Buddhadasa.org

ชุมนุมเรื่องสั้นของพุทธทาสภิกขุ (รวม 15 เรื่อง) ตอนที่ ๓ — พุทธศาสนา - ศาสนาแห่งการบังคับตัวเอง

ชุมนุมเรื่องสั้นของพุทธทาสภิกขุ (รวม 15 เรื่อง) — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมเรื่องสั้นของพุทธทาสภิกขุ (รวม 15 เรื่อง) (๑๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.343 พุทธศาสนา ศาสนาแห่งการบังคับตัวเอง เมื่อกล่าวสรุปให้สิ้นเชิง ในแง่แห่ง การกระทำ หรือการปฏิบัติแล้ว " พุทธ ศาสนาคือศาสนาแห่งการบังคับตัวเอง " : มิใช่ศาสนาแห่งการอ้อนวอนพระเป็นเจ้า ผู้มีอำนาจ หรือเป็นศาสนาแห่งการแลก เปลี่ยนทำนองการค้าขาย - ทำบุญทำทาน แลกนางฟ้าในสวรรค์, หรืออะไรทำนองนี้ แต่ประการใดเลย. และเพราะความที่พุทธ ศาสนาเป็นศาสนาแห่งการบังคับตัวเอง โดย มีเหตุผลเพียงพอแก่ตนเอง จึงได้ชื่อว่า เป็น " ศาสนาแห่งเหตุผล" ด้วย.

น.344 พุทธศาสนา คือคำสั่งสอนอันเป็นแบบฝึกหัดบังคับ ตนเอง แต่ว่าลำพังคำสั่งสอนอย่างเดียว หาใช่เป็นแก่น หรือเป็นตัวพุทธศาสนาอันแท้ไม่ แม้ว่าคำว่า "ศาสนา" จะแปลว่าคำสอนก็ตาม. ตัวศาสนาแท้ หรือตัวพรหมจรรย์ นั้นได้แก่การปฏิบัติตามคำสั่งสอนนั้น ๆ ซึ่งเรียกโดย ภาษาศาสนาว่าสิลสิกขา - จิตตสิกขา - ปัญญาสิกขา. พุทธมามกะเป็นอันมาก เข้าใจว่า "สิกขา " ตรง ตามรูปศัพท์เกินไป คือ สิกขา แปลตามรูปศัพท์ว่า การ ศึกษา. แต่พระพุทธองค์ตรัสไว้เป็นหลักว่า การศึกษา เล่าเรียนปริยัตินั้น ไม่ใช่สิกขา แต่การกระทำจริง ๆ ตาม หลักที่เป็นการบังคับตนเองในส่วนที่เป็นความเสื่อมเสียทาง กายและวาจา เรียกว่า "สีลสิกขา ," ในส่วนใจ เรียกว่า "จิตตสิกขา," และในส่วนที่เกี่ยวกับความคิดนึกเพื่อรู้ สิ่งที่ ชีวิตจะต้องรู้ เรียกว่า “ ปัญญาสิกขา." ในส่วนสีลสิกขา โดยประเภท คือการบังคับตนให้ ตั้งอยู่ หรือดำเนินไปด้วยกายวาจา ตามกฎฉันเป็นระเบียบ

