น.512 พระพุทธคุณ ที่จารึกรอยอยู่ในประวัติศาสตร์ เรื่องเป็นที่ระลึกในวันวิสาขบูชา ของพุทธทาสภิกขุ ในสมัยวิสาขบูชา พุทธบริษัทย่อมรำลึกถึง พระพุทธคุณเป็นพิเศษ. ในที่นี้จะได้ชักชวน เพื่อ พุทธบริษัท ให้คุ้ยค้นหาพระคุณนั้น ๆ อันเร้นลับ อยู่ในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีอยู่อย่างน่าอัศจรรย์ และ ไม่น้อย. หวังว่าถ้าได้ตั้งใจพิจารณา คงจะพบมาก พอที่จะทำให้มีความเชื่อความเลื่อมใสในพระผู้มีพระ ภาคมากยิ่งขึ้นกว่าที่แล้วมา และเหมาะสมกับโอกาส ในวันเช่นวันวิสาขบูชาวันนี้ การจะค้นหาให้พบรอยแห่งพระ พุทธคุณ อันจารึกติดอยู่ในสากลประวัติ ศาสตร์นั้น เราจะต้องมองให้พบการ ปฏิวัติ อันเกิดขึ้นแก่โลก เนื่องจาก
น.513 มีพระองค์เป็นมูลเหตุโดยเฉพาะ ว่ามีอยู่อย่างไร เสียก่อน ! พระคุณของ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าอันมีอยู่เหนือ ปวงสัตว์ ในสากลโลกนั้น คือความที่พระองค์ทรง ประศาสน์ความสวัสดีมิ่งมงคลไว้แก่สัตว์โลก, ทั้งโดยตรง และโดยอ้อม ด้วยอำนาจการปฏิวัติที่พระองค์ทรงบันดาลให้ เป็นไปในโลก, โดยทรงพระเจตนาก็ตาม ไร้เจตนาก็ตาม. ความสวัสดีที่เกิดขึ้นโดยตรงนั้น ได้แก่สุขสวัสดิ์ อันเกิด จากการสดับธรรมเทศนาของพระองค์แล้ว ประพฤติตาม โดยควรแก่ธรรม. และที่เป็นโดยอ้อมนั้น คือผลอย่างอื่น อันเกิดขึ้นสืบต่อมาจากการที่มีผู้ฟังธรรม แล้วประพฤติตนให้ เป็นตัวอย่างแก่โลก ดึงดูดให้มีผู้นิยมธรรมอีกต่อหนึ่ง หรือ แม้ที่สุดแต่การที่เมื่อบุคคลมากลายเป็นผู้มีความสุขไปเสีย มากขึ้น ความชั่วและคนชั่วก็น้อยลงไป คนทั้งโลกก็พลอย สุขเพราะเหตุนั้น และข้อที่ว่าทรงบันดาลให้การปฏิวัติเกิดมี และเป็นไปในโลกนั้น ได้แก่การปฏิวัติของประวัติศาสตร์
น.514 ทั้งในทางสมาคม และทางศาสนา. สำหรับการปฏิวัติ ของประวัติศาสตร์นั้น เป็นการปฏิวัติที่ไร้เจตนา; เพราะ พระองค์ทรงทำหน้าที่ของพระองค์ตามธรรมดาพระพุทธเจ้า องค์หนึ่งเท่านั้น แต่การปฏิวัติก็เกิดขึ้นแก่ประวัติศาสตร์เอง. โดยนัยนี้ เราจะพบว่ามีพระคุณของพระองค์จารึก รอยปรากฏอยู่ในการปฏิวัติทั้งสาม คือ ปฏิวัติของประวัติ- ศาสตร์เอง, ปฏิวัติทางสังคม และปฏิวัติทางศาสนา ซึ่งมีการปฏิวัติทั้งทางฝ่ายทฤษฎี และฝ่ายปฏิบัติการ. ก. การปฏิวัติที่เกิดขึ้นแก่ประวัติศาสตร์ โลกหมุนลอยไปตามกระแสของความอยากของตัว เอง และหมุนไปสู่ความแตกดับ ด้วยอำนาจกิเลสของสัตว์ โลกนั่นเอง, ได้ก่อการอันร้ายกาจขึ้นทำลายกันเอง หรือ เป็นการทำลายโลก ในเมื่อวอดวายกันหมด, แล้วเกิดขึ้น มาใหม่ สำหรับเป็นเช่นนั้นอีก. แต่ธรรมนั้นหยุด หรือ ไม่ลอยไปตามกระแสหรือเรียกอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ
น.515 ขวางกระแส กั้นไม่ให้โลกไหลไปตามกระแสของตัว เอง แต่ให้ทวนกระแสไหลไปตามแนวธรรม ธรรม เป็นเครื่องคุ้มครองโลก หรือกีดกั้นไม่ให้ โลกหมุนไปสู่ ความแตกดับเร็วเกินไป จึงเป็นเหมือนลูกตุ้มที่ถ่วงโลกไว้ให้ มีชีวิตอยู่ยืนนานกว่าที่จะปล่อยให้หมุนจี๋ไปตามอำนาจตัวมัน เอง. ธรรมนั้น ไม่มีใครตั้งขึ้น เป็นของมีอยู่เอง เป็นแต่ มีผู้ค้นพบ, และเป็นความจริงอันเด็ดขาดอยู่ในตัว. สิ่งใดที่ ตั้งขึ้น สิ่งนั้นหาใช่ธรรรมในที่นี้ไม่ และไม่มีความจริงใน ตัว เพราะถูกตั้งขึ้นได้ และมีคนตั้งขึ้น. ธรรมที่แท้จริง ใครตั้งไม่ได้ แม้พระพุทธเจ้าก็ทรงตั้งขึ้นไม่ได้ เป็น แต่ทรงค้นพบด้วยอำนาจพระปัญญา แล้วทรงนำมา สอนสัตว์ คนเราเกิดมาในท่ามกลางอวิชชา จึงไม่มีความ รู้หรือมีแต่ความรู้ ที่ผิด ซึ่งมีผลเท่ากับความไม่รู้ หรือบาง อย่างจะให้โทษยิ่งกว่าความไม่รู้ ไปเสียอีก; ธรรมหรือกฎ ความจริงที่มีอยู่เองแล้ว จึงไม่ปรากฏต่อเรา เราทราบข้อนี้ ได้ตรงที่เราทำผิดกฎความจริงของธรรมชาติ, และเราทราบ
น.516 ว่าเราทำผิดได้ ตรงที่เรากำลังไม่ได้รับความสุขชนิดที่เรามี ความพออกพอใจอยู่เสมอได้, เรายังไม่ได้ความอยู่หรือ ความมีความเป็นที่ถูกใจตรงความประสงค์ของเราทุกๆอย่าง และแล้วเราก็ไม่ทราบว่ามันเป็นเพราะเหตุไร นั่นแหละคือข้อ ที่ว่า แม้ความจริงมีอยู่ เราก็หาทราบไม่ จนกว่าเราจะมี ปัญญาเสียก่อน. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงค้นพบความจริงด้วยพระ ปัญญาของพระองค์เองก่อนแล้ว สอนให้เรารู้หรือเข้าใจ ความจริงอันนั้นตามพระองค์ได้ง่ายขึ้น จนสามารถดำรงใจ ให้ตั้งอยู่ได้ ในสภาพที่ไม่มีความทุกข์อันใดมารบกวนได้ และเรามีแต่ความพอใจในชีวิตของเราอย่างชุ่มชื่นเยือกเย็น อยู่เสมอ. โลกกำลังกระหายต่อความพ้นทุกข์อยู่แล้ว ฉะนั้น พอพระองค์ทรงอุบัติขึ้นสั่งสอนธรรมแม้ไม่ต้องร้องเชื้อเชิญ สัตว์ที่มีปัญญาก็ยินดีและพร้อมอยู่เสมอที่จะรับเอาธรรมจาก พระองค์ในส่วนหลักวิชา และนำไปประพฤติจนบังเกิดผล ในทางใจ สมตามที่ตนหวังคือ สภาพที่ใจไม่มีความทุกข์
น.517 อีกต่อไป. เมื่อเกิดมีคนที่สามารถรับเอาธรรมชนิดนี้ และ เกิดมีมากขึ้นด้วยการสั่งสอนกันสืบมา ธรรมก็เป็นสิ่งที่ ปรากฏแก่ดวงใจของสัตว์โลกมากขึ้น. เมื่อมีมากขึ้น ก็มี อิทธิพลในการที่จะจูงสัตว์โลกไปในแนวของธรรมมากขึ้น หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือเป็นลูกตุ้ม ที่ถ่วงโลกให้หมุน ไปหาความล่มจมช้าเข้านั่นเอง, แม้ว่าผู้ที่รู้ธรรมโดยตรงนั้น จะมีความสุขของตนเองอย่างเต็มเปี่ยมไปผู้หนึ่งเป็นส่วนตัว แล้ว ก็ยังมีอิทธิพลที่จะดึงดูดน้ำใจผู้อื่นอีกเป็นจำนวนมาก ให้ดำเนินตาม จึงเกิดเป็นลูกตุ้มถ่วงขึ้นได้ด้วยอาการอย่างนี้. ธรรมิกบุคคลในโลก เปรียบเหมือนผู้จะออกคะแนนเสียง เป็นฝ่ายค้านอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งออกความคิดอย่างหลับตา ปล่อยโลกให้เป็นไปในทางล่มจม และเดือดร้อนโดยไม่รู้ สึก. ฉะนั้นถ้าธรรมิกบุคคลยิ่งมีมากขึ้นเมื่อใด ลูกตุ้มที่ถ่วง ก็ยิ่งหนัก และถ่วงได้มากขึ้นเพียงนั้น. ในบัดนี้ประมาณ กันว่ามีพุทธบริษัทในโลกไม่น้อยกว่า หนึ่งในสาม ของ พลโลกทั้งหมด. จำนวนคนเหล่านี้ย่อมเป็นส่วนที่ถ่วงให้
น.518 หมุนไปหาการลุกเป็นไฟช้าเข้าตามส่วน. ในระหว่างที่ ยังไม่ลุกนี้ เพราะมีความถ่วงให้ช้าอยู่ มีคนอื่นอีกเป็น จำนวนมากหรือทั้งโลก พลอยได้รับความผาสุกไปด้วย จึง กลายเป็นการอำนวยสุขให้แก่โลกทั้งสิ้นไปในตัว ซึ่งควรที่ สัตว์ทุกถ้วนหน้าจะพึงรำลึกถึงทิตคุณอันนี้ของพระพุทธเจ้า. และการที่โลกหมุนไปหาความล่มจมช้าเข้านี่เอง ชื่อว่า เกิดการปฏิวัติขึ้นในตัวประวัติศาสตร์เองโดยไม่รู้สึก ซึ่งถ้ามิฉะนั้นโลกจะต้องดำเนินหรือมีฉากในทางประวัติ- ศาสตร์เป็นอย่างอื่นไปแล้ว ถ้าเราจะปล่อยให้มันเป็น ไปตามอำนาจกิเลสตัณหาของโลกล้วน ๆ โดยไม่มี ธรรมเข้าคุ้มครอง หรือแทรกแซง. ข. การปฏิวัติที่เกิดขึ้นแก่สังคมมนุษย์ อินเดียในสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุบัติขึ้นนั้น มี การถือชั้นวรรณะ. ตามลัทธิพราหมณ์ แบ่งคนออก เป็น ๔ พวก คือ กษัตริย์, พราหมณ์ พลเมืองธรรมดาที่
น.519 เรียกว่า ไวศยะ, และพวกทาสหรือที่เรียกว่าศูทร รวมทั้ง พวกที่ต่ำกว่า เช่นพวกจัณฑาลด้วย. สามพวกแรกเป็นพวก สูง และสูงกว่ากันอยู่ตามลำดับ ส่วนพวกหลังนั้น ตาม ลัทธินั้นคล้ายกับไม่รับรองว่าเป็นมนุษย์. เขาไม่ยอมให้พวก ศุทรเข้าโบสถ์ ไม่ยอมให้ได้เรียนหรือได้ฟังพระเวท ไม่ร่วม บ่อน้ำ ไม่ร่วมหนทาง. และถ้าบังเอิญว่า พวกศูทรผ่านมา พบเข้ากับพวกชั้นสูง เขาปรับให้เป็นความผิดของพวกศูทร นั้นเอง และได้รับโทษซึ่งทารุณ. เขาถือว่า พวกกษัตริย์ สร้างขึ้นจากแขนของพรหม พวกพราหมณ์สร้างขึ้นจากปาก พวกไวศยะสร้างขึ้นจากกระเพาะ และพวกศูทรถูกสร้างขึ้น จากเท้าของพรหมดังนี้. พวกศุทรจำนวนล้าน ต้องกลาย เป็นพวกที่อิดหนาระอาใจของผู้อื่น คล้ายกับว่าของเน่าที่ไป ปนอยู่ในท่ามกลางกองดอกไม้อันมีกลิ่นหอม. การสมาคม จึงเจือไปด้วยการถือตัว การเกลียดกัน และการสบประมาท อย่างรุนแรง มีภาระที่น่าอนาถใจแทรกแซงอยู่ทั่วไป เพราะว่าแม้ว่าพวกวรรณะสูงจะรังเกียจ และเหยียดหยาม ทำทารุณต่อวรรณะต่ำอยู่เพียงใด ก็ยังต้องติดต่อกับ
น.520 พวกทาสเหล่านั้นอยู่นั่นเอง. ภาพแห่งความทารุณจึงคง มีอยู่ทั่วไปในวงการสมาคม ซึ่งเป็นเหมือนกับสีดำอันป้าย อยู่เป็นแห่ง ๆ ในพื้นที่ขาวหรือเหลือง ฉันใดก็ฉันนั้น ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุบัติขึ้น พระองค์ทรงสั่งสอนว่า คนเราจะเป็นพราหมณ์ เพราะเหตุสักว่าบิดามารดาเป็น พราหมณ์หาได้ไม่ แต่จะเป็นพราหมณ์ได้ก็ด้วยการประพฤติ ตนตามแนวธรรมคือประพฤติดี. และในการประพฤติดีนั้น ทำได้ทุกคนไม่จำกัดว่าจะเป็นวรรณะไหน. ในการประพฤติ ธรรม ไม่มีกษัตริย์ ไม่มีพราหมณ์ ไม่มีไวศยะ และไม่มี ศูทร, เพราะฉะนั้น คนเราจะเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น แล้วแต่ การประพฤติของเขานั่นเอง. การเป็นกษัตริย์หรือพราหมณ์ ด้วยเหตุสืบจากบิดามารดานั้น ไม่ช่วยได้ เพราะว่าแม้จะมี กำเนิดจากบิดามารดาที่เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ ไวศยะ หรือศูทร ก็ตาม เมื่อประพฤติผิดธรรมแล้ว ย่อมจมลงไป ในนรกเหมือนกัน โดยไม่แตกต่างกัน และไม่มีข้อยกเว้น ให้แก่ใครเป็นพิเศษ. ถ้าประพฤติถูกกรรม ก็จะได้ไปสู่สุคติ
น.521 และเป็นสุขเหมือนกัน โดยทำนองเดียวกัน ดังนี้, ครั้นมี คนนับถือและทำตามคำสั่งสอนของพระองค์มากขึ้น จน กระทั่งถึงพวกราชาและมหาราชา พวกศูทรก็ค่อยมีโอกาส ได้หายใจด้วยอากาศที่บริสุทธิ์ สดใสเยือกเย็น ปราศจาก ลมอันทารุณได้มากขึ้น. ฉากของมนุษย์ในด้านการสมาคม ก็เปลี่ยนไปโดยควรแก่เหตุ. ภาพทารุณที่เคยปรากฏใน วงการสมาคมระหว่างวรรณะทั้งสี่ ก็ค่อยจางหายไป พื้นสีขาวในดวงใจของมนุษย์เหล่านั้น ก็มีสีขาวอัน สม่ำเสมอมากขึ้นมีจุดหรือทางดำน้อยลง. อีกอย่างหนึ่ง สตรี ในกาลก่อนเป็นสิ่งที่เคยถือกัน ว่าเป็น ทรัพย์สมบัติชนิดหนึ่ง, ในตอนแรกก็เป็นทรัพย์ของ บิดามารดา ที่เลี้ยงไว้สำหรับขายให้แก่บุรุษในตระกูลที่จะ มาขอซื้อเอาไป. ครั้นผู้ที่เป็นสามีซื้อเอาไปแล้ว ก็ถือ เสมือนหนึ่งทรัพย์หรือสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่ง ปราศจากสิทธิ์ และเสียงใดๆ เพราะเชื่อกันว่าสตรีเป็นมนุษย์ที่ไม่มี อะไร ๆ สมบูรณ์เหมือนผู้ชาย จึงไม่ให้การศึกษาแก่สตรี
น.522 สตรีก็มีอันที่จะเป็นไปในทางเสื่อมเสียมากขึ้น จึงกลายเป็น ธรรมเนียมถือกันว่า สตรีไม่ควรถูกยกขึ้นมาเทียมบุรุษ ทุก ๆ อย่างให้อยู่ในอำนาจของฝ่ายชายอย่างเดียว. จุดดำ ได้เกิดขึ้นแก่เพศที่เป็นมารดาของโลกอย่างเปื้อนไปหมด ทั้ง ที่บุรุษผู้ถือลัทธินั้น ก็ต้องเกิดมาจากสตรีนั่นเอง. ครั้นพระ องค์ทรงอุบัติขึ้น ทรงรับรองข้อที่ว่าสตรี สามารถบรรลุ มรรคผลเช่นเดียวกับบุรุษ โดยไม่มีข้อแตกต่าง และตรัส ข้อปฏิบัติสำหรับสตรี เพื่อ "เอาชนะ"๑ ได้ทั้งโลกนี้และ โลกหน้า คือความมีหน้ามีตา ในทางสมาคมหรือวงสังคม และการไปสู่สุคติสวรรค์โดยเท่าเทียมกับผู้ชาย; ให้รู้จัก หน้าที่ของตัวที่จะพึงปฏิบัติต่อสามี ซึ่งก็มีหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง อันจะพึงปฏิบัติต่อภรรยา และให้ทั้งสองฝ่ายถือเสมือนที่จะ พึงกระทำต่อกัน โดยเท่าเทียมกัน. การยกสถานะสตรี ๑. ดูบาลี พลวรรค มาตุคามสังยุตต์ สูตรที่ ๕ ไตร. ล. ๑๘ น. ๓๐๖. และบาลีอุโบสถวรรค อัฏฐ. อํ. ไตร, ล. ๒๓ น. ๒๗๕, และอื่น ๆ.
น.523 เช่นนี้ ปรากฏในตระกูลวงศ์ของพระองค์คือพวกศากยะมา ก่อนแล้ว โดยที่ถือว่าสตรีเป็นเพศที่ควรยกย่อง ไม่ยอมให้ ไปกับพวกที่มีเชื้อชาติต่ำกว่า แม้จะมีอำนาจ, และสตรีควร มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ หรือไม่ถูกยกให้แก่บุรุษที่ไม่มีคุณสมบัติ ทันเทียมกัน, หรือกล่าวอย่างสั้นๆ ก็คือว่าเกียรติยศของ สตรี เป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาอยู่อย่างรอบคอบ สุขุม ข้อนี้ ทำให้สตรีพวกศากยะก้าวออกจากประตูเรือน บวช ในสำนักภิกษุณีได้ โดยปราศจากการขัดขวางของฝ่ายชาย. และธรรมของพระองค์ ซึ่งมีผู้รับถือกันมากขึ้นสืบมา ในตอนหลัง ได้ช่วยยกสถานะของสตรีให้สูงขึ้นอย่าง ประจักษ์ มีสิทธิและโอกาสที่จะทำการกุศลและการ ศึกษาตามประสงค์ของตนมากขึ้นทั่ว ๆ ไป ในประเทศ ที่รับนับถือพุทธศาสนา. อีกอย่างหนึ่ง อินเดียในสมัยโบราณมีธรรมเนียม บูชายัญญ์ ด้วยเนื้อและเลือดทั้งของสัตว์และมนุษย์ โบสถ์ส่วนมากคือโรงฆ่าสัตว์ ที่แดงไปด้วยเลือดและไฟที่
น.524 ส่งควันตระหลบ. ผู้มีทรัพย์และอำนาจ จัดให้พวกนักบวช ประกอบการบูชายัญญ์ เพื่อไถ่ถอนบาปของตน และช่วย ให้ตนมีความเจริญยิ่งขึ้นไปตามลัทธิที่เชื่อกันอยู่, พวก นักบวชเหล่านั้นช่วยทำพิธี ให้บาปของผู้เป็นเจ้าของยัญญ์ นั้น ตกมารวมกันอยู่ที่ศีรษะของสัตว์ที่จะฆ่า แล้วฟันมัน เสีย โดยไม่มีขณะที่มันอาจสำนึกถึงรสของความเจ็บและ ความตาย เอาโลหิตรองใส่ถาดมาเผาไฟสมณาคุณพระเป็น เจ้าในเบื้องบน. ศัตรูย่อมตอบแทนศัตรูด้วยเลือดและชีวิต. • การริษยาอาฆาตจองเวรแก้แค้น ถือกันว่าเป็นเกียรติยศ. ไม่ถือกันว่าการให้อภัยเป็นสิ่งที่ควรนิยม. ครั้นพระผู้มีพระ ภาคเจ้าทรงอุบัติขึ้น พระองค์ทรงสอนว่า ความบริสุทธิ์ และไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตัว คนอื่นจะช่วยทำคนอื่น ให้เศร้าหมองหรือบริสุทธิ์หาได้ไม่. กรรมเป็นสิ่งเด็ดขาด แน่นอนในข้อที่ว่า ทำเช่นไรต้องได้ผลเช่นนั้น และผู้ทำ นั่นเองเป็นผู้รับผล ไม่มีการไถ่ถอนสับเปลี่ยนกันได้ด้วย อำนาจ หรือด้วยทรัพย์ หรือสิ่งอื่น ๆ เวรย่อมไม่ระงับ
น.525 ด้วยเวร แต่จะระงับเพราะความไม่ผูกเวรของฝ่ายใดฝ่าย หนึ่ง และการให้อภัยเป็นความกล้าหาญของนักปราชญ์ แม้พวกคนพาลจะถือกันว่า เป็นความขลาดหรืออะไร ก็ตาม. สัตว์ทุกชนิด รู้จักรักชีวิตเหมือนมนุษย์และ เท่ากันกับมนุษย์ และตกอยู่ในภาวะอันหนัก เพราะ ถูกความแก่ความเจ็บและความตายครอบงำเช่นเดียว กัน ควรที่จะเป็นเพื่อนทุกข์ยากด้วยกัน ดีกว่าที่จะ ล้างผลาญกัน ซึ่งเป็นการกระทำอย่างหลับตาและน่า ละอายยิ่งขึ้น. ครั้นมีผู้นับถือศาสนาของพระองค์มากขึ้น ธรรมที่ทรงนำมาสั่งสอนนั้น ก็ยิ่งมีอิทธิพลในดวงใจของ มนุษย์ที่เคยนิยมการฆ่าและการจองเวรมากขึ้น, ซึ่งช่วยให้ เขาบรรเทาความโหดร้ายนั้นลงเสียได้ตามควรแห่งธรรมที่ได้ ศึกษา. ครั้นแพร่หลายไปถึงชั้นพระราชา ก็มีกฎหมาย บัญญัติห้ามการฆ่าสัตว์ และตั้งโรงพยาบาลขึ้นสำหรับสัตว์ เดรัจฉาน ดังที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกของพระเจ้าอโศก แทบทั่วไปทั้งอินเดีย หรือชมพูทวีปสมตามที่พระราชาธิราช
น.526 องค์นี้มีอาณาจักรอันกว้างขวาง เพราะทรงอาศัยอำนาจ ธรรมเป็นเครื่องปราบและขยายอาณาจักร อันปรากฏตาม ประวัติศาสตร์ ว่าทรงขยายอาณาเขตได้กว้างกว่ากษัตริย์องค์ ใดในอินเดีย. การปฏิวัติได้เกิดขึ้นในดวงใจของประชาชน จนถึงกับทำให้โรงฆ่าสัตว์ชนิดที่หุ้มคลุมอยู่ด้วยลักษณะของ โบสถ์นั้นลดจำนวนน้อยลงไป และมีโรงพยาบาลสำหรับ สัตว์ที่เจ็บป่วยเกิดขึ้นแทนดังกล่าวแล้ว นี่คือรอยแห่งพระ พุทธคุณ ที่จารึกติดอยู่ในประวัติศาสตร์ของอินเดีย และ ประเทศใกล้เคียงเท่าที่ธรรมาณาจักรของพระเจ้าอโศกราช แผ่ไปถึง, และลากรอยของมันสืบต่อมาจนกระทั่งบัดนี้ ได้ แผ่ไปในประเทศอื่นโดยกว้างขวาง จนกระทั่งเกิดมีชนหมู่ มากที่ถือไม่กินเนื้อสัตว์เพราะอาศัยรัศมีธรรมของพระองค์ก็มี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือพุทธบริษัทที่ปฏิญาณตนไม่เสพเนื้อ สัตว์ตลอดชีวิตหรือบางคราว สัตว์ไม่ถูกฆ่า หรือเป็นเหตุ ให้ถูกฆ่าเพราะชนพวกนี้ หรือในวันที่กำหนดเป็นวันทาง
น.527 ศาสนานั้น มีจำนวนมากมายเหลือที่จะนับได้ ซึ่งเป็น เสมือนการปิดเสียซึ่งลำธารของโลหิต อันเคยไหลนองให้ หยุดไหล หรือน้อยลง ซึ่งย่อมทำให้ฉากแห่งประวัติศาสตร์ เปลี่ยนแปลงไปอย่างยากที่จะพิจารณาเห็นได้ง่าย ๆ เพราะ ปฏิวัติอันนี้มีสังคม หรือสมาคมส่วนใหญ่ของมนุษย์เป็น มูลฐาน. เมื่อย้อนมามองดูอีกครั้งหนึ่ง จะพบว่า สังคม ใดหนักแน่นในพุทธธรรมแล้ว การเหยียดชั้นวรรณะ ของกันและกัน จะไม่มีในสมาคมนั้น ๆ, จะมีแต่ ความวางตนเสมอ พร้อมเพรียงสามัคคีกันก่อกู้ภาระ ของประเทศชาติ. การยกสถานะของสตรี และการ ให้อภัยด้วยความเมตตากรุณา ย่อมหาได้ง่ายใน สมาคมนั้น. มนุษย์ชาติส่วนใหญ่ จึงได้มีรูปทางประวัติ ศาสตร์ แปลกไปกว่าตามที่จะปล่อยให้มันหมุนไปเอง โดย ปราศจากหลักธรรมของพระองค์เข้าเกี่ยวข้อง ด้วยประการ ฉะนี้
น.528 ค. การปฏิวัติทางศาสนา จากประวัติศาสตร์ของปรัชญาทั้งหมด บรรดามีใน โลกนี้ เราจะพบหลักสำคัญได้อันหนึ่งว่า พุทธศาสนา ได้สอนสิ่งที่ใหม่ และแปลกจนถึงกับตรงกันข้ามกับ หลักปรัชญานั้น ๆ ให้แก่โลก. ซึ่งจะได้ยกมาวินิจฉัยโดย ย่อ ๆ เป็นลำดับไป :- ทฤษฎีทางปรัชญา ที่พระผู้มีพระภาคได้ทรง เผยให้แก่โลก ชนิดที่ไม่เคยมีใครสอนมาก่อน ก็คือ กฎอันว่าด้วยอนัตตา. ไม่มีสิ่งใดที่เป็นอัตตาคือตัวตน, มติในลัทธิอื่น ย่อมสอนว่ามีอัตตา ที่เป็นตัวเรา ไม่อย่างใด ก็อย่างหนึ่ง ถึงแม้จะได้ปฏิเสธบางส่วน (เช่นร่างกาย เป็นต้น) ว่าเป็นอนัตตามิใช่ตัวเราไปแล้วก็ตาม. ในยุค พุทธสมัย มีลัทธิที่สอนอย่างสูงที่สุด ก็คือลัทธิ ที่สอนให้ ศึกษาปฏิบัติ จนรู้จักตัวอาตมันหรืออัตตาที่หลุดพ้นแล้ว จากโลกิยธรรมอันห่อหุ้มอยู่ : อันเป็นสภาพชนิดหนึ่ง ที่ไม่ รู้จักตาย หรือแม้แต่แปรผัน, คือเป็นอสังขตะ, นั่นแหละ
น.529 ว่าเป็นตัวอาตมัน หรือตัวเราที่แท้จริง, แทนที่จะยึดถือ ร่างกายหรือจิตตามธรรมดาว่าเป็นตัวเรา. แต่พระผู้มีพระ ภาคเจ้าได้ทรงประกาศขึ้นว่า สิ่งที่เป็นอสังขตะคือไม่ตาย และไม่ผันแปร เพราะไม่มีการเกิดและไม่มีเหตุปัจจัยปรุง แต่งได้นั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง แต่มันหาใช่เป็นอาตมันหรือ ตัวตนของใครไม่, มันเป็นเพียง "สิ่งธรรมดา" ล้วน ๆ เช่นเดียวกับสิ่งอื่น ๆ ที่เป็นพวกสังขตะ คือรู้จักตายและ แปรผัน เพราะมีเหตุปัจจัยปรุงนั้นเหมือนกัน, และข้อ สำคัญนั้นมีอยู่ว่า จิตจะได้ลุถึงศานติสุขอันแท้จริง และถึง ที่สุดจริง ๆ นั้น ต้องเป็นจิตที่ปราศจากความเข้าใจ และ ความยึดถือว่ามีอัตตาหรือเป็นอัตตาเท่านั้น ถ้ายังปัดว่าเป็น อัตตาเพียงบางอย่าง และยึดถือว่าเป็นอัตตาบางอย่าง ดังกล่าวมาแล้ว แม้สิ่งนั้นจะสูงสุดเพียงไร ก็ยังหาใช่เป็น การหลุดพ้นที่แท้จริงและถึงที่สุดของจิตไม่. เป็นอันว่า พุทธศาสนาปฏิเสธ อัตตาโดยสิ้นเชิง และประวัติศาสตร์ ย่อมแสดงชัดอยู่ในตัวเองทันทีว่า ก่อนหน้านั้นโลกไม่เคย
น.530 ได้ยินคำว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา = "สิ่งทั้งปวงเป็น อนัตตา" เลย. โลกเพิ่งจะมาได้ฟังเมื่อพระพุทธองค์ทรง ประกาศขึ้น และได้ลุถึงภูมิธรรมขั้นใหม่ กล่าวคือความ ปล่อยวางสิ่งทั้งปวงโดยเด็ดขาดได้เช่นนี้, จึงกล่าวได้ว่า ทฤษฎีอันนี้ (คือที่ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา) มีอันเดียว เฉพาะในพุทธศาสนาเท่านั้น. ลัทธิอื่น ๆ ทั้งหมด มีจุด หมายอยู่ที่หา "อัตตาหรือชีวิตอันแท้จริง" ให้พบ; แต่ พุทธศาสนาประกาศขึ้นว่า อัตตา หรือชีวิตอันแท้จริงนั้น ไม่มีเลย ! แม้ว่าอสังขตธรรมจะเป็นสิ่งไม่ผันแปร และตั้ง อยู่ตลอดอนันตกาลเพียงไร มันก็หาใช่เป็นชีวิตหรือเป็น อัตตาไม่. ตามประวัติศาสตร์แห่งธรรมปฏิบัติ เราอาจพบได้ อย่างแจ่มแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ มีแต่แนวปฏิบัติเพียงสองสาย คือ พวกหนึ่งคล้อยไปตามกระแสโลก ยังเกี่ยวข้องอยู่กับ กามคุณ หรือหาความอร่อยทางกายพร้อมกันไปด้วย. อีก พวกหนึ่งก็ถึงกับทรมานกายให้แสบเผ็ด โดยมีหลักว่า
น.531 ทรมานได้เพียงไรก็ยิ่งเป็นการปล่อยวางกาย ไม่เห็นแก่กาย และเป็นการหลุดพ้นได้เพียงนั้น ไม่เคยมีใครได้ยินหรือได้ ยึดหลักว่า มัชฌิมาปฏิปทา อันคลุกเคล้าไปด้วยปัญญา และกว้างขวางเหมาะสำหรับคนทั่วไป ดังที่พระองค์ทรง บัญญัติขึ้น. ไม่มีใครเคยได้ยินคำว่า อริยสัจ อันเป็นกฎ แห่งเหตุผล และคนเราจะพ้นทุกข์ได้ก็ด้วยการกระทำที่ตรง ตามกฎแห่งเหตุผลเท่านั้น. การอ้อนวอนการบูชายัญญ์ไม่ เป็นไปตามกฎแห่งเหตุผล. ก่อนที่พระองค์อุบัติขึ้น ถ้ามีใครถามว่า คนเราตาย แล้วเกิดอีกไหม ? ก็จะมีคนตอบต่าง ๆ กัน คือ ๑. ตอบ ว่า เกิดอีก, ๒. ตอบว่า ไม่เกิดอีก, ๓. ตอบว่า เกิด อีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี. แต่คำตอบทั้ง ๓ ชนิดนี้ ผิดหลัก พุทธศาสนา. ถ้ามีใครทูลถามพระองค์เช่นนั้น พระองค์ก็จะ ตรัสตอบมีหลักว่า แท้ที่จริง คนเราไม่มี, มีแต่การควบ คุมเข้ากับการแยกออก และการผันแปรไปของธรรมชาติ พวกหนึ่ง ซึ่งมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งและผลักไสไป. เมื่อขาด
น.532 เหตุขาดปัจจัยมันก็หยุด หรือดับ. แท้จริงทุกส่วนของสิ่งที่ เรียกว่า คนเราหรือตัวเรา ก็เปลี่ยนแปลงเป็นอันอื่นอยู่ ทุก ๆ ปรมาณู และทุกขณะจิตอยู่เองแล้ว หาสาระที่จะ เรียกว่า คนเรา ตรงไหนหรือเวลาไหนมิได้. หรือแม้จะ หมายความเอาว่าคนเราเกิดหรือตายตรงร่างกาย เราก็ยัง กล่าวลงไปไม่ได้ว่า บางคนเกิดอีก หรือบางคนไม่เกิดอีก, คงกล่าวได้แต่เพียงว่า ย่อมแล้วแต่เหตุ, ถ้าเหตุเพื่อจะให้ เกิดอีกมี มันก็เกิด, ถ้าหมด ก็ไม่เกิด. แต่อย่างไรก็ตาม การตอบเช่นนี้ยังไม่ตรงตามความจริง. เพราะตามกฎแห่ง วัฏฏสงสารนั้นมีแต่เพียงธรรมชาติสายหนึ่ง ซึ่งไหลเชี่ยว เป็นเกลียวไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ไม่หยุดหย่อน จนกว่า มันจะหมดต้นเหตุ โดยที่ต้นเหตุของมันถูกทำลายเสีย. คำว่า เกิด - แก่ - ตาย - หรืออื่น ๆ เป็นเพียง "คำ สมมติ" ที่เราจับไปสวมเข้า ที่ระยะหรือตอนใดตอน หนึ่งของ "สายอันยาวยืด" สายนี้เท่านั้น. เพราะฉะนั้น การกล่าวดิ่งเด็ดขาดตายตัวลงไปว่า เกิดอีกหรือไม่เกิดอีก,
น.533 บางคนเกิด บางคนไม่เกิด, อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ผิดจาก ความจริงซึ่งพุทธศาสนาเล็งถึง. สรุปว่า พระพุทธองค์เป็น ผู้เปิดเผยหลักอันสบด้วยเหตุผล หรือที่เราเรียกกันในสมัย นี้ว่า สบหลักวิทยาศาสตร์ (Sciencetific) เป็นคนแรก, เป็นบุคคลแรกในโลกที่ประกาศว่า สิ่งที่เราเรียกกันว่าคน หรือตัวเรานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ๆ ของเกลียวแห่ง ความหมุนเวียนของสิ่ง ซึ่งเป็นเหตุผลขณะหนึ่ง ๆ แท้ ที่จริง คนเราไม่มี มีแต่ส่วนย่อย ๆ หลายส่วน จับกลุ่ม กันเข้าแล้วหมุนไป ๆ ซึ่งทั้งนี้เป็นด้วยอำนาจแห่งเหตุที่ทำให้ ปรากฏดุจว่ามีตัวตนอยู่ได้. แต่ก็ชั่วขณะที่มันหมุน, หยุด หมุนก็ดับ และไม่มีตัวอะไร นอกจากความว่างจากสิ่ง เหล่านี้. จึงกล่าวได้ว่า มีแต่ โลกิยธรรมที่หมุนไปตามเหตุ, ปรากฏอยู่ชั่วขณะที่ยังมีเหตุ และหมุนไป ๆ จนกว่าจะถึง ที่สุดเมื่อสิ้นเหตุ เท่านั้น. ถ้าถามว่า คนตายแล้วเกิดหรือ ไม่ ? ก็ตอบว่า คนไม่มี, จะเอาอะไรมาตาย หรือเกิด.
น.534 มีแต่กลุ่มของสิ่งที่หมุนไปตามอำนาจแห่งเหตุ จนกว่าจะ หมดเหตุ, ยังมีเหตุ ก็หมุนไป, หมดเหตุก็หยุดหมุน. นอกจากนั้น ยังอาจกล่าวได้สืบไปว่าพระพุทธองค์ เป็นคนแรกที่บ่าวประกาศ มิให้มีการเชื่อมั่นตามตำรา, เชื่อมั่นคำครู, เชื่อลัทธิธรรมเนียมประเพณี, หรือ เชื่อด้วยการตรึกตามเหตุผล ชั่วแล่น ตามหลักที่ ปรากฏอยู่ใน กาลามสูตร และทรงวางหลักว่า ไม่ควร ถกเถียงคัดง้างกันด้วยปัญหาทางปรัชญา ที่เป็นปัญหาโลก แตก ดังเช่นเรื่องทิฏฐิสิบ ๑ ที่เป็นปัญหาพื้นเมืองในสมัย พุทธกาล; ทรงสรุปใจความว่า ชีวิตนี้ มิใช่เป็นปัญหา ที่ต้องสะสาง แต่เป็นเพียงสภาพความจริงชนิดหนึ่ง ที่เราจะต้องเข้าให้ถึงอย่างเดียวเท่านั้น และก็ด้วยการ ปฏิบัติอันเป็นภายในอย่างเดียว และอาศัยตนของตนโดย ๑. ดูเรื่องพิสดารจากพระพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ฉบับพิมพ์ ครั้งที่สอง หน้า ๑๘๓ - ๑๘๖.
น.535 เฉพาะจึงจะเข้าถึงได้. การอ้อนวอนพระเป็นเจ้าเป็นเพียง ความขลาด. หลักคำสอนดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ คือ ประทีปดวง ใหม่ ที่พระพุทธองค์ทรงจุดขึ้น และทรงส่องให้สัตว์โลก ก้าวเท้าไปสู่ความพ้นทุกข์ โดยอาการที่ผิดแปลกไปจากที่ ถ้าหากว่าโลกจะมิได้รับแสงจากประทีป ดวงนี้. และโดย เหตุนี้จึงทำให้ทิวทรรศน์แห่งประวัติศาสตร์ ในด้านปรัชญา หรือธรรมวิทยา ได้เปลี่ยนรูปไปอย่างมากมาย. และความ เปลี่ยนแปลงอันนี้ ย่อมเป็นผลเกิดมาจากการปฏิวัติทาง ศาสนา ซึ่งมีมูลฐานมาจากพระพุทธองค์โดยเฉพาะ, เมื่อ ลัทธิใหม่นี้ มีอิทธิพลเหนือชาวโลกแทนลัทธิเก่า (ดังที่ กล่าวแล้วในตอนต้น ๆ มีพระเจ้าอโศกราช เป็นตัวอย่าง) มากขึ้นแล้ว, รอยจารึกแห่งพระพุทธคุณ ที่ฝังลึกอยู่ในสาย อันยาวยืดของประวัติศาสตร์โลก ก็ย่อมมีปกคลุมอยู่ โดย ทั่วไป; และเราก็จะพอมองเห็นได้ว่า พระมหากรุณาธิคุณ
น.536 ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น จะยังคงปกคลุมประวัติศาสตร์ ของโลกไปตลอดชั่วกัลปาวสาน. เมื่อเรามองเห็นภาพแห่งการปฏิวัติทั้งที่ตัวประวัติ- ศาสตร์, ที่มนุษย์สมาคม, และที่แนวปรัชญาของโลกทั้ง มวล อันเป็นมาอย่างไร โดยทั่วถึงดังนี้แล้ว เราก็เห็นได้ จากการปฏิวัตินั้น ๆ สืบไปว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นบ่อเกิด แห่งคุณประโยชน์ของโลกอย่างใหญ่หลวงเพียงไร. ผลที่ กระท้อนสืบ ๆ ไปจากพระคุณทั้งปวงนั้น ย่อมทิ้งรอยของมัน ให้จารึกติดอยู่ในสายอันยาวยืดของประวัติศาสตร์ยิ่งขึ้นทุก ๆ ยุค, พุทธบริษัททั้งหลายควรจะมองค้นดูให้ครบถ้วนทั่วถึง ในสมัยอันเป็นอภิลักขิตกาล เช่น วิสาขบูชานี้ ด้วยความ เคารพอันหาขอบเขตมิได้จงทุกคนเถิด. พุทธทาสภิกขุ วิสาขมาส ๒๔๘๓
Buddhadasa