น.73 สิ่งควรนึกถึงในคาบสมัยแห่งมาฆบูชานี้ ก็คือการประชุม- จาตุรงคิกสันนิบาตชาติของพระอรหันต์ ๑๒๕๐ องค์ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประธาน จนเราอาจกล่าวได้ว่า วันมาฆบูชา ก็คือ "วันพระอรหันต์." ถ้าเรายิ่งพิจารณาดู อย่างละเอียดแล้วย่อมได้คติในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น ๆ ตามควรทุกคราวมาฆบูชา. พระอรหันต์นั้น คือคนเต็ม ( man perfected ). ถ้าถามว่า เต็มด้วยอะไรก็ตอบได้เฉพาะในมันเองว่า " เต็มไปด้วยความเป็นคน" นั่นเอง. คนที่เต็มไปด้วยความเป็นคน คือพระอรหันต์, เพราะฉะนั้นย่อมกล่าวได้ต่อไปอีกว่า
น.74 ๖๘ คนธรรมดาทั่วไป หรือคนนอกนั้น ก็คือคนที่ยังไม่เต็มคนนั่นเอง. ตัวคนนั้นเป็นแต่ เปลือก ไม่ใช่ตัวพระอรหันต์. ตัวพระอรหันต์ จึงเป็นตัวเนื้อในหรือเยื่อใน ที่อยู่ ในคนที่เต็มไปด้วยเยื่อชนิดนี้, หรือถ้าหากกล่าวอย่างเป็นคำศัพท์แสง ก็กล่าวว่า คน ที่เต็มไปด้วย "ความเป็นพระอรหันต์." ตัวพระอรหันต์กับตัวคน จึงมิใช่ของสิ่ง เดียวกัน ถ้ามิฉะนั้นแล้ว คนก็มีความเป็นพระอรหันต์ไม่ได้. ความเป็นพระอรหันต์ นั่นแหละ คือตัว "ความเต็ม" ที่ทำคนให้เป็นคนเต็ม. พระอรหันต์จึงได้แก่ "คนที่ มีความเต็มแห่งความเป็นคน" นั่นเอง. คนนอกนั้น ยังพร่องอยู่ตามส่วน. "คน" นั้นอย่างหนึ่ง. " คนที่เต็มด้วยความเป็นคน" นั้นอีกอย่างหนึ่ง และถึงกับตรงข้ามกัน. เพราะฉะนั้นชวนให้คิดว่าอะไรเล่า คือตัว ความเป็นคน ซึ่งเมื่อใครมีเต็มแล้ว จะถูกเรียกว่าเป็นพระอรหันต์ เพื่อให้จำง่าย ๆ เราควรกล่าวว่า ความเป็นคนนั้น คือ ๓ ส. ส = สะอาด, ส = สว่าง ส = สงบ. สาม ส นี้ ใครมีจนเต็มที่ คนนั้นเป็นพระอรหันต์. ใครมีไม่เต็ม ก็เป็นคนที่รอง ลงมา, ใครไม่มีเลย คนนั้นเป็นสัตว์. คือไม่ใช่คน. ความเป็นพระอรหันต์ไม่มี อะไรมากมายไปกว่า ความเต็มแห่งสาม ส. นี้ แม้แต่นิดเดียว, คนเต็ม man perfected ก็คือเต็มด้วยสาม ส. นี้. ส. สะอาด ก็คือความสะอาด ซึ่งได้แก่อะไร ก็ย่อมทราบ กันได้แม้แต่เด็ก ๆ เป็นแต่ควรทราบไว้อีกหน่อยหนึ่งว่า ความสะอาดขั้นสุดท้าย หรือขั้นสูงสุดนั้น คือ "สะอาดจากความโง่." สะอาดที่เสื้อผ้า สะอาดที่ร่างกาย สะอาดที่คำพูด สะอาดที่จิตต์ใจ จนถึงขั้นสะอาดจากความโง่ซึ่งนับว่าเป็นขั้นสะอาด ที่สุด. ส. สว่าง ก็คือความสว่าง ซึ่งแม้แต่เด็ก ๆ ก็ทราบได้ทันที อีกเหมือนกันว่า มันหมายถึงอะไร. ถ้าทำเลขในที่มืดไม่ถูก แม้จะจุดตะเกียงขึ้น หรือออกไปที่กลางแสงแดด ก็ยังทำไม่ถูกอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น เด็ก ๆ จึงทราบ
น.75 ๖๙ ได้ว่า ความสว่างจากแสงตะเกียงหรือแสงแดดนั้น เป็นคนละอย่างจากแสงสว่าง ที่ทำ ให้ทำเลขได้ถูก. แสงสว่างขั้นสุดท้าย ก็คือความสว่างจากความโง่ หรือ อวิชชา นั้นอีกเหมือนกัน. ส. สงบ นั้น คือความสงบเย็น ซึ่งเด็ก ๆ ก็พอจะเข้าใจ ความหมายได้ถูกต้องอีก, เย็นลมพัด หรือเย็นอาบน้ำ ไม่เคยแก้ความร้อนเพราะ ทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งได้. ถ้ายังสงสัยอะไรอยู่ ก็ไม่เคยมีใจสงบได้. ฉะนั้น ความสงบเย็นขั้นสูงสุด ก็คือสงบจากความโง่ หรือจากคลื่นลมของความ โง่นั้น. คน ๆ ไหนบ้างที่มี ๓ ส. นี้เต็มเปี่ยม แม้เราจะไม่เคยเห็น เราก็พอจะอนุมานได้โดยไม่มีผิดพลาดเลย ว่าเขาต้องอยู่ในลักษณะเช่นไร ถ้าหากเรา จะอนุมานขึ้นไปจากความไม่สะอาด ไม่สว่าง ไม่สงบ อย่างที่เรามี ๆ กันอยู่. แล้ว เรายังสามารถอนุมานได้สืบต่อไปอีกว่า คนที่เต็มด้วยสาม ส. นี้จะสิ้นทุกข์ไม่มีเหลือ เลยเพียงไรด้วย. เรายิ่งรู้จักความสกปรก ความมืดบอด ความร้อนรน มากขึ้น เพียงใด เราก็ยิ่งรู้จักพระอรหันต์มากขึ้นเพียงนั้น. คนทั่วไป มักนิยมแค่ความ สะอาด ความสว่าง ความสงบ ที่คนอื่นรู้เห็นได้ด้วย ฉะนั้นจึงมีกันแต่ในที่ต่อหน้า ธารกำนัล ไม่มีในห้องส่วนตัว. เพราะฉะนั้น ในห้องส่วนตัวนั่นแหละ ถ้ามีสติ อยู่บ้าง ก็อาจเข้าใจหรือรู้จักพระอรหันต์ได้ดี. ยิ่งมองเห็นหรือรู้จักความ “เลว" ของตนมากเพียงใดก็ยิ่งรู้จักพระอรหันต์มากขึ้นเพียงนั้น. แต่เป็นที่น่าสลดใจ ที่ไม่มี เวลามองดูโคลนที่ตัวเสียเลยเป็นส่วนมาก จนกระทั่งตายไป ก็ไม่เคยฝันเห็นพระ- อรหันต์. คำว่าพระอรหันต์ จึงยังคงเป็นคำของภาษาต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา ฟัง จนหูชา ก็ไม่มีความหมาย. คำว่ามาฆบูชา ก็พลอยไม่เย็นหูไปด้วย. คำว่า มาฆบูชา หมายถึงคนที่เต็มด้วยสาม ส. ตั้ง ๑๒๕๐ คน นั่งประชุมกันด้วยความเคารพตัวเอง ในความสำเร็จแห่งความมี สาม ส. เต็มเปี่ยม.
น.76 ๗๐ ลองนึกดูเถิดว่า บรรยากาศในที่นั้นและเวลานั้น จะสะอาด สว่างและสงบ สัก- ปานใด. ครั้นเหลียวมามองดูที่มาฆบูชาตามวัด หรือตามสมาคมของเรา ปัญหา กลับเกิดขึ้นว่า มันสะอาด สว่าง หรือสงบอย่างไรกันหนอ. และอยู่ที่ไหนหนอ. ยิ่งดูยิ่งพบความละเมอ เหมือนคนตายที่เดินได้ แล้วก็เลยไม่รู้ว่า สะอาด สว่าง สงบ แบบไหนกันแน่ บางคนจึงพอใจที่จะทำมาฆบูชาในห้องส่วนตัว คำว่าสะอาด คำเดียวเท่านั้น ดูกันตั้งปี บางทีอาจจะไม่จบ ก็ได้. คนที่อวดว่าดูแวบเดียวรู้จักความสะอาดจบสิ้น อาจเป็นอวดดีที่สุดในโลกนี้. แต่โชคยังดีอยู่หน่อยที่ว่า คำว่าความสะอาดนั้น ไม่ว่าเป็นความสะอาดอะไรย่อม แสดงความหมายของมันชัดเจนไม่พ้นเผื่อให้คนหลงผิดได้อยู่เสมอ ปัญหายากเย็นเลย ไปอยู่ที่การไม่รักความสะอาด มากกว่าจะมาอยู่ที่ไม่รู้จักความสะอาด เนื่องมาจาก บังคับตัวเองไม่ค่อยจะได้เป็นส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ดี ข้อนี้ก็ยังเรียกได้ว่า ไม่รู้จัก ความสะอาดถึงที่สุดของความสะอาดอยู่นั้นเอง. ส. ๓ ส. เป็น ส. ตัวเดียวกันฉันใด ความสะอาด สว่าง สงบ ที่แท้ก็คือของสิ่งเดียวกันฉันนั้น. แต่ถ้าไม่แยกเป็น ๓ ส. ย่อมเห็นความหมายยากเสีย เวลาอธิบายนาน คิดนาน และ ส. เพียงสามคำ ก็ไม่เป็นสิ่งมากมายอะไรนัก พอที่ จะจำได้. สะอาด จึงจะสว่าง ไม่สะอาด จะสว่างได้อย่างไร, หรือถ้าสว่างแล้ว จะไม่สะอาดได้อย่างไร ขอแต่ให้สว่างจริง มันก็ต้องสะอาดเอง. สะอาดหรือสว่าง แล้ว จะไม่สงบอย่างไร. ถ้ายังร้อนกระวนกระวายแล้ว มันจะสว่างหรือสะอาดได้ที่ ตรงไหน. เพราะฉะนั้น จะมีของสามอย่างนี้ เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ย่อมเป็น ไปไม่ได้. มองดูเหลี่ยมหนึ่งเห็นเป็นความสะอาด มองอีกเหลี่ยมหนึ่งเป็น ความสว่าง และอีกเหลี่ยมหนึ่งเป็นความสงบ. คนเต็ม หรือ man perfected เต็มด้วย ส. ๓ ส. นี้ เต็มด้วยอาการอย่างไร แล้วจะอยู่ในลักษณะเช่นไร ต้องดูที่คนพร่อง ดูชั้น
น.77 ๗๑ ที่ยิ่งพร่องมากลงไป จนถึงกับไม่มี ส. ๓ ส. นี้เสียเลย ก็อาจรู้จักคนเต็ม ได้. เราทั้งหลาย จงมาทำพิธีมาฆบูชา ด้วยการ ดูความสะอาดที่ความ สกปรก ดูความสว่างที่ความมืด และดูความสงบเย็นที่เปลว ไฟอันกระวนกระวาย กันเถิด จะเป็นทางที่จะช่วยให้พบ พระอรหันต์ ได้ง่าย ๆ เหมือนคลำพบสตางค์ ที่ใส่ไว้แล้วในกระเป๋าของตนเองโดย ตนเอง, และมาฆบูชาของเรา ก็จะเป็น "วันที่ระลึกถึงพระอรหันต์" ได้ โดยแน่นอน. เมื่อกล่าวโดยบุคคลาธิษฐาน ด้วยเจตนาที่จะให้มีพระอรหันต์ เป็นคนขึ้นมาให้ได้จริง ๆ ก็ยังทำอะไรให้มากไม่ได้ไปกว่าที่จะกล่าวว่า ความสะอาด ความสว่าง และความสงบ สามอย่างนี้เท่านั้น ที่ได้จับกลุ่มกันเข้า เข้มข้นเข้าก็ เป็นองค์พระอรหันต์ ทำนองเดียวกับที่เชื่อกันว่า หมอกเพลิง ( Nebula ) ได้จับ กลุ่มกันเข้าเป็นดวงดาวต่าง ๆ กระทั่งดาวนพเคราะห์คือโลกเรานี้ ฉันใดก็ฉันนั้น. ร่างกายเป็นเพียงเปลือก ซึ่งรองรับองค์พระอรหันต์ไว้อีกชั้นหนึ่ง และขอเรียกกันไป ที่ว่าบุคคลซึ่งเป็นพระอรหันต์ ด้วยสิทธิแห่งการใช้เสรีภาพในการพูดหรือเขียน ซึ่ง ห้ามกันไม่ได้ แต่อย่าให้มันมากเกินไป หรือถึงกับหลงไปว่าเป็น สัตว์ คน ตัวตน เรา เขา เอาเสียทีเดียว. พุทธทาส ภิกขุ สวนโมกข์ มาฆบูชา ๒๔๙๒
Buddhadasa