Buddhadasa.org

ชุมนุมเรื่องสั้นของพุทธทาสภิกขุ (รวม 15 เรื่อง) ตอนที่ ๗ — มัคคุเทศก์ของวิญญาณ

ชุมนุมเรื่องสั้นของพุทธทาสภิกขุ (รวม 15 เรื่อง) — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมเรื่องสั้นของพุทธทาสภิกขุ (รวม 15 เรื่อง) (๑๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.422 มัคคุเทศก์ของวิญญาณ (Spiritual Guide ) วิญญาณที่ยังเป็นทุกข์ หมายความว่า ยังกำลัง เดินผิดทางอยู่. หรือกำลังมีภาระต้องเดินทางอัน กันดารอยู่. ฉะนั้นวิญญาณที่เป็นทุกข์จึงมืดมนและ ต้องการมัคคุเทศก์ เป็นผู้นำ หลักแห่งศาสนาทุก ศาสนาล้วนแต่เป็นมัคคุเทศก์ ของวิญญาณในด้าน ทฤษฎีด้วยกันทั้งสิ้น. "แต่ว่าการนำไปของศาสนา นั้น ๆ ย่อมนำไปได้ใกล้ไกลกว่ากัน สูงต่ำกว่ากัน. พุทธศาสนาจะนำท่านไปได้เพียงไร และอย่างไร เรื่องต่อไปนี้อาจให้คำอธิบายแก่ท่านได้บ้าง. มัคคุเทศก์ของวิญญาณทั้งหลาย ก็คือวิญญาณที่ได้ผ่านการศึกษามาแล้ว อย่างทั่วถึง มีความเจนใจในทุก ๆ สิ่ง เต็มตามที่ที่ควรจะรู้ จนเพียงพอสำหรับ การที่จะรู้ว่า ควรทำอย่างไรกับวิญญาณ

น.423 ของตัวเองจึงจะได้รับผล คือความเยือกเย็นไม่รู้จัก สิ้นสุด และตนก็กระทำจนได้รับผลเช่นนั้นมาแล้วอย่าง เด็ดขาดจริงๆ. จิตหรือวิญญาณที่สมมติว่า เป็นชั้นพระ อรหันต์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เป็นตัวอย่างแห่ง วิญญาณที่หลุดพ้นแล้วจากสิ่งที่พัวพันห่อหุ้ม อันจะทำให้ เศร้าหมอง ให้มืดมิด ซึ่งทำให้หลงใหล วนเวียนอยู่ใน การเกิดท่องเที่ยวไปไม่รู้สุด, วิญญาณทุก ๆ ดวงควรจะได้ เป็นเช่นนั้น และถ้ามันรู้ความจริงในเรื่องนี้ มันจะปรารถนา ที่จะเป็นเช่นนั้นอย่างเต็มที่. แต่มันเป็นเช่นนั้นไม่ได้ หรือ โดยมากที่สุดเป็นไม่ได้, ทั้งนี้เพราะมันมืดมัวไม่รู้เหนือใต้ ทั้งขาดผู้นำนั่นเอง. ดวงวิญญาณที่รุ่งเรือง ลุกโพลงสว่างไสว ไม่รู้ จักดับหรือแม้แต่หรี่อีกต่อไปนั้น ไม่มี, เพราะวิญญาณเป็น สังขตธรรม. แต่มีสภาพอันหนึ่งที่รุ่งเรืองสว่างไสวอยู่เสมอ ไม่รู้จักดับหรือแม้แต่หรี่ลง อันเป็นที่ซึ่งวิญญาณจะต้องเข้า ไปให้ถึง และดับตัวเองเสียในที่นั้น จึงนับว่าเป็นการรอด

น.424 พ้น หรืออิสรภาพของวิญญาณ ซึ่งหลุดพ้นแล้วจากการผูก มัดของโลกิยธรรม ที่เป็นมายาทั้งปวง. เกิน วิญญาณที่เคย รู้สึกว่ามีตัวของตัว หรือตัวมันเองเป็นต้น ได้มาถึงสถานะ อันสูงสุดและเป็นที่จบสิ้น และหมดความรู้สึกว่าเป็นตัวลง โดยสิ้นเชิงที่นี่. วิญญาณต้องการมาให้ถึงที่นี้ อันเป็นที่จบ ที่สิ้นสุดของปวงทุกข์ แต่มันมาไม่ได้ เพราะขาดผู้นำ. บรรดาผู้นำหรือผู้อ้างตัวเองว่าเป็น สปีริตจวล ไกดุ ทั้งหลาย มีจุดที่ตนจะนำไปสู่ต่าง ๆ กัน. บางท่านว่าจะนำ ดวงวิญญาณไปแนบไว้หรืออยู่รวมกันกับพระเป็นเจ้าใน สวรรค์ ซึ่งเป็นสุขนิรันดร์ ; บางท่านว่าจะนำดวงวิญญาณ ให้สูงขึ้น จนถึงขั้นที่ตัวมันเองจะรุ่งเรืองไม่รู้จักมัว หมองและดับลงอีกต่อไป คือถึงสถานะที่อะไรจะมาทำ ให้วิญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกไม่ได้. และ บาง ท่านว่า จะนำดวงวิญญาณให้เข้าถึงสถานะที่ตัววิญญาณเอง จะได้ดับลงสนิท ไม่ต้องลุกโพลง ๆ ขึ้นว่ายเวียนใน วัฏฏสงสารอีกต่อไป ยังคงอยู่ตลอดอนันต์การก็แต่นิพพาน

น.425 ซึ่งเป็นสภาพหรือแดนอัน เป็นที่ เข้าไปดับของวิญญาณทั้ง- หลาย. เราต้องวินิจฉัยกันอย่างละเอียดลออ เปรียบเทียบ กันดูเถิดว่า ผู้นำประเภทไหน จะเป็นผู้นำที่นำไปถึงขั้น สูงสุดได้จริง, หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ว่า เขตแดนอันนั้น เป็นสถานะที่สูงสุด ไม่มีสถานะอันอื่นสูงกว่าต่อไปอีกแล้ว แต่ควรเข้าใจว่า ทั้งนี้มิใช่เพื่อเกี่ยงแย่งแข่งดีหรือชิงดีกัน แต่เป็นไปเพื่อการเลือกเอาสักอย่างหนึ่งหรือแนวหนึ่ง สำหรับ เป็นแนวเครื่องดำเนินของตัว เพราะความอยากจะหลุดพ้น จริง ๆ เท่านั้น. พวกที่หนึ่ง ถือว่าวิญญาณของผู้ที่ได้ทำความดีจน เป็นที่พอพระทัยพระเป็นเจ้าแล้ว จะได้รับการต้อนรับของ สวรรค์ และอยู่กับพระเป็นเจ้าตลอดกาลไม่รู้ สิ้นสุด. พวก นี้เป็นฝ่ายมีตัวที่ถาวรมาแต่เดิม มีตัวที่แม้ทำอย่างไรเสียก็ ไม่ดับสูญไปไหน สำหรับจะได้ไปทนทุกข์ในนรกนิรันดร หรือรับสุขในสวรรค์นิรันดร, เป็นการยึดถือเต็มที่ในข้อที่ว่า เราเกิดมาโดยพระเจ้าสร้าง แล้วก็กลับไปรวมกับพระเจ้าได้.

น.426 ข้อที่ต้องถูกแยกหรือสร้างขึ้นโดยพระเป็นเจ้านั้นเป็น ปัญหาอยู่. ถ้าเป็นเพียงการแยกออกมาจากพระเจ้า ก็ย่อม ไม่มีเหตุผลอันใด ที่จะไม่ทำให้ถูกแยกออกอย่างเดิมอีก เพราะเหตุว่าก่อนแต่ที่จะถูกแยกก็เคยรวมอยู่กับพระเจ้า ซึ่ง หมายความว่าบริสุทธิ์อยู่แล้ว ก็ยังถูกแยกออกมาให้เที่ยว ก่อกรรมทำเข็ญต่าง ๆ นาน จนกว่าจะได้กลับเข้าถิ่นเดิม. นี่ไม่น่าจะไว้ใจว่าเป็นอิสระ หรือกล่าวโดยตรง ก็คือยังเป็น “เครื่องเล่น" ของพระเจ้าอยู่นั่นเอง. ไม่ว่าพระเจ้าในที่ นี้หมายเอาพระเจ้าที่เป็นตัวบุคคล หรือที่เป็นเพียงตัวกฎ ธรรมชาติ หรือกฎแห่งกรรมก็ตาม, ผู้นั้นยังหาพ้นจาก อำนาจของกรรม หรือธรรมชาติไม่; ยังไม่ใช่แดนหลุดพ้น ที่สูงสุดจริง ๆ. ที่นี้ถ้าหากเป็นไปในทางที่ว่าคนเรามิใช่ ส่วนที่แยกออกมาจากพระเป็นเจ้า แต่เป็นสิ่งที่พระเป็นเจ้า สร้างขึ้นใหม่ต่างหาก เมื่อทำดีถึงที่สุดแล้ว วิญญาณนั้น จะได้เข้ารวมกับพระเป็นเจ้า ดังนี้ ก็ย่อมชวนให้คิดว่า ยิ่ง อยู่ภายใต้อิทธิพลของพระเจ้ามากขึ้น และเป็น "เครื่องเล่น"

น.427 ของพระเป็นเจ้ามากกว่าอย่างแรก และย่อมจะฟังไม่ได้ว่า พระเจ้าผู้บริสุทธิ์จะสร้างสิ่งสกปรกขึ้นมา. และพระเจ้า สร้างขึ้นให้สกปรกแล้ว ให้สัตว์สร้างความบริสุทธิ์เอาเอง เพื่อเข้าอยู่กับพระเจ้าดังนี้ มิใช่แบบแห่งความยุติธรรม. การยึดถือว่าตัวของเรา ตัวของพระเจ้า มีการกระทำต่อกัน และกันเช่นนี้ๆ เป็นการยึดถือชนิดหนึ่ง ซึ่งยังมีอยากอย่างนั้น อยากอย่างนี้ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือเกิดมาจากความ อยากอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง เช่นอยากจะได้ของ ชอบใจจากพระเจ้า อยากได้อยู่หรือได้เป็นส่วนหนึ่งกับ พระเจ้า และในที่สุดอยากเพื่อไม่ให้หลุดหรือพรากไปจาก พระเจ้า ซึ่งความอยากเหล่านี้ ล้วนแต่สร้างความยึดถือขึ้น อันจะทำให้ว่ายเวียนอยู่ในทะเลแห่งความรู้สึกและความ ปรารถนา หรือความเพลิดเพลินในที่สุด. น่าจะไม่ใช่ที่สุด ของความทุกข์อันเด็ดขาดแท้จริง และเป็นเรื่องค่อนไปข้าง วัตถุมากกว่าเรื่องของวิญญาณแท้.

น.428 วกที่สอง ไม่ถือว่ามีพระเจ้าผู้สร้างหรือผู้เผด็จการ เช่นนั้น ถือว่ามีสิ่งที่เป็นเพียงธรรมชาติที่มีอยู่เองชนิดหนึ่ง ซึ่งบัญญัตินามให้ว่าเป็นตัววิญญาณหรืออาตมัน ( หรือ อัตตา ) หรือเจตภูตในเมื่อเรียกตามภาษาไทย เป็นตัว ธรรมชาติที่ยืนโรงสำหรับให้สิ่งต่างๆ เข้าเกาะอาศัยเป็นไป เช่นรูปกาย และนามธรรมหรือจิตใจ ซึ่งเป็นเหมือนตัว เรือนและเครื่องเรือนของวิญญาณนั้น. สิ่งแวดล้อมและหุ้ม ห่อเหล่านี้ เรียกว่าโลกิยธรรม หรือโลกซึ่งเป็นตัวห่อหุ้ม ดวงวิญญาณหรืออาตมัน หรือจิต ที่ไม่รู้จักตายไว้. ครั้น ประชุมแห่งสิ่งทั้งหมดนี้ได้รับการศึกษา มีความรู้มากถึงที่สุด โลกิยธรรมก็จะหลุดออกจากจิต หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อาตมันเป็นอิสระจากสิ่งที่ห่อหุ้ม แล้วก็เป็นของสว่างรุ่งเรือง ไม่มีทุกข์ คงอยู่ในสภาพเช่นนั้นตลอดอนันตกาลสืบไป. และ อาตมันนั้น เมื่อหลุดเป็นอิสระออกมาแล้ว จะเป็นของใคร ผู้ใดก็ตามเป็นอันเดียวกัน หรือเหมือนกันหมด ไม่มีเจ้า ไม่มีไพร่ มีดี มีชั่ว ในอาตมัน. เปรียบเหมือนอากาศที่

น.429 อยู่ในภาชนะต่าง ๆ ถูกภาชนะกั้นไว้ส่วนหนึ่งจากอากาศ ส่วนใหญ่ในท้องฟ้าและพื้นโลก ครั้นต่อยภาชนะนั้น ๆ เสีย อากาศนั้นซึ่งไม่มีเครื่องห่อหุ้มกีดกั้นแล้ว ก็คืออากาศอันเดียว กันกับอากาศส่วนใหญ่. พวกที่ถืออย่างนี้ก็เป็นพวกที่ถือให้ มีตัว เพราะอยากมีตัวเหมือนกัน ไม่อยากดับหายไปเสีย เป็นความยึดถือขั้นสุดท้าย เพื่อให้ยังคงมีจิต หรือวิญญาณ หรืออาตมันเป็นตัวยืนโรงที่บริสุทธิ์เหลืออยู่. ปัญหาย่อมมีว่า ธรรมชาติจิตหรือวิญญาณหรืออาตมันที่บริสุทธิ์แท้มาก่อน ทำไมจึงให้โลกิยธรรมซึ่งสกปรกเข้าห่อหุ้มได้. อาตมันนั้น จะเป็นสิ่งที่มีความคิดนึกได้ หรือไม่คิดนึกได้ก็ตาม ทำไม จึงไม่สามารถกันเอาโลกิยธรรมออกไปเสียแต่แรก. ถ้าว่า อาตมันไม่มีความรู้สึกอย่างใด อวิชชาเป็นโลกิยธรรม เข้าห่อหุ้มอาตมันทำให้มีอันเป็นไปต่าง ๆ จนกระทั่งได้รับ การศึกษาเพียงพอ ทำอวิชชาให้หลุดออกไปเสียได้และ อาตมันเป็นอิสระดังนี้ การเข้าห่อหุ้มและการกลับละลายหลุด ออก ก็หาใช่งานของอาตมันไม่ เป็นงานของโลกิยธรรม

