น.351 ความกลัว ความกลัวเป็นสิ่งที่มีอำนาจมากสิ่ง หนึ่ง ในบรรดาสิ่งที่ทำลายความสุขสำราญ หรือรบกวนประสาทของมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง ด้วยกัน. ความกลัวนี้ย่อมมีลักษณะ และ พิษสงมากน้อยกว่ากันเป็นขั้น ๆ ตามความรู้ สึกอันสูงต่ำของจิต, เด็ก ๆ สร้างภาพของสิ่ง ที่น่ากลัวขึ้นในใจตามที่ผู้ ใหญ่นำมาขู่ หรือ ได้ยินเขาเล่าเรื่องอันน่ากลัว เกี่ยวกับผี เป็นต้น สืบ ๆ กันมา. แล้วก็กลัวเอาจริงๆ จนเป็นผู้ใหญ่ความกลัวนั้นก็ไม่หมดสิ้นไป. ความกลัวเป็นสัญชาตญาณอันหนึ่งของ มนุษย์เหมือนกันหมดแต่ว่าวัตถุที่กลัวนั้น แหละต่างกัน ตามแต่เรื่องราวที่ตนรับเข้า ไว้ในสมอง. วัตถุอันเป็นที่ตั้งของความ
น.352 กลัว ที่กลัวกันเป็นส่วนมากนั้น โดยมากหาใช่วัตถุที่มี ตัวตนจริงจังอะไรไม่ มันเป็นเพียงสิ่งที่ใจสร้างขึ้น สำหรับกลัวเท่านั้น ส่วนที่เป็นตัวตนจริง ๆ นั้นไม่ได้ ทำให้เรากลัวนานหรือมากเท่าสิ่งที่ใจสร้างขึ้นเอง มัน มักเป็นเรื่องเป็นราวลุล่วงไปเสียในไม่ช้านัก. บางทีเรา ไม่ทันนึกกลัวด้วยซ้ำไป เรื่องนั้นก็ได้มาถึงเรา เป็น ไปตามเรื่องของมันและผ่านพ้นไปแล้ว มันจึงมิได้ ทรมานจิตของมนุษย์มากเท่าเรื่องหลอก ๆ ที่ใจสร้าง ขึ้นเอง. เด็ก ๆ หรือคนธรรมดา เดินผ่านร้านขายโลงซึ่งยัง ไม่เคยใส่ศพเลย ก็รู้สึกว่าเป็นที่น่ารังเกียจ หรือเป็นที่ อวมงคลเสียจริงๆ เศษกระดาษชนิดที่เขาใช้ปิดโลงขาดตก อยู่ในที่ใด ที่นั้นก็มีผีสำหรับเด็ก ๆ เมื่อเอาสีดำกับกระดาษ เขียนกันเข้าเป็นรูปหัวกระโหลกตากลวง ความรู้สึกว่าผีก็ มาสิงอยู่ในกกระดาษแผ่นนั้นทันที. เอากระดาษฟางกับกาว และสี มาประกอบกันเข้าเป็นหัวคนบ่าที่น่ากลัวมีสายยนต์ KA
น.353 ชักให้แลบลิ้นเหลือกตาได้ มันก็พอที่ทำให้ใครตกใจเป็นไข้ ได้ ในเมื่อนำไปแอบคอยที่ชักหลอกอยู่ในป่า หรือที่ขมุก ขมัว, และแม้ที่สุดแต่ผู้ที่เป็นนายช่างทำมันขึ้นนั่นเอง ก็รู้ สึกไปว่า มันมิใช่กระดาษฟางกับกาวและสีเหมือนเมื่อก่อน เสียแล้ว ถ้าปรากฏว่ามันทำให้ใครเป็นไข้ได้สักคนหนึ่ง เรา จะเห็นได้ในอุทาหรณ์เหล่านี้ว่า ความกลัวนั้น ถูกสร้าง ขึ้นด้วยสัญญาในอดีตของเราเองทั้งนั้น เพราะปรากฏ ว่าสิ่งนั้น ๆ ยังมิได้เนื่องกับผีที่แท้จริงแม้แต่นิดเดียว. และสิ่งที่เรียกว่า ผี ผี, มันก็เกิดมาจากกระแสที่เต็ม ไปด้วยอานุภาพอันหนึ่ง อันเกิดมาจากกำลังความเชื่อ แห่งจิต ของคนเกือบทั้งประเทศ หรือ ทั้งโลก เชื่อ กันเช่นนั้น, อำนาจนั้น ๆ มันแผ่ซ่านไปครอบงำจิต ของคนทุกคน ให้สร้างผีในมโนคติตรงกันหมด, และ ทำให้เชื่อในเรื่องผียิ่งขึ้น และ ผีก็มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ได้ จนกว่าเมื่อใดเราจะหยุดเชื่อเรื่องผี หรือเรื่อง หลอกนี้กันเสียที ให้หมดทุก ๆ คน ผีก็จะตายหมดสิ้น
น.354 ไปจากโลกเอง. จึงกล่าวได้ว่า ความกลัวที่เรากลัวกัน นั้น เป็นเรื่องหลอกที่ใจสร้างขึ้นเองด้วยเหตุผลอัน ผิด ๆ, เสียหลายสิบเปอร์เซ็นต์. ความกลัวเป็นภัยต่อความสำราญ เท่ากับความรัก โกรธ เกลียด หลงใหล และอื่น ๆ หรือบางทีจะมากกว่า ด้วยซ้ำ. ดูเหมือนว่าธรรมชาติได้สร้างสัญชาตญาณอันนี้ให้ แก่สัตว์ ตั้งแต่เริ่มออกจากครรภ์ทีเดียว. ลูกนก หรือลูกแมว พอลืมตาก็กลัวเป็นแล้ว แสดงอาการหนี หรือป้องกันภัย ในเมื่อเราเข้าไปใกล้, เด็ก ๆ จะกลัวที่มืด หรือการถูกทิ้ง ไว้ผู้เดียว ทั้งที่เขายังไม่เคยมีเรื่องผูกเวรกับใครไว้ อันจะ นำให้กลัวไปว่าจะมีผู้ลอบทำร้าย. เพียงแต่ผู้ใหญ่ชี้ไปตรง ที่มืด แล้วทำท่ากลัวให้ดูสักครั้งเท่านั้น เด็กจะกลัวติดอยู่ ในใจไปได้นาน. คนโตแล้วบางคน นั่งฟังเพื่อนกันเล่าเรื่อง ผีเวลากลางคืน มักจะค่อยขยับ ๆ จนเข้าไปนั่งอยู่กลางวง โดยไม่รู้สึกตัว. และยังไปนอนกลัวในที่นอนอีกมาก กว่า จะหลับได้. เดินผ่านป่าช้าโดยไม่รู้ เพิ่งมารู้และกลัวเอาที่
น.355 บ้านก็มี สำหรับบางคน. ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องแสดงว่าความ กลัวเป็นเรื่องของจิตมากกว่าวัตถุ ผู้ใดไม่มีความรู้ ในการ ควบคุมจิตของตนในเรื่องนี้ เขาจะถูกความกลัวกลุ้มรุม ทำลายกำลังประสาทและความสดชื่นของใจเสียอย่างน่า สงสาร. ในทำนองตรงกันข้าม, สำหรับผู้ที่มีอุบายข่มขี่ ความกลัวย่อมจะได้รับความผาสุกมากกว่า, มีกำลังใจ เข้มแข็งกว่า เหมาะที่จะเป็นหัวหน้าหมู่หรือครอบครัว. เมื่อปรากฏว่าความกลัว เป็นภัยแก่ความผาสุกเช่น นี้แล้ว บัดนี้เราก็มาถึงข้อปัญหาว่า เราจะเอาชนะความ กลัวได้อย่างไร สืบไป, เพราะเหตุว่าการที่ทราบแต่เพียงว่า ความกลัวเป็นภัยของความผาสุกนั้น เรายังได้รับผลดีจาก ความรู้นั้น น้อยเกินไป. เราอาจปัดเป่าความกลัวออกไป เสียจากจิตโดยวิธีต่าง ๆ กัน แต่เมื่อจะสรุปความขึ้นเป็น หลักสำคัญ ๆ แล้ว อย่างน้อยเราจะได้สามประการคือ :- ๑. สร้างความเชื่ออย่างเต็มที่ ในสิ่งที่ยึดเอา เป็นที่พึ่ง
น.356 ส่งใจไปเสียในที่อื่น. ผูกมัดไว้กับสิ่งอื่น. ๓. ตัดต้นเหตุของความกลัว นั้น ๆ เสีย ในประการต้น อันเราอาจเห็นได้ทั่วไป คือวิธีของ เด็ก ๆ ที่เชื่อตระกรุดหรือเครื่องราง ฯลฯ ตลอดจน พระเครื่ององค์เล็กที่แขวนคอ. และเป็นวิธีของผู้ใหญ่บาง คนที่มีความรู้ สึกอยู่ในระดับเดียวกับเด็กด้วย. คนในสมัย อนารยะถือภูเขาไฟ ต้นไม้ ฟ้าหรือสิ่งที่ตนเห็นว่ามีอำนาจ น่ากลัว ควรถือเอาเป็นที่มอบกายถวายตัวได้อย่างหนึ่ง นี่ ก็อยู่ในประเภทเดียวกัน. ที่ยังเหลือมาจนทุกวันนี้ เช่นพวก ที่บนบาน ต้นโพธิ์ พระเจดีย์ เป็นต้น เพื่อความเบาใจ ของตนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง. วิธีนี้เป็นผลดีที่สุดได้ตลอดเวลา ที่ตนยังมีความเชื่อมั่นคงอยู่. ความเชื่อที่เป็นไปแรงกล้าอาจ หลอกตัวเองให้เห็นสิ่งที่ควรกลัว กลายเป็นสิ่งที่ไม่ควรกลัว ไปก็ได้ ถ้าหากจะมีอุบายสร้างความเชื่อชนิดนั้น ให้เกิดขึ้น ได้มาก ๆ เมื่อใดความเชื่อหมดไป หรือมีน้อยไม่มีกำลัง พอที่จะหลอกตัวเองให้กล้าหาญแล้ววิธีนี้ก็ไม่มีประโยชน์
น.357 กลายเป็นของน่าหัวเราะเท่านั้น. เล่ากันมาว่าเคยมีคน ๆ หนึ่ง อมพระเครื่องเข้าตะลุมบอนฆ่าฟันกัน เชื่อว่าทำให้ อยู่คงฟันไม่เข้าเป็นต้น ดูเหมือนได้ผลเป็นที่พอใจเขา จริง ๆ. ขณะหนึ่งพระตกจากปากลงพื้นดินในท้องนา. ตะลีตะลานคว้าใส่ปากทั้งที่เห็นไม่ถนัดแทนที่จะได้พระกลับ เป็นเขียดตัวหนึ่ง เข้าไปดิ้นอยู่ในปาก ก็รบเรื่อยไป โดย ยิ่งเชื่อมั่นขึ้นอีกว่า พระในปากแสดงปาฏิหาริย์ต้นไปดิ้นมา. เมื่อเลิกรบรีบคายออกดูเห็นเป็นเขียดตายก็เลยหมดความ เชื่อ, ตั้งแต่นั้นมา ไม่ปรากฏว่าพระเครื่ององค์ใดทำความ พอใจให้เขาได้อีก. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า วิธีนี้ไม่ใช่ ที่พึ่งอันเกษม คือทำความปลอดภัยให้ได้อย่างแท้จริง ไม่ ใช่วิธีสูงสุด, เนต์ สรณ์ เขมํ, เนติ สรณมุตฺตมํ. ประการที่สอง, สูงขึ้นมาสักหน่อย พอที่จะเรียกได้ ว่าอยู่ในชั้นที่จัดว่าเป็นกุสโลบาย. หลักสำคัญอยู่ที่ส่งความ คิดนึกของใจไปเสียในที่อื่น ซึ่งจะเป็นความรักใครที่ไหน โกรธใครที่ไหน เกลียดใครที่ไหนก็ตาม; หรือหยุดใจเสีย
น.358 จากความคิดนึกทุกอย่าง ( สมาธิ ) ก็ตาม เรียกว่าส่งใจ ไปเสียในที่อื่น คือจากสิ่งที่เรากลัวนั้น ก็แล้วกัน. ที่เรา เห็นกันได้ทั่วไป เช่นกำลังเมารัก บ้าเลือดเหล่านี้เป็นต้น จะไม่มีความกลัวผี กลัวเสือ กลัวเจ็บ. แม้เรื่องราวใน หนังสือข่าวรายวัน ก็เป็นพยานในเรื่องนี้ได้มาก. แต่เรื่อง ชนิดนี้เป็นได้โดยไม่ต้องเจตนาทำความรู้สึกเพื่อส่งใจไปอื่น เพราะมันส่งไปเองแล้ว. ถึงกระนั้นทุก ๆ เรื่องเราอาจปลูก อาการเช่นนี้ขึ้นได้ ในเมื่อต้องการ และมันไม่เป็นขึ้นมา เอง. การคิดนึกถึงผลดีที่จะได้รับ คิดถึงสิ่งที่เรารักมากจน ใฝ่ฝัน คิดถึงชาติประเทศ คิดถึงหัวหน้าที่กล้าหาญ ดูสิ่งที่ ยั่วใจให้กล้า เช่นระเบียบให้มองดูธงของผู้นำทัพในเมื่อตน รู้สึกขลาด อันปรากฏอยู่ในนิยายเทวาสุรสงครามในพระ คัมภีร์เป็นต้น. เหล่านี้ล้วนแต่ช่วยให้ใจแล่นไปในที่อื่นจน ลืมความกลัวได้ทั้งนั้น. ในชั้นนี้ พระผู้มีพระภาคทรงสอน ให้ระลึกถึงพระองค์ หรือพระธรรม หรือพระสงฆ์ อย่างใด อย่างหนึ่ง ในเมื่อภิกษุใดเกิดความกลัวขึ้นมา ในขณะที่
น.359 ตนอยู่ ในที่เงียบสงัดเช่นในป่าหรือถ้ำเป็นต้น. อาการ เช่นนี้ทำนองค่อนไปข้างสมาธิ แต่ยังมิใช่สมาธิแท้ทีเดียว, แต่ถ้าหากว่าผู้ใด แม้ระลึกถึงพระพุทธองค์ก็จริง แต่ระลึก ไปในทำนองเชื่อมั่นมันก็ไปตรงกันเข้ากับประการต้น คือ ความเชื่อเช่นเชื่อพระเครื่องหรือคนบ่าเชื่อปู่เจ้าเขาเขียว ต่อเมื่อระลึกในอาการเลื่อมใส ปีติในพระพุทธคุณเป็นต้น จึงจะเข้ากับประการที่สองนี้ ส่วนอาการที่สงบใจไว้ด้วยสมาธินั้น เป็นอุบาย ข่มความกลัวได้สนิทแท้ เพราะว่าในขณะแห่งสมาธิ ใจไม่ มีการคิดนึกอันใดเลย นอกจากจับอยู่ที่สิ่งซึ่งผู้นั้นถือเอาเป็น อารมณ์หรือเนรมิต ที่เกาะของจิตอยู่ในภายในเท่านั้น. แต่ ว่าใจที่เต็มไปด้วยความกลัว ยากที่จะเป็นสมาธิ เพราะ ฉะนั้นต้องเป็นสมาธิที่ชำนาญอย่างยิ่งจริง ๆ จนเกือบกลาย เป็นความจำอันหนึ่งไป; พอระลึกเมื่อใด นิมิตนั้นมาปรากฏ เด่นอยู่ที่ "ดวงตาภายใน" ได้ทันทีนั่นแหละจึงจะเป็นผล. แม้ข้อที่พระองค์สอนให้ระลึกถึงพระองค์หรือพระธรรมพระ-
น.360 สงฆ์ ตามนัยน์แห่งบาลีธชัคคสูตรนั้น ก็หมายถึงพุทธา นุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติอยู่แล้ว แม้ว่าจะเป็น เพียงอุปจารสมาธิยังไม่ถึงขีดฌานก็ตาม, ล้วนแต่ต้องการ ความชำนาญ จึงอาจเปลี่ยนอารมณ์ที่กลัวให้เป็นพุทธา นุสสติเป็นต้นได้ ส่วนสมาธิที่เป็นได้ถึงฌานเช่นพรหมวิหาร เป็นต้น เมื่อชำนาญแล้วสามารถที่จะข่มความกลัวได้เด็ด ขาดจริง ๆ ยิ่งโดยเฉพาะเมตตาพรหมวิหาร ยิ่งเป็นไปได้ ง่ายที่สุด. แต่พึงทราบว่า ทั้งนี้เป็นเพียงข่มไว้เท่านั้น. เชื้อ ของความกลัวยังไม่ถูกรื้อถอนออก เมื่อใดหยุดข่มมันก็เกิด ขึ้นตามเดิม. อีกประการหนึ่ง ไม่ใช่วิธีที่ง่ายสำหรับคน ทั่วไปสำหรับการข่มด้วยสมาธิ. คนธรรมดา เหมาะสำหรับ เพียงแต่เปลี่ยนเรื่องคิดนึกของใจเท่านั้น หาอาจทำการหยุด พฤติการของจิตให้ชะงักลงได้ง่าย ๆ เหมือนนักสมาธิไม่, และค่อนข้างจะเป็นการแนะให้เอาลูกพรวนเข้าไปผูกคอแมว ไป ในเมื่อสอนให้คนธรรมดาใช้วิธีนี้. และน่าปลาดใจ อีกอย่างหนึ่งว่าวิธีที่สามที่จะกล่าวต่อไปข้างหน้า ซึ่งเป็น
น.361 วิธีที่สูงนั้น กลับจะเหมาะสำหรับคนทั่วไป และได้ผลดีกว่า เสียอีก. วิธีนั้นคือตัดต้นเหตุแห่งความกลัวเสียตามแต่ที่ กำลังปัญญาความรู้ของผู้นั้นจะตัดได้ มากน้อยเพียงไร ดัง จะได้พิจารณากันอย่างละเอียดกว่าวิธีอื่น ดังต่อไปนี้. เมื่อมาถึงประการที่สามนี้ ขอให้เราเริ่มต้นด้วย อุทาหรณ์ง่าย ๆ ของท่านภิกฺ อานันท์ เกาศัลยายนะ๑ เขียนไว้เรื่องหนึ่ง เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายในข้อที่ว่าการสะสาง ที่มูลเหตุนั้น สำคัญเพียงไร, อุทาหรณ์นั้นเป็นเพียงเรื่องที่ ผูกขึ้นให้เหมาะสมกับความรู้ ลึกของคนเราทั่วไป. เรื่องมีว่า เด็กคนหนึ่งมีความกลัวเป็นอันมาก ในการที่จะเข้าไปในห้อง มืดห้องหนึ่ง ในเรือนของบิดาของเขาเอง. เขาเชื่อว่ามีผีดุ ตัวหนึ่งในห้องนั้น และจะกินเขาในเมื่อเขาเพียงแต่เข้าไป. บิดาได้พยายามเป็นอย่างดีที่สุดที่จะทำได้ทุก ๆ ทาง เพื่อให้ ๑. เขียนไว้ในเรื่องคนเราเอาชนะความกลัวได้อย่างไร ในหนังสือ พิมพ์มหาโพธิและบริติชพุทธิสต์, แต่เขียนสั้น ๆ เพียงสองหน้ากระดาษ เท่านั้น, และกล่าวเฉพาะการประพฤติกายวาจาใจให้สุจริตอย่างเดียว ว่าเป็นการตัดต้นเหตุแห่งความกลัว.
น.362 บุตรของตนเข้าใจถูกว่าไม่มีอะไรในห้องนั้น เขากลัวไปเอง อย่างไม่มีเหตุผล. แต่เด็กคนนั้นได้เคยนึกเห็นตัวผีมาแล้ว เขาเชื่อตัวเองมากกว่าที่จะเชื่อบิดา. เมื่อเห็นว่าไม่มีทางใด ที่จะช่วยบุตรของตน ให้หลุดพ้นจากการกลัวผีซึ่งเขาสร้าง ขึ้นเป็นภาพใส่ใจของเขาเอง ด้วยมโนคติได้จริงแล้ว ก็ คิดวางอุบายมีคนใช้คนหนึ่งเป็นผู้ร่วมใจด้วย. ฤกษ์งามยาม ดีวันหนึ่งเขาเรียกบุตรคนนั้นมาแล้วกล่าวว่า " ฟังซิ, ลูก ของพ่อ, ตั้งนานมาแล้วที่พ่อเข้าใจว่าพ่อเป็นฝ่ายถูก เจ้า เป็นฝ่ายผิด. เดี๋ยวนี้พ่อพบแล้วว่า เจ้าเป็นฝ่ายถูก พ่อเป็น ฝ่ายผิด. ก่อนหน้านี้พ่อคิดว่าไม่มีผีดุในห้องนั้น บัดนี้พ่อพบ ด้วยตนเองว่ามันมีอยู่ตัวหนึ่ง และเป็นชนิดที่น่าอันตรายมาก เสียด้วย. พวกเราทุกคน จักต้องระวังให้ดี." ต่อมาอีกไม่กี่วัน บิดาได้เรียกบุตรมาอีกด้วยท่าทาง เอาจริงเอาจังกล่าวว่า " หลายวันมาแล้ว ผีพึ่งปรากฏตัว วันนี้เอง พ่อคิดจะจับและฆ่ามันเสีย ถ้าเจ้าจะร่วมมือกับพ่อ ด้วย, ไปเอาไม้ถือของเจ้ามาเร็ว ๆ เข้าเถิด ไม่มีเวลาที่จะ
น.363 รอแม้นาทีเดียว, เพราะมันอาจหนีไปเสีย." เด็กน้อยตื่นมาก แต่ไม่มีเวลาคิด ไปเอาไม้ถือมาทันที พากันไปสู่ห้องนั้น เมื่อเข้าไปก็ได้พบผี ( ซึ่งเรารู้ ดีว่าเป็นฝีมือของคนใช้ทำขึ้น และคอยเชิดมันในห้องมืดนั้น ), สองคนพ่อลูกช่วยกันระดม ตีผีด้วยไม้ถือและไม้พลอง จนมันล้มลงมีอาการของคนตาย, พ่อลูกดีใจ คนในครอบครัวทั้งหมด มีการรื่นเริงกินเลี้ยง กันในการปราบผีได้สำเร็จฉลองวันชัย และเป็นวันแรกที่เด็ก นั้นกล้าเข้าไปในห้องนั้น โดยปราศจากความกลัวสืบไป. นี่เราจะเห็นได้ว่า เพื่อทำลายล้างผีที่เด็กสร้างขึ้นด้วย มันสมองของเขาเอง บิดาต้องสร้างผีขึ้นตัวหนึ่งจริงๆ จึง ทำลายได้สำเร็จ โดยอาศัยความฉลาดรู้เท่าทันการ รู้จัก ตัดต้นเหตุ. คนโง่กับคนฉลาดนั้นผิดกันในส่วนที่ระงับเหตุ ร้ายลงไปจากทางปลาย หรือตัดรากเง่าขึ้นมาจากภายใต้. เสือย่อมกระโดดสวนทางเสียงปืนเข้าไปหาผู้ยิง ในเมื่อรู้สึก ว่าตนถูกยิง, แต่สุนัขย่อมมัวขบกัดตรงปลายไม้ ที่มีผู้แหย่ ตนนั่นเอง หาคิดว่าต้นเหตุสำคัญอยู่ที่ผู้แหย่ไม่.
น.364 เมื่อเราพบจุดสำคัญว่า การตัดต้นเหตุเป็นวิธีที่ดีที่สุด ดังนี้แล้ว เราก็ประจัญกันเข้ากับปัญหาว่า อะไรเล่า ที่เป็น ต้นเหตุแห่งความกลัว ? เมื่อเราคิดดูให้ดีแล้วอาจตอบได้ว่าเท่าที่คนเราส่วน มากจะคิดเห็นนั้น ความกลัวผีมีต้นเหตุมากมาย คือความ ไม่เข้าใจในสิ่งนั้นบ้าง, การมีความกลัวติดตัวอยู่บ้าง, ใจ อ่อนเพราะเป็นโรคประสาทบ้าง, อาฆาตจองเวรไว้กับคนไม่ ชอบพอกันบ้าง, รักตัวเองไม่อยากตายบ้าง. เหล่านี้ล้วน เป็นเหตุแห่งความกลัว. มูลเหตุอันแท้จริงเป็นรวบยอดแห่ง มูลเหตุทั้งหลาย คืออะไรนั้นค่อนข้างยากที่จะตอบได้ เพราะ เท่าที่เห็นกันนั้น เห็นว่า มันมีมูลมากมายเสียจริงๆ . แต่ แท้ที่จริงนั้น ความกลัวก็เป็นสิ่งที่เกิดมาจากมูลเหตุอัน สำคัญอันเดียว เช่นเดียวกับความรัก ความโกรธ ความ เกลียด และความหลง, เพราะว่าความกลัว ก็เป็นพวก เดียวกันกับความหลง ( โมหะหรือเข้าใจผิด ), มูลเหตุอัน เดียวที่ว่านั้นก็คือ อุปาทาน ความยึดถือต่อตัวเองว่า ฉันมี
น.365 เป็น, นั่นของฉัน นี่ของฉันเป็นต้น, อันเรียกอีกอย่าง หนึ่งว่า อัสมิมานะ. ( เรื่องนี้ข้าพเจ้าเคยอธิบายไว้บ้างแล้ว ในเรื่อง " สุขกถา" ที่คณะธรรมทานเคยพิมพ์โฆษณา แล้ว ). ความรู้สึกหรือยึดถืออยู่เอง ในภายในใจตาม สัญชาตญาณนั้น มันคลอดสิ่งที่เราเรียกกันว่า " ฉัน" ขึ้นมา, และความรู้ สึกนั้นขยายตัวออกสืบไปว่า ฉันเป็นผู้ทำ เช่นนั้นเช่นนี้ ฉันจะได้รับนั้นรับนี่ หรือเสียนั้นเสียนี้ไป, นั่นจะส่งเสริมฉัน เป็นมิตรของฉัน นี่จะตัดรอนฉันทำลาย ฉัน เป็นศัตรูของฉัน. "ฉัน " สิ่งเดียวนี้ เป็นรากเง่าของ ความรัก โกรธ เกลียด กลัว หลงใหล อันจักทำลายความ ผาสุก และอิสรภาพของคนเรา ยิ่งไปกว่าที่เพื่อนมนุษย์ ด้วยกันทำแก่เรา มากกว่ามาก หลายเท่าหลายส่วนนัก. อุปาทานผูกมัดเรา ทำเข็ญให้เรายิ่งกว่าที่หากเราจะถูกแกล้ง หาเรื่องจับจองจำ ในคุกในตะรางเสียอีก เพราะปรากฏว่า มันไม่เคยผ่อนผันให้เราเป็นอิสระ หรือพักผ่อนแม้ชั่วครู่
น.366 ชั่วยาม. เมื่อมี "ฉัน” ขึ้นมาในสันดานแล้ว, " ฉัน " ก็อยากนั้นอยากนี่ อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อยากไม่ ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้, ซึ่งเมื่อพิจารณาดูซ้ำอีกทีหนึ่งแล้ว จะเห็นว่าเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตนเอง หรือ " ฉัน” นั้น ร้อยเปอร์เซ็นต์ " ฉัน" ไม่อยากเจ็บปวด, ไม่อยากตาย หรือแหลกละลายไปเสีย. ฉันจึงกลัวเจ็บกลัวตายเป็น สัญชาตญาณของ " ฉัน” เมื่อกลัวตายอย่างเดียวอยู่ใน ภายในแล้วก็กลัวง่าย ไปทุกสิ่งที่เชื่อกันว่ามันจะทำให้ตาย หรือทำให้เจ็บป่วย ซึ่งเป็นน้องของตาย, ทำให้ฉันกลัวผีจะ หักคอฉัน กินฉัน หลอกฉัน ขู่ฉัน, กลัวเสือซึ่งไม่เคย ปรากฏว่า เป็นเพื่อนกันได้ และกลัวสัตว์อื่น ๆ แม้แต่งูตัว นิด ๆ กลัวที่มืด ซึ่งเป็นที่อาศัยของสิ่งน่ารังเกียจเหล่านั้น, กลัวที่เปลี่ยว ซึ่งไม่มีโอกาสที่ตนจะต่อสู้ป้องกันตัวได้, กลัวคู่เวรจะลอบทำฉันให้แตกดับ, กลัวฉันจะอับอายขาย หน้าสักวันหนึ่ง เพราะฉันมีความผิดปกปิดไว้. บางอย่าง MIS
น.367 กลัวเพราะไม่เข้าใจว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ไม่รู้ เช่นผลไม้ ดี ๆ บางอย่างแต่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ถ้ารูปร่างหรือสีมันชอบ กลแล้ว ฉันก็กลัวไม่กล้ากินหรือแม้แต่จะชิมก็ขนลุก. และ ในที่สุดเมื่อ “ฉัน" ปั่นป่วนในปัญหาการอาชีพหรือชื่อ เสียงเป็นต้นของฉันกลัวว่าฉันจะเสื่อมเสียอยู่เสมอ ฉันก็ เป็นโรคใจอ่อนหรือโรคประสาท สะดุ้งง่ายใจลอย ความ ยึดถือว่าฉันเป็นฉันเหล่านี้เป็นมูลเหตุของความกลัว, ซึ่ง เกิดขึ้นแล้ว ก็กวาดความสดใสชุ่มชื่นเยือกเย็นให้หมดเตียน ไปจากดวงจิตเมื่อนั้น. เมื่อพบว่าต้นเหตุของความกลัวคืออะไร ดังนี้แล้ว เราก็มาถึงปัญหาว่าจะตัดต้นเหตุนั้น ได้อย่างไร เข้าอีกโดยลำดับ. ในตอนนี้เป็น การจำเป็นที่เราจะต้องแบ่งการกระทำออกเป็น สองชั้น ตามความสูงต่ำแห่งปัญญาหรือความรู้ ของคนผู้เป็นเจ้าทุกข์. คือถ้าเขามีต้นทุนสูงพอ
น.368 องสั้น ของพุทธทาสภิกขุ ที่จะทำลายอุปาทานให้แหลกลงไปได้ ก็จะได้ ตรงเข้าทำลายอุปาทาน ซึ่งเมื่อทำลายได้แล้ว ความทุกข์ทุกชนิดจะพากันละลายสาปสูญไป อย่างหมดจดด้วย นี้ประเภทหนึ่ง, และอีก ประเภทหนึ่ง คือพยายามเพียงบรรเทาต้นเหตุ ให้เบาบางไปก่อน ได้แก่การสะสางมูลเหตุนั้น ให้สะอาดหมดจดยิ่งขึ้น. ประเภทแรก สำเร็จได้ด้วยการปฏิบัติธรรมทางใจ ให้ก้าวหน้าสูงขึ้นตามลำดับ ๆ จนกว่าจะหมดอุปาทาน ตาม วิธีแห่งการปฏิบัติธรรมอันเป็นเรื่องยาวอีกเรื่องหนึ่ง. ผู้ สำเร็จในประเภทนี้ คือพระอรหันต์. จึงเป็นอันว่า จักงด วิธีนี้ไว้ก่อน เพราะไม่เป็นเรื่องที่สาธารณะแก่บุคคลทั่วไป และเป็นเรื่องที่เคยอธิบายกันไว้เป็นอย่างมากต่างหากแล้ว. ส่วนประเภทหลังนั้นคือ การพยายามประพฤติ ความดีทั้งทางโลกและทางธรรม ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ จนตนติเตียนตนเองไม่ได้ ใครที่เป็นผู้รู้ แม้จะมี
น.369 ทิพยโสตหรือทิพย์จักษุ มาค้นหาความผิดเพื่อติเตียน ก็ไม่ได้, เป็นผู้เชื่อถือและเคารพตัวเองได้เต็มเปี่ยม, ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนท่าน ไม่มีเวรภัยที่ ผูกกันไว้กับใคร, รู้กฎความจริงของโลก ศึกษาให้ เข้าใจในหลักครองชีพ หาความหนักแน่นมั่นใจให้แก่ ตัวเองในหลักการครองชีพและรักษาชื่อเสียงหรือคุณ ความดี พยายามทำแต่สิ่งที่เป็นธรรมด้วยความหนัก แน่นเยือกเย็น ไม่เปิดโอกาสให้ใครเหยียดหยามได้ ก็จะไม่ต้องเป็นโรคใจอ่อนหรือโรคประสาท เพราะมี ความแน่ใจตัวเองเป็นเครื่องป้องกัน, และสำเหนียก อยู่ในใจเสมอว่า สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา เป็นไปตาม เรื่อง คือเหตุปัจจัยของมัน ไม่เป็นของแปลกหรือได้ เปรียบเสียเปรียบอะไรแก่กัน ในเรื่องนี้. เมื่อเป็นเช่นนี้ ความกลัวก็หมดไป ใจได้ที่พึ่งที่เกษมที่อุดมยิ่งขึ้น สมตาม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการเห็นแจ้งอริยสัจสี่ประการ ไว้ ในรองลำดับแห่งการถือที่พึ่งด้วยการถึงพระพุทธ พระธรรม
น.370 พระสงฆ์เป็นสรณะ. อริยสัจ ก็คือการรู้เหตุผลของความ ทุกข์ และของความพ้นทุกข์, ความกลัวก็รวมอยู่ในพวก ทุกข์ เห็นอริยสัจอย่างเพลา ก็คือ การเห็นและตัดต้นเหตุ แห่งความกลัว ประเภททีหลังนี้, เห็นอริยสัจเต็มที่ถึงที่สุด ก็คือพระอรหันต์ หรือการตัดต้นเหตุประเภทแรกได้เด็ดขาด. ข้าพเจ้าขอจบเรื่องนี้ลง ด้วยพระพุทธภาษิตที่เรา ควรสำเหนียกไว้ในใจอยู่เสมอ อันจะเป็นดุจเกราะป้องกัน ภัยจากความกลัวได้อย่างดี ดังต่อไปนี้ ;- " มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก ถูกความกลัวคุกคาม เอาแล้ว ย่อมยึดถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้ ที่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง รุกขเจดีย์บ้าง เป็นที่พึ่งของตน ๆ; นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันทำความ เกษมให้ได้เลย นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุด, ผู้ใดถือสิ่งนั้น ๆ เป็นที่พึ่งแล้วก็ยังไม่อาจหลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้. ส่วนผู้ใดที่ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็น ที่พึ่งแล้วและเห็นอริยสัจทั้งสี่ ด้วยปัญญาอันถูกต้อง คือ เห็นทุกข์ เห็นเหตุเครื่องให้เกิดทุกข์ เห็นการก้าวล่วงไป WAS
น.371 เสียได้จากทุกข์ และเห็นหนทางอันประกอบด้วยองค์แปด ประการ อันประเสริฐ อันเป็นเครื่องยังผู้นั้นให้เข้าถึงความ รำงับแห่งทุกข์. นั่นแหละคือที่พึ่งอันเกษม นั่นแหละคือที่ พึ่งอันสูงสุด. ผู้ใดถือเอาที่พึ่งนั้นแล้วย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ • ทั้งปวงได้ - ธ. ขุ ๔๐. ความโศกย่อมเกิดแต่ความรัก ความกลัวย่อมเกิด แต่ความรัก, สำหรับผู้ที่พ้นแล้วจากความรัก ย่อมไม่มี ความโศก, ความกลัวจักมีมาแต่ที่ไหนเล่า. ความโศกย่อมเกิดมาจากตัณหา ( ความอยากอย่าง นั้นอย่างนี้ ) ความกลัวย่อมเกิดมาจากตัณหา ( เพราะกลัว ไม่สมอยาก ), สำหรับผู้ที่พ้นแล้วจากตัณหา ย่อมไม่มี ความโศก, ความกลัวจักมีมาแต่ ที่ไหนเล่า." - ธ. ขุ ๔๓. ขอให้ความกลัวหมดไปจากจิต; ความสุขจงมีแค่สรรพ- สัตว์เทอญ. พุทธทาสภิกขุ ๑. สิงห์. ๗๙
Buddhadasa