Buddhadasa.org

ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ ตอนที่ ๑๘ — วิสาขบูชา, เข้า-ออกพรรษา ๒๔๙๒

ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ (๒๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.78 ชุมนุมอภิลักษิตกาลพจน์ วิสาขบูชา เข้า - ออก พรรษา๙๒ หนังสือพิมพ์ พุทธศาสนา ฉบับนี้เป็น การรวมสาม ฉบับเข้าเป็น ฉบับเดียวกัน ฉะนั้นการเขียนอภิลักขิตกาลพจน์ จึงต้องพลอยรวมสามคาบ เป็นคาบ สมัยเดียวกันด้วย และเป็นที่ระลึกแก่หลักของพระพุทธศาสนาโดยทั่วไป. หลักอันแน่นอนตายตัวหลักหนึ่ง ในพุทธศาสนา ซึ่งทุกคน ไม่ปฏิเสธ และเข้าใจได้ตั้งแต่แรก ก็คือหลักที่อาจกล่าวได้สั้น ๆ ว่า ยิ่งทำจิตต์ให้ บริสุทธิ์ได้เพียงไร ก็จะยิ่งลุถึงธรรมอันลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพียงนั้น. เมื่อจิตต์มี ความบริสุทธิ์ถึงที่สุด ก็หมายความว่า จิตต์นั้นได้หยั่งถึงธรรมอันลึกซึ้งที่

น.79 ๗๓ สุดอย่างเดียวกัน. ข้อนี้เป็นเพราะเหตุว่า ความบริสุทธิ์ถึงที่สุดของจิตต์จะ มีได้ก็ในขณะที่หยั่งเห็นธรรมอันลึกซึ้งถึงที่สุดนั่นเอง. เมื่อแสงสว่างแรง ก็ ปัดความมืดออกไปได้มาก. เมื่อแสงสว่างแรงที่สุด ก็สามารถปัดความมืดชนิดที่แรง ที่สุดได้. แสงสว่างไม่อาจมีอยู่พร้อม ๆ กันกับความมืดฉันใด ความบริสุทธิ์ของจิตต์ ก็ไม่อาจมีอยู่พร้อมกันได้กับความไม่หยังเห็นธรรมอันลึกซึ้ง ฉันนั้น. ทั้งนี้ เพราะ ว่าของสองอย่างนี้ ย่อมเป็นปฏิปักษ์กันอยู่ตามธรรมชาติ แต่ปัญหาสำคัญ มักมามี อยู่ตรงที่สัตว์นั้น ๆ พอใจในความมืดเสียเอง หรือถึงกับหลงยึดเอาความมืดขึ้นเป็น ความสว่างของตน. ในบรรดาความมืดทั้งหลาย ไม่มีความมืดอะไรจะยิ่ง ไปกว่าความมองเห็นว่ามีตัวตนของตัว. ความมองเห็นอันนี้ เป็นความ มืด. มืดทั้งที่มองเห็น ! ด้วยเหตุนั้นแหละ จึงเป็นความมืดที่อันตราย ที่สุด โดยที่ทำให้ผู้นั้นมีความเศร้าหมองของตัว ด้วยอำนาจของมานะ ที่ ถือตัวว่ามีอยู่หรือเป็นอยู่ อย่างนั้นอย่างนี้ สำหรับทะนงตัว หรือเปรียบ- เทียบกับผู้อื่นต่อไป สัตว์ผู้มืดอยู่ด้วยความมืดชนิดที่เป็นความมองเห็น ชนิดนี้จึงมีแต่ความไม่บริสุทธิ์ และจิตต์ของเขาไม่อาจหยั่งถึงธรรมที่ลึก- ซึ่งที่สุดคือนิพพานได้. ขั้นแรกที่สุด เขาทะนงตัวว่าเขามองเห็น. แล้วเขาจะยอมรับ ว่าเขามีความมืดได้อย่างไร เพราะเขาเห็นนั้นเห็นนี่อยู่ด้วยความคิดอันปรุโปร่งของ เขาเหมือนกัน. ยิ่งเมื่อเขาได้รับการฝึกฝนทางศาสนา เกี่ยวกับการอบรมจิตต์อย่างใด อย่างหนึ่งมาแล้ว ก็เป็นการยากอย่างยิ่งที่จะให้สัตว์ผู้นั้น เกิดมีความรู้สึกว่าตนถูก หรือยังถูกหุ้มห่ออยู่ด้วยความมืด. ความมืด เพราะความไม่เข้าใจนั้น พอจะมองเห็น กันได้บ้าง แต่ความมืดเพราะความเข้าใจผิดนั้น นอกจากจะเห็นได้ยากแล้ว ยังจะ ทำให้เขาเข้าใจว่าเขามีความสว่างเสียด้วยซ้ำไป เพราะว่าเขากำลัง มองเห็นอะไร ๆ

น.80 ๗๔ อยู่อย่างมากมาย. เมื่อเขารู้สึกตัวว่ามองเห็น และสิ่งที่มองเห็นก็เป็นที่พอใจ และ ทนต่อเหตุผลคือความพอใจของเขาแล้ว เขาก็ย่อมจะถือตัวว่าเขาไม่มีความมืดเป็น ธรรมดา. และผลก็คือไม่ยอมแก้ไขความมืดของเขา เพราะเขาไม่เห็นว่าเขามีความ มืด. ความมืดเหล่านั้นของเขาจึงยังคงรึงรัดอยู่ในสันดานของเขาโดยปราศจากการ แก้ไขแต่อย่างใด. ในขณะนั้นแม้พระพุทธเจ้าก็ช่วยเขาไม่ได้ ! ทำให้เขา ได้ชื่อว่าผู้ที่จมลึกถึงที่สุดอย่างเที่ยงแท้ (สัจจาภินิเวโส). ความมืดเพราะความทะนงว่าตนได้เล่าเรียนมามาก อาจมีมาก จนถึงกับทำความล่มจมให้แก่ตัวเอง หรือผู้ที่ไว้เนื้อเชื่อใจผู้นั้นว่าเป็นคนเล่าเรียนมา แล้ว. นี่ก็เป็นความมืดอันมีมาแต่ความเข้าใจผิดนั้นเหมือนกัน. ความรู้ที่มากท่วม หัว แต่กลับปรากฏว่าช่วยตัวไม่รอดนั้น ก็เพราะยิ่งมองเห็น ยิ่งมืด. เป็น ความมืดของความเข้าใจผิดชนิดที่ยิ่งคิดได้มาก ก็ยิ่งผิดออกไปมาก ! ยิ่ง คิดได้ยาว ก็ยิ่งผิดออกไปยาว ! ตรงกันข้ามกับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งกำลังได้รับผลของ ความรู้ แม้ไม่ท่วมหัว ก็เอาตัวรอดได้. เนื่องจากเขาเป็นผู้ที่รู้ตัวอยู่เสมอว่า ความ มองเห็นนั้นเป็นความมืดอันร้ายกาจชนิดหนึ่ง ซึ่งเขาจะต้องควบคุมมันให้ดี ๆ ไม่เอา ตามตำราหรือตัวหนังสือเกินไป จนไม่เหลียวแลข้อเท็จจริงเสียเลย. ความอยู่ใน อำนาจของเหตุผลและข้อเท็จจริง เป็นของคนละอย่างจากการเอาแต่ตามตัวหนังสือ หรือตำรา ซึ่งยิ่งมากเข้าก็จะยิ่งปนเปยิ่งทำให้พ้นวิสัยแห่งการใช้ปฏิบัติได้มากเข้า ถ้าเขาคนเป็น มีหลักที่ เป็นไป ตามอำนาจแห่งเหตุผลและข้อเท็จจริงเป็น ใหญ่ ก็จะสามารถควบคุมความรู้หรือตำรา ไม่ให้ท่วมหัวเขาได้ จึง ปลอดภัย และได้รับผลที่มุ่งหมาย. นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ความเข้าใจถูก หรือ สัมมาทิฏฐิอันเป็นองค์ต้นของอัฏฐังคิกมรรค.

น.81 ๗๕ เราอาจพิจารณากันต่อไปให้ละเอียดได้ ถึงความแตกต่าง ระหว่าง "ความไม่เข้าใจ" กับ "ความเข้าใจผิด." ความไม่เข้าใจ นับว่าเป็น ความมืดใคร ๆ ก็ยอม. แต่ความเข้าใจผิดจะถูกจัดเป็นความมืดนั้น ตามความจริงแล้ว เจ้าตัวย่อมไม่ยอม เพราะเขารู้สึกว่าเขาไม่มืด. แต่ถ้าจะดูกันให้ดีแล้วจะเห็นว่า ความ เข้าใจผิด จะยิ่ง "มืด" เสียกว่าความไม่เข้าใจ เพราะเป็นความมืดที่ถูก ย้อมน้ำฝาดอีกต่อหนึ่ง, และทั้งเป็นอันตรายกว่า เพราะผู้ที่เข้าใจผิด ย่อม ไม่ยอมรับคำตักเตือน ซึ่งต่างกับผู้ที่ไม่เข้าใจ อันพร้อมที่จะรับคำตักเตือน เสมอ. นี่ว่ากันโดยลักษณะหรืออาการ. แต่ถ้าเพ่งเอาผลกันแล้ว ก็นับว่ายังอยู่ใน ที่มืดด้วยกันทั้งสองฝ่าย. เมื่อเพ่งเอาความที่ยังเอาตัวไม่รอดด้วยกันแล้ว ก็ยังเรียกว่า ตกอยู่ใต้อำนาจของอวิชชาอยู่ด้วยกัน. แต่ว่า อนาคตย่อมแตกต่างกันไกล อย่างที่ จะทิ้งกันไม่เห็นหลัง. สำหรับเรื่องที่ยืดยาว เช่นเรื่องการตะเกียกตะกายเพื่อ "ฝั่ง โน้น" หรือนิพพานนั้น ย่อมกล่าวได้โดยไม่กลัวผิดว่า เราตั้งต้นด้วยความมืด ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยกันทั้งนั้น. แต่แล้ว ความมืดของใครจะค่อยจางออกหรือ ของใครจะถูกย้อมฝาดหนักเข้า นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่มันเป็นการง่ายในการที่จะ แยกพวกกันในขั้นต้นนี้ คือว่า ใครเกิดความอยากได้นิพพาน เพราะเห็นว่า อาจจะแก้ไข ภาวะที่ตน กำลังไม่ ต้องการใน บัดนี้โดย เฉพาะ คือ ความ หม่น หมองมืดมัวของใจได้แล้ว เขาย่อมเป็นพวกที่ความมืดของเขาจะค่อยจาง ออกเป็นธรรมดา. แต่ถ้าใครต้องการนิพพานด้วยอำนาจการเห่อตามเสียง ล่ำลือหรือตามตัวหนังสือ เพื่อให้ตัวดีกว่าใครแล้ว ความมืดของเขา มี หวังที่จะถูกย้อมน้ำฝาดหนาขึ้นไม่มากก็น้อย ไม่เร็วก็ช้า. และกว่าเขาจะไล่ ทันพวกแรก ย่อมกินเวลานานมากอยู่. และที่น่าอันตรายที่สุดนั้น คือเขาได้ไปคว้า เอาสิ่งที่มิใช่นิพพานเข้าไว้สำหรับเขาหรือคณะของเขา, เป็นภูเขานิพพานที่สวยงาม ตามทัศนะของเขา. เขายิ่งปลูกความเชื่อและความยึดถือลงไปในภูเขาคอกของเขา

น.82 ๗๖ พร้อมกับที่อีกพวกหนึ่งไม่ได้สร้างขึ้นเลย. ฉะนั้นความแตกต่างกัน หรือการทิ้งให้ หลังกัน จึงมิใช่เพียงร้อยเพียงพัน เพียงหมื่นเพียงแสน เพียงล้านเพียงโกฏิเท่า แต่ว่าเป็นจำนวนเท่าที่นับไม่ไหวทีเดียว. และความช้าเนิ่นนานขนาดนี้ ท่านเรียก ว่า "หลักตอแห่งวัฏฏสงสาร" (ขานุวัฏฏะ). ความมองเห็นว่ามีตัวตน เป็นความมืดที่มืดที่สุด ใน ฐานะที่เป็นอวิชชาดั้งเดิม คืออวิชชาที่สร้างโลกขึ้นมา. ถ้าไม่มีอวิชชา ก็ย่อมไม่มีความเห็นหรือรู้สึกว่า มีตัวตนในโลกนี้หรือโลกไหน. หรือกลับ อีกทีหนึ่ง ก็ว่าถ้าไม่มีความเห็นว่าตัวตน ก็แปลว่าไม่เคยมีอวิชชาขึ้นเลย ในโลกนี้ หรือโลกไหน. เพราะเหตุที่ “ภาวะที่ขาดวิชา" มีอยู่เป็นพื้นฐาน ไม่ว่าในโลกนี้ หรือโลกไหน ความรู้สึกว่ามีตัวตนของตน จึงมีประจำอยู่ในสรรพสิ่งที่มีชีวิต ใน ฐานะเป็นสัญชาตญาณ. อันเป็นปัจจัยสำคัญแห่งการทรงอยู่และการขยายตัวของสิ่ง ที่มีชีวิตทั้งมวล. เราถูกทำให้คลอดออกมาโดยสิ่งนี้ และโดยอาการอย่างนี้ และมี สิ่งนี้เป็นผู้ควบคุมเรา. ดังนี้ย่อมแปลว่า เรามีความจำเป็นที่จะต้องช่วยตัวเองโดย ตัวเอง และมิหนำซ้ำต้องเป็นวิธีหนามยอกจะต้องเอาหนามบ่งด้วย. ถ้าพูดโดยไม่ สมมติก็คือว่า ชีวิต (ซึ่งไม่ใช่ตัวเรา) นี้ถูกสร้างขึ้นโดยอวิชชา ซึ่งในตอนนี้ มีอยู่ในรูปของสัญชาตญาณมีประการต่าง ๆ นั้น ไม่มีทางจะพึ่งใครแล้ว นอกจากตัวเอง, แม้พระพุทธเจ้าจะช่วยได้ก็เพียงแต่ผู้ชี้ทาง. มันจะต้อง ช่วยตัวด้วยวิธีเอาหนามบ่งหนาม. สนิมเหล็กเกิดจากเหล็ก มันกัดเหล็ก ฉันใด, สัญชาตญาณที่เกิดมาจากอวิชชา จักต้องพักตัวกันใหม่ และย้อน กลับไปกัดอวิชชา ฉันนั้น. สัญชาตญาณของการรักตัว ไม่ควรจะลุกลาม ไปในทางยึดถือตัวตน แต่ควรจะกลายเป็นปัญญาที่เข้าใจสิ่งทั้งปวงตามที่ เป็นจริง โดยสรุปก็คือเข้าใจตัวเอง. เมื่อเป็นเช่นนี้ ชีวิตล้วน ๆ (ซึ่งไม่จำเป็น จะต้องมีตัวเรา) ก็สามารถที่จะมีปัญญาเกลียดการที่ต้องเวียนว่ายไม่มีที่สิ้นสุด และ ต่อสู้ดิ้นรนไปในทางที่จะไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของสัตรู ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

น.83 ๗๗ สืบไป. ตัณหา ก็จะกลายเป็นความต้องการที่จะออกจากวัฏฏ สงสาร แทนที่จะเป็น ความอยากที่พัวพันอยู่กับวัฏฏสงสารดั้งเดิม, จนกระทั่งไม่เป็นตัณหา หรือหมด ตัณหา โดยวิธีนี้ ภาวะที่ทนทรมาน ก็จะหมดไปจากโลก จนกระทั่งเหลือแต่ภาวะที่ ปราศจากการทนทรมาน, ฉะนั้น เมื่อเราลอกเอา "สิ่งสกปรก" ที่หุ้มห่อจิตต์ โดยเฉพาะคือความยึดถือนามรูปว่าเป็นตัวตน ออกไปเสียได้เพียงใด ความบริสุทธิ์พร้อมกับการมองเห็นความลึกซึ้งของ "ฝั่งโน้น" ก็จะมีมาก ขึ้นเพียงนั้น. ความยึดถือในนามรูป หรือในธรรมชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นขันธ์ ๆ ใดขันธ์หนึ่ง ในขันธ์ทั้งห้า ว่าเป็นตัวตน ซึ่งเป็น "สิ่ง สกปรก" ที่หุ้มห่อจิตต์อย่างยิ่งนี้ มิใช่เป็น "ความไม่เข้าใจ" แต่ว่า เป็น "ความเข้าใจผิด" ชนิดที่ทำอันตรายให้โดยไม่รู้สึกตัว ทำนองสัตว์ ที่เกิดและตายอยู่ในกรง โดยคิดว่าโลกนี้มีเพียงเท่านั้น ฉันใดก็ฉันนั้น. ความบริสุทธิ์ของจิตต์มีได้ ด้วยการหันหน้าเข้าฟาดพื้นความยึดถือ ที่เที่ยว อุตริยึดถือในสิ่งทั้งปวง ตามแต่ที่มันได้หลงใหลสร้างขึ้นในสิ่งนั้น ๆ ตาม ยุค ตามคราว ตามภูมิ ตามชั้นของจิตต์ ที่กำลังบ้วนเปี้ยนอยู่ในเลนตม ของความยึดถือ. ขอให้พุทธบริษัทสลัดเลนตมเหล่านั้นเสีย เพื่อความเป็นพุทธ- บริษัทอันถูกต้อง ด้วยการเข้าถึง "ฝั่งโน้น" ด้วยความระมัดระวังที่จะไม่ยึดถือ และระมัดระวังในการที่จะไม่ให้สิ่งที่ตนเรียนมาฟังมา เกิดมีอาการ "ท่วมหัว" ขึ้น มาได้จงทุก ๆ รูปทุก ๆ นามเถิด. พุทธทาส ภิกขุ ธารน้ำไหล เขาพุทธทอง ออกพรรษา ๒๔๙๒

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต