น.337 พุทธศาสนา, เพสสิมิสมฺ หรือ ออปติมิสมฺ ? พุทธศาสนาไม่ใช่ทั้งเพสสิมิสมฺ และ ออปติมิสมฺ,๑ เพราะเพสสิมิสมฺ และ ออปติมิสมเป็นลัทธิที่ดิ่งลงไปจนถึงที่สุดฝ่าย ใดฝ่ายหนึ่งทั้งสองอย่าง; ส่วนพุทธศาสนา สั่งสอนสัจจธรรมอันเดินไปตามสายกลาง. เพสสิมิสมนั้นจัดได้ว่าเป็นมูลแห่งอัตตกิลม ถานฺ โยค, ออปติมิสมฺ ก็เป็นทางมาแห่ง กามสุขัลลิกานุโยค. ทั้งสองลัทธินั้น ไม่ กล่าวถึงการแก้ไขให้ความเป็นเช่นนั้น ๆ กลายเป็นตรงกัน ข้ามกับที่เป็นอยู่หรือที่เป็น ๑. เพสสิมิสม ลัทธิเห็นสิ่งทั้งปวงเป็นไปในแง่ร้าย ออปติมิสมฺ เห็นเป็นไปในแง่ดี
น.338 มาแล้วได้. ส่วนพุทธศาสนาสอนให้ดูโลกในแง่ของเพสสิ- มิสมฺก่อนแล้ว และสอนหนทางแก้ไขให้มันกลายเป็นดีไป ซึ่ง เป็นอันว่าไม่บัดออปติมิสมฺเสียทีเดียว พุทธศาสนาสอนว่า ชีวิตนี้เต็มไปด้วยอาการที่ทนยาก, เป็นมายาเหลวไหล, ถูก กักขังและทรมานอยู่โดยอวิชชา, ไม่ได้อย่างใจหวังสักอย่าง เดียว. ทั้งส่วนร่างกายหรือส่วนจิตใจก็ตาม นี่แสดงว่าคล้าย กับจะเอียงไปฝ่ายเพสสิมิสม , แต่พุทธศาสนาไม่ได้สอน เพียงเท่านั้น ได้สอนวิธีที่จะทำชีวิตให้ตรงกันข้ามกับ อาการเช่นนั้นได้ด้วย คือ อัฏฐังคิกมัคค์ หรือมัชฌิมา ปฏิปทา อันมีหลักสั้น ๆ ว่า ชีวิตอาจบริสุทธิ์ และ หลุดพ้นจากการทรมานได้ด้วยการประพฤติอย่างถูก ต้องของเราเอง จนเราอาจเป็นผู้ที่มีความเยือกเย็นใจ ของเราเองได้เสมอทุก ๆ ฉาก ที่โลกมันจะปรวนแปร ไป. ความคิดนึกในใจของพุทธบริษัท ไม่ได้ถูกบังคับ ให้เชื่อหรือเห็นอยู่ในวงจำกัด ดุจพวกเพสสิมิสต์ หรือ ถึง
น.339 ออปติมิสต์. เมื่อเขายังพอใจที่จะหมุนกลิ้งไปกับโลก อันเอิบอาบ ไปด้วยความดีใจ และเสียใจ, เขาก็มี อิสระที่จะทำเช่นนั้น. เมื่อเขาเห็นว่ามันน่าเบื่อหน่าย เขาก็มีอิสระและหนทางที่จะเอาชนะมันเสียได้อย่าง เด็ดขาด เพราะเหตุนี้เอง พุทธศาสนาจึงมิใช่เนสส์- มิสมฺ หรือ ออปติมิสมเลย, เป็นแต่มีแง่บางแง่ที่อาจ ลวงตาคนบางคน ให้เห็นเป็นเพสสิมิสมฺ หรือ ออปติ- มิสมฺ อย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่เขาจะเห็นไปในบาง คราวเท่านั้น. " จะบัวหัวเราะอะไรกัน บันเทิงอะไรกัน. ก็ เมื่อโลกอันเป็นที่อยู่อาศัยของหมู่สัตว์นี้มันลุกโพลงอยู่ เป็นนิจ" นี่เป็นพระพุทธภาษิต ( ชราวัคค์, ธ. ขุ. ) ซึ่ง แสดงว่าพระองค์ก็ทรงเห็นโลกเช่นเดียวกันกับที่พวกเพสลิ- มิสต์เห็น. แต่ติดต่อไปจากคำข้างต้นนั่นเอง พระองค์ได้ตรัส
น.340 สืบไปว่า " พวกท่านทั้งหลายถูกความมืดบอดครอบงำ หุ้มห่อไว้เต็มที่แล้ว ก็ยังไม่แสวงหาประทีปเครื่องนำ ของตนเอง ," ซึ่งแสดงว่า แสงสว่างแห่งความรอดพ้น นั้นมีอยู่. นี้เราจะเห็นได้ว่าไม่ทรงปฏิเสธพวกออปติมิสต์ และพระองค์เป็นพวกกลางคือมัชฌิมาปฏิปทาโดยแท้ ในที่อื่นตรัสว่า "สิ่งที่มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่งตัว มันเองทุก ๆ สิ่ง ไม่เที่ยงแท้ถาวร, เป็นทุกข์. และ ทั้งสิ่งที่มีเหตุปัจจัยและไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยปรุงแต่งตัว มัน ทั้งสองอย่าง ไม่ใช่เป็นสิ่งซึ่งเป็นตัวเป็นตน หรือ มีตัวมีตนอยู่ในมัน." นี่แสดงว่าทุกๆ สิ่ง ในโลกนี้เป็น พิษแก่ผู้ที่เข้าไปยึดถือโดยประการทั้งปวง แต่มิได้แสดงว่า เราไม่มีหนทางที่จะวางสิ่งนั้น ๆ หรือเอาชนะอยู่เหนืออิทธิ- พลของสิ่งนั้นได้, เพราะเหตุว่าพร้อมกันนั่นเอง พระองค์ได้
น.341 ทรงสอนวิธีแห่งโลกุตตระปฏิปทา ทางที่จะเป็นอิสระอยู่ เหนือโลก, ไว้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจนยิ่งด้วย. เมื่อเรามีใจ หลุดพ้นแล้ว โลกก็ไม่เป็นพิษต่อเรา, เช่นนี้เราจะมาบัญญัติ ว่า โลกนี้เป็นยาพิษ หรือเป็นอาหารที่ดีของมนุษย์ เด็ดขาด ลงไปอย่างไรได้. สุราหรือแอลกอฮอล์, เมื่อเราแพ้มัน ดื่ม ด้วยความโง่เขลามันก็เป็นของให้โทษ, เมื่อใช้เป็นยาด้วย ความมีสติสัมปชัญญะก็ปรากฏว่ามันเคยช่วยชีวิตมนุษย์ไว้ แล้ว มีจำนวนไม่น้อย. เราจะกล่าวว่าสุราเป็นโทษหรือ เป็นคุณโดยส่วนเดียวอย่างใดอย่างหนึ่งยังมิชอบฉันใด, การ ที่จะกล่าวว่าโลกนี้เป็นเพศสิมิสมฺ หรือออปติมิสมฺ โดย เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่ได้ฉันนั้น. เราหลงใหลต่อ โลก โลกก็เป็นพิษต่อเรา, เมื่อเราเอา แนะโลกได้ มัน ก็เป็นเครื่องอุปกรณ์แก่เราได้อย่างดี, เช่นเดียวกับช้าง
น.342 ที่เรายังฝึกมันไม่ได้ กับเมื่อเราฝึกมันจนเชื่องดีแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น. พุทธทาสภิกขุ ๑ กันยายน ๒๔๗๙ 1
Buddhadasa