น.313 เรียนพุทธศาสนา ใน ๑๕ นาที พุทธทาส เขียน " . .. แน่ะเธอ ! ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง อันมี พร้อมทั้งสัญญาและใจนี้นั่นเอง, ฉันได้บัญญัติโลก เหตุให้ เกิดโลก ความดับของโลก และทางให้ถึงความดับของโลก ไว้ ". ( พุทธภาษิต จตุก. อํ. ๒๑/ ๖๒/ ๔๔). นับตั้งแต่กาลที่โลกอันว่างเปล่าเริ่ม กลายเป็นมนุษย์โลกขึ้น เมื่อหลายแสนปี มาแล้ว มนุษย์ได้ใช้มันสมองแสวงหาความ สุขใส่ตนเป็นลำดับ ๆ มาทุก ๆ ยุค, จนใน ที่สุดเกิดมีผู้สั่งสอนลัทธิแห่งความสุขนั้น ต่าง ๆ กัน. ตัวผู้สอนเรียกว่าศาสดา, คำที่ สอนเรียกว่าศาสนา, ผู้ที่ทำตามคำสอนเรียก ว่าศาสนิก, ทุก ๆ อย่างค่อยแปรมาสู่ความ ดียิ่งขึ้นทุกที. สำหรับคำสอนขั้นโลกิยะหรือ
น.314 จรรยา ย่อมสอนมีหลักตรงกันหมดทุกศาสนา. หลักอันนั้น ว่า จงอย่าทำชั่ว จงทำดี ทั้งต่อตนเองและผู้ อื่น, ดังที่ ทราบกันได้อยู่ทั่วไปแล้ว ; แต่ส่วนคำสอนขั้นสูงสุดที่เกี่ยวกับ ความสุขทางใจอันยิ่งขึ้นไปนั้น สอนไว้ต่างกัน. ศาสนาทั้ง หลายมีจุดหมายอย่างเดียวกัน เป็นแต่สูงต่ำกว่ากันเท่านั้น. ทุกองค์ศาสดา เว้นจากพระพุทธเจ้า สอนให้ยึด เอาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งสาวกไม่มีความรู้พิสูจน์ ว่าเป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์สูงสุด เป็นผู้สร้างโลกและอำนวยสุขแก่สัตว์โลก เป็นที่พึ่งของตน, ให้นับถือบูชาสิ่งนั้น โดยแน่นแฟ้น ปราศจากการพิสูจน์ทดลองแต่อย่างใด. เริ่มต้นแต่ยุคที่ถือผี ถือไฟ ถือดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวต่าง ๆ มา จนถึงยุคถือพระเป็นเจ้า เช่น พระนารายณ์และพระพรหม ของศาสนาฮินดู. พระยโฮวาของศาสนาคริสเตียนและยิว และพระอหล่าของอิสลาม, ต่างสอนให้มอบความเชื่อใน พระเจ้าเหล่านั้น แต่ผู้เดียว ว่าเป็นผู้มีอำนาจเหนือสิ่งใด
น.315 ทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่ไม่ต้องรู้ว่า ตัวพระเจ้านั้นเป็นอะไรกันแน่ และผิดจากหลักธรรมดาโดยประการต่าง ๆ. ต่อมา เมื่อสองพันปีเศษมาแล้ว, ภายหลังแต่ พระเจ้า ของศาสนาพราหมณ์, ก่อนแต่พระคริสต์ และ พระโมหมัด ของชาวยุโรป และอาหรับ. ๑ พระพุทธเจ้า ได้อุบัติบังเกิดขึ้น ทรงสอนการพึ่งตัวเอง และทรงสอน หลักธรรมทางใจในขั้นสูง ผิดกับศาสนาอื่นทั้งหมด คือ : - หลักกรรม ทรงสอนเป็นใจความว่า สุขทุกข์เป็นผลเกิดมาจาก เหตุของมันเอง ได้แก่การกระทำของผู้นั้น. ผลเกิดจากการ กระทำของผู้ใด ผู้นั้นต้องได้รับอย่างแน่นอนและยุติธรรม. ๑. ศาสนาคริสต์และอิสลาม แม้เกิดทีหลังพุทธศาสนา แต่กลับ ไปมีหลักอย่างเดียวกับศาสนาพราหมณ์ในอินเดีย ซึ่งมีอยู่ก่อนศาสนา พุทธ ก็เพราะมีมูลรากไปจากศาสนานั้น โดยพวกที่ถือพระเจ้าแต่องค์ เดียวของพราหมณ์ยุคนั้นแยกพวกจากอินเดีย ข้ามแดนไปทางตะวันตก คือปาเลสไตน์และอาหรับ, ดูพิสดารในเทศนาเสือป่า.
น.316 ม่มีใครอาจสับเปลี่ยนตัวผู้ทำกับตัวผู้รับ หรือมีอำนาจเหนือ กฎอันนี้ได้. นี่เรียกว่า ลัทธิกรรม. มีเป็นหลักสั้น ๆ ว่า สัตว์ ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน หมุนไปตามอำนาจกรรมเก่า ซึ่งในระหว่างนั้นก็ทำกรรมใหม่เพิ่มเข้า อันจะกลายเป็น กรรมเก่าต่อไปตามลำดับ เป็นเหตุและผลของกันและกัน ไม่รู้จักสิ้นสุด คาบเกี่ยวเนื่องกันเหมือนลูกโซ่ ไม่ขาดสาย เราเรียกความเกี่ยวพันอันนี้กันว่า ส่งสารวัฏ หรือ สาย- กรรม. มันคาบเกี่ยวระหว่างนาทีนี้กับนาทีหน้า หรือชั่วโมง นี้กับชั่วโมงหน้า วันนี้กับวันหน้า เดือนนี้กับเดือนหน้า ปี นี้กับปีหน้า จนถึงชาตินี้กับชาติหน้า สับสนแทรกแซงกัน จนรู้ ได้ยาก ว่าอันไหนเป็นเหตุของอันไหนแน่ ดูเผิน ๆ จึง คล้ายกับว่ามี ใครคอยบันดาล. สายกรรมประจำบุคคล หนึ่ง ๆ ย่อมผิดจากของอีกคนหนึ่ง เพราะฉะนั้น ต่างคน จึงต่างเป็นไปตามแนวกรรมของตน ไม่เหมือนกัน. กรรม เป็นเหตุ สุขและทุกข์เป็นผลเกิดมาแต่กรรมนั้น . ฯ
น.317 หลักอนัตตา ทรงสอนอิกว่า ไม่มีพระเจ้าผู้สร้าง ไม่มีสิ่งอันควร เรียกได้ว่า ตัวตน สรรพสิ่งไม่มีผู้ใดสร้าง เกิดขึ้นแปลกๆ ก็เพราะปัจจัยตามธรรมชาติที่จะต้องค่อย ๆ แปรไปหมุนไป ตามลำดับตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ โดยไม่อยู่ ในอำนาจ ของใคร เรียกว่ามันเป็นอนัตตา. หลักอนัตตานี้จึงมีแต่ใน พุทธศาสนา ไม่มีในศาสนาอื่นอันสอนว่าทุกสิ่งพระเจ้าสร้าง ขึ้นเป็นตัวตน และอยู่ ใต้อำนาจพระเจ้า ผู้เป็นเจ้าแห่งตัว ตนทั้งหลาย. ทรงสอนว่า ไม่มีตัวตนซึ่งเที่ยงและยั่งยืน. สิ่งหนึ่ง ย่อมเกิดเนื่องมา แต่อิกสิ่งหนึ่ง และสิ่งนั้นก็เกิดทยอยมาแต่ สิ่งอื่น แม้สิ่งอื่นนั้น ก็เกิดทยอยมา แต่สิ่งอื่นอิก ตั้งต้นมา นาน ซึ่งไม่มีใครกำหนดได้ และจะเกิดสืบต่อกันไปข้างหน้า อิกเท่าไรแน่ก็กำหนดมิได้เหมือนกัน. กฎข้อนี้เป็นไปทำนอง เดียวกัน ทั้งสิ่งที่มีวิญญาณและที่หาวิญญาณมิได้. สำหรับ สิ่งที่หาวิญญาณมิได้ จักยกไว้ เพราะไม่เกี่ยวกับสุขทุกข์.
น.318 ส่วนสิ่งที่มีวิญญาณเช่นมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานทั่วไป เป็น สิ่งควรเรียนรู้ เพราะเกี่ยวกับสุขทุกข์ในชีวิต มนุษย์เราเกิด จากการรวมพร้อมแห่งรูปธาตุ (Physical Element) และ นามธาตุ ( Mental Element ) อันมีประจำอยู่ตามธรรมดา ในโลกนี้ เมื่อสองอย่างนี้ยังประชุมกันเข้าไม่ได้อย่างเหมาะ ส่วน ก็ยังไม่เกิดเป็นมนุษย์ขึ้นมา. ต่อเมื่อคุมกันเข้าได้ เหมาะส่วนก็เป็นมนุษย์ขึ้น เช่นเดียวกับพืชพรรณไม้ที่อาศัย ดินฟ้าอากาศ และเชื้อในเมล็ดของมันเอง งอกงามกลาย เป็นต้นไม้ใหญ่ โตขึ้นได้ รูปธาตุและนามธาตุนั้น แต่ละ อย่างก็ล้วนเกิดมาจากการรวมพร้อมของพืชอื่น อีกต่อหนึ่ง เกิดสืบต่อกันมาเป็นลำดับ จนกว่าจะเหมาะสำหรับผสมกัน เข้าในรูปใหม่เมื่อใด. รูปธาตุในกายนี้ เช่นพืชและเนื้อ สัตว์ ซึ่งอาศัยสิ่งอื่นเกิดมาแล้วหลายต่อหลายทอด จนมา เป็นเชื้อบำรุงร่างกายนี้ โดยเป็นเชื้อให้เกิดและบำรุงส่วน เล็กที่สุดของร่างกาย ( cell ) ที่สำหรับจะเป็น เนื้อ หนัง กระดูก ผม ขน เล็บ พ้น โลหิต และอื่น ๆ ในร่างกาย
น.319 เรา, ธาตุลมอันเกิดขึ้นจากธรรมชาติส่วนอื่น ๆ ก็ได้ใช้เป็น ลมหายใจเข้าไปบำรุงโลหิตและสิ่งต่าง ๆ โลหิตเป็นเหตุให้ เกิดความอบอุ่นและความร้อนขึ้นได้, เท่านี้ก็พอจะมองเห็น ได้ว่า มันอาศัยกันเกิดขึ้นเป็นลำดับ ๆ มามากมาย. นี้เป็น การเกิด การผสม การแปร ของธรรมชาติฝ่ายรูปธาตุ. ส่วนนามธาตุนั้น ยิ่งละเอียดมาก. นามธาตุอาศัย อยู่ได้เฉพาะ ในรูปธาตุที่ได้ปรับปรุงกันไว้เหมาะเจาะแล้ว และมีหน้าที่บังคับรูปธาตุพร้อมทั้งตนเอง ให้ตั้งอยู่หรือเป็น ไปต่าง ๆ ตลอดเวลาที่เข้ามาเนื่องเป็นอันเดียวกัน ควรจะ เปรียบเรื่องนี้ด้วยเครื่องไดนาโมไฟฟ้า. ชั้นโลหะต่าง ๆ กว่าจะมาคุมกันเข้าจนเป็นอย่างนี้ได้นั้น ล้วนแต่เกิดจาก อุตุนิยมสืบมา ไม่รู้ กี่หมื่นกี่แสนปี จนมนุษย์นำมาปรับ ปรุงให้เป็นรูปต่าง ๆ ก็ยังหามีไฟฟ้าเกิดขึ้นไม่ แต่เมื่อได้ ยักย้ายประกอบกันเข้าจนถูกส่วน พร้อมด้วยอาการหมุน มันจึงปรากฏแรงไฟฟ้าอย่างแรงขึ้นได้. ไฟฟ้าบางส่วนนั้น ปรากฏขึ้นจากการหมุนของเครื่อง, การหมุนของเครื่องกลับ
น.320 ด้แรงไฟนั้นเอง มาช่วยสนับสนุนในการหมุนบางส่วนก็มี. ถ้ามีแต่ชั้นโลหะก็ดี มีแต่อาการหมุนอย่างเดียวก็ดี หรือมี แต่กระแสไฟฟ้าอันเป็นธรรมชาติประจำอยู่ ในสิ่งต่าง ๆ ใน โลกก็ดี ยังไม่ประชุมกันเข้าได้แล้วกระแสไฟฟ้าใหม่จะไม่ ปรากฏขึ้นได้เลย, ฉันใดก็ฉันนั้น รูปธาตุหรือร่างกายนี้ เปรียบเหมือนเครื่องไดนาโม, นามธาตุเปรียบเหมือนกระแส ไฟฟ้า ได้อาศัยกันกลับไปกลับมา จึงเป็นไปได้ ทั้งแต่ละ อย่าง ๆ ล้วนต้องอาศัยความประจวบพร้อมแห่งเครื่อง ประกอบ ซึ่งเกิดมาแต่สิ่งอื่นหลายทอดด้วยกัน. นามธาตุ ก็เกิดสืบมาโดยตรงจากพวกนามธาตุ อิงอาศัยอยู่กับรูปธาตุ. เมื่อรวมกันเข้าแล้ว เราสมมติเรียกคนหรือสัตว์ชื่อนั้นชื่อนี้ เพื่อสะดวกแก่การพูดจา เช่นเดียวกับสมมติเรียกชิ้นโลหะ และวัตถุต่าง ๆ ว่า เครื่องไดนาโมยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้เหมือนกัน. หลักของการที่สิ่งต่าง ๆ เป็นเหตุผลของกัน และให้เกิดสืบ สาวกันไปนี้เป็นปัญหาที่ละเอียดลึกซึ้ง ซึ่งพระองค์ได้ทรง ตีแตกอย่างทะลุปรุโปร่ง ในตอนหัวค่ำแห่งคืนตรัสรู้ที่ใต้ ต้นมหาโพธิ์ ที่พุทธคยา, เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท.
น.321 ความรู้อันนี้ ทำให้พระองค์ทรงรู้จักโลกดี พอที่จะ ตีปัญหาที่สองออกได้สืบไปว่า มนุษย์เราควรทำอย่างไรกัน จึงจะเหมาะแก่โลก ซึ่งมีธรรมชาติเป็นอย่างนี้ หรือจะอยู่ เป็นสุขในโลกอันมีสภาวะเช่นนี้ได้ ? การตีปัญหาข้อสอง ออก ได้สำเร็จผลเกิดเป็นหลักธรรมต่าง ๆ ที่พระองค์ใช้ สอนบริษัทในสมัยต่อมานั่นเอง อันรวมใจความได้สั้น ๆ ว่า สิ่งซึ่งเกิดมาจากสิ่งอื่น ซึ่งไม่เที่ยงถาวรและทั้งอาการที่สืบ ต่อกันมาก็ไม่ถาวรแล้ว สิ่งนั้นจะเที่ยงถาวรอย่างไรได้ ย่อม กระสับกระส่ายโยกโคลงแปรปรวนไปตามกัน. สิ่งที่แปร- ปรวนไม่คงที่ ย่อมก่อให้เกิดภาวะชนิดที่ทนได้ยาก คือทำ ให้เจ้าของได้รับความไม่พอใจเสียใจและเป็นทุกข์. เมื่อมัน แปรปรวนและเป็นทุกข์อยู่อย่างนี้แล้ว มนุษย์จึงไม่ควรฝืน ธรรมดาสะเออะเข้าไปรับเอาความทุกข์นั้น โดยเข้าใจอ้าง ตัวเองเป็นเจ้าของร่างกายนี้และร่างกายอื่น. มันไม่ใช่ของ เรา ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของเรา เห็นได้ตรงที่ไม่อยู่ในอำนาจ เรา เราไม่ ได้ทำมันขึ้น นอกจากอำนาจธรรมชาติแห่งนาม
น.322 และรูปเท่านั้น ผู้ที่เข้าไปผูกใจในสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่เป็นของ ภายในและภายนอกตนก็ดี ว่าเป็นสิ่งที่จะเป็นไปตามความ ประสงค์ของตนทุกเมื่อแล้ว จะเกิดเป็นปัญหายุ่งยากขึ้นใน ใจของผู้นั้น มืดมิดเกินกว่าที่เขาจะสะสางได้ พระองค์จึง ทรงสอนให้หน่ายและละวางสิ่งต่าง ๆ ด้วยการไม่ยึดถือทาง ใจ แม้ว่าตามธรรมดาคนเราจะต้องอิงอาศัยสิ่งนั้น ๆ เพื่อ มีชีวิตอยู่ หมายความว่า เราปฏิบัติต่อมันให้ถูกต้องก็แล้ว กัน. เมื่อเราไม่เข้าไปผูกใจในสิ่งใด สิ่งนั้น ก็ไม่เป็น นายบังคับใจเราให้อยาก ให้ โกรธ ให้เกลียด ให้กลัว ให้เหี่ยวแห้ง หรือให้อาลัยถึงมันได้. เราจะอยู่เป็นสุข เมื่อ ใจหลุดพ้นแล้ว ก็เป็นอันว่าไม่มีอะไรมาทำให้เรากลับเป็น ทุกข์ได้อิกจนตลอดชีวิต. การคิดแล้วคิดอีกเพื่อตีปัญหานี้ให้ แตก จนใจหลุดพ้นเรียกว่า วิปัสนากัมมฐาน. และเมื่อ ใจเราไม่ค่อยยอมคิดให้จริงจังลึกซึ้ง เพราะอาจฟุ้งซ่าน ด้วยความรัก ความโกรธ ความกลัว ความขี้เกียจ หรือ
น.323 อะไรก็ตาม จะต้องทำการข่มใจให้ปลอดจากอุปสรรคนั้น ๆ เสียก่อน การข่มใจนั้นเราเรียกกันว่า สมถกัมมฐาน. ถ้า ไม่มีอุปสรรคเหล่านี้สมถกัมมฐานก็ไม่เป็นของจำเป็นนัก นอกจากจะเข้าฌานเพื่อความสุขของพระอริยเจ้า เช่นเดียว กับการหลับนอน เป็นการพักผ่อนอย่างแสนสุขของพวก เรา ๆ เหมือนกัน. คำสั่งสอนส่วนมากของพระองค์ เราจึง พบแต่วิปัสนากัมมัฏฐานเป็นส่วนใหญ่. ความยึดถือ หรือ อุปาทาน เราจะมองเห็นอย่างแจ่มแจ้งได้แล้วว่า สภาพแห่ง ทุกข์ มีอยู่ในโลกนี้จริง แต่บุคคลผู้จะรับทุกข์นั้นหามีไม่ ถ้าหากเขาจะไม่หลงเข้าไปรับเอาด้วยความเข้าใจผิดว่า สิ่ง นั้นเป็นสุข และอยากได้ หรือหวงแหนจนเกิดการยึดมั่น, หรือเข้าใจไปว่า ทั้งมัน ทั้งเขา เป็นตัวตนที่จะอยู่ในอำนาจ ของตนได้ทุกอย่างตามแต่จะปรารถนา. คิดดูก็เป็นการน่า ขันและน่าสลดใจ อย่างไม่มีเปรียบ ที่เราพากันสมมติเอา สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า "ว่างเปล่า" ให้เป็นตัวเป็น
น.324 ตนขึ้นแล้ว ทำใจตัวเองให้ดิ้นรน ก่อความยุ่งยากให้เกิดขึ้น ในใจ รักโกรธ เกลียดกลัวไปตามฉากแห่งความแปรปรวน ของสิ่งนั้น ๆ ซึ่งที่แท้มันเป็นของ "ว่างเปล่า" อยู่ตลอด เวลาตามที่พระองค์ตรัสไว้นั่นเอง. คำว่า ว่างเปล่า ในที่นี้ คือ ไม่มีแก่นสารตัวตน ที่จะมายืนยันรับรองกับเราว่าเอาอย่างนั้นอย่างนี้กันได้ เพราะของทุกอย่าง ล้วนแต่มี สิ่งอื่นปรุงแต่งค้ำจุนกันมาเป็น ทอด ๆ จึงตั้งอยู่ได้พร้อมกับการค่อย ๆ แปรไป. สิ่งที่สิ่ง อื่นปรุงแต่งจึงเป็นของว่างเปล่า ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีอิสระ แก่ตน ใครจะเอาสัญญามั่นเหมาะกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไรได้ ในเมื่อทั้งผู้ ถือสัญญาและผู้ให้สัญญาก็ล้วนแต่ไม่มีความ เป็นใหญ่แก่ตน หรือมีความเป็นตัวเป็นตน ไปตาม ๆ กัน ทั้งนั้น. ผู้ที่ขึ้นเข้าไปสัญญาหรือยึดมั่นในสัญญา ก็เท่ากับ เอา ความว่างเปล่าไปผูกพันกับความว่าง ๑ จะได้ผลอัน ๑. ดูเรื่องใครทุกข์ ใครสุขประกอบ จะได้ความชัดเจน เมื่อสงสัย ว่าไม่มีตัวตนแล้ว ใครทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว.
น.325 พึงใจจากอะไรเล่า. ทั้งนี้ก็เพราะการหลงยึดมั่นของว่างขึ้น เป็นตัวตน เราเรียกกันว่า อุปาทาน. วัตถุอันเป็นที่ตั้ง แห่งความยึดมั่นนั้น เรียกว่าอุปาทานขันธ์ มีห้าอย่าง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. เพราะฉะนั้น จึง ตรัสว่าขันธ์ทั้งห้าเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น อันเป็นทุกข์. หลักอริยสัจ เราจะเรียนรู้หลักความจริงเหล่านี้ได้จากโรงเรียน คือร่างกายเรานี้เท่านั้น. ของใครก็ของมัน ต้องอาศัยร่างกาย เป็นที่ค้นหาความจริง เป็นครูสอนความจริง, เพราะใน ร่างกายนี้ มีลักษณะพร้อมทั้งเหตุและผล พอเพียงที่จะให้ เราศึกษาหาความรู้ และทำความมั่นใจให้แก่เราได้, พระ องค์จึงตรัสไว้ว่า ". .. แน่ะเธอ ! ในร่างกายที่ยาว วาหนึ่งนี้นั่นเองอันมีพร้อมทั้งสัญญาและใจ, ฉันได้ บัญญัติโลก ( คือความทุกข์ ), ได้บัญญัติโลกสมุทัย ( คือเหตุให้เกิดทุกข์ ) ได้บัญญัติโลกน์โรธ ! คือความ ดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ), และได้บัญญัติโลกนิโรธคามิ
น.326 นีปฏิปทา ( คือการทำเพื่อให้ถึงความดับไม่เหลือแห่ง ทุกข์นั้น ) ไว้." ในที่นี้ ตรัสเรียกสภาพธรรมดาอันเต็มไปด้วยทุกข์ ว่าโลก. เรียกความอยากทะเยอทะยานของสัตว์โลกเพราะ ความยึดมั่นเข้าใจผิด ว่าเหตุให้เกิดโลก, เรียกการดับความ อยากเสียแล้วอยู่สงบเป็นสุขใจเพราะไม่ยึดมั่น และเข้าใจ ถูกในสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นที่ดับของโลก, และทรงเรียกมรรค มีองค์แปดประการว่าเป็นวิธีให้ถึงความดับของโลกนั้น อัน เป็นสิ่งที่สัตว์ทุกคนควรกระทำเป็นหน้าที่ประจำชีวิตของ ตน ๆ. ตามนัยนี้เป็นอันว่า หลักใหญ่ของพุทธศาสนา คือการสอนให้ดับทุกข์ภายในใจ ด้วยการศึกษาหา ความจริงในกายตน และหยั่งรู้ ไปถึงสิ่งและบุคคล ที่ แวดล้อมตนอยู่ตามเป็นจริง ไม่ติดมั่นจนเกิดทุกข์ เพราะเห็นกฎแห่งอนัตตา แล้วมีใจปลอดโปร่งสบาย การไม่ยึดมั่นว่าเป็นตัวตน อันจะก่อให้เกิดการเห็นแก่ตนนั้น เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและผู้อื่น หรือแก่โลกทั้งสิ้น : คือ
น.327 ตนเองจะเป็นผู้มีความสุขสงบเยือกเย็นแสนจะเย็น ส่วนผู้ อื่นนั้น นอกจากไม่ถูกผู้นั้นมาเบียดเบียนแล้ว ยังอาจ ประพฤติตามเขา จนได้รับความสุขอย่างเดียวกัน ไฟทุกข์ ของโลกจะดับสนิท. หลักธรรมทั้งหลายแม้จะมีชื่อเรียก ต่าง ๆ กันหมดนั้นรวมลงได้ในหลัก คือความดับทุกข์ทั้งสิ้น. ความรู้ชนิดนี้ย่อมนำให้เกิดความเมตตาสงสารเพื่อน ที่กำลัง อยู่ในทะเลแห่งสังสารวัฏด้วยกันอย่างแรงกล้า เพราะฉะนั้น เป็นอันไม่ต้องกล่าวก็ได้ว่า เมตตา เป็นหลักอันสำคัญใน พุทธศาสนานี้ด้วย อีกประการหนึ่ง. หลักโลกิยะ และ โลกุตตระ ผู้สำคัญในสิ่งว่างเปล่าว่าเป็นแก่นสาร ก็คือผู้หลง หรือเรียกตรง ๆ อีกอย่างหนึ่งว่า ผู้ปลูกสร้างฉางบรรจุ ความทุกข์ไว้สำหรับตน และนั่นคือปกติหรือธรรมดาของ มนุษย์ทั้งโลก ที่เรียกว่ายังอยู่ในวิสัยโลกิยะ, ไม่ใช่โลกุต- ตระ คือผู้พ้นจากโลกด้วยน้ำใจ. บางสมัยหรือบางเรื่อง ผู้ แสวงหาทุกข์มาใส่ตนได้มาก กลับได้รับความยกย่องนับถือ
น.328 ทั้งนี้เพราะพากันหลงในสิ่งที่ยังไม่รู้จักมันดีและนับถือโลกิยะ. คนยากจนซึ่งมีอยู่เป็นส่วนมากทะเยอทะยานเงินทองของ มหาเศรษฐีอย่างแรงกล้า แต่มหาเศรษฐีนั้นไม่ได้ทะเยอ- ทะยาน หรือรู้สึกอะไรกี่มากน้อยในเงินทองของตนเลย เป็นแต่ทะเยอทะยานต่อส่วนที่มากขึ้นไปกว่านั้นอีก. ส่วน ความหนักใจความหวั่นใจ เมื่อคิดเทียบส่วนแล้ว ย่อมมี เสมอกันไปหมด. มันมีส่วนมากน้อยเท่ากับที่ตน สมมติ เอาความว่างเปล่าขึ้นเป็นตัวเป็นตน ตามมากและน้อย เพียงไร. ใครสมมติขึ้นมาก ก็ต้องแบกไว้มากและหนัก กว่า ! พระพุทธเจ้าเอง ก็เคยทรงแบกก้อนหินอันหนักนี้ แต่แล้วกลับทรงสลัดทิ้งเสีย ! ! เพราะพระองค์ทรงค้นพบว่า มันคือความทุกข์ทรมานของผู้เข้าใจผิด หลงเข้าไปยึดถือ เป็นของน่าสะอิดสะเอียน. และตรงกันข้ามกลับเป็นของเบา สบายสำหรับผู้ ไม่หลงยึดถือ หรือสลัดทิ้งเสียได้แล้ว, นี้ เรียกว่า ทรงค้นพบ โลกุตตรธรรม. เพราะฉะนั้น พุทธ ศาสนาก็คือคำสอนให้สลัดความทุกข์ออกทิ้งเสีย ให้พ้นจาก
น.329 ความทุกข์ อันเป็นของมีประจำอยู่ในโลกแต่อย่างเดียว ไม่ หลงประกอบทุกข์ขึ้นแบกไว้. ไม่ใช่ให้อ่อนแอร้องขอแต่ ความสุข ทั้งที่ไม่รู้จักทุกข์ และสลัดมันออกไปเสีย โดย รู้ว่าภาวะที่หมดทุกข์นั้นแล เป็นความสุข. ที่แท้, มันเป็น การทำชีวิตให้กลับกลายมาเป็นอิสระจากสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ตาม ธรรมชาติอันยั่วยวนใจในโลก ภายหลังจากที่เราเองได้ยอม ตนเข้าไปเป็นทาสด้วยความโง่อย่างยิ่งของเรามาแล้ว ตลอด สงสารวัฏอันยาวยืด ซ้ำซาก ไม่มีที่สิ้นสุดลงได้ จนกว่า เราจะรู้เท่าทันมัน. ดวงใจอันข้ามขึ้นอยู่เหนือโลกเช่นนี้ เรียกว่า โลกุตตรจิต, ภาวะที่เป็นเช่นนั้น เรียกว่า โลกุตตรธรรม, โลกุตตรวิสัย, หรือ โลกุตตรภูมิ. ในวงแห่งศาสนาอื่น ๆ เมื่อศาสนิกใกล้จะตายย่อม ร้องว่า "สวรรค์ ! พระเจ้า !" แต่สำหรับพุทธศาสนิกที่แท้ จริง จะร้องว่า "ความดับสนิทอย่างไม่มีเหลือเป็นเชื้อ อีกต่อไป : " นี้แสดงว่าเขาเหล่าโน้น ยังอยากอยู่ใน โลก - โลกสวรรค์ หรือโลกพระเจ้า. ส่วนพุทธศาสนิกมี
น.330 จุดปลายทางคือ ความดับไม่มีเหลือ. โลกุตตระจึงมี แต่ในพุทธศาสนาเท่านั้น ! เมื่อมนุษย์ยังเป็นป่าเถื่อน, รู้จัก และ ปรารถนาความสุขอย่างสูงสุดเพียงการได้กิน ได้เสพย์ของอร่อย ๆ พออิ่มไปขณะหนึ่ง ๆ เท่า นั้น, แต่ความคิดของมนุษย์ในอันแสวงหา ความสุขที่ยิ่งขึ้นไปไม่ได้หยุดเฉยอยู่ นานเข้า ค่อยมีความเห็นแปรไปสู่ภาวะที่สูงขึ้น จนรู้ จักและปรารถนา ทรัพย์สมบัติ แว่นแคว้น ปรารถนาถามสุขจนถึงสวรรค์ อันเป็นที่สุด ยอดของกาม, นานต่อมามีพวกหัวคิดสูงเห็น ว่า สุขในกามก็ยังเป็นของเสียดแทงหัวใจเท่าๆ กับความหวานอร่อยของมัน เลยนึกหาความ สุขอันสูงขึ้นไป และได้ยึดเอาว่าความมีความ เป็นแห่งชีวิต ที่ปราศจากถาม เป็นยอดสุด คือ ความเป็นพรหมนั่น เอง. และบัญญัติขึ้นในยุค
น.331 นั้นว่า ความเป็นพรหมนั่นแหละ เป็นนิพพาน. คำว่า นิพพาน ที่แปลตามศัพท์ ว่า ปราศจาก การเสียดแทง ได้เกิดมีขึ้นแต่ครั้งนั้น. ต่อมาอีกนาน พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น และทรงค้นพบว่า ภาวะแห่งพรหมก็ยังไม่ เที่ยง แปรปรวนและแตกดับเช่นเดียวกับสิ่ง ที่ต่ำกว่าอื่น ๆ จะเรียกว่านิพพาน หาได้ไม่ ยังเสียดแทงอยู่อย่างละเอียด, เพราะยังมี ความสำคัญว่าตัวตนอยู่ จะต้องเสียดแทงใจ ในเมื่อมันแตกดับ เพราะยังมีความอยาก ความปรารถนาในทางที่แม้ไม่ใช่กามก็จริง ตัณ- หายังมีอยู่, จึงทรงบัญญัติความดับไม่มีอะไร เหลือเป็นตัวตนสำหรับยึดถืออีกต่อไปว่าเป็น ตัวนิพพานอันแท้จริง อันจะไม่มีใครมาบัญญัติ ความสุขให้สูงกว่านี้ขึ้นไปได้อีก. โลกุตตร ธรรมหรือนิพพานที่แท้จริง จะมีแต่ในพุทธ-
น.332 ศาสนา. นอกนั้นยังอยู่ในวิสัยโลกทั้งสิ้นต่าง กับสักว่าชื่อ เป็นมนุษย์โลกบ้าง เทวโลกบ้าง พรหมโลกบ้าง. พุทธศาสนา กับวิทยาศาสตร์ หลักแห่งพุทธศาสนา แปลกจากศาสนาอื่นทั้งหลาย โดยเป็นศาสนาแห่งวิชาความรู้ ที่ทนต่อการพิสูจน์ของใคร ๆ ได้ทั้งสิ้น ดังที่ตรัสไว้ว่า ธรรมในพุทธศาสนา ย่อมทน ต่อการพิสูจน์ได้ ๑ คือทำให้ใครพิสูจน์ได้ทุกอย่าง จน ผู้พิสูจน์พ่ายแพ้ภัยตัวเอง หมดมานะกลับใจยอมนับ ถือพุทธศาสนา. คำที่กล่าวกันว่า พุทธศาสนาเหมือนกัน หรือเข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์นั้น มีผู้ตีความกันว่า เพราะ พุทธศาสนาแยกสังขารร่างกาย ออกวิเคราะห์หาความจริง ๑. ตรัสว่า " ... เมื่อเขาใคร่ครวญต่อเนื้อความแห่งธรรมอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อการพิสูจน์ได้ เมื่อธรรมทั้งหลายทนต่อการ พิสูจน์ได้ เขาย่อมเกิดความพอใจและความขยันขันแข็ง ... " จังกีสูตร ม. ม. ไตร. ล. ๑ ๓ น. ๖๐๕ . ๖๕๘.
น.333 เช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์แผนปัจจุบัน แยกธาตุต่าง ๆ ออก หาคุณสมบัติชั้นละเอียด ข้าพเจ้าเห็นว่า คำกล่าวนั้นยังไม่ เพียงพอกับคุณค่าอันสูงสุดแท้จริงของพุทธศาสนา เพราะ ถ้ากล่าวเช่นนั้นแล้ว วิชาสรีรศาสตร์หรือแพทยศาสตร์ อัน เกี่ยวกับการแยกตรวจร่างกาย ก็จะกลายเป็นพุทธศาสนาไป ส่วนหนึ่งด้วย. ที่แท้ควรกล่าวว่า เหมือนกันโดยที่หลัก วิทยาศาสตร์ ก็ทนต่อการพิสูจน์ อาจทำการพิสูจน์ให้ดูเอง หรือยอมให้ใครพิสูจน์ได้ทุกท่าทุกทาง จนเขาหมดท่าจะ พิสูจน์เพื่อโต้แย้งอีกต่อไป และหมดความสงสัย เช่นเดียว กับพุทธศาสนา ยอมให้ใครเพ่งพิสูจน์ซักไซร้อย่างไรก็ได้ ยอมทนอยู่ได้จนเขาหมดวิธีพิสูจน์และต้องเชื่อ. สัจจะย่อม ไม่ตาย : คำว่าวิทยาศาสตร์ ในที่นี้ หมายถึงวิชา (Science) ที่แท้จริงทุก ๆ อย่างไม่เฉพาะแต่การแยกธาตุ (Chemistry) เท่านั้น, แม้คณิตศาสตร์ ( Mathematic) ก็เป็นวิทยาศาสตร์ ในที่นี้ด้วย. ถ้าท่านสงสัยว่าวิชาเลขหรือคณิตศาสตร์จะทน ต่อพิสูจน์ได้เหมือนพุทธศาสนาอย่างไร ก็จงลองคิดดูอย่าง
น.334 ง่าย ๆ ที่สุดว่า ๒ + ๓ - ๕ เป็นต้นนี้ มันเป็นความจริง เพียงไร. มีใครบ้างที่อาจพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ๒ บวกกับ ๓ ได้ผลเป็นอย่างอื่นนอกจาก ๕ ใครจะพิสูจน์โดยวิธีไรกี่ร้อย กี่พันเท่าก็ตาม มันยังคงเป็น " ๒ + ๓ - ๕" อยู่เสมอ, เป็นหลักที่แข็งแรงยิ่งกว่าภูเขาหินแท่งทึบ อันอาจหวั่นไหว ได้ โดยธรรมชาติหรืออุตุนิยมแปรปรวน. หลักความจริง แห่งวิทยาศาสตร์เหล่านี้ มั่นคงมีอุปมาฉันใด พุทธศาสนา ก็มีหลักแห่งความจริงหนักแน่นมั่นคงฉันนั้น. แม้จะขนเอา การแยกธาตุและตรวจค้นพิสูจน์ อย่างที่เรียกว่า วิทยา- ศาสตร์แผนใหม่ทั้งหมดมาเป็นเครื่องมือพิสูจน์ ก็ไม่อาจ พิสูจน์พุทธศาสนาให้เศร้าหมองไปได้ แม้แต่นิดเดียว ขอ แต่อย่าให้ไปหยิบให้ถูกกะพี้ของพุทธศาสนา เช่น พิธีต่าง ๆ เป็นต้น มาพิสูจน์ในนามว่า พุทธศาสนาก็แล้วกัน. ความ จริงหรือพุทธศาสนาจะยังคงอยู่ชั่วโลก ไม่มีสมัยหรือขีดขั้น กำหนดเวลาอายุ เพราะเป็นการเรียนรู้ธรรมชาติ เพื่อชำนะ ธรรมชาติด้วยความจริง เช่นนี้ยังมิเป็นเครื่องชี้อันเด่นชัดว่า
น.335 พุทธศาสนาเข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์ ซึ่งโลกปัจจุบัน ย่อม บูชาอย่างสนิททั่วหน้า โดยลักษณาการอย่างไรเจียวหรือ ? และข้อสำคัญที่สุดก็คือ เมื่อมีแต่ พุทธศาสนาเท่านั้น ที่ เข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์ของโลกแล้ว จะยังมีศาสนาไหน อีกเล่า ที่จะเป็นศาสนาแห่งสากลโลก, นอกจากพุทธ ศาสนา ? โมกขพลาราม. ๑ กรกฎ. ๗๗ ๑. หมายเหตุส่วนตัว :- ที่จริงศาสนา ทั้งหลายมีจุดมุ่งอย่างเดียวกัน คือความสุข ถ้าจะปรับ กันเข้าให้สนิท ก็จะลงกันได้เป็นศาสนาเดียวกัน ! ใครมีคุณสมบัติแค่ไหน ย่อมอยู่ในระดับแค่นั้น เหมือนพี่น้องหรือผู้มีคุณวุฒิ ยิ่งหย่อนกว่ากัน ยืน เรียงแถวกันตามลำดับวุฒิ ก็จะมีแต่ศาสนาเดียวใน โลก ! ขอแต่อย่าถือเราถือเขา ถึงกับพยายามทำลาย
น.336 เพื่อนศาสนาอื่นเพื่อประโยชน์ตน ด้วย " การรุก เงียบ ๆ" อย่างใดอย่างหนึ่งก็แล้วกัน หลักศาสนา อื่นทั้งหลาย มีเพียงโลกิยะ, ไม่พ้นไปได้, ส่วน พุทธศาสนายังมีสูงขึ้นไปถึงโลกุตตระด้วย, มีทั้งสอง อย่าง ใครจะเลือกเอาอย่างไหนก็ได้ หลักโลกุตตระ หรือที่เกี่ยวกับโลกุตตระเท่านั้น ที่พุทธศาสนามีอยู่ อย่างที่ศาสนาอื่นไม่มีเสียเลย, จึง " อม " ศาสนา อื่น ๆ ไว้ได้ทั้งหมด - พุทธทาส. ผู
Buddhadasa