Buddhadasa.org

ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ ตอนที่ ๑๓ — มาฆบูชา ๒๔๙๐

ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ (๒๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.58 ชุมนุมอภิลักษิตกาลพจน์ มาฆะ บูชา ๒๔๙ ๐ อารมณ์ที่เราควรนำมากระทำในใจ ในสมัยแห่งมาฆบูชานั้น คือพระอรหันต์ ! เพราะเหตุผลง่าย ๆ คือ วันมาฆบูชานั้นเป็นวันของพระอรหันต์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ท่านประชุมกัน. เรานึกถึงพระอรหันต์กันบ้างอย่างจริง- จัง ในบางครั้ง ย่อมช่วยให้เราพบความสงบสุขเร็วเข้า . เพราะว่าพระอรหันต์นั้น คือยอดของคนสงบ. เราจงมาถือเอาคติแห่งสมัยมาฆบูชาให้ได้ตามที่ควร. พุทธศาสนานิกายเซ็น (ธยานะ) ถือว่า "เท่าที่ความอ่อน แอของมนุษย์มีประจำนิสสัยอยู่นั้น มากจนถึงกับต้องไม่ยอมให้สิ่งใดสิ่ง หนึ่งแม้แต่เพียงสิ่งเดียว เข้ามาวางบังหน้า ขวางอยู่ระหว่างตัวผู้มุ่งหากับ

น.59 ๕๓ ตัวชีวิต ซึ่งซ่อนเงียบอยู่ในภายใน, เพราะว่าของทุกสิ่ง ไม่ว่าจะละเอียด นิดเท่าไร ก็ไม่วายที่จะเป็นกรงขัง ซึ่งทำให้ประกายแห่งชีวิตตายด้านอยู่ ในนั้น ไม่เจริญงอกงามขึ้นไปเป็นความตรัสรู้. พระไตรปิฎกทั้งหลาย ถูกมองเห็นเป็นเพียงป่าช้าใหญ่ เป็นที่ไปนอนรวมของคำพูดที่พูด ๆ กันไป. สาสนพิธีทั้งหลาย เป็นบ่วงหรือหลุมพรางที่วางไว้ดักจิตต์ของคน. โบสถ์ วิหารทั้งหลายนั้น คือนิมิตรของความอ่อนแอ. ผ้าจีวรเป็นเพียงเครื่องเล่น ละครของเด็ก ๆ. และแม้ที่สุดแต่พระพุทธรูปนั้นเอง ถ้าไม่กลัวจะต้อง เสียค่าฟื้นแล้วควรนำไปเผาเสียให้หมด จะดีกว่า." การที่มติเช่นว่านี้เกิดขึ้นนั้น ก็เนื่องมาจากคนส่วนมากมีนิสสัย ขุดหลุมฝังตัวเองลึกเข้าไปในสิ่งที่ตนหลงยึดถือ. นักรักก็ฝั่งตัวเองเข้าไปในความรัก แม้ที่สุดผู้ที่เห็นแต่จะดื่มจะกิน ก็ฝั่งตัวอยู่ในการดื่มการกิน แม้ที่สุดแต่แสตมป์ใช้แล้ว รูปยาซิกาแร็ต ตอตะโก บอน กล้วยไม้ ฯลฯ เหล่านี้ ก็สามารถเป็นหลุมฝั่ง จิตต์ของเขา จนประกายแห่งชีวิตตายด้านดับอยู่ในนั้น. ในพวกที่อ้างตัวเองเป็น สาสนา ก็กลับมีหลุมขึ้นในสาสนาของตัว สืบกันมานานจนคนชั้นหลังเกิดในหลุม ตายในหลุม อันเป็นเหตุให้ไม่ทราบได้ว่าอะไรเป็นหลุม. ครั้นมีใครมาพูดขึ้นว่า จงขึ้นมาจากหลุมเสียเร็ว ๆ เข้าชิ ก็ไม่อาจจะเข้าใจได้ว่าเขาบอกให้ตัวทำอะไร. ยิ่ง นานก็ยิ่งถูกกลบลึกลงไปใต้ดินทุกที ขนาดโบราณวัตถุอายุสามพันปี ซึ่งเมื่อไปขุดค้น ปรากฏว่าอยู่ใต้ดินลึกถึงสามเมตร ก็เคยมีปรากฏ พระอรหันต์ท่านเป็นผู้หลุดพ้น เป็นผู้ออกไปได้แล้ว เป็นผู้ สงบ เป็นผู้สะอาด เป็นผู้แห้งสนิทจากความทุกข์ทั้งหลาย. บัดนี้เราจะทำในใจถึง ท่าน เราจะต้องขึ้นมาจากหลุม ล้างดินล้างโคลนเสียให้สะอาดอย่างน้อยสักขณะหนึ่ง แล้วจะกลับกระโจนลงไปในหลุมนั้นอีก ก็แล้วแต่ใจสมัคร แต่ว่าในขณะที่เราต้องการ จะชมหรืออาบแสงอาทิตย์สักครู่หนึ่งนั้น เราจะต้องขึ้นมาจากหลุมเสียก่อน. การ

น.60 ๕๔ กระโจนขึ้นจากหลุมอย่างง่าย ๆ ในชั้นต้น กระทำได้โดยนึกดูอย่างอิสสระในใจว่า พระอรหันต์ท่านเกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎก กับศาสนพิธี โบสถ์วิหาร แบบของจีวร และพระพุทธรูปตามหิ้งบูชา โดยสถานใดหรือหาไม่. โดยจิตต์ใจ หรือโดยร่างกาย ก็ตาม ท่านได้เกี่ยวพันอยู่กับสิ่งเหล่านี้โดยสถานใด และเพียงใด ทำไมนิกายนั้นจึงหยิบเอา พระไตรปิฎก ศาสนพิธี โบสถ์ วิหาร จีวรและพระพุทธรูปขึ้นมากล่าว ? ข้อนี้ ย่อมเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก ว่าเพราะคนในปูนหลังได้ขุดหลุมชำแรกตัวฝั่งลึกเข้าไปในสิ่งเหล่านั้น มากเท่ากับความ หลงของเขานั้นเอง. สิ่งเหล่านั้นเลยกลายเป็นสิ่งสำหรับยึดถือหลงใหลแทนที่จะเป็น สิ่งที่ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ในการทำตนให้ตรัสรู้ ซึ่งเสียความมุ่งหมายอันตั้งไว้แต่ เดิม. แต่ตามเท็คนิคของวิชาอาคิโอโลยี่ หรือโบราณคดีนั้น เป็นอันกล่าวยืนยันได้ ว่า ในวงพุทธศาสนาในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่นั้น ไม่มีพระไตรปิฎก ไม่มีสาสนพิธีชนิดทุกวันนี้ ไม่มีโบสถ์วิหารอย่างทุกวันนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีพระพุทธรูปเลย ไม่ว่าแบบไหน. แบบของจีวร ก็ไม่เคยเป็นปัญหาถกเถียงเกียง งอนกันจนเป็นปัญหาระหว่างนิกาย. หรือมองกันในฐานะแห่งวัตถุศักดิ์สิทธิ์ สามารถ ทำคนให้เป็นพระอรหันต์โดยลำพังวัตถุนั้น ๆ. ฉะนั้น "หลุม” หรือปัญหาอันเกี่ยว กับเรื่องนี้ในทำนองนี้ ก็คงมีไม่ได้เป็นธรรมดา. เราทราบไม่ได้ถึงเจตนารมณ์ของ การมีสิ่งเหล่านี้ขึ้นในชั้นแรก แล้วขยายตัวเพิ่มเติมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่ทราบทิศทาง แห่งความมุ่งหมาย. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับพระไตรปิฎก แม้ของฝ่ายเถรวาท หรือหินยานเอง เราก็ไม่อาจทราบได้ว่า คัมภีร์ไหนเป็นอันเดิม อันไหนเขียนใหม่ เพิ่มเติมเข้าในครั้งไหน ซึ่งมีอยู่หลายครั้งด้วยกัน. ข้อนี้ทำให้นึกกันต่อไปอีกว่า ถ้าพระอรหันต์ในสมัยนี้หายาก ไม่เหมือนในสมัยพุทธกาลแล้ว ก็น่าจะเป็นเพราะ สมัยนี้มีอะไร ๆ ในตัวสาสนานั้นเอง ให้เป็นที่สำหรับขุดหลุมแล้วเข้าไปนอนขดอยู่ ในนั้น ไม่ยอมออกมาเสียแล้วละกระมัง

น.61 ๕๕ พระอรหันต์เป็นสรณะของโลก. พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ก็เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายในโลก, ธรรมอันสูงสุดก็สูง เพียงแค่ทำบุคคลให้เป็นพระอรหันต์. พระศาสดาได้ตรัสไว้ว่า ถ้ายังมีการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่เพียงใดแล้ว โลกก็จะยังไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์ทั้งหลาย. แต่ทำไม ในบัดนี้ เราชาวโลกทั้งหลายจึงไม่ได้รับความพอใจว่าเรามีพระอรหันต์ในโลก มาก พอที่จะเป็นตัวอย่างแห่งบุคคล ผู้อำนวยสันติภาพ และความสงบเย็นเฉพาะตัวในทาง จิตต์, ในคาบสมัยแห่งมาฆบูชานี้ ขอพวกเราจงช่วยกันทำในใจระลึกถึงพระอรหันต์ และปัญหาที่ว่าทำไมโลกจึงกำลังมีความรู้สึกว่าขาดแคลนพระอรหันต์ ทั้งที่เราเชื่อกัน ว่ากิจการทางพระศาสนากำลังเจริญรุ่งเรือง อย่างจริงจังเถิด พุทธทาส ภิกขุ ๖ มีนาคม ๒๔๙๐

น.62 วิสาขะ บูชา ๒๔๙ ๐ สิ่งควรคิดในคาบแห่งสมัยวิสาขบูชานี้ คือ ทางสว่าง หรือ แสงสว่าง ซึ่งจิตต์ทุกดวงกำลังดิ้นรนไปหา โดยไม่เลือกว่าจะเป็นจิตต์ของสัตว์ชนิด ไหน. เราจงมาถือเอาคติแห่งสมัยวิสาขบูชานี้ ให้ได้ตามที่ควร .. แม้แต่สัตว์ตัวเล็ก ๆ สักเพียงไรก็ตาม ย่อมรู้จักปรารถนาและ พอใจต่อเวลาที่ตนมีจิตต์อันปราศจากความกลัว ความระแวง ความสงสัย ความหิว ความกลัดกลุ้ม ฯลฯ. แม้ตัวธรรมชาติเอง ซึ่งก่อให้เกิดสัญชาตญาณต่าง ๆ ประจำ ตัวสัตว์ เช่นสัญชาตญาณแห่งการรู้จักหาอาหาร หรือการสืบพันธุ์เป็นต้น ก็ออก

น.63 ๕๗ อำนาจบังคับในส่วนนี้ ให้เป็นไปเพียงเท่าที่จำเป็นจริง ๆ ในการที่จะไหลเวียนไป ตามเกลียวของสังสารวัฏฏ์เท่านั้น. ส่วนตัวมันเองเอียงไปในทางสงบ หรือถ้าจะกล่าว ให้ชัดเจนยิ่งกว่านั้น ก็คือสิ่งซึ่งมีความสงบเป็นปกตินิสสัย. ทั้งนี้เพราะว่า แต่ละสิ่ง ที่หมุนเวียนนั้น หมุนไปหาความสงบ. คือหมุนไปจนกว่าจะหมดเหตุปัจจัยที่ทำให้ หมุน ซึ่งในที่นี้เราจะเรียกว่า กำลังเดินทางไปหาความสว่าง. ซึ่งไม่หมุน ไม่ไหล ไม่ถูกหุ้มห่อ. การเกิดขึ้น การปรากฏอยู่ชั่วขณะหนึ่ง การดับไป สามระยะนี้ เมื่อนำมาต่อกันเข้า ก็คือการไหลไป หรือการเปลี่ยนแปลง หรือการหมุนเป็นวงกลม นั่นเอง. สิ่งใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นรูปธาตุ หรือจิตตธาตุ ถ้าพลัดเข้าไปในวงกลม นั้นแล้ว ก็ย่อม "หมุน” กันหมด คือไหลไปนั้นเอง. การจับกลุ่มขึ้นเป็นรูปธาตุ หรือจิตตธาตุก็ตาม นั่นคือการพลัดเข้าไปในวงกลม ฉะนั้นจึงต้องหมุน เพราะนับ เนื่องเข้าไปในพวงของวัฏฏสงสาร. วัตถุที่เราเรียกกันว่าไม่มีจิตต์ หรือจิตต์ยังหลับ อยู่ เช่นก้อนหิน ฯลฯ มันก็หมุนในส่วนวัตถุโดยตรง พวกที่มีจิตต์เพิ่งจะตื่น เช่น ต้นไม้ ก็ย่อมหมุนทั้งส่วนวัตถุ และจิตต์ส่วนน้อย ๆ ของมัน. พวกที่มีจิตต์แต่ยังอยู่ ระดับต่ำ เช่นสัตว์ ก็ย่อมหมุนทั้งในส่วนวัตถุ และส่วนจิตต์อย่างต่ำ ๆ. พวกที่มี จิตต์สูงเช่นมนุษย์ ก็ย่อมหมุนรุนแรงทั้งในส่วนวัตถุและจิตต์ ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่ว่าวัตถุ และจิตต์นั้น ๆ ได้วิวัฒน์ขึ้นมาแล้วเพียงไหน. การหมุนของมนุษย์รุนแรงเผ็ดร้อน และเป็นควันคลุ้ม. ของสัตว์เพลาลงไปกว่า. ของต้นไม้ยิ่งเพลาลงไปกว่านั้น. และ ของก้อนหินเพลาลงไปกว่านั้นอีก จนเราสำคัญกันว่าก้อนหินนั้น คือตัว ธรรมชาติ เดิมแท้ แต่ความจริงนั้น ก้อนหินก็ยังไม่ใช่ตัว "ธรรมชาติเดิมแท้," เป็นเพียง สิ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจหรือรู้จักธรรมชาติเดิมแท้ ได้มากกว่าสิ่งอื่นเท่านั้นเอง เพราะ

น.64 ๕๘ เหตุว่าก้อนหินนั้น ก็คือสิ่งที่ยังต้องหมุนอยู่เหมือนกัน. แต่เพราะมันละทิ้งภาวะเดิม มาไม่มากเหมือนมนุษย์ มันจึงมีส่วนคล้ายคลึง อันจะช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติเดิม ได้ยิ่งกว่าสิ่งที่มีวิวัฒน์มาไกลมากเสียแล้ว. แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราจะถือเอาก้อนหินเป็นหลักหรืออุดมคติ ก็ชวนแต่จะให้หมุนทื่อ ๆ ไปอย่างก้อนหิน. ถ้าจะเอาขนาดต้นไม้เป็นอุดมคติ ก็หมุน เนือย ๆ เรื่อย ๆ เย็น ๆ ไปอย่างต้นไม้. ถ้าจะเอาสัตว์เป็นอุดมคติ ก็หมุนโยก ๆ เยก ๆ ไปอย่างสัตว์ และเมื่อหันมามองดูการหมุนของมนุษย์เอง ก็หมุนอย่างอุตลุด กระวีกระวาด เร็วจี๋จวนจะลุกเป็นไฟยิ่งขึ้นทุกที อย่างไม่มีหวังว่าจะเย็นลงได้ เมื่อ ดังนี้แล้ว ทางสว่างหรือแสงสว่างนั้นอยู่ทางทิศไหนกันแน่ ? การตรัสรู้ของพระองค์ในวันวิสาขะนั้น ทำให้พ้นจากระดับ ทั้ง ๔ คือก้อนหิน ต้นไม้ สัตว์ มนุษย์ (รวมทั้งเทวดา) จึงเป็นว่าได้พบความสว่าง เพราะไม่หมุน ไม่ไหล ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรหุ้มห่อรบกวน. ฉะนั้นเราจึงควร คิดปัญหาข้อนี้กัน ในวันวิสาขบูชานี้ เพื่อเราจะได้ มีความสว่างอย่างน้อยก็ไม่ แพ้ก้อนหิน ! พุทธทาส ภิกขุ วิสาขบูชา ๒๔๙๐

น.65 เข้าพรรษา ออกพรรษา ๒๔๙๐ สิ่งที่ควรในคาบแห่งสมัยเข้าและออกพรรษานี้ คือ การเอา ชนะธรรมชาติ หรือการฝ่าคลื่นลมน้อย ๆ แบบหนึ่งในฤดูหนึ่ง แห่งทะเลสังสารวัฏฏ์ ไปให้ได้ โดยสมแก่เกียรติแห่งวิวัฒนาการขั้นที่สี่ กล่าวคือ ความเป็นมนุษย์ของเรา นั่นเอง. แม้หากว่า การจำพรรษาของภิกษุในพุทธสาสนา จะได้มีขึ้นโดยเหตุผล ภายนอก ที่ว่านักบวชในสาสนาอื่น ที่มีมาแต่ก่อนพุทธกาล หรือร่วมกันในยุค พุทธกาลก็ตาม เขากระทำกัน เราก็ต้องกระทำบ้าง ในฐานะเป็นนักบวชและไม่ให้ น้อยหน้าเขาก็ดี มันก็เป็นการหนีหลัก ที่ว่า การจำพรรษาเป็นการฝ่าพายุแห่ง

น.66 ๖๐ วัฏฏสงสารรูปหนึ่งแบบหนึ่งในหลายแบบ ไปไม่ได้อยู่นั่นเอง. เราจึงถือเอา มติแห่งสมัยการจำพรรษานี้ ให้ได้ตามที่ควร. สิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นที่กำลังเป็น ก้อนหิน, ต้นไม้, หรือสัตว์เดรัจฉาน ก็ตาม หรือที่ขึ้นมาถึงขั้นเป็นมนุษย์แล้ว ก็ตาม ล้วนแต่ต้องฝ่า พายุ ดันดั้นไปให้ถึง "ฝั่งนอกแห่งวิวัฒนาการ" หรือนอกฝั่งแห่งสังสารวัฏฏ์ด้วยกัน ทั้งนั้น. ทะเลแห่งวิวัฒนาการ เต็มไปด้วยคลื่นลม หาความสงบมิได้เพราะเป็นการ หมุนกลิ้งไป ด้วยอำนาจผลักดันของเหตุปัจจัย. แม้แต่เวลาที่รู้สึกกันว่า กำลังสนุก สนานเอร็ดอร่อย สบายที่สุด นั่นก็เป็นแต่เพียง "คลื่น" ชนิดหนึ่งเหมือนกัน หาใช่ เป็นความสงบไม่ ทั้งยังเป็นคลื่นที่จะฝังกลบ ให้จมอยู่ภายใต้ทะเลมากยิ่งขึ้นเสียอีก. ฉะนั้น สิ่งที่เป็นฝ่ายนาม ธาตุหรือฝ่ายจิตต์ ก็ถูกคลื่นอย่างฝ่ายจิตต์ ; ที่เป็นฝ่ายรูป ธาตุ หรือวัตถุ ก็ถูกคลื่นฝ่ายวัตถุ : ไม่มีการยกเว้นแต่ประการใดเลย. การจำพรรษาของมนุษย์เรา เป็นการหลบหนีฝ่าคลื่นทางวัตถุ เพื่อด้นไปให้ถึงจุดที่มุ่งหมาย และเพื่อเป็นการสนับสนุนการฝ่าคลื่นในทางจิตต์อีก ชั้นหนึ่ง. คำว่า "จำพรรษา" ย่อมบอกอยู่ในตัวแล้วว่า เป็นสิ่งจำใจทำหรือจำต้อง ทำ โดยความหมายอันเด็ดขาดของคำว่า "จำ" นั่นเอง เราเห็นได้ชัดว่า โดยทาง วัตถุ หรือร่างกายนั้น ฤดูฝนเป็นผู้กักเราให้ " จำ " พรรษา. แต่เพราะเราไม่ยอม แพ้ คือไม่ยอมให้การจำนั้น เป็นการถูกกักโดยไร้ประโยชน์เราจึงใช้เวลา "จำ " ให้เป็นการฝ่าคลื่นลมแบบที่มาถึงเข้าในขณะนั้น ลุล่วงไปด้วยดี, เราเอาชนะคลื่นลม ฝ่ายวัตถุของวัฏฏสงสารให้ได้ ไม่ให้ด้อยไปกว่าพวกที่กำลังอยู่ในวิวัฒนาการ ขั้นต่ำ ๆ กล่าวคือ ก้อนหิน - ต้นไม้ - สัตว์เดรัจฉาน มันกระทำกัน. ทุก ๆ สิ่ง ล้วนแต่ต้อง "จำ" พรรษาด้วยกันทั้งนั้น, แม้ว่า ฤดูพรรษาจะไม่ตรงกันก็ตาม. ในฤดูฝน ก้อนหินก็ต้องจมน้ำ หรือชุ่มไปด้วยตะไคร่ น้ำ หรือถูกฝนตกรด ทำให้เกิดการสึกกร่อน และการเปลี่ยนแปลงทางการกระทบ

น.67 ๖๑ กระทั่ง หรือการเปลี่ยนแปลงทางเฆมี จนตลอดฤดูนั้น. ต้นไม้ต้องทนแช่น้ำ หรือ กรำฝน ที่ตกมากเกินไป จนต้องเกิดการต่อสู้และเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ภายใน ตัวมัน จนกว่าฝนอันร้ายกาจจะผ่านไป. สัตว์บกต่าง ๆ ต้องกรำฝน หรือซุ่มซ่อน หลบฝน โดยเฉพาะ เช่น แย้ ต้องอุดรู และนอนหลับอยู่ในรู ทั้งกลางวันและ กลางคืน ตลอดฤดูฝน จนตัวขาว, พวกสัตว์น้ำ ซึ่งควรจะถือว่า มีฤดูจำพรรษา ผิดกับสัตว์บก, ก็ต้อง "จำพรรษา" ในฤดูของมันโดยเฉพาะ เช่นปลา ก็ต้องเก็บ ซ่อนตัวอยู่ในภายใต้เลนโคลนในฤดูน้ำน้อย อย่างนิ่งเงียบ ราวกะว่า มันมิได้มีอยู่ ในโลกนี้. กบหลับอยู่ในรูไม่น้อยกว่า สามเดือนในฤดูร้อน. สัตว์ทะเล ต้องหลบ ซ่อนกันอยู่ระยะหนึ่ง ตลอดฤดูที่ผิวพื้นทะเลเป็นบ้าด้วยคลื่นลม. ทั้งหมดนี้ ย่อม แสดงถึงการบังคับให้ "ต้องจำพรรษา" ของวิวัฒนาการด้วยกันทั้งนั้น. และสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ก้อนหิน, ต้นไม้, หรือสัตว์. ต่างก็ได้ใช้เวลา "จำพรรษา" ของตน ๆ โดยเฉพาะ ให้เป็นการก้าวหน้า ฝ่าคลื่นลมแห่งวัฏฏสงสารให้ถึง "ฝั่งนอก" แห่ง วิวัฒนาการ ซึ่งเมื่อถึงแล้ว จะไม่ต้องมีการวิวัฒน์อีกต่อไป โดยไม่เปล่าประโยชน์เลย. เมื่อเช่นนี้แล้ว ไฉนมนุษย์เรา ซึ่งกำลังอยู่ในวิวัฒนาการขั้นสูง จะไม่สามารถฝ่า คลื่นลมแห่งการต้อง "จำ " พรรษาของธรรมชาติฝ่ายวัตถุนี้ ให้ก้าวหน้าไปโดยไม่ แพ้ ก้อนหิน - ต้นไม้ - สัตว์ เล่า. การเปลี่ยนแปลงเป็นฤดูกาลของธรรมชาติ เช่นฝน ฤดูหนึ่ง เช่นนี้ แม้จะกระทบกระเทือนถึง การหาอาหาร การเป็นอยู่ และการเที่ยวไปตาม สบายของคนเราอยู่มาก แต่มันก็เป็นเพียง คลื่นลมนิด ๆ หน่อย ๆ ของชีวิต, และ มีประจำอยู่ในทะเลสงสารวัฏฏ์ เช่นเดียวกับคลื่นลม เล็ก ๆ น้อย ๆ อีกหลายแบบ เช่นฤดูร้อน ฤดูหนาว, ฤดูข้าวยากหมากแพง, ฤดูสงครามโลก, ฤดูเศรษฐกิจตกต่ำ, ฤดูโรคภัย, ฤดูอุทกภัย ฯ ล ฯ เป็นต้น. คลื่นลมเหล่านี้จะยิ่งเป็นของเล็กน้อยยิ่งขึ้น ไปอีก จนถึงเล็กน้อยที่สุด อย่างไม่น่าคำนึงถึง ก็เมื่อนำเข้าไปเปรียบเทียบกับ "คลื่น

น.68 ๖๒ ลมภายใน" คือ คลื่นลมฝ่ายจิตต์ อันได้แก่ โลภ โกรธ หลง ซึ่งผูกมัดรัดรึง สันเขย่า แผดเผาจิตต์อยู่เสมอ. เราจะไปมัว "จำ" พรรษาด้วยการเอาใจใส่ต่อฝน หรือแดด ทำไมให้ป่วยการ ในเมื่อสัตว์เล็ก ๆ เช่น นก หรือ แย้ หรือแม้ที่สุด ก้อนหิน มันก็ยังสามารถจำพรรษา ตามแบบของฝ่ายวัตถุ ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี. เราจะต้อง พยายามฝ่าคลื่นลมทางฝ่ายจิตต์ เพื่อชนะกิเลสแห่งฤดูฝน ให้ได้ตลอดฤดูฝน และให้ สัมพันธ์กันกับการชนะกิเลสในฤดูหนาว และฤดูร้อน ติดต่อกันไป จนกว่า วงกลม ของกิเลสจะขาดออก เราก็จะมีโอกาสพากพูมใจว่าวิวัฒนาการของเรานั้น สูงกว่า ก้อนหิน ! พุทธทาส ภิกขุ วัสสูปนายิกา ๒๔๙๐

น.69 ออกพรรษา ๒๔๙๑ สิ่งควรนึกถึงในคาบสมัยแห่งการออกพรรษานี้ คือความหลุด พ้น หรือการถูกปลดปล่อย ออกมาสู่อิสรภาพ โดยน้ำมือของธรรมชาติ อันเวียนมา บรรจบรอบอีกวาระหนึ่ง กล่าวคือฤดูฝนซึ่งกักกันการจาริกของเหล่าบรรพชิตซึ่งได้สิ้น ฤดูผ่านพ้นไปแล้ว ทำความบันเทิงให้แก่นักท่องเที่ยว และบุคคลผู้ประกอบการงาน กลางแจ้งได้ทั่วกัน. เราพิจารณาดูกันอย่างละเอียดแล้วย่อมได้คติในเรื่องนี้มากขึ้น ตามควร.

น.70 ๖๔ การติด และการหลุดสองอย่างนี้ ตามความรู้สึกของคนทั่วไป ถือว่าเป็นของคู่กัน. แต่ตามความจริงนั้น การหลุดที่คู่กันกับการติดนั้น หาใช่การ หลุดไม่ เพราะยังสัมพันธ์อยู่กับการติด ไม่เท่าไรก็จักเวียนมาสู่การติดซ้ำเป็นครั้งที่ สองที่สาม ฯลฯ เช่นเดียวกับการเข้าออก ๆ พรรษานั้นเหมือนกัน. การหลุดที่แท้ จริงเป็นของเดี่ยว หรือธรรมเอก ไม่มีคู่ แต่ก็ไม่ทราบว่าจะเรียกชื่อให้แปลกไปว่า กระไร เพราะหูของคนเราฟังถูกหรือฟังออกแต่ในเรื่องของคู่ คือมีคู่เปรียบเทียบให้ เห็นความหมายตรงกันข้ามเท่านั้น, ในโลกนี้เต็มไปด้วยของคู่ เช่นดีชั่ว บุญบาป ร้อนเย็น หวานขม ฯลฯ ฯลฯ. ความรู้หรือสติปัญญาของมนุษย์จึงถูกขังอยู่ในวง ของ ๆ คู่ เหลียวไปทางไหนก็ถูกสกัดกั้นอยู่ด้วยความหมายของ ๆ คู่ เลยนั้นไปทราบ ไม่ได้. ข้อนี้เองทำให้มนุษย์ถูกจำกัดเขตต์อยู่ในกรอบวงแคบ ๆ ไม่มีอะไรมากไป กว่าความวนเวียนอยู่ในวงของ ๆ คู่นั้นเอง. ทั้งที่ความเกิดและความตาย หรือความติด กับความหลุดก็ตาม ไม่มีความหมายแตกต่างอะไรกัน มนุษย์ก็หยิ่งตัวเองว่ามีความ รู้ในสิ่งที่แตกต่างกัน คือรู้ทั้งสองฝ่าย แต่ไป ๆ มา ๆ ในที่สุดความหลุดของเขาก็คือ ความติดนั่นเอง ความตายก็คือความเกิดนั่นเอง. ไม่มีใครหัวเราะใครกันในเรื่องนี้ นั่นไม่ใช่เพราะว่าอยู่ในสภาพหัวอกเดียวกัน แต่ว่าเป็นเพราะไม่มีใครทราบว่า มันมีความหลุดที่ไหน มากไปกว่านี้อีก. การออกพรรษา ก็คือการเวียนไปสู่การเข้าพรรษา โดยอรรถะ คือความหมายมันจึงเป็นอย่างเดียวกัน คือการเวียนไปในวงเวียน. แต่โดยพยัญชนะ คือตามตัวหนังสือหรือถ้อยคำนั้น มันแตกต่างกัน และอย่างตรงกันข้าม คืออย่าง หนึ่งเข้าไป อย่างหนึ่งออกมา. นี่เป็นการแสดงอยู่ชัดเจนแล้วว่า การหลุดที่ถูกต้อง นั้น ต้องอยู่นอกไปจากนี้อีก คือนอกออกไปจากวงของความวนเวียน ซึ่งจะไม่ทำ ให้ต้องเข้าพรรษา หรือออกพรรษาอีกต่อไป. แต่เมื่อใครก็ตาม พอใจแน่นแฟ้น เสียแล้วในการเข้า หรือการออกพรรษาก็ตาม อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็ย่อมจะ

น.71 ๖๕ ชักใยพันตัวเองจนมิดอยู่ในนั้น. ความประมาทหรือความไม่เอาใจใส่ของพุทธบริษัท เรา ก็มีมากไม่น้อยกว่าของพวกอื่น จนถึงกับทำให้จมอยู่ในโลกแห่งความเพ้อถึง สันติภาพถาวรกับเขาด้วยเหมือนกัน คือการหลงยึดถือเอาการหยุดพักเหนื่อยหรือเพื่อ เตรียมสงครามว่านั่นคือสันติภาพ. สำหรับมนุษย์เช่นนี้ สงครามกับสันติภาพคือของ อย่างเดียวกัน และเป็นสิ่งเดียวกันด้วย. แต่ไม่มีใครหัวเราะใคร เพราะเราเป็น โรคอย่างเดียวกัน แล้วต่างคนต่างก็ไม่ทราบว่าตนเป็น. สิ่งที่เรากำลังละเมอเพื่อฝั่น ว่าเป็นของคู่และตรงกันข้ามนั้น ที่แท้มันเป็นของอย่างเดียวกัน และสิ่งเดียวกันอย่าง ที่แยกกันไม่ออก แล้วในโลกนี้ของคู่ที่แท้จริงมันจะมีได้อย่างไร นอกจากของคู่ของ อวิชชา. ร้อนกับเย็น เป็นคู่เคียงกันอยู่ได้เฉพาะในที่ ๆ มีอวิชชา แม้ ที่สุดแต่อวิชชากะจิริตกะจ้อยร่อยที่เป็นเหตุให้ไม่ทราบว่า ความเย็นก็คือความร้อน อีกขนาดหนึ่งเท่านั้น ไม่ต้องมากไปถึงอวิชชาขนาดมหาศาลที่ทำให้ยึดสิ่งทั้งหลายโดย ความเป็นของ ๆ ตน. เมื่อไม่ทราบว่าความเย็นก็คือความร้อนขนาดหนึ่งเช่นนี้แล้ว ใจ ของเราก็ถูกขังอยู่ในวงจำกัดแคบ ๆ ของฝ่ายนี้ จำกัดให้รู้ 1 จำกัดให้คิด ! จำกัดให้ ปรารถนาต้องการ ! ซึ่งล้วนแต่เป็นไปในทางเอาผ้าปิดตาแล้วชกต่อยตัวเอง ด้วย สำคัญว่าเป็นคนอีกคนหนึ่ง เช่นเดียวกับที่เข้าใจว่าความเย็นกับความร้อน หรือฝ่าย ติดกับความหลุด ฯลฯ ฯลฯ เป็นของคู่กันนั้นเหมือนกัน. ฝ่ายโน้น หรือฝ่าย ตรงข้ามแท้จริง ก็ไม่เคยถูกใครนึกถึงว่ามี หรือนึกถึง ก็นึกอย่างลม ๆ แล้ง ๆ เพราะว่ากำลังถูกขังอยู่ทั้งกายและใจและเหลือที่จะรู้สึกว่าถูกขัง เพราะว่ากลุ่มใยนี้ แมลงมุมมันชักของมันขึ้นเอง. มนุษย์มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่รู้สึกได้เพียงแค่ ไหน อย่างไรแล้วก็ยุติแน่นแฟ้นเอาว่าความจริงมีเพียงเท่านั้น. จะมีคุกตรางที่ไหน ร้ายกาจไปกว่าคุกตรางอันนี้ ! คุกในโลกทั้งหมดรวมกันแล้ว ยังไม่เท่าคุกชนิดนี้ของ

น.72 ๖๖ คนเพียงคนเดียว เพราะว่ามันกักขังเขาเด็ดขาดจากการรู้จักตัวเอง และความหลุด- รอดของตัวเอง ชนิดที่คุกตรางทั้งหลายในโลก ไม่อาจกักขังเขาได้มากมายถึงเพียง นั้นเลย. เมื่อเราพากันออกพรรษาของเราได้ โดยที่ความรู้สึกแห่งของคู่ในโลกนี้ ทำอะไรเราไม่ได้แล้ว เราก็จะเข้าใกล้ความหลุดรอดอันแท้จริง ความหลุดที่ไม่ คู่กับความติด ! อย่างรวดเดียวถึงโดยไม่ต้องสงสัย พุทธทาส ภิกขุ ออกพรรษา ๒๔๙๑

น.73 มาฆะ บูชา บ ๒๔๙๒ สิ่งควรนึกถึงในคาบสมัยแห่งมาฆบูชานี้ ก็คือการประชุม- จาตุรงคิกสันนิบาตชาติของพระอรหันต์ ๑๒๕๐ องค์ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประธาน จนเราอาจกล่าวได้ว่า วันมาฆบูชา ก็คือ "วันพระอรหันต์." ถ้าเรายิ่งพิจารณาดู อย่างละเอียดแล้วย่อมได้คติในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น ๆ ตามควรทุกคราวมาฆบูชา. พระอรหันต์นั้น คือคนเต็ม ( man perfected ). ถ้าถามว่า เต็มด้วยอะไรก็ตอบได้เฉพาะในมันเองว่า " เต็มไปด้วยความเป็นคน" นั่นเอง. คนที่เต็มไปด้วยความเป็นคน คือพระอรหันต์, เพราะฉะนั้นย่อมกล่าวได้ต่อไปอีกว่า

น.74 ๖๘ คนธรรมดาทั่วไป หรือคนนอกนั้น ก็คือคนที่ยังไม่เต็มคนนั่นเอง. ตัวคนนั้นเป็นแต่ เปลือก ไม่ใช่ตัวพระอรหันต์. ตัวพระอรหันต์ จึงเป็นตัวเนื้อในหรือเยื่อใน ที่อยู่ ในคนที่เต็มไปด้วยเยื่อชนิดนี้, หรือถ้าหากกล่าวอย่างเป็นคำศัพท์แสง ก็กล่าวว่า คน ที่เต็มไปด้วย "ความเป็นพระอรหันต์." ตัวพระอรหันต์กับตัวคน จึงมิใช่ของสิ่ง เดียวกัน ถ้ามิฉะนั้นแล้ว คนก็มีความเป็นพระอรหันต์ไม่ได้. ความเป็นพระอรหันต์ นั่นแหละ คือตัว "ความเต็ม" ที่ทำคนให้เป็นคนเต็ม. พระอรหันต์จึงได้แก่ "คนที่ มีความเต็มแห่งความเป็นคน" นั่นเอง. คนนอกนั้น ยังพร่องอยู่ตามส่วน. "คน" นั้นอย่างหนึ่ง. " คนที่เต็มด้วยความเป็นคน" นั้นอีกอย่างหนึ่ง และถึงกับตรงข้ามกัน. เพราะฉะนั้นชวนให้คิดว่าอะไรเล่า คือตัว ความเป็นคน ซึ่งเมื่อใครมีเต็มแล้ว จะถูกเรียกว่าเป็นพระอรหันต์ เพื่อให้จำง่าย ๆ เราควรกล่าวว่า ความเป็นคนนั้น คือ ๓ ส. ส = สะอาด, ส = สว่าง ส = สงบ. สาม ส นี้ ใครมีจนเต็มที่ คนนั้นเป็นพระอรหันต์. ใครมีไม่เต็ม ก็เป็นคนที่รอง ลงมา, ใครไม่มีเลย คนนั้นเป็นสัตว์. คือไม่ใช่คน. ความเป็นพระอรหันต์ไม่มี อะไรมากมายไปกว่า ความเต็มแห่งสาม ส. นี้ แม้แต่นิดเดียว, คนเต็ม man perfected ก็คือเต็มด้วยสาม ส. นี้. ส. สะอาด ก็คือความสะอาด ซึ่งได้แก่อะไร ก็ย่อมทราบ กันได้แม้แต่เด็ก ๆ เป็นแต่ควรทราบไว้อีกหน่อยหนึ่งว่า ความสะอาดขั้นสุดท้าย หรือขั้นสูงสุดนั้น คือ "สะอาดจากความโง่." สะอาดที่เสื้อผ้า สะอาดที่ร่างกาย สะอาดที่คำพูด สะอาดที่จิตต์ใจ จนถึงขั้นสะอาดจากความโง่ซึ่งนับว่าเป็นขั้นสะอาด ที่สุด. ส. สว่าง ก็คือความสว่าง ซึ่งแม้แต่เด็ก ๆ ก็ทราบได้ทันที อีกเหมือนกันว่า มันหมายถึงอะไร. ถ้าทำเลขในที่มืดไม่ถูก แม้จะจุดตะเกียงขึ้น หรือออกไปที่กลางแสงแดด ก็ยังทำไม่ถูกอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น เด็ก ๆ จึงทราบ

น.75 ๖๙ ได้ว่า ความสว่างจากแสงตะเกียงหรือแสงแดดนั้น เป็นคนละอย่างจากแสงสว่าง ที่ทำ ให้ทำเลขได้ถูก. แสงสว่างขั้นสุดท้าย ก็คือความสว่างจากความโง่ หรือ อวิชชา นั้นอีกเหมือนกัน. ส. สงบ นั้น คือความสงบเย็น ซึ่งเด็ก ๆ ก็พอจะเข้าใจ ความหมายได้ถูกต้องอีก, เย็นลมพัด หรือเย็นอาบน้ำ ไม่เคยแก้ความร้อนเพราะ ทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งได้. ถ้ายังสงสัยอะไรอยู่ ก็ไม่เคยมีใจสงบได้. ฉะนั้น ความสงบเย็นขั้นสูงสุด ก็คือสงบจากความโง่ หรือจากคลื่นลมของความ โง่นั้น. คน ๆ ไหนบ้างที่มี ๓ ส. นี้เต็มเปี่ยม แม้เราจะไม่เคยเห็น เราก็พอจะอนุมานได้โดยไม่มีผิดพลาดเลย ว่าเขาต้องอยู่ในลักษณะเช่นไร ถ้าหากเรา จะอนุมานขึ้นไปจากความไม่สะอาด ไม่สว่าง ไม่สงบ อย่างที่เรามี ๆ กันอยู่. แล้ว เรายังสามารถอนุมานได้สืบต่อไปอีกว่า คนที่เต็มด้วยสาม ส. นี้จะสิ้นทุกข์ไม่มีเหลือ เลยเพียงไรด้วย. เรายิ่งรู้จักความสกปรก ความมืดบอด ความร้อนรน มากขึ้น เพียงใด เราก็ยิ่งรู้จักพระอรหันต์มากขึ้นเพียงนั้น. คนทั่วไป มักนิยมแค่ความ สะอาด ความสว่าง ความสงบ ที่คนอื่นรู้เห็นได้ด้วย ฉะนั้นจึงมีกันแต่ในที่ต่อหน้า ธารกำนัล ไม่มีในห้องส่วนตัว. เพราะฉะนั้น ในห้องส่วนตัวนั่นแหละ ถ้ามีสติ อยู่บ้าง ก็อาจเข้าใจหรือรู้จักพระอรหันต์ได้ดี. ยิ่งมองเห็นหรือรู้จักความ “เลว" ของตนมากเพียงใดก็ยิ่งรู้จักพระอรหันต์มากขึ้นเพียงนั้น. แต่เป็นที่น่าสลดใจ ที่ไม่มี เวลามองดูโคลนที่ตัวเสียเลยเป็นส่วนมาก จนกระทั่งตายไป ก็ไม่เคยฝันเห็นพระ- อรหันต์. คำว่าพระอรหันต์ จึงยังคงเป็นคำของภาษาต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา ฟัง จนหูชา ก็ไม่มีความหมาย. คำว่ามาฆบูชา ก็พลอยไม่เย็นหูไปด้วย. คำว่า มาฆบูชา หมายถึงคนที่เต็มด้วยสาม ส. ตั้ง ๑๒๕๐ คน นั่งประชุมกันด้วยความเคารพตัวเอง ในความสำเร็จแห่งความมี สาม ส. เต็มเปี่ยม.

น.76 ๗๐ ลองนึกดูเถิดว่า บรรยากาศในที่นั้นและเวลานั้น จะสะอาด สว่างและสงบ สัก- ปานใด. ครั้นเหลียวมามองดูที่มาฆบูชาตามวัด หรือตามสมาคมของเรา ปัญหา กลับเกิดขึ้นว่า มันสะอาด สว่าง หรือสงบอย่างไรกันหนอ. และอยู่ที่ไหนหนอ. ยิ่งดูยิ่งพบความละเมอ เหมือนคนตายที่เดินได้ แล้วก็เลยไม่รู้ว่า สะอาด สว่าง สงบ แบบไหนกันแน่ บางคนจึงพอใจที่จะทำมาฆบูชาในห้องส่วนตัว คำว่าสะอาด คำเดียวเท่านั้น ดูกันตั้งปี บางทีอาจจะไม่จบ ก็ได้. คนที่อวดว่าดูแวบเดียวรู้จักความสะอาดจบสิ้น อาจเป็นอวดดีที่สุดในโลกนี้. แต่โชคยังดีอยู่หน่อยที่ว่า คำว่าความสะอาดนั้น ไม่ว่าเป็นความสะอาดอะไรย่อม แสดงความหมายของมันชัดเจนไม่พ้นเผื่อให้คนหลงผิดได้อยู่เสมอ ปัญหายากเย็นเลย ไปอยู่ที่การไม่รักความสะอาด มากกว่าจะมาอยู่ที่ไม่รู้จักความสะอาด เนื่องมาจาก บังคับตัวเองไม่ค่อยจะได้เป็นส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ดี ข้อนี้ก็ยังเรียกได้ว่า ไม่รู้จัก ความสะอาดถึงที่สุดของความสะอาดอยู่นั้นเอง. ส. ๓ ส. เป็น ส. ตัวเดียวกันฉันใด ความสะอาด สว่าง สงบ ที่แท้ก็คือของสิ่งเดียวกันฉันนั้น. แต่ถ้าไม่แยกเป็น ๓ ส. ย่อมเห็นความหมายยากเสีย เวลาอธิบายนาน คิดนาน และ ส. เพียงสามคำ ก็ไม่เป็นสิ่งมากมายอะไรนัก พอที่ จะจำได้. สะอาด จึงจะสว่าง ไม่สะอาด จะสว่างได้อย่างไร, หรือถ้าสว่างแล้ว จะไม่สะอาดได้อย่างไร ขอแต่ให้สว่างจริง มันก็ต้องสะอาดเอง. สะอาดหรือสว่าง แล้ว จะไม่สงบอย่างไร. ถ้ายังร้อนกระวนกระวายแล้ว มันจะสว่างหรือสะอาดได้ที่ ตรงไหน. เพราะฉะนั้น จะมีของสามอย่างนี้ เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ย่อมเป็น ไปไม่ได้. มองดูเหลี่ยมหนึ่งเห็นเป็นความสะอาด มองอีกเหลี่ยมหนึ่งเป็น ความสว่าง และอีกเหลี่ยมหนึ่งเป็นความสงบ. คนเต็ม หรือ man perfected เต็มด้วย ส. ๓ ส. นี้ เต็มด้วยอาการอย่างไร แล้วจะอยู่ในลักษณะเช่นไร ต้องดูที่คนพร่อง ดูชั้น

น.77 ๗๑ ที่ยิ่งพร่องมากลงไป จนถึงกับไม่มี ส. ๓ ส. นี้เสียเลย ก็อาจรู้จักคนเต็ม ได้. เราทั้งหลาย จงมาทำพิธีมาฆบูชา ด้วยการ ดูความสะอาดที่ความ สกปรก ดูความสว่างที่ความมืด และดูความสงบเย็นที่เปลว ไฟอันกระวนกระวาย กันเถิด จะเป็นทางที่จะช่วยให้พบ พระอรหันต์ ได้ง่าย ๆ เหมือนคลำพบสตางค์ ที่ใส่ไว้แล้วในกระเป๋าของตนเองโดย ตนเอง, และมาฆบูชาของเรา ก็จะเป็น "วันที่ระลึกถึงพระอรหันต์" ได้ โดยแน่นอน. เมื่อกล่าวโดยบุคคลาธิษฐาน ด้วยเจตนาที่จะให้มีพระอรหันต์ เป็นคนขึ้นมาให้ได้จริง ๆ ก็ยังทำอะไรให้มากไม่ได้ไปกว่าที่จะกล่าวว่า ความสะอาด ความสว่าง และความสงบ สามอย่างนี้เท่านั้น ที่ได้จับกลุ่มกันเข้า เข้มข้นเข้าก็ เป็นองค์พระอรหันต์ ทำนองเดียวกับที่เชื่อกันว่า หมอกเพลิง ( Nebula ) ได้จับ กลุ่มกันเข้าเป็นดวงดาวต่าง ๆ กระทั่งดาวนพเคราะห์คือโลกเรานี้ ฉันใดก็ฉันนั้น. ร่างกายเป็นเพียงเปลือก ซึ่งรองรับองค์พระอรหันต์ไว้อีกชั้นหนึ่ง และขอเรียกกันไป ที่ว่าบุคคลซึ่งเป็นพระอรหันต์ ด้วยสิทธิแห่งการใช้เสรีภาพในการพูดหรือเขียน ซึ่ง ห้ามกันไม่ได้ แต่อย่าให้มันมากเกินไป หรือถึงกับหลงไปว่าเป็น สัตว์ คน ตัวตน เรา เขา เอาเสียทีเดียว. พุทธทาส ภิกขุ สวนโมกข์ มาฆบูชา ๒๔๙๒

น.78 ษิตกาลพจน์ วิสาขบูชา เข้า - ออก พรรษา๙๒ หนังสือพิมพ์ พุทธศาสนา ฉบับนี้เป็น การรวมสาม ฉบับเข้าเป็น ฉบับเดียวกัน ฉะนั้นการเขียนอภิลักขิตกาลพจน์ จึงต้องพลอยรวมสามคาบ เป็นคาบ สมัยเดียวกันด้วย และเป็นที่ระลึกแก่หลักของพระพุทธศาสนาโดยทั่วไป. หลักอันแน่นอนตายตัวหลักหนึ่ง ในพุทธศาสนา ซึ่งทุกคน ไม่ปฏิเสธ และเข้าใจได้ตั้งแต่แรก ก็คือหลักที่อาจกล่าวได้สั้น ๆ ว่า ยิ่งทำจิตต์ให้ บริสุทธิ์ได้เพียงไร ก็จะยิ่งลุถึงธรรมอันลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพียงนั้น. เมื่อจิตต์มี ความบริสุทธิ์ถึงที่สุด ก็หมายความว่า จิตต์นั้นได้หยั่งถึงธรรมอันลึกซึ้งที่

น.79 ๗๓ สุดอย่างเดียวกัน. ข้อนี้เป็นเพราะเหตุว่า ความบริสุทธิ์ถึงที่สุดของจิตต์จะ มีได้ก็ในขณะที่หยั่งเห็นธรรมอันลึกซึ้งถึงที่สุดนั่นเอง. เมื่อแสงสว่างแรง ก็ ปัดความมืดออกไปได้มาก. เมื่อแสงสว่างแรงที่สุด ก็สามารถปัดความมืดชนิดที่แรง ที่สุดได้. แสงสว่างไม่อาจมีอยู่พร้อม ๆ กันกับความมืดฉันใด ความบริสุทธิ์ของจิตต์ ก็ไม่อาจมีอยู่พร้อมกันได้กับความไม่หยังเห็นธรรมอันลึกซึ้ง ฉันนั้น. ทั้งนี้ เพราะ ว่าของสองอย่างนี้ ย่อมเป็นปฏิปักษ์กันอยู่ตามธรรมชาติ แต่ปัญหาสำคัญ มักมามี อยู่ตรงที่สัตว์นั้น ๆ พอใจในความมืดเสียเอง หรือถึงกับหลงยึดเอาความมืดขึ้นเป็น ความสว่างของตน. ในบรรดาความมืดทั้งหลาย ไม่มีความมืดอะไรจะยิ่ง ไปกว่าความมองเห็นว่ามีตัวตนของตัว. ความมองเห็นอันนี้ เป็นความ มืด. มืดทั้งที่มองเห็น ! ด้วยเหตุนั้นแหละ จึงเป็นความมืดที่อันตราย ที่สุด โดยที่ทำให้ผู้นั้นมีความเศร้าหมองของตัว ด้วยอำนาจของมานะ ที่ ถือตัวว่ามีอยู่หรือเป็นอยู่ อย่างนั้นอย่างนี้ สำหรับทะนงตัว หรือเปรียบ- เทียบกับผู้อื่นต่อไป สัตว์ผู้มืดอยู่ด้วยความมืดชนิดที่เป็นความมองเห็น ชนิดนี้จึงมีแต่ความไม่บริสุทธิ์ และจิตต์ของเขาไม่อาจหยั่งถึงธรรมที่ลึก- ซึ่งที่สุดคือนิพพานได้. ขั้นแรกที่สุด เขาทะนงตัวว่าเขามองเห็น. แล้วเขาจะยอมรับ ว่าเขามีความมืดได้อย่างไร เพราะเขาเห็นนั้นเห็นนี่อยู่ด้วยความคิดอันปรุโปร่งของ เขาเหมือนกัน. ยิ่งเมื่อเขาได้รับการฝึกฝนทางศาสนา เกี่ยวกับการอบรมจิตต์อย่างใด อย่างหนึ่งมาแล้ว ก็เป็นการยากอย่างยิ่งที่จะให้สัตว์ผู้นั้น เกิดมีความรู้สึกว่าตนถูก หรือยังถูกหุ้มห่ออยู่ด้วยความมืด. ความมืด เพราะความไม่เข้าใจนั้น พอจะมองเห็น กันได้บ้าง แต่ความมืดเพราะความเข้าใจผิดนั้น นอกจากจะเห็นได้ยากแล้ว ยังจะ ทำให้เขาเข้าใจว่าเขามีความสว่างเสียด้วยซ้ำไป เพราะว่าเขากำลัง มองเห็นอะไร ๆ

น.80 ๗๔ อยู่อย่างมากมาย. เมื่อเขารู้สึกตัวว่ามองเห็น และสิ่งที่มองเห็นก็เป็นที่พอใจ และ ทนต่อเหตุผลคือความพอใจของเขาแล้ว เขาก็ย่อมจะถือตัวว่าเขาไม่มีความมืดเป็น ธรรมดา. และผลก็คือไม่ยอมแก้ไขความมืดของเขา เพราะเขาไม่เห็นว่าเขามีความ มืด. ความมืดเหล่านั้นของเขาจึงยังคงรึงรัดอยู่ในสันดานของเขาโดยปราศจากการ แก้ไขแต่อย่างใด. ในขณะนั้นแม้พระพุทธเจ้าก็ช่วยเขาไม่ได้ ! ทำให้เขา ได้ชื่อว่าผู้ที่จมลึกถึงที่สุดอย่างเที่ยงแท้ (สัจจาภินิเวโส). ความมืดเพราะความทะนงว่าตนได้เล่าเรียนมามาก อาจมีมาก จนถึงกับทำความล่มจมให้แก่ตัวเอง หรือผู้ที่ไว้เนื้อเชื่อใจผู้นั้นว่าเป็นคนเล่าเรียนมา แล้ว. นี่ก็เป็นความมืดอันมีมาแต่ความเข้าใจผิดนั้นเหมือนกัน. ความรู้ที่มากท่วม หัว แต่กลับปรากฏว่าช่วยตัวไม่รอดนั้น ก็เพราะยิ่งมองเห็น ยิ่งมืด. เป็น ความมืดของความเข้าใจผิดชนิดที่ยิ่งคิดได้มาก ก็ยิ่งผิดออกไปมาก ! ยิ่ง คิดได้ยาว ก็ยิ่งผิดออกไปยาว ! ตรงกันข้ามกับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งกำลังได้รับผลของ ความรู้ แม้ไม่ท่วมหัว ก็เอาตัวรอดได้. เนื่องจากเขาเป็นผู้ที่รู้ตัวอยู่เสมอว่า ความ มองเห็นนั้นเป็นความมืดอันร้ายกาจชนิดหนึ่ง ซึ่งเขาจะต้องควบคุมมันให้ดี ๆ ไม่เอา ตามตำราหรือตัวหนังสือเกินไป จนไม่เหลียวแลข้อเท็จจริงเสียเลย. ความอยู่ใน อำนาจของเหตุผลและข้อเท็จจริง เป็นของคนละอย่างจากการเอาแต่ตามตัวหนังสือ หรือตำรา ซึ่งยิ่งมากเข้าก็จะยิ่งปนเปยิ่งทำให้พ้นวิสัยแห่งการใช้ปฏิบัติได้มากเข้า ถ้าเขาคนเป็น มีหลักที่ เป็นไป ตามอำนาจแห่งเหตุผลและข้อเท็จจริงเป็น ใหญ่ ก็จะสามารถควบคุมความรู้หรือตำรา ไม่ให้ท่วมหัวเขาได้ จึง ปลอดภัย และได้รับผลที่มุ่งหมาย. นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ความเข้าใจถูก หรือ สัมมาทิฏฐิอันเป็นองค์ต้นของอัฏฐังคิกมรรค.

น.81 ๗๕ เราอาจพิจารณากันต่อไปให้ละเอียดได้ ถึงความแตกต่าง ระหว่าง "ความไม่เข้าใจ" กับ "ความเข้าใจผิด." ความไม่เข้าใจ นับว่าเป็น ความมืดใคร ๆ ก็ยอม. แต่ความเข้าใจผิดจะถูกจัดเป็นความมืดนั้น ตามความจริงแล้ว เจ้าตัวย่อมไม่ยอม เพราะเขารู้สึกว่าเขาไม่มืด. แต่ถ้าจะดูกันให้ดีแล้วจะเห็นว่า ความ เข้าใจผิด จะยิ่ง "มืด" เสียกว่าความไม่เข้าใจ เพราะเป็นความมืดที่ถูก ย้อมน้ำฝาดอีกต่อหนึ่ง, และทั้งเป็นอันตรายกว่า เพราะผู้ที่เข้าใจผิด ย่อม ไม่ยอมรับคำตักเตือน ซึ่งต่างกับผู้ที่ไม่เข้าใจ อันพร้อมที่จะรับคำตักเตือน เสมอ. นี่ว่ากันโดยลักษณะหรืออาการ. แต่ถ้าเพ่งเอาผลกันแล้ว ก็นับว่ายังอยู่ใน ที่มืดด้วยกันทั้งสองฝ่าย. เมื่อเพ่งเอาความที่ยังเอาตัวไม่รอดด้วยกันแล้ว ก็ยังเรียกว่า ตกอยู่ใต้อำนาจของอวิชชาอยู่ด้วยกัน. แต่ว่า อนาคตย่อมแตกต่างกันไกล อย่างที่ จะทิ้งกันไม่เห็นหลัง. สำหรับเรื่องที่ยืดยาว เช่นเรื่องการตะเกียกตะกายเพื่อ "ฝั่ง โน้น" หรือนิพพานนั้น ย่อมกล่าวได้โดยไม่กลัวผิดว่า เราตั้งต้นด้วยความมืด ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยกันทั้งนั้น. แต่แล้ว ความมืดของใครจะค่อยจางออกหรือ ของใครจะถูกย้อมฝาดหนักเข้า นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่มันเป็นการง่ายในการที่จะ แยกพวกกันในขั้นต้นนี้ คือว่า ใครเกิดความอยากได้นิพพาน เพราะเห็นว่า อาจจะแก้ไข ภาวะที่ตน กำลังไม่ ต้องการใน บัดนี้โดย เฉพาะ คือ ความ หม่น หมองมืดมัวของใจได้แล้ว เขาย่อมเป็นพวกที่ความมืดของเขาจะค่อยจาง ออกเป็นธรรมดา. แต่ถ้าใครต้องการนิพพานด้วยอำนาจการเห่อตามเสียง ล่ำลือหรือตามตัวหนังสือ เพื่อให้ตัวดีกว่าใครแล้ว ความมืดของเขา มี หวังที่จะถูกย้อมน้ำฝาดหนาขึ้นไม่มากก็น้อย ไม่เร็วก็ช้า. และกว่าเขาจะไล่ ทันพวกแรก ย่อมกินเวลานานมากอยู่. และที่น่าอันตรายที่สุดนั้น คือเขาได้ไปคว้า เอาสิ่งที่มิใช่นิพพานเข้าไว้สำหรับเขาหรือคณะของเขา, เป็นภูเขานิพพานที่สวยงาม ตามทัศนะของเขา. เขายิ่งปลูกความเชื่อและความยึดถือลงไปในภูเขาคอกของเขา

น.82 ๗๖ พร้อมกับที่อีกพวกหนึ่งไม่ได้สร้างขึ้นเลย. ฉะนั้นความแตกต่างกัน หรือการทิ้งให้ หลังกัน จึงมิใช่เพียงร้อยเพียงพัน เพียงหมื่นเพียงแสน เพียงล้านเพียงโกฏิเท่า แต่ว่าเป็นจำนวนเท่าที่นับไม่ไหวทีเดียว. และความช้าเนิ่นนานขนาดนี้ ท่านเรียก ว่า "หลักตอแห่งวัฏฏสงสาร" (ขานุวัฏฏะ). ความมองเห็นว่ามีตัวตน เป็นความมืดที่มืดที่สุด ใน ฐานะที่เป็นอวิชชาดั้งเดิม คืออวิชชาที่สร้างโลกขึ้นมา. ถ้าไม่มีอวิชชา ก็ย่อมไม่มีความเห็นหรือรู้สึกว่า มีตัวตนในโลกนี้หรือโลกไหน. หรือกลับ อีกทีหนึ่ง ก็ว่าถ้าไม่มีความเห็นว่าตัวตน ก็แปลว่าไม่เคยมีอวิชชาขึ้นเลย ในโลกนี้ หรือโลกไหน. เพราะเหตุที่ “ภาวะที่ขาดวิชา" มีอยู่เป็นพื้นฐาน ไม่ว่าในโลกนี้ หรือโลกไหน ความรู้สึกว่ามีตัวตนของตน จึงมีประจำอยู่ในสรรพสิ่งที่มีชีวิต ใน ฐานะเป็นสัญชาตญาณ. อันเป็นปัจจัยสำคัญแห่งการทรงอยู่และการขยายตัวของสิ่ง ที่มีชีวิตทั้งมวล. เราถูกทำให้คลอดออกมาโดยสิ่งนี้ และโดยอาการอย่างนี้ และมี สิ่งนี้เป็นผู้ควบคุมเรา. ดังนี้ย่อมแปลว่า เรามีความจำเป็นที่จะต้องช่วยตัวเองโดย ตัวเอง และมิหนำซ้ำต้องเป็นวิธีหนามยอกจะต้องเอาหนามบ่งด้วย. ถ้าพูดโดยไม่ สมมติก็คือว่า ชีวิต (ซึ่งไม่ใช่ตัวเรา) นี้ถูกสร้างขึ้นโดยอวิชชา ซึ่งในตอนนี้ มีอยู่ในรูปของสัญชาตญาณมีประการต่าง ๆ นั้น ไม่มีทางจะพึ่งใครแล้ว นอกจากตัวเอง, แม้พระพุทธเจ้าจะช่วยได้ก็เพียงแต่ผู้ชี้ทาง. มันจะต้อง ช่วยตัวด้วยวิธีเอาหนามบ่งหนาม. สนิมเหล็กเกิดจากเหล็ก มันกัดเหล็ก ฉันใด, สัญชาตญาณที่เกิดมาจากอวิชชา จักต้องพักตัวกันใหม่ และย้อน กลับไปกัดอวิชชา ฉันนั้น. สัญชาตญาณของการรักตัว ไม่ควรจะลุกลาม ไปในทางยึดถือตัวตน แต่ควรจะกลายเป็นปัญญาที่เข้าใจสิ่งทั้งปวงตามที่ เป็นจริง โดยสรุปก็คือเข้าใจตัวเอง. เมื่อเป็นเช่นนี้ ชีวิตล้วน ๆ (ซึ่งไม่จำเป็น จะต้องมีตัวเรา) ก็สามารถที่จะมีปัญญาเกลียดการที่ต้องเวียนว่ายไม่มีที่สิ้นสุด และ ต่อสู้ดิ้นรนไปในทางที่จะไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของสัตรู ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

น.83 ๗๗ สืบไป. ตัณหา ก็จะกลายเป็นความต้องการที่จะออกจากวัฏฏ สงสาร แทนที่จะเป็น ความอยากที่พัวพันอยู่กับวัฏฏสงสารดั้งเดิม, จนกระทั่งไม่เป็นตัณหา หรือหมด ตัณหา โดยวิธีนี้ ภาวะที่ทนทรมาน ก็จะหมดไปจากโลก จนกระทั่งเหลือแต่ภาวะที่ ปราศจากการทนทรมาน, ฉะนั้น เมื่อเราลอกเอา "สิ่งสกปรก" ที่หุ้มห่อจิตต์ โดยเฉพาะคือความยึดถือนามรูปว่าเป็นตัวตน ออกไปเสียได้เพียงใด ความบริสุทธิ์พร้อมกับการมองเห็นความลึกซึ้งของ "ฝั่งโน้น" ก็จะมีมาก ขึ้นเพียงนั้น. ความยึดถือในนามรูป หรือในธรรมชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นขันธ์ ๆ ใดขันธ์หนึ่ง ในขันธ์ทั้งห้า ว่าเป็นตัวตน ซึ่งเป็น "สิ่ง สกปรก" ที่หุ้มห่อจิตต์อย่างยิ่งนี้ มิใช่เป็น "ความไม่เข้าใจ" แต่ว่า เป็น "ความเข้าใจผิด" ชนิดที่ทำอันตรายให้โดยไม่รู้สึกตัว ทำนองสัตว์ ที่เกิดและตายอยู่ในกรง โดยคิดว่าโลกนี้มีเพียงเท่านั้น ฉันใดก็ฉันนั้น. ความบริสุทธิ์ของจิตต์มีได้ ด้วยการหันหน้าเข้าฟาดพื้นความยึดถือ ที่เที่ยว อุตริยึดถือในสิ่งทั้งปวง ตามแต่ที่มันได้หลงใหลสร้างขึ้นในสิ่งนั้น ๆ ตาม ยุค ตามคราว ตามภูมิ ตามชั้นของจิตต์ ที่กำลังบ้วนเปี้ยนอยู่ในเลนตม ของความยึดถือ. ขอให้พุทธบริษัทสลัดเลนตมเหล่านั้นเสีย เพื่อความเป็นพุทธ- บริษัทอันถูกต้อง ด้วยการเข้าถึง "ฝั่งโน้น" ด้วยความระมัดระวังที่จะไม่ยึดถือ และระมัดระวังในการที่จะไม่ให้สิ่งที่ตนเรียนมาฟังมา เกิดมีอาการ "ท่วมหัว" ขึ้น มาได้จงทุก ๆ รูปทุก ๆ นามเถิด. พุทธทาส ภิกขุ ธารน้ำไหล เขาพุทธทอง ออกพรรษา ๒๔๙๒

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต