น.478 ฤทธิ์ - ปาฏิหาริย์ เรื่องของฤทธิ์ หรือปาฏิหาริย์ นับว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่ยังมัวอยู่มากใน บรรดาเรื่องที่ยังมัวอยู่หลายเรื่องด้วยกัน และดูเหมือนจะเป็นเพราะความที่มัน เป็นเรื่องมัวนี่เอง ที่เป็นเหตุให้มีผู้สนใจ ในเรื่องนี้อยู่เรื่อย ๆ มาเป็นลำดับ อย่าง ไม่ขาดสาย. และมากกว่าที่ถ้ามันจะ เป็นเรื่องที่กระจ่างเสียว่า มันเป็นเรื่อง อะไรกันแน่; หมายความว่า ถ้าเราทราบ ดีว่าฤทธิ์ คืออะไร และเป็นเรื่องเหมาะ สำหรับใคร โดยเฉพาะแล้ว เชื่อว่าจะ ทำให้มีผู้สนใจในเรื่องนี้น้อยเข้าเป็นอัน มาก.
น.479 ย์ ๑๖๗ ท่านผู้ที่แสดงฤทธิ์ได้ ไม่เคยปรากฏว่าได้รับ ผลอัน "เด็ดขาดแท้จริง" อย่างไรจากฤทธิ์นั้น ทั้ง ทางวัตถุ และความสุขในส่วนใจ. ฤทธิ์เป็นเรื่องจริง สำหรับผู้ที่ไม่ทราบว่าฤทธิ์นั้นคืออะไร และตนเป็น ผู้ที่ตกอยู่ในภูมิแห่งใจที่ต่ำ จนผู้มีฤทธิ์จะออกอำนาจ ฤทธิ์บังคับเมื่อไรก็ได้. แต่สำหรับผู้มีฤทธิ์ หรือผู้รู้เรื่อง ฤทธิ์ดี หรือมีกำลังใจเข้มแข็งเท่ากับผู้มีฤทธิ์ จะเห็น ว่าฤทธิ์นี้ เป็นเพียงเรื่อง "เล่นตลก" ชนิดหนึ่ง เท่านั้น, แต่เป็นเรื่องที่แยบคายมาก ลึกซึ้งมาก. พระพุทธองค์ ทรงสะอิดสะเอียน ในเมื่อจะ ต้องมีการแสดงฤทธิ์ เว้นแต่จะเป็นการจำเป็นจริง ๆ; ทรงห้ามพระสาวกไม่ให้แสดงฤทธิ์, พระองค์เองก็ ตรัสไว้ในเกวัฏฏสูตร๑ ว่าพระองค์เองก็ไม่พอพระทัย ที่จะทรมานใครด้วยอิทธิ ปาฏิหาริย์ และอาเทสนา ๑. เกวัฏฏสูตร สีลขันวรรค ที่. ๙/๒๗๔/๓๓๙,
น.480 ปาฏิหาริย์ เพราะมันพ้องกันกับวิชากลางบ้าน ซึ่งพวก นักเลงโตในสมัยนั้นเล่นกันอยู่ เรียกว่าวิชาคันธารี. และมนต์มณิกา. พระองค์พอพระทัยที่สุดที่จะใช้ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือ การพูดสั่งสอนกันด้วยเหตุ ผลที่ผู้ฟังจะตรองเห็นตามได้เอง อันเป็นการทรมานที่ ได้ผลเด็ดขาดดีกว่าฤทธิ์ ซึ่งเป็นของชั่วขณะ อันจะ ต้องหาวิธีทำให้มั่นคง ด้วยการสั่งสอนที่มีเหตุผลอีก ต่อหนึ่งในภายหลัง แต่ถึงแม้ว่าฤทธิ์จะเป็นเรื่องหลอกลวงตา อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจอยู่บ้าง เพราะ มันเป็นสิ่งที่ท่านผู้มีฤทธิ์ เคยใช้ต่อต้านหรือทำลาย อุปสรรคของท่านสำเร็จมาแล้วเป็นอันมากเหมือนกัน. เมื่อเราปวดท้องเพราะอาหารเน่าบูดในท้อง. ยาขนาน แรกที่เราต้องกิน ก็คือยาร้อน เพื่อระงับความปวดให้ หายไปเสียขณะหนึ่งก่อน แล้วจึงกินยาระบายถ่ายของ
น.481 บูดเน่าเหล่านั้นออก อันเป็นการแก้ให้หายเด็ดขาด ใน ภายหลัง ทั้งที่ยาแก้ปวดท้องเป็นเพียงแก้ปวดชั่วคราว ไม่ได้แก้สมุฏฐานของโรค มันก็เป็นยาที่มีประโยชน์ อยู่เหมือนกัน ในเมื่อเรารู้จักใช้, เปรียบกันได้กับ เรื่องของฤทธิ์ อันท่านใช้ทรมานใครในเบื้องต้น แล้ว ทำให้มั่นคง ด้วยปัญญาหรือเหตุผลในภายหลังฉันใด ก็ฉันนั้น. แต่ถ้าไม่มีการทำให้มั่นคงด้วยเหตุผลที่เป็น ปัจจัตตะ หรือสันทิฏฐิโกในภายหลัง ผลที่ได้มักไม่ สมใจ เช่นเดียวกับกินเพียงยาระงับความเจ็บปวด อย่างเดียว แต่หาได้ถ่ายโทษร้ายนั้นออกเสียไม่. มัน ก็กลับเจ็บอีก หรือกลายเป็นโทษร้ายอย่างอื่นไป. ควรใช้กำลังฤทธิ์ในเบื้องต้น ใช้ปัญญาหรือเหตุผลใน ภายหลัง ย่อมได้ผลแนบเนียน และไพศาลกว่าที่จะ ได้เพียงอย่างเดียว แต่อย่างเดียว. คนบางพวกเลื่อม ใสในศาสนา ด้วยอำนาจปาฏิหาริย์อย่างใดอย่างหนึ่ง
น.482 จูงให้เข้าปฏิบัติศาสนาจนได้รับผลของศาสนา นั้นแล้ว แม้จะมารู้ภายหลังว่าเรื่องฤทธิ์เป็นเรื่องหลอก เขาก็ละ ทิ้งเฉพาะเรื่องของฤทธิ์. แต่หาได้ทั้งศาสนาหรือความ สุขที่เขาประจักษ์กับเขาเองในภายหลังนั้นไม่. แต่มีปรากฏอยู่บ้างเหมือนกัน ที่คนบางคน เลื่อมใสฤทธิ์อย่างเดียวเข้ามาเป็นสาวก ของพระพุทธ องค์แล้ว หาได้ทำให้ตนเข้าถึงหัวใจแห่งพุทธธรรม ด้วยปัญญาไม่ ต้องหันหลังกลับไปสู่มิจฉาทิฏฐิตาม เดิม เช่นสุนักขัตตะลิจฉวีบุตรเป็นต้น. แต่ก็มีมาก หลายที่ถูกทรงชนะมาด้วยฤทธิ์ แล้วได้รับการอบรม สั่งสอนต่อ ได้บรรลุพระอรหัตตผลไป เช่นท่านพระ อังคุลิมาล เป็นต้น จึงเป็นอันว่า เรื่องของฤทธิ์ ก็ เป็นเรื่องที่น่ารู้น่าสนใจอยู่ไม่น้อย แม้จะไม่เป็นการ สนใจเพื่อฝึกฝนตนให้เป็นผู้มีฤทธิ์ แต่ก็เป็นการสนใจ เพื่อจะรู้สิ่งที่ควรรู้ ในฐานะที่ตนเป็นนักศึกษา หา ความแจ่มแจ้งในวิชาทั่ว ๆ ไป. ต่อไปนี้ จะได้วินิจฉัย
น.483 ในเรื่องฤทธิ์นี้ เป็นเพียงแนวความคิดเห็นที่ขยายออก มา สำหรับจะได้ช่วยกันคิดค้นหาความจริงให้พบใกล้ ชิด เข้าไปหาจุดของความจริงแห่งเรื่องนี้ยิ่งขึ้นเท่านั้น. ในบาลีพระไตรปิฎก เราพบเรื่องของฤทธิ์ชั้นที่เป็น วิชชา หรืออภิญญาหนึ่ง ๆ แสดงไว้แต่ลักษณะหรืออาการ ว่าสามารถทำได้เช่นนั้น ๆ เท่านั้น หามีบทเรียน หรือวิธี ฝึกกล่าวไว้ด้วยไม่ อันท่านผู้อ่านจะอ่านพบได้จากพระบาลี มหาอัสสปุรสูตร หรือสามัญญผลสูตร๑ แล้ว, ในบาลี นั้นคล้าย ๆ กับท่านแสดงว่าเมื่อได้พยายามฝึกจิตของตน ให้ผ่องใส จนถึงขนาดที่เหมาะสมแก่การใช้มันแล้ว ฤทธิ์ นั้นก็เป็นอันว่าอยู่ในกำมือ. ต่อมาในชั้นอรรถกถาและ คัมภีร์พิเศษ เช่น คัมภีร์วิสุทธิมรรค โดยเฉพาะ ได้อธิบาย ๑. มหาอัสสปุรสูตร มหายมกวรรค มู. ม. ล. ๑๒/ ๔๖๙/๔๕๙. ·สามัญญผลสูตร สีลขันธวรรค ที่. ไตร. ล. ๙/๘๒/๑๐๒.
น.484 ถึงวิธีฝึกฝนเพื่อการแสดงฤทธิ์ไว้โดยตรง และดูคล้ายกับว่า ท่านประสงค์จะให้เป็นบุรพภาคของการบรรลุมรรคผลเสีย ทีเดียว. ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่า เรื่องฤทธิ์นี้เป็นเรื่องพุทธศาสนา โดยตรง. หรือเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนา. ในบาลีมัชฌิม นิกายมีพุทธภาษิตว่า พระตถาคตสอนแต่เรื่องความทุกข์ กับความพ้นทุกข์เท่านั้น.๑ ทั้งเรื่องของฤทธิ์ก็ไม่เข้าหลักโคต มีสูตรแปดหลัก แต่หลักใดหลักหนึ่ง. การที่เรื่องของฤทธิ์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาได้ ก็เป็นการเทียบเคียงโดย ส่วนเปรียบว่า ผู้ที่ฝึกจิตของตนให้อยู่ในอำนาจ อาจที่จะ บรรลุมรรคผลได้ ในทันตาเห็นนี้แล้ว จิตชนิดนั้นก็ย่อม สามารถที่จะแสดงฤทธิ์เช่นนั้น ๆ ได้ตามต้องการ เมื่อต้อง ๑. "ปุพฺเพ จาห์ ภิกฺ ขเว เอตรหิ จ ทุกฺขญเจว ปญฺญาเปมิ ทุกฺขสฺส จ นิโรธํ" = "ภิกษุ ท. ! ทั้งในกาลก่อน และในกาลบัดนี้ เราย่อมบัญญัติสอนเฉพาะเรื่องความทุกข์ และความดับไม่เหลือของ ความทุกข์เท่านั้น." -บาลีอลคัททุปมสูตร มู. ม. ไตร ล. ๑๒ น. ๒๗๘.
น.485 การ, และอีกประการหนึ่ง ฤทธิ์เป็นเครื่องมืออย่างดี ที่จะ ทรมานบุคคลประเภทที่ไม่ใช่นักศึกษาหรือนักเหตุผล ให้มา เข้ารีดถือศาสนาได้. ในยุคพุทธกาล ยังเป็นยุคแห่งจิต- ศาสตร์ ไม่นิยมพิสูจน์ค้นคว้ากันในทางวัตถุ เช่นวิทยา- ศาสตร์แผนปัจจุบัน มหาชนหนักไปในทางนั้น. บรรดา ศาสดา จึงจำเป็น ที่จะต้องมีความรู้ความสามารถในเรื่อง ฤทธิ์ นี้เป็นพิเศษส่วนหนึ่งด้วย. เราอาจกล่าวได้ว่า ฤทธิ์ เป็นของคู่กันกับลัทธิคำสอน มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ก่อนพุทธ กาล, ซึ่งศาสดานั้นใช้เป็นเครื่องมือเผยแพร่ศาสนาของตน แม้พระพุทธองค์ ซึ่งปรากฏว่าเป็นผู้ที่ทรงเกลียดฤทธิ์ ก็ยัง ต้องทรงใช้บ้างในบางคราว เมื่อจำเป็น ดังที่ปรากฏอยู่ใน บาลีหลายแห่ง. ครั้งก่อนพุทธกาลนานไกล ในยุคพระเวท, พระเวท ยุคแรก ๆ ก็มีแต่คำสั่งสอนในการปฏิบัติและบูชาเท่านั้น ครั้นตกมายุคหลัง เกิดพระเวทที่สี่ (อรรถวนเวท) ซึ่งเต็ม ไปด้วยเวทมนต์ อันเป็นไปในการให้ประหัตประหารล้าง
น.486 ผลาญกัน หรือต่อสู้ต้านทานเวทย์มนต์ของศัตรู ขึ้นด้วย อำนาจความนิยม ของมหาชน หรืออาจกล่าวได้อีกอย่าง ว่า ตามอำนาจสัญชาตญาณของปุถุชนนั่นเอง. นับได้ว่า ยุคนี้ เป็นมูลรากของสิ่งที่เรียกกันว่า "ฤทธิ์," และนิยม สืบกันมาด้วยเหตุที่ว่า มหาชนชอบซื้อ "สินค้า" ที่เป็น ไปทำนองฤทธิ์มากกว่าเหตุผลทางปรัชญา. ถ้าศาสนาใด ด้อยในเรื่องนี้ ก็จะมีสาวกน้อยที่สุด จะได้แต่คนฉลาด เท่านั้น ที่จะเข้ามาเป็นสาวก. ถ้าเกิดการแข่งขันในระหว่าง ศาสนา ก็เห็นจะเป็นฤทธิ์อย่างเดียวเท่านั้น ที่จะนำความมี ชัยมาสู่ตนได้ ในเมื่อให้มหาชนทั้งหมดเป็นกรรมการตัดสิน คือให้พวกเขาหันเข้ามาเลื่อมใส และเพราะเหตุนี้เอง ใน บาลีจึงมีกล่าวประปรายถึงฤทธิ์, ส่วนในอรรถกถาได้กล่าว อย่างละเอียดพิศดาร. พระพุทธโฆษาจารย์ ได้กล่าววิธีฝึก ฤทธิ์ไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งเป็นหนังสือที่แต่ง ขึ้นเพื่อ เอาชนะน้ำใจชาวเกาะลังกา นับตั้งแต่พระสังฆราชแห่งเกาะ นั้นลงมา อันนับว่าเป็นหนังสือเล่มสำคัญที่สุด ของท่าน
น.487 นี้, และได้กล่าวไว้ในอรรถกถาขุททกนิกายว่า พระ ศาสดาของเราทรงแสดงฤทธิ์ หรือปาฏิหาริย์ แข่งกับ ศาสดานิครนถเดียรถีย์ อันเรียกว่า ยมกปาฏิหาริย์, และ เล่าเรื่องพระศาสดา ทรงแสดงปาฏิหาริย์ย่อย ๆ อย่างอื่น อิกเป็นอันมาก. นี้ชี้ให้เห็นชัดทีเดียวว่า จะอย่างไรก็ตาม ได้มีการต่อสู้และแข่งขันในระหว่างเพื่อนศาสนา ด้วยใช้ฤทธิ์ เป็นเครื่องพิสูจน์ตามความนิยมของมหาชนเป็นแน่แท้ ในยุค นั้น. แต่นักต่อสู้นั้น ๆ จะเป็นองค์พระศาสดาเองดังที่ท่านผู้นี้ กล่าว หรือว่าเป็นพวกสาวกในยุคหลัง ๆ หรือยุคของท่านผู้ กล่าวเอง หรือราว พ.ศ. ๙๐๐ เศษ ก็อาจเป็นได้ทั้งสอง ทาง. อาจมีผู้แย้งว่า ถ้าเป็นยุคหลัง ทำไม เรื่องนี้จึงไปอยู่ในบาลีเดิมเล่า ? พึงเข้าใจว่า บาลีพระไตรปิฎกของเรานี้ปรากฏว่ามีอยู่คราว หนึ่ง ซึ่งถูกถ่ายจากภาษาสิงหล กลับสู่ภาษา บาลี แล้วเผาต้นฉบับเดิมเสีย, และผู้ที่ทำดังนี้
น.488 ก็คือท่านพระพุทธโฆษาจารย์ ผู้เป็นเอกอัครแห่ง พระอรรถกถาจารย์ ทั้งหลาย นั่นเอง. ท่าน ผู้นี้เป็นพราหมณ์โดยกำเนิด จึงนำให้นักศึกษา หลาย ๆ คนเชื่อว่า ถ้าเรื่องของพราหมณ์หลาย เรื่อง (เช่นเรื่องนรก สวรรค์ เรื่องพระราหู จับพระอาทิตย์ พระจันทร์ ในสังยุตตนิกาย เป็นต้น) ได้เข้ามาปนอยู่ในพระไตรปิฎก ถึง กับบรรจุเข้าในพระพุทธโอษฐ์ก็มีนั้น ต้องเป็น ฝีมือของท่านผู้นี้ หรือบุคคลประเภทเดียวกับ ท่านผู้นี้. แต่ที่ท่านบรรจุเข้า ก็ด้วยความหวังดี ให้คนละบาปบำเพ็ญบุญ เพราะสมกับความ เชื่อถือของคนในครั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าหาก ว่าพระศาสดามิได้ทรงสอนเรื่องฤทธิ์ หรือเรื่อง ฤทธิ์มิได้เข้าเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาในครั้ง พุทธกาลแล้ว มันก็น่าจะได้เข้ามาเกี่ยวข้องใน ครั้งนี้เป็นแน่. ท่านผู้ที่ดึงเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ได้
น.489 ทำไปด้วยความหวังดี เพื่อให้พุทธศาสนาอัน เป็นที่รักของท่าน ต้านทานอิทธิพลของศาสนา อื่น ซึ่งกำลังท่วมทับเข้ามานั่นเอง, มิฉะนั้น น่ากลัวว่า พุทธศาสนา จะเหลืออยู่ในโลก น้อยกว่าที่เป็นอยู่ในบัดนี้มาก. เมื่อเหตุผลมีอยู่ดังนี้ ข้อปัญหาต่อไปจึงมีว่า เราจะ ปรับปรุงความคิดเห็นและความเชื่อถือในเรื่อง "ฤทธิ์" นี้ อย่างไร ? ข้าพเจ้าเห็นว่าฤทธิ์เป็นเพียงเครื่องประดับ หรือเครื่องมืออันหนึ่งซึ่งพุทธศาสนาเคยใช้ประดับหรือ ใช้ต้านทานศัตรูมาแล้ว แต่หาใช่เป็นเนื้อแท้ของพุทธ วจนะ . ซึ่งกล่าวเฉพาะความดับทุกข์โดยตรงไม่. เพราะฉะนั้นเมื่อเราในบัดนี้จะเข้าเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ อย่างดีที่ สุดที่จะทำได้ ก็เท่ากับที่เป็นมาแล้วนั่นเอง. เราไม่อาจถือ เอามันเป็นสรณะอันแท้จริงอย่างไรได้ เพราะเหตุผลดังที่ ข้าพเจ้าจะได้แสดงต่อไปตามความรู้ความเห็น ฝากท่านผู้รู้ ช่วยกันพิจารณาหาความจริงสืบไป.
น.490 คำว่า "ฤทธิ์" แปลว่าเครื่องมือให้สำเร็จตามต้อง การ, แต่ความหมายจำกัดแต่เพียงว่า เฉพาะปัจจุบัน ทันด่วน หรือชั่วขณะเท่านั้น. เมื่อหมดอำนาจบังคับของ ฤทธิ์แล้ว สิ่งทั้งปวงก็กลับคืนเข้าสู่สภาพเดิม. ผู้มีกำลังจิต สูง ย่อมแสดงฤทธิ์ได้สูง จนผู้ที่มีฤทธิ์ด้วยกันต้องยอมแพ้ เพราะมีอำนาจใจต่ำกว่า จิตเป็นธรรมชาติอันหนึ่ง ซึ่งเมื่อ ได้มีการฝึกให้ถูกวิธีของมันแล้ว ย่อมมีอำนาจมากพอที่จะ ครอบงำสิ่งทั้งหลายที่มีจิตใจด้วยกันได้หมด. ช้างป่าดุร้าย และน่าอันตรายมาก ถ้าเราไม่ได้ค้นพบวิธีฝึกมันแล้ว ก็ไม่ อาจได้รับประโยชน์อะไรจากมันเลย, คนแรกที่รู้จักคิดว่า ช้างนี้คงฝึกได้อย่างใจ และค้นพบวิธีฝึกบางอย่างในขั้นต้น ก็นับว่าเป็นผู้ที่ทำสิ่งที่ยากมาก แต่ผู้ที่ค้นพบเรื่องของจิต และวิธีฝึกมันโดยประการต่าง ๆ นั้น นับว่าได้ทำสิ่งที่ยาก มากกว่านั้นขึ้นไปอีก. ในยุคดึกดำบรรพ์ เมื่อได้มีการสนใจในเรื่องจิตกัน ขึ้น นักจิตศาสตร์ได้พยายามทดลองโดยอาการต่าง ๆ แยก
น.491 กันไปคนละสายสองสาย จนในที่สุดก็ได้ลุถึงคุณสมบัติอัน สูงสุดที่จิตที่เขาฝึกถึงที่สุด ในแง่นั้น ๆ แล้ว สามารถจะ อำนวยประโยชน์ให้ได้ อันจำแนกได้โดยประเภทหยาบ ๆ คือ (๑) เข้าถึงธรรมชาติที่เรียกว่า ทิพย์, แล้วหาความเพลิดเพลินจากสิ่งที่เรียกว่า วิสัย ทิพย์นั้น ๆ. (๒) มีอำนาจบังคับทางจิต สำหรับ บังคับจิตของเพื่อนสัตว์ด้วยกัน เพื่อเอาผลเช่น นั้น เช่นนี้ตามความปรารถนา. (๓) สามารถรู้เรื่องเกี่ยวกับสากล- จักรวาล พอที่จะให้ตนหมดความอยากรู้อยาก ค้นคว้าอีกต่อไป เพราะตนพอใจในความรู้นั้น ๆ เสียแล้ว. (๔) สามารถ ปลง วาง สลัดออก เสีย ซึ่งความทุกข์ทางใจ อันได้แก่ลัทธิศาสนา
น.492 ที่เกี่ยวกับความดับทุกข์ในจิตทั้งมวล นับตั้งแต่ สุขในฌาน สมาธิ มรรค ผล และนิพพาน เป็นลำดับ ๆ. พวกใดดำเนินสายแห่งการค้นคว้าของเขา เข้าไป ในดงรกแห่งฤทธิ์วิธีย่อมได้ผลในสองประเภทข้างต้น (ข้อ ๑-๒), พวกที่ดำเนินไปเพื่อฟันฝ่ารกชัฏแห่งตัณหาอันเป็น ก้อนหินหนักแห่งชีวิต ก็ได้ผลประเภทหลัง (ข้อ ๓-๔). พวกแรกคือพวกฤทธิ์ พวกหลังคือศีลธรรม และปรัชญาใน ทางจิต. ทั้งสองประเภทนี้ เป็นที่นิยมของมหาชนอย่างคู่ เคียงกันมา. ในยุคที่ความนิยมในทางจิตศาสตร์ยังปกคลุม ดินแดนอันเป็นที่เกิดขึ้นแห่งวิชานี้ คือชมภูทวีป หรืออินเดีย โบราณ, มหาชนในถิ่นนั้น ต่างได้รับผลสมประสงค์กัน ทั้งฝ่ายฤทธิ์และฝ่ายความพ้นทุกข์ของจิต. แต่ในที่นี้จะได้ กล่าวเฉพาะเรื่องฤทธิ์อย่างเดียว งดเรื่องของความพ้นทุกข์ ซึ่งเป็นอิกเรื่องหนึ่งเสีย.
น.493 ที่ฝึกใจตามวิธีที่ค้นคว้า และสั่งสอนสืบ ๆ กันมา หลายชั่วอายุคน ได้ถึงขีดสุดอย่างถูกต้องแล้ว สามารถ บังคับใจตนเองให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้ อันเกี่ยวกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และความรู้สึกในใจอันเกิดขึ้นจากรูป เสียง เป็นต้น นั้น ๆ แล้ว ฝึกวิธีที่จะส่งกระแสจิตนั้น ๆ ไปครอบงำจิตผู้อื่น ให้ผู้อื่นรู้สึกเช่นนั้นบ้างในทางรูป เสียง กลิ่น ฯลฯ ทุกประการ. ผู้ที่มีกำลังจิตอ่อนกว่า ทุก ๆ คนแม้จะมีจำนวนมากมายเท่าใด ก็จะรู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เช่นเดียวกันหมด เพราะใจของเขาถูก อำนาจจิตของผู้ที่ส่งมาครอบงำเขาไว้ ครอบงำเหมือนกัน หมด. ทุก ๆ คน จึงได้เห็น หรือได้ยิน ได้ดม ตรงกันหมด เช่นแผ่นดินไหว, น้ำท่วม, บ้านเมืองที่งดงาม ฯลฯ ตาม แต่ที่ผู้ออกฤทธิ์ ได้สร้างมโนคติขึ้นในใจของเขาแล้วส่งมา ครอบงำ. อำนาจครอบงำอันนี้ เป็นไปแนบเนียนสนิทสนม, ผู้ที่ถูกงำไม่มีโอกาสรู้สึกตัวในเวลานั้น ว่าถูกครอบงำทาง จิต และสิ่งที่รู้สึกนั้นไม่ใช่ของจริง. เมื่อเรานอนหลับและ
น.494 ฝันอยู่ เราไม่อาจรู้ตัวว่าเราฝัน ทุกอย่างเป็นเรื่องจริง ไปหมด จนกว่าเราจะตื่นขึ้น. ในฝันนั้น เรากลัวจริง, โกรธจริง, กำหนัดจริง ฉันใด ในขณะที่เราถูกงำด้วย อำนาจฤทธิ์ ก็จะรู้สึกว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ทุกอย่าง ฉันนั้น. ผู้ออกฤทธิ์บางคน สามารถออกอำนาจบังคับเฉพาะ คน ยกเว้นให้บางคน, คนในหมู่นั้นแม้นั่งอยู่พร้อมกันในที่ เดียวกัน จึงเห็นต่างกัน, ดังเราจะได้ยินในตอนที่เกี่ยวกับ พระศาสดาทรมานคนบางคน ที่เข้าไปเฝ้าพระองค์ในที่ ประชุมใหญ่ และพระองค์ทรงบันดาลด้วยอิทธาภิสังขาร เฉพาะผู้นั้น ให้เห็นหรือได้ยินอย่างนี้อย่างนั้น เพื่อทำลาย ทิฏฐิหรือมานะบางอย่างของเขาเสีย. เมื่อผู้ที่ทำการต่อสู้กัน ต่างก็มีฤทธิ์ด้วยกัน นั่นย่อม แล้วแต่อำนาจจิตของใครจะสูงกว่า หรือมีกำลังแรงกว่า. เมื่อผู้มีฤทธิ์ฝ่ายหนึ่งได้บันดาลให้ทุก ๆ คนในที่นั้น เห็นภาพ
น.495 อันน่ากลัวมาคุกคามอยู่ตรงหน้าเช่นนั้น ๆ แล้ว ถ้าหากอิก ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจจิตสูงกว่า ก็อาจรวบรวมกำลังจิตของตน เพิกถอนภาพอันเกิดจากอำนาจฤทธิ์ของฝ่ายแรก กวาดให้ เกลี้ยงไปเสียจากสนามแห่งวิญญาณ แล้วบันดาลภาพอันน่า กลัว ซึ่งเป็นฝ่ายของตนขึ้นคุกคามบ้าง แม้ว่าในขณะที่คน นั้น ๆ ถูกอำนาจฤทธิ์ครอบงำอยู่ และเขาไม่อาจทราบว่านั่น เป็นกำลังฤทธิ์ดุจตกอยู่ในขณะแห่งความฝันก็ดี เขายังได้รับ การศึกษาและความเชื่อ มาก่อนแล้วว่า มีวิธีที่จะต่อสู้ต้าน ทานซึ่งเป็นการเพิกถอนฤทธิ์ของฝ่ายหนึ่งเช่นนั้น ๆ ด้วย, จึง โต้ตอบกันไปมาจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะสิ้นฤทธิ์. ในรายที่ไม่ได้ทำการต่อสู้ประหัตประหารกันโดยตรง แต่ต่อสู้เพื่อแข่งขันชิงเกียรติยศอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อเรียก เอาความเลื่อมใสของมหาชนมาสู่พวกของตัวนั้น ก็ทำนอง เดียวกัน, คือมีการต้านทานเพื่อมิให้อีกฝ่ายหนึ่งแสดงฤทธิ์ ของเขาได้สมหมาย ซึ่งถ้าหากการต้านทานนั้นสำเร็จ ฝ่าย โน้นก็แพ้แต่ต้นมือ, ถ้าต้านทานไม่สำเร็จ ก็ต้องหาอุบาย
น.496 วาดล้างอำนาจฤทธิ์ในเมื่อฝ่ายหนึ่งได้ส่งมาแล้ว ซึ่งถ้ายัง ทำไม่ได้อิก ตนก็ตกเป็นฝ่ายแพ้. ฤทธิ์ของผู้ที่มีดวงใจ บริสุทธิ์เป็นอริยบุคคล ย่อมมีกำลังสูง และหนักแน่นยั่งยืน กว่าของฝ่ายที่ยังเต็มไปด้วยกิเลสเป็นธรรมดา, เพราะเหตุ ว่าจิตของผู้มีกิเลส ถูกกิเลสตัดทอนเสียตอนหนึ่งแล้ว ยัง อาจที่จะง่อนแง่นคลอนแคลนได้ ในเมื่ออิฏฐารมณ์หรือ อนิฏฐารมณ์มากระทบในขณะที่ต่อสู้กันนั้นอิก, ประการหนึ่ง ผู้ไม่มีกิเลสย่อมไม่ทำเพราะเห็นแก่ตัว จึงมีกำลังปีติ ปราโมทย์ความเชื่อ และอื่น ๆ ซึ่งเป็นดุจเสบียงอาหารของ ฤทธิ์มากกว่า ย่อมได้เปรียบในข้อนี้. ในรายที่ไม่มีการต่อสู้กัน เป็นเพียงการทรมานผู้ที่มี กำลังใจอ่อนกว่า แต่มีมานะหรือความกระด้างเพราะเหตุ บางอย่าง ย่อมเป็นการง่ายกว่าชนิดที่ต่อสู้กัน. คนธรรมดา สตรี เด็ก ๆ เพียงแต่อำนาจสะกดจิตชั้นต่ำ ๆ ซึ่งยังมีเหลือ ออกมาถึงสมัยปัจจุบันนี้บ้าง ก็อาจที่จะเป็นอำนาจงำให้ตก
น.497 ยู่ใต้อำนาจของผู้แสดงนั้นได้เสียแล้ว แม้ว่าสมัยนี้จะเป็น สมัยที่ไม่ค่อยมีใครเชื่อในเรื่องนี้ และทั้งผู้ฝึกก็มิได้เป็น "นัก" ในเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจัง. ก็ในสมัยโบราณ คนทุกคนเชื่อในเรื่องฤทธิ์ และผู้ฝึกก็ฝึกอย่างเอาจริงเอาจัง เรื่องของฤทธิ์จึงเป็นเรื่องที่แนบเนียน และเป็น "เรื่องจริง" ได้อย่างเต็มที่ในสมัยนั้น. ความที่ทุกคนเชื่อก็ดี ความที่ผู้ ฝึกเองก็เชื่อ และตั้งใจฝึกเป็นอย่างดีก็ดี ล้วนแต่เป็นสิ่ง ส่งเสริมในเรื่องฤทธิ์ ให้เป็นเรื่องจริงเรื่องจังยิ่งขึ้นไปอีก. เราอาจกล่าวได้ว่า ในยุคโบราณ ยุคหนึ่ง ความเชื่อใน เรื่องนี้ มีเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ อิทธิพลในเรื่องฤทธิ์จึงมีได้ เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะมันถูกฝาถูกตัวแก่กัน. ครั้นมา บัดนี้ ทั้งความเชื่อ และการฝึกฝนมีเหลือน้อยไม่ถึงห้า เปอร์เซ็นต์ เลยกลายเป็นเรื่องเหลวไหลเสียเก้าสิบห้า เปอร์เซ็นต์ บางทีมีแต่ตัวไม่มีฝา บางทีมีฝา แต่ไม่มีตัว ต่างฝ่ายต่างก็ขี้เกียจเก็บ เลยทิ้งให้ค่อยหายสาปสูญไป. ความยั่วยวนอันเกิดจากฝีมือของนักวิทยาศาสตร์แผนปัจจุบัน
น.498 มีอิทธิพลมากขึ้น ๆ ในอันที่จะให้จิต ของคนเราตกต่ำ อ่อนแอต่อการที่จะบังคับตัวเองให้ว่างโปร่ง เพื่อเป็นบาทฐาน ของฤทธิ์ได้. เมื่อว่างผู้แสดงฤทธิ์ได้ นานเข้าความเชื่อใน เรื่องนี้ก็สาปสูญไป ทั้งของผู้ ที่จะฝึกและของผู้ ที่จะดู. บัดนี้ จะย้อนกลับไปหาเรื่องของการฝึก เพื่อให้เข้า ใจในเรื่องนี้ดีขึ้น. (มิใช่เพื่อรื้อฟื้นขึ้นฝึกกัน). ผู้ที่จะฝึก ในเรื่องฤทธิ์ ต้องเป็นผู้ที่มีใจเป็นสมาธิง่ายกว่าคนธรรมดา, เพราะเรื่องนี้ มิใช่เป็นสาธารณะสำหรับคนทั่วไป แม้ผู้ที่ เชื่อและตั้งใจฝึกจริง ๆ ถึงฝึกสมาธิได้แล้ว ท่านยังกล่าวว่า ร้อยคนพันคนจึงจะมีสักคนหนึ่ง ที่จะเขยิบตัวเองขึ้นไปจน ถึงกับแสดงฤทธิ์ได้. การปฏิบัติเพื่อรู้อริยสัจหลุดพ้นไปจาก ทุกข์เสียอิกที่เป็นสาธารณะกว่า ! คนบางประเภทหลุดพ้น จากทุกข์ได้ด้วยเหตุผลที่แวดล้อมเหมาะสม จูงความคิดให้ ตกไปในแนวแห่งความเบื่อหน่ายและปล่อยวางได้ โดยไม่ ต้องเกี่ยวกับการฝึกสมาธิเลย. จึงกล่าวย้ำเพื่อกันความ สงสัยได้อีกครั้งหนึ่งว่า สำหรับคนธรรมดาเรา ๆ การ
น.499 ฝึกเพื่อพระนิพพาน เป็นของง่ายกว่าที่จะฝึกในเรื่อง ฤทธิ์ให้ได้ถึงที่สุด, ยิ่งถ้าจะฝึกเพื่อทั้งฤทธิ์ และพระ นิพพานทั้งสองอย่างด้วยแล้ว ก็ยิ่งยากมากขึ้นไปอีก ในหมู่พระอรหันต์ ก็ยังมีแบ่งกันว่า ประเภทสุกขวิปัสสก และประเภทอภิญญา, คือแสดงฤทธิ์ไม่ได้ และแสดงได้. ผู้ ฝึกสมาธิเพื่อมรรคผลนิพพานนั้น เมื่อใจเป็นสมาธิ แล้ว ก็น้อมไปสู่การคิดค้นหาความจริงของชีวิต หรือความ ทนทุกข์ของสัตว์ ว่ามีอยู่อย่างไร, เกิดขึ้นอย่างไร จะดับ ไปได้อย่างไรเป็นต้น. ส่วนผู้ที่ฝึกเพื่อฤทธิ์นั้น แทนที่จะ น้อมไปเพื่อคิดค้นหาความจริงเขาก็น้อมสมาธินั้นไปเพื่อการ สร้างมโนคติต่าง ๆ ให้ชำนาญ ซึ่งเป็นบทเรียนที่ยากมาก. เมื่อเขาสร้างภาพแห่งมโนคติได้ด้วยการบังคับจิต หรือ วิญญาณของเขาได้เด็ดขาด และคล่องแคล่วแล้ว ก็หัดรวม กำลังส่งไปครอบงำสิ่งที่อยู่ใกล้ และขยายวงกว้างออกไป ทุกที เพื่อให้ภาพแห่งมโนคตินั้น ครอบงำใจของผู้ อื่นตาม ที่เขาต้องการ. ความยากที่สุด ตกอยู่ที่ตนจักต้องดำเนินการ
น.500 ปลี่ยนแปลงภาพนั้น ๆ ให้เป็นไปตามเรื่องที่ต้องการดุจการ ฉายภาพยนตร์ลงในผืนจอแห่งวิญญาณของผู้อื่น จึงเป็น การยากกว่าการที่เจริญสมาธิเพื่อสงบนิ่งอยู่เฉย ๆ หรือคิด เรื่องใดเรื่องหนึ่งแต่เรื่องเดียวโดยเฉพาะ. แต่อย่างไรก็ดี ความยากลำบากนั้น ๆ มิได้เป็นสิ่งที่อยู่นอกวิสัย เพราะเมื่อ จิตได้ถูกฝึกจนถึงขีดที่เรียกว่า "กัมมนีโย" - นิ่มนวลควร แก่การใช้งานทุก ๆ อย่างแล้ว. ก็ย่อมใช้ ได้สมตาม ประสงค์. ฤทธิ์ตามที่กล่าวไว้ ในนิทเทสแห่งอภิญญาของฝ่าย พุทธศาสนานั้น ดูคล้ายกับยืมของใครมาใส่ไว้ เพื่อแสดง ความสามารถของจิต อันสูงสุดประเภทนี้ให้ครบถ้วน, นอก จากไม่เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ โดยตรงแล้วยังไม่ค่อยตรง กับอาการที่พระพุทธองค์ทรงแสดงอยู่บ้างในบางคราว, ใน บาลีไม่ได้แสดงวิธีฝึก, ไม่ได้แสดงวี่แววว่าควรฝึก หรือ จำเป็น, และไม่ค่อยปรากฏว่า พระมหาสาวกองค์ใดได้รับ ประโยชน์ หรือใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง: จึง
น.501 นำความเข้าใจให้เกิดขึ้นว่า ถ้าหากว่าเรื่องอภิญญาเหล่า นี้มิใช่เป็นเรื่องที่ถูกยืมของใครมาเพิ่มเติมผนวกเข้า ในชั้นหลังแล้ว ก็เป็นเพียงเรื่องทกล่าวเพื่อแสดงคุณ สมบัติของจิตที่ฝึกแล้วถึงที่สุด ให้ครบถ้วนเท่านั้น. ไม่ใช่เรื่องจำเป็นของพระสาวกเลย. เมื่อเป็นเช่นนี้ การฝึกก็เป็นอันว่าต้องต่างกันด้วยไม่มากก็น้อย จากวิธีที่ เขาฝึกกันในสายของฤทธิ์โดยตรง. เพราะเรื่องโน้นเป็นเรื่อง ของผู้ขวนขวายเพื่อเสียสละ มิใช่เรื่องของผู้ขวนขวายเพื่อ รับเอา. ในพระบาลีกล่าวแต่เพียงว่า เมื่อจิตเป็นจตุตถฌาน คล่องแคล่วดีแล้ว ก็น้อมไปเพื่ออภิญญาเช่นนั้น ๆ สำเร็จ ได้ด้วยอำนาจจตุตถฌานนั่นเอง. เมื่อการน้อมนั้น ๆ สำเร็จ ก็จะสามารถทำได้เช่นนั้น ๆ ดูเหมือนว่าถ้าน้อมไปเพื่อ อภิญญานั้น ๆ ไม่สำเร็จ ก็น้อมเลยไปเป็นลำดับ ๆ ข้าม ไปหาการคิดค้นเรื่องอริยสัจเลยทีเดียว, คล้ายกับว่ามีไว้ เผื่อเลือก หรือสำหรับคนที่มีอุปนิสัยบางคน. ในบาลีบาง แห่ง ไม่มีกล่าวถึงอภิญญาเลย เมื่อกล่าวถึงจตุตถ-
น.502 ฌานแล้วก็กล่าวถึงวิชชาสาม คือระลึกถึงความเป็นมา แล้วของตนในอดีต, ความวิ่งวนของหมู่สัตว์ในสังสารวัฏฏ, และเหตุผลเรื่องอริยสัจเป็นที่สุด. พระบาลีชนิดหลังนี้ มี มากกว่าที่กล่าวถึงอภิญญา. และที่กล่าวถึงจตุตถฌาน แล้วกล่าวอริยสัจเสียเลย ก็มีมากกว่ามาก. ในอรรถกถาซึ่งเป็นคำอธิบายของพระบาลี ก็มิได้ กล่าววิธีฝึกฤทธิ์นั้น ๆ มักแก้ในทางศัพท์, ทางข้อธรรมะ แท้ ๆ หรือมิฉะนั้นก็ทางนิยายเลยไป, แต่ได้ท้าให้ค้นดูเอา จากคัมภีร์ วิสุทธิมรรค เพราะผู้ร้อยกรองอรรถกถา กับ ผู้แต่งวิสุทธิมรรค เป็นคนเดียวกัน, หรือวิสุทธิมรรค มีอยู่ แล้วก่อนการแต่งอรรถกถา นั้น ๆ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค มีเรื่องการฝึกฤทธิ์อย่างพิสดาร จนกล่าวได้ว่าไม่มีคัมภีร์ใดมีพิสดารเท่า ในวงของคัมภีร์ ฝ่ายพุทธศาสนาด้วยกัน. เพราะความพิสดารนั่นเอง จำเป็น ที่ข้าพเจ้าจะต้องขอร้องให้ท่านพลิกดู ในหนังสือชื่อนั้นด้วย ตนเอง ด้วยว่าเหลือที่จะนำมาบรรยายให้พิสดารในที่นี้ได้.
น.503 มื่อกล่าวแต่หลักย่อ ๆ ก็คือ ขั้นแรก ท่านสอนให้หาความ ชำนาญจริง ๆ ในการเพ่งสีต่าง ๆ และวัตถุ เช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม จนติดตาติดใจ เพื่อสะดวกในการสร้างภาพแห่ง มโนคติในขั้นต่อไป อันเรียกว่า เพ่งกสิณ ซึ่งเป็นสิ่งมีมา แต่ก่อนพุทธกาล มิใช่สมบัติของพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ. ผู้เพ่งต่อฤทธิ์ต้องหนักไปในการฝึกกสิณ เท่ากับผู้เพ่ง ต่อพระนิพพาน หนักไปในการฝึกแห่งอานาปานสติ และกายคตาสติเป็นต้น. ดิน น้ำ ไฟ ลม คือส่วนผสม ของสิ่งต่าง ๆ ในโลก หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็ว่า โลก เท่าที่ปรากฏแก่ความรู้สึกของคนทั่วไป ก็คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม นั่นเอง เมื่อสิ่งเหล่านี้ติดตาและติดใจจนคล่องแคล่ว พระโยคีนั้นก็อาจสร้างมโนคติภาพ อันเกี่ยวกับเรื่องราว ต่าง ๆ ได้ทั่วไปทุกอย่าง กสิณจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ ศึกษาในฝ่ายฤทธิ์. สีขาว สีเขียว และสีต่าง ๆ ก็ทำนอง เดียวกัน เป็นสีของสิ่งทั้งหลายบรรดามีในโลกนี้. การฝึก อุทธุมาตกอสุภ คือการเพ่งจำซากศพที่ตายได้สี่ห้าวัน กำลัง
น.504 ขึ้นพองเขียว จนติดตา และขยายสัดส่วนให้ใหญ่เล็ก ทำนองย่อและขยายสเกลอยู่ไปมา ตลอดจนให้ลุกเดินเคลื่อน ไหวได้ต่าง ๆ จนติดตาติดใจชำนาญทุกประการเช่นนี้ ช่วย ให้ประสาทของผู้นั้นเข้มแข็งต่อความกลัว, จนมีใจไม่หวั่น ไหวได้จริงในที่ทั้งปวง, ทั้งช่วยส่งเสริมในการสร้างมโนคติ ในเรื่องกลิ่นเป็นต้น ได้เป็นพิเศษ. รวมความว่าในขั้นแรก ต้องฝึกการอดทน, การบังคับใจของตนเองให้อยู่มือจริง ๆ, การชำนาญสร้างภาพด้วยใจอย่างเดียว, ตลอดถึงความ กล้าหาญ ความบึกบึน หนักแน่นของประสาททั้งสิ้น. เมื่อชำนาญในขั้นนี้แล้ว จึงฝึกการส่งภาพทางใจ หรือที่เรียกว่าอธิษฐานจิต เพื่อความเป็น เช่นนี้เช่นนั้น ครอบงำผู้ อื่น. ถ้าหากมีความชำนาญและกล้าแข็งพอ อาจ ที่จะบันดาลให้คนทั้งชมพูทวีปรู้สึก หรือเห็นเป็นอันเดียวกัน หมด ว่า ภูเขาหิมาลัยซึ่งเคยอยู่ทางทิศเหนือนั้น บัดนี้ได้ ขยับเลื่อนลงมาอยู่ทางทิศใต้ หรือกลางมหาสมุทรอินเดีย เสียแล้ว เป็นต้นได้. แต่เพราะความที่อำนาจใจนั้น ๆ ไม่พอ
น.505 จึงเท่าที่เคยปรากฏกันมาแล้ว มีเพียงในวงคนหมู่หนึ่งหรือ ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น สมตามที่ชื่อของมัน คือคำว่าฤทธิ์ ซึ่ง แปลว่าเครื่องมือช่วยแก้อุปสรรค ให้สำเร็จกะทันหันทันอก ทันใจคราวหนึ่งเท่านั้น: เพราะว่าแม้หากพระโยคีองค์ใด เคลื่อนภูเขาหิมาลัยได้ด้วยอำนาจฤทธิ์ เมื่อท่านคลายฤทธิ์ หรือตายเสีย ภูเขาหิมาลัยก็จะวิ่งกลับสู่ที่เดิมเท่านั้นเอง. นักโทษที่มี ฤทธิ์อาจบันดาลให้เขาเห็นตนเหาะลอยอยู่ใน อากาศได้ แต่ย่อมไม่อาจที่จะทำลายเครื่องจองจำนั้นได้ ถ้าหากมันเป็นเครื่องมือที่แน่นหนาแข็งแรงพอ. แต่นักโทษ ผู้นั้นมีทางที่จะใช้ฤทธิ์นั้นให้เป็นประโยชน์แก่ตน, หรือมี โอกาสใช้อุบายอันใดอันหนึ่ง. หรือเขาสั่งปล่อยเพราะกลัว อภินิหารของตน. เมื่อตนคล่องแคล่วในการอธิษฐานจิต แผ่มโนคติ ภาพไปครอบงำสัตว์อื่นได้เช่นนี้ ก็เป็นผู้มีฤทธิ์ แต่จะมาก หรือน้อย ย่อมแล้วแต่ความสามารถของตน.
น.506 มื่อมาถึงตรงนี้ ก่อนแต่จะจบควรย้อนกลับไป พิจารณาถึงเรื่องฤทธิ์นี้กันมาใหม่ตั้งแต่ต้นอีกสักเล็กน้อย, แต่พิจารณากันในแง่แห่งประวัติศาสตร์ ของวิชาประเภทนี้. วิชาเรื่องนี้พักตัวมันเองขึ้นมาได้ด้วยความอยากรู้และอยาก เข้าถึงอำนาจบางอย่างซึ่งอยู่เหนือคนธรรมดา, มันเป็นความ อยากที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญของคนบางพวก ที่อุตริเชื่อว่าจิตนี้ แปลกประหลาดมาก น่าจะมีคุณสมบัติพิเศษบางอย่าง ซึ่ง เมื่อผู้ใดอุตส่าห์ฝึกฝนจนรู้เท่าถึงแล้ว อาจเอาชนะคนที่รู้ ไม่ ถึงได้เป็นอันมาก. ความคิดนี้เป็นเหตุให้ยอมพลีเวลาตลอดทั้ง ชีวิตเพื่อการค้นคว้าทดลองอันเรียกว่า บำเพ็ญตบะ. ในยุค ที่คนเราถือพระเป็นเจ้าย่อมหวังความช่วยเหลือ ของพระเป็น เจ้าเต็มที่, ด้วยอำนาจสมาธิที่มีต่อสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นพระ เป็นเจ้านั่นเอง ที่ได้เป็นบาทฐานให้เขาพบวี่แววของฤทธิ์ ในครั้งแรกสักเล็กน้อย และเป็นเงื่อนให้คนชั้นหลังดำเนิน ตาม หลายสิบชั่วอายุคนเข้า คนที่ตั้งใจจริงเหล่านั้น ก็ ได้พบแปลกขึ้นเป็นอันมาก จนปะติดปะต่อเข้าเป็นหลักเป็น
น.507 กณฑ์สำหรับสั่งสอนกัน เมื่อวิชานี้ถูกแพร่ข่าวรู้มาถึงคน ในบ้านในเมือง ก็จูงใจพวกชายหนุ่มนักรบ หรือกษัตริย์ให้ ออกไปขอศึกษาจากพวกโยคีนั้นถึงในป่ามีเรื่องเหลือเป็น นิยายอยู่ตามที่หนังตะลุงมักเล่นกันโดยมาก. คนบ่าหรือยักษ์ บางคน ก็มีความรู้ความสามารถในเรื่องนี้เท่าหรือมากกว่า คนบ้าน หรือมนุษย์ถึงกับรบกัน และผลัดกันแพ้ผลัดกัน ชนะ. พวกเทวดา หรือพวกที่เอาแต่เล่นสนุก ไม่ปรากฏ ว่ามีฤทธิ์ เพราะสมาธิไม่ค่อยดีกระมัง. ในตอนแรก ๆ ผู้ มีฤทธิ์นั้นค้นคว้ากันเพียงขั้นที่สำเร็จสมความต้องการ ไม่ ได้ค้นถึงเหตุผลของฤทธิ์ ไม่เป็นนักปรัชญาหรือทฤษฎีใน เรื่องนี้ แต่เป็นเพียงนักปฏิบัติการตามที่สั่งสอนสืบ ๆ กันมา, ขณะเมื่อในอินเดียกำลังรุ่งเรืองด้วยวิชาประเภทนี้ ทางฝ่าย ยุโรปไม่มีความรู้ ในเรื่องนี้เลย, เมื่อทางอินเดียเสื่อมลง ทางยุโรปได้รับเพียงกระเส็นกระสายเล็กน้อย ไม่พอที่จะ รุ่งเรืองด้วยจิตวิทยาประเภทนี้ อย่างอินเดียได้, มีแต่ฤทธิ์
น.508 ของซาตานหรือมารเพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่มีพิษสงอะไรนัก, และเป็นเรื่องทางศาสนามากกว่า. เมื่อวิชานี้ได้เสื่อมลงในอินเดียแล้วในทางปฏิบัติ การ แต่ในทางนิยาย ยังมีเหลืออยู่ ไม่สาปสูญ และ ยิ่งกว่านั้น ที่แน่นอนที่สุดคือได้ถูกคนชั้นหลังต่อเติม เสริมความให้วิจิตรยิ่งขึ้นไป จนคนชั้นหลังในบัดนี้ ปอกเปลือกตั้งหลายชั้นแล้ว ก็ยังไม่ถึงเยื่อในได้เลย. ความเดาทำให้ขยายความจริงให้เชื่อง จนฤทธิ์ซึ่งเป็นเพียง วิชาสำหรับใช้แก้อุปสรรคกะทันหัน เล่นตลกกับคนที่รู้ ไม่ ถึง กลับกลายเป็นเรื่องจริงแท้ ๆ ไป ดุจเดียวกับเรื่องทาง วัตถุอื่น ๆ, คนในชั้นหลังเป็นอันมากเชื่อว่าอะไรทุก ๆ อย่าง จริงตามนั้น ทั้งที่ตนตอบไม่ได้ว่า ถ้าจริงเช่นนั้น ทำไม เวลาปรกติผู้มีฤทธิ์ยังต้องเดินไปไหนมาไหน ไม่เหาะ เหมือนคราวที่แสดงฤทธิ์แข่งขัน, ทำไมต้องทำนาทำ ส่วน หรือออกบิณฑบาตขอทาน, ไม่บันดาลเอาด้วย ฤทธิ์เป็นต้น ฤทธิ์ที่เคยเป็นเพียงการลองดีกันด้วยกำลัง
น.509 จิต ก็กลายเป็นเรื่องทางวัตถุหนักขึ้น จนคนบางคนในขั้น หลังหวังจะมีฤทธิ์ เพื่อให้หาเหยื่อให้แก่ตนตามกิเลสของตน ผลที่ได้รับในที่สุด ก็คือ การวิกลจริต !. สรุปความสั้น ๆ ที่สุดในเรื่องฤทธิ์ที่ได้กล่าวมาอย่าง ยืดยาวนี้ ก็คือว่า ฤทธิ์เป็นเพียงคุณสมบัติพิเศษส่วน หนึ่งของจิต เท่านั้น เรื่องของจิตอันนี้เป็นพวกนาม ธรรมจะให้สำเร็จผลเป็นวัตถุไม่ได้ เช่นเดียวกับวัตถุ ในความฝัน มันจะเป็นวัตถุอยู่ก็ชั่วเวลาที่เรายังไม่ตื่น จากฝันเท่านั้น. ของที่นฤมิตขึ้นด้วยอำนาจฤทธิ์ สำเร็จ ประโยชน์ชั่วเวลาที่คนเหล่านั้นยังตกอยู่ใต้อำนาจจิต ที่เป็น ตัวออกฤทธิ์ เพราะว่า สิ่งทั้งหลายที่เราเรียกกันว่าโลก นี้ก็ตาม ถ้ามีอะไรมาดลบันดาลให้ จิตของเราทุกคน วิปริตเป็นอย่างอื่นไป โลกนี้ก็จะปรากฏแก่เราอย่าง อื่นไปทันทีดุจกัน. สิ่งทั้งหลายสำเร็จอยู่ที่ใจ, รูปเสียง กลิ่นรสทั้งหมด มีคุณสมบัติขึ้นมาได้ ก็เพราะเรามีสิ่งที่ เรียกกันว่า ใจ, ถ้าไม่มีใจโลกนี้ก็พลอยไม่มีไปด้วย. รวม
น.510 ความสั้น ๆ ได้ว่า สิ่งทั้งหลายสำเร็จมาจากใจ ใจสร้างขึ้น ใจเป็นประธานหรือหัวหน้าแต่ผู้เดียว. เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไร ·ก็ตาม มาดลบันดาลให้ใจเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไป สิ่ง ทั้งหลายที่รู้ ได้ด้วยใจก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย. ถ้าอำนาจ ดลบันดาลนั้น เป็นของชั่วขณะ สิ่งนั้นก็แปรปรวนชั่วขณะ ด้วย. ในโลกนี้ ไม่มีอะไรเที่ยงอยู่แล้ว. เราจะสร้าง ฤทธิ์เพื่อเอาชนะสิ่งที่ไม่เที่ยงนั้น น่าจะไม่ได้รับผลที่ น่าชื่นใจ. เพราะฉะนั้นพระอริยบุคคลทั้งหลายแทนที่ จะใช้เวลาไปค้นคว้าในเรื่องฤทธิ์ ท่านจึงใช้ชีวิตที่เป็น ของน้อยนิดเดียวนี้ค้นคว้าหาสิ่งที่เที่ยงและเป็นสุข คือ พระนิพพาน. แม้ว่าเรื่องฤทธิ์และพระนิพพาน ต่างก็เป็น วิทยาส่วนจิตด้วยกันก็จริง แต่แตกต่างกันลิบลับด้วยเหตุผล ดังกล่าวมาแล้ว. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าอุบัติขึ้นในอินเดีย พระองค์ ทรงบัญญัติบาทฐานของฤทธิ์ว่ามีอยู่สี่อย่างคือ ความพอใจ,
น.511 ความเพียร, ความฝักใฝ่, และความคิดค้น, เรียกว่า อิทธิบาท, เมื่อทำได้ ผลที่ได้รับคือมรรคผลนิพพาน, เพราะ คำว่าฤทธิ์ของพระองค์จำกัดความเฉพาะเครื่องมือให้สำเร็จ หรือลุถึงพระนิพพานเท่านั้น. ฤทธิ์ซึ่งเคยได้ผลเป็นของ ตบตา เละชั่วคราว ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นสิ่งซึ่งให้ผลอัน มีค่าสูงสุด และแน่นอน ด้วยประการฉะนี้. พุทธทาสภิกขุ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๘๐.
Buddhadasa