Buddhadasa.org

ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ ตอนที่ ๑๒ — วิสาขบูชา ๒๔๘๗-๘๘

ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ (๒๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.54 ๘ สิ่งควรคิดในคาบแห่งสมัยวิสาขบูชาของยุคนี้ ก็คือ สันติภาพ อันแท้จริง ซึ่งพระผู้เป็นศาสดาเอกของโลกได้ชี้ไว้. เราจงมาถือเอาคติแห่งสมัย วิสาขบูชาให้ได้ตามที่ควร. สันติภาพของโลก คือระยะกาลเตรียมตัวรบ. หรืออย่าง ดีที่สุดก็คือเมื่อฝ่ายหนึ่งกำลังเผลอตัวหลงละเลิงอยู่ ฝ่ายหนึ่งกำลังจ้องเพื่อแก้แค้น. ทั้งนี้ เพราะโลกกินอาหารเพื่อใช้กำลังในสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามที่ตนต้องการเรื่อยเปื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด.

น.55 ๔๙ สันติภาพของธรรม คือการดับสนิทของความต้องการทุก อย่าง. สิ่งที่เหลืออยู่ยังไม่ดับก็คือความรู้อันแจ่มใส ขนาดที่เคยแหลมคมจนเจาะทะลุ โลก มองเห็นสภาพพิเศษอันหนึ่งซึ่งโลกตามออกไปไม่ถึง. นั่นคือสันติภาพ, และ เมื่อบัดความรู้นั้นออกไปเสียอีกชั้นหนึ่ง นั่นก็คือสันติภาพถาวรอันเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อน แล้วโดยตัวมันเอง ในตัวมันเอง ไม่ต้องมีการเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่น. แน่นอนทีเดียว คนในโลกไม่อยากรบ ไม่ชอบรบ เกลียด การรบ. แต่คนเหล่านั้น ทะเยอทะยานจะใคร่ได้สิ่งที่จะได้มาก็แต่ด้วยการรบ ทุก คนไป. วันดีคืนดี ก็มีความเขลามากพอที่ลืมความไม่อยากรบของตัว ลืมตัวแล้วไป รู้สึกเอาขนาดที่บ้านเมืองเป็นเถ้าเป็นถ่านไปแล้ว. " ความอยากที่จะไม่ให้มีใคร ลูบคมได้" หรือ "ความอยากที่จะลูบคมเขา" หรือ "ความอยากได้อะไร บางอย่าง" เหล่านี้ คือสิ่งที่จะได้มา ก็แต่ด้วยการรบเท่านั้น. สิ่งเหล่านี้ มีขึ้น เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องครบทั้งสามอย่าง ก็มากพอที่จะให้คนในโลกลืมความไม่อยาก รบ หรือเกลียดการรบของตนได้ดีทีเดียว. รบทางเศรษฐกิจ รบทางการเมือง ใน ที่สุดก็รบด้วยกำลังแสนยานุภาพ ในเมื่อความต้องการของตนถูกบ่มไว้นานพอที่จะทน รบอย่างอื่นอยู่ไม่ได้แล้ว. ความไม่อยากรบของคนในโลกนั้น ไม่ใช่ไม่อยากรบ เพราะรักเขา, ที่จริงไม่อยากรบเพราะรักตัวเองต่างหาก. ความรักตัวเองซึ่ง เต็มปรี่อยู่นั่นแหละ ทำให้เกิดความอยาก ๓ ประการดังที่กล่าวแล้วข้างต้น เพราะ ความเห็นแก่ตัว. ความรักตัว ไม่รักคนอื่นเสียเลยนั้น เกิดมาจากการไม่รู้จักตัวของ ตัวเอง เพราะว่าขาดปัญญาหรือความรู้ชนิดที่แหลมคมสามารถเจาะทะลุโลก มองเห็น "ฝ่ายโน้น" ที่โลกตามไปไม่ถึง นั่นเอง. เพราะขาดปัญญาอันทำให้รู้จักโลกถึงที่สุด นี่เอง ความต้องการของเขาจึงเดินหน้าเรื่อยเปื่อย ไม่มีจุดหมายว่าจะไปสิ้นสุดกันที่ ตรงไหน. ความไหลเรื่อยเปื่อยของทั้งฝ่ายรูปธรรมและนามธรรมนั่นเอง คือตัวโลก-

น.56 ๕๐ ถ้าขาดสิ่งนี้เสีย โลกก็ไม่เป็นโลก คือไม่มีโลก. ถ้ายังมีโลก ก็หมายถึงความมีอยู่ ของการไหลเรื่อยเปื่อยนั่นเอง เพราะนั้นแหละคือตัวโลก. เพราะฉะนั้น "โลก เท่ากับความโกลาหล (โดยไม่ต้องพิสูจน์), และ ความโกลาหล เท่ากับความ ไม่มีแห่งสันติภาพ ( ซึ่งไม่ต้องพิสูจน์อีกเหมือนกัน ). สันติภาพจึงหาไม่พบใน โลกนี้. สันติภาพไม่มีในโลกนี้ดอก ! " ส่วนความไม่อยากรบของ "คนที่ออกไปนอกโลกได้แล้ว" นั้น ไม่มี, ความอยากรบ ก็ไม่มี. เขาพ้นไปแล้วทั้งจากความอยากรบและความไม่ อยากรบ. เพราะเขาไม่ได้อยู่ในโลกนี้ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งบังคับ ที่นอกโลกนั้นใครไปถึงแล้ว มองมายังโลกนี้แวบเดียว ก็รู้จักโลกโดยทั่วถึง ทำนอง คนยืนบนยอดเขามองดูทิวทัศน์ข้างล่างได้คราวเดียวหมด. เขาจึงรู้จักโลกนี้ได้อย่าง ทั่วถึง ว่าโลกนั้นคือความเรื่อยไหลเปื่อยนั้นเอง. นอกจากความไหลเรื่อยเปื่อยแล้ว ก็ไม่มีอะไรในโลกนี้ แม้แต่สักครึ่งปรมาณู. หาอะไรสักขึ้นก็ไม่ได้ ที่ไม่ไหลเรื่อย เปื่อย แล้วใครจะยอมเป็นคนบ้าบอ จนถึงกับเข้ายึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไว้เป็นของ ตนเล่า. เขายืนอยู่ที่นั่น เขารู้ดีว่าสันติภาพอยู่ที่ไหน. โลกใหญ่กว่าสันติ ภาพจนต้องหาสันติภาพมาใส่ลงไปในโลก เหมือนเอาเกลือใส่ในหม้อแกง หรือ ? หรือว่าโลกเล็กกว่าสันติภาพ จนลอยอยู่ในสันติภาพได้ เหมือน ฟองน้ำเล็ก ๆ ที่ลอยอยู่ในมหาสมุทร ? ข้อนี้เขารู้ดี. เขารู้ด้วยว่าสันติภาพ เป็นสิ่งมีเอง หรือว่าคนปรุงมันขึ้น. ถ้าคนต้องปรุงขึ้นสันติภาพนั้นจะเป็นของจริงได้ อย่างไร เพราะว่าคนนั้นคือของเท็จ ของไหลเรื่อยเปื่อยพรางตา. ถ้าคนเท็จแล้ว สันติภาพที่ปรุงขึ้นก็เท็จเหมือนกัน. เท็จแล้วจะถาวรอย่างไร ? พระศาสดาตรัสว่า พระนิพพานนั้น มีอยู่โดยตัวมันเอง คน มีหน้าที่แต่ทำให้แจ้งให้ปรากฏออกแก่ตนเท่านั้น. พระนิพพานเป็นโลกุตตระ อยู่ นอกออกไปจากโลก เป็นสิ่งซึ่งโลกตามออกไปไม่ถึง แต่พระอรหันต์ไปถึงได้ ทั้ง ๆ

น.57 ๕๑ ที่ตัวท่านอยู่ในโลก. ในวันวิสาขะเพ็ญนี่เองพระองค์ทรงค้นพบ "นอกโลก" อันทุกข์ทั้งหลายตามไปไม่ถึง ทั้งที่พระองค์ประทับนั่งในโลก ภายใต้ต้นโพธิ์. สงคราม มีระยะกาลผ่านวิสาขะไปตั้งหลายครั้ง ที่ "นอกโลก" ก็ยังคงมีสันติภาพตลอดเวลา อยู่นั่นเอง. ทั้งพระอรหันต์ทุกองค์ และพระพุทธเจ้าด้วยก็ล้วนแต่อยู่ในโลก โลก ทั้งหมดนี้ คงจะลอยตุป๋องอยู่ในทะเลแห่งสันติภาพละกระมัง เราจงบูชาในวันวิสาขบูชานี้ ด้วยการระลึก ถึงสันติภาพกัน เถิด. เราจงประกอบพิธีอันสำคัญนี้ เพื่อเป็นที่ระลึกแก่สันติภาพอันพระองค์ทรงคัน พบในวันเพ็ญเช่นเดียวกับวันนี้เถิด. โลกอาจมีสันติภาพถาวรเอง โดยไม่ต้องสร้าง มันขึ้นเหมือนกับที่ได้ทุ่มเทกำลังกันสร้างยุทโธปกรณ์นั้นเลย. สันติภาพมีในโลกไม่ ได้ดอก อย่าไปหลงสร้างให้ป่วยการเลย ออกไปหาที่ "นอกโลก" กันดีกว่า. พุทธทาส ภิกขุ ๑๕ พ.ค. ๘๙

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต