Buddhadasa.org

ชุมนุมเรื่องสั้นของพุทธทาสภิกขุ (รวม 15 เรื่อง) ตอนที่ ๑๒ — อานาปานสติ กัมมัฏฐานอย่างง่าย

ชุมนุมเรื่องสั้นของพุทธทาสภิกขุ (รวม 15 เรื่อง) — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมเรื่องสั้นของพุทธทาสภิกขุ (รวม 15 เรื่อง) (๑๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.544 อานาปานสติ (สำหรับคนทั่วไป อย่างง่าย ขั้นต้น ๆ เพื่อรู้จักไว้ทีก่อน) ในกรณีปรกติ ให้นั่งตัวตรง (ข้อ กระดูกสันหลังจดกันสนิท เต็มหน้าตัดของ มันทุก ๆ ข้อ) ศีรษะตั้งตรง ตามองไปที่ ปลายจมูกให้อย่างยิ่ง จนไม่เห็นสิ่งอื่น จะ เห็นอะไรหรือไม่เห็น ก็ตามใจ ขอให้จ้อง มองเท่านั้น พอชินเข้าจะได้ผลดีกว่าหลับตา, และไม่ชวนให้ง่วงนอนได้ง่ายด้วย, โดย เฉพาะคนขี้ง่วงให้ทำอย่างลืมตานี้ แทน หลับตา, ทำไปเรื่อย ๆ ตามันจะหลับของ มันเอง ในเมื่อถึงขั้นที่มันจะต้องหลับ. หรือ จะหัดทำอย่างหลับตาเสียตั้งแต่ต้นก็ตามใจ,

น.545 แต่วิธีที่ลืมตานั้น จะมีผลดีกว่าหลายอย่าง แต่ว่าสำหรับ บางคนรู้สึกว่าทำยาก. โดยเฉพาะพวกที่ยึดถือในการหลับ ตา ย่อมไม่สามารถทำอย่างลืมตาได้เลย. มือปล่อยวางไว้ บนตัก ซ้อนกันตามสบาย, ขาขัดหรือซ้อนกันโดยวิธีที่จะ ช่วยยันน้ำหนักตัวให้นั่งได้ถนัดและล้มยาก, ขาขัดอย่างซ้อน กันธรรมดาหรือจะขัดไขว้กัน นั่นแล้วแต่จะชอบหรือทำได้. คนอ้วนจะขัดขาไขว้กันอย่างที่เรียกขัดสมาธิเพชรนั้นทำได้ ยาก และไม่จำเป็น. ขอแต่ให้นั่งคู้ขามาเพื่อรับน้ำหนักตัว ให้สมดุลย์ล้มยากก็พอแล้ว. ขัดสมาธิอย่างเอาจริงเอาจัง ยาก ๆ แบบต่าง ๆ นั้น ไว้สำหรับเมื่อจะเอาจริงอย่างโยคี เถิด. ในกรณีพิเศษสำหรับคนป่วย คนไม่ค่อยสบายหรือ แม้แต่คนเหนื่อย จะนั่งอิงหรือนั่งเก้าอี้ หรือเก้าอี้ผ้าใบ สำหรับเอนทอดเล็กน้อย หรือนอนเลยสำหรับคนเจ็บไข้ก็ ทำได้. ทำในที่ไม่อับอากาศ หายใจได้สบาย ไม่มีอะไร กวนจนเกินไป. เสียงอึกทึกที่ดังสม่ำเสมอ และไม่มีความ

น.546 หมายอะไร เช่น เสียงคลื่น เสียงโรงงาน เหล่านี้ไม่เป็น อุปสรรค. (เว้นแต่จะไปยึดถือเอาว่าเป็นอุปสรรคเสียเอง), เสียงที่มีความหมายต่าง ๆ (เช่นเสียงคนพูดกัน) นั้นเป็น อุปสรรคแก่ผู้หัดทำ. ถ้าหาที่เงียบเสียงไม่ได้ ก็ให้ถือว่าไม่ มีเสียงอะไร ตั้งใจทำไปก็แล้วกัน มันจะค่อยได้เอง. ทั้งที่ตามองเหม่อ ดูปลายจมูกอยู่ ก็สามารถรวม ความนึก หรือความรู้สึก หรือเรียกภาษาวัดว่า สติ ไป กำหนดจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกของตัวเองได้. (คนที่ชอบ หลับตา ก็หลับตาแล้ว ตั้งแต่ตอนนี้). คนชอบลืมตาลืมไป ได้เรื่อย จนมันค่อย ๆ หลับของมันเอง เมื่อเป็นสมาธิมาก ขึ้น ๆ. เพื่อจะให้กำหนดได้ง่าย ๆ ในชั้นแรกหัด ให้ พยายามหายใจให้ยาวที่สุดที่จะยาวได้ด้วยการฝืน ทั้งเข้า และออกหลาย ๆ ครั้งเสียก่อน เพื่อจะได้รู้ของตัวเองให้ ชัดเจนว่า ลมหายใจที่มันลากเข้าออกเป็นทางอยู่ภายในนั้น มันลากถู หรือกระทบอะไรบ้างในลักษณะอย่างไร และ กำหนดได้ง่าย ๆ ว่า มันไปรู้สึกว่าสุดลงที่ตรงไหนที่ในท้อง,

น.547 โดยเอาความรู้ สึกที่กระเทือนนั้น เป็นเกณฑ์ ไม่ต้องเอา ความจริงเป็นเกณฑ์) พอเป็นเครื่องกำหนดส่วนสุดข้างใน, และส่วนสุดข้างนอกก็กำหนดง่าย ๆ เท่าที่จะกำหนดได้. คน ธรรมดา จะรู้สึกลมหายใจกระทบปลายจะงอยจมูก ให้ ถือเอาตรงนั้นเป็นที่สุดข้างนอก (ถ้าคนจมูกแฟบ หน้าหัก ริมฝีปากบนเชิด ลมจะกระทบปลายริมฝีปากบน อย่างนี้ ก็ให้กำหนดเอาที่ตรงนั้นว่าเป็นที่สุดข้างนอก), แล้วก็จะได้ จุดทั้งข้างนอกและข้างใน โดยกำหนดเอาว่าที่ปลายจมูกจุด หนึ่ง ที่สะดือจุดหนึ่ง แล้วลมหายใจได้ลากตัวมันเองไปมา อยู่ระหว่างจุดสองจุดนี้ขึ้นลงอยู่เสมอ. ทีนี้ทำใจของเราให้ เป็นเหมือนอะไรที่คอยวิ่งตามลมนั้น ไม่ยอมพราก ทุกครั้ง ที่หายใจทั้งขึ้นและลง ตลอดเวลาที่ทำสมาธินี้. นี้จัดเป็น ขั้นหนึ่งของการกระทำ เรียกกันง่าย ๆ ในที่นี้ก่อนว่าขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา " กล่าวมาแล้วว่า เริ่มต้นทีเดียว ให้พยายามฝืน หายใจให้ยาวที่สุด และให้แรง ๆ และหยาบที่สุดหลาย ๆ

น.548 ครั้ง เพื่อให้พบจุดหัวท้าย แล้วพบเส้นที่ลากอยู่ตรงกลาง ๆ ได้ชัดเจน. เมื่อจิต (หรือสติ) จับหรือกำหนดตัวลมหายใจ ที่เข้า ๆ ออก ๆ ได้ โดยทำความรู้สึกที่ ๆ ลมมันกระทบ ลากไป แล้วไปสุดลงที่ตรงไหน แล้วจึงกลับเข้า หรือกลับ ออกก็ตาม ดังนี้แล้ว ก็ค่อย ๆ ผ่อนให้การหายใจนั้น ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นหายใจอย่างธรรมดา โดยไม่ต้องฝืน แต่สตินั้น คงกำหนดที่ลมได้ตลอดเวลา ตลอดสาย เช่นเดียวกับเมื่อ แกล้งหายใจหยาบ ๆ แรงนั้นเหมือนกัน, คือกำหนดได้ ตลอดสายที่ลมผ่าน จากจุดข้างในคือสะดือ (หรือท้องส่วน ล่างก็ตาม) ถึงจุดข้างนอกคือปลายจมูก (หรือปลาย ริมฝีปากบนแล้วแต่กรณี). ลมหายใจจะละเอียด หรือแผ่ว ลงอย่างไร สติก็คงกำหนดได้ชัดเจนอยู่เสมอไป โดยให้การ กำหนดนั้น ประณีตละเอียดเข้าตามส่วน. ถ้าเผอิญเป็นว่า เกิดกำหนดไม่ได้ เพราะลมละเอียดเกินไปก็ให้ตั้งต้นหายใจ ให้หยาบหรือแรงกันใหม่ (แม้จะไม่เท่าทีแรก ก็เอาพอให้ กำหนดได้ชัดเจนก็แล้วกัน) กำหนดกันไปใหม่จนให้มีสติ

น.549 รู้สึกอยู่ที่ลมหายใจไม่มีขาดตอน ให้จนได้ คือจนกระทั่ง หายใจอยู่ตามธรรมดาไม่มีฝืนอะไร ก็กำหนดได้ตลอด, มัน ยาวหรือสั้นแค่ไหน ก็รู้, มันหนัก หรือเบาเพียงไหน มันก็รู้ พร้อมอยู่ในนั้น เพราะสติเพียงแต่คอยเกาะแจอยู่ ติดตาม ไปมาอยู่กับลมตลอดเวลา ทำได้อย่างนี้ เรียกว่าทำการ บริกรรมในขั้น "วิ่งตามไปกับลม" ได้สำเร็จ. การทำไม่ สำเร็จนั้น คือสติ (หรือความนึก) ไม่อยู่กับลมตลอดเวลา. เผลอเมื่อไรก็ไม่รู้. มันหนีไปอยู่กับบ้านช่องเรือกสวนไร่นา เสียเมื่อไรก็ไม่รู้ มารู้เมื่อมันไปแล้ว และก็ไม่รู้ว่ามันไป เมื่อไหร่ โดยอาการอย่างไร เป็นต้น. พอรู้ก็จับตัวมันมา ใหม่ และฝึกกันไปกว่าจะได้ในขั้นนี้ ครั้งหนึ่ง ๑๐ นาที เป็นอย่างน้อย. แล้วจึงค่อยฝึกขั้นต่อไป. ขั้นต่อไป ซึ่งเรียกว่า บริกรรมขั้นที่สอง หรือขั้น "ดักดูอยู่แต่ตรงที่แห่งใดแห่งหนึ่ง" นั้น จะทำต่อเมื่อ ทำขั้นแรกข้างต้นได้แล้ว เป็นดีที่สุด. (หรือใครจะสามารถ ข้ามมาทำขั้นที่สองนี้ได้เลย ก็ไม่ว่า). ในขั้นนี้ จะให้สติ

น.550 (หรือความนึก) คอยดักกำหนดอยู่ตรงที่ใดแห่งหนึ่ง โดย เลิกการวิ่งตามลมเสีย. ให้กำหนดความรู้สึก เมื่อลม หายใจเข้าไปถึงที่สุดข้างใน (คือสะดือ) ครั้งหนึ่ง แล้ว ปล่อยว่างหรือวางเฉย แล้วมากำหนดรู้ สึกกันเมื่อลมออก มากระทบที่สุดข้างนอก (คือปลายจมูก) อีกครั้งหนึ่ง แล้ว ก็ปล่อยว่างหรือวางเฉย จนมีการกระทบส่วนสุดข้างใน (คือสะดือ) อีก ทำนองนี้เรื่อยไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลง. เมื่อเป็นขณะที่ปล่อยว่างหรือวางเฉยนั้นจิตก็ไม่ได้หนี ไปอยู่บ้านช่องไร่นา หรือที่ไหนเลยเหมือนกัน, แปลว่า สติคอยกำหนดที่ส่วนสุดข้างในแห่งหนึ่ง ข้างนอกแห่งหนึ่ง, ระหว่างนั้น ปล่อยเงียบหรือว่าง. เมื่อทำได้อย่างนี้เป็นที่แน่ นอนแล้ว ก็เลิกกำหนดข้างในเสีย คงกำหนดแต่ข้างนอก คือ ที่ปลายจมูกแห่งเดียวก็ได้. สติคอยเฝ้ากำหนดอยู่แต่ที่จะงอย จมูก ไม่ว่าลมจะกระทบเมื่อหายใจเข้า หรือเมื่อหายใจออก ก็ตามให้กำหนดรู้ทุกครั้ง สมมติเรียกว่า เฝ้าแต่ตรงที่ปาก ประตู, ให้มีความรู้สึกครั้งหนึ่ง ๆ เมื่อลมผ่าน นอกนั้นว่าง

น.551 หรือเงียบ. ระยะกลางที่ว่างหรือเงียบนั้น จิตไม่ได้หนี ไปอยู่ที่บ้านช่องหรือที่ไหนอีกเหมือนกัน. ทำได้อย่างนี้ เรียกว่า ทำบริกรรมในชั้น "ดักอยู่แต่ในที่แห่งหนึ่ง" นั้น ได้สำเร็จ. จะไม่สำเร็จ ก็ตรงที่จิตหนีไปเสียเมื่อไหร่ ก็ไม่ รู้. มันกลับเข้าไปในประตู หรือเข้าประตูแล้วลอดหนีไป ทางไหนเสียก็ได้. ทั้งนี้เพราะระยะที่ว่างหรือเงียบนั้น เป็น ไปไม่ถูกต้อง และทำไม่ดีมาตั้งแต่ข้างต้น ของขั้นนี้. เพราะฉะนั้น ควรทำให้ดี หนักแน่นและแม่นยำมา ตั้งแต่ขั้นแรกคือขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา" นั้นทีเดียว. แม้ขั้นต้นที่สุด หรือที่เรียกว่าขั้น "วิ่งตามตลอด เวลา" ก็ไม่ใช่ทำได้โดยง่ายสำหรับทุกคน, และเมื่อทำได้ ก็มีผลเกินคาดมาแล้ว ทั้งทางกายและทางใจ จึงควรทำ ให้ได้ และทำให้เสมอ ๆ จนเป็นของเล่นอย่างการบริหาร กาย มีเวลาสองนาทีก็ทำ เริ่มหายใจให้แรงจนกระดูกลั่น ก็ยิ่งดี จนมีเสียงหวีด หรือซูดซาดก็ได้ แล้วค่อยผ่อนให้ เบาไป ๆ จนเข้าระดับปรกติของมัน. ตามธรรมดาที่คน

น.552 เราหายใจอยู่นั้น ไม่ใช่ระดับปรกติ แต่ว่าต่ำกว่า หรือ น้อยกว่าปรกติ โดยไม่รู้สึกตัว. โดยเฉพาะเมื่อทำกิจการ งานต่าง ๆ หรืออยู่ในอิริยาบถที่ไม่เป็นอิสระนั้น ลมหายใจ ของตัวเองอยู่ในลักษณะที่ต่ำกว่าปรกติที่ควรจะเป็น ทั้งที่ ตนเองไม่ทราบได้. เพราะฉะนั้น จึงให้เริ่มด้วยหายใจอย่าง รุนแรงเสียก่อน แล้วจึงค่อยปล่อยให้เป็นไปตามปรกติ อย่างนี้จะได้ลมหายใจที่เป็นสายกลาง หรือพอดี และ ทำร่างกายให้อยู่ในสภาพปรกติด้วย เหมาะสำหรับจะ กำหนดเป็นนิมิตของอานาปานสติในขั้นต้นนี้ด้วย. ขอ ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การบริกรรมขั้นต้นที่สุดนี้ ขอให้ทำจน เป็นของเล่นปรกติสำหรับทุกคน และทุกโอกาสเถิด จะมี ประโยชน์ในส่วนสุขภาพทั้งทางกายและทางใจอย่างยิ่งแล้ว จะเป็นบันไดสำหรับขั้นสองต่อไปอีกด้วย. แท้จริง, ความแตกต่างกัน ในระหว่างขั้น "วิ่ง ตามตลอดเวลา" กับขั้น "ดักดูอยู่เป็นแห่ง ๆ" นั้น มี ไม่มากมายอะไรนัก; เป็นแต่เป็นการผ่อนให้ประณีตเข้า

น.553 คือมีระยะการกำหนดด้วยสติน้อยเข้า แต่คงมีผลคือจิตหนีไป ไม่ได้เท่ากัน. เพื่อให้เข้าใจง่าย จะเปรียบกับพี่เลี้ยงไกว เปลเด็กอยู่ข้างเสาเปล, ขั้นแรกจับเด็กใส่ลงในเปลแล้ว เด็กมันยังไม่ง่วง ยังคอยจะดิ้นหรือลุกออกจากเปล, ใน ขั้นนี้พี่เลี้ยงจะต้องคอยจับตาดู แหงนหน้าไปมาดูเปล ไม่ ให้วางตาได้ ซ้ายที ขวาทีอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เด็กมี โอกาสตกลงมาจากเปลได้ ครั้นเด็กชักจะยอมนอน คือไม่ ค่อยจะดิ้นรนแล้ว พี่เลี้ยงก็หมดความจำเป็นที่จะต้องแหงน หน้าไปมา ซ้ายทีขวาทีตามระยะที่เปลไกวไปไกวมา, พี่ เลี้ยงคงเพียงแต่มองเด็กเมื่อเปลไกวมาตรงหน้าตนเท่านั้นก็ พอแล้ว มองแต่เพียงครั้งหนึ่ง ๆ เป็นระยะ ๆ ขณะที่เปล ไกวไปมาตรงหน้าตนพอดี เด็กก็ไม่มีโอกาสลงจากเปล เหมือนกัน เพราะเด็กชักจะยอมนอนขึ้นมา ดังกล่าวแล้ว. ระยะแรกของการบริกรรมกำหนดลมหายใจในขั้น "วิ่งตาม ตลอดเวลา" นี้ ก็เปรียบกันได้กับระยะที่พี่เลี้ยงต้องคอย ส่ายหน้าไปมา ตามเปลที่ไกวไม่ให้วางตาได้. ส่วนระยะ

น.554 ที่สอง ที่กำหนดลมหายใจเฉพาะที่ปลายจมูก หรือที่เรียกว่า ขั้น "ดักอยู่แห่งใดแห่งหนึ่ง" นั้นก็คือขั้นที่เด็กชักจะง่วง และยอมนอน จนพี่เลี้ยงจับตาดูเฉพาะเมื่อเปลไกวมาตรง หน้าตนนั่นเอง. เมื่อฝึกหัดมาได้ถึงขั้นที่สองนี้อย่างเต็มที่ ก็อาจฝึก ต่อไปถึงขั้นที่ผ่อนระยะการกำหนดของสติให้ประณีตเข้า ๆ จนเกิดสมาธิชนิดแน่วแน่ เป็นลำดับไปจนถึงเป็นฌาน ขั้น ใดขั้นหนึ่งได้ ซึ่งพ้นไปจากสมาธิอย่างง่าย ๆ ในขั้นต้น ๆ สำหรับคนธรรมดาทั่วไป; และไม่สามารถนำมากล่าวรวม กันไว้ในที่นี้เพราะเป็นเรื่องละเอียดรัดกุม มีหลักเกณฑ์ ซับซ้อน ต้องศึกษากันเฉพาะผู้สนใจถึงชั้นนั้น. ในชั้นนี้ เพียงแต่ขอให้สนใจในชั้นมูลฐานกันไป เรื่อย ๆ จนกว่าจะเป็นของเคยชินเป็นธรรมดา อันอาจจะ ตะล่อมเข้าเป็นชั้นสูงขึ้นไปตามลำดับในภายหลัง. ขอให้ ฆราวาสทั่วไปได้มีโอกาสทำสมาธิ ชนิดที่อาจทำประโยชน์ ทั้งทางกายและทางใจ สมความต้องการในขั้นต้นเสีย

น.555 ชั้นหนึ่งก่อน เพื่อจะได้เป็นผู้ชื่อว่ามีศีล สมาธิ ปัญญา ครบสามประการ หรือมีความเป็นผู้ประกอบตนอยู่ในมรรค มีองค์แปดประการ ได้ครบถ้วน; แม้ในขั้นต้น ก็ยังดีกว่าไม่ มีเป็นไหน ๆ. กายจะระงับ ลงไปกว่าที่เป็นกันอยู่ตามปรกติ ก็ด้วยการฝึกสมาธิสูงขึ้นไปตามลำดับ ๆ เท่านั้น และจะได้ พบ "สิ่งที่มนุษย์ควรจะได้พบ" อีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งทำให้ ไม่เสียทีที่เกิดมา, หอสมุดธรรมทาน ๒๘ สิงหาคม ๒๔๙๑

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต