น.401 หนึ่ง และเราจะไม่ได้เห็นมันในเวลาเช้า และลับหายจาก สายตาไปในเวลาเย็น เช่นเดี๋ยวนี้, แม้ ดิน น้ำ ไฟหรือ ความร้อน ลมหรืออากาศก็เช่นกัน จักต้องถึงสมัยหนึ่ง ซึ่ง มันจะไม่มีอยู่, เพราะสิ่งเหล่านี้มีการเกิดขึ้นมา และเกิดขึ้น ได้เป็นขึ้นได้โดยต้องอาศัยสิ่งอื่น. ส่วนสิ่งที่เรียกว่า พระนิพพาน ไม่เป็นเช่นนั้น ; ไม่ มีการเกิดขึ้น ทำไมจะต้องมีการอาศัยสิ่งอื่น, เมื่อตัวเองมี ของตัวเองได้มันจึงไม่รู้จักดับ. และจะมีอยู่ตลอดไปโดยไม่มี ที่สุดหรือเบื้องต้น และเหตุนี้เองพระนิพพานจึงไม่ใช่สิ่งที่ใคร จะกล่าวได้อย่างมีเหตุผลเลยว่า พระนิพพานนั้นเป็นอดีต อนาคต หรือเป็นปัจจุบันได้เลย, ทั้งนี้ก็เพราะความมีอยู่ แห่งพระนิพพานนั้น แปลกกับความมีอยู่ของสิ่งอื่น อย่าง สุดที่จะกำหนดมากล่าวได้. พระนิพพานมีอยู่ตลอดกาลอัน ไม่มีที่สุด, มีเป็นของคู่เคียงกับกาลเวลาฉันไม่มีที่สิ้นสุด, แต่หากว่ากาลหรือเวลาจะเป็นสิ่งที่สิ้นสุดลงในวันหนึ่งได้ พระนิพพานก็ยังหาเป็นเช่นนั้นไม่.
น.402 พระนิพพาน เป็นสิ่งที่เปิดโอกาสเตรียมพร้อมอยู่ เสมอ สำหรับที่จะพบกันเข้ากับดวงจิต ของคนเราทุก ๆ คน. หากแต่ว่าดวงจิต ของเราตามธรรมดา มีอะไรบางอย่างเข้า เคลือบหุ้มเสียก่อน ไม่เปิดโอกาสให้พบกันได้กับพระนิพพาน เท่านั้น, พระนิพพานจึงไม่ปรากฏแก่เราว่ามีอยู่ที่ไหน ทั้ง ที่พระนิพพานอาจเข้าไปมีได้ในที่ทั่วไป ยิ่งเสียกว่าอากาศ ซึ่งเรากล่าวกันว่ามีทั่วไปเสียอีก. เมื่อเราไม่อาจกำหนดหรือ เคยพบกับพระนิพพานก็เลยคิดไปว่าพระนิพพานไม่ได้มีอยู่ดัง ที่ท่านกล่าว เข้าใจว่าเป็นการกล่าวอย่างเล่นสำนวนสนุก ๆ ไป. คนตาบอดมาแต่กำเนิดย่อมไม่รู้เรื่องแสงสว่างหรือสีขาว แดง ทั้งที่มีมันมีอยู่รอบตัว หรือถึงตัวฉันใด, ผู้บอดด้วย อวิชชาซึ่งห่อหุ้มดวงจิต · ก็ไม่รู้เรื่องพระนิพพานไม่อาจคาด คะเนพระนิพพานฉันนั้น, จนกว่าเขาจะหายบอด. เราเกิดโผล่ออกมาจากท้องแม่สู่โลกนี้ บอดเหมือน กันหมดทุกคน จึงไม่อาจรู้เรื่องพระนิพพานได้ตั้งแต่แรกเกิด. ยิ่งผู้ที่ตาเนื้อ ๆ ก็บอดเสียอีกด้วยแล้ว ไม่อาจรู้จักแสง หรือ
น.403 สี ก็ยิ่งร้ายไปกว่านั้น. บอดตาไม่อาจรักษาได้ แต่บอดใจ หรือบอดต่อพระนิพพานนั้น รักษาได้. ผู้ที่ตาบอด แต่ถ้า เขาหายบอดใจ เขาก็ประเสริฐกว่าผู้ ที่แม้ไม่บอดตา แต่ บอดใจ. นี่เราจะเห็นได้ชัดๆ ว่าแสงแห่งพระนิพพานส่อง เข้าไปถึงได้ในที่ที่แสงสว่างในโลกส่องเข้าไปไม่ถึง. ดวง จิตของคนตาบอดอาจพบกับพระนิพพานได้ไม่ยากไปกว่าของ คนตาดี ๆ แต่ว่าทุก ๆ คนที่ตาของเขายังเห็นแสงและสีได้ ก็ไม่ยอมเชื่อหรือสำนึกว่าตาของตนบอด. ตาข้างนอกของ เขาแย่งเวลาทำงานเสียหมด ตาข้างในจึงไม่มีโอกาสทำงาน แม้ที่สุดแต่จะรู้สึกว่าข้างในของฉันยังบอดอยู่ก็ทั้งยาก, และ ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น อาจไม่รู้ ลึกด้วยซ้ำไปว่ามีตาข้างในอยู่อีก ดวงหนึ่ง ซึ่งเป็นดวงสำคัญที่สุดด้วย. เมื่อเขาแก้ปัญหาชีวิตอันหยุ่งเหยิง ซึ่งเป็นวิสัยส่วน ของตานอก ได้หมดจดสิ้นเชิง เขาก็ยังต้องพบกับความยุ่ง ยากอยู่อีก และเขาไม่ทราบว่านั่นมันเป็นวิสัยส่วนของตาใน, ก็แก้ไขมันไม่ได้, ทำให้ว้าวุ่นไป โทษนั้น โทษนี่ เดา
น.404 อย่างนั้น เดาอย่างนี้ ก็ไม่อาจพบกับความสุขอันแท้จริงเข้า ได้เลย. นี่ ! จะเห็นได้แล้วว่า เพราะแก้มันไม่ถูก คือไม่ ได้ใช้ตาในแก้, ที่ไม่ใช้เพราะตายังไม่บอด, ที่ยังบอด เพราะยังไม่ได้รักษา. ที่ยังไม่ได้รักษา ก็เพราะตนยังไม่รู้ เลยว่า ตาในมีอีกดวงหนึ่ง, - เป็นตาสำหรับพระนิพพาน คือความสุขอันเยือกเย็นแท้จริงของชีวิต. ใจของเราบอดเพราะอวิชชา คือความโง่หลงยิ่งกว่า โง่หลงของเราเอง นั่นเอง. เปรียบเหมือนเปลือกฟองไข่ที่ หุ้มตัวลูกไก่ในไข่ไว้, เหมือนกะลามะพร้าวที่ครอบสัตว์ตัว น้อย ๆ ซึ่งเกิดภายใต้กะลานั้นไว้, ฯลฯ, เหมือนเปลือก แข็งของเมล็ดพืช ซึ่งหุ้มเยื่อสารในสำหรับงอกของเมล็ดไว้, แม้แสงสว่างมีอยู่ทั่วไป มันก็ไม่อาจส่องเข้าไปถึงสิ่งนั้น, จิตที่ถูกอวิช ชาเป็นผ้าห่อหุ้มก็ไม่อาจสัมผัสกับพระนิพพาน อันมีแทรกอยู่อย่างละเอียดยิ่งกว่าละเอียดในที่ทั่วไปตลอดถึง ที่ ที่แสงอาทิตย์ล่องลงไปไม่ถึง, ฉันใดก็ฉันนั้น.
น.405 เมื่อใดเปลือกฟองไข่ กะลามะพร้าว เปลือกแข็ง นั้น ๆ ได้ถูกเพิกออก หรือทำลายลง. แสงสว่างก็เข้าถึง ทั้งที่ไม่ต้องมีใครขอร้องอ้อนวอน หรือขู่เข็ญบังคับมันเลย, นี่ฉันใด. เมื่อผ้าของใจกล่าวคือ อวิชชา อุปาทาน ตัณหา อันเป็นผ้าทั้งหนาและบาง ทั้งชั้นนอก ชั้นกลาง ชั้นใน ถูกลอกออกแล้วด้วย "การปฏิบัติธรรม" แสงและ รสแห่งพระนิพพานก็เข้าสัมผัสกันได้กับจิตนั้น เมื่อนั้น ฉะนั้น เราจึงเห็นได้ชัดเจน, เห็นได้อย่างแจ่มแจ้งทันทีว่า พระนิพพานไม่ใช่จิต, ไม่ใช่เจตสิกอันเกิดอยู่กับจิต. ไม่ใช่ รูปธรรม ไม่ใช่โลกบ้านเมือง, ไม่ใช่ดวงดาว, ไม่ใช่อยู่ ในเรา, ไม่ใช้เกิดจากเรา. ไม่ใช่อะไรปรุงขึ้นทำขึ้น, มัน เป็นเพียงสิ่งที่เข้ามาสัมผัสดวงใจเรา ในเมื่อเราได้ดำเนิน การปฏิบัติธรรม ถึงที่สุด เป็นการเปิดโอกาสให้แก่ พระนิพพานได้ เท่านั้น. ตัวพระนิพพานคืออะไรเล่า? เท่าที่กล่าวมาแล้ว กล่าวแต่ฝ่ายที่ไม่ใช่, ส่วนที่ใช่หรือลักษณะของพระนิพพาน
น.406 นั้นคืออะไร. ในที่นี้ก่อนอื่นทั้งหมด, ผู้อ่านต้องไม่เข้าใจว่า ผู้บรรยายเป็นผู้ลุถึงนิพพาน หรือพบพระนิพพานแล้ว. พึง เข้าใจแต่เพียงว่าเป็นนักศึกษาค้นคว้าด้วยกันเท่านั้น. ถือ เสียว่าเป็นการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้แก่กันและกัน เท่า ที่จะได้มาจากการค้นคว้าภายในห้องทดลอง คือมันสมอง, และตามแนวแห่งพระบรมพุทโธวาทของ พระผู้มีพระภาค องค์อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็แล้วกัน. พระนิพพานคือ อะไรเล่า, พระนิพพานคือ สภาพชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นตัว ความบริสุทธิ์ ความว่าง ความเบา ความสุขอันแท้จริง, ความชุ่มชื้นเยือกเย็น ฯลฯ อย่างสุดยอด, เป็นสภาพซึ่ง แม้จะพูดว่ามีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ก็ยังน้อยไป, พูดว่าอยู่คู่กับ สิ่งทั้งปวง ก็ยังน้อยไป, เพราะเป็นสภาพที่เป็นอยู่เช่นนั้น โดยตัวเองจนตลอดอนันตกาล. เราจึงกล่าวได้แต่เพียงว่า พระนิพพานคืออมตธรรม - สิ่งที่ไม่มีการตาย. จิตของเราพบกันเข้ากับอมตธรรมนี้ จริง, แต่จิต นั่นหาใช่อมตธรรมไม่. พระนิพพานจึงคือสิ่งที่มีอยู่สำหรับ
น.407 ให้เราหรือจิตพบ มันจะได้เยือกเย็นเป็นสุขถึงยอดสุดเพราะ เหตุนั้นได้, และทุกคนควรพยายามทำเพื่อจะได้ เสียก่อน แต่จะตายลงไป. ถ้าจะปล่อยให้จิตท่องเที่ยวไปด้วยความ บอดของมัน มันก็จะเที่ยวไปด้วยอาการอันซ้ำซาก เช่น กับที่เคยเที่ยวมาแล้วไม่รู้ กี่แสนชาติในวัฏฏสงสารอันยืดยาว นี้ การซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยการเกิดแล้วตาย ๆ และในระหว่าง เกิดตายก็เต็มไปด้วยความกดทับ นั่นมันจะดีอะไร, เพราะ มันเป็นไปเองตามประสาความมืดบอด เช่นเดียวกับความ ล้มลุกคลุกคลานของคนตาบอด ซึ่งปราศจากไม้เท้าและผู้ จูง. การลืมตาและพบกับแสงสว่างกล่าวคือพระนิพพานนี้นั้น มันเป็นยอดที่สุดของความสุข, เป็นความหยุดจบลงของ ความอยากความปรารถนา, เป็นความหมดสิ้นของความ สงสัยในสิ่งที่อยากจะรู้, เป็นยอดสุดของความรู้ของทุก ๆ โลก ทุก ๆ สมัยและทุก ๆ คน. เพราะฉะนั้นเพียงเท่านี้ ก็ เป็นการแสดงให้เห็นได้บ้างแล้วว่า พระนิพพาน คือจุด
น.408 ปลายทางของชีวิตทุกคน, ถ้าใครจะถาม ข้าพเจ้าก็ตอบ ดังนี้ เคยตอบมาแล้วก็ดังนี้, และจะตอบต่อไปอีกก็ดังนี้. ทุกคนต้องไปพระนิพพาน ! ทุกคนต้องลุถึงพระ นิพพานไม่วันใดก็วันหนึ่ง ทั้งที่ในบัดนี้ จะเป็นคนโง่หรือ คนฉลาดก็ตาม. ทุกคนจะจบการเดินทางของเขาลงในชาติ ที่บรรลุพระนิพพาน, ในชาติที่ตาภายในของเขาหายบอด, เพราะทุกคนมีที่สุดแห่งสงสารวัฏ เว้นแต่จะช้าหรือเร็ว เท่านั้น. ทุกคนถูกธรรมชาติฝ่ายสูงค่อย ๆ พยุงเขาขึ้น ๆ เรื่อย ๆ แต่จะได้ช้าหรือเร็วนั้นแล้วแต่ความหนักมากหรือ น้อยของเขา, มันเป็นน้ำหนักแห่งความโง่หรือกิเลส, หรือ อีกอย่างหนึ่งคือความบอดมากหรือบอดน้อย. เพราะฉะนั้น ทุกคนแม้จะกลับมีการกลับตกต่ำบ้าง ทางกายหรือทางจิต ในขณะที่ท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร, แต่ตารางที่แสดงงบ ยอดใหญ่ของเขา จะต้องเลื่อนสูงขึ้น ๆ เสมอ แม้เขาจะเคย ดิ่งลงสู่อเวจีครั้งหนึ่งแล้ว หรือหลายครั้ง. ทุกคนไปตามคติ และผลกรรมของตนเองก็จริง แต่ที่ เขาเกิดครั้งหนึ่งนั้น
น.409 มันเป็นการศึกษาของเขาทุกครั้ง, แม้ในบางชาติเขาจะ เป็นเด็กดื้อ แต่ในภายหลังหรือชาติหลังเขาย่อมเข็ด ทั้งที่ ตามธรรมดาเขารู้ สึกราวกะว่าชาตินั้น ๆ ที่เขาเคยเกิดมา แล้ว ไม่มีอะไรติดต่อสืบเนื่องกันเลย. ตามกฎแห่งวิวัฒน์ ตามแนวแห่งวิทยาศาสตร์แผน ปัจจุบัน เช่นชีววิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือลัทธิแห่ง ดาร์วิน ก็ตามหรือตามแนวแห่งพุทธศาสนาคือ กฎแห่ง ปัจจัยยี่สิบสี่ประการ และปฏิจจสมุปบาทก็ตาม, แม้ที่สุด แต่ตามที่เราจะสังเกตได้ง่ายๆ ทั่วไปว่า โลกนี้ค่อย ๆ เลื่อนสู่ระดับสูงขึ้น ๆ ไม่ทางฝ่ายรูปธรรม ก็ต้องฝ่ายจิต; ที่จะหยุดนิ่งหรือตกต่ำลงนั้น เป็นไม่มี, แล้วแต่ยุคนั้น โลก จะยึดเอาฝ่ายจิต หรือฝ่ายรูปเป็นส่วนสำคัญ, ก็ตาม: ทั้ง หมดนี้ ย่อมแสดงว่า สัญชาตญาณที่เป็นภายในพร้อมทั้ง สิ่งส่งเสริมข้างนอก มันล้วนแต่จะดึงไปในฝ่ายดีขึ้น ๆ เพราะตัณหาของหมู่สัตว์เป็นเช่นนั้น. เมื่อใดพากันหนัก ไปในฝ่ายรูป ก็ถึงจุดปลายทางของฝ่ายรูป เช่นที่
น.410 วิทยาศาสตร์แผนปัจจุบัน กำลังก้าวพรวด ๆ ไป, และ เมื่อใดโลกพากันหนักไปในฝ่ายจิต ก็จะพากันลุถึงจุด ปลายทางฝ่ายจิต เช่นเดียวกับยุคแห่งพระอรหันต์ที่ ผ่านพ้นมาแล้ว. แต่อย่างไรก็ดี แม้โลกนี้จะเป็นเด็กดื้อ ดันทุรังไปในฝ่ายรูป เมื่อ "เช็ดพื้น" เข้า ก็ย่อมหมุน กลับไปสู่ฝ่ายจิตเอง. และในยุคนั้นแหละ จะมีสัตว์จำนวน มากจำนวนหนึ่ง ซึ่งหลุดพ้นออกไปจากโลก ได้ทุกคราวที่ โลกหมุนมาสู่ราศีนี้. เมื่อเราจะรวบเค้าความที่ใหญ่ที่สุดให้ สั้นที่สุดแล้ว เราจะกล่าวได้พร้อมทั้งเหตุผลว่า สัญชาต ของสัตว์โลกย่อมหมุนไปหาฝ่ายดี ไม่ฝ่ายรูปก็ฝ่ายจิต ดังกล่าวแล้ว สองอย่างนี้เท่านั้น. เมื่อทุกคนมีอำนาจ "กายสิทธิ์ " อันนี้อยู่ในตน มันก็แน่นอนว่าจะถูกดึงดูดไปหาสถานะที่ถึงหรือพบกับพระ นิพพาน ทุกคนเมื่อได้ออกโรงเป็นตัวละครโลก ในฉากที่ เขาทะเยอทะยานกระลิ้มกระเหลี่ยใคร่จะแสดง ซ้ำซากเข้าก็ เบื่อโลก ซึ่งเรียกว่ามี "นิพพิทา" เข้าสักวันหนึ่ง. ใน
น.411 ๙๙ นิพพาน จุดปลายทางของชีวิต วันนั้นแหละ เมื่อหน่ายก็คลายความกอดรัดยึดถือ, เมื่อไม่ ยึดถือก็หลุดพ้นจากเปลือกหุ้ม และพระนิพพานเข้าสัมผัสจิต ของเขาได้เมื่อนั้น. เรารู้จักตัวเราด้วยสายตาสั้น ๆ แค่ชาตินี้ จึงจับตัวความอยากและความเบื่อที่มีสายสัมพันธ์อันยาวยืด หลายร้อยชาติไม่ได้. ทั้งที่แม้เราจะเคยเห็นเด็กบางคนเกิด มาถึง ก็เบื่อกาม มีโลภ โกรธ หลง น้อยกว่าธรรมดา, เรา ก็หาเข้าใจไปในทำนองว่าเป็นผลของชาติก่อน ๆ ของเขาไม่. มิหนำซ้ำมีความเห็นไปในทำนองว่า เด็กคนนั้นมีมันสมอง ไม่สมประกอบเสียอีก โดยอ้างหลักจิตวิทยาหรืออะไรที่ตน อยากอ้างมาตามความอยากของตนเอง. ถ้าหากเรามีสายตา ยาว มองเห็นได้ข้ามชาติแล้ว เราก็ต้องฉลาดมากกว่านี้ หลายเท่านัก ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีใครอยากสร้างสายตาชนิด นั้น เพราะไม่รู้จักบ้าง เพราะกลัวว่าโลกจะหมดรสชาติ ที่หอมหวนไปบ้าง. แต่อย่างไรก็ตามผู้ ที่เป็นเช่นนั้นแหละ ก็ตกอยู่ในจำพวกที่ถูกพัดพาไปหาพระนิพพานดุจกัน เพราะ
น.412 ไม่มีอะไรจะมามีอำนาจยิ่งไปกว่า ผลกรรมอันปรุงสัญชาต- ญาณ และยิ่งกว่าความจริงอันไม่รู้จักแปรผันไปได้นี้เลย. ครั้งหนึ่ง มีผู้กล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า ถ้าเราทุกคน แน่นอนว่าต้องถึงพระนิพพานวันยังค่ำแล้ว เราจะไปขวน ขวายปฏิบัติธรรมให้เหนื่อยยากทำไม, หาความสุขในทาง โลกเรื่อย ๆ ไปจนกว่าจะถึงกำหนดที่ถึงเข้าเอง มีดีกว่า หรือ. มิเป็นการฉลาดกว่าหรือ ? ข้าพเจ้าตอบเขาว่า แน่นอนนักที่ทุกคนก็กำลังเป็นอยู่เช่นนั้นเองแล้ว โดยไม่ต้อง ตั้งปัญหาหรือคิดว่าเราควรชวนกันดำเนินรูปนั้น. แต่เราไม่ รู้สึกเอง จึงมาตั้งปัญหาหรือคิดเพื่อทำเช่นนั้นทับลงไปอีก เรายังตาบอด, ยังกำลังปล่อยให้เรื่อยไปตามใจของเรา, ไม่มีอะไรที่มีอำนาจมากไปกว่าความรู้สึก หรือเห็นแจ้ง ภายในจิตของเราเอง. และสิ่งนั้นมันก็บังคับควบคุมให้ เราดำเนินไปโดยรูปนั้นอยู่อย่างเต็มเปี่ยมแล้ว การที่ทำตาม ความคิดแนวใหม่นั้นจึงไม่เป็นการแปลกกว่าหรือฉลาดกว่า เก่าแต่อย่างใดเลย นอกจากจะช่วยให้ช้าไปกว่าธรรมดา
น.413 หรือที่ควรจะเป็นเสียอีก. ข้าพเจ้าลองถามเขาบ้างว่า "ถ้า หากว่ามีใครสักคนหนึ่ง อาจบันดาลให้ท่านถูกฉลากกินแบ่ง รางวัลจำนวนล้านได้ ตามแต่ที่ท่านจะประสงค์ให้ถูกเมื่อไร, เช่นนี้ ท่านจะขอร้องให้เขาบันดาลเพื่อให้ท่านถูกพรุ่งนี้ หรือ ต่อเมื่ออีกสัก ๕๐ ชาติล่วงไปแล้ว ?" เขายิ้ม และละอาย ที่จะตอบว่า พรุ่งนี้. เราจะเห็นได้สืบไปเป็นลำดับว่าสิ่งที่เราอยากมากที่ สุด ก็คือสิ่งที่เราเข้าใจ ( ผิดหรือถูกก็ตาม ) ว่ามันดี หรือ อร่อยที่สุดนั่นเอง. คนตาบอด มองไม่เห็นแสงแห่งนิพพาน จะปรารถนาพระนิพพานได้อย่างไร, จะเห็นคุณค่าของพระ นิพพานว่าสูงสุดกว่าสิ่งอื่นได้อย่างไร, ในเมื่อตาเนื้อ ๆ ของ เขาชิงเอาเวลาไปรู้จัก หรือแสวงหาเหยื่อในโลกเสียจน หมด. เขากำลังอยากมีเงินมาก ๆ เพื่อหาผู้บำเรอ ( ซึ่ง เขาเลี่ยงอ้างว่าภรรยา ), ตึกสวย ๆ รถยนต์งาม ๆ, ยศศักดิ์ชั้นหรู ๆ ฯลฯ. พยายามเพื่อให้ได้ในชาตินี้ หรือ อิกกี่ชาติก็เอา ขอแต่ให้ได้ก็แล้วกัน, และขออย่าเพ่อให้พระ
น.414 นิพพานถลันเข้ามาขวางหน้าเสียก่อน. ถ้าเขารู้จักและเข้าใจ พระนิพพานมาก เท่าที่เขาเข้าใจเงินรางวัลล้านบาท นั้น แล้ว เขาจะต้องขอให้ท่านผู้ วิเศษบันดาล เพื่อลุถึงพระ นิพพานในนาทีนี้ทีเดียว แม้จะผัดพรุ่งนี้ ก็ยังไม่พอใจ. ถ้า เป็นไปได้, แต่มีพุทธบริษัทจำนวนมาก ที่ต้องการพระนิพพาน ทั้งที่ยังไม่ทราบว่าพระนิพพานคืออะไร แม้แต่น้อย. คราว หนึ่งได้ลองตั้งปัญหาซึ่งไม่ใช้ชื่อสิ่งต่าง ๆ ตามที่เรียกกันมา ก่อน ถามขึ้นในที่ประชุมแห่งหนึ่งว่า มีสถานที่สองแห่ง แห่งหนึ่งต้องการสิ่งของอะไรเป็นได้อย่างนั้นทันที, อีกแห่ง หนึ่งจะทำให้ใจของผู้ ไปถึงว่างเฉยเงียบพ้นจากอำนาจของ อารมณ์ ทุกประการ จนในที่สุดดับหายไปอย่างไม่มีอะไร เหลือสำหรับมาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้อีกต่อไปเช่นนี้ ใครจะ เลือกไปในที่ไหน ? ทุกคนที่ตอบ ๆ ว่าเอาแห่งแรก, อีกสอง สามคนนิ่ง, แต่ที่นิ่งก็เพราะรู้ทันว่าเป็นปัญหาล่อถามของ ข้าพเจ้า. กลัวจะพลาดเลยนิ่งเสีย, คาดว่าหากสองสามคน
น.415 นี้ตอบ ก็คงตอบเช่นเดียวกัน. ที่นี้ถามต่อไปว่าเมื่อถึงที่นั้น แล้วจะต้องการอะไร ? เขาตอบว่าต้องการของดี ๆ ที่สุด เพื่อทำบุญให้สูงยิ่งสมใจรัก ข้าพเจ้าถามอีกว่า เพื่ออะไร กัน ? บางคนตอบว่าเพื่อไปสวรรค์, บางคนเพื่อไปพระ นิพพาน. ขอให้ลองคิดดูที่หรือว่า สิ่งแรกในปัญหานั้นก็คือ สวรรค์อยู่แล้ว, พวกนี้ไม่รู้จักแม้แต่สวรรค์ที่ตนกำลัง ปรารถนาอยู่ ไปถึงสวรรค์แล้ว กลับเสียสละเพื่อหวัง สวรรค์อย่างเดียวกันอีก เช่นนี้จะไปสวรรค์ได้อย่างไร สิ่งที่สองในปัญหานั้น ก็คือ พระนิพพานอยู่แล้ว เขา ยังไม่ต้องการ, แต่ต้องการบันไดสำหรับพาดขึ้นชั้น พระนิพพาน ข้าพเจ้ารู้สึกสลดใจในการที่เขาทั้งหลายมี ความอยากไปนิพพาน ทั้งไม่รู้จักพระนิพพาน, หรือรู้น้อย เกินไป เพียงสักว่าชื่อศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่งซึ่งทุก ๆ คนว่าดี ที่สุด เท่านั้น. และได้เห็นชัดทีเดียวว่าสำหรับผู้ที่ยังไม่รู้จัก พระนิพพานนั้น จะต้องถือว่ามีตัวมีตน และมีสิ่งที่ตนยึดถือ
น.416 ไปก่อน, มิฉะนั้นก็จะวาง ๆ จับ ๆ อยู่แต่ในสิ่งที่ตนสงสัย นั่นเอง และเต็มไปด้วยความว้าเหว่หรือความกลัวอันเป็น ความทุกข์ และในที่สุดก็ตายเปล่า, หรือกลับช้ากว่าผู้ที่ยึด ถือสาวคืบหน้าไปข้างหน้า ตามลำดับ, - ประโยชน์โลกนี้, ประโยชน์โลกหน้า, ประโยชน์สูงสุด คือพระนิพพาน, ทั้งนี้ ก็เพราะเขาไม่สามารถเข้าใจพระนิพพานอันมีนัยลี้ลับ เช่น ว่าไม่มีการเกิดขึ้น แต่มีอยู่ตลอดอนันตกาลดังนี้เป็นต้น จน กว่าเมื่อไรเขาจะได้บรรลุพระนิพพานนั้นเข้าจริง ๆ การรู้จัก พระนิพพานโดยอนุมาน หรือโดยอุปมาน ไม่อาจมีได้เลย สำหรับผู้ที่มีปัญญาหรือมีอุปนิสัยเช่นนี้ บังคับ 9 00 5 96 ในที่จวนจะจบลงนี้ ขอสรุปกล่าวอย่างสั้น ๆ อีก แนวหนึ่งว่า พระนิพพานเป็นจุดปลายทางของทุกคน ความดึงดูดเข้าหาสถานะแห่งพระนิพพาน หรือกล่าว อีกอย่างหนึ่งว่า ก็คือสัญชาตญาณของความอยากเป็น
น.417 อิสระย่อมมีอยู่เสมอ แต่ถูกอำนาจแทรกแซงบางอย่าง เช่น ผลกรรม เป็นต้น คอยเหนี่ยวออกนอกทางอยู่เสมอ เหมือนกัน, เพราะตนเป็นผู้ตาบอด ไม่รู้จักทำความ ปลอดภัยแก่ตัวเอง หรือการเดินทางของตน. การเปรียบเหมือนลำเรือ, ใจเปรียบเหมือนนาย เรือ สังสารวัฏเปรียบกับทะเลหลวง, โลกนั่นโลกนี้ เปรียบเหมือนท่าเรือสำหรับการค้าขาย, ผลบุญหรือผล บาปในชาติหนึ่ง ๆ ในโลกหนึ่ง ๆ คือการค้าขายของนายเรือ ที่ขาดทุนหรือได้กำไร ที่ท่าเรือแห่งหนึ่ง ๆ, การได้ถึง "เกาะ" แห่งหนึ่ง ซึ่งนายเรือพอใจถึงกับหยุดการท่องเที่ยว ไปในทะเลอย่างเด็ดขาดนั่นคือ พระนิพพาน. เราทุกคนคือเรือรวมทั้งนายเรือ. เมื่อเราหรือโลก พากันสาละวนแต่เรื่องรูปหรือลำเรือ จนลืมใจหรือ นายเรือ นายเรือก็จะตายเสียก่อนที่จะนำเรือไปพบ เกาะที่ว่านั้น. แต่ถ้าสนใจในนายเรือหรือจิต จนลืม ลำเรือเสียทีเดียว เรือก็จะเปื่อยพังทำลายลงเสีย ก่อน
น.418 ที่นายเรือจะได้ใช้อาศัยไปถึงเกาะที่กล่าวนั้น เพราะ ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้ดำเนินสายกลาง อัน เป็นสายแห่งปัญญาไม่ประมาทไปในฝ่ายตึงหรือฝ่ายหย่อน. ความจริงตัวเราไม่มี ที่มีก็คือเบ็ญจขันธ์หรือเรียก อีกอย่างหนึ่งว่า " กาย กับ จิต " หรือ เรือ กับ นายเรือ เท่านั้น, นายเรือก็ไม่ใช่เรา. เพราะแม้มันจะได้ถึงเกาะคือ พระนิพพานนั้นหรือไม่ก็ตาม มันยังคงไม่อยู่ในอำนาจของ ใคร, รังแต่จักแตกดับไปเป็นธรรมดาของมันเท่านั้น, เกาะ หรือพระนิพพานนั้นเล่า ก็สักว่าเป็นเกาะหรือพระนิพพาน ของตัวสิ่งนั้นเอง, รับรู้กับใครไม่ได้, เหมือนแสงสว่าง เมื่อเราเปิดหน้าต่างมันก็เข้ามาสว่างให้เรา, ปิดเสียก็มืดอีก, แต่แสงสว่างนั้นคงเป็นแสงสว่างอยู่นั่นเอง. ถ้าสิ่งใดควรถือว่าเป็นตัวตน. สิ่งนั้นนอกจากจะต้อง ไม่รู้จักแตกดับ ไม่อาศัยผู้อื่นหรือสิ่งอื่นแล้ว, ยังจะต้องอยู่ ในบังคับและรับรู้อะไรกันได้. นี่ ! เมื่อมีแต่สิ่งทั้งหลายซึ่ง ล้วนแต่เป็นไปตามเรื่องของต้นเหตุของตัวมันเอง: หรือไม่
น.419 ยู่ในอำนาจของใครและรับรู้อะไรกะใครไม่ได้ดังนี้ มันก็ไม่ มีตัวตน แม้กระทั่งพระนิพพาน. ถ้าขืนมีเพราะอำนาจความ รู้สึกบางชนิด มันหาใช่ตัวตนอันแท้จริงไม่, ยังเป็นผักฝ่าย แห่งอวิชชาอยู่ดี. การลุถึงพระนิพพานจึงเป็นจุดปลายทาง ของทุกคนเท่านั้น. เบญจขันธ์ คือกายกับใจ กลุ่มใด ยังมือวิชชาอยู่ ภายในมัน เบญจขันธ์กลุ่มนั้น ก็มีอุปาทานอันเป็นเหตุให้ ยึดถือตัวเองว่าเรา, เราเป็นเรา, ฉันเป็นฉัน ฯลฯ เป็นต้น. “เรา" จึงคงอาศัยมีอยู่ได้แต่เพียงในเบญจขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน อยู่ภายใน. และเบญจขันธ์ชนิดนี้ยัง "สัมผัส" กันไม่ได้ กับพระนิพพาน จึงต้องเต็มไปด้วยทุกข์และกลิ้งเกลือกไป ในวัฏฏสงสาร อันสูง ๆ ต่ำ ๆ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ระเกะระกะ ไปด้วยสิ่งเสียบแทงเผาลน. เบญจขันธ์ใด ภายหลังจากที่ได้ช่วยตัวมันเอง ด้วย การปฏิบัติธรรม เป็นเบญจขันธ์ที่อวิชชาและอุปาทาน ตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว ก็ไม่มีเรา ในเบญจขันธ์นั้น. เบญจขันธ์
น.420 นั้น เหมาะพอสำหรับการสัมผัสกันเข้ากับพระนิพพาน, มัน จึงได้รับรสคือความเยือกเย็นแสนที่จะเย็นของพระนิพพาน จนกว่ามันจะแตกดับไปอย่างไม่เหลือเชื้ออะไรไว้ สำหรับ การเกิดอีก เช่นเบญจขันธ์ ที่ยังมีอวิชชาหรือมี ‘เรา ," มีความสำคัญว่า ‘เรา'. เบญจพันธ์ที่หมดอวิชชา แต่ยังไม่แตกดับ ยัง ดื่มรสพระนิพพานอยู่นั้น, ภาวะอันนี้ เราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน,๑ หรือนิพพานเฉยๆ. เมื่อใด เบญจขันธ์นั้นทำการแตกดับลงอย่างหมดเชื้อ, ภาวะ อันนี้เราเรียกกันว่า อนุปาทิเสสนิพพาน, หรือ ปรินิพพาน. การปฏิบัติธรรม หรือที่เรียกอีกอย่าง หนึ่งว่าอริยมรรคมีองค์แปด นั้นเป็นตัวทางให้ถึงพระ นิพพานนั้น. ข้าพเจ้าหรือท่านผู้อ่านทุกคน จะยังอยู่ห่าง ๑. เรียกโดยโวหารที่ใช้เรียกกันอยู่ทั่ว ๆ ไป ในเวลานี้ ด้วยการ บัญญัติความหมายกันไว้เช่นนี้ ในวงการศึกษาในประเทศไทยเรา. แต่ ที่จริงคำ ๆ นี้ยังเป็นปัญหา ที่ต้องวินิจฉัยกันอยู่บางอย่าง.
น.421 ไกลต่อพระนิพพานเพียงใด นั้นยากที่ผู้อื่นจะรู้แทนกันได้ นอกจากตัวเอง. เหตุนี้ ท่านจึงกล่าวไว้อย่างน่าจับใจว่า ธรรมทั้งหลาย กระทั่งถึงพระนิพพานเป็นที่สุดนั้น เป็น สันทิฏฐิโก คือ ของใครใครเห็น, ดังนี้ สำหรับข้าพเจ้า, สามารถเพียงแต่ขอยืนยันว่า ทุกคนมีจุดหมายปลายทางอยู่ ที่พระนิพพานเท่านั้น. ๓๐ สิงห์. ๗๙ เรื่องนี้อุทิศแต่ “ผู้คะนองธรรม"
Buddhadasa