น.430 ฝ่ายเดียวนั้นเอง, เมื่อเป็นเช่นนี้ทำไมโลกิยธรรมที่หลุด ออกไปแล้ว จะไม่สามารถกลับติดและห่อหุ้มอาตมันนั้นได้ เล่า, เมื่อกลับห่อหุ้มได้อีก ก็ย่อมแปลว่า ความหลุดพ้น อันนั้น ยังไม่ใช่ความหลุดพ้นอันเด็ดขาด ยังไม่เป็นอิสระ ไม่ปลอดภัย. ถ้าจะว่าอาตมันนี้เป็นตัวรู้ ก็น่าจะรู้เสียตั้งแต่ แรก และไม่ยอมให้โลกิยธรรมเข้าห่อหุ้มดังกล่าวแล้ว. ถ้า หากว่าในครั้งนั้นยังมีแต่ความรู้สึกผิด ๆ นั้นย่อมแปลว่า ในอาตมันมีเชื้ออวิชชาหรือสภาพที่เป็นเชื้อของอวิชชาประจำ มาแต่เดิมแล้ว ไม่ต้องสงสัยว่า เมื่อได้ทำให้โลกิยธรรม หลุดไปในครั้งหลังแล้ว จะไม่มีเชื้อเดิมนั้นเหลืออยู่. ถ้าไม่ เหลืออยู่ ก็แปลว่าอาตมันนั้นได้เปลี่ยนสภาพผิดไปจากเดิม และมันจะกลับรวมเข้ากับอาตมันใหญ่ซึ่งยังมีสภาพอย่างเดิม อยู่อย่างไรได้, เราจึงมองไม่เห็นที่สุดของทุกข์ ในอาตมัน ! พวกที่สาม ซึ่งเป็นพวกตรงกันข้าม ไม่ยอมถือว่า มีตัวตนหรือตัวยืนโรงเช่นนั้น ชีวิตนี้ลุกขึ้นมาจากตัวความ ไม่รู้หรือสภาพที่มิใช่ความรู้ มีสิ่งข้างเคียงเป็นตัวสนับสนุน

น.431 หรือปัจจัย, สภาพที่เรียกว่าวิญญาณที่เป็นตัว จุติปฏิสนธิ นั้น ไม่มีตัวของมันเองที่แท้จริง เป็นแต่เพียงกลุ่มของ ปฏิกิริยาต่างๆ ซึ่งเกิดทยอยกันขึ้นมาตามอำนาจแห่งเหตุ มีขณะแห่งตัวมันเพียงสั้น ๆ เพราะอำนาจการเกิดดับที่ยืน อยู่ตามธรรมชาติของสิ่งที่เป็นเหตุ. ครั้นได้กลายเป็นที่อาศัย ก็เป็นทางให้เกิดความรู้สึกต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกิดวิวัฒน์ ขึ้น ในตัวสิ่งนั้นเอง เป็นลำดับ ๆ มาตั้งแต่มันเริ่มก่อตัวขึ้น คือ มีจิตใจอย่างเลว ๆ จนกระทั่งมีจิตใจอันประณีต. วิญญาณ เองจึงไม่มีตัวของตัว นอกจากเป็นเพียงสายสืบอันยาวยืด ของวิวัฒน์ ในขณะที่ยังไม่ขาดตอน เหมือนลูกหนังที่มีคน หลาย ๆ คนคอยตบไว้ไม่ให้ตกลงหรือหยุดกระดอนได้ เรียก ว่ามันท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏแห่งการเกิดดับ. การเกิดใน ที่นี้ หมายถึงขณะที่มีรูปกายเข้าประกอบกลมเกลียวกัน การ ตายหมายถึงขณะที่ปราศจากรูปกาย หรือปราศจากเครื่อง มือแสดงตนให้ปรากฏเป็นตัววัตถุชัด ๆ ตลอดเวลาที่ วิญญาณยังถูกส่งไว้โดยปัจจัยต่าง ๆ เช่น ตัณหา อุปาทาน

น.432 เป็นต้นแล้ว มันก็ต้องแสดงอาการโพลงคล้ายกับเป็นตัวยืน โรงอยู่ได้. วิญญาณเป็นสิ่งที่คลอดออกมาจากความไม่รู้ หรืออวิชชา จะเป็นตัวตนของเราหรือของใครอย่างไรได้. แต่เมื่อมันได้มีกายเป็นเครื่องมือติดต่อ ย่อมเป็นทางให้ได้รับ การศึกษาหรือได้ความรู้ ที่เรียกว่า ญาณ อันจะเป็นเหมือน เครื่องมือที่สามารถทำลายตัวเอง พร้อมทั้งปัจจัยเครื่องสนับ สนุนแวดล้อมรอบข้าง ให้หมดความสามารถหรืออำนาจลง คือให้หยุด ให้หมดความรู้สึกที่อยากได้ อยากเป็น อยาก ไม่ให้เป็น โดยสิ้นเชิง. มายาที่ลุกโพลงขึ้นเหล่านั้น จึง ดับสนิทลงไปได้ ไม่มีอะไรมาบังคับวิญญาณกลุ่มนี้ให้แสดง ละครอีกต่อไป. สิ่งที่เรียกว่าจิตหรือวิญญาณเป็นเพียงมายา ดังนี้. ตัวสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร ก็คือเขตแดนหรือสถานะอัน เป็นที่เข้าถึงและดับของวิญญาณนั่นเอง ซึ่งจะเป็นวิญญาณ สายไหนก็ตามเมื่อเข้าถึงเขตนี้แล้ว จะต้องดับลงสนิทไม่มี เชื้อเหลือ. คนเราจึงเป็นเพียงของมายา แต่ในตัวมายานั้น

น.433 มีความรู้สึกคิดนึกได้ประณีต ได้แก่ความรู้สึกคิดนึกของเรา ท่านทั้งหลาย ที่กำลังอ่านและกำลังคิดนึกกันอยู่ในบัดนี้ ความคิดนึกเหล่านี้ เป็นผลสืบ ๆ มาของสิ่งหลายสิ่งที่เป็นมา แล้วแต่หลัง ซึ่งมีแย่งรวมอยู่ที่ตัวที่เราเรียกนามมันว่า วิญญาณ หรือ อินดีวิดวลลิตี้ในที่นี้. วิญญาณเกิดขึ้นมา ท่ามกลางความมืดบอดตามกฎแห่งสังขตธรรม. ทุกๆ สิ่งที่ เป็นไปตามธรรมชาติ ทำนองเดียวกับลักษณะวิวัฒน์ของสิ่ง ที่มีชีวิตอย่างอื่น ที่เป็นของหยาบ ๆ เห็นได้ง่าย ๆ ตามกฎ แห่งชีววิทยา หรือ ไบ โอ โลยี่. แต่ครั้นวิวัฒน์มาถึงขั้น สูง ก็เกิดสิ่งที่กลับเป็นข้าศึกของตัวเอง คือวิชาเกิดขึ้นเป็น ข้าศึกต่ออวิชชาเช่นเดียวกับสนิมเหล็ก แม้เกิดจากเหล็ก ก็ กลับเป็นข้าศึกต่อแท่งเหล็กที่เป็นมารดาของมันเอง โดยกัด ให้กร่อนและหมดสิ้นไป ฉันใดก็ฉันนั้น. ครั้นวิชชาทำลาย อวิชชาให้หมดสิ้นไปตามกฎที่ว่า เมื่อแสงสว่างเกิดขึ้น ความมืดก็ต้องหายไปดังนี้ ตัววิญญาณก็พลันถึงการขาดเหตุ ขาดปัจจัย ครั้นขาดเหตุขาดปัจจัยก็ดับลงได้และดับสนิท

น.434 อันเรียกโดยโวหารสมมติว่า วิญญาณนั้นเข้าสู่นิพพาน เป็นความพันที่เด็ดขาดไม่มีอะไรตามไปย่ำยีได้ ไม่มีใครค้น หาพบ เป็นที่ที่ความทุกข์ตามไปไม่ถึง เพราะความทุกข์เป็น เพียงสิ่งที่แนบอยู่กับวิญญาณเท่านั้น หรือโดยจำกัดความ ก็เป็นเพียงปฏิกิริยาชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำของ วิญญาณเอง อันเรียกว่าผลกรรม. แต่ เมื่อวิญญาณเข้า สู่สภาพที่ไม่ทำกรรมอีกต่อไป เพราะบัดนี้ไม่มีตัณหา อันเป็นเหตุให้ทำกรรมอีกต่อไปแล้ว ก็ย่อมเป็นอิสระ เหนือกรรม อยู่เหนือฐานะแห่งการทำกรรมและการได้ รับผลของกรรม ไม่อยู่ในอำนาจของพระเป็นเจ้าหรือ ของใคร ๆ แม้ที่สุดแต่ธรรมชาติ เพราะมันไม่เข้าถึง ธรรมชาติซึ่งเป็นที่ดับสนิทของสิ่งทั้งปวง. วิญญาณที่ ยังไม่เข้าถึงแดนเป็นที่ดับอันนี้ยังมีความคิดนึกเช่นนั้นเช่นนี้ รู้สึกเช่นนั้นเช่นนี้ เช่นอยากอยู่กับพระเป็นเจ้า หรือรู้สึก สบายเพลิดเพลินในการอยู่กับพระเป็นเจ้า ถ้าหากได้เป็น เช่นนั้นจริง, จึงยังเป็นวิญญาณที่ไม่เป็นอิสระไปจากความ

น.435 รัก หรือความพอใจ ซึ่งเป็นเหตุให้มัวเมาอยู่ และกลัวว่า สิ่งนั้นจะหายไปเสียจากตน หรือตนจะตายไปเสียจากสิ่งนั้น หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีความอยากมีอยู่ อยากเป็นอยู่ คือให้มีตัวของตัวอยู่ ซึ่งยังไม่เป็นอิสระไปจากอำนาจของสิ่ง ที่ต้องประสงค์ให้อำนวยสิ่งที่ตนต้องการ ยังคงแบกตัวเองไว้ โดยไม่รู้ สึกว่าแบกหนักเต็มที่ทั้งที่ไม่รู้สึกว่าหนัก. ส่วน วิญญาณที่วางสิ่งเหล่านั้น ทั้งหมดเสียสลัดกระสอบหินหนัก โยนทิ้งออกไปเสียได้ และไม่หยิบเอาอะไรขึ้นมาแบกถือไว้ อีกต่อไปนั้น ย่อมมีอิสระที่จะดับได้ตามความต้องการของ ญาณ หรือปัญญา มีอิสระที่จะเดินลอยนวลออกไปเสียจาก ความทุกข์ทั้งมวล เข้าสู่ความดับที่เงียบสงบตลอดอนันตกาล ซึ่งเป็นภาวะที่วิญญาณอันยังยึดถือในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ หรือ แม้ที่สุดแต่ตัวเอง หาสามารถทำให้เหมือนได้ไม่. มันเป็น วิญญาณที่ได้ผ่านการอยู่ กับพระเป็นเจ้ามาแล้ว จึง สามารถทำเช่นนั้นได้โดยง่ายดาย. และเป็นวิญญาณที่ ได้ผ่านการมีตัวมันเองอย่างบริสุทธิ์มาแล้ว จึงเลื่อนขึ้น

น.436 มาสู่ ขั้นที่ดับสนิทอีกครั้งหนึ่ง หรืออีกขั้นหนึ่ง อัน เป็นขั้นสุดท้ายและเป็นอิสระแท้จริง และซึ่งวิญญาณ สองประเภทข้างต้นยังต้องทนแบกตัวของตัวเอง หรือรวม ทั้งตัวของพระเป็นเจ้าอยู่. ซึ่งในไม่ช้าเมื่อเบื่อเข้า ก็จะต้อง สลัดทิ้งตามอย่าง อย่างเดียวกัน. แน่นอน, วิญญาณต้องการผู้นำหรือมัคคุเทศก์ เพื่อ ให้ถึงจุดปลายทางเร็วเข้ากว่าที่จะมัวคลำมัวค้นไปตามลำพัง ตัว กว่าจะพบได้ ก็ต้องทนวนเวียนอยู่ในกลางกองแห่งไฟ ทุกข์นานเกินไป ซึ่งมันเป็นการซื้อที่แพงมาก และใครๆ ก็ อยากซื้อของถูก. ถ้าอาจหามัคคุเทศก์ที่ดีได้ เขาย่อมยอม เสียค่านำทางที่แพง ดีกว่าที่จะต้องต่อสู้อุปสรรคให้เนินช้า. พระพุทธองค์ทรงสอนมติสุดยอดของปรัชญาทั้งปวง คือมติ แห่งอนัตตา บัดอัตตาทิ้งให้หมดเป็นครั้งสุดท้าย ย่อมเป็น เสมือนมัคคุเทศก์ที่สูงสุด และทั้งไม่ทรงเรียกค่านำทาง อย่างใดเลย.

น.437 ทำไมจึงกล่าวว่ามติแห่งอนัตตา เป็นยอดสุด แห่งปรัชญาทั้งปวง ? ทั้งนี้เพราะว่ามติอัตตาหรือยังมีตัวมี ตนนั้น ยังมีตัวที่ติดพันอยู่ในความดีความชั่ว ในฝ่ายข้างดี นั้นแม้ถึงที่สุดหรือสมประสงค์ทุกอย่างแล้ว หรือถึงกับเป็น พระเจ้าเสียเองได้แล้ว ก็ยังมีความรู้สึกชนิดที่ติดตัวเองอยู่ หรือแบกตัวเองอยู่ด้วยความยึดถือในความดีของตัวเอง ยัง มีเขามีเรา ซึ่งเป็นเหตุแห่งการเปรียบเทียบหรือให้เกิดความ รู้สึกนานาประการ. นานเข้าก็เบื่อต่อความเป็นเช่นนั้นได้ เหมือนตอนแรกที่ถือของมีน้ำหนัก ยังไม่รู้สึกหนัก ครั้น นานเข้า ของนั้นเอง โดยไม่ต้องเพิ่มอะไรขึ้น จะแสดง น้ำหนักออกมาให้เห็นและรู้สึกหนัก ครั้นนานอีกหน่อยหนัก จนต้องวางทิ้ง แม้ในที่สุด มือของตัวเองก็หนัก. เมื่อรู้จัก ว่าความดี คืออะไรมากพอเข้าดังนี้ก็รู้ว่าแม้ความดีก็เป็นสิ่งที่ ต้อง “หาบคอน" ไว้เหมือนกัน. แต่สำหรับคนที่ยังต่ำอยู่ หรือยังเมาในความดีอยู่ อาจไม่รู้สึกว่าตนกำลังหาบคอน ทั้งที่หาบอยู่เต็มหนัก จึงมีการสอนว่าความดีไม่หนัก และ

น.438 ต้องหาบคอนไป. แต่ที่แท้จริงความดีเป็นสิ่งที่แม้ว่าจะตรง กันข้ามกับความชั่ว ก็จริงถึงกระนั้นก็เป็นสิ่งที่มีสิ่งอื่นปรุง แต่งขึ้น ต้องเป็นไปตามอำนาจแห่งเหตุเช่นมีเหตุก็ยังอยู่ได้ ครั้นขาดเหตุก็ดับไป เช่นเดียวกับความชั่วเหมือนกันซึ่งทำให้ เกิดภาระในการที่จะต้องสร้างเหตุของมันเพิ่มเติมเข้าไว้เสมอ ไม่มีที่สิ้นสุด, เพราะฉะนั้นจึงมีอีกแนวหนึ่งต่างหาก ซึ่งสูง ขึ้นไปกว่า คือการไม่อยู่ในอำนาจเหตุปัจจัยเป็นสิ่งที่เหตุ ปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้, และสิ่งนั้น คือสภาพที่อยู่เหนือ หรือพ้นขึ้นไปเสียจากความดีและความชั่ว. พระพุทธเจ้าผู้ เป็นยอดสุดของมุนีหรือปราชญ์ผู้รอบรู้ ได้ทรงบัญญัติกฎเกี่ยว กับความดีความชั่วไว้ว่า ขั้นที่หนึ่ง จงเว้นความชั่วเสีย ขั้นที่สอง จงทำความดี ให้เต็มเปี่ยม ดั่ง ขั้นที่สาม จงชำระจิตให้หมดจดเสียจากความ ยึดถือ ทั้งในสิ่งที่ดีและชั่ว

น.439 เรื่องนี้ผู้อยู่ในภูมิต่ำจะฟังไม่เข้าใจ และเห็นไปว่า เป็นคำที่กลับกลอก หรือสอนให้สร้างแล้วกลับสอนให้ ทำลายเสีย. แต่ที่แท้ไม่เป็นเช่นนั้น. ภูมิหรือสถานะแห่งจิต มนุษย์เรามีเป็นชั้น ๆ และมีชั้นของตัวเอง ทั้งเป็นการยาก อย่างยิ่งที่จะเข้าใจถึงภูมิที่สูงกว่า ที่ตัวยังไม่ลุถึง เช่น เดียวกับเด็กทารกไม่อาจเข้าใจได้ว่า กีฬาที่เป็นของชั้น ผู้ใหญ่จะมีความสนุกอย่างไร ผู้เล่นหุงข้าวหุงแกงของตนก็ ไม่ได้ฉันนั้น. ในหมู่มนุษย์ที่มีภูมิอันต่ำที่สุด ย่อมทำชั่ว พวกนี้จึงต้องการเพียงให้เว้นชั่ว, พวกที่สูงขึ้นมาหรือชั้น กลาง ตามธรรมดาก็ไม่ค่อยจะทำชั่วหรือไม่ทำอยู่แล้ว พวกนี้ต้องการขั้นที่ให้ทำดีให้เต็มเปี่ยม กระทั่งถึงเป็นความ ดีชั้นพระเป็นเจ้า. ส่วนพวกสุดยอดนั้น ต้องการจะพ้นออก ไปอิก เพื่อไม่ "แบกตัวเอง" ไว้ดังกล่าวแล้ว จึงมีการ หลุดลอยขึ้นไปอยู่เสียเหนือความดีและความชั่วทั้งมวล ซึ่ง ยากที่คนชั้นที่ยังติดดีติดชั่ว จะเข้าใจได้ว่าจะเป็นไปได้

น.440 ย่างไร หรือดีกว่าสูงกว่าอย่างไร. แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ เขาได้ลุถึงยอดสุดของความดีแล้ว ก็จะมองเห็นทาง ไปต่อไปอีกได้เอง หรืออย่างน้อยที่สุด จะต้องซึม ซาบด้วยตัวเองว่า การติดอยู่ในความดีนั้น มิใช่ความ รอดพ้นหรือความอิสระที่เด็ดขาดจริง ๆ มันเพียงแต่รอดไป จากโทษของความชั่วหรืออิสระจากสิ่งชั่วเท่านั้น แต่ยังคง ติดในความดีอยู่ ซึ่งเป็นการติดชนิดที่รู้ยาก ไม่แสดงอาการ เจ็บปวด หรืออาการหยาบ ๆ อย่างใดเลย, ต้องอาศัยปรีชา ในชั้นสูง จึงจะมองเห็น ที่แท้จริง ความต้องการให้เลื่อนขึ้นไปอีกชั้น หนึ่ง คือให้พ้นจากดีและชั่วนี้ ก็เป็นความต้องการ ของธรรมชาติ หรือเป็นไปตรงตามกฎธรรมชาติ เหมือนกัน แต่เป็นขั้นสุดยอด. วิวัฒน์ของธรรมชาติ ตามที่เห็นกันอยู่ได้ทั่วไปนั้น ก็เห็นกันอยู่แล้วว่า สิ่งทั้งปวง จะค่อยดีขึ้น ๆ จนดีที่สุด. แต่ว่าเมื่อดีที่สุดแล้วจะไปข้าง

น.441 ไหนอิก. การที่จะกลับย้อนมาเลวใหม่นั้น ก็เป็นการวนไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ที่เราเรียกกันว่า วัฏฏสงสาร. ถ้าจะให้ หลุดไปจากโซ่ตรวนอันนี้เล่า เราจะทำอย่างไร. ครั้งแรกที่ เราจะนึกได้ตามความคิดที่ง่าย ๆ แต่ถูกต้องที่สุดก็คือว่า ออก ไปนอกวงเสีย อย่าอยู่ในวงที่จะวนเวียนอยู่ในความดีและ ความชั่ว มนุษย์เราทุก ๆ คนจึงมีนิพพานเป็นจุดปลายทาง จะต่างกันบ้างก็แต่ที่จะถึงจุดนี้ช้าหรือเร็วกว่ากันเท่านั้น. การ ที่จะลุถึงจุดปลายทางอันนี้ ก็ต้องผ่านมาแล้วทั้งดีและชั่ว จนรู้จักมันดีเต็มที่ทั้งสองอย่าง และถอนตนออกมาเสียให้ เป็นอิสระ. ความชั่วเหมือนของขม ความดีเหมือนของ หวาน แต่ทั้งสองอย่างไม่ใช่ของปลอดภัย เพราะความขม ทำให้ไม่พอใจ. ความหวานทำให้พอใจหรือหลงติด เมื่อ ยังพอใจก็ไม่พ้นไปจากความยึดถือหรือหลงติด, ความเสื่อม กับ ความเจริญ, ความแพ้ กับ ความชนะ เหล่านี้ ก็เป็น ไปทำนองเดียวกัน มันหาใช่ความรอดพ้นหรืออิสระชั้นสูง สุดไม่. ต่อเมื่อได้ข้ามพ้นไปเสีย ไม่มีเสื่อม ไม่มีเจริญ

น.442 มีแพ้ ไม่มีชนะ นั่นแหละ จึงจะเป็นยอดสุดของความ พ้น และเป็นความบริสุทธิ์แท้จริง. แต่เมื่อเราไม่มีคำอื่น นอกจากคำว่า ดี คำนี้มาใช้เป็นชื่อเรียก เราก็ต้องใช้คำว่า "ดี" นั้นเองเรียกซ้ำลงไปอิก ทำให้ฟังยาก. และโดย เฉพาะอย่างยิ่ง ตามโวหารชาวบ้าน เรามีแต่คำว่า "ดี" กับ "ชั่ว" เท่านั้น. เมื่อพูดว่า ยังมีดีอีกชนิดหนึ่ง ซึ่ง พ้นหรือนอกออกไปเสียจากความดี ดังนี้ ยากที่จะฟังเข้าใจ. อย่างไรก็ตาม ในที่สุดเราจะจับใจความได้อย่าง หนึ่งว่า ดี กับ ชั่วสองอย่างนี้ มันมีได้เฉพาะในเมื่อ ยังมีตัวเรา หรืออัตตาที่เป็นตัวเราเท่านั้น. ความดีและ ความชั่ว ตั้งอาศัยอยู่บนตัวเรา. เพราะฉะนั้นปรัชญา ที่ยังมีตัวเรา จึงเป็นปรัชญาที่ยังมีเชื้อแห่งความยึดตัว ของตัว เหลืออยู่เพราะความอยากมีตัวเรา เพื่ออยู่ เป็นสุข หรือดี หรือเจริญ อยู่ตลอดอนันตกาลนั่นเอง. ถึงแม้จะเอาเป็นว่าตัวเราหรืออัตตาตัวนั้น มิได้เป็นผู้หรือสิ่ง ที่มีความรู้สึก, แต่ความรู้สึกของผู้ที่บัญญัตินั่นเอง ยังมี

น.443 ความหลงยึดถือในตัวเราที่เคยยึดถือมาแต่เดิม เหลืออยู่บาง ส่วน ทำให้คอยจ้องจะตะครุบเอาสิ่งที่ตนเห็นว่าดีที่สุดมา เป็นตัวเราเสมอ. และอันนี้เอง เป็นเหตุให้เกิดความยึดถือ อันใหม่หรืออันสุดท้าย ยึดเอาสภาพที่พ้นจากความดีความ ชั่ว หรือที่เป็นแดนที่เข้าไปดับของความดี ความชั่ว ว่า เป็นตัวเรา หรืออัตตาของเรา ขึ้นมา. แต่แท้ที่จริง เมื่อ กล่าวด้วยแนวแห่งการปฏิบัติจริง ๆ แล้ว ย่อมขัดอยู่ใน ตัวเองคือ ถ้าผู้ใดก็ตาม เป็นผู้มีจิตหลุดไปจากความดี ความชั่วแล้วจริงๆ เขาย่อมจะไม่กล่าวเอาสภาพอัน นั้นว่าเป็นตัวตนได้, โดยทำนองเดียวกัน เมื่อเขายัง กล่าวได้ เขาก็ยังไม่ใช่ผู้พ้นไปจากความดีความชั่ว เป็นแต่กล่าวอนุมานเอา และกล่าวด้วยอำนาจความ ยึดถือที่เหลืออยู่เป็นชิ้นสุดท้ายนั้นเอง. จะอย่างไรก็ตามเราเห็นกันอยู่แล้วว่า ตามประวัติ- ศาสตร์นั้น พุทธปรัชญาแห่งความไม่มีตัวตนหรืออนัตตานี้ เกิดขึ้นภายหลังปรัชญาอันว่าด้วยตัวเอง หรืออาตมันของ

น.444 อุปนิษัท ในอินเดีย ปรัชญาอุปนิษัทก็เกิดขึ้นมาภายหลังลัทธิ ถือพระเป็นเจ้า และความเข้าอยู่กับพระเป็นเจ้าในแดน สวรรค์. และลัทธิถือพระเป็นเจ้าเหล่านี้ เกิดขึ้นหลังจากลัทธิ ถือวัตถุตามธรรมชาติ ที่น่ากลัว เช่น ไฟ พายุ ฟ้า เป็นต้น อิกต่อหนึ่ง. เมื่อย้อนกลับขึ้นไป กล่าวจากเบื้องต่ำ ตั้งแต่ สมัยป่าเถื่อนของโลก คนบ่ารู้จักกันอย่างสูงก็แต่กลัวฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ดวงวิญญาณของเขา ถูกคุกคามอยู่ด้วยความกลัว จึงพากัน อ้อนวอน และ นับถือ ตามที่จะนึกได้. แม้กระทั่งต่อมาถึงยุคที่เกิดเชื่อว่ามีเทวดาประจำสิ่งต่างๆ เช่น ไฟ ลม น้ำ เป็นต้นเหล่านั้น และอ้อนวอนมุ่งตรงไปยัง เทวดาเหล่านั้นแล้ว ก็ยังไม่แตกต่างกัน, ล้วนแต่เป็นเพียง ลัทธิที่เป็นไปตามอำนาจความกลัว หรือลัทธิศาสนาขั้นที่ยัง เป็นทารกของโลก. ครั้นต่อมามีความรู้สูงขึ้นเลิกความเชื่อ ในวัตถุและบุคคลสมมติเหล่านั้นเสียแล้ว ยึดเอาตัวธรรมะ เป็นเครื่องจูงวิญญาณ เพื่อให้มันลุถึงสภาพที่พ้นทุกข์ ก็ ทำกันไปได้ตามที่จะมองเห็นและเจริญขึ้นเป็นลำดับมา ตั้ง

น.445 ๑๓๓) มัคคุเทศก์ของวิญญาณ ต้นแต่รู้ว่าสำคัญอยู่ที่ใจ. ครั้งแรกค้นพบ ความสงบ อารมณ์ ว่าเป็นเครื่องพ้นทุกข์ ก็เกิดมีการเจริญฌาน หรือสมาธิกันยกใหญ่. ครั้นต่อมาค้นพบว่า ต้องเป็น ความรู้ของใจ จึงจะพ้นทุกข์ เพียงแต่ความบริสุทธิ์ เพราะสงบนั้น ยังไม่ใช่ที่สุด จึงเกิดมีการเจริญปัญญาหรือ วิปัสนา ที่ค้นคว้าหาหลัก และเกิดหลักปรัชญาขึ้นตามหลัก แห่งเหตุผล. ใจความของปัญหามีอยู่แต่เพียงว่ารู้หรือแจ่ม แจ้งในใจอย่างไร หรือตามที่เป็นจริงอย่างไร จึงจะไม่ทุกข์. มีผู้ค้นพบคำตอบต่าง ๆ กัน. บางพวกว่าป่วยการคิดอย่าง อื่น, คิดว่าไม่มีอะไรเสียเลยก็แล้วกัน ทำหรือคิดอย่างไรก็ ไม่เป็นอันทำ: บางพวกว่าชีวิตหรือวัฏฏสงสารนี้ มันหมุน ไปหาที่สุดจบของมันเอง อย่าดิ้นรนขวนขวายเลย มันจะ เร็วหรือช้ากว่ากำหนดของมันไปไม่ได้ เช่นเดียวกับด้ายที่ เราจับปลายไว้ข้างหนึ่งแล้วขว้างไป มันคลี่ไปพลางกลิ้งไป พลาง ครั้นหมดกลุ่มเข้ามันก็หมดเองฉันใด สงสารวัฏหรือ ความเวียนว่ายของชีวิตก็ฉันนั้น. และยังมีลัทธิซึ่งมีมติ

น.446 อื่น ๆ อีกมากมาย. จวนจะถึงสมัยพุทธกาล มีมติของ อุปนิษัทเกิดขึ้นค้นพบอาตมัน หรือธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่มี ปรากฏการณ์ เข้าใจยากเพราะตรงกันข้ามกับโลก ไม่มี อะไรสร้างหรือปรุงแต่งอาตมันนี้ได้ แต่คงมีอยู่ทุกเมื่อ และ สิงอยู่ในที่ทั่วไป เป็นเสมือนหนึ่งดวงวิญญาณของสากล โลก และสอนว่าถ้าใครทำจิตใจให้หมดจดจากอวิชชาแล้ว จะมองเห็นอาตมันนี้ด้วยปัญญาจักษุ และในขณะนั้นใจของ ผู้นั้นก็เป็นสุขถึงที่สุดด้วย. แต่ในที่สุดพระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้น และตรัสรู้ ทรงพบหลักสืบไปว่า ธรรมชาติที่เขาเรียกว่า อาตมันนั้น เป็นธรรมชาติที่มีอยู่จริง แต่หาใช่สิ่งที่ควรเรียก อัตตา หรืออาตมันไม่ เพราะมันเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวผู้ หรือตัวกรรตุการกที่จะกระทำนั่นทำนี่ได้ หรือตัวกรรมการ ที่จะถูกใครทำอะไรให้ได้ มันเป็นธรรมหรือธรรมชาติล้วนๆ เช่นเดียวกัน อย่าไปสำคัญเอาว่ามันเป็นตัวตนเลย. การ เพ่งจ้องหรือมุ่งหาอาตมันเช่นนั้น เป็นการมุ่งด้วยความยึด ถือ หรืออุปาทานอันหนึ่งเกินไป ให้เพ่งจ้องหาเพียงว่าใจ

น.447 ของตนปล่อยวางสิ่งทั้งปวงแล้วหรือยัง หมดความยึดถือว่า ตัวตนในสิ่งทั้งปวงแล้วหรือยัง, ถ้าหมดแล้วก็จะไม่อยาก อย่างใดหมด จะเป็น อยากได้ อยากมี อยากเป็น หรือ อยากไม่ให้มีไม่ให้เป็นก็ตาม. ทุกคนจงคอยกำหนดใจของ ตัวเอง ว่าใจของตนถึงสถานะอันว่านี้แล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ ถึง ก็ดำเนินตามหลักแห่งอัฏฐังคิกมรรคให้มากขึ้นจนกว่าจะ ถึงเท่านั้น. โยคาวจร ในพุทธศาสนาทุก ๆ ท่าน จึงมีจุดที่ หน่วงเหนี่ยวคือนิพพานอันเป็นที่ดับของความยึดถือว่าตัวตน ที่ดับของกิเลส หรือความทุกข์ อย่างเดียวเท่านั้น ครั้น ทุกข์ดับหมดก็รู้ ได้เอง ทั้งรู้จักสภาพอันเป็นที่ดับของความ ทุกข์นั้นด้วย - แต่มิได้ยึดถือหรือสำคัญเอาว่าสภาพอันนั้น เป็นตัวตนหรืออาตมันแต่อย่างไร เป็นธรรมชาติล้วนๆ ที่ ใครก็ไม่ควรยึดถือ เช่นเดียวกับสิ่งอื่นที่ได้ปล่อยวางมาแล้ว โดยลำดับ. สิ่งนี้มีอยู่เองแล้ว เมื่อเราพบเข้าเราก็ไม่ยึดถือ มันเท่านั้น ถ้าไปยึดถือเข้าใหม่อิก ก็ยังไม่ได้หลุดพ้น

น.448 เด็ดขาด จะต้องปล่อยวางอีกครั้งหนึ่ง. สำหรับข้อนี้มีหลัก พุทธภาษิตว่า " วางภาระหนักเสียแล้ว ไม่จับฉวยเอาสิ่ง อื่นขึ้นมาถือเป็นภาระอีกต่อไป. ถอนตัณหาเสียได้พร้อมทั้ง รากเง่า ก็เป็นผู้ดับเย็นสนิท"๑ และสำหรับการปฏิเสธ ทุก ๆ สิ่ง ว่ามิใช่อัตตา หรือควรถือว่ามันเป็นอัตตานั้น มี พุทธภาษิตว่า " ธรรมหรือสิ่งทั้งปวงมิใช่อัตตา"๒ และว่า "ธรรมทั้งปวงเป็นสิ่งที่ไม่ควรเข้าไปยึดถือเอา"๓ และคำว่า ธรรม ย่อมหมายถึงทุก ๆ สิ่ง ทั้งที่เป็นประเภทที่มีสิ่งอื่น ปรุงแต่งขึ้น และประเภทที่มีอยู่ได้เองโดยไม่ต้องมีอะไร ปรุงขึ้น เช่นพระนิพพาน หรือสภาพอันเป็นที่ดับสิ้นของ ความทุกข์นี้ด้วย. ๑. นิกฺขิบีต์วา ครุํ ภารํ อญฺญํ ภารํ อนาทิย, สมูลํ ตัณฑ์ อฺฺย์ห นิจฉาโต ปรินิพฺพฺโต. ๒. สพฺเพ ธมฺมา อนฺตตา ๓. สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย. TY 10

น.449 กล่าวโดยเฉพาะ มติแห่งอุปนิษัทมีอาตมัน และ บรรยายลักษณะไว้เป็นอสังขตะคล้ายกับนิพพานของพุทธ- ศาสนา ทั้งนี้ก็เพราะว่าปรัชญาสายนี้ ได้ไต่มาตามหลักที่ ถือว่าต้องมีตัวเรา. เมื่อค้นพบเป็นครั้งแรกว่า กายกับใจนี้ ไม่ใช่ตัวเราเสียแล้ว ก็อัศจรรย์และกระตือรือร้นว่า ถ้า ดังนั้นตัวเราอยู่ที่ไหนเล่า. ก็การที่หาว่าร่างกายและใจมิใช่ ตัวเรานั้น ก็เพราะมันเป็นเพียงของที่ถูกปรุงขึ้นจากส่วน ย่อย ๆ ต่าง ๆ และเป็นมายาเกิดมาจากสิ่งอื่น. การค้นหา ต่อไปจึงมีประเด็นหนักไปในทางที่ว่า อะไรเล่าคือตัวเราหรือ อาตมัน ต่อมาค้นไปพบธรรมประเภทที่เป็นอสังขตะ ซึ่ง อาจทราบได้แม้โดยอนุมานว่า มันมีลักษณะตรงกันข้ามจาก ร่างกายและใจ ซึ่งเป็นมายาทุก ๆ อย่าง และสิ่งที่ว่านี้มีอยู่ ในที่ทั่วไป เพราะว่าอาจค้นพบได้ในที่ทุกแห่ง จึงปลง ความเชื่อลงอย่างเด็ดขาดว่า นี้แล้วคืออาตมันหรือตัวเรา.

น.450 "ตัวเราอย่างใด ท่านก็เป็นอย่างนั้น, พรหมอย่างใด เราก็อย่างนั้น," ซึ่งหมายความว่าเรามีตัวเราตัวเดียวกัน หรืออย่างเดียวกัน. พรหมนั้นหมายถึงอาตมันในที่ทุกแห่ง นั่นเอง. มติอันนี้คล้ายกับพุทธศาสนาที่สุด ต่างกันก็แต่ว่า เขามีตัวอาตมันเป็นผู้ถูกสิ่งต่าง ๆ เช่นถูกโลกิยธรรมเป็นต้น หุ้มห่อเอา และในที่สุดหลุดออกมาได้. จิตเป็นผู้รู้จักอาตมัน ที่หลุดออกมาแล้ว. ส่วนพุทธศาสนา ไม่มีตัวอาตมันเช่นนั้น มีแต่จิตที่ถูกกิเลสหุ้มห่อ และหลุดพ้น และจิตรู้จักตัวมัน เองว่าพ้นแล้ว (คือไม่มีตัวเรา หรือ อาตมันไหนอิกเป็นผู้หลุด พ้น ), และหลุดพ้นหมายถึงมันพบกับนิพพาน ซึ่งและแล้ว จิตเองจะได้ดับความรู้สึกว่ามีตัวเองสนิทไป. ไม่มีทุกข์ เกิดขึ้นได้อีก, ( มิใช่มีอาตมันเป็นตัวคงอยู่ตลอดอนันตกาล เหมือนมติของอุปนิษัท ). ตามหลักแห่งพุทธศาสนา ตัวเราที่แท้ จริงนั้นไม่มี มีแต่สมมติเรียกกันขึ้นเองตาม

น.451 อำนาจสัญชาตญาณของสัตว์ ที่ยังมีอวิชชา คือ ความไม่รู้จักสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง. ตลอด เวลาที่พูดกันว่า เรา เขา นายนั้น นายนี่ แม้ที่สุด แต่ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า "ตนเป็น ที่พึ่งของตน" ดังนี้ก็ดี ย่อมหมายเอาตนแห่ง มายานี้เท่านั้น เพื่อให้ตนแห่งมายานี้ รีบช่วย ตัวของตัวนั่นเอง. ตัวเราโดยสมมติหรือมายานี้ คือความลุกโพลง ๆ ขึ้นมาด้วยอำนาจความ ประชุม พร้อมกันของสิ่งหรือธรรมประเภทที่ เป็นตัวเหตุ และที่เป็นตัวปัจจัยสนับสนุน. ถ้า จะถามว่าเหตุอันแรกที่สุดนั้นมาจากที่ไหนเล่า เช่นนี้ ก็เป็นปัญหายุ่งยากเช่นเดียวกับที่ถ้าเรา จะถามพวกอุปนิษัทว่า ก็อาตมันนั้นมาจากไหน เล่า. พระพุทธเจ้าตรัสว่า สิ่งที่เลยเหตุอันแรก นั้นไป จัดว่าเป็นสิ่งที่เกินไปกว่าสิ่งที่ควรจะรู้ เสียแล้ว เรารู้เพียงเท่าที่จะทำความทุกข์ ที่ลุก

น.452 ขึ้นมานี้ ให้ดับสนิทไปได้ก็พอ. แต่คำตอบที่ ง่ายที่สุดเราพอจะหาได้ว่า ความมืดมิด เพราะ ไม่มีดวงอาทิตย์ ดวงดาว และอื่น ๆ ทั้งหมด ในสากลจักรวาลนี้ ซึ่งมันมีอยู่เองตามธรรม- ชาตินั้น มันมาจากไหนเล่า. สมมติว่าถ้าอย่า มีอะไรทั้งหมดในโลกนี้ ให้มีแต่ความว่างอย่าง เดียว แล้วความมืดเพราะไม่มีแสงสว่างนั้น เราก็รู้ ไม่ได้ว่ามันมาจากไหน; ข้อนี้ฉันใด ความมืดในทางจิตคืออวิชชา หรือสภาพอัน ปราศจากความรู้ ก็ฉันนั้น : เรารู้ ได้แต่เพียงว่า ถ้ามันไม่มีความรู้ มันก็ต้องว่างจากความรู้หรือ ไม่รู้, และสภาพอันนี้เอง เป็นเหตุอันแรกที่สุด ของสิ่งทั้งปวง บรรดาที่วิวัฒน์งอกงามเป็นสิ่ง นั้นสิ่งนี้ขึ้นมา ซึ่งมีกาลเวลาเป็นส่วนช่วยอัน สำคัญส่วนหนึ่งด้วย.

น.453 วิญญาณที่หลุดแล้วจากการหุ้มห่อของอวิชชา จึงสามารถเป็นผู้นำของวิญญาณอื่น ๆ ที่ยังไม่หลุด, และนำไปสู่ความหลุดจากอวิชชาอันเป็นกรงขัง หรือ แดนจำกัดเขตของวิญญาณที่ยังมืดมนนั่นเอง. พุทธทาส ๑๐ พ.ค. ๘๕

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต