น.69 เซ็นเนื้อเซ็นกระดูก ตามชื่อของหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งชื่อว่า "เซ็นเนื้อเซ็นกระดูก" คือ หนังสือที่เอามาเล่านิทาน ให้ฟังนี้เอง, ควรจะทราบถึงคำว่า เซ็นเนื้อเซ็นกระดูกด้วย จะง่ายในการเข้าใจ. เซ็นเนื้อ-เซ็น กระดูก หมายความว่า ธรรมะชั้นที่เป็นเนื้อ-เป็นกระดูก ยังไม่ถึง เยื่อในกระดูก ; ธรรมะชั้นลึกจริง ๆ จัดเป็นชั้นเยื่อในกระดูก. นี่เราจะเล่ากันแต่เรื่องชั้นเนื้อและชั้นกระดูกหมายความว่า ในนั้นมันมีชั้นเยื่อในกระดูกอีกทีหนึ่ง ; ถ้าเข้าไม่ถึง มันก็ติดอยู่ แค่เนื้อแค่กระดูกเหมือนที่เราไม่เข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา แล้วก็คุยโวอยู่นี้ มันเป็นชั้นเนื้อชั้นกระดูกทั้งนั้น ไม่ใช่ชั้นเยื่อใน กระดูกเลย ; และเมื่อจะพูดถึงเรื่องนี้ เขาเล่านิทานประวัติตอน หนึ่งของท่านโพธิธรรม คืออาจารย์ชาวอินเดียที่ไปประเทศจีนที่
น.70 ๖๙ ไปประดิษฐานพระพุทธศาสนานิกายธ์ยานะลงในประเทศจีน ซึ่งต่อมาเรียกว่านิกายเซ็น ; ญี่ปุ่นเรียกว่า เซ็น ; หรือภาษา จีนเรียกว่า เสี่ยง. เมื่อท่านโพธิธรรมอยู่ในประเทศจีนนานถึง ๙ ปี ท่านก็ อยากจะกลับอินเดีย. ทีนี้ไหน ๆ จะกลับทั้งที อยากจะลองสอบดู ว่าบรรดาศิษย์ต่าง ๆ ที่สอนไว้ที่นี่ ใครจะรู้อะไรกี่มากน้อย ก็เลยเรียกมาประชุม ถามทำนองเป็นการสอบไล่ว่า ธรรมะที่ แท้จริงนั้นคืออะไร ; ข้อสอบมีเพียงสั้น ๆ ว่า "ธรรมที่แท้จริง นั้นคืออะไร?" ศิษย์ชั้นหัวหน้าศิษย์ที่เรียกว่าศิษย์ชั้นมีปัญญาเฉียบแหลม ชื่อดูโฟกุ ก็พูดขึ้นว่า “ไอ้ที่อยู่เหนือการรับและเหนือการปฏิเสธ นั้นแหละคือธรรมที่แท้จริง." คำตอบอย่างนี้มันถูกมากแล้ว ; ถ้าผู้ใดฟังไม่เข้าใจเรื่องนี้ พึงจัดตัวเองว่าเป็นผู้ที่ยังไม่รู้ธรรมะ ได้เลย ไม่รู้ธรรมะอะไรเลยก็ว่าได้ ถ้าไม่รู้จักสิ่งที่อยู่เหนือ การยอมรับและการปฏิเสธ. ท่านอาจารย์ก็บอกว่า "เอ้า! ถูก! แกได้หนังของฉันไป." นี้ หมายถึงหนังที่หุ้มชั้นนอก ไม่ใช่เนื้อ ไม่ใช่กระดูก คือชั้นหนัง แท้ ๆ ; เสร็จแล้วคนนี้นั่งลง. นางชีคนที่ชื่อโซจิ ก็ยืนขึ้น แล้วบอกว่า "สิ่งที่เห็นครั้งเดียว แล้วเป็นเห็นหมดเห็นตลอดกาล นั่นแหละคือธรรมะแท้จริง" ท่านอาจารย์ก็บอกว่า "เอ้า! ถูก! แกได้เนื้อของฉันไป ;" คือมันถูกกว่าคนทีแรกจึงได้เนื้อไป ; แล้วเขาก็นั่งลง
น.71 ๗๐ คนที่สามยืน ตอบว่า "ที่ไม่มีอะไรเลยนั่นแหละคือธรรมะ." เขาใช้คำว่าไม่มีอะไรเลยเท่านั้น, แต่เราขยายความออกไปก็ได้ ว่า ไม่มีอะไรที่ถือเป็นตัวตนเลย นั่นแหละคือธรรมะแท้จริง. อาจารย์ก็บอกว่า "ถูก! แกได้กระดูกของฉันไป” ; คือ ลึกถึงชั้นกระดูก. ศิษย์อีกคนหนึ่ง เป็นศิษย์ก้นกุฏิชื่อเอก้า ยืนขึ้น หุบปาก นิ่ง แล้วยังเม้มลึกเข้าไปซึ่งแสดงว่า นิ่งอย่างที่สุด เป็นการแสดง แก่อาจารย์ว่า นี่แหละคือธรรมะ ; การที่ต้องหุบปากอย่างนี้ แหละ คือธรรมะ, อาจารย์ก็ว่า "เออแกได้เยื่อในกระดูกของ ฉันไป" นิทานเรื่องนี้สอนว่าอย่างไร บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่มีสติปัญญา ได้ศึกษาเล่าเรียนมามาก จงลองคิดดู. คำตอบที่ว่าอยู่เหนือการยอมรับและปฏิเสธนั้น ยังถูกน้อยกว่า คนอื่น ; ส่วนผู้ที่ตอบว่า ลงเห็นทีเดียวแล้วเห็นหมด และเห็น ตลอดกาลด้วย ; นี่ยังถูกกว่า ; แล้วที่ว่า ไม่มีอะไรเลยนั้น ยิ่งถูกไปกว่าอีก ; แล้วที่ถึงกับว่า มันพูดอะไรออกมาไม่ได้ มันแสดงออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ จนถึงหุบปากนิ่ง นี้ยิ่งถูกกว่า ไปอีก. นี่แหละพวกเรามีสติปัญญาละเอียดสุขุมแยบคาย มีความ สำรวมระมัดระวัง สงบอกสงบใจมาก จนถึงกับว่าไม่หวั่นไหว และเข้าใจเรื่องไม่หวั่นไหว และไม่มีอะไรนี้ได้หรือไม่ ขอให้ลอง คิดดู. ถึงจะยังทำเดี๋ยวนี้ไม่ได้ก็ขอให้เข้าใจว่า แนวของมันเป็น
น.72 ๗๑ อย่างนั้น. คนที่รู้อะไรจริง ๆ แล้ว จะไม่พูดอะไร เพราะรู้ซึ้งถึง ขนาดที่อยู่เหนือวิสัยของการบรรยายด้วยคำพูด ; อย่างที่ เล่าจื้อว่า "คนรู้ไม่พูด คนที่พูดนั้นไม่ใช่คนรู้." นี่ก็หมายถึง ตัวธรรมะจริง ๆ นั้นมันพูดไม่ได้. ถึงแม้ที่อาตมากำลังพูดอยู่นี่ก็ เหมือนกัน ยังไม่ใช่ธรรมะจริง เพราะมันยังเป็นธรรมะที่พูดได้ เอามาพูดได้. ลองทบทวนดูว่า ท่านเคยเข้าใจซึมซาบในความ จริง หรือในทฤษฎีอะไร อย่างลึกซึ้ง จนท่านรู้สึกว่า ท่านไม่ อาจบรรยายความรู้สึกอันนั้น ออกมาให้ผู้อื่นฟังได้จริง ๆ บ้าง ไหม? ถ้าเคยก็แปลว่าท่านจะเข้าใจถึง สิ่งที่พูดเป็นคำพูดไม่ได้. ธรรมะจริงมันพูดไม่ได้ ต้องแสดงด้วยอาการหุบปาก แต่ขอให้ถือว่าเรากำลังพูดกันถึงเรื่องวิธี หรือหนทางที่จะเข้าถึง ธรรมะจริงก็แล้วกัน ; แต่ว่า เมื่อเข้าถึงธรรมะจริงแล้วมันเป็น เรื่องที่จะต้องหุบปาก แต่ถึงกระนั้น มันก็เป็นสิ่งที่จะต้องถึงเข้า ข้างหน้าเป็นแน่นอน. ไม่มีครูบาอาจารย์คนไหน จะมีอายุเท่านี้ อยู่เรื่อยไป คงจะเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนเฒ่าคนแก่ เห็นโลกในด้านลึก เห็นชีวิตด้านลึกโดยสิ้นเชิงเป็นแน่ ฉะนั้น จึงควรเตรียมตัวที่จะ เข้าถึงแนวของธรรมะเสียแต่ป่านนี้จะไม่ขาดทุน, และก็ไม่ใช่ว่า เป็นเรื่องเศร้า หรือเป็นเรื่องเศร้า หรือเป็นเรื่องน่าเบื่อจน เกินไป
Buddhadasa