Buddhadasa.org

ชุมนุมนิทาน 20 นิทานเซ็น ตอนที่ ๒๑ — ๙. ยิ่งให้เร็ว นั่นแหละจะยิ่งช้า

ชุมนุมนิทาน 20 นิทานเซ็น — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมนิทาน 20 นิทานเซ็น (๒๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.63 ยิ่งให้เร็วนั่นแหละจะยิ่งช้า เรื่องนี้ จะมีประโยชน์มากสำหรับครูบาอาจารย์ ; อาตมา จึงเลือกนำมาเล่าให้ฟัง "ยิ่งให้เร็ว นั่นแหละจะยิ่งช้า" เรื่องนี้ถึง ท่านจะไม่เรียกตนเองว่าครูก็ตาม ก็ควรจะสนใจฟังในฐานะที่ว่า จะเป็นปัจจัย เกื้อกูลแก่การเข้าใจธรรม และปฏิบัติธรรม. เรื่อง เล่าว่า มีหนุ่มคนหนึ่งเขาอยากจะเป็นนักฟันดาบที่เก่งกาจ เขา ไปหาอาจารย์สอนฟันดาบให้ช่วยสอนเขาให้เป็นนักฟันดาบ. เขาถามอาจารย์ว่าจะใช้เวลาสักกี่ปี อาจารย์ตอบว่าประมาณ ๗ ปี. เขาชักจะเรรวนเพราะว่า ๗ ปี นี้มันเป็นเวลามิใช่น้อย ; ฉะนั้นเขาขอร้องใหม่ว่า เขาจะพยายามให้สุดฝีมือสุดความ สามารถในการศึกษาฝึกฝน ทั้งกำลังกายกำลังใจทั้งหมด ; ถ้าเป็นเช่นนี้ จะใช้เวลาสักกี่ปี อาจารย์ก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้น

น.64 ๖๓ ต้องใช้เวลาสัก ๑๔ ปี." แทนที่จะเป็น ๗ ปี กลายเป็น ๑๔ ปี ; ฟังดู! หนุ่มคนนั้นก็โอดครวญขึ้นมาว่า บิดาของเขาแก่มากแล้ว จะตายอยู่รอมร่อแล้ว ; เขาจะพยายามอย่างยิ่ง ให้บิดาของเขา ได้ทันเห็นฝีมือฟันดาบของเขาก่อนตาย เขาจะแสดงฝีมือฟันดาบ ของเขาให้บิดาของเขาชม ให้เป็นที่ชื่นใจแก่บิดาเขาจะพยายาม อย่างยิ่งที่จะแสดงความสามารถ ให้ทันสนองคุณของบิดา จะ ต้องใช้เวลาสักเท่าไรขอให้อาจารย์ช่วยคิดดูให้ดี ๆ. ท่านอาจารย์ก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้นต้อง ๒๑ ปี" นี้มันเป็น อย่างไรขอให้นึกดู ; แทนที่จะลดลงมา มันกลายเป็นเพิ่มขึ้น เป็น ๒๑ ปี หนุ่มคนนั้นจะเล่นงานอาจารย์อย่างไรก็ไม่ได้ เพราะ เป็นอาจารย์ จะทำอย่างอื่นก็ไม่ถูก นึกไม่ออกเพราะไม่มีใครจะ เป็นอาจารย์สอนฟันดาบให้ดีกว่านี้ ซึ่งเป็นอาจารย์ของ ประเทศ ; ดังนั้นเขาก็ซังกะตายอยู่ไปกะอาจารย์ ด้วยไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรดีนั่นเอง. หลายวันต่อมา อาจารย์ก็ใช้คนคนนี้ แทนที่จะเรียกไปสอน ให้ใช้ดาบฟันดาบกลับให้ทำครัว ให้ทำงานในครัว ให้ตักน้ำ ผ่าฟืน หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เรียกว่าต้องทำงานในครัว. หลายวันล่วงมา วันหนึ่ง อาจารย์ผลุนผลันเข้าไปในครัว ด้วยดาบสองมือ ฟันหนุ่มคนนี้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้สึกตัว อุตลุตเป็น การใหญ่. เขาก็ต้องต่อสู้ไปตามเรื่องตามราวของเขาตามที่เขา จะสู้ได้ด้วยใช้อะไรแทนดาบหรือด้วยมือเปล่า ๆ หรืออะไรก็สุด

น.65 ๖๔ แท้ สองสามอึดใจแล้วก็เลิกกัน : อาจารย์ก็กลับไป. แล้วต่อมา อีกหลายวันเขาก็ถูกเข้าโดยวิธีนี้อีก และมีบ่อย ๆ อย่างนี้เรื่อยไป ไม่กี่ครั้งเขาก็กลายเป็นนักฟันดาบขึ้นมาได้ โดยไม่รู้สึกตัว จนกระทั่งอาจารย์บอกว่า กลับไปได้คือจบหลักสูตรแล้ว และ ปรากฏว่า ต่อมา หนุ่มคนนี้ก็เป็นนักดาบลือชื่อของประเทศ ญี่ปุ่นไป : นิทานของเขาก็จบ. ท่านลองคิดดูว่า นิทานเรื่องนี้สอนว่าอย่างไร? ตอบสั้น ๆ ที่สุดก็คือว่า การทำอะไรด้วยความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตน ว่า ของของตนนั้น ใช้ไม่ได้ ไม่มีทางที่จะเป็นผลดีเลย : คือถ้าหนุ่ม คนนี้ยังคิดว่า กูจะดี กูจะเด่นอยู่ละก็ มีตัวกูเข้ามาฝึกเป็นตัวกูที่ ใหญ่เอาการอยู่เหมือนกัน. ทีนี้ถ้ายิ่งจะทำให้ดีที่สุด กูจะทำให้ เก่งที่สุด ให้เร็วที่สุด อย่างนี้ด้วยแล้ว ไอ้ตัวกูมันยิ่งขยายโตออก ไปอีก. ถ้ายิ่งจะให้ทันบิดาเห็น บิดาแก่มากจะตายแล้ว ตัวกูมัน ยิ่งพองมากออกไปอีก มันยิ่งเร่งร้อนออกไปอีก อย่างนี้จิตไม่ เป็นสมาธิได้ จิตเต็มอัดอยู่ด้วยตัวกู กลัดกลุ้มไปด้วยตัวกู-ของกู ไม่เป็นจิตว่าง ไม่เป็นตัวสติปัญญาอยู่ในจิต ไม่สามารถจะมี สมรรถภาพเดิมแท้ของจิตออกมาได้ เพราะมันกลัดกลุ้มอยู่ด้วย อุปาทานว่า ตัวกู-ของกู หรือความเห็นแก่ตัวนี้ มันเลยไม่เฉียบ แหลมไม่ว่องไว ไม่ active อะไรหมด : ฉะนั้นถ้าขืนทำไป อย่างนี้จริง ๆ แล้วจะต้องใช้เวลา ๗ ปี หรือว่า ๑๔ ปี หรือ ว่า ๒๑ ปีจริง ๆ.

น.66 ๖๕ ที่นี้ขณะที่เขาอยู่ในครัวนั้น เขาไม่มีความรู้สึกว่าตัวกู- ของกู : กูจะเอาใน ๗ ปี หรือจะให้ทันบิดาเห็น อย่างนี้ไม่มีเลย กำลังเป็นจิตที่ว่างอยู่ : ถึงแม้ว่าอาจารย์จะผลุนผลันเข้าไปใน ลักษณะอย่างไร ปฏิภาณของจิตว่าง หรือจิตเดิมแท้นี้ ก็มีมาก พอที่จะต่อสู้ออกไปอย่างถูกต้องได้ : มันเป็นการเรียกร้องขึ้น มา หรือปลุกขึ้นมาจากหลับ ปลุกจิตอันนี้ขึ้นมาจากความหลับ ตามวิธีของอาจารย์ที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ มาเป็นจิตที่เบิกบาน เต็มที่ ซึ่งต่อไปก็เอาไปใช้ได้เลย : เขาจึงเป็นผู้สำเร็จหลักสูตร โดยวิธีอันประหลาดนั้นภายในไม่ถึง ๗ ปี หรือภายในไม่ถึงปี อย่างนี้เป็นต้น. เกี่ยวกับข้อนี้ อยากจะให้ท่านครูบาอาจารย์สนใจที่จะนึกดู ว่า ความรู้สึกที่เป็นตัวตนหรือเป็นของตนนั้น อยู่ที่ตรงไหน? เหมือนอย่างว่าเราจะยิงปืนหรือยิงธนู หรือว่าขว้างแม่นในการ กีฬาขว้างแม่น : ถ้าจิตของผู้ขว้างมีความรู้สึกเป็นตัวกู-ของกู เป็นชื่อเสียงของกู ชื่อเสียงของโรงเรียนของกู ของมหาวิทยาลัย ของกู รัวอยู่ในใจแล้ว ไม่มีวันที่จะขว้างแม่น หรือขว้างถูกได้ :มันสั่นระรัวอยู่ด้วยตัวกู หรือของกูนี้ ทั้งนั้น ; ที่ถูกนั้นเมื่อ มีความตั้งใจถูกต้อง ที่จะทำเพื่อเกียรติยศชื่อเสียงของโรงเรียน หรือของอะไรก็ตาม แล้วเขาต้องลืมหมด ลืมแม้แต่ตัวกู โรงเรียน ของกู มหาวิทยาลัยของกู เหลืออยู่แต่สติปัญญา และสติ สัมปชัญญะ ที่จะขว้างด้วยอำนาจของสมาธิเท่านั้น คือพูดตรง ๆ ก็ว่า ขณะนั้นมีแต่จิตที่เป็นสมาธิ กับสติปัญญาเท่านั้น ; ตัวกู-

น.67 ๖๖ ของกู ไม่มีเลย มันจึงเป็นจิตเดิม เป็นจิตตามสภาพจิต ; มือไม้ ไม่สั่น ใจไม่สั่น ประสาทไม่สั่น อะไร ๆ ไม่สั่น ปรกติเป็น active ถึงที่สุด แล้วเขาจะขว้างแม่น เหมือนอย่างกะปาฏิหาริย์ ; นี้ขอให้เข้าใจอย่างนี้. หรือว่าในการจัดดอกไม้ในแจกัน คนจัดจะต้องทำจิตให้ ว่างจากความเห็นแก่ตัวกูหรือชื่อเสียงของกู ตลอดถึงโรงเรียน ของกู หมู่คณะของกูเสียก่อน แล้วเสียบดอกไม้ไปด้วยจิตว่างจิต บริสุทธิ์ ; นั่นแหละคือสติปัญญาล้วน ๆ ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู เจืออยู่ ก็จะได้แจกันที่สวยที่สุด ไม่เคยปรากฏมาแต่ก่อน. นี่เขา ถือเป็นหลักของนิกายเซ็น ; ฉะนั้นขอให้สนใจในการที่จะทำ อะไร หรือมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่มีตัวกู-ของกู. มันยิ่งจำเป็นมาก สำหรับครูบาอาจารย์ ที่จะสอนเด็กให้ทำงานฝีมือด้วยจิตใจที่ ปรกติ ไม่สั่นในระบบประสาท ไม่สั่นในระบบของความคิด นึก : หรือว่าเมื่อเด็ก ๆ จะสอบไล่ เมื่อเขารู้สึกตัวอยู่แล้วว่าจะ ต้องสอบไล่ แล้วจะไปมัวห่วงกลัวจะสอบตกตัวกูจะสอบตก จะเสียชื่อ จะเสียเวลา ถ้าสอบไม่ได้จะไปโดดน้ำตาย เป็นต้น จะต้องไปนึกถึงทำไม นั่นเป็นเรื่องตัวกู-ของกู ; เด็กคนนั้น จะต้องลืมสิ่งเหล่านั้นหมดและลืมแม้แต่กระทั่งตัวเอง. คำว่า "ลืมตัวเอง" นี้ ถ้าฟังไม่ดี แล้วก็จะไม่เข้าใจ แล้วจะรู้สึกเถียง แย้งขึ้นมาว่า เป็นไปไม่ได้ ; ที่จริงเราลืมตัวเราเองนี้ได้ ใน ลักษณะหรือกรณีเช่น : เด็ก ๆ ในขณะสอบไล่นั้น จะต้องลืมหมด แม้กระทั่งตัวเอง

น.68 ๖๗ เหลืออยู่ในใจ แต่ว่าปัญหาว่าอย่างไร มีใจความว่าอย่างไร แล้วคำตอบควรจะว่าอย่างไร. ถ้าจิตใจว่างจากตัวกู ว่างจาก ของกูแล้ว วิชาความรู้ต่าง ๆ ที่เคยสะสมมาตั้งแต่แรกเรียนนั้น จะมาหา พรูมาทีเดียว ให้เขาพบคำตอบว่าอย่างนั้นอย่างนี้ และถูกต้องที่สุด ; แต่ถ้าเขากลัดกลุ้มอยู่ด้วยตัวกู-ของกู แล้ว แม้เขาจะเคยเรียนมามากอย่างไร มันก็ไม่มา มันมีอาการ เหมือนกับลืม นึกไม่ออกนั่นแหละแล้วมันจะระส่ำระสาย กระสับ กระส่ายรวนเรไปหมด ก็เลยตอบไม่ได้ดี. ถ้าสอบไล่ด้วยจิตว่าง นี้จะได้ที่หนึ่ง หรือยิ่งกว่าที่หนึ่งเสียอีก ฉะนั้นเขาจึงมีการสอน มากในเรื่องที่ว่า อย่าทำด้วยจิตที่สั่นระรัวด้วยตัวกู-ของกู เพราะว่าการทำอย่างนั้น ยิ่งจะให้เร็วมันจะยิ่งช้าที่สุด ตามชื่อ ของนิทานว่า "ยิ่งให้เร็วมันยิ่งช้า" หรือที่เราจะพูดว่า จะเอาให้ได้ มันยิ่งจะไม่ได้เลย ; หรือว่าจะไม่เอาอะไรเลย มันยิ่งจะได้มาหมด คือไม่มีตัวเราที่จะเอาอะไรเลยแล้ว มันจะได้มาหมด.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต