น.565 ) ท่านภิกษุ พุทธทาส อินทปัญโญ สำนัก อยู่ในสวนโมกขพลาราม ไชยา สำนักนี้เป็นที่ปฏิบัติ ธรรม หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นฝ่ายอรัญวาสี ท่านพุทธ ทาส อินทปัญโญ เป็นผู้ปฏิบัติธรรม และปรากฏมา แล้วว่าปฏิบัติมาด้วยดี ท่านได้พยายามเร้าความสนใจ ของพุทธบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งรุ่นใหม่ ให้สนใจ ในแก่นของพระธรรม ดังที่ปรากฏแพร่หลายโดยบท ความบ้าง โดยปาฐกถาบ้าง บทความข้างล่างนี้ก็เป็น ส่วนหนึ่งซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แก่บุคคลใน ระดับนิสิตแห่งมหาวิทยาลัย. - - (บันทึกของ บรรณาธิการ พาณิชย์ - บัญชี ) ท่านบอกให้ฉันช่วยเขียนเรื่องหน้าที่ และวิธีที่เราจะต้องปฏิบัติต่อ "ธรรมะ" ก็
น.566 คำว่าธรรมะนั้น โดยพยัญชนะมีอย่างเดียว. แต่โดยความ หมายแล้วมีหลายอย่าง หลายขนาด; ฉันจึงไม่ทราบว่าให้ เขียนถึงธรรมะอย่างไหนแน่. กำลังไม่แน่ใจอยู่ ก็เกิดความ คิดว่า ในขั้นต้นนี้เขียนเผื่อเลือกให้หลาย ๆ อย่างดีกว่า, เมื่อท่านเลือกชอบใจอย่างไหนแล้ว มีเวลาจึงค่อยเขียนกัน เฉพาะธรรมะอย่างนั้นให้ละเอียด ก็คงจะสำเร็จตามความ ประสงค์. คำว่า "ธรรมะ" นี้ โดยศัพทศาสตร์หรือนิรุกติ- ศาสตร์ แปลว่า สิ่งซึ่งทรงตัวมันเองอยู่ได้. หรือโดยความ หมายก็ได้แก่สิ่งทั้งปวงนั่นเอง. ไม่มีอะไรที่ไม่ถูกเรียกว่า ธรรม ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งเปลี่ยนแปลง หรือเป็นสิ่งที่ไม่มี การเปลี่ยนแปลงก็ตาม สิ่งทั้งหลายประเภทที่เปลี่ยนแปลง ก็ทรงตัวมันอยู่ได้ด้วยการเปลี่ยนแปลง หรือโดยพฤตินัย ก็ตัวความเปลี่ยนแปลงนั่นเอง คือ ตัวมันเอง. ส่วนสิ่ง ทั้งหลายประเภทที่ไม่เปลี่ยน ก็ทรงตัวอยู่ได้ด้วยความไม่ เปลี่ยนแปลง หรือตัวความไม่เปลี่ยนแปลงนั่นเอง เป็นตัว
น.567 มันเอง. ทั้งสองประเภทนี้ ล้วนแต่ทรงตัวเองได้ จึงเรียก มันว่า "ธรรม" หรือ "ธัมม" แล้วแต่ว่าจะอยู่ในรูป ภาษาบาลี สันสกฤต หรือภาษาไทย. คำว่าธรรมโดย ศัพทศาสตร์ตรงกับคำไทยแท้ว่า "สิ่ง" เป็นสามัญญนาม หมายถึงได้ทุกสิ่ง และมีคุณลักษณะคือการทรงตัวมันเอง ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. หน้าที่อันเราจะต้องประพฤติ ต่อมัน ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า เฉย ๆ เสียก็แล้วกัน อย่าขันอาสาเข้าไปแบกไปทรงให้มันแทนตัวมันเลย. นี้คือคำว่า "ธรรม" โดยความหมายรวม และเป็นกลาง ที่สุด. แต่คำว่า ธรรม นี้ ถูกนำไปใช้โดยขนาดและอย่าง ต่าง ๆ กัน มุ่งหมายต่างกัน เลยทำให้ฟั่นเฝึอไปได้ ฉะนั้น ในกรณีหลังนี้ ต้องพิจารณากันทีละอย่างเช่น :- คำว่า "ธรรมะ" ที่มาในประโยคว่า "ผู้ใด ประพฤติธรรมผู้นั้นไม่ไปทุคติ" นั้น, คำนี้หมายถึงศีลธรรม ทั่วไป. หน้าที่ที่คนทั่วไป จะต้องประพฤติก็คือ ช่วยกัน
น.568 บังคับตนเองให้ประพฤติ. ศีลธรรมของคนทั้งหลายที่ไม่ ประพฤตินั้น ไม่ใช่เพราะไม่รู้ เป็นเพราะทุกคนพากันเหยียบ รู้ ขอจงช่วยกันอย่าเหยียบรู้ต่อไปอีกเลย. คำว่า "ธรรมะ" ที่มาในประโยคว่า "บัณฑิต ควรละธรรมที่ดำ ควรเจริญธรรมที่ขาว" นั้น, ธรรมคำนี้ มีความหมายตรงกับคำว่า การกระทำคือเราอาจพูดให้ชัดเจน เสียใหม่ว่า "บัณฑิตควรละการกระทำที่ดำ ควรเจริญการ กระทำที่ขาว" ในกรณีที่คำว่าธรรมะตรงกับคำว่าการกระทำ (Action) มีอรรถะเป็นกลาง ๆ เช่นนี้ เรามีหน้าที่ทำแต่ สิ่งที่ดี. “ธรรม" ที่มาในประโยคว่า "เขายังห่างไกลจาก ธรรมนั้น อย่างกะฟ้ากับดิน แม้ว่าเขาจะฟังเทศน์ทุกวัน พระ" -นี้มีความหมายตรงกับสถานะหรือ (State) ชั้นหนึ่ง ๆ ตามแต่ท่านจะบัญญัติธรรมไว้เป็นชั้น ๆ อย่างไร. เรามี หน้าที่ในเรื่องนี้ คือรีบเลื่อนชั้นให้ตัวเอง ให้ สมกับเกียรติของตัว.
น.569 "ธรรม" ที่มาในประโยคว่า "สังขารทั้งหลายมี ความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรม (อุปปาทวยธมฺมิโน)"; คำนี้ตรงกับคำว่าธรรมดา (Nature) หน้าที่ของเราคือ บางอย่างควรเรียนและสังเกตอย่างเต็มที่ บางอย่าง เอาแต่เพียงเอกเทศ ในประโยคว่า "พระพุทธเจ้าเกิดในโลก เพื่อ ประกาศสัจจธรรม," เช่นนี้ คำว่า ธรรม หมายถึงกฎ ธรรมดา (Law of Nature) เช่นว่าทุกข์ต้องเกิดมาจาก สิ่งนั้น ความดับทุกข์มีได้เพราะสิ่งนั้น. หรือว่าสิ่งทั้งปวง ต้องเป็นอย่างนั้น ๆ เป็นต้น. หน้าที่ของเราคือ ต้องทำ ตัวให้เข้ากันได้กับกฎนั้นบ้าง รู้จักนำเอากฎนั้นมาใช้ ให้เป็นประโยชน์บ้าง. (คำว่าสัจจธรรมในที่นี้ ใช้คำว่า ธัมม เฉย ๆ แทนได้). ในประโยคว่า "เสียทรัพย์เพื่อไถ่เอาอวัยวะไว้. เสียอวัยวะเพื่อไถ่เอาชีวิตไว้. ยอมเสียทั้งหมดนั้น เพื่อเอา ธรรมไว้” เช่นนี้ คำว่า "ธรรมะ" หมายถึง "ความ
น.570 ถูกต้อง" หรือ Righteousness หน้าที่ของเราคือ เลือกเอาเองตามใจชอบในทางที่ถูกต้อง. ในประโยคว่า "ตัดสินคดีไม่เป็นธรรม กล่าวหา ไม่เป็นธรรม" เหล่านี้ คำว่า ธรรม หมายถึงความยุติธรรม (Justice or Justness) หน้าที่ของเราคือ ระวังให้ เป็นธรรม. ในประโยคที่พระท่านสวดเมื่อสวดศพ ว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา "ธรรม ทั้งหลายที่เป็นกุศล, ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล, ธรรม ทั้งหลายที่ท่านไม่บัญญัติว่าเป็นกุศล หรือ อกุศล" เช่นนี้ คำว่า ธรรม เป็นคำกลาง ๆ มีความหมายตรงกับคำว่า "สิ่ง." หน้าที่ของเราโดยทางปฏิบัติ ยังกล่าวไม่ได้ว่าคือ อะไร เพราะยังไม่ได้ยุติว่าจะเอาความหมายกันตรงไหน. นี่เพื่อชี้ให้เห็นว่า คำว่า ธรรม ในภาษาบาลีนั้น กว้าง ขวางเพียงไร. คือถ้าไม่มีคุณนามประกอบแล้ว คำว่าธรรม 4%
น.571 นประโยคว่า "เมื่อธรรมทั้งปวงถูกเพิกถอนแล้ว ในที่เช่นนี้ไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่า คำว่า สิ่ง นั้นเลย. สิ่ง เท่ากับ Thing. วาทบถทั้งหลายก็พลอยถูกเพิกถอนตามไปด้วย" (สพฺเพสุ ธมฺเมสุ สมูทเตสฺ สมูหตา วาทปลาปี สพฺเพ). คำว่า ธรรม ในที่นี้ หมายถึงแต่สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในวงของความ ยึดมั่นถือมั่นของสัตว์ได้แก่คำว่า "สิ่ง" เหมือนกัน แต่ กันเอามาเฉพาะประเภทที่เกี่ยวกับการยึดถือไม่ทั่วไปแก่สิ่งที่ ไม่ยึดถือ แคบกว่าข้อข้างบนเล็กน้อย. ตัวอย่างในเรื่องนี้ เช่น เงิน ทอง ลูก เมีย ข้าวของ เป็ด ไก่ วัว ควาย ฯลฯ ถ้าใครถอนความยึดมั่นว่า เป็นสัตว์ เป็นคน ตัวตน เรา เขา ของเรา ของเขาเสียได้แล้ว เห็นเป็นสักว่าสังขารเสมอกัน ชื่อที่เรียกสิ่งเหล่านั้น ก็พลอยไม่มีความหมายไปด้วย สำหรับผู้นั้น. นี้คำว่า ธรรม ตรงกับ "สิ่งที่ถูกยึดถือ" คืออุปาทานนักขันธ หรือขันธที่มีความยึดถือ, หน้าที่ของ
น.572 เราในธรรมประเภทนี้ก็คือ คิดเพิกถอน อย่ายึดถือ จะได้สงบเย็น ไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ ไปกับธรรมเหล่านั้น. ในประโยคว่า "ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตทรงแสดงเหตุของธรรมเหล่านั้น (เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต)," คำว่าธรรมในที่นี้ได้แก่ “สิ่งซึ่งเป็นผล" ซึ่งมีเหตุปรุงแต่งขึ้น และกำลังบังคับให้ เป็นไปตามอำนาจของเหตุ สิ่งซึ่งเป็นผล หรือ Phenomena เหล่านี้ เรามี หน้าที่จะต้องค้นหาเหตุของมันให้พบ แล้วจัดการกับเหตุนั้น ๆ ตามที่ควรจะทำ. เช่นทุกข์เป็น ผลของความทะยานอยาก เราจัดการสับบลิเมตหรือเปลี่ยน กำลังงานของความอยากนั้น เอามาใช้เป็นกำลังงานของ ความรู้สึกทางปัญญา ทำไปตามความรู้ สึกที่ถูกที่ควร ไม่ทำตามอำนาจของความอยากนั้น ๆ ทุกข์ก็น้อยลงและ หมดไปในที่สุด. ในประโยคว่า "พระนิพพานเป็นธรรมที่ปลอดจาก โยคะ ไม่มีธรรมใดยิ่งไปกว่า" เช่นนี้ คำว่า ธรรม
น.573 หมายถึง (Thing) สิ่งใดสิ่งหนึ่งในบรรดาสิ่งทั้งหลายเช่น เดียวกับสิ่งอื่นเหมือนกัน หาความหมายในทางปฏิบัติ อย่างใดอย่างหนึ่งมิได้ เพราะเป็นนามศัพท์กลาง เช่น เดียวกับคำว่า "สิ่ง" ในภาษาไทย หรือ คำว่า (Thing) ในภาษาอังกฤษ. ที่เกี่ยวกับคำว่า "ธรรม" ล้วน ๆ ใน ประโยคนี้ หน้าที่ยังไม่เกิด. ประโยคว่า "เขาได้รับประโยชน์ตอบแทนใน ทิฏฐธรรม," (ทิฏฐธรรม แปลว่าธรรมอันสัตว์เห็นแล้ว). ในประโยคเช่นนี้ คำว่า ธรรมตรงกับคำว่าเวลา หรือ แปลว่าเวลา : ในทิฏฐธรรม ก็คือภายในเวลาที่ผู้นั้นเห็น ได้ด้วยตนเอง คือในชาตินี้ ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า. ใน กรณีที่แปลว่า เวลาเช่นนี้ คำว่าธรรมล้วน ๆ ยังไม่ ก่อให้เกิดหน้าที่อะไร เช่นเดียวกับข้อที่แล้วมา. ในประโยคว่า "บุคคลผู้บรรพชาอุปสมบทแล้ว ไม่ พึงเสพเมถุนธรรม” เช่นนี้ คำว่า ธรรม แปลว่า การ กระทำ เป็นคำกลางยิ่งกว่าในประโยคที่ว่าบัณฑิตควรละ
น.574 ธรรมดำเจริญธรรมขาว เป็นเพียงการทำ (Doing) กลาง ๆ ทั่วไป ไม่มุ่งแสดงในทางดีชั่ว และเป็นศัพท์นามธรรมดา คำหนึ่ง ไม่มีความหมายเกี่ยวกับทางธรรมหรือทางโลก อะไร ๆ หมด ต่อเมื่อมีคำอื่นประกอบเข้าจึงมีความหมาย ไปในทางใดทางหนึ่ง เช่นในที่นี้ประกอบกันเป็น เมถุน ธรรมแปลว่า การกระทำของคนคู่ คือสตรีกับบุรุษ. คำว่า ธรรมล้วน ๆ ในที่นี้ ไม่มีความหมายอันจะก่อให้เกิด หน้าที่ และเป็นเช่นเดียวกับสองข้อที่แล้วมา. (ยกมา เป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นว่า คำว่า ธรรม ในภาษาบาลีนั้น ท่านใช้กันมากมายหลายประเภทอย่างไร,) ในประโยคว่า "เขากล่าวธรรมของตัวเองว่า บริบูรณ์ กล่าวธรรมของผู้ อื่นบกพร่อง (สกํ หิ ธมฺมํ ปริปุณฺณมาหุ อญฺญสฺส ธมฺมํ ปน หีนมาหุ)" เช่นนี้ คำว่าธรรม ตรงกับคำว่าลัทธิ คือกล่าวให้ชัดก็กล่าวเสีย
น.575 หม่ว่า "ลัทธิของฉันถูกต้องครบถ้วน ลัทธิของท่านไม่ ครบถ้วน." ดังที่เช่นนักศาสนาชอบกล่าวกันในบัดนี้ เพื่อ ยกศาสนาของตนเอง ให้เขาเห็นว่ามีอะไรครบ สมควรยก ขึ้นเป็นศาสนาสากลของโลก. คำว่า ธรรม ที่ตรงกับคำว่า ลัทธิ (Dogma) เช่นนี้ถือว่ายังไม่เกิดหน้าที่เช่นเดียวกัน. แต่ถ้าจะให้เกิดหน้าที่ก็คือระวัง เลือกลัทธิที่จะเอามา ถือให้ดี ๆ. ในประโยคว่า "ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมฟังธรรมโดยเคารพ ย่อมเรียนธรรมโดยเคารพ (อิธ ภิกฺขเว สกฺกจฺจํ ธมฺมํ สุณนฺติ, สกฺกจฺจํ ธมฺมํ ปริยาปุณนฺติ)," เช่นนี้ คำว่า ธรรม หมายถึง ปริยัติธรรม เช่นเรียน พระไตรปิฎก เรียนนักธรรม เรียนบาลี สรุปก็คือ การ เรียนด้วยตำราหรือคัมภีร์ทุกอย่าง หน้าที่ของเราเกี่ยวกับ ธรรมในที่นี้คือ อุตส่าห์เรียน อุตส่าห์ฟัง อุตส่าห์คิด อุตส่าห์จำ อุตส่าห์ถาม ไว้นั่นเอง.
น.576 ในประโยคว่า "ธรรมแล ย่อมรักษาผู้ประพฤติ ธรรม (ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ)” เช่นนี้ คำว่า คำว่าธรรมได้แก่ ปฏิบัติธรรม หรือการปฏิบัติ ไม่หมาย เฉพาะการเรียนเฉย ๆ. หน้าที่ของเราในคำว่าธรรมชนิด นี้ ก็คือการปฏิบัติเหมือนกัน. ต้องปฏิบัติจริง ๆ เพียง แต่เรียนรู้นั้นไม่พอ หรือจะนอนรออำนาจธรรมอัน ศักดิ์สิทธิ์ประจำโลกอย่างเดียวก็ไม่ไหวแน่ รีบปฏิบัติ อย่างลืมหูลืมตาเท่านั้น จึงจะเอาตัวรอดได้. ในประโยคว่า "ผู้มีปีติในธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข (ธมฺมปีติ สุขํ เสติ)” เช่นนี้คำว่าธรรมหมายถึง ปฏิเวธ ธรรม คือผลแห่งการปฏิบัติ กล่าวคือมรรคผลที่ตนได้ บรรลุแล้ว, หรือเรียกสั้น ๆ ก็คือ ผลของการปฏิบัติ. ความปีติที่จะเกิดขึ้นได้ในธรรมนั้น เกิดได้เฉพาะแต่ในธรรม
น.577 ที่ตนเองได้บรรลุแล้วเห็นแล้วเท่านั้น แม้จะเล็กน้อยเพียงไร ก็ต้องเป็นธรรมที่ตนบรรลุแล้วเห็นแล้ว มิฉะนั้นปีติไม่เกิด ขึ้น คำว่าธรรมในที่นี้จึงหมายถึงปฏิเวธ. หน้าที่ของเรา ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมคือ พยายามหามาชิมดูบ้าง อย่าเห็นเป็นของครึ. ในประโยคว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต, ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นแม้จะคอยดึงมุมจีวรของเราไปไหน ด้วยกัน ก็หาชื่อว่าเห็นตถาคตไม่” เช่นนี้คำว่าธรรม หมายถึงความหมดกิเลส เป็นความประเสริฐชนิดที่มีในเมื่อ ประพฤติธรรมสำเร็จแล้วแม้บางส่วน หรือทั้งหมด จนเห็น ชัดว่าคนที่บริสุทธิ์ คนที่สว่างแจ่มแจ้ง คนที่เป็นสุขสงบ เป็นอย่างนี้ ๆ ทำให้เห็นว่า พระอรหันต์ ท่านผิดกับคน ธรรมดา ก็ที่ตรงนี้เอง ชื่อว่าเห็นธรรมในที่นี้. คำว่าธรรม ในที่นี้ จึงหมายถึงความเป็นพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้า.
น.578 หน้าที่ของเราในเรื่องนี้มีว่า เราจะต้องรู้เหมือนที่ พระพุทธเจ้าท่านทรงรู้, พ้นความดีและความชั่ว เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านพ้น โดยเฉพาะคือรู้อริยสัจ ๔ กระทั่งเสวยผลแห่งความรู้นั้นอยู่ด้วยใจตัว. ในประโยคว่า "ธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคตรัส ไว้ดีแล้ว เราขอนอบน้อมธรรมนั้น - สุวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ตํ ธมฺมํ นมสฺสามิ” เช่นนี้ คำว่าธรรมในที่นี้ หมายถึงเฉพาะคำสอนที่เป็นนิยยานิกธรรมคือที่ "ชี้ทาง บรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมศานต์ ชี้ทางพระนฤพาน อัน พ้นโศกวิโยคภัย" เท่านั้น ไม่หมายถึง สิ่งทั้งปวงเหมือน บางข้อข้างต้น. หน้าที่ของเราในที่นี้ คือเร่งพิจารณาให้ อย่างหนักว่าธรรมที่ตรัสไว้นั้นทนต่อการพิสูจน์ (เช่น สองบวกสามได้ห้า) จริงหรือไม่ จนเห็นว่าพระองค์
น.579 ตรัสไว้ดีจริง คือไม่ผิดแล้วนอบน้อม คือทำตาม เหมือนอย่างกะว่ามันเป็นสิ่งที่เราคิดค้นได้เองทำให้เกิด ผลได้เอง. ในประโยคว่า "พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงเคารพ ใคร แต่ทรงเคารพธรรม" คำว่าธรรมในที่นี้ หมายถึง ระเบียบอันบุคคลจะพึงประพฤติทั้งต่อตนเองและผู้อื่น. แม้ ว่าตนเองจะไม่ต้องการผลอันจะพึงได้จากการประพฤติตาม ระเบียบอันนั้น ก็เคารพในการที่จะรักษาระเบียบอันนั้นไว้ ให้เป็นหลักของโลก, แม้ว่าตนจะพ้นแล้วจากบุญและบาป เป็นผู้ที่บุญและบาปไม่อาจฉาบทาติดได้อีกต่อไป ก็ยังคง เคารพต่อระเบียบแห่งการละบาปบำเพ็ญบุญ เพื่อให้ระบอบ นี้ยังคงเป็นหลักเป็นประธานของโลกทั่วไป. แม้ว่าตนเองจะ พ้นทุกข์แล้ว ก็ยังคงเคารพต่อระเบียบของการปฏิบัติเพื่อ
น.580 ความพ้นทุกข์. เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่า การอยู่โดย ปราศจากที่เคารพเป็นการไม่สมควร, แต่พระองค์มองหา บุคคลใดเป็นที่เคารพไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าด้วยกัน, พระ องค์จึงทรงเคารพธรรมคือระเบียบแห่งความจริง (Truth- system) ตามที่ควรจะมีประจำโลกอยู่อย่างไรตลอด อนันตกาล คำว่าธรรมในกรณีที่แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ ทรงเคารพเช่นนี้ หน้าที่สำหรับเราก็คือเคารพเหมือนกัน ได้แก่เคารพตัวเอง ที่รู้สึกว่ากำลังรักษาความดีไว้ให้ คงมีอยู่ในตัวเองและงอกงามไปจนกระทั่งดีที่สุด เป็นต้นไป จนกระทั่งเคารพระเบียบแห่งธรรมที่ทนต่อ การพิสูจน์ ไม่มีความประมาทแม้แต่น้อย. ผู้ใหญ่ที่ ดูหมิ่นระเบียบปฏิบัติของเด็ก ย่อมทำให้เด็กหมด กำลังใจในการที่จะรักษาระเบียบนั้น. ทั้งนี้เนื่องจาก
น.581 ผู้ใหญ่คนนั้นเขลาไปว่า ระเบียบนั้นมีเด็กมีผู้ใหญ่ไป ตามคนผู้ปฏิบัติด้วย. ถ้ามองเห็นว่าระเบียบทั้งหลาย เป็นอันเดียวกัน ไม่มีเด็กผู้ใหญ่ไปตามคนผู้ปฏิบัติแล้ว ก็จะเป็นผู้ที่เคารพระเบียบได้เต็มที่ เช่นเดียวกับที่ พระพุทธเจ้าท่านเคารพระเบียบ. ในประโยคยาวที่ว่า "แม้เขาฟัง ธรรม น้อย แต่เห็น ธรรม ด้วยนามกาย เขานั้นแหละชื่อว่าผู้ทรง ธรรม." คำว่าธรรมทั้งสามคำนี้ ต่างกันทั้ง ๓ คำ คำแรกหมายถึง คำสอน (Body of the Teaching). คำที่สองหมายถึง ผลของการปฏิบัติธรรม ที่เขาทำให้เกิดขึ้นได้แล้ว คำที่สาม หมายถึงรูปร่างแห่งการปฏิบัติธรรม อันมีอยู่ ที่เนื้อที่ตัว ของเขา. ประโยคนี้ทั้งประโยคให้เกิดหน้าที่คือ ได้เล่า เรียนมากหรือน้อยไม่สำคัญ ขอแต่ให้ได้รู้รสของ
น.582 ธรรมบ้างเป็นอย่างน้อยก็แล้วกัน; จะมีความสุขด้วย จะมีเกียรติว่าเป็นผู้ประพฤติธรรมหรือมีธรรมด้วย. การ เรียนจบพระไตรปิฎกแต่ไม่เห็นธรรมนั้น ไม่มีทางที่จะ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรมเลย. เป็นหนอนหนังสือ หรือ คนหาบใบลานมากกว่า. ฉันเขียนมาให้ท่านเลือก มากพอแล้ว. จะเขียน ให้หมดจริง ๆ ท่านก็จะอ่านไม่ไหว และเลือกไม่ไหว ตาลาย. เมื่อท่านดูธรรมะเข้าที่เหลี่ยมใดเหลี่ยมหนึ่ง เข้า ตาท่านแล้ว ท่านจงดูเหลี่ยมนั้นให้มาก มันก็จะทะลุไปยัง เหลี่ยมอื่นได้เอง และปรุโปร่งไปหมด ธรรมะกับเราจะพบ กันแล้วจัดการอย่างไรนั้น ปัญหาข้อนี้อยู่ที่ว่าหมายถึงธรรมะ อันไหนหรือคำไหนเสียก่อน. ท่านต้องเลือกเอาเอง เฉพาะ คน เป็นคน ๆ ไป เพราะมาจากจุดตั้งต้นที่ผิดกัน. โลก
น.583 สมัยนี้เขาไม่มีเวลาที่จะคิดธรรมะ หรือไม่มีแม้แต่จะ อ่านจะฟัง ย่อมเป็นการยากอยู่ที่เขาจะนำเอาธรรมะ ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ มิหนำซ้ำยังไม่ทราบว่าจะ ต้องการธรรมะ ตามความหมายของคำว่าธรรมะคำ ไหนด้วยซ้ำไป. หอสมุดธรรมทาน ๖ พ.ค. ๙๐ -----------------
น.584 รายการหนังสือออกใหม่ ตำรา และวิชาการ ๑. วิธีปฏิบัติการพันมอเตอร์ไฟสลับ น.ต. นิรันดร์ ปานนุ่ม ๓๐ บาท ๒. พลังชีวิต ไชยวัฒน์ ๓๒ บาท ๓. ความจำกับการทำงาน ไชยวัฒน์ ๓๐ บาท ศาสนา ตำนาน และประเพณี ๔. เล่าเรื่องในไตรภูมิ เสฐียรโกเศศ ๓๐ บาท ๕. พุทธศาสนาและประเพณี ผู้ทรงคุณวุฒิ ๓๕ บาท ๖. ที่พึ่งของคน น.ต. อ่อน บุญญพันธุ์ ๒๕ บาท สุขภาพ และอนามัย ๗. สิทธิการิยะ เสนอ อินทรสุขศรี ๓๐ บาท ๘. เพื่อสุขภาพอนามัย เสนอ อินทรสุขศรี ๓๕ บาท ๙. มารของชีวิต เสนอ อินทรสุขศรี ๓๕ บาท ๑๐. หลีกไม่พ้น เสนอ อินทรสุขศรี ๓๕ บาท ความรู้ทั่วไป ๑๑. ผู้เป็นที่รัก เทพนัดดา ๓๕ บาท ๑๒. เรื่องนานาสนุก ผกาวดี อุตตโมทย์ ๓๕ บาท ๑๓. มรรยาทงาม ผกาวดี อุตตโมทย์ ๓๐ บาท สารคดีท่องเที่ยว ๑๔. ล่องแก่งแม่น้ำปิง ยุทธ เดชคำรณ ๔๕ บาท ๑๕. จดหมายจากอังกฤษ ผกาวดี อุตตโมทย์ ๓๕ บาท ๑๖. ฉันรักสแกนดิเนเวีย ชูวงศ์ ฉายะจินดา ๓๕ บาท นิยายผจญภัย ๑๗. สามชีวิต (๒ เล่มจบ) น้อย อินทนนท์ ๗๐ บาท สำนักพิมพ์ (รูปโลโก้) คลังวิทยา เลขที่ ๗๒๔ วังบูรพา พระนคร โทร. ๒๔๕๔๖
Buddhadasa