Buddhadasa.org

ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ ตอนที่ ๑๑ — ออกพรรษา ๒๔๘๖

ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ (๒๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.51 เราเลิกเข้า ๆ ออก ๆ วิ่งไปวิ่งมา โลกนั้นโลกนี้ ด้วยการ เข้าอยู่ในธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า. จะนอกหรือในพรรษา เราก็คงอาบรดอยู่ ด้วยธรรมอย่างเดียวกัน โดยวิธีเดียวกัน. เราไม่ทำหน้าไหว้หลังหลอก ทำดีแต่ เฉพาะในพรรษา, นอกพรรษา ก็พล่าความดีนั้น ๆ จนหมด เป็นคนหาเช้ากินค่ำ พรรษาหน้าจึงค่อยสะสมความดีใหม่ต่อไป. ถ้าเราเป็นชาวนาฤดูเข้าพรรษาก็เปรียบ เหมือนฤดูเก็บเกี่ยว ฤดูอื่นเป็นเหมือนฤดูไถหว่าน กระทั่งฤดูตระเตรียมสิ่งของที่จะ ใช้ในการไถหว่าน ตลอดถึงเตรียมตัว ซ่อมแซมสิ่งที่จะต้องซ่อมแซม ไม่ใช่ฤดูแห่ง

น.52 ๔๖ การเหลวไหลเสเพลแม้แต่ขณะเดียว. เราเข้าพรรษาด้วยการดื่มรสแห่งธรรมเป็นพิเศษ หรือชั้นพิเศษ ไปกว่าธรรมดา หรือด้วยการประพฤติประโยชน์ผู้อื่น เนื่องจากเป็น เวลาที่ได้พบปะกันและอยู่ร่วมกัน. ตามธรรมดา ความเป็นมนุษย์ของคนเรา มีมาตรฐานตั้งอยู่ ที่ความสะอาดบริสุทธิ์ ตามกฎเกณฑ์ที่นิยมกันว่า มนุษย์เราควรจะมีความบริสุทธิ์ตาม ธรรมดาสักเพียงไร อยู่แล้ว. เราจะเป็นมนุษย์ที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยยกข้อแก้ตัว เพียงว่าเป็นเวลานอกพรรษานั้น ย่อมเป็นการกบฏต่อตัวเอง. ยิ่งเมื่อมาคำนึงถึงว่า การเป็นมนุษย์นี้ ต้องลงทุนด้วยการอดทนหรืออดกลั้นบางประการเพื่อเดินทางไปยัง จุดหมายจุดหนึ่ง ด้วยแล้ว การวิ่งไปข้างหน้าในพรรษา วิ่งถอยหลังนอกพรรษา ก็คือการลวงตนของตนว่าเป็นคนขยันยิ่งนักเท่านั้น. เข้าพรรษา คือการรุดหน้า เข้าไปในธรรมสูงยิ่งขึ้นไป อีกก้าวหนึ่ง. เหมือนกับชาวไร่ชาวสวน บุกเบิก ป่าออกไปในฤดูแล้ง ทำให้เป็นสวนตามต้องการด้วยการตกแต่งปลูกฝั่งในฤดูอื่น และ จะบุกเบิกใหม่อีกในฤดูแล้งข้างหน้าดังนี้เสมอไป, นี้ฉันใด การเข้าพรรษาจะต้อง เป็นการรุดหน้าก้าวหนึ่งเสมอในทางธรรม แล้วเพียรพยายามทำให้มาก ทำให้ ชำนาญ จนไม่กลับกำเริบในเวลานอกจากนั้น เพื่อว่าถึงพรรษาหน้า จะได้ก้าวรุด หน้าออกไปอีกก้าวหนึ่งดังนี้ ก็ฉันนั้น. แต่ถ้าหากว่าก้าวหน้าได้เรื่อยเป็นพิเศษไม่รู้ หยุดหย่อน ก็เป็นการดี. ธรรมาณาจักร เป็นอาณาจักรที่เข้าอยู่ของวิญญาณ ที่ได้รับ การศึกษามาสูงพอควรแล้ว. บางพวกก็เพียงแต่มองเห็น ความไม่เกิดไม่ตายของผู้อื่น แต่บางพวกก็มองเห็นของตนเอง. ในฤดูกาลเข้าพรรษา พุทธบริษัทพากันหน่วงเอา การเข้าไปสู่ธรรมาณาจักรอันสูงสุดเป็นอารมณ์ กล้าสละสิ่งสละยากหลาย ๆ อย่าง เพื่อให้ตนมีโอกาสว่างและโปร่งพอ ที่จะเคลื่อนดวงวิญญาณของตนเข้าไปในเขตอัน สงบเย็น และเป็นอิสสระอย่างยิ่งนั้น. การเข็นคนหนุ่มคนสาวที่หลงรักสวยรักงามให้

น.53 ๔๗ เข้าวัดฟังธรรมนั้น ว่ากันว่ายากยิ่งกว่าการข่มเขาโคให้กินหญ้า. แต่การที่จะข่มขืน ดวงวิญญาณอันดื้อดึงของตน ให้เข้าไปสู่เขตอันไม่มีแม้แต่ความปรารถนาเพื่อความ เป็นอยู่ของตัวเองนั้น ดูเหมือนจะเป็นการยากยิ่งไปกว่า. ถ้าอันนี้เป็นความจริงทั่วไป การเข้าพรรษาตามอุดมคติอันนี้ ก็ไม่ง่ายเหมือนการเข้าพรรษาชนิดเข้า ๆ ออก ๆ ไม่รู้ที่สิ้นสุด เพราะการบังคับใจอันกลับกลอกของตนไว้ไม่ได้. ฉะนั้น เพื่อนพุทธ- บริษัทของเราไม่ควรจะประมาท หรือทำเล่น ๆ กับการเข้าพรรษา และเราจะต้อน- รับวันเข้าพรรษากัน ในฐานะเป็นวันเดินเข้าไปในธรรมาณาจักรของพระองค์ ลึก เข้าไปทุกที. วันเวลาล่วงไป ๆ และพาเอาความแก่ของเราไปด้วย ก็เพราะ เราไปกำหนดเข้าที่สิ่งแปรผันไม่รู้หยุด อย่างใดอย่างหนึ่งไว้. ถ้าเราจะไม่เอาใจใส่ กับสิ่งนี้ แต่ไปกำหนดสิ่งที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงแปรผันแทนที่เสียแล้ว ความแก่ของเรา ก็จะเพียงแต่โดยสารติดไปกับเวลา แต่ส่วน "เรา" นั้นติดอยู่กับสิ่งอันไม่รู้จักแปรผัน นั้นเสียแล้ว. สิ่งอันไม่รู้จักแปรผันนั้น มิใช่เป็นสิ่งที่รวมเรียกกันคลุม ๆ ว่า ธรรม, เพราะธรรมแปรผันนั้นก็มี. แต่เป็นความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า เมื่อเอาธรรมที่รู้จัก แปรผันออกไปให้หมดเสียทางหนึ่งแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่นั่นแหละ คือธรรมพวกที่ไม่รู้จัก แปรผัน อันเป็นธรรมควรแก่การที่จะนำมาคิดมาพิจารณา มาศึกษากันในวันอภิลัก- ชิตกาล กล่าวคือวัน มาฆบูชา วิสาขบูชาและวันเข้าพรรษา นี้อย่างยิ่ง. พุทธทาส ภิกขุ กรกฎาคม ๒๔๘๖

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต