น.372 อาหารของดวงใจ ความอิ่มเอิบด้วยอารมณ์ทาง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นั้นเป็นอาหารของฝ่ายโลก. ความอิ่มเอิบ ด้วย ปีติและปราโมช อันเกิดจากความที่ใจสงบจาก อารมณ์ เป็นอาหารของฝ่ายธรรม. อุดมคติของชีวิต คือความถึงที่สุดแห่งอารยะธรรม. ทั้งฝ่ายโลกและ ฝ่ายธรรม. เพราะฉะนั้นชีวิตย่อมต้องการอาหารทั้ง ฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม ถ้ามีเพียงอย่างเดียว ชีวิตนั้น ก็มีความเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว หรือซีกเดียว. เราหาความสำราญให้แก่กายของ เราได้ไม่สู้ยากนัก แต่การหาความสำราญ ให้แก่ใจนั้นยากเหลือเกิน. ความสำราญ กายเห็นได้ง่ายรู้จักง่าย, ตรงกันข้ามกับ ความสำราญใจ. แต่ไม่มีใครเชื่อเช่นนี้กี่คน นัก เพราะเขาเชื่อว่าไม่มีความสำราญอย่าง อื่นที่ไหนอีก นอกจากความสำราญกาย,
น.373 และเมื่อกายสำราญแล้ว ใจก็สำราญเอง. คนพวกนี้ไม่ฟัง ธรรมหรือศึกษาธรรม และไม่ไหว้พระสงฆ์ ซึ่งเป็นนิมิต อันหนึ่งของธรรม. ความสำราญทางกายหรือฝ่ายโลกนั้น ต้อง "ดื่ม " หรือต้อง "กิน " อยู่เสมอจึงจะสำราญ. แต่ที่แท้มันเป็น เพียงการระงับ หรือกลบเกลื่อนความหิวไว้ทุกชั่วคราวที่หิว เท่านั้น. ส่วนความสำราญฝ่ายใจหรือฝ่ายธรรมนั้น ไม่ต้อง ดื่ม ไม่ต้องกิน ก็สำราญอยู่เอง, เพราะมันไม่มีความหิว ไม่ต้องดื่มกินเพื่อแก้หิว, ที่กล่าวนี้ ผู้ที่นิยมความสำราญ ทางกายอย่างเดียวอาจฟังไม่เข้าใจก็ได้. แต่อย่าเพ่อ เบื่อหน่าย ขอให้ทนอ่านสืบไปอีกหน่อย. พวกที่นิยมความสำราญกายในทางโลกกล่าวว่า "ใจอยู่ในกาย." แต่พวกนิยมความสำราญใจในทาง ธรรมกล่าวว่า "กายอยู่ในใจ." พวกแรกรู้จักโลกเพียง ซีกเดียว. พวกหลังอยู่ในโลกนานพอจนรู้จักโลกดีทั้งสอง ซีกแล้ว. ขณะเมื่อพวกที่ชอบสำราญกาย กำลังปรนเปรอ
น.374 ให้เหยื่อแก่ความหิวของเขาอย่างเต็มที่นั้น พวกที่ชอบ สำราญใจ กำลังเอาชนะความหิวของเขาได้ด้วยการบังคับ อินทรีย์ จนมันดับสนิทสงบอยู่ภายใต้อำนาจของเขาเอง. พวกแรกเข้าใจเอาคุณภาพของการให้ "สิ่งสนองความ อยาก" แก่ความหิวของเขา, ว่าเป็นความสำราญ. พวก หลัง เอาคุณภาพของการที่ยิ่งไม่ต้องให้สิ่งสนองความอยาก เท่าใดยิ่งดี. ว่าเป็นความสำราญ. พวกหนึ่ง ยิ่งแพ้ตัณหา มากเท่าใดยิ่งดี. อีกพวกหนึ่งยิ่งชนะมากเท่าใดยิ่งดี ! พวกที่ชอบสำราญกาย ย่อมจะแพ้ตัณหาอยู่เองแล้ว โดยไม่รู้สึกตัว. ทำเองและชักชวนลูกหลานให้หาความ สำราญกายอย่างเดียว. เพราะไม่รู้จักสิ่งอื่นนอกจากนั้น. ครั้นได้เครื่องสำราญกายมา ใจก็ไม่สงบสุข เพราะมันยัง อยากของแปลกของใหม่อยู่เสมอไป. ( ได้เพียงความสำราญ กาย ชั่วแล่นเหมือนกินข้าวมื้อหนึ่งก็สงบหิวไปได้ชั่วมื้อ หนึ่ง ). เมื่อความหม่นหมองใจเกิดขึ้นก็ซัดเอาว่า ตนเป็น คนมีกรรมหรือโชคร้าย ไม่เหมือนคนอื่นเขา. เมื่อต้อง
น.375 เจ็บป่วยตามธรรมดาของสังขาร ก็น้อยใจโชคของตัวอย่าง หาที่เปรียบมิได้ ยิ่งเมื่อแสวงโชคโดยทางใดก็ไม่ได้เสีย เลยแล้ว ก็เลยเห็นไปว่า ในโลกนี้ไม่มีความยุติธรรม มี แต่ความดุร้าย. คนชนิดนี้ ในที่สุดก็มอบตัวให้แก่ธรรมชาติ ฝ่ายต่ำ ประกอบกรรมชนิดที่โลกไม่พึงปรารถนา ต่อสู้สิ่ง ที่เรียกว่าโชคชะตาไป. แม้อย่างดีที่สุด คนพวกนี้จะทำได้ ก็เพียงแต่เป็นผู้ทนระทมทุกข์อยู่ด้วยการแข่งด่าโชคชะตาของ ตัวเองเท่านั้น, ในสโมสรหรือสมาคมของพวกที่แสวงความ สำราญทางกาย ซึ่งกำลังร่าเริงกันอยู่นั้น พวกเทพยดา ย่อมรู้ดีว่าเป็นการเล่นละครย้อมสีหน้าก็มี หลงทำไปทั้งที่ ตัวเองหลอกตัวเอง ให้เห็นว่าเก๋ว่าสุข ก็มาก. บางคน ต้องร้องไห้ และหัวเราะสลับกันทุกวัน ๆ วันละหลายครั้ง. จิตใจฟูขึ้นแล้วเหี่ยวห่อลง, ขึ้น ๆ ลง ๆ ตามที่กระเป๋าพอง ขึ้นหรือยุบลง หรือตามแต่จะได้เหยื่อที่ถูกปากและไม่ถูก ปาก. ใจของพวกนี้ ยังเหลืออยู่นิดเดียวเสมอ เท่าที่เขา รู้สึก จึงทำให้เขาเข้าใจว่า ใจอยู่ในกาย คือแล้วแต่กาย
น.376 หรือสำคัญอยู่ที่กาย. เพราะต้องต่อเมื่อเขาได้รับความ สำราญกายเต็มที่แล้วต่างหาก ใจของเขาจึงเป็นอย่างที่เขา เรียกว่า "สุข" แม้คนพวกนี้จะพูดว่า " ความสำราญ ใจ! ความสำราญใจ !! " อยู่บ้าง ก็เป็นเพียงการหลงตู่ เอาความสำราญฝ่ายกายขึ้นมาแทนเท่านั้น. จะสำราญใจ ได้อย่างไร ในเมื่อใจถูกทำให้พองขึ้น ยุบลงเสมอ. ความ พองขึ้นหรือยุบลงก็ตาม ย่อมเป็นสิ่งทรมานใจให้เหน็ด- เหนื่อยเท่ากัน, เพียงแต่เป็นรูปร่างที่ต่างกันเท่านั้น. ลาภ ยศ สรรเสริญ และความเพลิดเพลิน ทำให้พองเบ่ง. เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกสบประมาท และหาความเพลิน มิได้ ทำให้ยุบเหี่ยว. แต่ทั้งสองอย่างทำความหวั่นไหวโยก โคลงให้เท่ากันอย่างเด็ดขาด. เมื่อเขาได้สมใจอยาก เขา ก็ได้ความหวั่นไหว, เมื่อไม่ได้ ก็ได้ความหวั่นไหว. เมื่อ มืดมนหนักเข้าก็แน่ใจลงเสียว่า ความอร่อย หรือขณะที่ อร่อยนั่นแหละเป็น " พระนิพพาน" ของชีวิต. แต่เมื่อ คิดดู เราพอจะเห็นได้ว่า นั่นยังไม่ได้ถอยห่างออกมาจาก YA
น.377 กองทุกข์แม้แต่นิดเดียว, มันเป็นเพียงความสำคัญผิดเท่านั้น, และเป็นความสำคัญผิด ที่จะมัดตรึงตัวเอง ให้ติดจมอยู่กับ บ่อโคลนนั่นตลอดเวลา. เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะเห็นได้สืบไปว่า การสำราญทาง ฝ่ายโลก หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ฝ่ายกายหรือวัตถุนั้น คืออะไร. และเมื่อได้หมกมุ่นมัวแต่แสวงอาหารให้กาย ท่าเดียวแล้วจะเป็นอย่างไร. หรืออีกอย่างหนึ่งว่า ถ้ารู้จัก ความสุขเฉพาะในด้านนี้ด้านเดียวแล้ว ก็จะรู้จักโลกเพียง ซีกเดียวอย่างไร. และยิ่งกว่านั้น คนที่รู้จักโลกเพียงซีก หนึ่งเช่นนี้ หาอาจทำอารมณ์เหล่านี้ให้เป็นเครื่องอำนวย ความสะดวก หรือความเพลินแก่เขาได้ เช่นเดียวกับผู้ที่ เข้าใจโลกดีทั้งสองซีกไม่ ; เพราะต้องตกเป็นทาสของความ มัวเมารื้อไม่สร่าง บูชามันให้เป็นสิ่งสูงสุดกว่าสิ่งใดอยู่ เสมอ. ส่วนผู้ที่รู้จักโลกดีแล้วนั้น ย่อมบูชาความสำราญ ทางธรรม หรือ ฝ่ายใจอันแท้จริง เป็นส่วนสำคัญ. และ
น.378 ถือเอาส่วนกายหรือวัตถุเป็นเพียงเครื่องอำนวยความสะดวก ในฐานเป็นคนใช้ สำหรับรับใช้ ในการแสวงหาความ สำราญทางฝ่ายจิตเท่านั้น. พวกนี้จึงมีอุดมคติว่า "กายอยู่ ในใจ" คือแล้วแต่ใจ. กายเป็นของนิดเดียว, และอาศัย ใจซึ่งมีอำนาจเด็ดขาด และคุณภาพสูงสุดอยู่ทุก ๆ ประการ และทุก ๆ เวลา. "แสวงหาอาหารให้ดวงใจดีกว่า !" ความเจริญงอกงามของดวงใจนั้น ยังไปได้ไกลอีก มากมายนัก คือกว่าจะถึงพระนิพพานเมื่อไร นั่นแหละจึง จะหมดขีดของทางไป แล้วมีอุดมสันติสุขอยู่ตลอดอนันตกาล. ส่วนความเจริญทางกายนั้น ไม่มีทางไปอีกต่อไป สูงสุดอยู่ ได้เพียงแค่รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ทาง ใจบางอย่าง เช่นยศศักดิ์เท่านั้น แต่ไม่มีใครเคยทำให้เกิด ความอิ่มความพอใจในเรื่องนี้เลยแม้ในอดีต, ในปัจจุบัน และอนาคต. เพราะว่าการแสวงหาทางฝ่ายนี้ ต้องการ " ความไม่รู้จักพอ" นั่นเอง เป็นเชื้อเพลิงอันสำคัญแห่ง ความสำราญ. ถ้าพอเสียเมื่อใด ก็หมดสนุก ! ใครจะ
น.379 ขวนขวายอย่างไร ก็ไม่อาจได้ผลสูงไปกว่า " การสยบ ซบซึมอยู่ ท่ามกลางกองเพลิง แห่งความถูกปลุกเร้า ของตัณหา." ซึ่งเมื่อใดม่อยหรี่ลง ก็จะต้องหาเชื้อเพลิง เพิ่มให้ใหม่อีก และไม่มีเวลาพอ เช่นเดียวกับไฟธรรมดา กับเชื้อเพลิงธรรมดาเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น การแสวงหา อาหารทางฝ่ายใจ เพื่อดวงใจ จึงเป็นสิ่งที่มีค่าน่าทำกว่า, เป็นศิลปะกว่า. เป็นอุดมคติที่สูงกว่า, ทำยากหรือน่า สรรเสริญกว่า, หอมหวนกว่า เยือกเย็นกว่า ฯลฯ กว่า โดยทุก ๆ ปริยาย. การแสวงความสำราญทางฝ่ายกาย เป็นต้นเหตุ แห่งสงคราม. การแสดงความสำราญทางฝ่ายจิด เป็น ต้นเหตุแห่งสันติภาพ. . ถ้าโลกยังบูชาลัทธิวัตถุนิยม มัวแสวงแต่ความสำราญทางกายอย่างเดียวอยู่เพียงใด ก็ไม่มีหวังในสันติภาพ แม้จะเปิดสภาสันนิบาตชาติ ขึ้นอีกสัก ๑๐ สันนิบาตก็ตาม. นักวัตถุนิยมเห็นกายเป็น ใหญ่ ย่อมเสียสละได้ทุกอย่าง เพื่อให้กายหรือโลกของตน
น.380 อิ่มหมีพีมัน ส่วนนักจิตตนิยม เห็นแก่จิตเป็นใหญ่ ย่อม เสียสละได้ทุกอย่างเหมือนกัน เพื่อแลกเอาความสงบเยือก เย็นของจิต. ผู้แสวงความสำราญทางกายนั้น การแสวง ของเขาจำเป็นอยู่เองที่จะต้องกระทบกับผู้อื่น เพราะความ สำราญกายนี้เป็นของเนื่องด้วยผู้ อื่นหรือสิ่งอื่นที่แวดล้อมอยู่ โดยรอบ. เมื่อความเห็นแก่ตัวมีอยู่ก็ต้องมีการกระทบกัน เป็นธรรมดา. การสงครามก็คือการปะทะของคนหลายคน ที่ ต่างฝ่ายต่างมีความเห็นแก่ตัว เพื่อความสำราญทางกาย นั่นเอง. สงครามโลกซึ่งเป็นเพียงความเห็นแก่ตัว ของคน หลายชาติรวมกัน ก็ไม่ต่างอะไรกันอีก. ส่วนการแสวงหา ความสุขทางฝ่ายจิตนั้น จะไม่กระทบกระทั่งใครเลย แม้แต่น้อย, เพราะเหตุว่า มีอะไร ๆ ให้แสวงอยู่ในตน ผู้เดียวเสร็จ ไม่ต้องเนื่องด้วยผู้อื่น การสงครามไม่ สามารถเกิดจากผู้แสวงสุขทางจิต ! เช่นเดียวกับที่ไฟไม่ สามารถเกิดจากความเย็น.
น.381 การแสวงหาอาหารทางฝ่ายกาย ง่ายหรือตื้น และ เป็นต้นเหตุแห่งสงคราม การแสวงหาอาหารของดวงใจ ยากและลึกและเป็นต้นเหตุของสันติภาพ ดังกล่าวมาแล้ว. แต่มนุษย์ในโลกนี้ส่วนมาก ปล่อยตนไปตามสัญชาตญาณ หรือธรรมดาฝ่ายต่ำมากเกินไป จึงเท่าที่เราเห็นกันจึงมีแต่ผู้ ถือลัทธิวัตถุนิยม. ยิ่งนานเข้าเท่าใด วิธีการแสวงหาอาหาร ของดวงใจ ก็ยิ่งลบเลือนหายไปจากความทรงจำ และ ความเอาใจใส่ของมนุษย์มากขึ้นเพียงนั้น. ในที่สุดก็ไม่มี อะไรเหลืออยู่ในมันสมองของมนุษย์ นอกจากความเห็นแก่ ตัว. และนั่นคือสมัยที่ไฟประลัยกัลย์จะล้างโลก. ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่าผู้แสวงสุขทางใจมีอยู่เพียง กี่คนก็ตามก็เป็นเหมือน ลูกตุ้ม ที่ถ่วงโลกไว้ มิให้หมุนไป ถึงยุคไฟประลัยกัลป์เร็วเกินไปเพียงนั้น, “เรายอมรับว่าเป็นลูกตุ้มจริง แต่ว่าเป็นลูกตุ้ม ที่ถ่วงไม่ให้พวกท่านวิ่งเข้าไปสู่กองไฟเร็วเกินไป. ถ้า
น.382 พวกข้าพเจ้าจะพลอยเป็นอย่างท่านไปด้วย. เชื่อแน่ว่า โลกคงจะแตกดับเร็วกว่าที่พวกข้าพเจ้าจะแยกเป็นอยู่ เช่นนี้" - นี่เป็นคำซึ่งพวกแสวงสุขทางฝ่ายจิต ควรจะพูด ได้ โดยกอบธรรม ! พระพุทธองค์ทรงเป็นนายกแห่งสมาคมผู้แสวงสุขทาง ใจ. เพียงพระองค์เดียวและสมัยเดียว ก็เชื่อว่าเป็น โลก นาถ - ที่พึ่งของโลก หลายสมัย. เพราะว่าอิทธิพลแห่ง ธรรมที่พระองค์ทรงเปิดเผยขึ้นนั้น ได้ถ่วงให้โลกที่กำลัง หมุนไปหาความแตกดับ หมุนไปช้าเข้ามากกว่ามากนัก, เมื่อหมุนไปช้าเช่นนี้คนทั้งโลก แม้ที่สุดแต่ที่คนที่ไม่เคยได้ ยินชื่อของพระองค์ ก็พลอยมีส่วนได้รับความสุขด้วย แต่ เมื่อโลกละทิ้งการแสวงหาอาหารทางใจมารับเอาอาหารทาง กายมากขึ้นเช่นนี้ พระพุทธองค์ก็ช่วยไม่ได้ เพราะ โลกเป็นฝ่ายที่ทิ้งพระพุทธองค์ พุทธบริษัททุกคน ยังภักดีต่อการแสวงหาความสุข ทางใจกันอยู่ นับว่าตระกูลของพระองค์ยังไม่ขาดทายาทเสีย
น.383 ทีเดียว และจะยังเป็นเหมือนลูกตุ้มน้อย ๆ ที่เหลืออยู่เพื่อตัว มันเอง และโลกด้วย, ทั้งขณะที่พวกอื่นเขาอาจกำลังเกลียด พวกนี้อยู่. พุทธบริษัทคงต้องถือว่า กายอยู่ในใจ, อาหารทาง ใจสำคัญกว่าอาหารทางกาย และยังคงต้องภักดีต่อลัทธิ แสวงสุขทางใจอยู่เสมอ. การเป็นพุทธบริษัทแต่ปากนั้น ไม่ทำให้เป็นพุทธบริษัทได้เลย. พุทธบริษัทที่แท้จะเป็นนัก นิยมวัตถุ หรือถือลัทธิหลงชาติไปไม่ได้ พุทธบริษัทที่ ขวาง ๆ รี ๆ นั่นยิ่งจะร้ายไปกว่าผู้ที่มิได้เป็นพุทธบริษัท. เมื่อเกิด "มิคสัญญี." พุทธบริษัท ที่แท้จริงเท่านั้น ที่ จะเป็นผู้เหลืออยู่. แม้นี้ก็เป็นอานิสงส์แห่งการนิยมอาหาร ของดวงใจ. เมื่อได้พร่ำกล่าวถึงความดีของอาหารทางดวงใจมา มากแล้ว กระทั่งในแง่การเมือง เป็นที่สุด จึงต่อไปนี้จะได้ กล่าวถึงลักษณะของอาหารทางใจโดยตรงบ้าง, ให้ควรกัน.
น.384 คำสองคำซึ่งใครๆ ก็เคยได้ยินมีอยู่ว่า โลก กะ ธรรม โลก กับธรรมจะเป็นอันเดียวกันไม่ได้. โดยที่โลก เป็นฝ่ายนิยมวัตถุ, ธรรมเป็นฝ่ายนิยม " ความเป็นอิสระ เหนือวัตถุ." และ ความเป็นอิสระเหนือวัตถุนี้ เองคืออาหารของดวงใจ, กายต้องการอาหารทาง ฝ่ายโลก. ใจต้องการอาหารฝ่ายธรรม. ผู้ที่เห็นว่าใจเป็น ใหญ่ จนถึงกับเป็นที่อิงอาศัยของกาย ย่อมแสวงหาอาหาร ให้กาย เพียงเพื่อสักว่าให้มันเป็นอยู่ได้ ( ยาปรมัตต์ ) เท่านั้น. นอกนั้นใช้แสวงเพื่อใจอย่างเดียว. อันความเป็นอิสระเหนือวัตถุนั้นเห็นได้ยาก ตรงที่ ตามธรรมดาก็ไม่มีใครนึกว่า ตนได้ตกเป็นทาสของวัตถุแต่ อย่างใด. ใคร ๆ ก็กำลังหาวัตถุมากินมาใช้มาประดับเกียรติ ยศของตน และบำเรอคนที่ตนรัก ทำให้เห็นไปว่านั่นเป็น นายมีอิสระเหนือวัตถุพอแล้ว เช่นมีเงินจะใช้มันเมื่อไรก็ได้ ส่วนความหม่นหมองใจที่เกิดขึ้นมากมายหลายประการ หา
น.385 มีใครคิดไม่ว่านั่นเป็นอิทธิพลของวัตถุ ที่มันครอบงำย่ำยี เล่นตามพอใจของมัน. ดวงใจได้เสียความสงบเย็นที่ควรจะ ได้ไปจนหมด ก็เพราะความโง่เง่าของตัวเอง, ที่ไปหลง บูชาวัตถุ จนกลายเป็นของมีพิษสงขึ้นมา. ดวงใจที่แท้จริง ก็ไม่อาจพักตัวเจริญงอกงามขึ้นมา เพราะขาดการบำรุงด้วย อาหาร โดยที่เจ้าของไม่เคยคิดว่า มันต้องการอาหารเป็น พิเศษยิ่งกว่ากาย. สัญชาตญาณทั้งหลายชวนกันขึ้นนั่ง บัลลังก์ บัญชาการเต็มที่ ออกคำสั่งทับถมดวงใจที่แท้จริง หรือธรรมชาติฝ่ายสูง ที่เป็นชั้นปรมัตถธรรม จนไม่ปรากฏ, สาละวนแต่แสวงหาอาหารตามอำนาจฝ่ายต่ำหรือที่เรียกในที่ นี้ว่ากาย ( โวหารธรรม ), เมื่อใจขาดอาหาร แม้แต่ที่เป็น เบื้องต้นเช่นนี้แล้ว, ก็ไม่งอกงามพอที่จะแจ่มใสส่องแสงให้ ผู้นั้นมองเห็น และถืออุดมคติแห่งความสุขทางใจได้; ชีวิต ก็เป็นของมืดมน ต้องร้องไห้ทั้งที่ไม่รู้เห็นว่ามีอะไรมา ทำเอา.
น.386 เมื่อเด็ก ๆ ที่เกิดมาในโลก ไม่อาจสำนึกในปริยาย นี้ได้ด้วยตนเองเช่นนี้แล้ว การศึกษาธรรมเท่านั้น ที่จะช่วย ได้ในเบื้องต้น. การศึกษาธรรมทางฝ่ายหลักวิชา จึงเป็น อาหารของดวงใจในชั้นแรก, และขั้นกลางก็คือการย่อย หลักวิชา ๆ นั้นออกด้วยมันสมองของตนเอง, ได้ความรู้ ความแจ่มแจ้งความโปร่งใสเยือกเย็นอะไรมา นั่นเป็นอาหาร ชั้นปลาย, ส่งเสริมกันสืบไปให้เจริญจนสามารถทำพระ นิพพานให้ปรากฏ, จึงจะนับว่าถึงที่สุด. . ปริยัติธรรม หรือธรรมในส่วนหลักวิชานั้น ช่วย ได้โดยเป็นเครื่องสะกิดใจให้รู้สึกในเบื้องต้นว่า เรามีกาย สองซีก คือซีกรูปกายและธรรมกาย, รูปกายเจริญได้เอง ด้วยการมีบิดามารดาเป็นแดนเกิด เติบโตขึ้นด้วยข้าวปลา อาหาร ส่วนธรรมกายนั้น มีกายวาจาใจที่สุจริตผ่องใส เป็นที่ตั้งที่ปรากฎ, มีผลของความสุจริตเป็นอาหารที่จะบำรุง ให้เติบโตสืบไป. และทำให้เรารู้ สึกสืบไปเป็นลำดับว่า ถ้า บำรุงแต่รูปกายอย่างเดียว มันก็จะอ้วนดีแต่ซีกเดียว อีกซีก
น.387 หนึ่งซึ่งเป็นซีกในจะเหี่ยวแห้งอยู่. ผลที่ได้ก็คือร่างกายที่ สมบูรณ์ แต่ใจเต็มไปด้วยความหม่นหมอง. เมื่อยังเด็ก ความหม่นหมองมิปรากฏนัก ก็เพราะยังเป็นผู้ที่ผู้อื่นเลี้ยงดู ให้ และกายก็ยังมิได้ขยายตัวเต็มที่ จนสามารถทำความรู้ สึกได้สุดขีดทุก ๆ อินทรีย์ ( คือเต็มที่ทั้งทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ). ครั้นเมื่อกายเจริญเต็มที่เข้า ความหม่นหมองก็ เกิดมากขึ้น เพราะยิ่งขาดดุลยภาพ ( ของความที่รูปกาย และธรรมกาย จะต้องมีความเจริญคู่เคียงสม่ำเสมอกันไป จึงความหม่นหมองจะไม่อาจเกิด ), นั้นเอง. สรุปความว่า ปริยัติธรรม ช่วยให้เราทราบว่า เราจะต้องประพฤติธรรม เช่นนั้นเช่นนี้เพื่อธรรมกายของเรา มิฉะนั้นเราตายด้านไป ซีกหนึ่ง, เมื่อเรารู้ปริยัติธรรมพอสมควรแล้ว, เราก็ได้ อาหารของดวงใจ ในส่วนหลักวิชา, และเป็นภาคพื้น ของการปฏิบัติ. สัมมาทิฏฐิหรือรุ่งอรุณ ได้ปรากฏแก่เรา แล้วเป็นแรกเริ่ม.
น.388 ปฏิบัติธรรม หรือธรรมคือตัวการปฏิบัตินั้น เป็น การทรมานอินทรีย์ ( Sense ) เพื่อเอาชนะอินทรีย์, ชนะ ได้เท่าใด ความเยือกเย็นพร้อมทั้งความรู้แจ้ง ก็เกิดขึ้น เท่านั้น. ความเยือกเย็นเกิดจากความที่อินทรีย์ สงบรำงับ ลง. ความเห็นแจ้งความจริงในตัวเอง ปรากฏ เพราะไม่ ถูกม่านแห่งความกลัดกลุ้มของอินทรีย์ปิดบังไว้เช่นแต่ก่อน. วิธีเอาชนะอินทรีย์ตามหลักแห่งพุทธศาสนาได้แก่การบังคับ ตัวเองให้งดเว้นจากสิ่งชั่ว, บังคับตัวเองให้ทำแต่สิ่งที่ดีเข้า แทน. และต่อจากนั้น พยายามหาวิธีชำระจิตให้เป็นอิสระ จากความหม่นหมองทั้งที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ๆ และที่นอนนิ่ง เงียบ ๆ อยู่ในสันดานอันเป็นเหมือนเชื้อที่ก่อเกิดของอย่าง แรก หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่การบังคับกายและวาจา ให้อยู่ในอำนาจ เรียกว่า ศีล, บังคับจิตให้อยู่ในอำนาจ เรียกว่า สมาธิ, และใช้จิตที่อยู่ในอำนาจแล้ว คิดค้นหา ความจริงที่ยากที่ลึกจนปรากฏแจ่มแจ้ง เรียกว่า ปัญญา. การบังคับหรือควบคุมอินทรีย์เช่นนี้ ทำให้ดวงใจได้รับความ 1
น.389 สะบักสะบอมน้อยลง, วัตถุหรืออารมณ์ทั้งหลาย มีพิษสง น้อยเข้าหรือหมดไป เพราะค่าที่เราสามารถบังคับตัวเองไว้ ในภาวะที่จะไม่หลงใหลไปตามทั้งใน ทางชอบ และ ทาง ชัง. เมื่อใจเราได้รับความพักผ่อนอย่างผาสุก เนื่องจาก การบังคับอินทรีย์ ของเราเช่นนี้แล้ว, เราก็ได้ อาหารของ ดวงใจในส่วนการปฏิบัติ, อันจะเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับ อาหารชั้นสูงสุด สืบไป. ปฏิเวธธรรม, หรือธรรมในส่วนการรู้แจ้งแทง ตลอด ในสิ่งที่เคยหลงใหล ไม่รู้เท่าทันมาก่อน. เป็นความ รู้ชนิดที่จะตัดรากความหม่นหมองของดวงใจเสีย โดย ประการทั้งปวง. เช่นความสงสัย ความเข้าใจผิด, หลงรัก หลงขัง ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เสียแล้ว ทำความแจ่มแจ้งใจ โปร่งใจ เยือกเย็นใจให้เกิดขึ้นแทน. นี้เป็นผลที่ปรากฏแก่ ใจสมจริงตามที่เรียนรู้ทางหลักวิชาโดยปริยัติ ซึ่งเป็นเพียง " การรู้อย่างคาดคะเนด้วยเหตุผลล่วงหน้าไปก่อน" การแทงตลอดนี้ หมายถึงการแทงตลอดม่านอวิชชา คือ
น.390 วามโง่หลงซึ่งเป็นของเฉพาะตัวอย่างยิ่ง. น่าอัศจรรย์มาก ที่คนบ้าคลั่งอาจรักษาโรคของตนเองด้วยการฟังวิธีรักษามา จากผู้อื่น แล้วรักษาตัวเองพิจารณาตัวเองไปเรื่อยๆ อย่าง ค่อยเป็นค่อยไปจนหายได้ในที่สุด! ช่างไม้หรือนักยันตร กรรมที่ติดขัดในปัญหาขัดข้องบางอย่างในหน้าที่การงานของ ตน อาจผ่านปัญหานั้น ๆ ไปได้ โดยการพยายามคิดค้นหา เอาเอง, หรือถามท่านผู้รู้แล้วมาแก้ไขไปเอง เมื่อพบเงื่อน ถูกผ่านไปได้ ก็ได้รับความสุขใจ. ผู้ที่รู้ว่าตนกำลังติดขัด ในปัญหาชีวิต ( คือความที่ชีวิตถูกกดถ่วงด้วยความหม่น หมองอยู่เสมอ ตั้งแต่ชนิดที่หยาบที่สุด จนถึงที่ละเอียดที่สุด ) ก็ฉันนั้น, คือเมื่อได้คิดค้นไปเองบ้าง ไต่ถามท่านผู้รู้มาคิด ค้นไปบ้าง จนได้รับความแจ่มแจ้งเบาโปร่ง ปรากฏกับใจ เอง ก็เป็นสุข. นักศิลปินที่แท้จริง เขาหาความสุขจาก ความพอใจตัวเอง ในการที่ทำสิ่งที่ยาก ๆ ได้สำเร็จ มิใช่ เพราะพอใจในเงินหรือรางวัลที่จะได้รับ ซึ่งเป็นวิสัยของ นักการค้า ในที่นี้จะเห็นได้ว่า ความสุขที่เกิดจากความพอ
น.391 ใจ หรือความรู้แจ้งนั้นเป็นอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งนักการค้าหรือ ผู้นิยมวัตถุ จะเห็นเป็นความสุขไปไม่ได้เลย. ผลอันนี้คือ อาหารของดวงใจ ในส่วนปฏิเวธ, ซึ่งเมื่อแทงตลอดถึง ที่สุด ไม่มีอะไรเหลือจริงๆ ก็คือการพบกันเข้ากับพระ นิพพาน. และการแทงตลอดที่ถึงขีดระยะหนึ่ง ๆ ข้างต้น ๆ นั้น คือมรรคผลขั้นหนึ่ง ๆ ตามหลักที่ท่านกำหนดไว้.๑ เมื่อได้อาหารทางใจเป็นลำดับมา จนลุถึงพระ นิพพาน๒ เช่นนี้แล้ว ต่อจากนั้นก็เป็น ใจที่มีรสของพระ นิพพานเป็นอาหาร. ศานติเป็นรสของพระนิพพาน ! และ ใจมีศานตินั้นเป็นอาหาร !! ศานติในที่นี้ หมายถึงความ เยือกเย็นของพระนิพพาน หรือสภาพอันหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพ แห่งความว่างโปร่งเป็นอิสระเหนือสิ่งทั้งหลาย, - เหนือรูป ธรรมนามธรรม - เหนือกฎแห่งรูปธรรมและนามธรรมทั้ง ๑. ข้าพเจ้าเคยอธิบายไว้แล้ว ในเรื่อง การปฏิบัติธรรม. ๒. นิพพานมีสองอย่าง ข้าพเจ้าได้อธิบายไว้ละเอียดแล้ว ในเรื่อง ปฏิบัติธรรมเหมือนกัน. และในที่นี้หมายเอานิพพานอย่างแรก คือ สอุปาทิเสสนิพพาน.
น.392 หมด, - และเป็นสิ่งที่ใครจะบัญญัติกฎเกณฑ์อะไรให้ไม่ ได้เลย. เมื่อเราอาบน้ำ เราได้รับความเย็นของน้ำหรือเพราะ น้ำ, เมื่อใจลุถึงพระนิพพาน มันย่อมเยือกเย็นเพราะความ เย็นของพระนิพพานนั่นเอง. ความเยือกเย็นอันนี้ เป็นยอด อาหารชั้นพิเศษของดวงใจ ก็ความหม่นหมองต่าง ๆ ของ ดวงใจนั้น ถูกสลัดทิ้งเสียหมดแล้ว ตั้งแต่ได้รับอาหารขั้น ปฏิเวธขั้นสูง, มาบัดนี้ได้รับความเยือกเย็นของพระนิพพาน เข้าอีก จึงเป็นการยากที่จะกล่าวให้เป็นที่เข้าใจกันอย่าง ทั่วไปว่า รสชาติอันนี้ในขณะนี้จะเป็นอย่างไร ท่านจึงกล่าว ว่า เป็นสิ่งที่แม้แต่อยากพูดให้ฟัง ก็ไม่รู้ว่าจะพูด อย่างไร ( Subjective ), อย่าว่าแต่รสชาติของพระ นิพพานเลย แม้เพียงแต่รสของวิเวก หรือสมาธิขั้นต้น ๆ ก็เป็นของยากที่จะอธิบายว่ามีรสเป็นอย่างไรเสียแล้ว เพราะ เป็นรสที่ต้องจัดเป็นรสแปลกใหม่อีกรสหนึ่ง จากบรรดารส ที่คนธรรมดาเราเคยรู้รสกันมาในวงแห่งโลกิยารมณ์. ความ
น.393 จริงตามธรรมดาสิ่งที่เรียกกันว่ารสนั้น เป็นของอธิบายยาก มาก บางอย่างไม่มีทางจะเทียบเคียงเสียเลย. เช่น นาย ก. ไม่เคยกินของหวานเลย. นาย ข. ก็ไม่อาจที่จะอธิบายให้ นาย ก. ทราบได้ว่ารสหวานนั้นเป็นอย่างไร จะว่าตรงกัน ข้ามกับขม กับเค็ม กับเปรี้ยว หรืออะไรทุกอย่าง นาย ก. ก็ไม่อาจทายได้ว่า รสหวานนั้นเป็นอย่างไร. แม้ นาย ข. จะคิดค้นหาคำใดมาพูดก็ไม่ได้ คงได้แต่ว่าหวาน ๆ อยู่อย่าง เดิมนั่นเอง. นี่คือความเป็นปัจจัตตัง และความเป็นของ อธิบายให้ชัดไม่ได้, ของรส. ส่วนรสของพระนิพพานก็ ทำนองเดียวกัน เป็นแต่ยิ่งยากขึ้นไปกว่านั้นอีกหลายเท่านัก แม้ในทางที่จะให้เปรียบเทียบหรือคาดคะเน. ก็เมื่อ นาย ก. ไม่ควรจะดื้อเถียงนาย ข. ว่ารสหวานไม่มีในโลก, และ ทางที่ดีที่สุด นาย ก. ควรใช้ความพยายามจนหาน้ำตาล มาชิมดูได้ด้วยตน ก็จะรู้ว่าหวานเป็นอย่างไร. ฉันใด ผู้ที่ ยังไม่ถึงนิพพานก็ไม่ควรปฏิเสธรสของพระนิพพาน แต่ควร ตะเกียกตะกาย จนได้ชิมรสของนิพพานด้วยตนเอง ฉันนั้น.
น.394 ก่อนแต่จะจบเรื่องนี้ อยากจะเล่านิทานฟังกันเล่น สักหน่อยหนึ่ง. เต่าตัวหนึ่งเป็นสหายกับปลาตัวหนึ่ง วัน หนึ่งได้พบกัน ปลาถามว่า " สหายเอ๋ย, ท่านไปที่ไหนเสีย เป็นนาน ?" " ไปเที่ยวบนบกมา" เต่าตอบ. " บกเป็นอย่างไร ?" ปลาถาม. "อ๋อ บกงดงามมาก มีอะไรสวย ๆ แปลกๆ ลม พัดเย็นสบาย, มีอาหารดีเยอะ มีเสียงแปลก ๆ ซึ่งเราไม่ เคยได้ยินในที่นี้เลย." " ฉันไม่เข้าใจเลยสหายเอ๋ย บกนั้นอ่อนละมุน ให้ ศีรษะของเราแหวกว่ายไปได้สะดวกเช่นนี้หรือ ? " ไม่ใช่." " บกไหลเอ่อไปได้ตามร่อง เช่นนี้หรือ ? " " ไม่ใช่ " "บกเย็นชุ่ม ซึมซาบ เอิบอาบ เช่นนี้หรือ ? " "ไม่ใช่"
น.395 " บกเป็นละลอก ริ้ว ๆ เมื่อถูกลมพัดหรือ ?" "ไม่ใช่." แม้ปลาจะตั้งคำถามมาอย่างไร คำตอบก็มีแต่ "ไม่ ใช่" ทั้งนั้น ในที่สุดปลาก็หมดศรัทธา ประณามเต่าว่า "สหายเอ๋ย ! ท่านโกหกเสียแล้ว เอาสิ่งที่ไม่มีจริงเป็น จริงมากล่าว." แต่เต่าก็ไม่รู้ ที่จะตอบสหายของตนอย่างไร ดี ในที่สุดก็ได้แต่ค่อยคลานกลับขึ้นบกอีก. เต่าได้เที่ยวไป บนบกอีกใหม่, - บนบกซึ่งสหายของเขาไม่เคยนึก และ ไม่ยอมเชื่อว่ามี ! เต่าได้เที่ยวไปวันแล้ววันเล่า ๆ บนบก ซึ่งสหายของเขา หาว่าเขาโกหก ! ! นิทานเรื่องนี้ จะอาจเป็นเครื่องรับรองความเป็น ปัจจัตตัง และการพูดบรรยายไม่ได้ ของศานติ - อาหาร ของดวงใจชั้นพิเศษชั้นยอดสุด, ได้บ้างกระมัง. น้ำกับบก ต่อติดกันอยู่ ห่างกันเพียงชั่วเส้นริมน้ำเส้นเล็ก ๆ ที่ริมสระ เท่านั้น แต่ปลาก็ไม่อาจรู้ หรือแม้แต่คาดคะเนว่า บกเป็น อย่างไรได้เลย. พระพุทธองค์ตรัสว่า โลกคือ โอกะ หรือ
น.396 โอซะ ( แปลว่าน้ำทั้งสองศัพท์ ). สัตว์โลกก็คือผู้ที่จมอยู่ ในโลก หรือน้ำนั่นเอง. พระนิพพานเป็นฝั่งเกาะที่รอดพ้น. แต่น้อยคนนักที่จะว่ายออกไปถึงเกาะ ดุจพวกนกที่ติดบ่วง แล้วน้อยตัวนักที่จะหลุดไปได้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของนาย พราน ฉันใด ก็ฉันนั้น. ผู้ที่ตกโลก หรือจมโลก ก็คือผู้ที่รู้จักแต่โลก หรือ กามคุณ ซึ่งเรียกในที่นี้ว่า อาหารทางฝ่ายกาย หรือ โลกิยะนั่นเอง. เมื่อรู้จักแต่อย่างเดียวก็ไม่ ( หรือมักจะไม่ ) เชื่อว่า บก หรือโลกุตตระมีอยู่ ณ ที่ใดอีก เช่นเดียวกับ ปลา. ก็บัดนี้ การที่จะเดินทางไปสู่บกนั้น ผู้เดินต้องกิน “ อาหารของดวงใจ" ดังที่กล่าวมาแล้ว การที่ไม่ค่อยมี ใครสนใจในเรื่องอาหารของดวงใจ ก็เพราะ ไม่เคยคิดที่ จะเดินทางไปสู่ " บก" นั่นเอง ! อาหารของดวงใจมีหลายชั้นนัก เพราะฉะนั้น ย่อม จะมีผู้แสวงและเสพได้ในชั้นต่าง ๆ บางชั้นเป็นธรรมดา เรา รู้ ในข้อนี้ได้ ก็โดยที่จะเห็นได้ว่า คนบางคนหาได้ ตกโลก
น.397 เต็มที่เหมือนกับบางคนไม่. เช่นเดียวกับถ้าเราจะมองดูภาพ สมมติสักภาพหนึ่ง, เป็นภาพแห่งริมฝั่งทะเล. เราเห็นคน บางพวกตกน้ำจมมิดอยู่ บางพวกชูศีรษะร่อนขึ้นเหนือน้ำได้ มองดูรอบๆ สังเกตหาฝั่งบกอยู่. บางพวกมองเห็นฝั่งแล้ว บางพวกกำลังว่ายมุ่งเข้าฝั่ง บางพวกใกล้ฝั่งเข้ามามากแล้ว. บางพวกถึงที่ตื้นยืนถึง เดินตะคุ่ม ๆ เข้ามาแล้ว บางพวก เดินท่องเพียงแค่เข่าเข้ามาแล้ว บางพวกนั่งพักอย่างสบาย หรือเที่ยวไปอย่างอิสระบนบก ! เราจะเป็นพวกไหน ย่อม ไม่มีใครรู้ ได้เท่าตัวเราเอง !! เป็นของน่าคิด ที่สุดนี้หวังว่า ตลอดเวลาที่มนุษย์ยังคงได้รับรสของ พระพุทธวจนะอยู่เพียงใด, คงจะมีสักพวกหนึ่ง, โดยเฉพาะ อย่างยิ่งคือพวกบริโภคอาหารของฝ่ายกายอย่างสมบูรณ์อยู่ แล้ว, ซึ่งจะเกิดความรู้สึกอึดอัด ในความซ้ำซาก และ หมด "ทางไปในฝ่ายสูง" ของโลกิยาหาร หรือลัทธิ
น.398 วัตถุนิยม ( Materialism ): แล้วเกิดความสนใจในคุณ- ภาพอันสูงสุด ของโลกุตตราหาร หยิบเอาลัทธิมโนนิยม ( Spiritualism ) ขึ้นมาพิจารณาดูบ้าง ด้วยกิริยาอัน เคารพและแยบคาย. เพราะยังมีทางไปอีกสูงมาก. ในนามแห่งพุทธทาส ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดี ที่จะรู้จักท่าน, และขอแสดงความนับถืออย่างสูงต่อท่าน ล่วงหน้า. พุทธทาส ภิกขุ ๑๙ กันย์ ๘๐
น.399 นิพพาน - จุดหมายปลายทางของชีวิต พุทธทาสภิกขุ คำนำ เรื่องพระนิพพาน มิใช่เป็นเรื่องที่พูดให้จบ หรือให้เข้าใจกันได้ด้วยคำพูดเพียงสองสามคำ, เพราะฉะนั้นผู้ศึกษาจะต้องอ่านทบทวนไปมา และ ทำการศึกษาคิดค้น ตีความและเทียบเคียงหยั่งให้ถึง ความหมายของศัพท์ และประโยคไปโดยลำดับจริงๆ ไม่อ่านอย่างสะเพร่าลวก ๆ หรือข้ามไปทั้งที่ไม่เข้า ใจ, จึงจะมีความรู้จักตัวพระนิพพานชัดเจนเพิ่มขึ้น เป็นลำดับ ๆ. จนกว่าจะลุถึงได้จริงๆ ด้วย การ ปฏิบัติธรรม ทางใจ. ต่อไปนี้เป็นแนวการคิด ค้นหาความเข้าใจ หรือคุณค่าของพระนิพพาน เพื่อ ก่อให้เกิดฉันทะในการบรรลุพระนิพพานแรงกล้ายิ่ง ขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย ..
น.400 พระนิพพานไม่ใช่เป็นจิต, ไม่ใช่เป็นเจตสิกหรือสิ่ง ที่เกิดขึ้นกับจิต โดยอาศัยจิตนั้น, ไม่ใช่มีรูปร่าง, เป็นก้อน เป็นตัวอันเป็นประเภทรูปธรรม, ไม่ใช่บ้านเมือง ไม่ใช่ ดวงดาวหรือดวงโลก โลกใดโลกหนึ่ง, และยิ่งกว่านั้น พระนิพพานไม่ใช่สิ่งที่มีความเกิดขึ้นมา, ไม่ใช่สิ่งที่มีความ ดับลงไป, หรือทั้งเกิดและดับสลับกันไปในตัว, แต่พระ นิพพานเป็นสภาวะแห่งธรรมชาติชนิดหนึ่ง และเป็นสิ่งเดียว เท่านั้น ที่ไม่ต้องตั้งต้นการมีของตนขึ้นเหมือนสิ่งอื่น, แต่ก็ มีอยู่ได้ตลอดไป และไม่รู้จักดับสูญ เพราะไม่มีเวลาดับ หรือแม้แต่แปรปรวน. สิ่งทั้งหลายอื่นซึ่งมีอยู่ นอกจากพระนิพพาน, แล้ว; แรกที่สุด มันต้องมีการเกิดขึ้น มันจึงจะมีอยู่ได้ และต้อง ดับไปในที่สุด แม้จะช้านานสักเพียงไรก็ตาม และยังต้อง แปรไป ๆ ในท่ามกลางด้วย, เพราะสิ่งนั้นมันมีการเกิดขึ้น. แม้ที่สุดแต่ดวงอาทิตย์ ซึ่งวิทยาศาสตร์บอกว่ามีอยู่นานก่อน สิ่งใดในสากลจักรวาล มันจะต้องกลายเป็นไม่มีไปสักวัน
Buddhadasa