น.454 ปัญหายุ่งยาก เกี่ยวกับการถือพระรัตนตรัย บรรยายโดย พุทธทาสภิกขุ คำว่าพระไตรรัตน์ หรือพระรัตน- ตรัย ซึ่งแปลว่า แก้วทั้งสาม นั้น ในวง พุทธศาสนาเรา ใช้หมายเอาวัตถุที่สำคัญที่ สุดสามอย่างคือ พระพุทธเจ้า, พระ- ธรรม, พระสงฆ์, ที่ได้เรียกว่าแก้วก็ เพราะว่า ใครมีไว้ด้วยความรู้จักหรือ เข้าใจ ย่อมจะนำความอิ่มเอิบมาสู่ผู้นั้น เช่นเดียวกับผู้ที่รู้จักค่าของเพชรพลอย มี เพชรพลอยก็อิ่มเอิบว่าตนเป็นผู้ร่ำรวยและมี ความสุขดุจกัน, แต่มิได้หมายความว่ามีไว้ อย่างกะไก่ได้พลอย แห่งนิยายอิสป.
น.455 เมื่อสังเกตตามที่เรารับถือกันอยู่ในทุกวันนี้ ดูเหมือน ว่าสิ่งที่เรียกว่า พระรัตนตรัยนั้น ถูกแบ่งออกเป็นสอง ประเภทเสียแล้ว ทั้งที่ผู้แบ่งเองก็ไม่รู้ สึก, จึงเกิดมีพระ รัตนตรัยชนิดที่เป็นส่วนเปลือกผิว และพระรัตนตรัยที่เป็น เนื้อแท้ขึ้น. แต่ถึงอย่างไรก็ตามนับว่า เป็นคุณประโยชน์ ด้วยกันทั้งสองอย่าง, ทั้งนี้ก็เพราะว่า คนเรามีทั้งโง่และ ฉลาด ทั้งที่ชอบลวงตัวเองและไม่ชอบ; จึงเป็นอันว่า เปลือกของพระรัตนตรัยนั้น มีไว้สำหรับเด็ก ๆ หรือ ผู้ใหญ่ที่มีมันสมองอย่างเด็ก, แต่ต้องยอมให้เขาเรียกว่า องค์พระรัตนตรัยเหมือนกัน จะเรียกว่าเปลือกพระรัตนตรัย ไม่ได้เป็นอันขาด. ส่วนเนื้อแท้ของพระรัตนตรัยนั้น เรา มีไว้สำหรับผู้ใหญ่ที่ลืมตาแล้วโดยทั่วไป และโดย เฉพาะสำหรับผู้ที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ เหมือนกันกับ พวกแรก. เพราะว่า ผู้ที่เป็นพระอรหันต์เสียแล้ว ย่อม หาต้องการพระรัตนตรัยไม่.
น.456 ที่จัดเป็นส่วนเปลือกนั้น หมายถึงวัตถุ ที่ผู้มี ปัญญาตื้น ๆ เข้ายึดถือเอาว่าเป็นองค์พระรัตนตรัย : สำหรับพระพุทธเจ้า เปลือกก็คือรูปกายที่เป็นเนื้อหนังของ พระองค์นั่นเอง ตลอดลงมาถึงพระพุทธรูปพระบรมธาตุ แม้ที่สุดแต่ต้นโพธิ์เป็นต้น, สำหรับพระธรรม ได้แก่เสียงที่ คนเราสวดพระธรรม ตู้พระธรรม ตำราพระไตรปิฎกและ วัตถุอื่น ๆ ที่พากันกราบไหว้แทนพระธรรม, สำหรับพระ สงฆ์ ก็ทำนองเดียวกัน ได้แก่รูปกายของผู้ที่บวชเป็น นักบวชตลอดถึงสิ่งอื่น ซึ่งเป็นเครื่องหมายของนักบวช. ที่เป็นส่วนเนื้อแท้ นั้น หมายถึงตัวสิ่งนั้นจริง ๆ อันนักศึกษาจะมองเห็นได้ด้วยปัญญาจักษุ : สำหรับพระ- พุทธเจ้า คือตัวปัญญาหรือความรู้ ที่ทำให้เราหมดทุกข์ หมดเศร้าหมอง หมดสงสัย ร่าเริงเป็นสุขอันแท้จริงได้ไม่ ว่าจะเป็นตัวปัญญาที่มีอยู่ในพระพุทธเจ้าองค์นี้ หรือองค์ ไหนย่อมเหมือนกันหมด สำหรับพระธรรม คือตัวความจริง
น.457 หรือกฎอันยุติธรรมแท้ ของวิธีดับทุกข์บรรลุสุขนั้น ๆ อัน พระพุทธเจ้าได้ค้นพบ. สำหรับพระสงฆ์คือ ดวงปัญญา ของผู้ ที่ได้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว รู้แจ้งความพัน ทุกข์เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า แปลกกันเพียงที่ไม่ได้ค้นพบ ด้วยตนเอง เหมือนพระพุทธเจ้า หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่ง อย่างสั้น ๆ ว่า ดวงจิตที่กำลังประกอบด้วยปัญญา เครื่อง ค้นพบความจริงอันประเสริฐโดยตนเอง นั้นเป็นพระพุทธเจ้า, ตัวความจริงนั้น คือพระธรรม, และดวงจิตของผู้ที่รู้ตาม พระพุทธเจ้า กำลังประกอบด้วยปัญญาเป็นส่วนเครื่องพ้น ทุกข์อย่างเดียวกัน นั่นเป็นพระสงฆ์ และพึงเข้าใจว่า นาม ว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เหล่านี้ เป็นคำซึ่ง สมมติ ขึ้นเพื่อใช้เรียกสิ่งสำคัญทั้งสามอย่างนั้น. และสมมติ ขึ้นโดยผู้ที่รู้จักหรือเข้าใจในสิ่งทั้งสามนั้น เป็นอย่างดี. ที่เป็นส่วนซึ่งยังรวมกันอยู่ คือที่ยังไม่ได้แยก เปลือกและเนื้อออกจากกัน ก็คือความที่สิ่งนั้น ๆ ถูกเพ่งมอง อย่างรวม ๆ กันไปทั้งตัวจริงของสิ่งนั้น และวัตถุที่สิ่งนั้น
น.458 เข้าตั้งอาศัย, เป็นการมองของผู้ ที่อยู่ในระดับปานกลาง ไม่เพ่งไปแต่ฝ่ายรูปหรือฝ่ายนาม เพียงด้านใดด้านหนึ่ง, เหมาะทั้งคนธรรมดาและคนฉลาด จะมองตามเห็นตามได้ ง่าย ๆ สำหรับการมองทำนองนี้ พระพุทธเจ้า ก็คือองค์ พระพุทธเจ้ารวมหมดทั้งจิตใจ หรือปัญญาซึ่งแนบเนื่องอยู่ ในกายนั้น, พระธรรม ก็คือตัววัตถุเหล่าใดเหล่าหนึ่ง อัน เป็นเครื่องสะดุดตา สะดุดใจคนผู้พบเห็น ช่วยให้เขาเข้าใจ ต่อกฎความจริงของความพ้นทุกข์ รวมทั้งตัวความจริงอัน เขาจะพบได้โดยอาศัยสิ่งนั้น, แม้ที่สุดแต่ความจริงส่วนใด ส่วนหนึ่ง ซึ่งเขาจะค้นพบได้ในการงานที่เขาเคยกระทำมา แล้ว หรือในการศึกษาปริยัติของเขาก็ตาม, และพระสงฆ์ ก็คือรูปกายพร้อมทั้งจิตอันบริสุทธิ์และปัญญาอันมีอยู่ในกาย นั้น ของผู้ที่รู้ธรรมตามอย่างพระพุทธเจ้า, ตามที่รับปฏิบัติ มาจากพระพุทธเจ้า โดยไม่ต้องค้นเอง. ทั้งที่ความจริงนั้น มีอยู่ว่าเปลือกนั้นเป็นอย่างหนึ่ง เนื้อแท้เป็นอิกอย่างหนึ่งก็ตาม เรามักเรียกสิ่งนั้นทั้งสองสิ่ง
น.459 รวมเป็นสิ่งเดียวกัน. คือเรียกรวมทั้งเปลือกและเนื้อของมัน ว่า เป็นสิ่งนั้น ๆ , เช่นเราเรียกทั้งเปลือกและเนื้อของมันว่า ทุเรียน เป็นต้น, หากให้ชี้ถึงคุณสมบัติที่ควรจะได้รับเกียรติ เป็นเจ้าของชื่อนั้นแล้ว ใครก็ตามจะต้องชี้ ที่เนื้อทุเรียนซึ่ง รับประทานได้นั่นเอง. แต่เพื่อเข้าใจง่ายๆ เรารวมเรียก ทั้งหมดนั้นว่าทุเรียน ซึ่งแปลกว้างไปถึงต้นทุเรียนก็ได้ ปล่อยให้ผู้มีดวงตา ค้นหาหัวใจของคำว่าทุเรียนเอาเอง. และทุกคนแม้จะมีปัญญาต่ำเพียงไร เขาก็ย่อมอยากที่จะให้ ส่วนที่กินได้นั่นแหละเป็นหัวใจของคำว่าทุเรียนแท้, ความ เข้าใจของคนทุกคนย่อมลงรอยร่วมกันดังนี้ แม้ที่สุดแต่ กระรอกระแต ก็คงเหมือนกันหมด. สำหรับพระรัตนตรัยนั้น หัวใจที่แท้มีเพียงอัน เดียว, หมายความว่าทั้งสามนั้น เป็นอันเดียวกัน ตรงกันกับลักษณะ ตรีเอกานุภาพของ (Trinity) ของ คริสตศาสนา, ของที่ว่ามีสิ่งเดียวนั้น คือ พระธรรม. คนเป็นพระพุทธเจ้าได้ ก็เพราะพระธรรมซึ่งมีอยู่ในตน และ
น.460 ตนค้นพบด้วยตน, พระธรรม คือ สภาพที่มีอยู่เองทั่วไป ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด, ไม่เป็นอดีต อนาคต หรือเป็นปัจจุบันกะใครได้, เพราะเป็นเพียงตัวกฎความจริง ที่ครอบงำโลกอยู่ โดยทั่วไปเท่านั้น เข้าไปสิงอยู่ในบุคคล ผู้ใด ผู้นั้นก็แปรรูปจากเดิมทันที, พระสงฆ์เล่า เป็น พระสงฆ์ขึ้นมาได้ ก็เพราะพระธรรมที่ตนน้อมนำมาใส่ตน ตามวิธีที่พระพุทธเจ้าสอนให้ เช่นกับที่พระองค์ทำแก่พระองค์ เอง, จึงไม่มีอะไรแตกแยกออกไปจากกันได้ ทั้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยหัวใจ. แต่เพื่อให้เห็นชัดเจน เข้าใจง่าย ยึดถือเอาได้ง่ายๆ สำหรับผู้ที่จะเข้ามาถือพระรัตนตรัย ซึ่งยังใหม่อยู่. จึงมี การแยกชี้ให้เห็นชัด ๆ เป็นสามอย่าง, ให้แตกต่างกันออกไป โดยวัตถุที่ตั้ง อันเป็นฝ่ายรูปธรรม (Material), ทั้งที่สาม สิ่งนี้เป็นอันเดียวกันโดยความจริงอันสูงสุด (Ultimate Truth). และแม้จะได้แยกออกเป็นสามอย่างเพื่อให้เป็นการ ง่ายแก่ผู้ที่ยังใหม่ในการที่จะเข้ามารับถือชั้นหนึ่งแล้วก็ตาม
น.461 นั่นยังไม่เพียงพอ, ยังต้องมีการแสดงด้วยเปลือกเป็นขั้นแรก แสดงด้วยเนื้อแท้ เป็นชั้นหลัง อีกขั้นหนึ่งด้วย," เพราะ ฉะนั้น กว่าเราจะมีการเข้าใจในพระรัตนตรัย โดย ผ่านเปลือกเข้าไปถึงเนื้อแล้วรู้จักทำเนื้อทั้งสามนั้นให้ รวมเป็นอันเดียวกันได้ เป็นตัวพระธรรมตัวเดียว, ตัว ซึ่งมีรัศมีแผ่ซ่านครอบงำทั่วโลก อยู่คู่กับโลก มี อานุภาพบันดาลให้สิ่งทั้งหลายเป็นไป ตรงตามกฎแห่ง ความจริงอย่างเดียว. นั้น มันไม่ใช่สิ่งที่เราคนเราโดย ทั่วไปจะทำได้ง่าย ๆ เลย. "ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นตถาคต, ทั้งที่ แม้ว่าเขาจะจับมุมจีวรของเรา เที่ยวไปไหนไปด้วยกัน ทุกวัน ก็ตาม" นี่เป็นพระพุทธภาษิตที่ตรัสแก่พระวักกลิ อันแสดงเนื้อความว่า ผู้ที่เห็นเปลือก (คือร่างกาย) ของ พระองค์นั้น หาชื่อว่าเห็นพระองค์ไม่ ผู้ใดเห็นธรรม (คือ สิ่งที่ทำพระสิทธารถให้กลายเป็นพระพุทธเจ้า) ผู้นั้นจึงจะชื่อ ว่าเห็นพระพุทธเจ้า. โดยนัยนี้เรา จะเห็นได้ชัดทีเดียวว่า
น.462 การที่จะเห็นธรรมนั้น มันมีทั้งเห็นเปลือก และเห็นเนื้อแท้ จริง ๆ. . แม้การเห็นพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นส่วนที่ได้กระจาย ออกไปจากตัวพระธรรม ก็เช่นนั้นดุจกัน. การที่พระองค์ ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต. ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม" ดังนี้ ย่อมแสดงว่า พระพุทธเจ้ากับพระ ธรรมเป็นอันเดียวกัน, ส่วนรูปกายนั้น ไม่ใช่ทั้งธรรม และ ตถาคต, เป็นเพียงเปลือกของธรรมหรือของตถาคต. การ เห็นเปลือก และเห็นเนื้อแท้จึงไม่ใช่อันเดียวกัน และแยก กันได้อย่างเด็ดขาด. แต่แม้ว่า การเห็นเปลือกกับเห็นเนื้อ จะเป็นคน ละอันเช่นนั้นก็ตาม, ในวงศีลธรรมแห่งพระพุทธศาสนา ต้องมีคู่กันทั้งเห็นเปลือกและเห็นเนื้อ. และในส่วนตัว พระธรรมเอง ก็ต้องมีทั้งเปลือกและเนื้ออาศัยกัน จึงจะเป็น ประโยชน์แก่โลกได้, หน้าที่ของเราทั้งหลายจึงมีว่า เราจะ ต้องเห็นให้ถูกให้ตรงตามที่เป็นจริง เป็นอย่าง ๆ ไปเท่านั้น เอง. ถ้ามิฉะนั้นก็จะเกิดการเกี่ยงแย่ง หรือดูหมิ่นกันขึ้น
น.463 เพราะต่างฝ่ายต่างจะถือรั้นว่า ฉันเห็นถูก ท่านเห็นไม่ถูก, ซึ่งล้วนแต่มีเหตุผลกันคนละทาง ทั้งสองฝ่าย ข้อที่ว่าจำเป็นจะต้องมีทั้งเปลือกและเนื้อนั้น คิดดู ง่าย ๆ ก็จะเห็นได้ว่า ถ้าหากว่าความหวาน ไม่ได้อาศัย น้ำอ้อยหรือน้ำตาลเป็นที่ตั้งอาศัยแล้ว มันจะปรากฏแก่ลิ้น มนุษย์ได้อย่างไร ถ้าไม่มีตุ่มหรือขวดใส่ เราจะเก็บน้ำ ไว้ได้อย่างไร, แม้ที่สุดแต่การที่เราจะเก็บมังคุดไว้รับประทาน มันจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าจะปอกเปลือกออกทิ้งเสียก่อนแล้ว เก็บเนื้อล้วน ๆ ไว้. เด็ก ๆ ไม่รู้แม้แต่เพียงว่า ในตัวเองมีสิ่งซึ่งเขา เรียกว่าจิต อันเป็นนามธรรม, จึงไม่อาจรู้จักตัวปัญญาหรือ ตัวความบริสุทธิ์ซึ่งเราจะบอกว่าเป็นองค์พระพุทธเจ้าที่แท้. แต่ถ้าบอกว่าองค์พระพุทธเจ้า ซึ่งมีประวัติเป็นเช่นนั้น ๆ หรือ จะชี้ที่พระพุทธรูปสำคัญ ๆ ในโบสถ์ ว่าเป็นพระพุทธเจ้าไป ก่อน ก็ยังเป็นการดีกว่าที่จะไม่บอกให้ยึดถืออะไรไว้เสียเลย อยู่นั่นเอง. สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่มีการใช้ความคิดนึก ก็ไม่ ต่างอะไรกันกับเด็ก จึงจัดเป็นเด็กในที่นี้ด้วย. เมื่อเป็น
น.464 ผู้ใหญ่มีความคิดนึกขึ้น ก็จะค่อยรู้จักสิ่งที่เป็นประเภทนาม ธรรมมากขึ้น อันจะเป็นหนทางให้เขารู้จักพระพุทธเจ้า ตัวจริงได้เอง; เช่นเดียวกับที่เมื่อเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ย่อม เข้าใจคำว่า “การมีลูกเมีย" ได้ดีกว่าเมื่อยังมีอายุ ๔-๕ ขวบ ฉันนั้น เหมือนกัน, แม้ไม่มีใครบอกเล่า, เป็นเพียง เขาใช้ความสังเกต หรือการศึกษาประเภทที่เป็นภายใน อยู่เสมอ. เมื่อเล็กๆ คนเราเหมาะที่จะรับคำบอกอย่างง่าย ๆ สำหรับจะได้เชื่อเพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ตกไปฝ่ายต่ำ, ขณะ นั้นเราไม่ต้องการเหตุผล เพราะเรายังไม่มีความคิดนึกใน ทางเหตุผล, ขืนให้เหตุผล หนักเข้าก็จะเห็นเป็นเซ้าซี้ยุ่งยาก เลยไม่เกี่ยวข้องเอาเสียทีเดียว. การให้เด็ก ๆ รับถือพระ- รัตนตรัย เพื่อเป็นพุทธมามกะก็อยู่ในกฎความจริงอันนี้ เราจึงจำเป็นต้องมีการถือประเภททั้งเปลือกเข้าไว้ในวงแห่ง ศีลธรรมของเราด้วย เพราะต้องการให้เด็กทุกคนถือพระ- สุ
น.465 รัตนตรัย เพื่อย้อมน้ำใจไปเสียตั้งแต่แรก. ในครั้งพุทธกาล ไม่ปรากฏว่า มีการเกณฑ์ให้ถือพระรัตนตรัย ทั้งที่ผู้ นั้นยังไม่รู้จักว่าพระรัตนตรัยคืออะไร แม้จะเป็น ผู้ใหญ่แล้วก็ตาม. เขาถือของเขาเอง และเปล่งวาจา ปฏิญาณตนเป็นผู้ถือพระรัตนตรัยออกมาจากหัวใจของ เขาเอง จึงไม่จำเป็นต้องมีการถือประเภททั้งเปลือก ซึ่งตรงกับความต้องการของเราในบัดนี้. อันเราทราบ กันอยู่ดีแล้วว่า หนักไป ในทางประเพณี มิใช่เป็น ไปเองตามอำนาจจิตใจ เพราะฉะนั้น การถือหรือ การได้อานิสงส์ของการถือหรือการประพฤติศีลธรรมนั้น จึง เกิดเป็นมีสองอย่างขึ้นตาม คือได้อานิสงส์ชนิดที่เป็นประเพณี อย่างหนึ่ง อานิสงส์อันแท้จริงอย่างหนึ่ง, เท่าเทียมกันกับ การถือ. ความจริง เนื้อแท้ของพุทธศาสนานั้น เป็นฝักฝ่าย ของเหตุผล หรือปัญญา หรือปรัชญา คือเป็นสิ่งที่เหมาะ สำหรับคนพวกฉลาด. เช่นการรับถือพระรัตนตรัย ก็ถือกัน
น.466 ฉพาะผู้ที่รู้จักพระรัตนตรัยแล้วด้วยปัญญาอย่างชัดเจนแจ่ม แจ้ง ถูกต้องตามที่เป็นจริงเท่านั้น, ครั้นมาบัดนี้เราต้องการ ให้แปรรูปมาเป็นศาสนาทั่วไป คือเป็นศีลธรรม (Moral) สำหรับคนทุก ๆ คนถือ ถือทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งโง่ทั้งฉลาด หรือปานกลาง, ตัวศาสนาที่เราจะถือ และวิธีถือของผู้ถือ ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องแปรรูปไปจากเดิม เพื่อผลอันกว้าง ขวางที่เราต้องการนั้น. เมื่อเหตุภายในหรือความจริงเปลี่ยนไปดังนี้ แต่ข้าง ภายนอกไม่ได้เปลี่ยนไปให้เหมาะสมกัน ก็เกิดการเกี่ยงแย่ง โต้เถียงแย้งกันขึ้นในหมู่นักคิดค้น, และเกิดการถืออย่าง งมงายไร้ประโยชน์ ขึ้นในหมู่ผู้ที่ไม่รู้จักถือให้ทะลุเปลือก เข้าไปหาเนื้อแท้ และทำให้เข้ากันไม่สนิทในระหว่างชนสอง พวกนี้, การถือพระรัตนตรัย ซึ่งจุดประสงค์ เพื่อเป็น ยานพาหนะ เข้าถึงพระนิพพานเปรียบประดุจพ่วงแพ สำหรับข้ามมหาสมุทร ก็กลับกลายเป็นถูกจับขึ้นใช้ แทนอาวุธสำหรับปราบปรามกันให้พ่ายแพ้ ก่อนแต่
น.467 จะออกเดินทาง นั่นเอง. พวกหนึ่งมีความรู้สูงและอวดดี ก็เหยียดและแสดงอาการขยะแขยงต่อความรู้และการถือของ อีกพวกหนึ่ง ซึ่งเป็นพวกมีความรู้ต่ำ แต่ถืออย่างยึดมั่นถือ มั่น ยอมตายกับพระรัตนตรัยทั้งที่ไม่ต้องรู้ว่าพระรัตนตรัย นั้นคืออะไรมากไปกว่าที่เขาว่า ๆ กันตามศาลาการเปรียญ ของบุคคลผู้ถือสืบ ๆ กันมาแต่โบราณเท่านั้น. ในยุคแรก ๆ โน้น ปรากฏในพระบาลีว่า ผู้ที่หลงใหลในพระรัตนตรัย เกินขีดไปก็มีอยู่บ้าง พวกนี้เรียกว่า มุทุปสันนา,๑ ยอม ถวายเมถุนธรรมแก่ภิกษุบางรูป ที่เข้าไปหลอกว่า เมถุน เป็นของหายากสำหรับภิกษุถ้าถวายจะได้บุญมาก ดังนี้ ก็มี. นั่นก็เพราะความรักพระรัตนตรัย ผิดเนื้อที่แท้ ถูก เปลือกนอก และที่ปลอมด้วย. คนชนิดนี้ ถ้าจะเทียบกันใน บัดนี้ก็เห็นจะเท่ากันกับพวกที่ยอมเอาทองหุ้มเจดีย์ หรือทั้งที่ เห็นอยู่ว่าเขาต้องเอาไปเททิ้งเพราะมากมายเหลือเพื่อ ก็ยัง ๑. พระบาลีเครสกัณฑ์ มหา. วิ. ต้นเหตุที่ทรงบัญญัติสังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๔.
น.468 จะถวายอาหารให้ที่วัดนั่นเอง แม้ว่าจะมีเพื่อนบ้านกำลังอด จวนตายกันอยู่, ลงทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จุดบูชาพระพุทธรูป หรือพระเจดีย์อย่างรุ่งโรจน์สว่างไสว ทั้งที่เพื่อนมนุษย์ด้วย กันบางเหล่ากำลังทนลำบากอยู่ในที่มืดเพราะความขาดแคลน และ ฯลฯ. นี่มิใช่ว่าบุคคลประเภทนั้น จะไม่รู้เสียทีเดียวว่า การทำประโยชน์ช่วยเหลือผู้ อื่นนั้นเป็นความดี, แต่เป็น เพราะเขาเห็นว่า การที่เขาทำเช่นนั้น ๆ เป็นการทำต่อ พระรัตนตรัย, ส่วนที่จะมาเจือจานแก่คนยากจนเหล่านี้ไม่ คุ้มกัน เพราะไม่ใช่พระรัตนตรัยหรือเนื่องกับพระรัตนตรัย ตามทรรศนะของเขา. นี่แหละ, เราจะเห็นได้ว่า การเหยียบรู้กับการ งมงายนั้น แม้จะต่างกันอย่างตรงกันข้าม มันก็เป็นผลร้าย ด้วยกันทั้งสองฝ่าย. แต่ถ้าเพ่งลงไปให้ละเอียดอีกสักหน่อย แล้ว จะพบว่าการงมงายเสียอีกยังจะได้เปรียบ เพราะคน งมงายนั้น อย่างไรเสียก็ช่วยกันบำรุงศาสนาไว้ได้โดย เปลือก, ส่วนคนเหยียบรู้ จะไม่ได้เสียเลย ทั้งโดยเปลือก
น.469 และโดยเนื้อ ส่วนมากมักเป็นพวกขี้เกียจและเห็นแก่ตนด้วย บางทีก็ทำนาบนหลังคนงมงายนั่นเอง. เมื่อเราต้องการจะให้เป็นไปอย่างถูกต้องน่าชุ่มชื่นใจ จริงๆ ก็ควรที่จะถือพระรัตนตรัยด้วยการลืมตาดู ค่อย ๆ ปอกเปลือกออกทิ้งเสียคราวละเล็กละน้อย จนในที่สุดก็เข้า ถึงเนื้อแท้ได้ ตามลำดับ ๆ เช่นเดียวกับการปอกมะพร้าว ปอกเปลือกแข็งออก, ปอกเปลือกอ่อน, แล้วต่อยกะลา จนได้บริโภคเนื้อในหรือคั้นเอาน้ำหัวกะทิออกมาได้ฉันนั้น. ถ้าเรากำลังเกาะอยู่ที่เปลือกก็ต้องรู้ว่าเราเกาะเพื่อจะเจาะให้ ทะลุเข้าไปข้างใน ไม่ใช่ต้องการเปลือก เช่นเดียวกับที่เรา ไหว้พระพุทธรูปนั้น มิใช่เพื่อแลกกับการได้ไปสวรรค์ หรือ ขอให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่เราต้องการเป็นต้น, ซึ่งเป็น เพียงการหลอกตัวเอง ให้สบายใจด้วยการที่ได้ทำความเชื่อ มั่นของตัวเองเท่านั้น. นักสอนศาสนาบางคนสอนแต่ท่อน เดียวว่า ความสบายใจเป็นบุญ หรือบุญ เป็นชื่อของ ความสบายใจ, ไม่สอนเลยไปถึงว่าเราควรคิดหรือเข้าใจ
น.470 อย่างไรต่อไป. การได้สบายใจเพราะเพียงแต่ได้ไหว้ พระพุทธรูปเช่นนั้น ยังไม่ใช่ของแน่นอนหรือถึงที่สุด, ถ้าเราเชื่อลัทธิอื่น เราอาจไหว้สิ่งอื่นก็ได้ ซึ่งจะได้ บุญ หรือ ความสบายใจนั้นเท่า ๆ กัน. แต่สิ่งที่ พระพุทธเจ้า หรือ พระรัตนตรัยจะให้แก่เรานั้น สูงกว่า นั้นมากนัก. ถ้าเราดีใจเพราะยึดถือเอาที่เปลือก บุญที่ได้ มันก็ยังเป็นชนิดทั้งเปลือกเช่นเดียวกับมีผลไม้ที่ยังปอกเปลือก ออกไม่ได้, มีความดีใจเพียงแต่ว่า เรามี ! เรามี ! ! เท่านั้น เอง. เราจะไหว้พระรัตนตรัย หรือเข้าถึงตัวพระรัตนตรัย ได้ในที่ทุกแห่งไม่เฉพาะแต่ในโบสถ์, แต่ที่เราทำเช่นนั้นไม่ ได้ก็เพราะว่า แม้ที่ชนิดที่ทั้งเปลือกเราก็ยังไม่อาจถือเอาได้ อยู่นั่นเอง. สมาชิกที่เดินไปโบสถ์เป็นแถว ๆ ก็เพราะเกรง กฎวัด หรือ กฎโรงเรียน. ใครไม่ไปถูกไล่ออกจากวัด จาก โรงเรียน, หรืออย่างน้อยที่สุดก็ยังเกรงใจครูบาอาจารย์; แม้ผู้ที่สมัครไป สมัครไหว้ด้วยตนเอง ส่วนมากก็เป็นเพราะ
น.471 ความกลัวหรือความคิดสั้น ๆ ว่า มันควรจะทำหรือจะต้อง ทำไปเท่านั้น, แทนที่จะได้ความชุ่มชื่นใจอันแท้จริง กลับ ได้มาเพียงเครื่องปลอบตัวเองว่า เห็นจะไม่ตกนรกแน่แล้ว เท่านั้น. เราจะมองเห็นได้ชัดทีเดียวว่านั่นยังไม่เพียงพอ. ยิ่งสำหรับบางหมู่บางคณะทำการไหว้พระสวดมนต์เพียงเพื่อ จดลงสำหรับรายงานผู้ใหญ่ เพื่อหาความชอบขึ้นไปเป็น ลำดับด้วยแล้วก็ยิ่งจะห่างออกไปอีกมาก เพราะทำเพียงเพื่อ ให้คนนอกสรรเสริญ มีดีอยู่บ้างก็ที่ดีกว่าผู้ที่ไม่ทำเสียเลย ทั้งโดยกายและโดยใจ. แต่นั้นเป็นการเข้าถึงบ้างเพียง เปลือกชั้นนอกเท่านั้นเอง เป็นอย่างมาก. แท้จริง เครื่องหมายแทนองค์พระ รัตนตรัย เช่นพระพุทธรูปเหล่านี้ ในเมื่อเรา ถูกทำวิธี, คือทำให้เป็นเหมือนเครื่องแวดล้อม ข้างนอก ที่จะผลักเราเข้าสู่ภายในเรื่อยไปไม่รู้ จักหยุดหย่อนแล้ว ก็จะเป็นคุณประโยชน์อย่าง ใหญ่หลวง, คือเราจะถึงพระรัตนตรัยจริง ๆ,
น.472 มื่อเราเหลือบเห็นพระพุทธรูป เราจะต้องมี ความรู้ สึกว่า ความดีที่สุด ก็คือการทำตนให้ อิสระเหนือความทุกข์ เหมือนบุคคลผู้เป็นเจ้า ของอนุสาวรีย์อันนี้ (คือพระพุทธเจ้า), และ ว่าอนุสาวรีย์นี้เองเป็นพยานเครื่องยืนยันว่า การทำเช่นนั้น ไม่นอกเหนือไปจากวิสัยมนุษย์ จะพึงทำได้ เพราะพระพุทธรูปนี้คือรูปคน ๆ เรานี่เอง. พระพุทธรูปนี้มีไว้สำหรับเป็นเครื่อง กระตุ้นเตือนผู้พบเห็นให้รู้สึกว่า วิธีที่มนุษย์จะ ชนะความทุกข์ทนหม่นหมองนั้น มีอยู่แน่ ๆ. คล้าย ๆ กับว่าพระพุทธรูปนั้นมีวิญญาณของ พระพุทธเจ้าสิงอยู่ในนั้น เพื่อคอยเตือนเราว่า "เจ้าจงทำตามอย่างที่เราทำมาแล้วเถิด." ความ จำหมายในเรื่องความเข้าใจโดยอนุมาน หรือเปรียบเทียบ, หรือเคยรู้เคยชิมมา จริง ๆ ในรสแห่งพระธรรม คือความชุ่ม
น.473 ชื่นเยือกเย็นแห่งใจนั้น ควรจะถูกเรียกมา สู่ความรู้สึก หรือซ้อมความจำนั้นให้แจ่ม แจ้งชัดเจนยิ่งขึ้น ทุกคราวที่เราสบตาต่อ พระพุทธรูป, คนที่เป็นบ้าเพราะตื่นตกใจกลัว อะไรบางอย่าง ถ้าจะมีใครคอยเอาภาพหรือสิ่ง ที่น่ากลัวนั้น คอยติดหรือขู่ให้เห็นอยู่เสมอ ไม่ ว่าจะเหลือบตาไปทางใดแล้ว, ก็มีแต่จะทำให้ เขาบ้าหนักขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ไม่รู้จัก หายบ้า; ก็เมื่อฝ่ายชั่วยังเป็นได้ถึงเช่นนี้แล้ว ทำไมพระพุทธรูปซึ่งมีอยู่ทั่วไปจะไม่ช่วยให้ ความรู้สึกที่ดีงาม อันมีอยู่บ้างแล้วในใจเรานั้น ลุกกระพือยิ่งขึ้นไปได้เล่า, หรืออย่างน้อยจะไม่ ช่วยพยุงเราไว้ให้อยู่ในระดับนั้นเสมอ. เมื่อเรา รู้สึกตัวว่า เราดีขึ้นแล้ว หรืออย่างน้อยที่สุด เราไม่ได้เลวลงดังนี้, นั่นแหละคือบุญหรือ ความชื่นใจอันได้จากการไหว้พระพุทธรูป
น.474 แทนองค์พระพุทธเจ้า, และเป็นบุญอัน แท้จริง. ไม่ต้องปรารภหรือเกี่ยวเนื่องกับคน นอก เราก็ทำของเราเองได้. ดวงจิตของเราเท่านั้น ที่สามารถ ชำแรกตัวเองเข้าไปจนถึงองค์พระรัตนตรัยโดย ผ่านทะลุทางพระพุทธรูป หรือตัววัตถุอันเป็น พุทธานุสาวรีย์อื่น ๆ; หรือโดยไม่ต้องผ่านอะไร เพราะสร้างขึ้นในดวงใจของเราเอง ไม่ว่าใน สถานที่ไหนก็ได้. ถ้าเราสามารถ, เราอาจ สร้างขึ้นได้ แม้ในโรงละคร. - สร้างตัวปัญญา อันเป็นเครื่องช่วยกระชากเราออกมาเสียจาก กองเพลิงแห่งความทุกข์และกิเลส. ดังกล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้ว่า การถึง พระรัตนตรัยนั้นก็คือการที่จิตของเราได้สัมผัสกันเข้ากับ ความแจ่มแจ้ง, ความบริสุทธิ์สะอาด. ความสุขที่เยือก
น.475 เย็นเป็นธรรมชาติ อันได้แก่ตัวพระธรรม ซึ่งมีอยู่ในจิต ของพระพุทธเจ้าหรือพระสงฆ์ หรือที่ทำบุคคลให้กลาย เป็นพระพุทธเจ้าหรือพระสงฆ์ไป นั้นเอง. ศิลปะอันนี้ ไม่ยาก สำหรับผู้ที่ เคารพหรือซื่อตรงต่อตัวเอง, (ไม่ต้อง พูดถึงต่อประชาชน, เพราะผู้ ซื่อตรงต่อตนเอง ย่อมซื่อตรง ต่อประชาชนเป็นธรรมดา). แต่ยากยิ่งนักสำหรับผู้ที่ตรงกัน ข้าม; เพราะฉะนั้นเรากล่าวได้ว่า ไม่ยาก และทั้งไม่ง่าย ด้วย. ผู้ซึ่งตรงต่อตนเองจะต้องทะลุเปลือกเข้าไปเป็นชั้น ๆ โดยเร็วเป็นแน่, แม้จะเป็นชั้นอ่อนปัญญา ก็ยังได้รับความ ชุ่มชื่นสบายใจชนิดที่สะอาดหมดจดแท้. คนซื่อตรง แม้โง่ ก็พบความบริสุทธิ์เร็วกว่าคนคดโกงแม้จะแสนฉลาดหาตัวจับ ไม่ค่อยได้ ทางโลกคนฉลาดตบตาคนได้, แต่ทาง ธรรมคนฉลาดจะตบตาพระธรรมไม่ได้. คนฉลาด ทางโกงเช่นนี้ จะต้องอบตัวอยู่กับความ สกปรก จนกว่าจะเข็ดหลาบ กลายเป็นคน
น.476 ชื่อตรงเสียก่อน จึงจะเข้าถึงความบริสุทธิ์ หรือพระธรรมนั้นได้. ขอท่านผู้อ่านทั้งหลาย จงหาความซื่อตรงต่อ ตัวเองไว้เป็นทุนให้เต็มที่เถิด อย่าคำนึงว่าท่านเป็นผู้ โง่เขลาอย่างไรเลย: เพราะความสุขที่บริสุทธิ์นั้น มี ไว้สำหรับคนซื่อตรง, ความซื่อตรงนั้นจะช่วยเป็นรอกแม่ แรง ดึงตัวท่านเข้าหาความบริสุทธิ์ ขยับเข้าไปทีละนิด ๆ โดยอาการที่ความชั่วร้ายจะมาจูงไปนอกทางไม่ได้. และ ข้อสำคัญอันหนึ่ง ที่ท่านจะต้องเห็นอย่างแจ่มแจ้งอยู่ เสมอนั้น คือ เราจะมุ่งเฉพาะความสุขที่บริสุทธิ์ บริบูรณ์, จะเป็นนักปราชญ์หรือไม่เป็น เป็นผู้สามารถ หรือไม่เป็น, ใครจะเลื่อมใสหรือไม่เลื่อมใสนั้น ไม่ เป็นปัญหา ! ขอท่านทั้งหลาย จงชำระปัญหายุ่งยากอันเกี่ยวกับ การถือพระรัตนตรัยดังว่ามานี้ ให้สะอาดหมดจด หรือ
น.477 สะอาดหมดจดยิ่งขึ้นได้สมประสงค์โดยเร็วเถิด. ข้าพเจ้า ขอ จบการบรรยายนี้ ด้วยถ้อยคำซึ่งจะขอชักชวนให้ท่าน พยายามยิ่งขึ้นทั้งทางกาย วาจา ใจ จนครบบริบูรณ์ ด้วย ความบากบั่นมั่นคงแท้ทุกคน, คือคำว่า: พุทธํ สรณ์ คฺฉามิ - ข้าพเจ้าถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นเครื่องจูงใจ. ธมฺมํ สรณ์ คฺฉามิ - ข้าพเจ้าถือเอาพระธรรม เป็นเครื่องจูงใจ. สงฆ์ สรณ์ คจฺฉามิ - ข้าพเจ้าถือเอาพระสงฆ์ เป็นเครื่องจูงใจ. เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า ใครจะเป็นที่พึ่งให้แก่ใครไม่ได้, แม้แต่พระตถาคตเอง. ทุกคนต้องพึ่งตัวเอง, เพราะตนเป็น ที่พึ่งของตน พระตถาคตเจ้าทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น ! ! ! ๑๐ กันยายน ๗๙
Buddhadasa