทันเหตุการณ์ ในขณะที่ตาเห็นรูป หูได้ ยินเสียง ฯลฯ อย่างนี้เราเรียกว่า มีสติ พอทำหน้าที่สติอย่างนี้ เสร็จแล้ว มันก็เป็นปัญญาไปตามเดิม;ฉะนั้น เรามีสติคุมเชิง อยู่เสมอ ไม่เผลอสติ ที่นี้ก็ว่างอยู่เสมอ; เพราะสติเป็นความว่าง เป็นของว่าง ธรรมะ คือ ความว่าง ถึงไม่ใช่ธรรมะที่จริง มันก็ว่าง มัน กระดิกวุ่นขึ้นมา เพราะทำหน้าที่อย่างอวิชชา;เหมือนกับน้ำเป็น คลื่นขึ้นมา เพราะมีลมมากระทบ ก็น้ำนั่นแหละ แต่มันอยู่ใน รูปที่เป็นคลื่น จิตนี้ก็เหมือนกัน มันก็อันเดียวกัน:แต่มันวุ่น, เราไม่เอาข้างวุ่นที่มันเป็นทุกข์ เราสมัครเอาข้างว่าง ถ้าจะว่างจริง ๆ :เราอย่ายึดถือว่าเป็นตัวเราหรือของเรา; ที่ว่างไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา. ที่วุ่นก็ไม่ยึดถือว่าเป็นเรา เป็น ของเรา;เรียกว่า ไม่ยึดถือทั้งว่าง ไม่ยึดถือทั้งวุ่น ไม่ยึดมั่นใน ความว่าง ไม่ยึดถือทั้งวุ่น:มันจึงจะว่างอยู่ตามธรรมชาติ โดย ไม่มีใครเป็นเจ้าของความว่าง. นี่แหละหลักธรรมะที่เป็นหัวใจ ของพระพุทธศาสนา มีอยู่เท่านี้ พูดเดี๋ยวเดียวก็จบ แต่ว่าจะเข้า

น.551 ๑๗๔ ใจหรือไม่เข้าใจนั้นเอาไปคิด,บทว่า"สพเพ ธมฺมา อนตตา" "สพเพ ธมนา นาลํ อภินิเวสาย" มันอยู่ที่นี้ อยู่ที่ใจความอย่าง นี้แหละ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น;สิ่งที่ปวงไม่มี อะไรเป็นตัวตน มีแต่ว่าง ดังนั้น อย่าไปเสียเวลาพูดเรื่องอื่น คิดเรื่องอื่นจำเรื่องอื่น ให้มันวนเวียนตีกันยุ่ง พยายามคิดนึก ศึกษา จำแต่เรื่องว่างนี้ ถ้าไปได้ยินได้ฟังอะไรมาก็เอามาเข้ากับ เรื่องว่างให้จงได้. ในพระไตรปิฎกทั้ง ๘๔,000 พระธรรมขันธ์ ถ้าเข้าใจถูก แล้วจะกลายเป็นเรื่องว่าง แล้ววิ่งมาหาเรื่องว่างหมด; ถ้าเข้าใจ ผิดแล้วจะแยกกันไปทางโน้นทางนี้ยึดถือเป็นนรก สวรรค์ เทวดา พรหมโลก เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องดีกว่าใครอะไรทำนองนี้ มันเป็น เรื่องผิด:ถ้าเข้าใจให้ถูกมันจะวิ่งมาสู่เรื่องว่างหมด จึงไม่มีความ ยึดถือว่าเรา ว่าของเรา นี้เรียกว่าว่าง. จิตชนิดไหนก็ไม่ควรยึดถือ ว่าเรา ว่าของเรา;ความรู้สึกของจิตชนิดไหนก็ไม่ควรยึดถือว่าเรา ว่าของเรา,รูปนามชนิดไหนทั้งหมดก็ไม่ควรยึดถือว่าเรา ว่าของ เรา;ฉะนั้นเรื่องว่างนี้ คือธรรมะแท้ หรือคือเรื่อง อภิธรรมแท้ อภิธรรมยิ่ง อภิธรรมอย่างสูงสุด. ถ้าเรื่องที่ต้องไปเอานั่นเอานี่ เป็นนั่นเป็นนี่ วิเศษวิโส แจกแจงออกไปอย่างไร ยังไม่ใช่อภิธรรม; ยังเป็นเรื่องวิ่งวุ่นไปในวัฏฏสงสาร อภิธรรม แปลว่า ธรรมสูงสุด ธรรมะอย่างยิ่งไม่มีอะไร ยิ่งไปกว่า ความว่างนั่นแหละ คือ -นิพพาน ปรมํ สุญญ์ ว่าง อย่างยิ่งนั่นแหละคือนิพพาน,ว่างที่สุดนั่นแหละ คือนิพพาน; เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้เรากำลังมีนิพพานอย่างชิมลองอยู่. เมื่อจิต

น.552 ๑๗๕ เราว่าง ขณะใดจิตเราว่าง เรามีนิพพานอย่างชั่วคราว อย่างชิมลอง; เพราะฉะนั้นเรารักษา"ว่าง" นี้ไว้ให้ดี แล้วทำไปจนกว่าจะว่าง โดยเด็ดขาด นั้นเรียกว่า นิพพาน อย่างสมบูรณ์ ที่ว่า "ว่างอย่างยิ่งนั่นแหละ คือนิพพาน-นิพฺพานํ ปรมํ สญญ์,"ให้ถือว่าตามปรกติ เรามี "ว่าง" เป็นพื้นฐานมีพิพพาน เป็นเครื่องชิมลองอยู่เป็นพื้นฐานอุตส่าห์รักษาเอาไว้ให้ได้ ให้ แน่วแน่มากขึ้น ๆ แล้วมันก็จะเด็ดขาดลงไปในวันหนึ่งไม่เปลี่ยน- แปลง. มีแต่เรื่องระวังความว่างอย่าให้หายไปเสีย;อย่าให้ความ วุ่นเข้ามาแทน เขาเรียกว่า ไม่ต้องทำอะไรนอกจากอยู่นิ่ง ๆ อย่า ให้ปรุงขึ้นมาเป็นตัวกู ของกู. นี่แหละใจความสำคัญมีเท่านี้ อย่าให้มากกว่านี้ถ้าไม่เข้าใจ ส่วนไหนก็ซักไซ้กันได้ แต่ว่าพูดเฉพาะเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องอื่น

น.553 ๑๗๖ ต่อนี้เป็นคำตอบแก่ผู้ถามแต่ละข้อ ๑. มีผู้ถามว่า เวลาทำความสงบ จิตว่างแล้วเกิดปิติจะทำ อย่างไร? (ตอบ) เรื่องปิตินี้ก็ยังเป็นได้สองอย่าง ถ้าปิติเกิดได้โดย ธรรมชาติ ตามธรรมชาติ นี้มันก็เป็นของธรรมชาติ เราอย่าไป ยึดถือปิตินั้นเข้าก็แล้วกัน มันเป็นสิ่งที่เกิดเอง;เหมือนว่าเรา กินข้าวเข้าไปก็ต้องรู้สึกอิ่ม ไม่ได้กินข้าวก็ต้องรู้สึกหิว แต่เราก็ ไม่ต้องไปยึดถือความอิ่ม ความหิว ว่าเป็นเรา ว่าเป็นของเรา ก็ ไม่มีเรื่อง เกิดปิติก็เกิดไปอย่างน่าหัวเราะก็แล้วกันแต่ถ้าไปหลง ยึดถือว่า วิเศษวิโสนัก มันก็ต้องวุ่นเดี๋ยวมันก็หายไป เดี๋ยวมัน ก็เสียดาย เดี๋ยวมันก็กลัวไปตามเดิมอีก เป็นห่วงไปตามเดิม; อะไรเกิดขึ้น อย่ายึดถือเป็นเรา เป็นของเรา แม้แต่ปิติ แม้แต่ ความสุขให้ถือว่าเป็นสังขารไปหมด ปิติก็สังขาร ความสุขก็สังขาร คือ ของปรุงทั้งนั้น ของปรุง คือของที่เกิดขึ้นชั่วคราวแล้ว เปลี่ยนแปลงไป.

น.554 ๒. ถามเรื่องทำบุญ (ตอบ) การทำบุญ สิ่งที่เรียกว่าทำบุญนี้ ฟังดูให้ดี ไม่ใช่ทำบุญ เพื่อให้ตัวกู ของกู มั่นมากขึ้น,ทำบุญนั้นเพื่อให้ตัวกู ของกู น้อย ลงหมดไป ให้น้อยลง ๆ ให้ยึดถือน้อยลง จึงจะเป็นบุญที่ถูกต้อง ถ้าทำบุญที่เพิ่มยึดมั่นแล้วไม่ถูกต้อง เพราะว่า บุญนี้เขาแปลว่า ของล้าง เครื่องล้าง ล้างสิ่งที่ควรจะล้าง ก็คือ กิเลสนั่นแหละ; กิเลสเป็นของสกปรกก็ควรจะล้าง. ถ้าบุญนั้นถูกต้อง มันจะ เป็นเครื่องล้างกิเลส ถ้าบุญนั้นผิด จะเป็นเครื่องสะสมกิเลสแล้ว เพิ่มกิเลส; อาจจะละกิเลสชนิดนี้ แล้วไปเพิ่มกิเลสชนิดอื่นหรือ ยิ่งเหนียวแน่นยิ่งขึ้นอีกก็ได้ เพราะฉะนั้นบุญนั้นควรจะถือเป็น เพียงเครื่องมือสำหรับล้างเหมือนกับสบู่หรืออะไรอย่างนี้ ไม่ได้ยึด ถือว่าอะไรนัก; สะอาดขึ้นมาแล้วจะพอใจก็ได้ แต่อย่าไปยึดถือ ไปยึดถือขึ้นมาก็กลายเป็นไม่สะอาดไปเท่านั้น. ยึดถือก็กลายเป็น ไม่สะอาดไปอีกแล้ว มันล้างกันไม่หวาดไหว; ฉะนั้นจึงว่า เฉย หรือ ว่างนั่นแหละคือไม่ทุกข์ คือนิพพานกลับมีสติปัญญา ทำ อะไรถูกต้องไปหมดเลย. เมื่อจิตว่างเป็นอิสระเมื่อจิตวุ่นไม่เป็น อิสระ ทำอะไรผิด ๆ ถูก ๆ ไปอย่างนั้นแหละ รวมเรียกว่าผิด มากกว่า; จะเรียนหนังสือก็เรียนด้วยจิตว่าง จะทำการงานก็ทำ ด้วยจิตว่าง ได้รับผลมาก็รับด้วยความว่าง. จะใช้สอยกินอยู่ บริโภคผล ก็บริโภคด้วยจิตว่าง; ฟังไม่ถูกก็จะเห็นเป็นเรื่อง บ้า ๆ บอ ๆ ถ้าฟังถูกก็เป็นเรื่องที่ดีที่สุด. ๓. ถามเรื่อง ฟังข้อความเรื่องจิตว่างทางวิทยุบ้างแต่ยัง ไม่เข้าใจ (ตอบ) คิดว่า อีกห้าปีหรือสิบปีข้างหน้าจึงจะเข้าใจเรื่อง

น.555 ๑๗๘ ความว่าง พูดเผื่อ ๆ ไปอย่างนั้น ที่พูดออกวปถ. ๑ ก็พูดเผื่อ ๆ ไปอย่างนั้น อีกห้าปีสิบปีข้างหน้าคนจะเข้าใจไม่ได้หวังว่าคนจะ เข้าใจเดี๋ยวนี้:แต่ถ้าใครเข้าใจได้เดี๋ยวนี้ก็ดีเหมือนกัน ถ้าเอาไป แย้งไปค้าน เอาไปเถียงกันมาก ๆ ก็ดีจะได้เข้าใจเร็วขึ้น;ดังนั้น ที่เขาเขียนคัดค้าน หรือพูดคัดค้านเรื่องความว่างนี้:ดี, กลับเป็น ผลดี ทำให้คนเข้าใจเรื่องความว่างนี้เร็วเข้าหน่อย ถ้าเฉยกัน หมดแล้วอีก ๑๐๐ ปีก็ไม่เข้าใจ ไม่ต้องสงสัย อีก ๑๐๐ ปีก็ไม่ เข้าใจ;ธรรมขั้นลึกนี้ปรากฏเป็นของยาก เพราะภาษามีไม่พอ ไม่ทราบจะพูดอย่างไร ก็ต้องพูดไปพลาง พูดไปที่ พูดไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเข้าใจ อย่าลืมว่า ขอส่ง ส.ค.ส. ปีใหม่ด้วยคำที่ว่า; จงทำงาน ทุกชนิด ด้วยจิตว่าง ยกผลงาน ให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที. ความว่างนี้ เหมือนเส้นผมบังภูเขา ถ้าพลาดนิดเดียว มัน ก็ไม่อาจจะเข้าใจได้:ถ้าถูกพิธีก็เข้าใจได้ธรรมะที่ว่ายาก ลึก จน พระพุทธเจ้าคิดว่าไม่แสดงธรรมแล้วก็อยู่ที่เรื่องนี้. ๔. ถามว่า เรื่องความว่างนี้ จะต้องเกี่ยวกับคนปัญญามาก จึงจะเข้าใจใช่หรือไม่? (ตอบ) เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับมีปัญญามากหรือปัญญาน้อย บางทีปัญญามากยิ่งเส้นผมบังภูเขาลึก ยิ่งปัญญามาก ปัญญาหนัก นั่นแหละ เส้นผมบังภูเขาจะยิ่งมากแต่ถ้าเขาเปิดได้ มันกว้างกว่า

น.556 ๑๗๙ คนอื่น คนมีปัญญาน้อยฟังธรรม บางทีบรรลุได้เร็วกว่าก็มี; คนมีปัญญาน้อยเขาไม่คิดมาก บางที่บรรลุก่อนคนมีปัญญามาก ก็มี แต่ว่า เรื่อบรรลุแล้ว คนมีปัญญามากแตกฉานกว่า ทำประ- โยชน์ได้มากกว่า. ๕. มีผู้เสนอว่า มองดูจิตใจทีไร มันพบแต่เรื่องวุ่นเสียทั้ง นั้น ไม่พบจิตว่างเลย (ตอบ) นี่แหละเพราะเรายังมองไม่เป็น คือเรารู้สึกและ ไม่มอง ต่อเมื่อมันวุ่นเสียทุกที:ถ้าไม่มีเรื่องวุ่น เราไม่เคยมองเลย. ไปคิดดูใหม่เถอะ เราไปมองแต่เมื่อมันวุ่น มันเป็นทุกข์:ส่วนเวลา ที่ว่าง เราไม่มอง ที่จริงมันมีมากกว่า ในวันหนึ่งคืนหนึ่ง. ๖. ถามว่า ที่ว่างเองนั้นจะเป็นอย่างโมหะหรือไม่? (ตอบ) ที่ว่า ตามธรรมชาติ ไม่ใช่ว่างตามธรรมชาติ โมหะ นั้นมีเมื่อปรุง:แล้วโลภะ โทสะ โมหะนี้ปรุงมาจากอวิชชาเมื่อมี การกระทบอารมณ์ แต่ว่าง อย่างสบาย อย่างแจ่มใส อย่างสดใส อย่างโปร่งโล่ง อย่างนี้ไม่เจือด้วยโมหะ คือว่างอยู่ตามธรรมชาติ; ข้อนี้ไปช่วยกันคิดดูใหม่ ว่ากิเลสไม่ได้เกิดอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ว่างจากกิเลสอยู่เป็นส่วนมาก ๗. ถาม สงสัยว่า ถ้าเวลาที่ไม่มีสติก็เต็มไปด้วยกิเลส (ตอบ) นั้นแน่นอนละ ถ้าไม่มีสติก็เต็มไปด้วยกิเลส แต่เรา จะนึกถึงตามธรรมชาติ กิเลสหรือไม่กิเลสนี้ เรียกว่า เป็นความ

น.557 ๑๘๐ ว่าง ตามธรรมชาติ: เปรียบเทียบเหมือน"น้ำ" มันว่างอยู่ตาม ธรรมชาติไม่ใช่โมหะหรืออะไรที่ "ว่าง" นี้คือไม่เป็นอะไรเกิดตัวกู ของกู ก็แล้วกัน เอาตรงนั้นเป็นหลัก:ถ้าส่วนอุปทานยึดถือ แล้ว ก็เรียกว่า ไม่ไหวทั้งนั้น. คำว่า"สติ"ก็เป็นกลาง ๆ อยู่ได้ ถ้ามัน ระลึกไปในทางยึดมั่นถือมั่น สติชนิดนี้ก็เป็น มิจฉาสติ ไปแล้ว มันต้องเป็นสัมมาสติ คือไม่ยึดมั่นถือมั่น ระลึกอยู่ มิจฉาสติ หรือ สัมมาสติ, มิจฉาทิฏฐิหรือ สัมมาทิฏฐิ ควรรู้จัก ๘. ถาม ที่พูดว่ามีสติดูโลกเป็นของว่าง ก็ต้องเกี่ยวกับ สติเหมือนกัน? (ตอบ) อันนั้น สติ มองดูโลกเป็นของว่างอยู่เสมอ นั่น เป็นสติ ที่นี้คล้ายกับบอกอยู่ในตัวว่าโลกนั้นมันว่างอยู่แล้ว เรา ไปมองดูเป็นเรื่องยึดมั่นถือมั่นเสียหมด โลกแท้ ๆ มันว่างอยู่แล้ว ให้เห็นโลกตามที่เป็นจริงว่า ว่าง;ว่าโลกนี้ก็ว่างอยู่เองแล้ว ให้เรา มองให้ถูกเท่านั้นมันวุ่นไม่ว่างก็ต่อเมื่อเกิดกิเลสเมื่อไม่มีกิเลส ก็คือ ว่าง;ดังนั้นกิเลสต่อเมื่อมีการกระทบมีการปรุง แล้วอย่า ได้ไปเข้าใจว่า มีการปรุงอยู่ทุกกลมหายใจเข้าออก มันปรุงต่อ เมื่อเผลอสติ. มันปรุงต่อเมื่อมีการกระทบแล้วเผลอสติ ไม่มีการ กระทบก็ไม่มีการปรุง:แม้แต่ทางภายในจิต มันก็ไม่ได้กระทบ อยู่ทุกลมหายใจเข้าออกเช่นเดียวกับข้างนอกนี้ ตาไม่ได้กระทบรูป หูไม่ได้กระทบเสียง อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก มันกระทบเป็น คราว ๆ ถ้า ไม่เผลอสติก็มีผลเท่ากับไม่ได้กระทบ พอเผลอสติ ก็เป็นกระทบ หลังการที่โป้สิกรรมกับบริกินได้อนคอหวิดมิงค์

น.558 ๑๘๑ ๔. ทางใจนี้อย่างไรเรียกว่ากระทบรู ทาสภิกขุ (ตอบ) ทางจิตเองมันก็มีความคิดนึก มันต้องเกิดจาก หลังกระทบ มันจึงมีธรรมารมณ์มากระทบจิตแล้วเกิดความรู้สึก อย่างใดอย่างหนึ่ง จึงค่อยมีคิด เป็นเรื่องเป็นราว ดังนั้น ความคิด นี้มันจึงมาหลังตัณหา:พอเรามีความต้องการ แล้วเราก็คิด ถ้าไม่ ต้องการก็ไม่คิด เช่นความคิดว่า อยากจะได้ชื่อเสียงนี่มันเป็น เหตุให้คิด. นี่ก็หมายความว่า อารมณ์หรือลักษณะ คุณสมบัติ ของอารมณ์ คือชื่อเสียงมากระทบจิต:จิตมันชอบ มันอยาก มัน จึงคิดไปตามอำนาจของตัณหา. ที่นี้ มีปรุงเรื่อย ถ้าปรุงเรื่อยอย่าง นั้นทุกลมหายใจเข้าออกต้องเป็นบ้า ไม่เท่าไรก็ต้องเป็นบ้า แล้ว ก็เลิกกันหรือตายไปเลย. ดังนั้น ต้องมีเวลาพักผ่อนมากเราจึงไม่ เป็นบ้า หรือว่า ไม่ก็เป็นโรคเส้นประสาทถ้าไม่หยุด ถ้าหนักเข้า ก็เป็นบ้า หนักเข้าก็ต้องตาย ความว่างช่วยเราไว้ ช่วยชีวิตไว้ ให้ ชีวิตเป็นปรกติ อันนี้อย่าไปถือว่า มันเป็นโมหะ นั่นมันเป็นความ ว่างความว่างนี้ช่วยชีวิตมนุษย์ไว้โดยไม่รู้สึกตัว ไม่เป็นโรคเส้น- ประสาท ไม่เป็นบ้า ไม่ตาย มีคุณสมบัติเป็นนิพพาน นิพพาน น้อย ๆ นิพพานชั่วคราวนี้ช่วยชีวิตคนไว้.

น.559 ๘๗ ความสุข ความเอ๋ย ความสุข, ใครๆ ทุก คน, ชอบเจ้า เฝ้าวิ่งหา “แกก็สุข, ฉันก็สุข, ทุกเวลา” แต่ดูหน้า ตาแห้ง ยังแคลงใจ ถ้าเทเผา ตัวตัณหา, ก็น่าจะสุข, ถ้ามันเผา เราก็ “สุก” หรือเกรียมได้ เขาว่าสุข สุขเน้อ ! อย่าเห่อไป มันสุกเย็น หรือสุกไหม้ ให้แน่ เอย ฯ พ. อินทปัญโญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต