น.537 ใครทุกข์? ใครสุข? พุทธทาส เขียน พระพุทธองค์ตรัสว่า "เมื่อกล่าว สรุปให้สั้นที่สุดแล้ว เบญจขันธ์ที่ยังมี อุปาทาน เป็นตัวทุกข์." ๑ เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดความสงสัยว่า ถ้าขันธ์เป็น ทุกข์ ก็ช่างมันเป็นไร เราอย่าทุกข์ก็แล้ว กัน มิใช่หรือ ? บาลีแห่งอื่นก็มีอีกว่า "ตัวทุกข์ นั้นมีอยู่แท้ แต่บุคคลผู้เป็นทุกข์หามี ไม่” ๒ นี่ก็เช่นเดียวกันอีก แสดงว่าตัวตน ๑. สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺ ขา. ๒. ทุกฺ ขเมว หิ น โกจิ ทุกฺขิโต. การโก น, กิริยา ว วิชฺชติ.
น.538 ของเราไม่มี. ทุกข์อยู่ที่รูปและนาม. นี้ก็ก่อให้เกิดคำถาม ว่า เราจะพยายามทำที่สุดทุกข์ไปทำไม เมื่อเราผู้เป็นเจ้า ทุกข์ก็ไม่มีเสียแล้ว, พยายามให้ใคร. ใครจะเป็นผู้รับสุข ทำบุญกุศลเพื่ออะไรกัน ?. เพื่อขบปัญหานี้ให้แตกหัก โดยตนเองทุก ๆ คน (เพราะธรรมะเป็นของเฉพาะตน). ข้าพเจ้าขอเสนอแนวคิด สั้น ๆ แต่กว้างขวางออกไป แต่ท่านทั้งหลายสำหรับจะได้ นำไปคิดไปตรอง จนแจ่มแจ้งในใจด้วยปัญญาของตนเอง แล้วและบำบัดความหนักใจหม่นหมองใจ อันเกิดแต่ความ สงสัย และลังเลในการประพฤติธรรมของตน ให้เบาบาง ไปได้บ้าง ดังต่อไปนี้: ร่างกายและจิตใจสองอย่างนี้ รวมกันเข้าเรียกว่า นามรูป, หรือเรียกว่าเบญจขันธ์ เมื่อแยกให้เป็น ๕ ส่วน. ในร่างกายและจิตใจนี้ ถ้ายังมีอุปาทาน, กล่าวคือความ ยึดถือว่า "ของฉัน" ว่า "ฉัน," อยู่เพียงใดแล้ว ความ ทุกข์นานัปการ ตั้งต้นแต่ความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย จนถึง
น.539 ความหม่นหมองร้ายแรงอย่างอื่น เช่นอยากแล้วไม่ได้ สมอยากเป็นต้น ก็ยังมีอยู่ และออกฤทธิ์แผดเผาทรมาน ร่างกายและจิตใจอันนั้นเอง. แต่เมื่อใดอุปาทานอันนี้หมด ไปจากจิต ผู้นั้นไม่มีความสำคัญตนหรือรู้สึกตนว่า "ฉัน มี," "นี่เป็นของฉัน" เป็นต้นแล้ว, ทุกข์ทั้งมวลดังกล่าว ก็ตกไปจากจิตอย่างไม่มีเหลือ เพราะเราอาจที่จะไม่รับเอา ว่าร่างกายและจิตใจนี้เป็นเรา และสิ่งที่เกิดขึ้นแก่มันว่าเป็น ของเรา, ได้จริง ๆ. แต่พึงทราบว่า เมื่ออวิชชา (ความโง่หลง) ยังมีอยู่ ในสันดานเพียงใดแล้ว ความสำคัญว่าเรา หรือของเรา, มันก็สิงอยู่ในสันดานเรา โดยเราไม่ต้องรู้สึก เพราะ ฉะนั้นเราจึงรับเอาความทุกข์ทั้งมวลเข้ามาเป็นของเรา โดย เราไม่รู้สึกตัว; จึงกล่าวได้ว่า ตัวตนของเรามีอยู่ในขณะที่ เรายังมีอวิชชาหรืออุปาทาน, เพราะสิ่งที่เป็นตัวตน (ตาม ที่เรารู้ สึกและยึดถือไว้ในสันดานนั้น) เป็นสิ่งที่ถูกสร้างให้ เกิดขึ้นโดยอวิชชานั่นเอง. ตัวตนไม่มีในเมื่อหมดอวิชชา.
น.540 เมื่อใดหมดอวิชชาหรือความโง่หลง เมื่อนั้น "ตัว ตน" ก็ทำลายไปตาม; ความรู้สึกว่า "เรา" ก็ไม่มีใน สันดานเรา; ไม่มีใครเป็นผู้ทำหรือรับผลของอะไร จึงไม่มี ทุกข์. ความจริงนั้น มีแต่นามรูป ซึ่งเกิดขึ้น, แปรปรวน, ดับไปตามธรรมดาของมัน เรียกว่ามันเป็นทุกข์. เมื่ออวิชชา ในสันดานเรา (หรือในนามรูปนั้นเอง) ก่อให้เกิดความ รู้สึกว่า “นามรูปคือตัวเรา" แล้ว "เรา" ก็เกิดขึ้นสำหรับ เป็นทุกข์, หรือรับทุกข์ทั้งมวล ของนามรูปอันเป็นอยู่ตาม ธรรมชาตินั้น. เห็นได้ว่า "เราที่แท้จริง" นั้นไม่มี มีแต่ เราที่สร้างขึ้น โดยอวิชชา. ท่านจึงกล่าวว่าความทุกข์นั้นมี จริง แต่ผู้ทุกข์หามีไม่, หรือเบญจขันธ์ที่ยังมีอุปาทาน เป็น ตัวทุกข์. ที่เรารู้สึกว่า มีผู้ทุกข์, และได้แก่ตัวเรานี่เองนั้น เป็นเพราะความโง่ของเรา สร้างตัวเราขึ้นมาด้วยความโง่ นั้นเอง. ตัวเราจึงมีอยู่ได้แต่ในที่ ๆ ความโง่มีอยู่. ยอด ปรัชญาของพุทธศาสนา จึงได้แสดงถึงความจริงในเรื่องนี้
น.541 ด้วยการคิดให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งประจักษ์ชัดว่า "ตัวเรา ไม่มี" จริง ๆ. อาจมีผู้ถามว่า ก็เมื่อความจริงนั้น ตัวเราไม่มี แล้วเราจะขวนขวายประพฤติธรรมเพื่อพ้นทุกข์ทำไมเล่า ? นี่ก็ตอบได้ด้วยคำที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอีกนั่นเอง, คือว่าใน ขณะนี้ เราหาอาจมีความรู้ ได้ไม่ว่า "ตัวเราไม่มี" เรา ยังโง่, เหมือนคนบ้าที่ยังไม่หายบ้า ก็ไม่รู้สึกเลยว่าตนบ้า. เหตุนี้เอง "ตัวเรา" ซึ่งสร้างขึ้นด้วยความโง่นั่นแหละมันมี อยู่, มันเป็นเจ้าทุกข์, และเป็นตัวที่เราเข้ายึดเอามาเป็น ตัวเรา หรือของเราไว้โดยไม่รู้สึก. เราจึงต้องทำตาม คำสอนของพระพุทธศาสนา เพื่อหายโง่ หายยึดถือ หมด ทุกข์ แล้วเราก็จะรู้ ได้เองทีเดียวว่า อ้อ ! ตัวเรานั้น ที่ แท้ ไม่มีจริง ๆ !! นามรูปมันพยายามดิ้นรน เพื่อตัวมัน เองตลอดเวลา มันสร้าง "เรา" ขึ้นใส่ตัวมันเองด้วยความ โง่ของมัน; เราที่มันสร้างขึ้น ก็คือเราที่กำลังอ่านหนังสือ เล่มนี้อยู่นี่แหละ !
น.542 ความทุกข์ ความสุขมีจริง, แต่ตัวผู้ทุกข์หรือผู้สุขที่ เป็น "เราจริง ๆ" หามีไม่, มีแต่ "เรา" ที่สร้างขึ้น จากความไม่รู้ โดยความไม่รู้. ดับเราเสียได้ก็พ้นทุกข์และ สุข, สภาพเช่นนี้เรียกว่านิพพาน. ที่กล่าวว่าพระนิพพาน เป็นยอดสุขนั้น ไม่พึงเข้าใจว่า เป็นสุขทำนองที่เราเข้าใจ กัน, ต้องเป็นสุขเกิดจากการที่ "เรา" ดับไป และการที่ พ้นจากสุขและทุกข์ชนิดที่เราเคยรู้จักมันดีมาแต่ก่อน. แต่ พระนิพพานจะมีรสชาติเป็นอย่างไรนั้น ท่านจะทราบได้เอง เมื่อท่านลุถึง. มันอยู่นอกวิสัยที่จะบอกกันเข้าใจ ดังท่าน เรียกกันว่า เป็นปัจจัตตัง หรือสันทิฏฐิโก. ในพระนิพพาน ไม่มีผู้รู้ ไม่มีผู้เสวยรสชาติแห่ง ความสุข; เพราะอยู่เลยนั้น หรือนอกนั้นออกไป; ถ้ายังมี ผู้รู้ หรือผู้เสวย ยังยินดีในรสนั้นอยู่ นั่นยังหาใช่พระ นิพพานอันเป็นที่สุดทุกข์จริง ๆ ไม่ แม้จะเป็นความสุข อย่างมากและน่าปรารถนาเพียงไรก็ตาม มันเป็นเพียง
น.543 "ประตูของพระนิพพาน" เท่านั้น แต่เมื่อเราถึงสถานะ นั่นแล้ว เราก็แน่แท้ต่อพระนิพพานอยู่เอง. เมื่อนามรูปยังมีอยู่ และทำหน้าที่เสวยรสเยือกเย็น อันหลั่งไหลออกมาจากการลุถึงพระนิพพานได้ ในเมื่อมัน ไม่เป็นที่ตั้งอาศัยแห่งอุปาทาน หรืออวิชชาอีกต่อไป, เรา เรียกกันว่า นั่นเป็นภาวะแห่ง นิพพาน. เมื่อรูปนามนั้นดับไป อย่างไม่มีเชื้อเหลืออยู่อีก นั่นก็คือ ปรินิพพาน. ดังนี้ ท่านตัดสินเอาตามความพอใจของท่านเองเถิด ว่า ใครเล่าเป็นผู้ทุกข์ ? ใครเล่าเป็นผู้สุข ? แต่พึงรู้ตัวไว้ ว่า ตัวเราที่กำลังจับกระดาษแผ่นนี้อ่านอยู่นั้นก็ยังเป็นตัวเรา ของอวิชชา อยู่ ! ๑ สิงห์. ๗๙.
Buddhadasa