น.345 มรรยาท หรือจรรยาอันตนจะพึงประพฤติต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อวัตถุสิ่งของอันเกี่ยวเนื่องกันเป็นข้อกฎที่บังคับตายตัว ในเบื้องต้นเรียกว่า ปาฏิโมกขสังวรสีล.๑ การควบคุม ตาหูจมูกลิ้นกายไม่ให้กำเริบไปตาม รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันเป็นโลกธรรมเรียกว่าอินทรียสังวรสีล, การ ควบคุมตนให้มีการแสวง การรับ การบริโภคปัจจัย เครื่อง อาศัยอันจำเป็นแก่ชีวิต อย่างบริสุทธิ์จากการหลอกลวงตน และผู้อื่น เรียกว่า อาชีวปาริสุทธิสีล. และการควบคุม ตนให้มีสติระลึกเพียงเพื่อยังอัตตภาพให้เป็นไปในการบริโภค ปัจจัยนั้น ๆ ไม่บริโภคด้วยตัณหา เรียกว่า ปัจจยสันนิส สิตสีล. รวมเรียกว่า ปาริสุทธิศิลสี่. หรือจตุปาริสุทธิศีล. เรียกภาวะแห่งการกระทำจริง ๆ ตามนี้ว่า สีลสิกขา อัน ๑. มีหลายพวกเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมของนักบวช ก็มี เกี่ยวกับ การอนามัยของร่างกาย ก็มี เกี่ยวกับการเคารพ, ปฏิสันถาร, ปรนนิบัติ ฯลฯ ผู้อื่นก็มี เกี่ยวกับการรักษาสิ่งของเครื่องใช้สอยของตน หรือหมู่ ก็มี และยังมีอย่างอื่นอีก ซึ่งเป็นส่วนต้องรู้แล้วทำในเบื้องต้น อนุโลม ทำนองเดียวกัน ทั้งฆราวาสและบรรพชิต.

น.346 ได้แก่การบังคับตัวเองโดยตรง เป็นเหมือนถากโกลนกล่อม เกลาในชั้นต้น, แต่ประสงค์เฉพาะส่วนที่เป็นไปทางกายและ วาจาเท่านั้น. ในส่วนจิตตสิกขา คือการบังคับจิตของตนให้อยู่ใน วงความต้องการของตน ภายในขอบขีดของวิสัยที่บังคับได้ คือ ให้หยุดแล่นไปตามความกำหนัด, พยาบาท, หรือไม่ ให้ง่วงซึม ฟุ้งซ่านง่อนแง่นคลอนแคลน รวมความว่า ฝึก จนดีพอที่จะต้องการให้หยุดคิดก็หยุด, ให้คิดก็คิด, ให้คิด เฉพาะสิ่งนี้ ก็คิดเฉพาะสิ่งนี้ ด้วยกำลังของจิตทั้งหมดอย่าง เต็มที่ โดยไม่กลับกลอกแต่อย่างใด. การพยายามฝึก จน ทำได้อย่างนี้ เรียกว่า จิตตสิกขา ซึ่งเมื่อมีแล้วทำจิตให้ สงบอยู่ในอำนาจได้, ต่อนั้นก็ใช้เป็นอุปกรณ์แก่ปัญญาสิกขา อย่างจำเป็นยิ่ง. ในส่วนปัญญาสิกขา คือ การควบคุมจิตที่ฝึกจน อยู่ในอำนาจแล้วนั้น ให้คิดแล้วคิดอีกจนแทงตลอด ในข้อ ต้อง

น.347 ปัญหาของชีวิต หรือที่จำเป็นแก่ชีวิต โดยย่อคือ ปัญหาที่ ว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ทำอย่างไรจึงจะพ้นทุกข์. ทั้งนี้ เพราะเหตุว่าสิ่งทั้งปวง รวมทั้งทุกข์ สุขของชีวิต เป็นเรื่อง ของใจ คือทุกข์เพราะใจปลงไม่ตกในสิ่งที่ตนเข้าใจผิดแล้ว หลงยึดถือไว้, จะสุขได้ก็ด้วยบังคับแนวของความคิดอย่าง แรงกล้าให้แล่นไปอย่างรู้แจ้ง แทงตลอด จนปลงตกในสิ่ง ที่ตนยึดถือถึงกับ รัก โกรธ เกลียด กลัว มัวเมา ฯ ล ฯ นั้นๆ เสีย โดยไม่มีเชื้อเหลือเพื่อความเป็นเช่นนั้นอีกต่อไป. การ พยายามทำ จนทำได้เช่นนี้ เรียกว่าปัญญาสิกขา, ซึ่งมี บริบูรณ์แล้วก็จบกิจแห่งพรหมจรรย์ - จบพรหมจรรย์คือจบ ศาสนา, ไม่มีเรื่องที่จะต้องทำอีกต่อไป นอกจากการเสวย สุข. โดยนัยนี้จะเห็นได้ว่า พุทธศาสนาคือศาสนาแห่ง การบังคับตัวเอง : ถ้าหมายถึงคำสอน ก็คือคำสอน แห่งการบังคับตัวเอง, ถ้าหมายถึงการทำหรือการปฏิบัติ ก็คือการกระทำการบังคับตัวเอง และเมื่อหมายถึงผล

น.348 สุดท้ายคือปฏิเวธ ก็คือซึมซาบรสแห่งผลของการ บังคับตัวเอง อันเดียวกันนั่นเอง. เมื่อเรียน หรือเมื่อทำ หรือเมื่อได้รับผลของการทำ ก็มีเหตุผลพร้อมพอที่จะให้ตน เชื่อถือมั่นใจตนเองได้ โดยไม่ต้องเชื่อตามคำผู้อื่น จึงเป็น การบังคับตัวเองอย่างมีเหตุผลของตนเอง - โดยตนเอง-เพื่อ ตัวเองอย่างที่เป็นอันแน่ใจได้ว่าไม่เป็นศาสนาแห่งความโง่” เขลา ถึงกับต้องมีการล่อหลอกหรือขู่เข็ญอย่างใดแม้แต่ น้อย. ลัทธิศาสนาบางลัทธิ หวังความช่วย เหลือจากผู้อื่น จนไร้หลักแห่งการช่วยตนเอง ไฉนจะมีการบังคับตัวเอง. บางลัทธิมีการบังคับ ตัวเอง แต่ไร้เหตุผล เพราะเป็นเพียงการนึก เอาอย่างตื้น ๆ หรือเป็นการเดา จึงเลยเถิด เป็นอัตตกิลมถานุโยคไปก็มี, ที่อ่อนแอเอาแต่ 2

น.349 ความสนุกสบาย กลายเป็นอย่างที่เรียกว่า กาม สุขัลลิกานุโยคก็มี จึงแปลกกับพุทธศาสนา ซึ่งมีหลักการบังคับตัวเองอย่างมีระเบียบเรียบ ร้อยชัดเจน มั่นคง ปรากฏเป็นศีล - สมาธิ - ปัญญา หรืออัฏฐังคิกมรรค, และมีเหตุผล พร้อมอยู่เสมอ; เป็นอันกล่าวได้ว่า พุทธ ศาสนาคือศาสนาแห่งการบังคับตัวเอง - ชนะตัวเอง - เชื่อตัวเอง - พึ่งตัวเอง ฯลฯ, โดยแท้. เนื้อความเท่าที่บรรยายมาแล้วนี้ เป็นเพียงมุ่งให้ ผู้อ่านมองเห็นจุดสำคัญอันเป็นที่สรุปรวมใจความของธรรม บรรยาย อันกว้างขวางลึกซึ้งดุจมหาสมุทรเท่านั้น, คือว่า เมื่อมีหลัก ก็ไม่พ้นเผื่อ, รู้อะไรเพิ่มเติมเข้ามาอีกเท่าไร ก็ไม่งงเงอะ จนไม่รู้ว่าจะจำไว้อย่างไรไหว แต่อาจสงเคราะห์ รวมเข้าชั้นเข้าเชิงของหลักธรรม ซึ่งที่แท้ก็มีอยู่เพียง ๓ คือ

น.350 ศีล - สมาธิ - ปัญญา เท่านั้นเอง, จึงเมื่อถ้ายังไม่เข้าใจ ในส่วนไหน ก็พึงศึกษาค้นคว้าจากเนื้อความที่ได้บรรยาย ในที่อื่นเฉพาะส่วนนั้น สืบไปเทอญ. พุทธทาสภิกขุ ๒๐ กันย์ ๗๘.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต