น.6 ๑๖๑ ภาคผนวก คำปราศรัย ณ สารนาถ, อินเดีย สาสน์ส่งไปอ่านในที่ชุมนุมนิสสิตมหาจุฬา ฯ ๑๖๙ ๑๗๔ อนุโมทนา ๑๘๐ คำปรารภพระธรรม ๑๘๓ คำปรารภแด่เพื่อนสหธรรมมิก ๑๘๗ เพื่อนสหธรรมิกที่ยังหย่อนพรรษายุกาล ๑๙๐ บันทึกคำปราศัย ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ มาตุบูชานุสรณ์ ฯ ๑๕๔ ๑๕๗
น.7 ถึงเพื่อนนักศึกษาหนุ่มทั้งหลาย ! สำหรับชีวิต ที่กำลังท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสารสาครแห่งความ ทุกข์นั้น มีความจริงที่ควรเข้าให้ถึง คือข้อที่ว่า การพยายามหาทางให้เกิดความรู้ เอาชนะความทุกข์ใจให้ได้ ทั้งของตนเองและครอบครัว นั่นคือ "หน้าที่" ของชีวิตทั้งมวล. ส่วนการประกอบการงานภายนอก เช่นงานอาชีพ หา เลี้ยงกันในครอบครัวเป็นต้นนั้น เป็นเพียง "งานอดิเรก" ของชีวิต ที่กำลัง ผ่านวัฏฏสงสารแผล็บ ๆ ไป.
น.8 ๒ ทั้งนี้ เพราะว่าผลที่เราได้จากงาน ภายนอก ทางกายเหล่านั้น แม้สมบูรณ์แล้ว ก็ยังบำบัด "ความหนัก" ของจิตต์ได้น้อยเหลือเกิน หรือมิหนำ บางทีกลับเป็นทางให้หม่นหมองมากขึ้นกว่าเดิม. ส่วนผลที่ได้จากการศึกษาและรู้สัจจ- สภาวะของชีวิตนั้น ย่อมให้สิ่งที่ชีวิตต้องการ หรือที่มันกำลังค้นหาง่วนอยู่ โดยไม่รู้ ว่าอยู่ที่ไหน และตนก็หิวจัด แต่ไม่ทราบว่าหิวอะไร, อย่างครบถ้วนจริง ๆ. ข้อที่ทำอะไรไม่สำเร็จสมหวังในส่วน "งานอดิเรก" นั้น ไม่ น่าเสียใจเลย. ส่วนข้อที่ไม่ประสพความสำเร็จในสิ่งอันเป็น "หน้าที่" นั้นชิ น่า เสียใจนัก แต่ข้อที่มาเข้าใจผิด หลงเอา "หน้าที่" เป็นงานอดิเรก, เอา "งาน อดิเรก" มาเป็นหน้าที่ นั่น น่าเสียใจยิ่งไปกว่าอีก. ยิ่งกว่านั้นขึ้นไป ยังมีมิตรสหายบางคนเห็นไปว่า ฆราวาส ยุ่งมาก คงไม่สามารถศึกษาให้รู้ปรมัตถธรรม เลยทอดอาลัยเสีย. นี่ยิ่งไปกว่าน่า เสียใจเสียอีก. แท้ที่จริงสำหรับ "นักธรรม" แล้ว ไม่มีฆราวาส ! ไม่มีนักบวช !! มีแต่กายกับใจที่มีความคิดนึกได้ และต้องการความหลุดพ้นจากสิ่งที่กลุ้มรุมตนอยู่เท่า- นั้น. ถ้าเขาไม่คิดอย่างที่แล้วมา ปรมัตถธรรมจะเข้าไปปรากฏในใจได้มากขึ้น. ลอง เปรียบเทียบดูว่า เมื่อท่านยังไม่เคยคิดเช่นนั้น กับเมื่อมามัวแต่คิดอยู่เช่นนั้น ใน สมัยไหนท่านได้รับรสแห่งธรรมมากกว่ากัน ? ความดับทุกข์ ต้องก่อขึ้นที่ความทุกข์, เช่นความรวยต้องก่อ ฐานของมันขึ้นบนความจน 1 ถ้าฆราวาสมีทุกข์มาก ฐานของมันย่อมมั่นคงดี และมี ทางงอกงามได้มาก. เมื่อสิ่งทั้งปวงมีคุณสมบัติประจำตัว (Qualification) อยู่พร้อม ทั้งสองอย่างเช่นนี้แล้ว ทำไมจะต้องโยนบาป ให้แก่ความเป็นฆราวาสของตนด้วยเล่า. - ที่แท้มันเป็นเพียงความยึดถืออันหนึ่งเท่านั้น. คนหิวมากหรือระหายมาก ควรหรือ ไม่ที่อาจจะกินหรือดื่มได้มาก. ฉะนั้นถ้ามองให้สุขุม ฆราวาสมีทางที่จะดื่มรสแห่ง ธรรมได้มาก ดุจเดียวกับคนร้อนจัดย่อมอาบน้ำได้มากกว่าคนที่เย็นสบายดีอยู่แล้ว ฉันใดฉันนั้น.
น.9 ๓ ยิ่งอยากรวย จะยิ่งจน. ยิ่งอยากจน จะยิ่งรวย. และมัน จะเป็นในทันทีที่อยากนั่นเอง. เพราะโลกเรานี้เป็นเพียงความรู้สึกของจิตต์อย่างเดียว เท่านั้น, ถ้าความรู้สึกนั้น ๆ ถูกต้อง จิตต์ก็พบกับความสุข. จิตต์จึงเป็นผู้สร้าง อะไรให้เราได้ทุก ๆ อย่าง. ถ้าเศรษฐีคนหนึ่ง เข้าใจว่าตนยังจนอยู่ อยากรวย เท่ามหาเศรษฐีอีกคนหนึ่งอย่างรุนแรง. เช่นนี้แล้ว ความรู้สึกในจิตต์ของแก จะ ไม่ต่างอะไรกับจิตต์ของตาดี ที่อยากได้กระบืออีกสักสองตัวเท่านั้น. เพราะฉะนั้น การศึกษาอบรมจิตต์ให้รู้เห็นอย่างถูกต้อง จึงเป็นของจำเป็นโดยตรง. มิฉะนั้น จะ ไม่สามารถขจัดปัดเป่าทุกข์ไปจากตนได้ แม้จะเป็นใครก็ตาม, จะต้องหาทุกข์ใหม่มา กลบเกลื่อนทุกข์เก่า หลอกตัวเอง ให้หลงไปว่าสุขชั่วครู่ชั่วครั้งอยู่เสมอ. กายนี้เปรียบเหมือนม้า. ใจเหมือนเจ้าของม้า. ปรมัตถ- ธรรมของชีวิตคือดินแดนอันใหญ่กว้าง. การศึกษาชีวิตเท่ากับการขี่ม้าไป จนกว่าจะลุถึงจุดที่ประสงค์ กล่าวคือสภาพที่ใจเป็นอิสสระเหนือทุกข์ ทั้งมวลได้. จงเลี้ยงม้าไป, ขี่ม้าไป, - เลี้ยงม้าด้วยสัมมาอาชีวะ และ เลี้ยงเจ้าของด้วยโอชารสอันเกิดแต่ธรรม, ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ทุกเมื่อ. นั่นคือศิลปะแห่งการครองชีพ. การทำได้ดีกว่าปีเก่าในศิลปะอันนี้ นั่นแหละคือ ความสุขปีใหม่, คำอวยพรอย่างเดียวใช้ไม่ได้. เราเคย อวยพรกันมาแล้วนับปีไม่ไหว ! ขอจงสามารถก้าวหน้าในศิลปะอันนี้ เทอญ. ความสุขปีใหม่จะกลายเป็น "ฝันจริง." พุทธทาส ภิกขุ ๑ เมษายน ๒๔๘๒
น.10 ศานติสุขที่แท้จริง คือการที่ใจเป็นอิสสระเหนือ "เหยื่อ" ของ โลกทุกชนิด. การครองชีพแม้ที่เงียบ ๆ ง่ายและสุจริตนั้นเป็นเพียง ความผาสุก ( Happiness ) เท่านั้น ยังหาใช่ ศานติสุข ( Peace ) อันแท้จริงไม่, เพราะความ พอใจในภาวะเช่นนั้นของตนยังเป็นเพียงเหยื่อโลกชั้นประณีตเท่านั้น และเปลี่ยน แปลงได้. ส่วนการดื่มกิน “เหยื่อของโลก" ชั้นธรรมดา แม้จะอิ่มหนำสำราญเพียงไร ก็เป็นเพียง ความเพลิน ( Pleasure ) เท่านั้นเอง จะเป็นศานติสุขและความผาสุก ไปไม่ได้เลย. แม้กระนั้นคนเราทั่วไป ก็ยังเรียกสิ่งทั้งสามนี้ว่า ความสุข โดยเสมอ กัน ดังจะเห็นได้จากการส่งของขวัญปีใหม่ ซึ่งให้ "ความเพลิน" ได้เล็กน้อย เรา
น.11 ๕ ก็เรียกว่าส่งความสุขปีใหม่, และคำอวยพร ให้ได้ "กินเหยื่อโลก" มาก ๆ เราก็ เรียกว่าส่งความสุขปีใหม่ด้วย. แต่ก็มิใช่เป็นคำที่ผิด ถ้าเราจะแบ่งสิ่งที่คนเราเรียก กันว่าความสุขให้เป็นชั้น ๆ และถือว่า เป็นเสมอเหมือนบันไดแห่งกันและกัน. แม้ว่าความสุขปีใหม่ คือความใกล้ต่อความเป็นอิสสระจากเหยื่อ โลก ยิ่งกว่าปีเก่า ; แต่ความเป็นอิสสระนี้ มาจากความรู้จักโลกอย่างถูกต้อง โดย ซึมซาบในรสของโลกมาอย่างทั่วถึงแล้ว จะเป็นโดยการเข้า " ผ่าน " ไปในโลก, หรือการพิจารณาโดยไม่ต้องเข้า "คลุก" ก็ตาม เพราะฉะนั้น, แม้จะเป็นการเนิ่น- ช้าไปบ้าง, การ "ดื่มกินโลก" อย่างเต็มที่ ย่อมช่วยให้คนธรรมดาเราท่านเข้าใจโลก ได้ดีทางหนึ่งเหมือนกัน. และการจะ "ดื่มโลก" ได้ ดี หรือ มาก เต็มที่ ก็ได้ด้วย การ ทำงาน ให้ มาก หรือ ดี เต็มที่นั่นเอง เพราะว่างานเป็นเครื่องช่วยให้เรา รู้จักชีวิตหรือโลกโดยตรง. เพราะฉะนั้น ความสุขปีใหม่ของคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป ก็คือ "การทำงานให้ ดีกว่า และ มากกว่า ปีเก่า" นั่นแล. ส่วนบุคคลประเภทพิเศษ คือผู้ที่เริ่มรู้จักโลกตามที่เป็น จริงอย่างไรแล้วนั้น ย่อมอยู่เหนือวิสัยแห่งการส่งความสุขปีใหม่ และท่าน กำลังพยายามเพื่อขึ้นพ้นระดับแห่งความสุข ที่คนเราตามธรรมดาจะส่งให้ กันและกันได้ ซึ่งแม้พระเป็นเจ้าก็บันดาลให้ท่านไม่ได้ ! ขอความสุขปีใหม่ จงมีแด่ท่านทั่ว ๆ ไป โดย "การงาน ใหม่แห่งปีใหม่" ที่เป็นเสมือนบันได อันจะทำให้ท่านใกล้ต่อความเป็นอิสสระจาก เหยื่อโลก ยิ่งขึ้นทุกที เทอญ ฯ. พุทธทาส ภิกขุ ๓ เมย. ๘๓
น.12 การที่ประเทศไทย เราได้ เปลี่ยน วันขึ้นปีใหม่มาเป็นแบบสากล ได้ทำให้ข้าพเจ้ามีความคิดที่จะส่งความสุขปีใหม่ ชนิดสากลด้วย, และการส่งของ เรา ควรขยายวงกว้างออกไป ถึงเพื่อนมนุษย์ทั่วสากลดุจกัน. เนื่องจากหนังสือ พิมพ์พุทธสาสนาฉบับนี้ เป็นฉบับขึ้นปีใหม่ แทนการที่เคยขึ้นด้วยฉบับเดือนพฤษภาคม อย่างที่แล้ว ๆ มา จึงขอถือโอกาสส่งความสุขปีใหม่ด้วยฉบับเดือนกุมภาพันธ์ เช่นนี้ ต่อ ๆ ไป และเป็นความสุขปีใหม่ชนิดสากล โดยนัยดังกล่าวแล้ว.
น.13 ๗ อันความสุขที่สูงที่สุดขึ้นไปกว่าความผาสุกตามธรรมดา หรือ ที่เรียกได้ว่าความสุขส่วนใจนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามนุษย์เราทั้งมวล จะไม่มีความ เห็นพ้องเป็นอันเดียวกันว่า ขึ้นอยู่กับสาสนาเป็นส่วนใหญ่. เมื่อเป็นดังนี้ปัญหา ย่อมเกิดขึ้นว่า เมื่อมนุษย์ต่างชาติในสากลโลกต่างถือศาสนาผิด ๆ กัน เราจะส่ง ความสุขชนิดสากล ร่วมเป็นอันเดียวกันได้อย่างไรเล่า ? ขอตอบว่า เรามีทางที่จะส่ง ความสุขสากลร่วมกันได้. ทั้งนี้ โดยเหตุที่ว่าสาสนาทั้งหลายมีโฉมหน้าแตกต่างกัน ในส่วนที่เป็นเพียงลัทธิในขั้นต่ำ สำหรับถือกันเป็นส่วนทั่วไป และต่างกาละและเทศะ กันเท่านั้น. ส่วนแนวอันเป็นปรัชญาหรือส่วนที่ลึกซึ้งนั้น มีความมุ่งอย่างเดียวกัน เป็นแต่มีความเหลื่อมล้ำกว่ากันอยู่บ้างก็ตรงที่ว่า บางสาสนาได้ก้าวออกไปข้างหน้ากว่า. ใกล้ชิดความจริงอันเป็นจุดที่ประสงค์กว่า, โดยเหตุที่สาสนารอง ๆ ลงมา มัวเฉไกล ออกไปนอกทางเสียในบางส่วน และไปหยุดชะงักเอาเสียเพียงแค่นั้น ว่าเป็นขั้นสุด แห่งความดับทุกข์ทั้งมวล. ทั้งที่ตนก็มีความมุ่งหมายเช่นเดียวกับเพื่อนศาสนาอื่น ๆ. การกล่าวเช่นนี้ คล้ายกับจะเป็นไปไม่ได้ แต่ความจริงเป็น เช่นนั้น. ข้อนี้คือว่า จุดมุ่งของทุกสาสนาอยู่ที่ "สุขนิรันดร์” ได้แก่เป็นสุขอันไม่ แปรผันตลอดอนันตกาล. เป็นความจริงอันเด็ดขาด ที่ทุกสาสนาได้มุ่งมายังจุด ๆ นี้. แต่ความหมายของสุขนิรันดรนี่เอง เป็นสิ่งที่พระศาสดาของสาสนานั้น ๆ ตีความ" หมายสูงต่ำเหลื่อมล้ำกว่ากันไปเสีย ทั้งที่ความจริงก็มุ่งยอดสุขด้วยกัน. ทีนี้ เรา ลองปัดการแบ่งแยกเป็นศาสนาต่าง ๆ ออกไปเสียให้พ้น ให้คงเหลือแต่เพียงว่า มนุษย์ ผู้เสาะหายอดสุดของความสุขหรือความจริง แต่อย่างเดียวแล้ว เราก็จะพบแต่เพียงว่า มันมีแต่การเข้าใกล้ยอดสุดอันนั้น ที่เข้าใกล้ได้มากหรือน้อยกว่ากัน เรียงลำดับ หลั่นกันลงมา เหมือนพี่น้องที่ยืนเรียงแถวกัน เป็นหลั่นไปตามลำดับความแก่อ่อน เท่านั้นเอง.
น.14 ๘ พุทธศาสนาของเราทั้งหลาย เป็นคนตันเถา หรือผู้ที่ยื่นขึ้น ไปได้ถึงยอดสุด และถือเอายอดสุดนั้นเป็นที่พอใจ พร้อม ๆ กับที่น้อง ๆ ได้หยุดเสีย แค่ชะง่อนผาอันต่ำ ๆ รองลงมา และพอใจที่จะหยุดเสียเพียงแค่นั้น โดยที่ยอดสุดจริงๆ นั้นไม่ปรากฏแก่เขา ดุจเดียวกับยอดสุดของหิมาลัย ที่เสียบลึกขึ้นไปในหมู่เมฆ อัน มิปรากฏแก่สายตา, ซึ่งแม้จะถูกร้องเรียกลงมาสักเท่าใด ก็หาอาจตามติดขึ้นไปได้ไม่ และมองไม่เห็นเอาเสียเลย. แต่เมื่อเราจะเอาความจริงเป็นหลัก ถือเอาความมุ่งดีของ ทุกลัทธิเป็นใหญ่ โดยไม่แบ่งแยกกันด้วยอำนาจความเห็นแก่ตัว แต่จะถือเอาจุดที่ต่าง ก็มุ่งหมายไว้ในมโนคติด้วยกันแล้ว เราก็อาจอดออมให้แก่กัน และทำความปราณี ประนอมเข้าหากันได้โดยพยายามแปลความหมายของคำว่า "สุขนิรันดร์" ให้กว้าง พอที่ครอบคลุมไปได้ทุก ๆ สาสนา ซึ่งความจริงก็ได้อำนวยโอกาส และเหตุผลให้ พร้อมอยู่แล้ว. พุทธศาสนาเรามีหลักว่า เมื่อจิตต์หลุดพ้นจากโลกิย- ธรรม ทั้งที่เป็นกิเลส, กรรม, และวิบากหรือผลกรรม โดยสิ้นเชิงแล้ว ก็จะลุถึงโลกุตตรธรรม ซึ่งเมื่อถึงยอดสุดของโลกุตตรธรรมแล้ว จักมี "สุขนิรันดร์" ปรากฏขึ้น. ศาสนาฮินดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งลัทธิเวทานตะ มีหลัก ว่า เมื่ออาตมัน ( ซึ่งเป็นตัวเรา ) เปลื้องโลกิยธรรมทั้งหลายที่ห่อหุ้มได้ แล้ว มันจะปรากฏว่าเข้ารวมกับอาตมันใหญ่ อันเป็นแดนเดิมของอาตมัน ย่อยนั่นเอง หรือซึ่งอาตมันย่อยได้แยกออกมา. และอาตมันใหญ่หรือ อาตมันของสกลโลกทั้งมวล ก็คือ "สุขนิรันดร์" อยู่ในตัวมันเองแล้ว. บางทีก็เรียกอาตมันใหญ่นี้ว่า พรหม. ศาสนาคริสต์, ยิว, และอื่น ๆ ที่ถือพระเป็นเจ้าผู้สร้าง มีหลักว่า เมื่อได้ทำสิ่งทุกสิ่งให้ตรงตามที่พระเป็นเจ้าต้องการแล้ว จะได้
น.15 ๙ เข้าอยู่รวมกับพระเป็นเจ้า ซึ่งเป็น "สุขนิรันดร์" สำหรับศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะนิกายซูพี่สมฺ มีหลักว่า "เราเป็นพระเจ้า ถึงท่านก็เป็นพระเจ้า เหมือนกัน" (อันนาล ฮัค, ฮัค, ตู อี) ซึ่งพ้องกับมติของเวทานตะโดยตรง พระเจ้าก็คืออาตมันใหญ่, เราทุกคน ทั้งฉันและท่าน ล้วนแต่เป็นอาตมัน น้อย ๆ ซึ่งแยกจากอาตมันใหญ่. แต่เพราะอาตมัน ไม่มีขนาด ไม่มีเวลา จึงเหมือนเป็นอย่างเดียวกันกับอาตมันใหญ่. ฉันกับท่านจึงเหมือนกัน ! ส่วนศาสนาอื่น ๆ ที่ยังเป็นเพียงลัทธิน้อย ๆ นั้น ยัง ต่ำหรือยังเด็กอยู่ แม้จะมีแบบแห่งการประพฤติบำเพ็ญ อันปลาดหรือ ลามกอนาจาร อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพราะเป็นลัทธิที่เลือนเลอะ ไปจาก ลัทธิใดลัทธิหนึ่ง ซึ่งแม้ในพุทธศาสนาของเราก็มี เช่นนิกายตันตริก. สำหรับพวกนี้ เราจะต้องไม่ยกมาเป็นส่วนสำคัญ หรือถ้ายกมา ก็ต้องเพ่ง ความมุ่งหมายของลัทธิเดิม, หรือเพ่งกลาง ๆ ลงไปว่า อย่างไรเสีย พวกน ก็ทำไปเพื่อจะให้ลุสุขอย่างยิ่งเหมือนกัน แต่เพราะความหลงใหลกำลังห่อ หุ้มเขาอยู่ ซึ่งถ้ามีใครช่วยปอกความหลงใหลเหล่านั้นให้ออกเสียได้แล้ว เขาก็จะเหมือนกับเรา ๆ ไม่มีผิด. ทั้งนี้ก็เพราะว่า ธรรมชาติแท้ ๆ นั้น ต้องการวิวัฒน์ขึ้นไปสู่เบื้องสูงเป็นธรรมดา หรือเรียกว่าเป็นสัญชาตญาณ ของสัตว์ทั้งปวง. เพราะฉะนั้น เราอาจมองเห็นเจตนาของลัทธิ อันแปลก ปลาดต่าง ๆ นี้ได้ว่าอย่างไรเสีย ก็ไม่พ้นไปจากกฎธรรมชาติ คือต้องการ จะวิวัฒน์ขึ้นไปให้สูงจนกระทั่ง "สุขนิรันดร์" เหมือนกัน. ตามหลักของ พุทธศาสนานั้น ไม่เคยกล่าวว่าพวกมิจฉาทิฏฐิ (Heretic) ทั้งหลาย จะต้อง ไปสู่ "ทุกขนิรันดร” คือทุกข์ตลอดอนันตกาล ไม่มีวันกลับมาสุข, แต่ ได้กล่าวไว้ว่า แม้ผู้ทำอนันตริยกรรมถึงตกโลกันตมหานรก ก็ยังมีเวลาที่ จะกลับมาเป็นคนดี และลุมรรคผลได้ในโอกาสข้างหน้า แต่ว่าจำต้องนาน
น.16 ๑๐ หน่อยเท่านั้น. โดยนัยนี้ เราย่อมไม่มีความสงสัยเลยว่า สัตว์ทั้งปวง จะไม่มีเจตนา ในอันที่จะก้าวขึ้นสู่คุณเบื้องสูง และโอกาสนั้น ได้ปิดเสีย แล้วสำหรับสัตว์บางพวก. เมื่อสาสนาหรือลัทธิทั้งปวง มีเจตนาอันมุ่งต่อ "สุขนิรันดร์" ตรงกันเช่นนี้แล้ว ความสุขปีใหม่ของสัตว์ทั้งหลาย ก็คือการก้าวเข้าไปใกล้สุขนิรันดร ยิ่งกว่าปีเก่านั้นเอง. การก้าวเข้าไปใกล้เพียงไรนั้น อยู่ที่ความเห็นผิดหรือเห็นถูกมาก น้อยเพียงไร. การเห็นชัดว่าความจริงมีอยู่อย่างไร แล้วปฏิบัติให้สมตามกฎของ ความจริงนั้น ๆ คือการก้าวเข้าไป. เพราะฉะนั้น การกอบโกยเอาความสุขปีใหม่ ขึ้นไว้ใส่ตน ก็คือชำระสะสางความเห็นผิดหรือหลงผิดให้หมดไปเสีย แล้วพอกพูน ความเห็นถูกให้ตรงแน่วยิ่งขึ้นไป โดยเร็ว. โดยเฉพาะเรื่องทางใจหรือสาสนา จัก ต้องไม่หลงผิดไปจับเอาเปลือกหรือเครื่องแบบภายนอกของสาสนา ขึ้นเป็นใจความ ของสาสนา ซึ่งเมื่อเข้าใจผิดแล้ว อาจทำให้ละจากสาสนาที่สูงกว่า ไปรับเอาสาสนา ที่ต่ำกว่าก็ได้ หรืออาจดูหมิ่นดูแคลนต่อกันและกันก็ได้ หรืออาจละจากสาสนาของ บรรพบุรุษ ไปรับเอาสาสนาแปลกๆ ใหม่ๆ ซึ่งเพียงแต่เขาแต้มสีไว้งาม ๆ โดยไม่มี อะไรดีไปกว่าสาสนาเดิมก็ได้. ปีนี้ เป็นปีที่ชาติไทยเราเปลี่ยนระบอบปีใหม่ มาเป็นระบอบ สากล พร้อมกันกับการบากบั่นสร้างชาติให้เข้มแข็ง จนกว่าจะอยู่ในระดับที่ปลอดภัย จากการถูกกลืนโดยชาติอื่น. จึงในโอกาสส่งความสุขปีใหม่แก่กันและกันนี้เห็นว่าเรา ควรสะสางปัญหา อันเกี่ยวกับสาสนาของชาติ เพื่อให้จิตต์ใจของประชาชาติทั้งมวล กลมกลืนกัน สำหรับจะได้รับความสุขอันแปลกใหม่พร้อมกับที่การสร้างชาติของเรา เป็นไปได้สมหวังด้วย. ถ้าชาติเราต้องการน้ำใจเป็นดวงหนึ่งดวงเดียวกัน เราต้อง ถือศาสนาเดียวกัน 1 เพราะสาสนาคือเครื่องสร้างหัวใจ. ข้อนี้หวังว่าโดยมิพักต้อง แก้รัฐธรรมนูญบทที่กล่าวด้วยการถือศาสนา เราก็อาจ และควรที่จะขจัดปัญหาแห่ง
น.17 ๑๑ การถือศาสนาแตกต่างกันเสียได้. ทั้งนี้ โดยเหตุที่ว่าสาสนาทั้งปวง เป็นเสมือนพี่น้อง ที่ยืนเข้าแถวเรียงลำดับ และพุทธศาสนาเราเป็นพี่หรือคนต้นแถว ในฐานะที่มีอะไร ให้สูงกว่า และมีให้ครบทุกประการ. และผู้ที่ถือศาสนาของทุกศาสนา ก็ล้วนแต่มุ่ง สุขนิรันดร์ด้วยกัน เสียแต่ไปจับฉวยเอาเปลือกหรือแบบของสาสนาเข้า จึงเกิดยันกัน ขึ้น. เมื่อเอาส่วนที่เป็นเปลือก หรือเครื่องแบบเหล่านี้ออกเสียให้หมดแล้ว ก็พอจะ กลมเกลียวกันได้. แต่พุทธศาสนาควรจะเป็นสาสนาของชาติยิ่งกว่าสาสนาอื่น ทั้งหมด ก็เพราะเป็นศาสนาของบรรพบุรุษของเรามาแต่ดั้งเดิม, - เป็นสาสนาที่ท่านเหล่านั้น ได้ยึดถือไว้ตลอดมา พร้อมกับการเสียสละกู้ชาติ ให้ธำรงคงมาได้ตราบถึงทุกวันนี้. ชาวไทยที่ละจากพุทธศาสนาไปถือศาสนาอื่นนั้น ก็ล้วนแต่มีเลือดพุทธศาสนาอยู่ในตัว เขาทุก ๆ คน เพราะบรรพบุรุษของเขาได้เคยถือพุทธศาสนามานมนาน จนเป็นสาสนา ประจำสายโลหิต เขาเพิ่งจะไปถือศาสนาอื่น เมื่อ "ไม่กี่วันมานี้เอง." ทั้งนี้เพราะ ว่า ก่อนแต่ที่ศาสนาคริสต์ และอิสลามจะแผ่เข้ามานั้น พุทธศาสนาได้ครอบคลุมอยู่ ตลอดแหลมทอง. ชาวแหลมทองทุกคน จึงมีเลือดเป็นพุทธศาสนานิกอยู่ในตนด้วยกัน ทั้งนั้น. ไม่เป็นการยากลำบาก หรือน่าอับอายอย่างใดเลย. ในการวิ่งกลับมาหา ศาสนาแห่งบรรพบุรุษของตน ! บัดนี้ ปัญหาเรื่องการถือศาสนาต่าง ๆ กัน ได้เกิดเป็น อุปสรรคต่อการสร้างชาติในส่วนรวม, และเป็นจุดด่างพร้อยของความสุข ทางจิตต์ชนิดที่เป็นระบอบสากล โดยประจักษ์ชัดขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้น เราควรต้อนรับความสุขปีใหม่ ของพวกเราทั้งมวล ด้วยการขจัดปัญหานี้ ออกไปเสียให้หมดจดสิ้นเชิง แล้ว การสร้างชาติก็จะได้ก้าวใหม่ที่สำคัญ ยิ่งอีกก้าว. และส่วนตัวเรา, ในการก้าวเข้าไปหา "สุขนิรันดร” เราก็จะ ได้ก้าวอย่างยาวอีกก้าวหนึ่ง เหมือนกัน. นี่คือความสุขปีใหม่ของพวกเรา !
น.18 ๑ ๒ และขอให้มนุษยชาติในสากลโลกทั้งมวล จงได้ละ ความเห็นผิดที่จับฉวยไม่ถูกความหมายอันแท้จริง ของ "สุขนิรันดร ” ได้จับฉวยให้ถูกยิ่ง ๆ ขึ้นไปกว่าปีเก่าเถิด. นั่นคือความสุขปีใหม่ของสกลโลกทั้งสิ้น ! พุทธทาส ภิกขุ ๑. มกร ๘๔
น.19 ส. ค. ส. ๒๔๘๕ ในสมัยที่ควันแห่งมหาสงคราม กำลังกรุ่นไปทั่วทุก มุมโลกเช่นนี้ เมื่อนึกถึงการส่งความสุขปีใหม่ทั่วสากลโลกทั้งมวลแล้ว ให้รู้สึกเหนื่อย. มนุษย์ที่กำลังต่อสู้เพื่อความเป็นความตาย แห่ง 'เกียรติ- ยศของชาติ.” มิใช่เพื่อตัวเขาเองโดยเฉพาะนั้น ย่อมยากที่จะปลีกเวลา มาฟังถ้อยคำอันพร่ำถึงความหยุดสงบได้, จนกว่าจะรู้สึกว่าเกียรติ์แห่งชาติ ของตน จะได้อยู่ในสภาวะที่ปลอดภัยเสียก่อน. แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ทั้ง ชาติที่แพ้และชนะ ทั้งที่จะแพ้และจะชนะ ย่อมรู้สึกได้บ้างไม่มากก็น้อย
น.20 ๑๔ ว่า การที่จะขืนยืนกรานสงครามไว้นี้ เป็นเพราะมานะทิฏฐิของตนอย่าง เดียว. โดยไม่ต้องมีใครมาสะกิดเตือน เขาก็ย่อมทราบกันอยู่ว่าสงครามนี้ เป็นสิ่งที่น่าระอาเพียงไร. บางทีท่านผู้นำสงครามนั้น ๆ จะทราบดีสืบไปว่า การที่ลงทุนซื้อความมีหน้ามีตา ด้วยชีวิตแห่งพลเมืองในชาตินั่นเองเป็น จำนวนล้าน ๆ นั้น เป็นการซื้อเอาความมีหน้ามีตาชั่วคราวเท่านั้น หรือบาง ที่จะเพียงไม่ถึงชั่วชีวิตของตนเองด้วยซ้ำไป แล้วก็จะเปลี่ยนแปลงเป็น อื่นอีก, เพราะว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องเปลี่ยนแปลง โดยแน่นอนอย่าง ไม่มีข้อยกเว้น. แม้จะเป็นดังนี้ ก็ไม่มีท่านผู้นำคนใด คิดที่จะแผ่อำนาจ ของตนตามแบบแห่งธรรมานุภาพ ดังที่พระเจ้าอโศกมหาราชเคยกระทำ. คณะมิชชั่นนารี และคณะเผยแพร่ธรรมต่าง ๆ ล้วน แต่กำลังทำงานเพื่อสันติภาพ, มีกองทัพที่ทำงานเพื่อความรอดพ้นของปวง สัตว์ (Salvation Army). แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะมารร้ายแห่งการเมาชาติ เมาสงครามของมนุษย์ส่วนรวมได้. ทั้งนี้เพราะว่าการชี้แจงชักชวนให้แสวง หาเกียรติ์ หรือบางคราวก็เพียงแต่กู้เกียรติ์ของชาตินั้น มนุษย์ได้ทำกัน มากกว่าการชี้แจงชักชวนเพื่อความสงบสุขของโลก มากมายหลายสิบเท่า นัก. คณะมิชชั่นนารีส่วนมากก็ทำงานช่วยให้รอดเพียงเพื่อลืมตาจากความ เป็นป่าดอย มาเป็นคนธรรมดาที่จะสมัครทำสงครามเพื่อกู้ชาติของตนต่อ ไป. ซ้ำบางคณะก็เป็นเครื่องมือของการเมืองเสียอีก ซึ่งเท่ากับเป็นอุป- กรณ์แห่งสงครามด้วยส่วนหนึ่ง. การเผยแพร่ธรรมชนิดที่จะทำให้มีความ รักใคร่เห็นอกเห็นใจกันด้วยอำนาจแห่งเมตตาอันแท้จริงนั้น มนุษย์แห่ง โลกสมัยปัจจุบันเห็นว่าเป็นภัยแก่ชาติอยู่หลายประการ. ถึงกับอาจคิดไปว่า ถ้าใจดีเกินไปแล้ว อาจยกประเทศของตนให้แก่คนที่มาขอ ทำนองพระเวส-
น.21 ๑๕ สันดรให้ทานลูกเมียแก่ยาจกไปก็ได้. เพราะเหตุนี้เองมนุษย์ในสมัยนี้ จึง อบรมอนุชนของตนให้ตระหนี่การให้อภัย และให้รู้สึกแต่เพียงว่าเกิดมา เพื่อเกียรติ์ และเกียรติ์นั้นคือการรบเพื่อแก้แค้นและเพื่อขยายอำนาจของ ตนออกไปเท่านั้น. เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ควรจะรู้สึกแปลกประหลาดใจ อย่างใด ในการที่สงครามของโลกจะต้องขยายตัวเป็นสงครามขนาดใหญ่ ยิ่งขึ้นทุกที กระทั่งจะเรียกว่าบรมมหาสงครามกำลังสอง กำลังสาม สี่ ห้า หก ก็ยังไม่สม และไม่รู้ว่าจะเรียกอย่างไรในที่สุด, และทั้งมหาสงคราม นี้จะถี่เข้ากว่าเดิม. ไม่มีทางอื่นใด ที่จะทำให้ขนาดของมหาสงครามหด เล็กลง ๆ และห่างเข้า นอกจากการที่มนุษย์จะพากันหันมาเอาใจใส่ต่อ หลักธรรมที่เป็นไปเพื่อสันติภาพอย่างแท้จริง ให้มากเข้าเท่านั้น. มนุษย์ทั้งโลก ต้องหายเข้าใจผิด ที่เคยเข้าใจมาว่า เมตตากรุณาเป็นของทำชาติให้อ่อนแอ และการสงบใจจากตัณหานานา ประการนั้น ทำให้ชีวิตนี้ขาดสาระประโยชน์อันจะพึงได้นั้นเสียก่อน จึง สามารถหันหน้ามาร่วมสมาคมกันกำจัดสงคราม ให้ศูนย์หายไปจากโลก ได้. และการที่มนุษย์ทั้งโลก จะกลายมาเป็นมนุษย์ชนิดที่ไม่อำนวยแก่ การเกิดของสงครามได้นั้น ต้องเนื่องมาจากมนุษย์ส่วนย่อย ๆ มีความรู้สึก ในเรื่องที่กล่าวมานี้ จนถึงกับอาจหรือสามารถที่จะจับผู้ริเริ่มทำตนเป็นผู้นำ ชนิดเมาสงครามของตน ไปส่งโรงพยาบาลโรคจิตต์เสียทุก ๆ คราวที่บุคคล ประเภทนั้นเกิดขึ้น. หรือมีทีท่าว่าจะเกิดขึ้น ในเวลานี้ บางประเทศได้จัด การตอนบุคคลผู้มีจิตต์ใจไม่สมประกอบเพื่อไม่ให้มีพืชพันธุ์ สืบไป, และ บุคคลผู้ไม่ใฝ่สงครามอาจถูกจัดเข้าในบุคคลประเภทที่ไม่สมประกอบนั้น ด้วย ก็ได้. เมื่อเป็นเช่นนี้ เราควรเข้าใจกันไว้ว่า การที่จะทำให้มนุษย์หมู่
น.22 ๑๖ ย่อย ๆ เกิดใฝ่สันติสุขขึ้นมาให้ได้นั้น เราต้องช่วยกัน, และช่วยกันอย่าง มากทีเดียว. ในบัดนี้เราขาดนักบุญผู้กล้าพูดความจริง บ่าวประกาศความ จริง จนยอมเสียชีวิตของตัว เช่นพระยีซัสไครสตฺ ได้เคยทำมาแล้ว, และเราขาดผู้กล้าสละโลก ออกทำตนเป็นตัวอย่างแห่งบุคคลผู้มีความสุข ดังเช่นพระอรหันต์ทั้งหลายท่านกระทำกันมาแล้วแต่กาลก่อน โลกจึงขาด การโปรประกานดา ทั้งทางตรงและทางอ้อมชนิดที่เข้าไปจับเอาใจของสัตว์ ทั้งหลายให้ยอมรับยอมบูชาความจริงอันสงบสุขนั้น ๆ เพราะฉะนั้น เรา ควรจะกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าบุคคลที่กล้าทำเช่นนั้นคนหนึ่งๆ ล้วนแต่ชื่อ ว่าเป็นผู้ที่มีส่วนแห่งการหน่วงเหนี่ยวโลกไว้ในสันติสุขอันแท้จริง แม้ว่า โลกจะรู้จักหรือไม่รู้จักบุคคลผู้นั้นเสียเลยก็ตาม. และนั่นแหละคือหุ้นส่วน แห่งความเป็นผู้ก่อสร้างสันติสุขให้แก่โลกอย่างแท้จริง ซึ่งคนทุก ๆ คน ที่กำลังกลัวภัยแห่งสงครามอยู่ในบัดนี้ ควรจะรู้สึกขอบใจท่าน โดย ทั่วหน้า. ประเทศไทยเรา ไม่มีส่วนแห่งการก่อสงคราม. ถ้า ประเทศไทยจะก่อสงคราม ก็ต้องเป็นสงครามธรรมานุภาพตามแบบแห่ง พระเจ้าอโศกมหาราชโดยแท้. เราจะถือว่า ลัทธิกระหายเลือดในสงคราม นั่นแหละ คือสัตรูของเราซึ่งเป็นผู้แทนแห่งธรรม. เราจะทำสงครามกับ ลัทธินั้น ๆ จนกว่าจะสิ้นลมหายใจไปทีละคน ๆ. เราควรยอมตายเพื่อ เอกราชของลัทธิธรรมานุภาพ ! เพราะฉะนั้น ในสมัยที่ลัทธิกระหายเลือด กำลังกรุ่นไปทั่วโลกนี้ เราจงมาส่งความสุขปีใหม่แก่กันและกัน ด้วยการ แผ่เมตตาจิตต์และตั้งปรารถนาว่า จะทำสงครามเพื่อความเป็นอยู่ของลัทธิ ธรรมานุภาพอันนี้กันเถิด เพราะมิใช่สมัยแห่งการนั่งนอนนิ่ง ๆ เสียแล้ว.
น.23 ๑๗ ฉะนั้น ความสุขปีใหม่ที่ข้าพเจ้าส่งมายังพี่น้องเพื่อน พุทธบริษัททั้งหลายในปีนี้นั้น คือคำชักชวนพี่น้องทั้งหลายร่วมกันตั้งประ- ณิธานจะต่อสู้เพื่อเอกราชแห่งลัทธิธรรมานุภาพ เพื่อให้ประเทศไทยคงอยู่ ในฐานะเป็นประเทศ นำของลัทธิใฝ่สันติสุข, และให้ลัทธิธรรมานุภาพ ยังคงอยู่ ในฐานเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองโลก ตามพระพุทธประสงค์ สืบไป. ไชยา ๒ ธันวาคม ๒๔๘๔
น.24 ออก พรรษา ๒๔๘๔ สิ่งควรคิดในคาบออกพรรษานี้ คือ ฝนแล้ง และ ภิกษุเที่ยวจาริกไป ! เราจงมาถือเอาคติแห่งสมัยออกพรรษาให้ได้ ตามที่ควร ! กิเลสรั่วรดเราเหมือนฝนรั่วรดเรือนที่มุงบังไม่ดี. เมื่อ ฤดูฝนผ่านพ้นไป, คนที่มีหลังคาเรือนรั่ว ย่อมหายใจโล่งไปได้คราวหนึ่ง เพราะได้ทนการเปียกชื้นอับแฉะมานานแล้ว ข้อนี้ฉันใด เมื่อกิเลสผ่าน พ้นไปบางครั้งบางคราว ด้วยอำนาจตทังคปหาน ผู้นั้นก็ย่อมโล่งใจเยือก
น.25 ๑๙ เย็นได้คราวหนึ่งฉันนั้น. ก็เมื่อฤดูแล้งย่อมว่างจากการมีฝนตกนาน ๆ คน เราก็ควรทำตนให้ว่างจากกิเลส แม้ด้วยอำนาจตทังคปหาน ให้นาน ๆ เหมือนฉะนั้น, จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ " ออกพรรษา" กะเขาด้วยคนหนึ่ง. มิฉะนั้น พรรษาของเราจะไม่ได้ออก, หรือไม่มีเวลาออก. อาศัยสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเราอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่ง ทำให้เกิดความสลดสังเวชหรือปลงตก จนไม่เดือดร้อนเศร้าโศกหรือยึด ถือในสิ่งใดได้ชั่วคราว อันนี้เรียกว่าตทังคปหาน หรือการละกิเลสได้ ชั่วคราวด้วยสามารถแห่งสิ่งที่มากระทบนั้น ๆ ตลอดเวลาในพรรษาเรามัก พัวพันอยู่กับการศึกษา การฟังเทศน์ การสนทนาธรรม ซึ่งแม้แต่ทาง วิทยุกระจายเสียงของรัฐบาล ก็ยังไม่เว้นแต่ละวัน ผิดกับสมัยนอกพรรษา. อันนี้ ย่อมให้เกิดปฏิกิริยาเหลือสืบมาจนกระทั่งบัดนี้ ซึ่งเป็นทุนนอน สำหรับทำให้เราเป็น ผู้มีความสามารถใน อันที่จะยึดถือเอา ประโยชน์ในทาง ปรมัตถธรรมได้จากทุก ๆ สิ่ง ที่จะผ่านหูผ่านตาเราไปในขณะนี้. ข้อนี้เอง ย่อมทำให้เราเกิดความสลดสังเวช หรือปลงตกในสิ่งทั้งปวงง่าย ๆ ไปนาน ทีเดียว. และด้วยความมีความคล่องแคล่ว ความไหวตัวตื่นตัวได้ทัน ท่วงทีของอารมณ์ที่มากระทบเช่นนี้เอง เป็นการทำให้ "ฝน" ในจิตตสัน- ดานของเราแล้งเหือดแห้งไปได้สมัยหนึ่ง ตลอดเวลาที่เรายังไม่เผลอลืม ตัวเป็นอย่างอื่นไป ซึ่งเมื่อใครทำให้เลิกแล้งได้เด็ดขาด ไม่เวียนกลับตก มาอีกแล้ว ผู้นั้นก็คือ อริยบุคคล หรือที่เรียกกันว่า พระอริยเจ้า. ฝน คือกิเลสนั้น เปียกแต่ว่าร้อนและแผดเผา, เช่น เดียวกับฝนธรรมดา แม้เย็น แต่ถ้าตกไม่มีเวลาสร้าง และไม่มีเครื่องมุง เครื่องบังแล้ว ก็สามารถทำให้สิ่งที่ถูกตกทับนั้น หักยับเยินไปได้ เช่น เดียวกัน. ถ้ามากยิ่งขึ้นไปอีก ก็สามารถทำให้เกิดน้ำหลากไหลนอง ท่วม
น.26 ๒๐ ทันบ้านเรือนไร่นาพินาศสิ้นเชิงไปก็ได้. ความรัก หรือความกำหนัด เป็น ฝนที่เย็นและเผาร้อนกันไปในตัว ให้ความเพลิดเพลินและความทรมาน พร้อมกันไปในอย่างกลมกลืน จึงเป็นที่เข้าใจยาก ว่านี่เป็นน้ำหรือไฟ. แต่ความจริงมันเป็นน้ำที่เผาได้อย่างไฟ เช่นเดียวกับน้ำกรดบางชนิดที่เย็น เปียก แต่กัดเผาให้กร่อนไปอย่างน่ากลัวโดยไม่รู้สึก เพราะอำนาจความ งามหรือความเพลินบางอย่างเข้าบังคับไว้. ความโกรธ นั้น คือฝนน้ำ ร้อน หรือฝนโลหะหลอมละลาย ที่ภูเขาไฟระเบิดพ่นออกมาทีเดียว. มี รสอร่อยก็ต่อเมื่อได้ด่าใคร ตีใคร เตะใคร หรือแม้ที่สุดแต่ตีตัวเองเสีย ครั้งหนึ่งก่อน. มันจึงเป็นฝนที่ฉุนเฉียวและกระทันหัน ตกรดเอาแบบไม่ รู้สึกตัว และตอนแล้ง ก็แล้งเร็วไม่ทันรู้ตัวดุจกัน. ความเปียกของฝน ชนิดนี้ เปียกอย่างถูกน้ำฝนโลหะละลายที่ภูเขาไฟพ่นขึ้นมานั่นเอง. ส่วน ความหลงใหล อันเป็นฝนชนิดที่สามนั้น ตกปรอย ๆ เป็นธรรมดาอยู่ ทั่วไป และเสมอไป โดยไม่แสดงตัวอย่างปึงปังโผงผาง จึงยากที่จะเข้าใจ และรู้จัก จึงเป็นฝนที่คนธรรมดาถูกตกรดอยู่เนืองนิจไม่ขาดระยะ และ ยากที่จะหลีกพ้น. เพราะเหตุนี้เอง ราคะ โทษะ โมหะ จึ่งคือ ฝน. ออกพรรษาแล้ว ฝนควรจะแล้งไปคราวหนึ่ง ตามที่ ธรรมชาติกำหนดให้. ถ้าไม่มีเวลาสร้างกันบ้างเลย ก็แปลว่าผิดกฎธรรม- ชาติไม่ควรมีชีวิตอยู่ได้ เช่นเดียวกับสิ่งที่ฝืนธรรมชาติทั้งหลาย ที่ดับศูนย์ ไปแล้ว, ผ้าผ่อนเหย้าเรือน ควรได้รับการผึ่งให้แห้งและอบอุ่นสืบไป. ส่วนการที่ฝนแล้งแล้วเที่ยวจาริกไปนั้น ก็เป็นกฎธรรม- ชาติเช่นเดียวกัน. ไก่ป่าซบเซาไม่ขานขัน แย้หลับอยู่ในรูตลอดสามสี่ เดือนไม่ขึ้นมาเลย และสัตว์อีกหลายชนิดพากัน "เข้าฝน" หรือจำพรรษา,
น.27 ๒๑ จนตลอดฤดูฝน. บัดนี้ได้พากันตื่นและร่าเริง. ชีวิตซึ่งเป็นเหมือนหยุด ชะงักพักผ่อนชั่วคราว ได้ลุกขึ้นข้าวเดินต่อไปอีก. เมื่อฉะนี้แล้ว ไฉน จิตตสันดานที่ว่างจากกิเลสชั่วคราวหนึ่ง จะไม่ก้าวหน้าสืบต่อไปอีกวาระ หนึ่งเล่า. การออกพรรษา จึงหมายถึงการก้าวไปข้างหน้าด้วย. ความตกต่ำ ไม่ว่าอย่างใด ๆ ทั้งหมด แม้ที่สุดแต่การตกต่ำทางเศรษฐกิจ ทางสุขภาพ อนามัยเป็นต้น ก็ควรได้รับการกระตุ้นเตือนให้ก้าวหน้าไปในขณะนี้. ฝน ชุกผ่านไปแล้วกสิกรย่อมรื่นเริงบันเทิง กระโดดเข้าจับงานปลูกฝังพืชผล ของตนสืบไป. ที่ทรุดโทรมไปเพราะถูกฝนหนัก ก็ได้รับการแก้ไขให้กลับ ดีขึ้นทันที. ผลไม้ฤดูหนาวกำลังอวยโชคลาภให้แก่เจ้าของผู้ขยันขันแข็ง และรู้จักกาละเทศะ. นี่ก็เป็นการก้าวหน้าอันหนึ่ง. เมื่อสิ่งทั้งปวงต่างพากัน จาริกก้าวหน้าอีกวาระหนึ่งเช่นนแล้วไซร้ ไฉนขั้นแห่งจิตต์ที่กำลังเดินทาง ไปยังจุดที่หมาย กล่าวคือความสิ้นทุกข์จะไม่ก้าวหน้ากับเขาด้วยเล่า. ภิกษุผู้มิได้มีหน้าที่ประจำถิ่น ย่อมจาริกไปในชนบท ที่ห่างไกลและปราศจากวัดวาอาราม. ทั้งนี้ เพื่อให้ชนเหล่านั้นได้มีโอกาส บำเพ็ญกุศล ได้รับการศึกษาการสั่งสอนอบรม และอื่น ๆ มิใช่เพื่อออก เบียดเบียนใครทั้งทางตรงและทางอ้อม. ชนเหล่านั้น ห่างไกลต่อความรู้ และความเจริญ น่าสงสาร ควรได้รับความช่วยเหลือ ผู้อื่นนอกจากภิกษุ นั้น มีภาระมากเกินไป และไม่มีน้ำใจอันเสียสละพอที่จะไปทนลำบาก เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของชนผู้อยู่ในชนบทปลายแดนเช่นนั้น. ภิกษุเท่า นั้น มีเวลาว่างพอ มีความเสียสละพอ มีกำลังใจพอ และมีสิ่งแวดล้อม อื่น ๆ เช่นการไม่ต้องทำไร่ทำนากินเป็นต้น เหมาะสมมากพอที่จะทำหน้าที่ อันนี้ คือหน้าที่แห่งการช่วยประคองสถานะทั้งทาง กายและทางวิญญาณ
น.28 ๒ ๒ ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ที่ยังต่ำต้อยอยู่ให้กระเตื้องขึ้น เพื่อเขาเหล่านั้น จะได้ขึ้นถึงระดับที่หมายของชาติประเทศหรือรัฐบาล และขึ้นถึงระดับแห่ง ภูมิธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์ ภิกษุแห่งสมัยโน้น ได้จาริกไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ มหาชน เคยสั่งสอนประโยชน์ทั้งทางฝ่ายโลกิยะและโลกุตตระตามภูมิตาม ชั้นแห่งสัตว์นั้น ๆ ผู้จะรับคำสั่งสอน. ฉะนั้นจึงปรากฏว่า การหัตถกรรม กสิกรรม ศิลปะ และวัฒนธรรม เหล่านี้ เป็นพื้นฐานทั่วไปที่ภิกษุชาว อินเดียได้จาริกไปสั่งสอนเผยแพร่ให้แก่มหาชนชาว ธิเบต พม่า จีน และ ญี่ปุ่น จนชาวอินเดียกล้ากล่าวได้ว่า ชนชาติเหล่านี้เป็นเมืองขึ้น (Colony) ของเขาในทางวัฒนธรรมอยู่ไม่น้อย. แม้กาลจะล่วงมานับด้วยพันปี กรุณา- คุณอันนั้นก็ยังสดและใหม่อยู่จนกระทั่งบัดนี้ และสดยิ่งขึ้นทุก ๆ คราว ที่การขุดค้นทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ได้ค้นพบหลักฐานแปลก ๆ ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเสมอ ๆ. ฉะนั้น ถ้าหากว่าการก้าวหน้าคือเกียรติแห่งความ เป็นมนุษย์แล้ว มนุษย์ในสมัยนี้ควรก้าวหน้าด้วยการทำอะไรให้แปลกและ ใหม่ เพิ่มขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย. ฝนของท่านแล้งหรือยัง ? การจาริกก้าวหน้ามีหรือยัง ? นี่คือปัญหาแห่งสมัยอันคาบเกี่ยวกับการออกพรรษา ของพวกทุกคน. พุทธทาส ภิกขุ ๑๐ ตุล. ๘๔
น.29 มาฆะ บูชา ๒๔๘๕ สิ่งควรคิดในคาบแห่งสมัยมาฆบูชานี้ คือบรรดา พระ อรหันต์ และ การประชุม ครั้งสำคัญของพุทธศาสนา ! เราจงมาถือเอาคติแห่ง สมัยมาฆบูชาให้ได้ตามที่ควร ! ผู้ที่แห้งสนิทจากฝนคือกิเลส เป็นอิสสระจากอารมณ์ที่กดทับดวง ใจทั้งปวงนั้น คือพระอรหันต์. โดยส่วนใหญ่ พอจะเปรียบได้กับผีเสื้อตัวสวยบินโบก ไปมาในอากาศโดยปราศจากความทุกข์ร้อนแต่อย่างใด. พวกที่ยังเปียกแฉะอยู่ด้วย ความหลงไม่รู้จริง จนมีความโลภโกรธหลงเป็นเจ้าเรือนนั้น คือบุถุชน. ซึ่งในบาง
น.30 ๒๔ แง่ พอจะเปรียบกันได้กับหนอนตัวแก้ว หรือตัวดักแด้ที่ยังอ่อนอยู่ ยังไม่สามารถ โบกบินไปในอากาศ. ถ้าบุถุชนเรา รู้จักพระอรหันต์ได้ถูกต้องจริง ๆ แล้ว ก็คงจัก ทะเยอทะยานเพื่อจะเป็นพระอรหันต์ เช่นเดียวกับที่ถ้าตัวหนอนผีเสื้อรู้จักผีเสื้อตัวที่ แก่ได้ดีแล้ว มันก็จะทะเยอทะยานเพื่อจะเป็นผีเสื้อตัวแก่นั้นเสียโดยเร็ว ฉันใดก็ ฉันนั้น. แต่จงพิจารณาดูตัวหนอนที่มัวแต่กัดกินยอดไม้ และตัวดักแด้ที่อยู่ในกะเปาะ แข็งของมันนั้นเถิด มันหลับหูหลับตาของมันอย่างไร และมันจะรู้จักตัวผีเสื้อที่บินโบก ไปมาอยู่เบื้องสูงนั้นอย่างไรได้ ว่านั่นคือบิดามารดาและญาติของมัน ที่เป็นอิสสระไป แล้ว. โดยทำนองเดียวกันนี้ หนอนดักแด้คือบุถุชน. ซึ่งทั้งที่ในวันอนาคตข้างหน้า ตนก็จะเป็นพระอรหันต์กะเขาคนหนึ่ง, แต่ในบัดนี้ ก็ยังกำลังไม่รู้จักตัวผีเสื้อกล่าวคือ พระอรหันต์อยู่นั่นเอง. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ไฉนจักหยั่งรู้เลยไปถึงรสแห่งสุคนธชาติ อันหอมหวาน ในใจกลางแห่งดอกไม้อันสวยงามนั้นได้เล่า. พระอรหันต์ ! พระอรหันต์ !! นี่คือคำที่ฟังยากอย่างที่สุด. เช่นเดียวกับคำว่า "น้ำหวานในดอกไม้” เป็นของฟังยากที่สุดสำหรับตัวหนอนและตัว ดักแด้นั้นเหมือนกัน. ถ้าเราท่านทั้งหลายจะฟังไม่ออกเอาเสียเลย การทำพิธีมาฆบูชา ของเราในคาบนี้ ก็จะไร้ความหมาย และกลายเป็นการเล่นสนุกอย่างของเด็ก ๆ หรือ อะไรอย่างหนึ่ง เท่านั้น. เพราะว่าวันนี้ เป็นวันประชุมใหญ่ของพระอรหันต์ ซึ่ง มีจำนวนถึง ๑,๐๐๐ เศษ และเป็นการประชุมครั้งสำคัญครั้งเดียว ซึ่งมีพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าเป็นประธานของที่ประชุม. พวกเราจึงพากันมาทำพิธีมาฆบูชา เพื่อเป็นที่ ระลึกแด่ท่าน. ถ้าเรารู้จักท่านจริง ๆ เหมือนตัวผีเสื้อรู้จักผีเสื้อด้วยกัน มิใช่ ตัวแก้วหรือตัวดักแด้รู้จักตัวผีเสื้อ แล้ว เสียงว่าพระอรหันต์ ก็จะดังก้องขึ้นเอง ในโสตประสาทของเราและเกิดมาจากภายในห้วงแห่งดวงใจอันลึกซึ้ง. และพร้อม กันนั้น "รสแห่งน้ำหวานในดอกไม้” ก็จะซึมซาบขึ้นมาเองที่ชิวหาประสาทแห่งดวงใจ
น.31 ๒๕ ของเราบ้าง ไม่มากก็น้อย อันเป็นรสชนิดเดียวกันกับที่ท่านเหล่านี้มีซึมซาบอยู่เอง เป็นธรรมดา. กายของเราก็ถูกอาบรดด้วยตัวธรรมแท้. แล้วเราก็จะเข้าใจความหมาย แห่งคำว่า "พระอรหันต์" เพิ่มมากขึ้นอีกครั้งหนึ่งในขณะนั้น. และเป็นอันว่าเรา ได้คติจากสมัยมาฆบูชาของเรา จากเสียงที่ว่า พระอรหันต์ ๆ อย่างไม่เสียหลาย. ทีนี้เรามาถึงคำที่ว่า การประชุมใหญ่. เราประชุมกันทำมาฆบูชา ในวันเพ็ญแห่งเดือนมาฆะคือเดือน สามทุกปี. ถ้าเราทุกคนที่มาประชุม รู้จักพระอรหันต์ได้ถูกต้องตามนัยที่กล่าวมา ก็จะ ได้ชื่อว่า มีการประชุมใหญ่ของ "ศิษย์พระอรหันต์ !" และยิ่งกว่านั้น ถ้าหากว่า ในขณะนั้น ดวงใจของเราทุก ๆ อาบรดอยู่ด้วย "รสหวานแห่งดอกไม้" ตามนัยที่ว่า มา ก็จะได้ชื่อว่า เราทุก ๆ คนต่างอัญเชิญองค์พระอรหันต์มาด้วยองค์หนึ่ง ๆ ทุก ๆ คน ! การประชุมใหญ่นี้ ก็มีทั้งพระอรหันต์ และศิษย์ของท่าน !! ครั้นกลับไปที่อาศัย ผู้ที่ไม่ประมาทย่อมยึดเอารสแห่งธรรมไว้ เป็นของประจำตัวได้ ไม่ตกร่วงเสียเมื่อออกจากที่ประชุม ซึ่งเป็นการฟักตัวให้หลุดจาก กะเปาะฟองได้โดยเร็ว. ครั้นได้ยินคำว่าพระอรหันต์เข้าในที่ใด หรือเมื่อใดอีก ความรู้สึกอันก่อน ย่อมมีประจำขึ้นมาเอง และเพิ่มมากขึ้นกว่าเก่า ในที่สุดก็เป็น ผีเสื้อที่กล้าแข็ง ไม่รู้จักทุกข์ร้อน และไม่รู้จักตายอีกต่อไป. กอไผ่กอใหญ่ ย่อมมีแขนงยึดกันซับซ้อนแน่นขนัดยัดเยียดอยู่ กะลำ อันเบียดชิดกันอยู่ของมันเอง แต่หน่อของมันก็สามารถโผล่ขึ้นกลางกอ และ เจริญงอกงามเป็นลำใหญ่สมบูรณ์ด้วยแขนงเช่นเดียวกัน โดยไม่ติดขัด. ทั้งนี้ เพราะ ว่าหน่อไผ่นั้น ส่งยอดอันเกลี้ยงของมันขึ้นไปได้อย่างน่าดู. เพราะฉะนั้น ในบาง คราว พระอรหันต์จึงถูกเปรียบด้วยหน่อไผ่ ซึ่งหมายความว่าหลีกออกมาจากรกชัฏอัน แน่นหนาของโลกได้ โดยง่ายดาย.
น.32 ๒๖ ในบางแห่ง พระอรหันต์ถูกเปรียบไว้ด้วยนอแรด คือเป็น ของเดียวโดดไม่มีอะไรเกี่ยวเกาะได้. เป็นผู้อิสสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้การจ้าง หรือสิน- น้ำใจของผู้ใด, ไม่อยู่ภายใต้อำนาจของใคร. ไม่ติดสถานที่ ไม่ติดบุคคล ไม่ติดรส อาหาร, และที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่ติดตัวเอง. ในการอาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีพเป็นอยู่นั้น พระอรหันต์ถูกเปรียบ ด้วยแมลงผึ้ง, ผึ้งเที่ยวหาน้ำหวานตามดอกไม้ โดยกลีบหรือส่วนใดของดอกไม้ และ สีหรือกลิ่นของดอกไม้ ไม่ยับเยินหรือเสียไป ทั้งยังคงติดลูกติดผลได้ด้วยการช่วย ผสมเกษรของตัวแมลงนั้นเสียอีก. พระอรหันต์เป็นมุนี เที่ยวแสวงบิณฑบาตแต่ เพียงเยียวยาอัตตภาพ โดยไม่ต้องมีใครได้รับความเดือดร้อนซ้ำยังอำนวยบุญอันเป็น ที่ตั้งแห่งประโยชน์สุข ให้สำเร็จแก่ทายกนั้น ๆ ตามสมควรแก่ความที่ท่านเป็นทักชิ- เณยยบุคคล. ออกจากเมืองนั้นสู่เมืองนี้ เมืองนี้ไปสู่เมืองโน้น เช่นเดียวกับผึ้งออกจาก ดอกไม้ดอกนี้ไปสู่ดอกโน้น โดยไม่หยุดหย่อน ก็ไม่เป็นอันตรายหรือเป็นที่รังเกียจ แก่สิ่งใดหรือผู้ใด. เมื่อเปรียบกับการเดินทางด้วยเรือในทะเล พระอรหันต์ถูก เปรียบด้วยเรือที่ไม่แล่นและไม่จอด. ไม่แล่น เพราะหมดวัฏฏสงสาร. ไม่จอด เพราะ หมดภพ ไม่ติดอยู่ในภพนั้นภพนี้ ซึ่งเป็นเสมือนการจอด. เพราะไม่แล่นและไม่ จอด จึงเป็นผู้ข้ามขึ้นฝั่งโลกุตตระไปแล้ว. คนแล่นก็ลอยเต็งไม่สิ้นสุด, คนจอดก็ติด อยู่ณะที่นั้นเอง เช่นเดียวกับคนจมเหมือนกัน. เมื่อเปรียบกับคนตกทะเล พระอรหันต์เป็นพวกที่ว่ายเข้าถึง ฝั่งขึ้นบกได้ด้วยความสวัสดี. พวกนอกนั้นกำลังจมน้ำตายบ้าง กำลังว่ายอยู่บ้าง เพิ่ง จะเข้าถึงฝั่งบ้าง. เมื่อจิตต์ใจของพวกอื่นมัวว่ายอยู่ในน้ำคือความโง่ของตัวเอง พระ- อรหันต์ท่านนั่งอยู่บนบก กล่าวคือความรู้ ความบริสุทธิ์ และความสุขสงบเย็นรวม กันเป็นองค์สาม.
น.33 ๒๗ เพียงเท่านี้ ก็เป็นตัวอย่างอันแสดงว่า พระอรหันต์เป็นผู้ที่ ประกอบคุณธรรม ประเภทที่เป็นความแห้งสนิทสักเพียงไร. ความยากจนเป็นเสมือน ความเปียก, คนจนจึงกระหยิ่มที่จะเป็นคนมั่งมี โดยคิดว่านั้นเป็นคนแห้ง. ครั้นรู้ รสอันแท้จริงของความมั่งมีแล้ว ก็รู้อีกว่าความมั่งมีนั้นก็เป็นความเปียกด้วยเหมือนกัน แต่เป็นน้ำอีกชนิดหนึ่ง. คนมั่งมีจึงกระหยิ่มที่จะเป็นคนมีอำนาจวาสนา เช่นเป็น ราชา หรือมหาราชา. ครั้นรู้รสแห่งความเป็นมหาราชาเข้า ก็พบว่านี่ก็เป็นความ เปียกอีกเหมือนกันนั่นแหละ และเป็นน้ำอีกชนิดหนึ่ง จึงกระหยิ่มต่อไปอีก เช่น กระหยิ่มเพื่อเป็นเทวดา. แต่จะเป็น อย่างไรก็ตาม ถ้ายังตกอยู่ภายใต้ความหลง ไม่ รู้จักสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงมันก็ไม่พ้นที่จะเป็นเพียงความเปียกชนิดหนึ่งเท่านั้น. เมื่อ ได้ท่องเที่ยว และได้ผ่านจนรู้รสมาแล้ว ก็อยากข้ามขึ้นพ้นสิ่งเหล่านั้น. หยังทราบ ได้โดยอนุมานแล้ว ก็กระหยิ่มใคร่เพื่อจะเป็นพระอรหันต์ อันเป็นความแห้งสนิท อย่างแท้จริง. ในวันเช่นวันนี้ ( เพ็ญเดือนสาม ), ท่านผู้แห้งสนิททั้งหลาย ได้ประชุมกัน. เรามาประชุมกันทำพิธีในวันนี้ ก็เพื่อเป็นที่ระลึกแต่ท่านเหล่านั้น เพราะฉะนั้น เราจึงต้องเป็นผู้แห้งสนิท, หรือเป็นฝักฝ่ายแห่งบุคคลผู้แห้งสนิทด้วย โดยไม่ลืมเสีย. พุทธทาส ภิกขุ ๑๘ ธันว. ๘๔ 1
น.34 วิสาขะ บู ชา ๒๔๘๕ สิ่งควรคิดในคาบสมัยแห่งการ ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระสังฆบิดร ก็คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ "คำสั่ง" ของพระองค์นั่นเอง ! เราจงมาถือเอาคติแห่งสมัยวิสาขบูชานี้ ให้ได้ตามที่ควร ! ถ้าพระพุทธองค์ไม่ได้ประสูติ ก็จะไม่มีบุคคลที่จะเป็นผู้ขุดค้น หาบ่อน้ำอมฤตของธรรมชาติให้แก่พวกเรา, บ่อน้ำนั้นก็จมดินไร้ค่าอยู่นั่นเอง, การ ประสูติของพระองค์จึงเป็นเสมือนหนึ่งรุ่งอรุณ อันเป็นนิมิตรของเวลากลางวันอัน แจ่มใส อันจะมาถึงในไม่ช้า, ถ้าพระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสรู้ ซึ่งเป็นเสมือนการขุดค้น
น.35 ๒๙ หาบ่อนั้นไม่ได้สำเร็จ, เราก็พลอยไม่รู้จักบ่อนั้นไปด้วย และถ้าพระองค์ไม่ได้ลุถึง นิพพาน ซึ่งเป็นเสมือนผลแห่งการบริโภคน้ำอมฤตนั้นแล้ว พระองค์ก็จะยังคงต้องทรง เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ ดังเช่นเราท่านทั้งหลาย, แต่โชคดีของมนุษยชาติ ได้เต็ม เปี่ยมแล้วอย่างสมบูรณ์ คือพระองค์ได้ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ทั้งเพื่อ ประโยชน์ส่วนพระองค์เอง และแก่พวกเราทั้งหลาย, แต่ว่าโชคอันแท้จริงของพวกเราทั้งหลายนั้น จะสำเร็จเป็นโชค ขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อเรามาระลึกถึง และปฏิบัติตาม " คำสั่ง" ของพระองค์อย่างเคร่ง ครัด, พระองค์ผู้เป็นดวงประทีปอันโชติช่วงอยู่ในอาเซีย เพื่อส่องโลกทั้งสิ้นให้สว่าง -โชติช่วงขึ้นในโลกนี้ เพื่อส่องโลกอื่นทั้งหลายทั้งสิ้นให้สว่าง, นั้น. ได้ทรง "สั่ง" ไว้อย่างไรเล่า ? สำหรับเพื่อตัวเราเอง นั้น พระองค์ได้ทรง "สั่ง" ไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย กิจใดที่ศาสดาผู้เอ็นดู ผู้หวังประโยชน์เกื้อกูล อาศัย ความเอ็นดูนั้นแล้วจะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวก เธอทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลาย. นั่นโคนไม้ นั่นที่สงัด, เธอทั้งหลายจง บำเพ็ญ เธอทั้งหลายจงอย่าเป็นผู้ประมาท. เธอทั้งหลายอย่าเป็นผู้ที่ต้อง ร้อนใจในภายหลัง. นี่แหละคือวาจาเครื่องพร่ำสอนเธอทั้งหลาย ของเรา" ๑ สำหรับเพื่อผู้อื่น นั้น พระองค์ได้ทรง "สั่ง" ไว้ว่า "ภิกษุ ทั้งหลายเราได้พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง คือทั้งบ่วงที่เป็นของทิพย์ของสวรรค์ และบ่วงของมนุษย์. แม้พวกเธอทั้งหลายก็ได้พ้นแล้วอย่างเดียวกัน. เธอ ทั้งหลายจงเที่ยวไปตามชนบท เพื่อประโยชน์และความสุขแก่มหาชน. จงป่าวประกาศธรรมอันงดงามทั้งในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงาม ในที่สุด พร้อมทั้งใจความและตัวบท. จงประกาศแบบแห่งการครองชีวิต ๑. มู. ม.
น.36 ๓๐ อันประเสริฐ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิงเถิด. สัตว์ที่มีธุลีในดวงตาแต่ เพียงเล็กน้อยก็มีอยู่ ถ้าไม่ได้ฟังธรรม ย่อมจะเสื่อมจากคุณอันเขาจะพึง ได้พึงถึง, เธอทั้งหลายจงประกาศธรรมเถิด ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมีเป็นแน่ แท้." ๑ สำหรับทั้งเพื่อตน และเพื่อผู้อื่น นั้น พระองค์ได้ทรง "สั่ง" ไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย. ดังเราจะเตือนเธอทั้งหลายให้รำลึก สรรพ สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายแปรปรวนเป็นลักษณะประจำตัวของมัน เธอทั้งหลายเร่งยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้เต็มพร้อม ด้วยความ ไม่ประมาทเถิด" ๒ และนี่เป็นคำสั่งอันสุดท้ายของพระองค์ คือทรงสั่งไว้ในขณะ แห่งการปรินิพพาน. "คำสั่ง" ทั้งหมดนี้ คือมรดกที่ตกทอดมายังเราทั้งหลาย ผู้เป็นพุทธบริษัท. เป็นมรดกที่จะนำเราและเพื่อนสัตว์โลกทั้งมวล ไปยังบ่อแห่งน้ำ อมฤต ครั้นอาบกินแล้ว จะเข้าถึงความเป็นผู้อยู่เหนือการเกิดแก่เจ็บตาย. - อยู่ นอกวงของการต้องวิ่งไปวิ่งมา, - อยู่นอกเหนือความพัวพันของปัญหาแห่งชีวิตอัน ยุ่งเหยิง. แล้วกายและใจของเราก็จะสุขเย็นบริสุทธิ์และสว่าง. คำสั่งเพื่อตัวเราเอง ที่ว่า นั้นโคนไม้ นั่นที่สงัด จงบำเพ็ญ เพื่อไม่ต้องเป็นคนเสียใจในภายหลังนั้น ย่อมหมายถึงว่าในเบื้องต้นจงมองดูในภาย ในของตนเองอย่างเดียวก็พอแล้ว. ครั้นเข้าใจตัวเอง รู้จักตัวเอง ก็พ้นจากการติด ตัวเอง, แล้วก็หมดปัญหายุ่งยาก อันเกี่ยวกับตัวเอง. พร้อมกันนั้นก็เข้าใจผู้อื่นสิ่ง อื่น รู้จักผู้อื่นสิ่งอื่น พ้นจากการติดผู้อื่นและสิ่งอื่น. ครั้นพ้นแล้ว ก็หมดตัวผู้อยาก เพราะไม่มีความอยากในสิ่งใด ๆ. สิ่งอันเคยเป็นที่ตั้งของความอยากความกระหาย ก็ กลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย. โลกนี้ทั้งสิ้นจึงยังเหลือเพียงนิดเดียว ซึ่งเล็กยิ่งกว่าเม็ด ๑. มห. วิ. ๒. มหา. พี.
น.37 ๓ ๑ ทรายผู้นั้นก็ไม่สามารถท่องเที่ยวไปในโลกอีกต่อไป. โลกเป็นของใหญ่กว้างไม่มีที่สิ้นสุด ก็เฉพาะแก่ผู้ที่ยังมีความอยากอันไม่รู้สิ้นสุด เพราะโทษที่ตนไม่รู้จักตนเองตามที่เป็น จริงอย่างไร. ครั้นรู้จักตนแล้ว ความอยากอันเกิดมาจากความเขลา ก็จะดับลงพร้อม กับการดับของความเขลา ครั้นความอยากของผู้นั้นดับเสียแล้ว ดอกไม้แห่งมาร หรือ เหยื่อโลก ก็จะเป็นเสมือนฝ่ามือข้างเดียว ที่ตบไม่ดัง, และยิ่งกว่านั้น ก็คือ ไร้ ความหมาย. ผู้หญิงไร้ความหมายแห่งคำว่าหญิง, ผู้ชาย ไร้ความหมายแห่งคำว่า ชาย, ฯลฯ หอม ไร้ความหมายของคำว่าหอม, เหม็น ไม่มีความหมายแห่งคำว่าเหม็น เป็นต้น, ภาพเขียน ภาพถ่าย ที่มีความหมายถึงบุคคลที่ตนรัก หรือผูกพันอย่างอื่นๆ มากลายเป็นเพียงแผ่นกระดาษ กับผงถ่าน หรือน้ำยาที่ป้ายเข้าไว้ด้วยกันเท่านั้น. ความตายไร้ความหมายของความตาย, เป็นของน่าดูเล่น มากกว่าที่จะเป็นของน่า หวาดเสียว. ความหมุนเวียนในโลกทุกอย่าง มากลายเป็นการแสดงละคร ดังที่เขา จัดกันขึ้นในโรงถ่ายภาพยนตร์ อันจะทำให้ดูน่าหวาดเสียวได้ ก็เฉพาะแต่ผู้ที่ยังเป็น "คนไข้ของอวิชชา" อยู่เท่านั้น. ฉะนั้น ในคาบสมัยแห่งวิสาขบูชานี้. เพื่อตัว เราเอง, เราต้องนึกถึง "คำสั่ง" ส่วนที่จะช่วยให้เรามองเห็นโลกอันใหญ่กว้างมหึมานี้ เป็นโลกที่เล็กยิ่งเสียกว่าเม็ดทรายเม็ดหนึ่งเสียอีก ทั้งที่ในโลกนั้น มีเกียรติ มียศ มี อำนาจ และอะไรอื่นอีกมากหลาย รวมอยู่ด้วยเหลือที่จะคณนา. คำสั่งเพื่อผู้อื่น ที่ว่า เธอจงไป เธอจงประกาศ เธอจงประกาศ นั้น ย่อมหมายถึงว่า ผู้ที่เสร็จเรื่องของตัวเองแล้ว ยังไม่ชื่อว่าหมดหน้าที่โดยเด็ดขาด. เขายังถูกผูกพันอยู่ด้วยหน้าที่แห่งการฉุดดึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ที่ยังตกหล่มอยู่ ขึ้น มาเสียจากหล่ม, ข้อผูกพันอันนี้เป็นข้อผูกพันของธรรมชาติ โดยความจริงที่ว่า ความ รักหรือเมตตาอันแรงกล้านั้นคือกำลังงานอันสำคัญอันหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดกำลังใจชนิดที่ จะแทงตลอดสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง. ฉะนั้นทั้งที่ผู้นั้นพ้นแล้วจากช่วงที่เป็นของมนุษย์
น.38 ๓๒ และสวรรค์ ก็ยังอยู่ภายใต้ข้อผูกพันที่ว่า ตนควรจะช่วยตัดบ่วงให้แก่เพื่อนที่ยังกำลัง ถูกบ่วงนั้น ๆ รึงรัดอยู่ ตามความสามารถของตนเพียงใด. การกระทำในชั้นนี้ มิใช่ เป็นการวิ่งไปวิ่งมาด้วยอำนาจตัณหา มิใช่กระทำเพื่อยึดถือในความหมาย มิใช่เป็น ไปโดยถูกบังคับ และมิใช่เพราะถูกสิ่งใดยั่วยวนเชื้อเชิญ. หากแต่เป็นไปเองด้วย กำลังงานเล็กน้อยที่เหลืออยู่ คือกำลังงานแห่งเมตตากรุณา ที่เคยอบรมบ่มนิสัยมา เป็นอเนกชาติ. ฉะนั้น ในคาบสมัยแห่งวิสาขบูชานี้ นอกจากจะนึกถึงตัวเองแล้ว ยังจะต้องนึกถึงผู้อื่น ตาม "คำสั่ง" ที่ทรงสั่งไว้เพื่อเห็นแก่ผู้อื่นนั้นด้วย เพื่อว่าเราจะ ได้หิ้วเอาโลกเล็ก ๆ นี้ ไปเสียจากหล่มอันน่าเบื่อ อีกส่วนหนึ่ง. ส่วนคำสั่งเพื่อทั้งสองฝ่าย คือทั้งตนเองและผู้อื่นนั้น เราจะ เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า เป็นคำสั่งที่สั่งแก่ผู้ที่ยังไม่ลุถึงที่สุดแห่งการบำเพ็ญประโยชน์ตน ให้รีบขวนขวายเพื่อประโยชน์ตน. และแก่ผู้ที่เสร็จประโยชน์ตนแล้ว ยังไม่ใด บำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น จะได้ขวนขวายเฉพาะเพื่อประโยชน์ผู้อื่น สืบไป. คำว่า สังขารทั้งหลาย หมายถึงทุกสิ่งที่ยังตกอยู่ภายใต้กฎแห่งการหมุนเวียนไม่ว่าจะเป็นสิ่ง ใหญ่หรือสิ่งเล็ก ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต, ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายวัตถุหรือฝ่ายจิตต์ใจ. โดยเฉพาะในที่นี้ อาจกล่าวได้ตรง ๆ ว่า ตัวเราก็ดี ความรู้ของเราก็ดี ความจำ ของเราก็ดี ความสามารถของเราก็ดี ของเพื่อนของเราก็ดี ล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้ ความเปลี่ยนแปลง. ถ้าวันนี้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ วันหน้าอาจเปลี่ยนไปอยู่ใน สภาพที่ใช้การอะไรไม่ได้. เพราะฉะนั้น เราต้องไม่ประมาท ในการที่จะใช้มัน เสีย, ไม่เพื่อประโยชน์ตนก็เพื่อประโยชน์ท่าน หรือทั้งสองอย่าง. ความไม่ประมาท หมายถึงความไม่เมา, เมาในอารมณ์ เมาในชีวิต เมาในความโง่ของตัวเอง' หรือ อะไรทำนองนี้ทั้งสิ้น เรียกว่าความประมาท. ต่อตรงกันข้าม จึงจะเรียกว่าความไม่ ประมาท. คนเราอาจพอใจ หรือแจ่มใสอยู่ด้วยความโง่ของตนเองก็ได้ ถ้าหากว่า
น.39 ๓๓ ความโง่นั้น มันได้ก่อให้เกิดอารมณ์ที่เราถือว่าเป็นเหมาะสมแก่เรา หรือโดยความ จริงก็คือ เหมาะกับกิเลสของเรา. บางคนอาจไม่เชื่อว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องปรับปรุง หรือชีวิตเป็นสิ่งที่จะต้องดำเนินไป จนกว่าจะลุถึงที่หมายปลายทาง. คนพวกนี้เห็น โลกกว้างพอที่จะบรรจุสิ่งที่ตนพอใจไว้ให้อย่างไม่มีสิ้นสุด จึงพอใจที่จะตายแล้วตายอีก ล้ม ๆ ลุก ๆ อยู่ตรงนี้เอง. แต่ทั้งที่ไม่รู้ตัว ก็จัดว่าเป็นความประมาทอย่างหนึ่งด้วย เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ความไม่ประมาท โดยเจาะจง จึงมีความหมายสั้น ๆ ว่า ความไม่เมา. ความเมาคือความมืดในท่ามกลางแสงอาทิตย์. ความไม่เมา คือความ สว่างในท่ามกลางราตรีอันเงียบสนิท. ฉะนั้น ในคาบสมัยแห่งวิสาขบูชา อันเป็น วันแห่งความสว่างนี้ เราจะไม่เมา. คนที่เมาอยู่แล้ว ควรจะสร่างเมา. แล้วคน ทั้งสอง จงมาบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วย "ความไม่ เมา" นั้นเถิด. ในยามใกล้รุ่งของวัน ซึ่งคล้ายกับวันนี้ (เพ็ญวิสาขะ) พระ- พุทธองค์ได้ทรงลุถึงยอดสุดของความไม่เมา ทรงเห็นแจ้งและเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามที่ เป็นจริง ในประเด็นที่ว่า เราควรประพฤติต่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น ทั้งที่เป็น ภายนอกและภายในอย่างไร อาการที่เป็นความทุกข์หรือก้อนหิน หนักของชีวิต จึงจะ หลุดลงจากเราได้. พระองค์ได้ทรงเห็นแจ้งชัดทั้งในส่วนหลักความจริงของสิ่งเหล่านั้น ทั้งในส่วนการกระทำหรือการปฏิบัติที่พระองค์จะต้องปฏิบัติต่อมัน และทั้งในส่วนผล ที่เป็นความสำเร็จในการปฏิบัติของพระองค์เอง จนเป็นที่พอใจอย่างยิ่ง. จนโลก ทั้งสิ้นเป็นเหมือนเม็ดทรายเม็ดเดียวก็ไม่ปาน แก่พระองค์แล้ว พระองค์จึงทรงกล้า ประกาศพระองค์เอง ว่าเป็นผู้หลุดพ้นจากบ่วงทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์. และ สาวกผู้ที่ปฏิบัติตามรอยพระองค์ได้ ก็เป็นผู้หลุดอย่างเดียวกัน.
น.40 ๓๔ ฉะนั้น วันวิสาขบูชา จึงเป็นวันแห่งความบริสุทธิ์ วัน แห่งความสว่างแจ่มจ้า และวันแห่งความสงบเย็น ซึ่งพวกเราจะต้องคำนึง เป็นอนุสรณ์ ให้เข้าถึงความจริงอันใกล้ชิด จนสุดความสามารถที่เราจะ ทำได้ เพื่อเราจะได้มีโลกทั้งสิ้น มากลิ้งดูเล่นเป็นโลกนิด ๆ ในฝ่ามือ. พุทธทาส ภิกขุ วิสาขบูชา ๒๔๘๕
น.41 ขิตกาลพจน์ เข้าพรรษา ออกพรรษา ๒๔๘๕ สิ่งควรคิดในคาบสมัยแห่งการเข้าพรรษา และการออก พรรษานี้ คือฝนตกหนัก ซึ่งทำให้ทั้งคนและสัตว์เสมือนหนึ่งถูกจับยึดกัก ไว้ และฝนแล้ง ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งการปล่อยให้เป็นอิสระออกไป. เรา มาถือเอาคติแต่งการเข้าและออกพรรษาให้ได้ตามที่ควร เมื่อมนุษย์ เราถูกความ เจ็บไข้ จับตัว กัก ไว้ บน เตียงที่ นอนป่วย ไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบในบางคราวนั้น ดูเหมือนว่าส่วน มากเห็นกันว่าเป็นความทุกข์น่ารำคาญเป็นอย่างยิ่ง. แต่ที่แท้จริงแล้ว ถ้า
น.42 ๓๖ หากว่าการจับยึดไม่มี การถูกปล่อยเป็นอิสระก็ไม่อาจมีได้เลย และทั้ง มนุษย์เราก็จักไม่ปรารถนาความอิสระอันไร้ค่า ไร้ความหมายนั้นด้วย. ถ้า ไม่มีความหิวระหาย, การบริโภคและความรู้สึกอร่อยก็จักมีขึ้นไม่ได้ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว การที่จะเลือกเอาแต่ฝ่ายเดียวข้างเดียว ย่อมเป็นความ คิดที่ใคร ๆ ไม่อาจช่วยเหลือได้เลย, มีอยู่ทางเดียวก็แต่จงออกไปให้พ้น เสียทั้งจากการถูกกัก และการถูกปล่อยเท่านั้น จึงจะได้รับความพอใจอัน แท้จริง. โดยนัยนี้ ความหมายแห่งคำว่าอิสระของนิพพาน และคำว่า อิสระของเราท่านตามธรรมดานั้น จะต้องแตกต่างกันโดยไม่อาจนำมา เปรียบเทียบกันได้แต่อย่างใด. ความเป็นอิสระ หรือการถูกกักกันที่โลกอำนวยให้นั้น ทั้งสองอย่างนี้ยังไม่แตกต่างกันนัก เพราะการปล่อยออกไปนั้น ยังอยู่ภาย ในขอบขีดของอำนาจ ซึ่งเป็นใหญ่ในโลก เช่นเดียวกับการปล่อยวัวควาย ออกในตอนเช้า และจะถูกต้อนกลับ หรือสมัครกลับมาเองในตอนเย็น ซึ่งทั้งนี้เพราะว่า ความเหล่านั้นหาได้รู้จักตัวอิสระภาพอันแท้จริงไม่. ตลอด เวลาที่ยังไม่รู้จักอิสระภาพอันแท้จริงก็ยังจะต้องหลงในอิสระภาพอันโยก โคลงอยู่นั่นเอง คืออิสระภาพที่ต้องมีผู้ปล่อย. ครั้นถึงกำหนดแล้วก็จัก กลับยื่นมือเข้ามาในห่วงใหม่ ถ้าไม่เพราะจำใจ ก็เพราะสมัครใจ เช่น เดียวกับฤดูกาล ของดินฟ้าอากาศ ที่หมุนเวียนไปในรอบปีหนึ่ง. ถ้าการ หายใจเข้ากับการหายใจออก เป็นของธรรมดาเท่ากันแล้ว ไฉนเราจักเรียก ร้องร่ำหาอิสระภาพชนิดที่ยังเหมือนกับการถูกกักกันนั้นด้วยเล่า. เมื่อเรา นอนบนเตียงเจ็บไข้ เราก็ควรจะทำอะไรได้เท่ากับเมื่อวิ่งเล่นอยู่ในสนาม กีฬา. ฝนจะตกหรือไม่ตกก็ตามเราจักต้องไม่เสียอะไรไปเพราะเหตุนั้น
น.43 ๓๗ เพราะฉะนั้น ในบัดนี้ไม่ว่าเรากำลังเป็นสุขอยู่หรือกำลังทุกข์อยู่ สิ่งที่เรา จะต้องทำก็คือว่า เราจักก้าวข้ามให้พ้นไปเสียทั้งความสุขและความทุกข์. ยามเข้าพรรษาฝนตก ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตต้องทำ งานในร่ม. ออกพรรษาแล้วทำงานกลางแจ้งและมีรัศมีการทำงานไกล. แต่ ถึงกระนั้นก็ยังชื่อว่าต้องทำงานอยู่นั่นเอง. ใครมีหน้าที่อย่างไรก็ต้องทำอย่าง นั้นตามหน้าที่. เมื่อเป็นดังนั้น การเข้าพรรษาหรือออกพรรษาจึงไม่แตกต่าง กันโดยนัยนี้. ต่อเมื่อใดได้เข้าถึงขีดที่จะไม่ต้องเข้าพรรษา หรือออก พรรษา ไม่มีข้อถูกผูกมัด หรือถูกปล่อยโดยประการทั้งปวงแล้ว นั้น จึง จะมีสิ่งที่พอจะเรียกว่า "อิสระภาพ" ได้. อิสระภาพที่โลกมีให้นั้น เป็น เพียงตอนหนึ่งแห่งวงกลมของการไหลเวียนไปภายใต้อำนาจ ของสิ่งที่ "บังคับ" ให้โลกนี้หมุนไป แม้ว่าส่วนนี้จะผิดตรงกันข้ามกับอีกส่วนหนึ่ง ในปริยายหนึ่ง แต่มันก็ตกเป็นทาสของตัณหา และอวิชชาเหมือนกันอยู่ อีกปริยายหนึ่ง. ฉะนั้นเมื่อเรากำลังได้ หรือกำลังเสียอิสระภาพก็ตาม ใน โลกนี้เราไม่ควรจะมีความรู้สึกที่ฟูขึ้นหรือเหี่ยวลงแต่อย่างใด. หน้าที่ของ เรายังคงมีอยู่อย่างเดียวกัน คือหน้าที่แห่งการ "ข้าม" ออกไปเสียให้พ้น จากวงเวียนแห่งการได้ ๆ เสีย ๆ ซึ่งอิสระภาพ. เราจะกำลังเข้าพรรษา หรือออกพรรษา เราจะต้องทำกิจของเราทั้งนั้น กิจที่จะทำให้เรา "ข้าม" ออกไปพ้นจากการที่จะต้องมัวเข้า ๆ ออก ๆ พรรษา กันอยู่ร่ำไป เพราะ ว่าที่นี่ไม่มีอิสระภาพอันแท้จริง. อิสระภาพอันแท้จริง กับคำว่า "นิพพาน" นั้น เป็น คำ ๆ เดียวกัน. อิสระภาพของนิพพาน ไม่อยู่ในวงอำนาจของผู้กักหรือ ผู้ปล่อย, ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นเอกชน สังคม หรือ ประชาคมก็ตาม. อิสระ-
น.44 ๓๘ ภาพของนิพพาน ไม่ใช่เป็นเพียง "อิสระภาพบทเรียน" หรืออิสระภาพ อันอยู่ในวงจำกัด. ปลาที่เขาปล่อยจากขวดหรือไห ลงในบ่อกว้าง ย่อม จะนึกว่าได้อิสระภาพ, แต่ว่าบ่อนั้นมันเป็นบ่อที่อยู่ในวงอำนาจของเจ้าของ ที่เขาจะจับมาขายหรือฆ่าแกงเมื่อไรก็ได้ เพราะฉะนั้น เราไม่เรียกว่าปลา นั้นได้รับอิสระภาพ แม้ชนิดที่เป็นโลก ๆ. แม้ปลานั้นจะ ถูกปล่อยลง แม่น้ำลำคลอง หรือลงทะเลไป มันก็ยังไม่เป็นอิสระไปจากการที่จะถูกจับ ขึ้นมาใหม่ด้วยความพยายามของคนพวกอื่น. เราก็ไม่เรียกอีกว่ามันได้ อิสระไปจากอำนาจของมนุษย์. แต่ว่าการที่ปลาตัวนั้นเห็นแก่เหยื่อ หรือ หลงในความยั่วยวนอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วยื่นคอเข้าบ่วงนั้นแล้ว ใครเป็น ผู้ทำให้มันเสียอิสระภาพ นอกจากตัวมันเอง. ถ้ามันต้องการอิสระภาพอัน แท้จริง มันจะต้องหาจากตัวมันเอง หาใช่หาจากคน จากคลอง จากทะเล ไม่. ถ้าปลามนุษย์นี้เล่า เมื่อต้องการอิสระภาพ เมื่อไม่หาจากตัวเอง มัว จะไปหาจากอุตุนิยม เช่นเข้าฝนออกฝน, นอนเจ็บ ลุกจากเตียง, ให้เขา กัก แล้วให้เขาปล่อยอยู่แล้ว ก็จะต้องเข้า ๆ ออก ๆ อยู่ร่ำไป ไม่ออก จากการเข้าการออกไปได้เลย. การออกไปหาพระนิพพาน จึงไม่ใช่การ ออกตามความหมายธรรมดา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งก็ไม่ใช่การออก, การ ไปนิพพานก็ไม่ใช่การไปตามธรรมดา หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็ไม่ใช่การ ไป, อิสระภาพที่แท้จริง เช่นอิสระภาพแห่งนิพพาน จึงไม่อยู่ในวิสัยที่ ใครจะให้กันได้ หรือริบไปจากกันได้ มันจึงเป็นอิสระภาพที่แท้จริง ซึ่ง เมื่อได้มาแล้ว ไม่มีวันได้หรือเสียอิสระภาพ อย่างหนึ่งอย่างใจต่อไปอีก เลย. นั่นคือ อิสระภาพที่ไม่ต้องมีผู้ให้ ผู้ปล่อย.
น.45 ๓๕ เข้าพรรษาถูกกักตัว ออกพรรษาถูกปล่อยตัว จนกว่า จะถึงเวลาถูกกักใหม่ นี้คือความรู้สึกของคนทั่วไป ทั้งนี้เป็นเพราะอุตุ- นิยมและวินัยนิยม. แต่ท่านผู้หลุดพ้นแล้วจากสิ่งสมมติอันโยกโคลงหามี ความรู้สึกดังว่ามานั้นไม่. ท่านไม่มีการเสียอิสระภาพ เพราะท่านอยู่เหนือ ความต้องการอิสระภาพ. นั่นแหละคืออิสระภาพเหนืออิสระภาพ! อิสระ- ภาพที่มีพระพุทธธรรมเป็นเครื่องปล่อย. พุทธทาส ภิกขุ ๒๘ ก.ย. ๘๕
น.46 มาฆะ ๒ ๔๘๖ ในคาบสมัยมาฆบูชา เราไม่เคยลืมนึงถึงการที่ท่านผู้หมดจด จากเพลิงกิเลส และเพลิงทุกข์ กล่าวคือพระอรหันต์ทั้งหลาย ได้ประชุมกันครั้งหนึ่ง ในวันเพ็ญแห่งเดือนนั้น. ข้อนี้ ยังคงเป็นเหมือนเครื่องย้ำอยู่ในใจ ถึงความเชื่อ ในข้อที่ว่า มนุษย์เรานี้สามารถเอาชนะความทุกข์โดยเด็ดขาดได้ มิให้จางเลือนไป จากความรู้สึกของเรา. ถ้ามนุษย์ไม่สามารถเอาชนะความทุกข์ได้จริง พระอรหันต์ ก็มีขึ้นในโลกนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้ามีการระทมทุกข์อยู่ในที่ใด ก็เป็นอันเชื่อ ได้ว่า การประพฤติตามร่องรอยของพระอรหันต์ไม่มีในที่นั้น และข้อนั้นต้องเป็น
น.47 ๔๑ เพราะไม่มีความเชื่อว่า คนเราอาจครอบงำทำลายความกำหนัด ความโกรธ และ ความหลง ของตนได้. หรือที่ยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็คือไม่รู้จักว่า ความรัก ความโกรธ ความหลงนี้ เป็นไฟเผาผลาญให้เดือดร้อน ไม่ยอมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ควรทำลายเสีย โดยเด็ดขาด. เห็นรสของกิเลสทั้งสามประการนี้ เป็นรสอร่อย เช่นกับคนบางคนที่ "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว." ในรอบปีหนึ่ง มีวันมาฆะอันเป็นอนุสรณ์ศักดิ์สิทธิ์ถึงพระอรหันต์ ทั้งหลายเพียงวันเดียวก็จริง แต่ก็พอแล้วสำหรับผู้ที่รู้จักรักตัวสงวนตัว ในอันที่จะไม่ ลืมไปว่า เรานี้เกิดมาเพื่อศึกษาสำหรับเอาชนะความทุกข์. วันมาฆะเวียนมาปีละครั้ง ก็จริง แต่พระอรหันต์ทั้งหลายท่านไม่ตาม อยู่ตลอดอนันตกาล. ดอกไม้ที่ไม่รู้จัก โรยเหล่านี้ จะยิ่งสดชื่นแจ่มใสยิ่งขึ้นอีก เท่ากับที่สัตว์โลกในสมัยนี้ยิ่งขุ่นมัวเศร้า หมองลง เพราะอำนาจแห่งการเหินห่างไปจากคลองธรรม. ในสมัยที่โลกไม่สู้ระงม ไปด้วยเพลิงแห่งความยุ่งยาก พระอรหันต์ทั้งหลายไม่เด่นจ้าแก่สายตา, แต่ในสมัย ที่โลกมืดคลุ้มไปด้วยควันแห่งการเจ็บปวดเพราะประหัตประหารกัน พระอรหันต์ก็เด่น ดังดวงจันทร์ที่พันหมอก ปรากฏแก่สายตาของ "ผู้มีตา" ยิ่งนัก แต่ก็ยังคงไม่ปรากฏ แก่สายตาของผู้ที่มัวสาละวนก้มหน้าประหัตประหารกันอยู่นั้นเอง. โลกกำลังเดินผิด แนวที่พระอรหันต์ท่านเดิน : โลกแก้ความยุ่งยาก ด้วยการสร้างอะไรอย่างหนึ่งขึ้น กลบไว้ ซึ่งการสร้างอันนั้น เป็นเหตุให้เกิดความยุ่งยากอันใหม่ ซึ่งยุ่งยากยิ่งไปกว่า เก่า. แต่พระอรหันต์ ท่านแก้ด้วยการตัดต้นเหตุแห่งความยุ่งยากนั้น ๆ เสีย. เมื่อ พระอรหันต์จบกิจ หมดงานที่จะต้องทำ โลกยิ่งมีงานทับถมทวีขึ้น โดยไม่มีทางจะ มองเห็นที่สิ้นสุด. เมื่อไร โลกจะเอาใจใส่กับวันมาฆบูชา ให้ลึกซึ้งถึงความหมาย อันแท้จริงของวันนั้น กล่าวคือเอาใจใส่กับเรื่องพระอรหันต์อันเป็นเรื่อง ๆ เดียวเท่า นั้น ที่จะดับทุกข์ของมนุษย์ได้ คือดับทุกข์ของโลกทั้งหมดได้ นั่นเอง.
น.48 บูชา ๒ ๔๘๖ ในคาบสมัยแห่งวิสาขบูชา เราพากันระลึกถึงท่านผู้หนึ่ง ซึ่ง เป็นผู้จุดประทีปส่องโลกวิญญาณของหมู่สัตว์. พระหัตถ์ของท่านกวักเรียกว่า ท่านจง มาทางนี้ มาเสียจากการหลงอยู่ในความเป็นทาสของตัณหาอันเร่าร้อน. วิญญาณ ดวงใด เหลียวดูตนเองแล้วสำนึกได้ถึงการที่ตนถูกแผดเผาอยู่จริง ก็ออกวิ่งตามพระ- องค์ไป. โดยทำนองนี้ไม่นานนัก บุคคลที่โลกเรียกกันว่าเป็นพระอรหันต์ ก็มีพอ ที่จะจับกลุ่มกันเป็นกลุ่มใหญ่ในโลก เพื่อรับช่วงการส่องประทีปให้แก่สัตว์โลก แทน พระองค์สืบไปโดยแพร่หลาย. แต่แสงสว่างอันนั้น ไม่มีประโยชน์อะไร แก่กิ้งกือ
น.49 ๔๗ และไส้เดือน. ไส้เดือนยังคงเป็นไส้เดือน ถึงถือยังคงเป็นกิ้งกือ, แต่สัตว์อาชาไนย เหล่าอื่น ได้รับประโยชน์จากแสงสว่างอันนั้นยิ่งนัก. สัตว์ที่รองลงมา ก็ยังได้รับ ประโยชน์ตามควร. แสงสว่างของพระองค์ไม่เป็นหมัน, และสัตว์ผู้มีผ่าที่นัยน์ตาแต่ เพียงบาง ๆ ก็ยังมีอยู่ในโลกสืบมาจนกระทั่งบัดนี้. เราต้อนรับวันเพ็ญวิสาขะนี้ โดย ฐานะเป็นวันแห่งแสงสว่าง. ดอกบัวดอกหนึ่ง ผลิขึ้นเมื่อ ๘๐ ปีก่อนพุทธกาล. บานเมื่อ ๔๕ ปีก่อนพุทธกาล. โรยร่วงหมดไปเมื่อ ๑ ปีก่อนพุทธกาล แต่กลิ่นอันฟุ้งขจรนั้น ยังคงอยู่จนกระทั่งบัดนี้. ตัวตะเกียงแตกเสียแล้ว แต่แสงสว่างยังคงอยู่เป็นอนันต์- ชัชวาล. ผู้ชี้ทางสิ้นชีพไปแล้ว แต่แผนที่ยังคงอยู่อย่างถูกต้อง. การเปิดเผยนั้นทำ แล้ว ผู้เปิดก็ล่วงลับไปแล้ว แต่การเปิดนั้นยังคงแสดงอยู่. ผู้ใดมีตา และรู้จักใช้ตา ของตน ย่อมได้รับประโยชน์จากการเปิดเผยนั้น. ของที่คว่ำอยู่ ถูกหงายขึ้นแล้ว. ของที่มีสิ่งอื่นขีดอยู่ ถูกเลิกขึ้นแล้ว. ยังเหลืออยู่ก็แต่ว่าผู้ใดจะเป็นคนมีโชค มองเห็น ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เปิดขึ้นแล้วหงายขึ้นแล้วจริง และถือโอกาสรีบศึกษาเอา เท่านั้น. เรา จะต้อนรับวันวิสาขบูชา ในฐานะเป็นวันเบิกบาน วันเปิดเผย วันหงายของคว่ำ วันเลิกของที่ปกปิด. สัตว์โลกเบียดเบียนกันอยู่ภายใต้กะลาครอบ. ภายใต้กะลา ครอบนั้นความต้องการมีมาก และไม่มีที่สิ้นสุด. ส่วนสิ่งที่จะสนองความต้องการนั้น มีน้อย และแสดงให้เห็นว่าจะสิ้นสุด จึงอันนี้เองเป็นมูลเหตุที่ทำให้สัตว์ยกพวกเข้า ประหารกันอยู่ภายใต้กะลา. สัตว์ตัวใดหลุดออกมาได้ สู่โลกอีกโลกหนึ่งซึ่งไม่มีความ ต้องการ หรือต้องการแต่น้อย ส่วนสิ่งที่จะสนองความต้องการนั้น มีมากมายเหลือ เพื่อ ทั้งแสดงว่าไม่มีวันจะสิ้นสุด สัตว์นั้นจึงนั่งนอนสบาย ไม่ต้องประหัตประหารกัน แต่จับกลุ่มกันรื่นเริงบันเทิง โดยไม่ต้องอาศัยวัตถุอย่างใดเป็นเหยื่อ, ความแจ่มใส
น.50 ๔๔ มีเอง โดยไม่ต้องมีใครช่วยเย้า, ความสดชื่นมีเอง โดยไม่ต้องรดน้ำ หรืออบเครื่อง เย็น. เราเคยต้อนรับวันวิสาขบูชานี้ ในฐานะเป็นวันหลุดออกมา เป็นวันนั่งนอน สบาย เป็นวันแห่งความแจ่มใสสดชื่น เพราะอาศัยอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจาก เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระองค์. เพราะไม่ต้องอาศัยของหลอก มายั่ว เราจึงได้รับผลเป็นความสุขอันแท้จริง เนื่องมาจาก การรู้ การเห็นและการ กระทำของเราเอง. พุทธทาส ภิกขุ กรกฎา. ๒๔๘๖
น.51 ขิตกาลพจน์ เข้า พรรษา ๒๔๘๖ เราเลิกเข้า ๆ ออก ๆ วิ่งไปวิ่งมา โลกนั้นโลกนี้ ด้วยการ เข้าอยู่ในธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า. จะนอกหรือในพรรษา เราก็คงอาบรดอยู่ ด้วยธรรมอย่างเดียวกัน โดยวิธีเดียวกัน. เราไม่ทำหน้าไหว้หลังหลอก ทำดีแต่ เฉพาะในพรรษา, นอกพรรษา ก็พล่าความดีนั้น ๆ จนหมด เป็นคนหาเช้ากินค่ำ พรรษาหน้าจึงค่อยสะสมความดีใหม่ต่อไป. ถ้าเราเป็นชาวนาฤดูเข้าพรรษาก็เปรียบ เหมือนฤดูเก็บเกี่ยว ฤดูอื่นเป็นเหมือนฤดูไถหว่าน กระทั่งฤดูตระเตรียมสิ่งของที่จะ ใช้ในการไถหว่าน ตลอดถึงเตรียมตัว ซ่อมแซมสิ่งที่จะต้องซ่อมแซม ไม่ใช่ฤดูแห่ง
น.52 ๔๖ การเหลวไหลเสเพลแม้แต่ขณะเดียว. เราเข้าพรรษาด้วยการดื่มรสแห่งธรรมเป็นพิเศษ หรือชั้นพิเศษ ไปกว่าธรรมดา หรือด้วยการประพฤติประโยชน์ผู้อื่น เนื่องจากเป็น เวลาที่ได้พบปะกันและอยู่ร่วมกัน. ตามธรรมดา ความเป็นมนุษย์ของคนเรา มีมาตรฐานตั้งอยู่ ที่ความสะอาดบริสุทธิ์ ตามกฎเกณฑ์ที่นิยมกันว่า มนุษย์เราควรจะมีความบริสุทธิ์ตาม ธรรมดาสักเพียงไร อยู่แล้ว. เราจะเป็นมนุษย์ที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยยกข้อแก้ตัว เพียงว่าเป็นเวลานอกพรรษานั้น ย่อมเป็นการกบฏต่อตัวเอง. ยิ่งเมื่อมาคำนึงถึงว่า การเป็นมนุษย์นี้ ต้องลงทุนด้วยการอดทนหรืออดกลั้นบางประการเพื่อเดินทางไปยัง จุดหมายจุดหนึ่ง ด้วยแล้ว การวิ่งไปข้างหน้าในพรรษา วิ่งถอยหลังนอกพรรษา ก็คือการลวงตนของตนว่าเป็นคนขยันยิ่งนักเท่านั้น. เข้าพรรษา คือการรุดหน้า เข้าไปในธรรมสูงยิ่งขึ้นไป อีกก้าวหนึ่ง. เหมือนกับชาวไร่ชาวสวน บุกเบิก ป่าออกไปในฤดูแล้ง ทำให้เป็นสวนตามต้องการด้วยการตกแต่งปลูกฝั่งในฤดูอื่น และ จะบุกเบิกใหม่อีกในฤดูแล้งข้างหน้าดังนี้เสมอไป, นี้ฉันใด การเข้าพรรษาจะต้อง เป็นการรุดหน้าก้าวหนึ่งเสมอในทางธรรม แล้วเพียรพยายามทำให้มาก ทำให้ ชำนาญ จนไม่กลับกำเริบในเวลานอกจากนั้น เพื่อว่าถึงพรรษาหน้า จะได้ก้าวรุด หน้าออกไปอีกก้าวหนึ่งดังนี้ ก็ฉันนั้น. แต่ถ้าหากว่าก้าวหน้าได้เรื่อยเป็นพิเศษไม่รู้ หยุดหย่อน ก็เป็นการดี. ธรรมาณาจักร เป็นอาณาจักรที่เข้าอยู่ของวิญญาณ ที่ได้รับ การศึกษามาสูงพอควรแล้ว. บางพวกก็เพียงแต่มองเห็น ความไม่เกิดไม่ตายของผู้อื่น แต่บางพวกก็มองเห็นของตนเอง. ในฤดูกาลเข้าพรรษา พุทธบริษัทพากันหน่วงเอา การเข้าไปสู่ธรรมาณาจักรอันสูงสุดเป็นอารมณ์ กล้าสละสิ่งสละยากหลาย ๆ อย่าง เพื่อให้ตนมีโอกาสว่างและโปร่งพอ ที่จะเคลื่อนดวงวิญญาณของตนเข้าไปในเขตอัน สงบเย็น และเป็นอิสสระอย่างยิ่งนั้น. การเข็นคนหนุ่มคนสาวที่หลงรักสวยรักงามให้
น.53 ๔๗ เข้าวัดฟังธรรมนั้น ว่ากันว่ายากยิ่งกว่าการข่มเขาโคให้กินหญ้า. แต่การที่จะข่มขืน ดวงวิญญาณอันดื้อดึงของตน ให้เข้าไปสู่เขตอันไม่มีแม้แต่ความปรารถนาเพื่อความ เป็นอยู่ของตัวเองนั้น ดูเหมือนจะเป็นการยากยิ่งไปกว่า. ถ้าอันนี้เป็นความจริงทั่วไป การเข้าพรรษาตามอุดมคติอันนี้ ก็ไม่ง่ายเหมือนการเข้าพรรษาชนิดเข้า ๆ ออก ๆ ไม่รู้ที่สิ้นสุด เพราะการบังคับใจอันกลับกลอกของตนไว้ไม่ได้. ฉะนั้น เพื่อนพุทธ- บริษัทของเราไม่ควรจะประมาท หรือทำเล่น ๆ กับการเข้าพรรษา และเราจะต้อน- รับวันเข้าพรรษากัน ในฐานะเป็นวันเดินเข้าไปในธรรมาณาจักรของพระองค์ ลึก เข้าไปทุกที. วันเวลาล่วงไป ๆ และพาเอาความแก่ของเราไปด้วย ก็เพราะ เราไปกำหนดเข้าที่สิ่งแปรผันไม่รู้หยุด อย่างใดอย่างหนึ่งไว้. ถ้าเราจะไม่เอาใจใส่ กับสิ่งนี้ แต่ไปกำหนดสิ่งที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงแปรผันแทนที่เสียแล้ว ความแก่ของเรา ก็จะเพียงแต่โดยสารติดไปกับเวลา แต่ส่วน "เรา" นั้นติดอยู่กับสิ่งอันไม่รู้จักแปรผัน นั้นเสียแล้ว. สิ่งอันไม่รู้จักแปรผันนั้น มิใช่เป็นสิ่งที่รวมเรียกกันคลุม ๆ ว่า ธรรม, เพราะธรรมแปรผันนั้นก็มี. แต่เป็นความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า เมื่อเอาธรรมที่รู้จัก แปรผันออกไปให้หมดเสียทางหนึ่งแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่นั่นแหละ คือธรรมพวกที่ไม่รู้จัก แปรผัน อันเป็นธรรมควรแก่การที่จะนำมาคิดมาพิจารณา มาศึกษากันในวันอภิลัก- ชิตกาล กล่าวคือวัน มาฆบูชา วิสาขบูชาและวันเข้าพรรษา นี้อย่างยิ่ง. พุทธทาส ภิกขุ กรกฎาคม ๒๔๘๖
น.54 ปู ชา ๒๔๘๗-๘ สิ่งควรคิดในคาบแห่งสมัยวิสาขบูชาของยุคนี้ ก็คือ สันติภาพ อันแท้จริง ซึ่งพระผู้เป็นศาสดาเอกของโลกได้ชี้ไว้. เราจงมาถือเอาคติแห่งสมัย วิสาขบูชาให้ได้ตามที่ควร. สันติภาพของโลก คือระยะกาลเตรียมตัวรบ. หรืออย่าง ดีที่สุดก็คือเมื่อฝ่ายหนึ่งกำลังเผลอตัวหลงละเลิงอยู่ ฝ่ายหนึ่งกำลังจ้องเพื่อแก้แค้น. ทั้งนี้ เพราะโลกกินอาหารเพื่อใช้กำลังในสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามที่ตนต้องการเรื่อยเปื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด.
น.55 ๔๙ สันติภาพของธรรม คือการดับสนิทของความต้องการทุก อย่าง. สิ่งที่เหลืออยู่ยังไม่ดับก็คือความรู้อันแจ่มใส ขนาดที่เคยแหลมคมจนเจาะทะลุ โลก มองเห็นสภาพพิเศษอันหนึ่งซึ่งโลกตามออกไปไม่ถึง. นั่นคือสันติภาพ, และ เมื่อบัดความรู้นั้นออกไปเสียอีกชั้นหนึ่ง นั่นก็คือสันติภาพถาวรอันเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อน แล้วโดยตัวมันเอง ในตัวมันเอง ไม่ต้องมีการเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่น. แน่นอนทีเดียว คนในโลกไม่อยากรบ ไม่ชอบรบ เกลียด การรบ. แต่คนเหล่านั้น ทะเยอทะยานจะใคร่ได้สิ่งที่จะได้มาก็แต่ด้วยการรบ ทุก คนไป. วันดีคืนดี ก็มีความเขลามากพอที่ลืมความไม่อยากรบของตัว ลืมตัวแล้วไป รู้สึกเอาขนาดที่บ้านเมืองเป็นเถ้าเป็นถ่านไปแล้ว. " ความอยากที่จะไม่ให้มีใคร ลูบคมได้" หรือ "ความอยากที่จะลูบคมเขา" หรือ "ความอยากได้อะไร บางอย่าง" เหล่านี้ คือสิ่งที่จะได้มา ก็แต่ด้วยการรบเท่านั้น. สิ่งเหล่านี้ มีขึ้น เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องครบทั้งสามอย่าง ก็มากพอที่จะให้คนในโลกลืมความไม่อยาก รบ หรือเกลียดการรบของตนได้ดีทีเดียว. รบทางเศรษฐกิจ รบทางการเมือง ใน ที่สุดก็รบด้วยกำลังแสนยานุภาพ ในเมื่อความต้องการของตนถูกบ่มไว้นานพอที่จะทน รบอย่างอื่นอยู่ไม่ได้แล้ว. ความไม่อยากรบของคนในโลกนั้น ไม่ใช่ไม่อยากรบ เพราะรักเขา, ที่จริงไม่อยากรบเพราะรักตัวเองต่างหาก. ความรักตัวเองซึ่ง เต็มปรี่อยู่นั่นแหละ ทำให้เกิดความอยาก ๓ ประการดังที่กล่าวแล้วข้างต้น เพราะ ความเห็นแก่ตัว. ความรักตัว ไม่รักคนอื่นเสียเลยนั้น เกิดมาจากการไม่รู้จักตัวของ ตัวเอง เพราะว่าขาดปัญญาหรือความรู้ชนิดที่แหลมคมสามารถเจาะทะลุโลก มองเห็น "ฝ่ายโน้น" ที่โลกตามไปไม่ถึง นั่นเอง. เพราะขาดปัญญาอันทำให้รู้จักโลกถึงที่สุด นี่เอง ความต้องการของเขาจึงเดินหน้าเรื่อยเปื่อย ไม่มีจุดหมายว่าจะไปสิ้นสุดกันที่ ตรงไหน. ความไหลเรื่อยเปื่อยของทั้งฝ่ายรูปธรรมและนามธรรมนั่นเอง คือตัวโลก-
น.56 ๕๐ ถ้าขาดสิ่งนี้เสีย โลกก็ไม่เป็นโลก คือไม่มีโลก. ถ้ายังมีโลก ก็หมายถึงความมีอยู่ ของการไหลเรื่อยเปื่อยนั่นเอง เพราะนั้นแหละคือตัวโลก. เพราะฉะนั้น "โลก เท่ากับความโกลาหล (โดยไม่ต้องพิสูจน์), และ ความโกลาหล เท่ากับความ ไม่มีแห่งสันติภาพ ( ซึ่งไม่ต้องพิสูจน์อีกเหมือนกัน ). สันติภาพจึงหาไม่พบใน โลกนี้. สันติภาพไม่มีในโลกนี้ดอก ! " ส่วนความไม่อยากรบของ "คนที่ออกไปนอกโลกได้แล้ว" นั้น ไม่มี, ความอยากรบ ก็ไม่มี. เขาพ้นไปแล้วทั้งจากความอยากรบและความไม่ อยากรบ. เพราะเขาไม่ได้อยู่ในโลกนี้ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งบังคับ ที่นอกโลกนั้นใครไปถึงแล้ว มองมายังโลกนี้แวบเดียว ก็รู้จักโลกโดยทั่วถึง ทำนอง คนยืนบนยอดเขามองดูทิวทัศน์ข้างล่างได้คราวเดียวหมด. เขาจึงรู้จักโลกนี้ได้อย่าง ทั่วถึง ว่าโลกนั้นคือความเรื่อยไหลเปื่อยนั้นเอง. นอกจากความไหลเรื่อยเปื่อยแล้ว ก็ไม่มีอะไรในโลกนี้ แม้แต่สักครึ่งปรมาณู. หาอะไรสักขึ้นก็ไม่ได้ ที่ไม่ไหลเรื่อย เปื่อย แล้วใครจะยอมเป็นคนบ้าบอ จนถึงกับเข้ายึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไว้เป็นของ ตนเล่า. เขายืนอยู่ที่นั่น เขารู้ดีว่าสันติภาพอยู่ที่ไหน. โลกใหญ่กว่าสันติ ภาพจนต้องหาสันติภาพมาใส่ลงไปในโลก เหมือนเอาเกลือใส่ในหม้อแกง หรือ ? หรือว่าโลกเล็กกว่าสันติภาพ จนลอยอยู่ในสันติภาพได้ เหมือน ฟองน้ำเล็ก ๆ ที่ลอยอยู่ในมหาสมุทร ? ข้อนี้เขารู้ดี. เขารู้ด้วยว่าสันติภาพ เป็นสิ่งมีเอง หรือว่าคนปรุงมันขึ้น. ถ้าคนต้องปรุงขึ้นสันติภาพนั้นจะเป็นของจริงได้ อย่างไร เพราะว่าคนนั้นคือของเท็จ ของไหลเรื่อยเปื่อยพรางตา. ถ้าคนเท็จแล้ว สันติภาพที่ปรุงขึ้นก็เท็จเหมือนกัน. เท็จแล้วจะถาวรอย่างไร ? พระศาสดาตรัสว่า พระนิพพานนั้น มีอยู่โดยตัวมันเอง คน มีหน้าที่แต่ทำให้แจ้งให้ปรากฏออกแก่ตนเท่านั้น. พระนิพพานเป็นโลกุตตระ อยู่ นอกออกไปจากโลก เป็นสิ่งซึ่งโลกตามออกไปไม่ถึง แต่พระอรหันต์ไปถึงได้ ทั้ง ๆ
น.57 ๕๑ ที่ตัวท่านอยู่ในโลก. ในวันวิสาขะเพ็ญนี่เองพระองค์ทรงค้นพบ "นอกโลก" อันทุกข์ทั้งหลายตามไปไม่ถึง ทั้งที่พระองค์ประทับนั่งในโลก ภายใต้ต้นโพธิ์. สงคราม มีระยะกาลผ่านวิสาขะไปตั้งหลายครั้ง ที่ "นอกโลก" ก็ยังคงมีสันติภาพตลอดเวลา อยู่นั่นเอง. ทั้งพระอรหันต์ทุกองค์ และพระพุทธเจ้าด้วยก็ล้วนแต่อยู่ในโลก โลก ทั้งหมดนี้ คงจะลอยตุป๋องอยู่ในทะเลแห่งสันติภาพละกระมัง เราจงบูชาในวันวิสาขบูชานี้ ด้วยการระลึก ถึงสันติภาพกัน เถิด. เราจงประกอบพิธีอันสำคัญนี้ เพื่อเป็นที่ระลึกแก่สันติภาพอันพระองค์ทรงคัน พบในวันเพ็ญเช่นเดียวกับวันนี้เถิด. โลกอาจมีสันติภาพถาวรเอง โดยไม่ต้องสร้าง มันขึ้นเหมือนกับที่ได้ทุ่มเทกำลังกันสร้างยุทโธปกรณ์นั้นเลย. สันติภาพมีในโลกไม่ ได้ดอก อย่าไปหลงสร้างให้ป่วยการเลย ออกไปหาที่ "นอกโลก" กันดีกว่า. พุทธทาส ภิกขุ ๑๕ พ.ค. ๘๙
น.58 มาฆะ บูชา ๒๔๙ ๐ อารมณ์ที่เราควรนำมากระทำในใจ ในสมัยแห่งมาฆบูชานั้น คือพระอรหันต์ ! เพราะเหตุผลง่าย ๆ คือ วันมาฆบูชานั้นเป็นวันของพระอรหันต์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ท่านประชุมกัน. เรานึกถึงพระอรหันต์กันบ้างอย่างจริง- จัง ในบางครั้ง ย่อมช่วยให้เราพบความสงบสุขเร็วเข้า . เพราะว่าพระอรหันต์นั้น คือยอดของคนสงบ. เราจงมาถือเอาคติแห่งสมัยมาฆบูชาให้ได้ตามที่ควร. พุทธศาสนานิกายเซ็น (ธยานะ) ถือว่า "เท่าที่ความอ่อน แอของมนุษย์มีประจำนิสสัยอยู่นั้น มากจนถึงกับต้องไม่ยอมให้สิ่งใดสิ่ง หนึ่งแม้แต่เพียงสิ่งเดียว เข้ามาวางบังหน้า ขวางอยู่ระหว่างตัวผู้มุ่งหากับ
น.59 ๕๓ ตัวชีวิต ซึ่งซ่อนเงียบอยู่ในภายใน, เพราะว่าของทุกสิ่ง ไม่ว่าจะละเอียด นิดเท่าไร ก็ไม่วายที่จะเป็นกรงขัง ซึ่งทำให้ประกายแห่งชีวิตตายด้านอยู่ ในนั้น ไม่เจริญงอกงามขึ้นไปเป็นความตรัสรู้. พระไตรปิฎกทั้งหลาย ถูกมองเห็นเป็นเพียงป่าช้าใหญ่ เป็นที่ไปนอนรวมของคำพูดที่พูด ๆ กันไป. สาสนพิธีทั้งหลาย เป็นบ่วงหรือหลุมพรางที่วางไว้ดักจิตต์ของคน. โบสถ์ วิหารทั้งหลายนั้น คือนิมิตรของความอ่อนแอ. ผ้าจีวรเป็นเพียงเครื่องเล่น ละครของเด็ก ๆ. และแม้ที่สุดแต่พระพุทธรูปนั้นเอง ถ้าไม่กลัวจะต้อง เสียค่าฟื้นแล้วควรนำไปเผาเสียให้หมด จะดีกว่า." การที่มติเช่นว่านี้เกิดขึ้นนั้น ก็เนื่องมาจากคนส่วนมากมีนิสสัย ขุดหลุมฝังตัวเองลึกเข้าไปในสิ่งที่ตนหลงยึดถือ. นักรักก็ฝั่งตัวเองเข้าไปในความรัก แม้ที่สุดผู้ที่เห็นแต่จะดื่มจะกิน ก็ฝั่งตัวอยู่ในการดื่มการกิน แม้ที่สุดแต่แสตมป์ใช้แล้ว รูปยาซิกาแร็ต ตอตะโก บอน กล้วยไม้ ฯลฯ เหล่านี้ ก็สามารถเป็นหลุมฝั่ง จิตต์ของเขา จนประกายแห่งชีวิตตายด้านดับอยู่ในนั้น. ในพวกที่อ้างตัวเองเป็น สาสนา ก็กลับมีหลุมขึ้นในสาสนาของตัว สืบกันมานานจนคนชั้นหลังเกิดในหลุม ตายในหลุม อันเป็นเหตุให้ไม่ทราบได้ว่าอะไรเป็นหลุม. ครั้นมีใครมาพูดขึ้นว่า จงขึ้นมาจากหลุมเสียเร็ว ๆ เข้าชิ ก็ไม่อาจจะเข้าใจได้ว่าเขาบอกให้ตัวทำอะไร. ยิ่ง นานก็ยิ่งถูกกลบลึกลงไปใต้ดินทุกที ขนาดโบราณวัตถุอายุสามพันปี ซึ่งเมื่อไปขุดค้น ปรากฏว่าอยู่ใต้ดินลึกถึงสามเมตร ก็เคยมีปรากฏ พระอรหันต์ท่านเป็นผู้หลุดพ้น เป็นผู้ออกไปได้แล้ว เป็นผู้ สงบ เป็นผู้สะอาด เป็นผู้แห้งสนิทจากความทุกข์ทั้งหลาย. บัดนี้เราจะทำในใจถึง ท่าน เราจะต้องขึ้นมาจากหลุม ล้างดินล้างโคลนเสียให้สะอาดอย่างน้อยสักขณะหนึ่ง แล้วจะกลับกระโจนลงไปในหลุมนั้นอีก ก็แล้วแต่ใจสมัคร แต่ว่าในขณะที่เราต้องการ จะชมหรืออาบแสงอาทิตย์สักครู่หนึ่งนั้น เราจะต้องขึ้นมาจากหลุมเสียก่อน. การ
น.60 ๕๔ กระโจนขึ้นจากหลุมอย่างง่าย ๆ ในชั้นต้น กระทำได้โดยนึกดูอย่างอิสสระในใจว่า พระอรหันต์ท่านเกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎก กับศาสนพิธี โบสถ์วิหาร แบบของจีวร และพระพุทธรูปตามหิ้งบูชา โดยสถานใดหรือหาไม่. โดยจิตต์ใจ หรือโดยร่างกาย ก็ตาม ท่านได้เกี่ยวพันอยู่กับสิ่งเหล่านี้โดยสถานใด และเพียงใด ทำไมนิกายนั้นจึงหยิบเอา พระไตรปิฎก ศาสนพิธี โบสถ์ วิหาร จีวรและพระพุทธรูปขึ้นมากล่าว ? ข้อนี้ ย่อมเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก ว่าเพราะคนในปูนหลังได้ขุดหลุมชำแรกตัวฝั่งลึกเข้าไปในสิ่งเหล่านั้น มากเท่ากับความ หลงของเขานั้นเอง. สิ่งเหล่านั้นเลยกลายเป็นสิ่งสำหรับยึดถือหลงใหลแทนที่จะเป็น สิ่งที่ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ในการทำตนให้ตรัสรู้ ซึ่งเสียความมุ่งหมายอันตั้งไว้แต่ เดิม. แต่ตามเท็คนิคของวิชาอาคิโอโลยี่ หรือโบราณคดีนั้น เป็นอันกล่าวยืนยันได้ ว่า ในวงพุทธศาสนาในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่นั้น ไม่มีพระไตรปิฎก ไม่มีสาสนพิธีชนิดทุกวันนี้ ไม่มีโบสถ์วิหารอย่างทุกวันนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีพระพุทธรูปเลย ไม่ว่าแบบไหน. แบบของจีวร ก็ไม่เคยเป็นปัญหาถกเถียงเกียง งอนกันจนเป็นปัญหาระหว่างนิกาย. หรือมองกันในฐานะแห่งวัตถุศักดิ์สิทธิ์ สามารถ ทำคนให้เป็นพระอรหันต์โดยลำพังวัตถุนั้น ๆ. ฉะนั้น "หลุม” หรือปัญหาอันเกี่ยว กับเรื่องนี้ในทำนองนี้ ก็คงมีไม่ได้เป็นธรรมดา. เราทราบไม่ได้ถึงเจตนารมณ์ของ การมีสิ่งเหล่านี้ขึ้นในชั้นแรก แล้วขยายตัวเพิ่มเติมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่ทราบทิศทาง แห่งความมุ่งหมาย. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับพระไตรปิฎก แม้ของฝ่ายเถรวาท หรือหินยานเอง เราก็ไม่อาจทราบได้ว่า คัมภีร์ไหนเป็นอันเดิม อันไหนเขียนใหม่ เพิ่มเติมเข้าในครั้งไหน ซึ่งมีอยู่หลายครั้งด้วยกัน. ข้อนี้ทำให้นึกกันต่อไปอีกว่า ถ้าพระอรหันต์ในสมัยนี้หายาก ไม่เหมือนในสมัยพุทธกาลแล้ว ก็น่าจะเป็นเพราะ สมัยนี้มีอะไร ๆ ในตัวสาสนานั้นเอง ให้เป็นที่สำหรับขุดหลุมแล้วเข้าไปนอนขดอยู่ ในนั้น ไม่ยอมออกมาเสียแล้วละกระมัง
น.61 ๕๕ พระอรหันต์เป็นสรณะของโลก. พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ก็เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายในโลก, ธรรมอันสูงสุดก็สูง เพียงแค่ทำบุคคลให้เป็นพระอรหันต์. พระศาสดาได้ตรัสไว้ว่า ถ้ายังมีการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่เพียงใดแล้ว โลกก็จะยังไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์ทั้งหลาย. แต่ทำไม ในบัดนี้ เราชาวโลกทั้งหลายจึงไม่ได้รับความพอใจว่าเรามีพระอรหันต์ในโลก มาก พอที่จะเป็นตัวอย่างแห่งบุคคล ผู้อำนวยสันติภาพ และความสงบเย็นเฉพาะตัวในทาง จิตต์, ในคาบสมัยแห่งมาฆบูชานี้ ขอพวกเราจงช่วยกันทำในใจระลึกถึงพระอรหันต์ และปัญหาที่ว่าทำไมโลกจึงกำลังมีความรู้สึกว่าขาดแคลนพระอรหันต์ ทั้งที่เราเชื่อกัน ว่ากิจการทางพระศาสนากำลังเจริญรุ่งเรือง อย่างจริงจังเถิด พุทธทาส ภิกขุ ๖ มีนาคม ๒๔๙๐
น.62 วิสาขะ บูชา ๒๔๙ ๐ สิ่งควรคิดในคาบแห่งสมัยวิสาขบูชานี้ คือ ทางสว่าง หรือ แสงสว่าง ซึ่งจิตต์ทุกดวงกำลังดิ้นรนไปหา โดยไม่เลือกว่าจะเป็นจิตต์ของสัตว์ชนิด ไหน. เราจงมาถือเอาคติแห่งสมัยวิสาขบูชานี้ ให้ได้ตามที่ควร .. แม้แต่สัตว์ตัวเล็ก ๆ สักเพียงไรก็ตาม ย่อมรู้จักปรารถนาและ พอใจต่อเวลาที่ตนมีจิตต์อันปราศจากความกลัว ความระแวง ความสงสัย ความหิว ความกลัดกลุ้ม ฯลฯ. แม้ตัวธรรมชาติเอง ซึ่งก่อให้เกิดสัญชาตญาณต่าง ๆ ประจำ ตัวสัตว์ เช่นสัญชาตญาณแห่งการรู้จักหาอาหาร หรือการสืบพันธุ์เป็นต้น ก็ออก
น.63 ๕๗ อำนาจบังคับในส่วนนี้ ให้เป็นไปเพียงเท่าที่จำเป็นจริง ๆ ในการที่จะไหลเวียนไป ตามเกลียวของสังสารวัฏฏ์เท่านั้น. ส่วนตัวมันเองเอียงไปในทางสงบ หรือถ้าจะกล่าว ให้ชัดเจนยิ่งกว่านั้น ก็คือสิ่งซึ่งมีความสงบเป็นปกตินิสสัย. ทั้งนี้เพราะว่า แต่ละสิ่ง ที่หมุนเวียนนั้น หมุนไปหาความสงบ. คือหมุนไปจนกว่าจะหมดเหตุปัจจัยที่ทำให้ หมุน ซึ่งในที่นี้เราจะเรียกว่า กำลังเดินทางไปหาความสว่าง. ซึ่งไม่หมุน ไม่ไหล ไม่ถูกหุ้มห่อ. การเกิดขึ้น การปรากฏอยู่ชั่วขณะหนึ่ง การดับไป สามระยะนี้ เมื่อนำมาต่อกันเข้า ก็คือการไหลไป หรือการเปลี่ยนแปลง หรือการหมุนเป็นวงกลม นั่นเอง. สิ่งใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นรูปธาตุ หรือจิตตธาตุ ถ้าพลัดเข้าไปในวงกลม นั้นแล้ว ก็ย่อม "หมุน” กันหมด คือไหลไปนั้นเอง. การจับกลุ่มขึ้นเป็นรูปธาตุ หรือจิตตธาตุก็ตาม นั่นคือการพลัดเข้าไปในวงกลม ฉะนั้นจึงต้องหมุน เพราะนับ เนื่องเข้าไปในพวงของวัฏฏสงสาร. วัตถุที่เราเรียกกันว่าไม่มีจิตต์ หรือจิตต์ยังหลับ อยู่ เช่นก้อนหิน ฯลฯ มันก็หมุนในส่วนวัตถุโดยตรง พวกที่มีจิตต์เพิ่งจะตื่น เช่น ต้นไม้ ก็ย่อมหมุนทั้งส่วนวัตถุ และจิตต์ส่วนน้อย ๆ ของมัน. พวกที่มีจิตต์แต่ยังอยู่ ระดับต่ำ เช่นสัตว์ ก็ย่อมหมุนทั้งในส่วนวัตถุ และส่วนจิตต์อย่างต่ำ ๆ. พวกที่มี จิตต์สูงเช่นมนุษย์ ก็ย่อมหมุนรุนแรงทั้งในส่วนวัตถุและจิตต์ ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่ว่าวัตถุ และจิตต์นั้น ๆ ได้วิวัฒน์ขึ้นมาแล้วเพียงไหน. การหมุนของมนุษย์รุนแรงเผ็ดร้อน และเป็นควันคลุ้ม. ของสัตว์เพลาลงไปกว่า. ของต้นไม้ยิ่งเพลาลงไปกว่านั้น. และ ของก้อนหินเพลาลงไปกว่านั้นอีก จนเราสำคัญกันว่าก้อนหินนั้น คือตัว ธรรมชาติ เดิมแท้ แต่ความจริงนั้น ก้อนหินก็ยังไม่ใช่ตัว "ธรรมชาติเดิมแท้," เป็นเพียง สิ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจหรือรู้จักธรรมชาติเดิมแท้ ได้มากกว่าสิ่งอื่นเท่านั้นเอง เพราะ
น.64 ๕๘ เหตุว่าก้อนหินนั้น ก็คือสิ่งที่ยังต้องหมุนอยู่เหมือนกัน. แต่เพราะมันละทิ้งภาวะเดิม มาไม่มากเหมือนมนุษย์ มันจึงมีส่วนคล้ายคลึง อันจะช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติเดิม ได้ยิ่งกว่าสิ่งที่มีวิวัฒน์มาไกลมากเสียแล้ว. แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราจะถือเอาก้อนหินเป็นหลักหรืออุดมคติ ก็ชวนแต่จะให้หมุนทื่อ ๆ ไปอย่างก้อนหิน. ถ้าจะเอาขนาดต้นไม้เป็นอุดมคติ ก็หมุน เนือย ๆ เรื่อย ๆ เย็น ๆ ไปอย่างต้นไม้. ถ้าจะเอาสัตว์เป็นอุดมคติ ก็หมุนโยก ๆ เยก ๆ ไปอย่างสัตว์ และเมื่อหันมามองดูการหมุนของมนุษย์เอง ก็หมุนอย่างอุตลุด กระวีกระวาด เร็วจี๋จวนจะลุกเป็นไฟยิ่งขึ้นทุกที อย่างไม่มีหวังว่าจะเย็นลงได้ เมื่อ ดังนี้แล้ว ทางสว่างหรือแสงสว่างนั้นอยู่ทางทิศไหนกันแน่ ? การตรัสรู้ของพระองค์ในวันวิสาขะนั้น ทำให้พ้นจากระดับ ทั้ง ๔ คือก้อนหิน ต้นไม้ สัตว์ มนุษย์ (รวมทั้งเทวดา) จึงเป็นว่าได้พบความสว่าง เพราะไม่หมุน ไม่ไหล ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรหุ้มห่อรบกวน. ฉะนั้นเราจึงควร คิดปัญหาข้อนี้กัน ในวันวิสาขบูชานี้ เพื่อเราจะได้ มีความสว่างอย่างน้อยก็ไม่ แพ้ก้อนหิน ! พุทธทาส ภิกขุ วิสาขบูชา ๒๔๙๐
น.65 เข้าพรรษา ออกพรรษา ๒๔๙๐ สิ่งที่ควรในคาบแห่งสมัยเข้าและออกพรรษานี้ คือ การเอา ชนะธรรมชาติ หรือการฝ่าคลื่นลมน้อย ๆ แบบหนึ่งในฤดูหนึ่ง แห่งทะเลสังสารวัฏฏ์ ไปให้ได้ โดยสมแก่เกียรติแห่งวิวัฒนาการขั้นที่สี่ กล่าวคือ ความเป็นมนุษย์ของเรา นั่นเอง. แม้หากว่า การจำพรรษาของภิกษุในพุทธสาสนา จะได้มีขึ้นโดยเหตุผล ภายนอก ที่ว่านักบวชในสาสนาอื่น ที่มีมาแต่ก่อนพุทธกาล หรือร่วมกันในยุค พุทธกาลก็ตาม เขากระทำกัน เราก็ต้องกระทำบ้าง ในฐานะเป็นนักบวชและไม่ให้ น้อยหน้าเขาก็ดี มันก็เป็นการหนีหลัก ที่ว่า การจำพรรษาเป็นการฝ่าพายุแห่ง
น.66 ๖๐ วัฏฏสงสารรูปหนึ่งแบบหนึ่งในหลายแบบ ไปไม่ได้อยู่นั่นเอง. เราจึงถือเอา มติแห่งสมัยการจำพรรษานี้ ให้ได้ตามที่ควร. สิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นที่กำลังเป็น ก้อนหิน, ต้นไม้, หรือสัตว์เดรัจฉาน ก็ตาม หรือที่ขึ้นมาถึงขั้นเป็นมนุษย์แล้ว ก็ตาม ล้วนแต่ต้องฝ่า พายุ ดันดั้นไปให้ถึง "ฝั่งนอกแห่งวิวัฒนาการ" หรือนอกฝั่งแห่งสังสารวัฏฏ์ด้วยกัน ทั้งนั้น. ทะเลแห่งวิวัฒนาการ เต็มไปด้วยคลื่นลม หาความสงบมิได้เพราะเป็นการ หมุนกลิ้งไป ด้วยอำนาจผลักดันของเหตุปัจจัย. แม้แต่เวลาที่รู้สึกกันว่า กำลังสนุก สนานเอร็ดอร่อย สบายที่สุด นั่นก็เป็นแต่เพียง "คลื่น" ชนิดหนึ่งเหมือนกัน หาใช่ เป็นความสงบไม่ ทั้งยังเป็นคลื่นที่จะฝังกลบ ให้จมอยู่ภายใต้ทะเลมากยิ่งขึ้นเสียอีก. ฉะนั้น สิ่งที่เป็นฝ่ายนาม ธาตุหรือฝ่ายจิตต์ ก็ถูกคลื่นอย่างฝ่ายจิตต์ ; ที่เป็นฝ่ายรูป ธาตุ หรือวัตถุ ก็ถูกคลื่นฝ่ายวัตถุ : ไม่มีการยกเว้นแต่ประการใดเลย. การจำพรรษาของมนุษย์เรา เป็นการหลบหนีฝ่าคลื่นทางวัตถุ เพื่อด้นไปให้ถึงจุดที่มุ่งหมาย และเพื่อเป็นการสนับสนุนการฝ่าคลื่นในทางจิตต์อีก ชั้นหนึ่ง. คำว่า "จำพรรษา" ย่อมบอกอยู่ในตัวแล้วว่า เป็นสิ่งจำใจทำหรือจำต้อง ทำ โดยความหมายอันเด็ดขาดของคำว่า "จำ" นั่นเอง เราเห็นได้ชัดว่า โดยทาง วัตถุ หรือร่างกายนั้น ฤดูฝนเป็นผู้กักเราให้ " จำ " พรรษา. แต่เพราะเราไม่ยอม แพ้ คือไม่ยอมให้การจำนั้น เป็นการถูกกักโดยไร้ประโยชน์เราจึงใช้เวลา "จำ " ให้เป็นการฝ่าคลื่นลมแบบที่มาถึงเข้าในขณะนั้น ลุล่วงไปด้วยดี, เราเอาชนะคลื่นลม ฝ่ายวัตถุของวัฏฏสงสารให้ได้ ไม่ให้ด้อยไปกว่าพวกที่กำลังอยู่ในวิวัฒนาการ ขั้นต่ำ ๆ กล่าวคือ ก้อนหิน - ต้นไม้ - สัตว์เดรัจฉาน มันกระทำกัน. ทุก ๆ สิ่ง ล้วนแต่ต้อง "จำ" พรรษาด้วยกันทั้งนั้น, แม้ว่า ฤดูพรรษาจะไม่ตรงกันก็ตาม. ในฤดูฝน ก้อนหินก็ต้องจมน้ำ หรือชุ่มไปด้วยตะไคร่ น้ำ หรือถูกฝนตกรด ทำให้เกิดการสึกกร่อน และการเปลี่ยนแปลงทางการกระทบ
น.67 ๖๑ กระทั่ง หรือการเปลี่ยนแปลงทางเฆมี จนตลอดฤดูนั้น. ต้นไม้ต้องทนแช่น้ำ หรือ กรำฝน ที่ตกมากเกินไป จนต้องเกิดการต่อสู้และเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ภายใน ตัวมัน จนกว่าฝนอันร้ายกาจจะผ่านไป. สัตว์บกต่าง ๆ ต้องกรำฝน หรือซุ่มซ่อน หลบฝน โดยเฉพาะ เช่น แย้ ต้องอุดรู และนอนหลับอยู่ในรู ทั้งกลางวันและ กลางคืน ตลอดฤดูฝน จนตัวขาว, พวกสัตว์น้ำ ซึ่งควรจะถือว่า มีฤดูจำพรรษา ผิดกับสัตว์บก, ก็ต้อง "จำพรรษา" ในฤดูของมันโดยเฉพาะ เช่นปลา ก็ต้องเก็บ ซ่อนตัวอยู่ในภายใต้เลนโคลนในฤดูน้ำน้อย อย่างนิ่งเงียบ ราวกะว่า มันมิได้มีอยู่ ในโลกนี้. กบหลับอยู่ในรูไม่น้อยกว่า สามเดือนในฤดูร้อน. สัตว์ทะเล ต้องหลบ ซ่อนกันอยู่ระยะหนึ่ง ตลอดฤดูที่ผิวพื้นทะเลเป็นบ้าด้วยคลื่นลม. ทั้งหมดนี้ ย่อม แสดงถึงการบังคับให้ "ต้องจำพรรษา" ของวิวัฒนาการด้วยกันทั้งนั้น. และสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ก้อนหิน, ต้นไม้, หรือสัตว์. ต่างก็ได้ใช้เวลา "จำพรรษา" ของตน ๆ โดยเฉพาะ ให้เป็นการก้าวหน้า ฝ่าคลื่นลมแห่งวัฏฏสงสารให้ถึง "ฝั่งนอก" แห่ง วิวัฒนาการ ซึ่งเมื่อถึงแล้ว จะไม่ต้องมีการวิวัฒน์อีกต่อไป โดยไม่เปล่าประโยชน์เลย. เมื่อเช่นนี้แล้ว ไฉนมนุษย์เรา ซึ่งกำลังอยู่ในวิวัฒนาการขั้นสูง จะไม่สามารถฝ่า คลื่นลมแห่งการต้อง "จำ " พรรษาของธรรมชาติฝ่ายวัตถุนี้ ให้ก้าวหน้าไปโดยไม่ แพ้ ก้อนหิน - ต้นไม้ - สัตว์ เล่า. การเปลี่ยนแปลงเป็นฤดูกาลของธรรมชาติ เช่นฝน ฤดูหนึ่ง เช่นนี้ แม้จะกระทบกระเทือนถึง การหาอาหาร การเป็นอยู่ และการเที่ยวไปตาม สบายของคนเราอยู่มาก แต่มันก็เป็นเพียง คลื่นลมนิด ๆ หน่อย ๆ ของชีวิต, และ มีประจำอยู่ในทะเลสงสารวัฏฏ์ เช่นเดียวกับคลื่นลม เล็ก ๆ น้อย ๆ อีกหลายแบบ เช่นฤดูร้อน ฤดูหนาว, ฤดูข้าวยากหมากแพง, ฤดูสงครามโลก, ฤดูเศรษฐกิจตกต่ำ, ฤดูโรคภัย, ฤดูอุทกภัย ฯ ล ฯ เป็นต้น. คลื่นลมเหล่านี้จะยิ่งเป็นของเล็กน้อยยิ่งขึ้น ไปอีก จนถึงเล็กน้อยที่สุด อย่างไม่น่าคำนึงถึง ก็เมื่อนำเข้าไปเปรียบเทียบกับ "คลื่น
น.68 ๖๒ ลมภายใน" คือ คลื่นลมฝ่ายจิตต์ อันได้แก่ โลภ โกรธ หลง ซึ่งผูกมัดรัดรึง สันเขย่า แผดเผาจิตต์อยู่เสมอ. เราจะไปมัว "จำ" พรรษาด้วยการเอาใจใส่ต่อฝน หรือแดด ทำไมให้ป่วยการ ในเมื่อสัตว์เล็ก ๆ เช่น นก หรือ แย้ หรือแม้ที่สุด ก้อนหิน มันก็ยังสามารถจำพรรษา ตามแบบของฝ่ายวัตถุ ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี. เราจะต้อง พยายามฝ่าคลื่นลมทางฝ่ายจิตต์ เพื่อชนะกิเลสแห่งฤดูฝน ให้ได้ตลอดฤดูฝน และให้ สัมพันธ์กันกับการชนะกิเลสในฤดูหนาว และฤดูร้อน ติดต่อกันไป จนกว่า วงกลม ของกิเลสจะขาดออก เราก็จะมีโอกาสพากพูมใจว่าวิวัฒนาการของเรานั้น สูงกว่า ก้อนหิน ! พุทธทาส ภิกขุ วัสสูปนายิกา ๒๔๙๐
น.69 ออกพรรษา ๒๔๙๑ สิ่งควรนึกถึงในคาบสมัยแห่งการออกพรรษานี้ คือความหลุด พ้น หรือการถูกปลดปล่อย ออกมาสู่อิสรภาพ โดยน้ำมือของธรรมชาติ อันเวียนมา บรรจบรอบอีกวาระหนึ่ง กล่าวคือฤดูฝนซึ่งกักกันการจาริกของเหล่าบรรพชิตซึ่งได้สิ้น ฤดูผ่านพ้นไปแล้ว ทำความบันเทิงให้แก่นักท่องเที่ยว และบุคคลผู้ประกอบการงาน กลางแจ้งได้ทั่วกัน. เราพิจารณาดูกันอย่างละเอียดแล้วย่อมได้คติในเรื่องนี้มากขึ้น ตามควร.
น.70 ๖๔ การติด และการหลุดสองอย่างนี้ ตามความรู้สึกของคนทั่วไป ถือว่าเป็นของคู่กัน. แต่ตามความจริงนั้น การหลุดที่คู่กันกับการติดนั้น หาใช่การ หลุดไม่ เพราะยังสัมพันธ์อยู่กับการติด ไม่เท่าไรก็จักเวียนมาสู่การติดซ้ำเป็นครั้งที่ สองที่สาม ฯลฯ เช่นเดียวกับการเข้าออก ๆ พรรษานั้นเหมือนกัน. การหลุดที่แท้ จริงเป็นของเดี่ยว หรือธรรมเอก ไม่มีคู่ แต่ก็ไม่ทราบว่าจะเรียกชื่อให้แปลกไปว่า กระไร เพราะหูของคนเราฟังถูกหรือฟังออกแต่ในเรื่องของคู่ คือมีคู่เปรียบเทียบให้ เห็นความหมายตรงกันข้ามเท่านั้น, ในโลกนี้เต็มไปด้วยของคู่ เช่นดีชั่ว บุญบาป ร้อนเย็น หวานขม ฯลฯ ฯลฯ. ความรู้หรือสติปัญญาของมนุษย์จึงถูกขังอยู่ในวง ของ ๆ คู่ เหลียวไปทางไหนก็ถูกสกัดกั้นอยู่ด้วยความหมายของ ๆ คู่ เลยนั้นไปทราบ ไม่ได้. ข้อนี้เองทำให้มนุษย์ถูกจำกัดเขตต์อยู่ในกรอบวงแคบ ๆ ไม่มีอะไรมากไป กว่าความวนเวียนอยู่ในวงของ ๆ คู่นั้นเอง. ทั้งที่ความเกิดและความตาย หรือความติด กับความหลุดก็ตาม ไม่มีความหมายแตกต่างอะไรกัน มนุษย์ก็หยิ่งตัวเองว่ามีความ รู้ในสิ่งที่แตกต่างกัน คือรู้ทั้งสองฝ่าย แต่ไป ๆ มา ๆ ในที่สุดความหลุดของเขาก็คือ ความติดนั่นเอง ความตายก็คือความเกิดนั่นเอง. ไม่มีใครหัวเราะใครกันในเรื่องนี้ นั่นไม่ใช่เพราะว่าอยู่ในสภาพหัวอกเดียวกัน แต่ว่าเป็นเพราะไม่มีใครทราบว่า มันมีความหลุดที่ไหน มากไปกว่านี้อีก. การออกพรรษา ก็คือการเวียนไปสู่การเข้าพรรษา โดยอรรถะ คือความหมายมันจึงเป็นอย่างเดียวกัน คือการเวียนไปในวงเวียน. แต่โดยพยัญชนะ คือตามตัวหนังสือหรือถ้อยคำนั้น มันแตกต่างกัน และอย่างตรงกันข้าม คืออย่าง หนึ่งเข้าไป อย่างหนึ่งออกมา. นี่เป็นการแสดงอยู่ชัดเจนแล้วว่า การหลุดที่ถูกต้อง นั้น ต้องอยู่นอกไปจากนี้อีก คือนอกออกไปจากวงของความวนเวียน ซึ่งจะไม่ทำ ให้ต้องเข้าพรรษา หรือออกพรรษาอีกต่อไป. แต่เมื่อใครก็ตาม พอใจแน่นแฟ้น เสียแล้วในการเข้า หรือการออกพรรษาก็ตาม อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็ย่อมจะ
น.71 ๖๕ ชักใยพันตัวเองจนมิดอยู่ในนั้น. ความประมาทหรือความไม่เอาใจใส่ของพุทธบริษัท เรา ก็มีมากไม่น้อยกว่าของพวกอื่น จนถึงกับทำให้จมอยู่ในโลกแห่งความเพ้อถึง สันติภาพถาวรกับเขาด้วยเหมือนกัน คือการหลงยึดถือเอาการหยุดพักเหนื่อยหรือเพื่อ เตรียมสงครามว่านั่นคือสันติภาพ. สำหรับมนุษย์เช่นนี้ สงครามกับสันติภาพคือของ อย่างเดียวกัน และเป็นสิ่งเดียวกันด้วย. แต่ไม่มีใครหัวเราะใคร เพราะเราเป็น โรคอย่างเดียวกัน แล้วต่างคนต่างก็ไม่ทราบว่าตนเป็น. สิ่งที่เรากำลังละเมอเพื่อฝั่น ว่าเป็นของคู่และตรงกันข้ามนั้น ที่แท้มันเป็นของอย่างเดียวกัน และสิ่งเดียวกันอย่าง ที่แยกกันไม่ออก แล้วในโลกนี้ของคู่ที่แท้จริงมันจะมีได้อย่างไร นอกจากของคู่ของ อวิชชา. ร้อนกับเย็น เป็นคู่เคียงกันอยู่ได้เฉพาะในที่ ๆ มีอวิชชา แม้ ที่สุดแต่อวิชชากะจิริตกะจ้อยร่อยที่เป็นเหตุให้ไม่ทราบว่า ความเย็นก็คือความร้อน อีกขนาดหนึ่งเท่านั้น ไม่ต้องมากไปถึงอวิชชาขนาดมหาศาลที่ทำให้ยึดสิ่งทั้งหลายโดย ความเป็นของ ๆ ตน. เมื่อไม่ทราบว่าความเย็นก็คือความร้อนขนาดหนึ่งเช่นนี้แล้ว ใจ ของเราก็ถูกขังอยู่ในวงจำกัดแคบ ๆ ของฝ่ายนี้ จำกัดให้รู้ 1 จำกัดให้คิด ! จำกัดให้ ปรารถนาต้องการ ! ซึ่งล้วนแต่เป็นไปในทางเอาผ้าปิดตาแล้วชกต่อยตัวเอง ด้วย สำคัญว่าเป็นคนอีกคนหนึ่ง เช่นเดียวกับที่เข้าใจว่าความเย็นกับความร้อน หรือฝ่าย ติดกับความหลุด ฯลฯ ฯลฯ เป็นของคู่กันนั้นเหมือนกัน. ฝ่ายโน้น หรือฝ่าย ตรงข้ามแท้จริง ก็ไม่เคยถูกใครนึกถึงว่ามี หรือนึกถึง ก็นึกอย่างลม ๆ แล้ง ๆ เพราะว่ากำลังถูกขังอยู่ทั้งกายและใจและเหลือที่จะรู้สึกว่าถูกขัง เพราะว่ากลุ่มใยนี้ แมลงมุมมันชักของมันขึ้นเอง. มนุษย์มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่รู้สึกได้เพียงแค่ ไหน อย่างไรแล้วก็ยุติแน่นแฟ้นเอาว่าความจริงมีเพียงเท่านั้น. จะมีคุกตรางที่ไหน ร้ายกาจไปกว่าคุกตรางอันนี้ ! คุกในโลกทั้งหมดรวมกันแล้ว ยังไม่เท่าคุกชนิดนี้ของ
น.72 ๖๖ คนเพียงคนเดียว เพราะว่ามันกักขังเขาเด็ดขาดจากการรู้จักตัวเอง และความหลุด- รอดของตัวเอง ชนิดที่คุกตรางทั้งหลายในโลก ไม่อาจกักขังเขาได้มากมายถึงเพียง นั้นเลย. เมื่อเราพากันออกพรรษาของเราได้ โดยที่ความรู้สึกแห่งของคู่ในโลกนี้ ทำอะไรเราไม่ได้แล้ว เราก็จะเข้าใกล้ความหลุดรอดอันแท้จริง ความหลุดที่ไม่ คู่กับความติด ! อย่างรวดเดียวถึงโดยไม่ต้องสงสัย พุทธทาส ภิกขุ ออกพรรษา ๒๔๙๑
น.73 มาฆะ บูชา บ ๒๔๙๒ สิ่งควรนึกถึงในคาบสมัยแห่งมาฆบูชานี้ ก็คือการประชุม- จาตุรงคิกสันนิบาตชาติของพระอรหันต์ ๑๒๕๐ องค์ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประธาน จนเราอาจกล่าวได้ว่า วันมาฆบูชา ก็คือ "วันพระอรหันต์." ถ้าเรายิ่งพิจารณาดู อย่างละเอียดแล้วย่อมได้คติในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น ๆ ตามควรทุกคราวมาฆบูชา. พระอรหันต์นั้น คือคนเต็ม ( man perfected ). ถ้าถามว่า เต็มด้วยอะไรก็ตอบได้เฉพาะในมันเองว่า " เต็มไปด้วยความเป็นคน" นั่นเอง. คนที่เต็มไปด้วยความเป็นคน คือพระอรหันต์, เพราะฉะนั้นย่อมกล่าวได้ต่อไปอีกว่า
น.74 ๖๘ คนธรรมดาทั่วไป หรือคนนอกนั้น ก็คือคนที่ยังไม่เต็มคนนั่นเอง. ตัวคนนั้นเป็นแต่ เปลือก ไม่ใช่ตัวพระอรหันต์. ตัวพระอรหันต์ จึงเป็นตัวเนื้อในหรือเยื่อใน ที่อยู่ ในคนที่เต็มไปด้วยเยื่อชนิดนี้, หรือถ้าหากกล่าวอย่างเป็นคำศัพท์แสง ก็กล่าวว่า คน ที่เต็มไปด้วย "ความเป็นพระอรหันต์." ตัวพระอรหันต์กับตัวคน จึงมิใช่ของสิ่ง เดียวกัน ถ้ามิฉะนั้นแล้ว คนก็มีความเป็นพระอรหันต์ไม่ได้. ความเป็นพระอรหันต์ นั่นแหละ คือตัว "ความเต็ม" ที่ทำคนให้เป็นคนเต็ม. พระอรหันต์จึงได้แก่ "คนที่ มีความเต็มแห่งความเป็นคน" นั่นเอง. คนนอกนั้น ยังพร่องอยู่ตามส่วน. "คน" นั้นอย่างหนึ่ง. " คนที่เต็มด้วยความเป็นคน" นั้นอีกอย่างหนึ่ง และถึงกับตรงข้ามกัน. เพราะฉะนั้นชวนให้คิดว่าอะไรเล่า คือตัว ความเป็นคน ซึ่งเมื่อใครมีเต็มแล้ว จะถูกเรียกว่าเป็นพระอรหันต์ เพื่อให้จำง่าย ๆ เราควรกล่าวว่า ความเป็นคนนั้น คือ ๓ ส. ส = สะอาด, ส = สว่าง ส = สงบ. สาม ส นี้ ใครมีจนเต็มที่ คนนั้นเป็นพระอรหันต์. ใครมีไม่เต็ม ก็เป็นคนที่รอง ลงมา, ใครไม่มีเลย คนนั้นเป็นสัตว์. คือไม่ใช่คน. ความเป็นพระอรหันต์ไม่มี อะไรมากมายไปกว่า ความเต็มแห่งสาม ส. นี้ แม้แต่นิดเดียว, คนเต็ม man perfected ก็คือเต็มด้วยสาม ส. นี้. ส. สะอาด ก็คือความสะอาด ซึ่งได้แก่อะไร ก็ย่อมทราบ กันได้แม้แต่เด็ก ๆ เป็นแต่ควรทราบไว้อีกหน่อยหนึ่งว่า ความสะอาดขั้นสุดท้าย หรือขั้นสูงสุดนั้น คือ "สะอาดจากความโง่." สะอาดที่เสื้อผ้า สะอาดที่ร่างกาย สะอาดที่คำพูด สะอาดที่จิตต์ใจ จนถึงขั้นสะอาดจากความโง่ซึ่งนับว่าเป็นขั้นสะอาด ที่สุด. ส. สว่าง ก็คือความสว่าง ซึ่งแม้แต่เด็ก ๆ ก็ทราบได้ทันที อีกเหมือนกันว่า มันหมายถึงอะไร. ถ้าทำเลขในที่มืดไม่ถูก แม้จะจุดตะเกียงขึ้น หรือออกไปที่กลางแสงแดด ก็ยังทำไม่ถูกอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น เด็ก ๆ จึงทราบ
น.75 ๖๙ ได้ว่า ความสว่างจากแสงตะเกียงหรือแสงแดดนั้น เป็นคนละอย่างจากแสงสว่าง ที่ทำ ให้ทำเลขได้ถูก. แสงสว่างขั้นสุดท้าย ก็คือความสว่างจากความโง่ หรือ อวิชชา นั้นอีกเหมือนกัน. ส. สงบ นั้น คือความสงบเย็น ซึ่งเด็ก ๆ ก็พอจะเข้าใจ ความหมายได้ถูกต้องอีก, เย็นลมพัด หรือเย็นอาบน้ำ ไม่เคยแก้ความร้อนเพราะ ทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งได้. ถ้ายังสงสัยอะไรอยู่ ก็ไม่เคยมีใจสงบได้. ฉะนั้น ความสงบเย็นขั้นสูงสุด ก็คือสงบจากความโง่ หรือจากคลื่นลมของความ โง่นั้น. คน ๆ ไหนบ้างที่มี ๓ ส. นี้เต็มเปี่ยม แม้เราจะไม่เคยเห็น เราก็พอจะอนุมานได้โดยไม่มีผิดพลาดเลย ว่าเขาต้องอยู่ในลักษณะเช่นไร ถ้าหากเรา จะอนุมานขึ้นไปจากความไม่สะอาด ไม่สว่าง ไม่สงบ อย่างที่เรามี ๆ กันอยู่. แล้ว เรายังสามารถอนุมานได้สืบต่อไปอีกว่า คนที่เต็มด้วยสาม ส. นี้จะสิ้นทุกข์ไม่มีเหลือ เลยเพียงไรด้วย. เรายิ่งรู้จักความสกปรก ความมืดบอด ความร้อนรน มากขึ้น เพียงใด เราก็ยิ่งรู้จักพระอรหันต์มากขึ้นเพียงนั้น. คนทั่วไป มักนิยมแค่ความ สะอาด ความสว่าง ความสงบ ที่คนอื่นรู้เห็นได้ด้วย ฉะนั้นจึงมีกันแต่ในที่ต่อหน้า ธารกำนัล ไม่มีในห้องส่วนตัว. เพราะฉะนั้น ในห้องส่วนตัวนั่นแหละ ถ้ามีสติ อยู่บ้าง ก็อาจเข้าใจหรือรู้จักพระอรหันต์ได้ดี. ยิ่งมองเห็นหรือรู้จักความ “เลว" ของตนมากเพียงใดก็ยิ่งรู้จักพระอรหันต์มากขึ้นเพียงนั้น. แต่เป็นที่น่าสลดใจ ที่ไม่มี เวลามองดูโคลนที่ตัวเสียเลยเป็นส่วนมาก จนกระทั่งตายไป ก็ไม่เคยฝันเห็นพระ- อรหันต์. คำว่าพระอรหันต์ จึงยังคงเป็นคำของภาษาต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา ฟัง จนหูชา ก็ไม่มีความหมาย. คำว่ามาฆบูชา ก็พลอยไม่เย็นหูไปด้วย. คำว่า มาฆบูชา หมายถึงคนที่เต็มด้วยสาม ส. ตั้ง ๑๒๕๐ คน นั่งประชุมกันด้วยความเคารพตัวเอง ในความสำเร็จแห่งความมี สาม ส. เต็มเปี่ยม.
น.76 ๗๐ ลองนึกดูเถิดว่า บรรยากาศในที่นั้นและเวลานั้น จะสะอาด สว่างและสงบ สัก- ปานใด. ครั้นเหลียวมามองดูที่มาฆบูชาตามวัด หรือตามสมาคมของเรา ปัญหา กลับเกิดขึ้นว่า มันสะอาด สว่าง หรือสงบอย่างไรกันหนอ. และอยู่ที่ไหนหนอ. ยิ่งดูยิ่งพบความละเมอ เหมือนคนตายที่เดินได้ แล้วก็เลยไม่รู้ว่า สะอาด สว่าง สงบ แบบไหนกันแน่ บางคนจึงพอใจที่จะทำมาฆบูชาในห้องส่วนตัว คำว่าสะอาด คำเดียวเท่านั้น ดูกันตั้งปี บางทีอาจจะไม่จบ ก็ได้. คนที่อวดว่าดูแวบเดียวรู้จักความสะอาดจบสิ้น อาจเป็นอวดดีที่สุดในโลกนี้. แต่โชคยังดีอยู่หน่อยที่ว่า คำว่าความสะอาดนั้น ไม่ว่าเป็นความสะอาดอะไรย่อม แสดงความหมายของมันชัดเจนไม่พ้นเผื่อให้คนหลงผิดได้อยู่เสมอ ปัญหายากเย็นเลย ไปอยู่ที่การไม่รักความสะอาด มากกว่าจะมาอยู่ที่ไม่รู้จักความสะอาด เนื่องมาจาก บังคับตัวเองไม่ค่อยจะได้เป็นส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ดี ข้อนี้ก็ยังเรียกได้ว่า ไม่รู้จัก ความสะอาดถึงที่สุดของความสะอาดอยู่นั้นเอง. ส. ๓ ส. เป็น ส. ตัวเดียวกันฉันใด ความสะอาด สว่าง สงบ ที่แท้ก็คือของสิ่งเดียวกันฉันนั้น. แต่ถ้าไม่แยกเป็น ๓ ส. ย่อมเห็นความหมายยากเสีย เวลาอธิบายนาน คิดนาน และ ส. เพียงสามคำ ก็ไม่เป็นสิ่งมากมายอะไรนัก พอที่ จะจำได้. สะอาด จึงจะสว่าง ไม่สะอาด จะสว่างได้อย่างไร, หรือถ้าสว่างแล้ว จะไม่สะอาดได้อย่างไร ขอแต่ให้สว่างจริง มันก็ต้องสะอาดเอง. สะอาดหรือสว่าง แล้ว จะไม่สงบอย่างไร. ถ้ายังร้อนกระวนกระวายแล้ว มันจะสว่างหรือสะอาดได้ที่ ตรงไหน. เพราะฉะนั้น จะมีของสามอย่างนี้ เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ย่อมเป็น ไปไม่ได้. มองดูเหลี่ยมหนึ่งเห็นเป็นความสะอาด มองอีกเหลี่ยมหนึ่งเป็น ความสว่าง และอีกเหลี่ยมหนึ่งเป็นความสงบ. คนเต็ม หรือ man perfected เต็มด้วย ส. ๓ ส. นี้ เต็มด้วยอาการอย่างไร แล้วจะอยู่ในลักษณะเช่นไร ต้องดูที่คนพร่อง ดูชั้น
น.77 ๗๑ ที่ยิ่งพร่องมากลงไป จนถึงกับไม่มี ส. ๓ ส. นี้เสียเลย ก็อาจรู้จักคนเต็ม ได้. เราทั้งหลาย จงมาทำพิธีมาฆบูชา ด้วยการ ดูความสะอาดที่ความ สกปรก ดูความสว่างที่ความมืด และดูความสงบเย็นที่เปลว ไฟอันกระวนกระวาย กันเถิด จะเป็นทางที่จะช่วยให้พบ พระอรหันต์ ได้ง่าย ๆ เหมือนคลำพบสตางค์ ที่ใส่ไว้แล้วในกระเป๋าของตนเองโดย ตนเอง, และมาฆบูชาของเรา ก็จะเป็น "วันที่ระลึกถึงพระอรหันต์" ได้ โดยแน่นอน. เมื่อกล่าวโดยบุคคลาธิษฐาน ด้วยเจตนาที่จะให้มีพระอรหันต์ เป็นคนขึ้นมาให้ได้จริง ๆ ก็ยังทำอะไรให้มากไม่ได้ไปกว่าที่จะกล่าวว่า ความสะอาด ความสว่าง และความสงบ สามอย่างนี้เท่านั้น ที่ได้จับกลุ่มกันเข้า เข้มข้นเข้าก็ เป็นองค์พระอรหันต์ ทำนองเดียวกับที่เชื่อกันว่า หมอกเพลิง ( Nebula ) ได้จับ กลุ่มกันเข้าเป็นดวงดาวต่าง ๆ กระทั่งดาวนพเคราะห์คือโลกเรานี้ ฉันใดก็ฉันนั้น. ร่างกายเป็นเพียงเปลือก ซึ่งรองรับองค์พระอรหันต์ไว้อีกชั้นหนึ่ง และขอเรียกกันไป ที่ว่าบุคคลซึ่งเป็นพระอรหันต์ ด้วยสิทธิแห่งการใช้เสรีภาพในการพูดหรือเขียน ซึ่ง ห้ามกันไม่ได้ แต่อย่าให้มันมากเกินไป หรือถึงกับหลงไปว่าเป็น สัตว์ คน ตัวตน เรา เขา เอาเสียทีเดียว. พุทธทาส ภิกขุ สวนโมกข์ มาฆบูชา ๒๔๙๒
น.78 วิสาขบูชา เข้า - ออก พรรษา๙๒ หนังสือพิมพ์ พุทธศาสนา ฉบับนี้เป็น การรวมสาม ฉบับเข้าเป็น ฉบับเดียวกัน ฉะนั้นการเขียนอภิลักขิตกาลพจน์ จึงต้องพลอยรวมสามคาบ เป็นคาบ สมัยเดียวกันด้วย และเป็นที่ระลึกแก่หลักของพระพุทธศาสนาโดยทั่วไป. หลักอันแน่นอนตายตัวหลักหนึ่ง ในพุทธศาสนา ซึ่งทุกคน ไม่ปฏิเสธ และเข้าใจได้ตั้งแต่แรก ก็คือหลักที่อาจกล่าวได้สั้น ๆ ว่า ยิ่งทำจิตต์ให้ บริสุทธิ์ได้เพียงไร ก็จะยิ่งลุถึงธรรมอันลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพียงนั้น. เมื่อจิตต์มี ความบริสุทธิ์ถึงที่สุด ก็หมายความว่า จิตต์นั้นได้หยั่งถึงธรรมอันลึกซึ้งที่
น.79 ๗๓ สุดอย่างเดียวกัน. ข้อนี้เป็นเพราะเหตุว่า ความบริสุทธิ์ถึงที่สุดของจิตต์จะ มีได้ก็ในขณะที่หยั่งเห็นธรรมอันลึกซึ้งถึงที่สุดนั่นเอง. เมื่อแสงสว่างแรง ก็ ปัดความมืดออกไปได้มาก. เมื่อแสงสว่างแรงที่สุด ก็สามารถปัดความมืดชนิดที่แรง ที่สุดได้. แสงสว่างไม่อาจมีอยู่พร้อม ๆ กันกับความมืดฉันใด ความบริสุทธิ์ของจิตต์ ก็ไม่อาจมีอยู่พร้อมกันได้กับความไม่หยังเห็นธรรมอันลึกซึ้ง ฉันนั้น. ทั้งนี้ เพราะ ว่าของสองอย่างนี้ ย่อมเป็นปฏิปักษ์กันอยู่ตามธรรมชาติ แต่ปัญหาสำคัญ มักมามี อยู่ตรงที่สัตว์นั้น ๆ พอใจในความมืดเสียเอง หรือถึงกับหลงยึดเอาความมืดขึ้นเป็น ความสว่างของตน. ในบรรดาความมืดทั้งหลาย ไม่มีความมืดอะไรจะยิ่ง ไปกว่าความมองเห็นว่ามีตัวตนของตัว. ความมองเห็นอันนี้ เป็นความ มืด. มืดทั้งที่มองเห็น ! ด้วยเหตุนั้นแหละ จึงเป็นความมืดที่อันตราย ที่สุด โดยที่ทำให้ผู้นั้นมีความเศร้าหมองของตัว ด้วยอำนาจของมานะ ที่ ถือตัวว่ามีอยู่หรือเป็นอยู่ อย่างนั้นอย่างนี้ สำหรับทะนงตัว หรือเปรียบ- เทียบกับผู้อื่นต่อไป สัตว์ผู้มืดอยู่ด้วยความมืดชนิดที่เป็นความมองเห็น ชนิดนี้จึงมีแต่ความไม่บริสุทธิ์ และจิตต์ของเขาไม่อาจหยั่งถึงธรรมที่ลึก- ซึ่งที่สุดคือนิพพานได้. ขั้นแรกที่สุด เขาทะนงตัวว่าเขามองเห็น. แล้วเขาจะยอมรับ ว่าเขามีความมืดได้อย่างไร เพราะเขาเห็นนั้นเห็นนี่อยู่ด้วยความคิดอันปรุโปร่งของ เขาเหมือนกัน. ยิ่งเมื่อเขาได้รับการฝึกฝนทางศาสนา เกี่ยวกับการอบรมจิตต์อย่างใด อย่างหนึ่งมาแล้ว ก็เป็นการยากอย่างยิ่งที่จะให้สัตว์ผู้นั้น เกิดมีความรู้สึกว่าตนถูก หรือยังถูกหุ้มห่ออยู่ด้วยความมืด. ความมืด เพราะความไม่เข้าใจนั้น พอจะมองเห็น กันได้บ้าง แต่ความมืดเพราะความเข้าใจผิดนั้น นอกจากจะเห็นได้ยากแล้ว ยังจะ ทำให้เขาเข้าใจว่าเขามีความสว่างเสียด้วยซ้ำไป เพราะว่าเขากำลัง มองเห็นอะไร ๆ
น.80 ๗๔ อยู่อย่างมากมาย. เมื่อเขารู้สึกตัวว่ามองเห็น และสิ่งที่มองเห็นก็เป็นที่พอใจ และ ทนต่อเหตุผลคือความพอใจของเขาแล้ว เขาก็ย่อมจะถือตัวว่าเขาไม่มีความมืดเป็น ธรรมดา. และผลก็คือไม่ยอมแก้ไขความมืดของเขา เพราะเขาไม่เห็นว่าเขามีความ มืด. ความมืดเหล่านั้นของเขาจึงยังคงรึงรัดอยู่ในสันดานของเขาโดยปราศจากการ แก้ไขแต่อย่างใด. ในขณะนั้นแม้พระพุทธเจ้าก็ช่วยเขาไม่ได้ ! ทำให้เขา ได้ชื่อว่าผู้ที่จมลึกถึงที่สุดอย่างเที่ยงแท้ (สัจจาภินิเวโส). ความมืดเพราะความทะนงว่าตนได้เล่าเรียนมามาก อาจมีมาก จนถึงกับทำความล่มจมให้แก่ตัวเอง หรือผู้ที่ไว้เนื้อเชื่อใจผู้นั้นว่าเป็นคนเล่าเรียนมา แล้ว. นี่ก็เป็นความมืดอันมีมาแต่ความเข้าใจผิดนั้นเหมือนกัน. ความรู้ที่มากท่วม หัว แต่กลับปรากฏว่าช่วยตัวไม่รอดนั้น ก็เพราะยิ่งมองเห็น ยิ่งมืด. เป็น ความมืดของความเข้าใจผิดชนิดที่ยิ่งคิดได้มาก ก็ยิ่งผิดออกไปมาก ! ยิ่ง คิดได้ยาว ก็ยิ่งผิดออกไปยาว ! ตรงกันข้ามกับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งกำลังได้รับผลของ ความรู้ แม้ไม่ท่วมหัว ก็เอาตัวรอดได้. เนื่องจากเขาเป็นผู้ที่รู้ตัวอยู่เสมอว่า ความ มองเห็นนั้นเป็นความมืดอันร้ายกาจชนิดหนึ่ง ซึ่งเขาจะต้องควบคุมมันให้ดี ๆ ไม่เอา ตามตำราหรือตัวหนังสือเกินไป จนไม่เหลียวแลข้อเท็จจริงเสียเลย. ความอยู่ใน อำนาจของเหตุผลและข้อเท็จจริง เป็นของคนละอย่างจากการเอาแต่ตามตัวหนังสือ หรือตำรา ซึ่งยิ่งมากเข้าก็จะยิ่งปนเปยิ่งทำให้พ้นวิสัยแห่งการใช้ปฏิบัติได้มากเข้า ถ้าเขาคนเป็น มีหลักที่ เป็นไป ตามอำนาจแห่งเหตุผลและข้อเท็จจริงเป็น ใหญ่ ก็จะสามารถควบคุมความรู้หรือตำรา ไม่ให้ท่วมหัวเขาได้ จึง ปลอดภัย และได้รับผลที่มุ่งหมาย. นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ความเข้าใจถูก หรือ สัมมาทิฏฐิอันเป็นองค์ต้นของอัฏฐังคิกมรรค.
น.81 ๗๕ เราอาจพิจารณากันต่อไปให้ละเอียดได้ ถึงความแตกต่าง ระหว่าง "ความไม่เข้าใจ" กับ "ความเข้าใจผิด." ความไม่เข้าใจ นับว่าเป็น ความมืดใคร ๆ ก็ยอม. แต่ความเข้าใจผิดจะถูกจัดเป็นความมืดนั้น ตามความจริงแล้ว เจ้าตัวย่อมไม่ยอม เพราะเขารู้สึกว่าเขาไม่มืด. แต่ถ้าจะดูกันให้ดีแล้วจะเห็นว่า ความ เข้าใจผิด จะยิ่ง "มืด" เสียกว่าความไม่เข้าใจ เพราะเป็นความมืดที่ถูก ย้อมน้ำฝาดอีกต่อหนึ่ง, และทั้งเป็นอันตรายกว่า เพราะผู้ที่เข้าใจผิด ย่อม ไม่ยอมรับคำตักเตือน ซึ่งต่างกับผู้ที่ไม่เข้าใจ อันพร้อมที่จะรับคำตักเตือน เสมอ. นี่ว่ากันโดยลักษณะหรืออาการ. แต่ถ้าเพ่งเอาผลกันแล้ว ก็นับว่ายังอยู่ใน ที่มืดด้วยกันทั้งสองฝ่าย. เมื่อเพ่งเอาความที่ยังเอาตัวไม่รอดด้วยกันแล้ว ก็ยังเรียกว่า ตกอยู่ใต้อำนาจของอวิชชาอยู่ด้วยกัน. แต่ว่า อนาคตย่อมแตกต่างกันไกล อย่างที่ จะทิ้งกันไม่เห็นหลัง. สำหรับเรื่องที่ยืดยาว เช่นเรื่องการตะเกียกตะกายเพื่อ "ฝั่ง โน้น" หรือนิพพานนั้น ย่อมกล่าวได้โดยไม่กลัวผิดว่า เราตั้งต้นด้วยความมืด ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยกันทั้งนั้น. แต่แล้ว ความมืดของใครจะค่อยจางออกหรือ ของใครจะถูกย้อมฝาดหนักเข้า นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่มันเป็นการง่ายในการที่จะ แยกพวกกันในขั้นต้นนี้ คือว่า ใครเกิดความอยากได้นิพพาน เพราะเห็นว่า อาจจะแก้ไข ภาวะที่ตน กำลังไม่ ต้องการใน บัดนี้โดย เฉพาะ คือ ความ หม่น หมองมืดมัวของใจได้แล้ว เขาย่อมเป็นพวกที่ความมืดของเขาจะค่อยจาง ออกเป็นธรรมดา. แต่ถ้าใครต้องการนิพพานด้วยอำนาจการเห่อตามเสียง ล่ำลือหรือตามตัวหนังสือ เพื่อให้ตัวดีกว่าใครแล้ว ความมืดของเขา มี หวังที่จะถูกย้อมน้ำฝาดหนาขึ้นไม่มากก็น้อย ไม่เร็วก็ช้า. และกว่าเขาจะไล่ ทันพวกแรก ย่อมกินเวลานานมากอยู่. และที่น่าอันตรายที่สุดนั้น คือเขาได้ไปคว้า เอาสิ่งที่มิใช่นิพพานเข้าไว้สำหรับเขาหรือคณะของเขา, เป็นภูเขานิพพานที่สวยงาม ตามทัศนะของเขา. เขายิ่งปลูกความเชื่อและความยึดถือลงไปในภูเขาคอกของเขา
น.82 ๗๖ พร้อมกับที่อีกพวกหนึ่งไม่ได้สร้างขึ้นเลย. ฉะนั้นความแตกต่างกัน หรือการทิ้งให้ หลังกัน จึงมิใช่เพียงร้อยเพียงพัน เพียงหมื่นเพียงแสน เพียงล้านเพียงโกฏิเท่า แต่ว่าเป็นจำนวนเท่าที่นับไม่ไหวทีเดียว. และความช้าเนิ่นนานขนาดนี้ ท่านเรียก ว่า "หลักตอแห่งวัฏฏสงสาร" (ขานุวัฏฏะ). ความมองเห็นว่ามีตัวตน เป็นความมืดที่มืดที่สุด ใน ฐานะที่เป็นอวิชชาดั้งเดิม คืออวิชชาที่สร้างโลกขึ้นมา. ถ้าไม่มีอวิชชา ก็ย่อมไม่มีความเห็นหรือรู้สึกว่า มีตัวตนในโลกนี้หรือโลกไหน. หรือกลับ อีกทีหนึ่ง ก็ว่าถ้าไม่มีความเห็นว่าตัวตน ก็แปลว่าไม่เคยมีอวิชชาขึ้นเลย ในโลกนี้ หรือโลกไหน. เพราะเหตุที่ “ภาวะที่ขาดวิชา" มีอยู่เป็นพื้นฐาน ไม่ว่าในโลกนี้ หรือโลกไหน ความรู้สึกว่ามีตัวตนของตน จึงมีประจำอยู่ในสรรพสิ่งที่มีชีวิต ใน ฐานะเป็นสัญชาตญาณ. อันเป็นปัจจัยสำคัญแห่งการทรงอยู่และการขยายตัวของสิ่ง ที่มีชีวิตทั้งมวล. เราถูกทำให้คลอดออกมาโดยสิ่งนี้ และโดยอาการอย่างนี้ และมี สิ่งนี้เป็นผู้ควบคุมเรา. ดังนี้ย่อมแปลว่า เรามีความจำเป็นที่จะต้องช่วยตัวเองโดย ตัวเอง และมิหนำซ้ำต้องเป็นวิธีหนามยอกจะต้องเอาหนามบ่งด้วย. ถ้าพูดโดยไม่ สมมติก็คือว่า ชีวิต (ซึ่งไม่ใช่ตัวเรา) นี้ถูกสร้างขึ้นโดยอวิชชา ซึ่งในตอนนี้ มีอยู่ในรูปของสัญชาตญาณมีประการต่าง ๆ นั้น ไม่มีทางจะพึ่งใครแล้ว นอกจากตัวเอง, แม้พระพุทธเจ้าจะช่วยได้ก็เพียงแต่ผู้ชี้ทาง. มันจะต้อง ช่วยตัวด้วยวิธีเอาหนามบ่งหนาม. สนิมเหล็กเกิดจากเหล็ก มันกัดเหล็ก ฉันใด, สัญชาตญาณที่เกิดมาจากอวิชชา จักต้องพักตัวกันใหม่ และย้อน กลับไปกัดอวิชชา ฉันนั้น. สัญชาตญาณของการรักตัว ไม่ควรจะลุกลาม ไปในทางยึดถือตัวตน แต่ควรจะกลายเป็นปัญญาที่เข้าใจสิ่งทั้งปวงตามที่ เป็นจริง โดยสรุปก็คือเข้าใจตัวเอง. เมื่อเป็นเช่นนี้ ชีวิตล้วน ๆ (ซึ่งไม่จำเป็น จะต้องมีตัวเรา) ก็สามารถที่จะมีปัญญาเกลียดการที่ต้องเวียนว่ายไม่มีที่สิ้นสุด และ ต่อสู้ดิ้นรนไปในทางที่จะไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของสัตรู ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
น.83 ๗๗ สืบไป. ตัณหา ก็จะกลายเป็นความต้องการที่จะออกจากวัฏฏ สงสาร แทนที่จะเป็น ความอยากที่พัวพันอยู่กับวัฏฏสงสารดั้งเดิม, จนกระทั่งไม่เป็นตัณหา หรือหมด ตัณหา โดยวิธีนี้ ภาวะที่ทนทรมาน ก็จะหมดไปจากโลก จนกระทั่งเหลือแต่ภาวะที่ ปราศจากการทนทรมาน, ฉะนั้น เมื่อเราลอกเอา "สิ่งสกปรก" ที่หุ้มห่อจิตต์ โดยเฉพาะคือความยึดถือนามรูปว่าเป็นตัวตน ออกไปเสียได้เพียงใด ความบริสุทธิ์พร้อมกับการมองเห็นความลึกซึ้งของ "ฝั่งโน้น" ก็จะมีมาก ขึ้นเพียงนั้น. ความยึดถือในนามรูป หรือในธรรมชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นขันธ์ ๆ ใดขันธ์หนึ่ง ในขันธ์ทั้งห้า ว่าเป็นตัวตน ซึ่งเป็น "สิ่ง สกปรก" ที่หุ้มห่อจิตต์อย่างยิ่งนี้ มิใช่เป็น "ความไม่เข้าใจ" แต่ว่า เป็น "ความเข้าใจผิด" ชนิดที่ทำอันตรายให้โดยไม่รู้สึกตัว ทำนองสัตว์ ที่เกิดและตายอยู่ในกรง โดยคิดว่าโลกนี้มีเพียงเท่านั้น ฉันใดก็ฉันนั้น. ความบริสุทธิ์ของจิตต์มีได้ ด้วยการหันหน้าเข้าฟาดพื้นความยึดถือ ที่เที่ยว อุตริยึดถือในสิ่งทั้งปวง ตามแต่ที่มันได้หลงใหลสร้างขึ้นในสิ่งนั้น ๆ ตาม ยุค ตามคราว ตามภูมิ ตามชั้นของจิตต์ ที่กำลังบ้วนเปี้ยนอยู่ในเลนตม ของความยึดถือ. ขอให้พุทธบริษัทสลัดเลนตมเหล่านั้นเสีย เพื่อความเป็นพุทธ- บริษัทอันถูกต้อง ด้วยการเข้าถึง "ฝั่งโน้น" ด้วยความระมัดระวังที่จะไม่ยึดถือ และระมัดระวังในการที่จะไม่ให้สิ่งที่ตนเรียนมาฟังมา เกิดมีอาการ "ท่วมหัว" ขึ้น มาได้จงทุก ๆ รูปทุก ๆ นามเถิด. พุทธทาส ภิกขุ ธารน้ำไหล เขาพุทธทอง ออกพรรษา ๒๔๙๒
น.84 มาฆบูชา วิสาขบูชา ๒ ๔๙ ๓ สิ่งควรนึกถึงในคาบสมัยแห่งมาฆบูชานั้น คือการประชุมใหญ่ ของพระอรหันต์มีสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประมุข จนเราอาจกล่าวได้ว่า วัน- เพ็ญในเดือนกุมภาพันธ์นั้น คือ วันพระอรหันต์. และสิ่งที่ควรนึกถึงในวันวิสาข- บูชานั้นเล่า ก็คือการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เองซึ่งมีตรงกันในวันนั้นทั้งสามเหตุการณ์ จนเราอาจกล่าวได้อีกว่า วันเพ็ญในเดือน พฤษภาคมนั้น คือ วันของจอมพระอรหันต์. การทำการบูชาของเราในสอง วันนี้ ก็คือการบูชาพระอรหันต์, เป็นที่ระลึกแก่พระอรหันต์, และย้อมใจ เราเองให้อิ่มอาบด้วยธรรมของพระอรหันต์."
น.85 ๗๙ ถ้าการทำมาฆบูชาหรือวิสาขบูชาก็ตาม มีความหมายเพียงการ เวียนเทียนอย่างเอ็กเกริกโกลาหลวุ่นวายของประชาชนที่นับถือพระพุทธศาสนา และ โดยเฉพาะของคนหนุ่มคนสาวด้วยแล้ว ผลที่ได้ก็จะเอียงไปในทำนองของการตี ปี๊ป- ตีกระป๋องเมื่อวันราหูอมจันทร์ของชาวบ้านทั่วไปนั้นมากกว่า. ในวันตี ปี๊ปตีกระป๋อง นั้น เด็ก ๆ บางคนหน้าซีดขนลุก เพราะความสงสารพระจันทร์. นี่ก็ยังนับว่าเป็น การดี ที่จะหัดให้เป็นคนรู้จักเมตตากรุณาสงสารคนอื่นเมื่อเขาได้รับทุกข์. ส่วนการ เอิกเกริกของหนุ่มสาวในวันเวียนเทียนนั้น ยังเป็นที่สงสัยอยู่ว่าได้ให้เกิดผลที่เป็น “ธรรมะบริสุทธิ์" แก่จิตต์ใจอย่างไรบ้าง, ในวันพระอรหันต์ หรือวันของจอมพระ- อรหันต์วันนั้น เราได้อาบรดตัวเราด้วยธรรมะของพระอรหันต์อย่างไรบ้าง นั้นเป็น สิ่งที่ควรพิจารณาดู เพื่อให้ได้ประโยชน์ตามที่ควร. พระอรหันต์องค์หนึ่งท่านกล่าวว่า "พวกเทวดาในชั้นดาว ดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี และสวัตติ ล้วนแต่ยังถูกผูกมัดรัดรึงอยู่ ด้วยเครื่องผูกคือกาว ยังต้องกลับไปสู่อำนาจของมารอีก. โลกทั้งปวง ร้อนเปรี้ยง. โลกทั้งปวงควันกลุ้ม. โลกทั้งปวงลุกโพลง ๆ. โลกทั้งปวง ไหวโยกเยกอยู่. ที่ใดมารไปไม่ถึง ที่นั่นไม่โยกเยก ที่นั่นไม่ใช่ที่เที่ยว ของบุถุชน. มารเอย ใจของเรายินดีในที่นั้นเสียแล้ว" (ไตร. ล. ๑๕ น. ๑๖๕) • เราพิจารณาดูจากข้อความนี้แล้ว ลองนำเอาความรู้สึกในหัว- ใจของพระอรหันต์มาเปรียบเทียบกันดูกับหัวใจของคนเวียนเทียนทั่ว ๆ ไป ว่ากำลัง เดินคล้อยตามกัน หรือว่ากำลังเดินหันหลังให้กันแยกทางกันไป ต่างคนต่างไปตาม "ประสา" ของตน จงพิจารณากันดูในข้อที่ว่า เราพากันร้องสรรเสริญคุณของพระ- อรหันต์ ทั้งที่เราไม่สมัครใจจะทำอย่างที่ท่านทำ, หรือเปล่า? เราสมัครจะเป็นผู้แพ้ อยู่เสมอ ทั้งที่ปากร้องตะเบ็งเสียงสรรเสริญผู้ชนะหรือเปล่า ? มาฆบูชา หรือวิสาข- บูชาของเรา คืออะไรกันแน่ ?
น.86 ๘๐ โดยไม่ต้องสงสัยเลย พระอรหันต์ท่านคงไม่ได้ทำพิธีมาฆบูชา หรือวิสาขบูชากันเป็นแน่. พิธีต่าง ๆ ไม่มีความหมายสำหรับท่าน และท่านคงไม่ได้ ทำพิธีเพื่อท่านเอง. ฉะนั้นเรื่องจึงยังเหลืออยู่แต่พิธีมาฆบูชาและวิสาขบูชาของพวกเรา ผู้เกี่ยวข้องกับพระอรหันต์ โดยที่ต้องการจะยึดเอาท่านเป็นหลัก ในการที่จะทำตัวเอง ให้เป็นอิสระจากความทุกข์. ถ้าหากว่ามนุษย์ในโลกไม่ต้องการความเป็น อิสระจากความทุกข์ คำว่าพระอรหันต์ก็จะไม่มีความศักดิ์สิทธิ์และความ ประเสริฐแต่ประการใด เพราะคำว่าพระอรหันต์มิได้มีความหมายเป็น อย่างอื่น นอกหมายถึงผู้มีหัวใจสะอาดเกลี้ยงเกลาจากความทุกข์โดยสิ้น- เชิงเท่านั้น. จึงในวันที่เราฉลองพระอรหันต์ของเรา เราจะต้องมีหัวใจชนิดไหนกัน แน่ ? ความรู้สึกสนุกสนานเอิกเกริกเฮฮาในขณะเวียนเทียนนั้น ใช้เป็นการบูชา พระอรหันต์หรือว่าใช้เป็นการล้อเลียนท่านกันแน่ ? ท่านทั้งหลายผู้ถือลัทธิ Eat, drink, and be merry, for tomorrow we will die. นั้น ท่านอาจเชื่อว่าพระอรหันต์เป็นผู้อดแห้งอดแล้งอย่าง น่าสงสาร. แล้วท่านมาเวียนเทียน ก็เพียงแต่จะล้อเลียนอุดมคติ ของพระอรหันต์ เล่นเท่านั้นเองกระมัง ? มิฉะนั้นแล้วจงคิดดูเถิดว่า มันมีอะไรที่ผลักดันให้เกิดอาการ หลุกหลิกออกมาได้ ในนาทีที่เรากำลังทำพิธีเพื่อเป็นที่ระลึกแก่พระอรหันต์ผู้มีแต่ความ ประเสริฐที่น่าเลื่อมใส. พระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก นี้มีความหมายว่า มีปรา- กฏการณ์ของหัวใจที่สะอาด - สว่าง - สงบ ถึงที่สุดปรากฏขึ้นในโลก, โดยมิได้หมายถึงการเกิดของคน ๆ ใดในทางเนื้อหนัง. พระอรหันต์ท่าน ประชุมกันโดยมิได้นัดหมายกัน เพราะท่านมิได้มีตัวตนอะไรที่ไหนที่จะ
น.87 ๘๑ เอาหรือรับประโยชน์จากการประชุม เป็นแต่ความประจวบพร้อม ของผู้ ที่ต่างคนต่างก็มีอะไรเป็นที่พอใจของตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งภายนอก ตน. พระอรหันต์ ไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้วิ่งไปวิ่งมาที่นั่นที่นี่ เพื่อผลอย่าง นั้นอย่างนี้แก่ตัว. จะประชุมกันหรือไม่ประชุมกัน ความสะอาด - ความ สว่าง - ความสงบ ก็ยังคงเท่าเดิม. ไม่มีงานที่ต้องทำ. ไม่มีผลของงานที่ ต้องปรารถนา. ร่างกายเพียงแต่เคลื่อนไหวไปตามคำสั่งของจิตต์ใจที่สะอาด- สว่าง - สงบถึงที่สุด เพราะมีกำลังงานเหลืออยู่. ไม่มีความรู้สึกว่าใคร เป็นปรปักษ์ หรือเป็นสัตรู. ไม่มีความรู้สึกเบื่อโลก เพราะไม่มีตัวตน ที่เป็นผู้รู้สึกเบื่อ. ไม่มีเคยคิดฆ่าตัวตาย เพราะไม่มีความรู้สึกว่าใครเกิด มาและกำลังมีชีวิตอยู่, หรือกำลังจะตายไป. ไม่กลัวตาย เพราะไม่มอง เห็นว่ามีความตาย. ไม่มีปัญหาว่าตายแล้วจะเกิดใหม่หรือไม่ เพราะ ไม่มีใครที่ได้เกิดมา หรือตายไป. . และก็ไม่ได้มีความรู้สึกว่าอยู่ เพราะ ไม่มีตัวผู้อยู่. ไม่ได้มาแต่ไหน ไม่ไปข้างไหน และไม่ได้หยุดอยู่ที่ไหน. คนธรรมดาติดตั้งอยู่ในอาลัยต่าง ๆ คือในทรัพย์สมบัติ ในชื่อเสียง บุตร ภรรยา ที่อยู่อาศัยที่อุตส่าห์ปลูกสร้างตกแต่งปรับปรุงอยู่เสมอ. แต่พระ อรหันต์ท่านถือว่า แม้เพียงแต่ตั้งใจจะอยู่ให้สบายที่นั่นหรือที่นี่สักสาม เดือนเท่านั้น ก็จัดว่าเป็นคนเขลาคนพาลเสียเต็มทีแล้ว อย่าว่าแต่จะ ติดใจในการที่จะอยู่ในที่อาศัยอันสะดวกสบาย หรูหราสวยงามของตน จนตลอดชีวิตเลย. ทั้งหมดนี้ เมื่อเราพิจารณาดูโดยละเอียด เราคงจะไม่สามารถ ทำพิธีมาฆบูชา หรือ วิสาขบูชากันใน ทำนองตี ปี๊ปตีกระ ป๋อง เมื่อราหู อมจันทร์ เป็นแน่. อย่างน้อยที่สุด ก็คงจะได้พยายามสำรวมจิต ระลึกถึงปรกติภาวะของพระอรหันต์ทั้ง
น.88 ๘๒ หลาย จนเกิดความรู้สึกอิ่มเอิบในคุณธรรมของท่าน และสังเวชใจในการที่โลก มนุษย์เรา ยิ่งเดินไปในทางที่ห่างไกลจากความสงบ ก็เพราะเดินคนละทางกับพระ- อรหันต์ จนถึงกับสรวลเสเฮฮากันได้ในวันอันเป็นที่ระลึกสำหรับพระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นแน่. พุทธบริษัทก็จะพากันเข้าถึงความมุ่งหมายของการที่ตนนับถือพระพุทธศาสนา และภูมิใจในศาสนาของตน, โลกของพุทธบริษัทก็จะแปลกจากโลกของชนเหล่าอื่น ด้วยเหตุนี้. พุทธทาส ภิกขุ สวนโมกข. ๒๔๙๓
น.89 ขิตกาลพจน์ เข้าพรรษา ออกพรรษา ๒๔๙๓ สิ่งที่น่านึกในคาบสมัยแห่งการเข้า และการออกพรรษา ก็คือ การเข้า ๆ ออก ๆ การไป ๆ มา ๆ การเกิด ๆ ดับ ๆ การเคลื่อน การหยุด การ ติด การหลุด ฯลฯ และอะไรอื่นซึ่งจัดเป็นการกระทำที่เป็นคู่ ๆ กัน อีกเป็นอัน มาก. แม้ว่าคนส่วนมากจะเห็นว่า การเข้าและออกพรรษา เป็นเพียงเรื่องเกี่ยวกับ ฤดู หรือเป็นเรื่องที่ธรรมชาติบันดาลให้ และเกี่ยวกับเรื่องฝ่ายกายโดยเฉพาะก็ตาม แต่ผู้ที่เป็นนักพิจารณาในด้านที่เกี่ยวกับจิต ย่อมพิจารณาเห็นแง่คิดอันเร้นลับของคำๆ นี้ ว่าเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ หรือมีความหมายเกิดขึ้นเพราะความยึดถือของผู้ยึดถือ
น.90 ๘๔ นั่นเอง จนถึงกับถ้า พิจารณากันให้เห็นแจ่มแจ้งชัดเจนแล้ว ย่อมให้เกิด "ความ สว่างไสว" ได้ถึงที่สุด เช่นเดียวกับการพิจารณา ของที่เป็นคู่ ๆ คู่อื่น ๆ เหมือนกัน ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาดูเพื่อให้ได้รับประโยชย์เต็มที่ ตามที่ควรจะได้. การทำบุญให้ทานในวันเข้าหรือออกพรรษา ก็ตาม นั่นเป็น เพียงประเพณีที่จัดกันขึ้น และผลที่ได้รับก็ไม่มีอะไรผิดแปลกแตกต่างไปจากที่ได้ จาก การทำบุญให้ทาน ในวันที่กำหนดไว้ว่าเป็นวันพิเศษชนิดอื่น ๆ. การทำกิจหน้าที่ ของตน ตามคราวที่เข้าหรือออกพรรษา ก็เป็นเพียงระเบียบ หรือวินัยเฉพาะกาล. แต่การประพฤติธรรมที่แท้จริงนั้น ย่อมไม่จำกัดเวลาด้วยอำนาจ ธรรมะ เป็น อกาลิโก. ทีนี้ ถ้าเผอิญไปยึดติดในคำว่า "เข้า " หรือ "ออก" มากไป เท่าใด ก็จะเป็นการขุดหลุมฝังเท้าของตัวเองมากขึ้นเพียงนั้น. ฉะนั้น ในที่นี้เราจะลองพิจารณากันถึงความจริง ของสิ่งที่เป็นคู่ ๆ เหล่านี้ ซึ่งยังมีผู้ยึดถือ ไว้ต่าง ๆ กันดูบ้าง. การเข้าห้อง คือการเข้าไปอยู่ในเขตจำกัดชนิดหนึ่ง. การ เข้าพรรษาก็คือการเข้าไปอยู่ในขอบเขตระยะหนึ่งของเวลา โดยมีระเบียบอย่างใด อย่างหนึ่งวางไว้สำหรับปฏิบัติ ในระยะเวลานั้นโดยเฉพาะเหมือนกัน, แต่ถ้าเปิดตา ดูให้กว้างกว่านี้ เราจะเห็นว่า ถึงคนจะไม่ได้เข้าไปในขอบเขตของห้องนั้น ห้องนี้ เขาก็กำลังอยู่ในขอบเขตของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยที่จะหลีกเลี่ยงมิได้ เลย. เช่นเขากำลังอยู่ในบ้าน, ในสวน, ในทุ่งนา, ในเมือง, ในประเทศใด ประเทศหนึ่ง, ในโลก, หรือใน อาทิตยจักรวาล ๆ นี้เป็นต้น, ซึ่งล้วนแต่นับได้ว่า เป็น "ขอบเขต" อย่างหนึ่ง ๆ และล้วนแต่มีระเบียบหรือกฎ. ซึ่งถ้ามิใช่กฎที่มนุษย์ ตั้งกันขึ้นเอง ก็เป็นกฎของธรรมชาติ, อันเขาจะต้องประพฤติตามโดยถูกต้อง โดย ไม่มียกเว้นเลย, ข้อนี้ เช่นเดียวกับถึงแม้เขาจะมิได้เข้าพรรษา ซึ่งหมายถึงเข้าไป ถือปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง, ในระยะเวลาหนึ่ง ๆ เขาก็ต้อง "เข้า" อะไรอย่างใดอย่าง
น.91 ๘๕ หนึ่งอยู่ โดยที่จะอยู่ว่างมิได้เสมอไป. เช่นต้อง "เข้าอยู่" ในธรรมะ สำหรับ ปฏิบัติในฤดูร้อน ในฤดูหนาว หรือฤดูอื่น ๆ (ถ้ายังมีอีก ). เขาต้องปฏิบัติธรรมะ สำหรับวัยเด็ก, ธรรมะสำหรับวัยหนุ่มสาว, วัยกลางคน วัยแก่เฒ่า, เหล่านี้เป็นต้น หรือถ้ากล่าวอย่างสรุปที่สุด ก็ต้องกล่าวว่า เขาต้อง "เข้าอยู่" ในธรรมะสำหรับ ความเป็นคน ตลอดชาติที่เขาถือว่าเขาเกิดมาเป็นคน โดยไม่ต้องมีเวลา ออก. เขาต้อง "เข้าอยู่" ในธรรมะของการเป็นพ่อบ้านแม่เรือนที่ดี, หรือธรรมะของการเป็นพระเจ้าพระสงฆ์ที่ดี ฯลฯ อย่างไม่มีเวลาออก. เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้แล้ว การเข้าพรรษา-ออกพรรษา อย่างผลุบๆ โผล่ ๆ ของคน ส่วนมากในปัจจุบันนี้ จะมีความหมายได้อย่างไรกัน ? ในขอบเขตของอวิชชานั้น มีการเข้าการออกกันที่ตรงไหน ? เราจะเข้า ๆ ออก ๆ อย่างไร ในที่ใด จึงจะพ้นอำนาจการบีบคั้นของอวิชชา ? ข้อ นี้มันเหมือนกับถ้าเราเข้าไปซุกอยู่ในห้องเล็ก ๆ แล้วก็จะพ้นจากอำนาจการบีบคั้นของ ลมหนาว ที่กลางทุ่ง ดังนั้นหรือ ? ในเรื่องของวัตถุอาจจะเป็นอย่างนั้นได้ แต่ใน เรื่องของทางฝ่ายจิตนั้น อาจเป็นไปได้ถึงกับว่า อวิชชานั่นเองเป็นผู้จับมือเรา จูงเข้า ไปในห้อง แล้วนอน อบ กันอยู่กับมันเอง, หรือกับอวิชชาตัวอื่นยังหนุ่มแน่น สวยสดงดงามกว่า ซึ่งเราจะต้องระวังให้ดี. ในทางที่ตรงกันข้าม, เมื่อใดเราถากถางอวิชชาให้เบา บางลงไปได้เท่าใด เมื่อนั้นมันจะมี " การออก " หรือ "การเข้า" ก็ตาม แล้วแต่เราจะเรียกเอง, โดยไม่ต้องมีการเข้า ๆ ออก ๆ หลุบ ๆ ล่อ ๆ เช่นการเข้าออกของคนพวกหนึ่ง ที่โอ้อวดการกระทำของตนอยู่. ถ้าไม่มี การขูดเกลาอวิชชาเสียเลย การเข้าห้องเล็ก (คือ พรรษา) ย่อมมีไม่ได้ เพราะเราคงอยู่ในห้องใหญ่ คือ อวิชชา เท่าเดิม. เมื่อเข้า ก็เข้าไป
น.92 ๘๖ สู่อวิชชา, เมื่อออก ก็ออกมาสู่อวิชชา ดังนี้แล้ว การเข้า และออกมันจะมีความหมายอะไร ? ต่างกันตรงไหน ? และ ผู้ที่มีความรู้สึกว่ายังต้องเข้าพรรษา ออกพรรษา เข้า ๆ ออก ๆ อยู่เรื่อย นั้น มีใครบ้าง ที่อยู่นอกอำนาจของอวิชชา ? เข้าพรรษากับออกพรรษา ของเขา แตกต่างอย่างไรกัน ? คำ "เข้า" กับคำว่า "ออก" มีได้ใน กรณีย์เช่นนี้หรือ ? ถ้ามีการกำจัดอวิชชา อยู่ทุกขณะ ก็มี " การเข้า พรรษา" อยู่ทุกขณะ ไม่ว่าเป็นฤดูฝน หรือฤดูแล้ง, ไม่มีการออก. ถ้า ปราศจากการกำจัดอวิชชาเสียแล้ว, แม้ในฤดูฝน ก็ไม่มีการเข้าพรรษา เลย แต่มีการออกอยู่ตลอดเวลา. ในกรณีย์ที่ไม่ต้องมีการกำจัดอวิชชา ย่อมไม่มีทั้งการเข้าและการออก เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ จึงไม่มี ทั้งการเข้าพรรษา และการออกพรรษาเสียเลย, เพราะการเข้า ๆ ออก ๆ นั้น เป็นเพียงการที่ยังต้องไหลเวียน ไปตามท่าทีของอวิชชา อยู่เท่า นั้นเอง. ฉะนั้น เราจงพยายามเป็นที่อยู่เหนืออำนาจความบีบคั้น ของ การที่ต้องเข้า ๆ ออก ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดกันเสียทีเถิด ! พุทธทาส ภิกขุ สวนโมกข. ๒๔๙๓
น.93 ษิตกาลพจน์ มาฆบูชา วิสาขบูชา ๒ ๔ ๙ ๔ ความรู้สึกที่ควรมีอย่างแจ่มชัด อยู่ในใจของ พุทธศาสนิกชนเรา ในคาบสมัยมาฆบูชา ก็คือความสำคัญของวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่ระลึกถึงพระอรหันต์ ทั้งมวล. สำหรับวันวิสาขบูชานั้นเล่า ก็คือวันที่ระลึกแต่จอมแห่งพระอรหันต์ หรือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเอง. พระอรหันต์ มีความ หมาย ตรง ที่ใจของ ท่านผิด กับใจ ของชน สามัญ ในข้อที่ใจของท่านไม่เป็นฐานที่ตั้งของความทุกข์นานาประการ เพราะเหตุ ว่าไม่มีพิษร้ายเหลืออยู่ในใจของท่าน. พิษร้ายที่มีอยู่ในใจของคนทั่วไปนั้นเอง ที่ทำ
น.94 ๘๘ ให้ใจกลายเป็นที่รองรับของความทุกข์. เมื่อเอาออกเสียได้ ความทุกข์ก็ก่อรูปหรือ ตั้งอยู่ในใจของผู้นั้นไม่ได้ ซึ่งท่านเปรียบเหมือนกับหยดน้ำค้างไม่อาจเบียกใบบัว ฉันใดก็ฉันนั้น. สิ่งแวดล้อมหรืออารมณ์ต่าง ๆ ภายนอก กระทบตา หู จมูก เป็นต้น เข้าเมื่อใด ถ้ามีพิษอยู่ในใจ ก็ย่อมออกรับจับฉวยเอาไปเป็นเรื่องเป็นราวเป็น อารมณ์ภายในขึ้นมา จนได้หัวเราะหรือร้องไห้แล้วแต่กรณีย์. พิษร้ายประเภทที่ เรียกว่า อภิชญา เป็นพวกที่ดึงดูดให้เข้าหา, สำเร็จรูปเป็นความรัก หรือ อื่น ๆ ที่เป็นประเภทเดียวกันกับความรัก. พิษร้ายที่เรียกว่า โทมนัส เป็น พวกที่ผลักออกให้ห่าง, สำเร็จรูปเป็นความชังและอื่น ๆ ที่เป็นประเภท เดียวกับความชัง. นำอภิชญาและโทมนัสสองอย่างนี้ออกเสียได้หมดสิ้น ก็กลาย เป็นบุคคลที่ทุกข์ไม่เป็นกะใครอีกต่อไป ดังที่ตรัสไว้อย่างยืดยาวในพระบาลีมหาสติ ปัฏฐานสูตร เพื่อละของสองอย่างนี้เท่านั้น. ทุกข์กะใครไม่เป็นก็เพราะใจได้เปลี่ยน สภาพไปสู่ความเป็นใจชนิดที่ไม่เป็นฐานที่ตั้งหรือรองรับความทุกข์ได้อีกต่อไป เพราะ หมดพิษร้ายดังที่กล่าวมาแล้วนั้นเอง ความยากในเรื่องนี้ อยู่ตรงที่เราไม่ค่อยจะมองเห็น กันว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ในการที่ใจของใครจะเปลี่ยนแปลงเอา มาก ๆ ถึงอย่างนั้น. แต่ถ้าเราค่อยพิจารณาหรือค่อยคลำหาความแตก ต่างทีละเล็กละน้อยของใจที่คายพิษร้ายออกเสียได้ตามลำดับ ๆ จนเกิด ความรู้ความเข้าใจหรือความเป็นไปได้จริง ๆ ของใจชนิดที่ค่อยสูงขึ้น ๆ แล้ว ความพอใจในการที่จะมีใจชนิดนั้นเป็นของตัวบ้างก็จะค่อยมีมา เอง. พร้อมกันนั้นก็จะเกิดความเข้าใจในพระอรหันต์ทั้งหลาย เลื่อม ใส่ในความสูงของท่านจนยกมือขึ้น เหนือศีรษะบูชาท่านโดยไม่ทันรู้สึกตัว เมื่อไรก็ได้.
น.95 ๘๙ เราอาจค่อย ๆ คลำไปจากใจของคนสามัญ จนถึงใจของมนุษย์ ชั้นสูงสุดคือพระอรหันต์ได้หลายวิธี หรือหลายแนว. ในแนวที่ไม่ยากนักทั้งหลาย แนวหนึ่งมีดังต่อไปนี้ : - คนสามัญยังเป็นคนพาลคนเขลาอำมหิตเกินไป อาจไม่รู้สึกว่า ปฏิกูลแม้ในสิ่งที่เน่าเหม็นเช่นศพเป็นต้น. ยอมคลุกเคล้ากับสิ่งชนิดนี้เพื่อสินจ้างอย่าง ใดอย่างหนึ่งได้โดยชื่นตา. นี่แหละ "พิษร้าย" ยังเข้มข้นมากมายเกินไป. คนสามัญที่ค่อยยังชั่วหรือคนปรกติย่อมเห็นตามปรกติ ว่าของ เน่าเหม็นเป็นของปฏิกูลน่าขยะแขยงตามความรู้สึกของสามัญชนทั่ว ๆ ไป. นี่เรียกว่ามี พิษร้าย" สิงอยู่ในอัตราซึ่งคงจะพอใจเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า "อัตราปรกติ" คนที่สูงไปกว่านั้นอีกชั้นหนึ่ง มีความรู้สึกว่า แม้ในสิ่งที่คน สามัญถือกันว่าไม่ปฏิกูล เช่นดอกไม้ของหอมเป็นต้นนั้น ดูให้ดีแล้ว ก็คือของปฏิกูล ชนิดหนึ่งเหมือนกัน. โดยไม่ต้องคิดว่าชมดเชียงที่มีกลิ่นหอมคือน้ำมันสกปรกของ สัตว์ชนิดหนึ่ง หรือคิดว่ากลิ่นหอมก็คือกลิ่นเหม็นที่จางออกมาอยู่ในระดับ ๆ หนึ่ง เท่านั้น ตามแง่แห่งวิทยาศาสตร์ก็ได้ ก็ยังมีทางที่จะเห็นได้ว่าสิ่งนั้น ๆ ล้วนแต่เป็น มายาหลอกลวง ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง เป็นที่ตั้งของความโง่ความหลง ซึ่งเมื่อ พิจารณาเห็นเข้าจริง ๆ แล้ว ก็จักมีความขยะแขยงในของหอมเท่ากับในของเหม็น คือสรุปความได้ว่า เขาเห็นความปฏิกูลในสิ่งที่คนทั้งหลายทั่วไปถือกันว่า ไม่ปฏิกูล คนที่สูงขึ้นไปอีกทางหนึ่งยิ่งกว่านั้น มีปัญญาแหลมคมชัดแจ้ง ในสิ่งทั้งหลาย ย่อมพิจารณาเห็นว่าความจริงนั้น สิ่งที่ถือกันว่าปฏิกูล ก็หาได้ปฏิกูล อะไรไม่ เป็นเพราะไปถือเข้า. ของเน่าเหม็นเมื่อดูให้ดีแล้ว ก็เป็นเพียงธรรมชาติ หรือรูปธรรมชนิดหนึ่ง อย่างเดียวกันกับของหอม. ผู้นี้ไม่เห็นว่าปฏิกูลในสิ่งที่ผู้อื่น ทั่วไปเห็นกันว่าปฏิกูล.
น.96 ๕๐ คนที่สูงไปอีกทางหนึ่ง ยิ่งขึ้นไปอีก เห็นว่า ควรจะถือว่ามัน ปฏิกูล ทั้งสิ่งไม่ปฏิกูลและที่ปฏิกูล. เพราะทั้งสองอย่างนี้ พิจารณาดูอย่างลึกซึ้งแล้ว เป็นเพียงมายาเสมอกัน ไร้สาระที่บัณฑิตควรเข้าไปยึดถืออย่างเดียวกันและเท่ากัน. แม้ความคิดหรืออารมณ์ที่เกิดอยู่ในจิต ก็ปฏิกูลไม่น่ายึดถือ. คนที่สูงขึ้นไปอีกทางหนึ่ง ยิ่งขึ้นไปอีก เห็นว่า ทั้งสิ่งที่ปฏิกูล และไม่ปฏิกูลด้วยกันทั้งสองอย่างนั้นแหละ ถ้าอย่าไปยึดถือมันเช้า มันก็ไม่ปฏิกูล อะไร. เพราะไปจัดชั้นวรรณะมันเข้า มันก็เกิดเป็นปฏิกูล หรือไม่ปฏิกูลขึ้นมา. จึงถือว่า ไม่ปฏิกูล ทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลและไม่ปฏิกูล. ความปฏิกูลและไม่ปฏิกูล เป็น เพียงความรู้สึกที่จิต คนสุดท้ายรู้สึกในใจจริง ๆ ว่า ไม่มีอะไรทั้งที่ปฏิกูล ! และไม่ปฏิกูล ! ไม่มีอะไรเป็นที่ตั้งของความปฏิกูลหรือความไม่ปฏิกูล ! ตัวความปฏิกูลหรือความไม่ปฏิกูลเองก็ไม่มี ! ทั้ง ไม่มีความรู้สึกว่าปฏิกูล หรือไม่ปฏิกูลอยู่ในใจของท่านชนิดนี้ ! "พิษร้าย" ไม่มีเหลืออยู่สำหรับจะ รัก หรือ ชัง ในสิ่งใดอีกต่อไป. ความทุกข์จึงไม่มีที่อาศัยตั้งอยู่เหนือจิตใจของ ท่านชนิดนี้ เหมือนหยาดน้ำไม่มีที่เกาะบนใบบัวฉันใดก็ฉันนั้น, พิจารณาดูให้ดีสักหน่อย เราจะเห็นลำดับชั้นของจิต ที่ค่อยๆ สูงขึ้นไปตามส่วนที่พิษร้ายของมันค่อยจางออก. เราอาจอนุมานเห็นความสูงแห่งจิต ใจของบุคคลประเภทสูงสุดคือพระอรหันต์ได้ไม่มากก็น้อย เราจะยกมือขึ้นสักการะผู้ ที่มีจิตใจสูง สะอาด สว่าง และสงบเย็น เหล่านี้โดยไม่รู้สึกตัว ซึ่งจะทำให้วัน มาฆบูชาของเรามีความหมายอันถูกต้อง และลึกซึ้งถึงที่สุด. ครั้นขึ้นไปถึงบุคคลที่ สามารถค้นพบวิชชาอันนี้ได้โดยลำพังตนเองเป็นคนแรก แล้วนำมาสั่งสอนคนอื่น จนทำให้เกิดบุคคลชนิดนี้ขึ้นในโลกเป็นจำนวนมาก ใจของเราก็จะยิ่งอิ่มอาบซึมซาบ
น.97 ที่๑ ไปด้วยความเลื่อมใสมากขึ้นไปตามส่วน แล้ววันวิสาขบูชาของเราก็จะมีความหมายอัน ถูกต้องและลึกซึ้งถึงที่สุดอย่างเดียวกัน. ความเห็นอย่างแจ่มแจ้งเช่นนี้ ปรากฏอยู่เสมอในใจ ของผู้ใด ผู้นั้นก็อยู่นอกเหนืออำนาจของการที่จะต้องทำมาฆบูชาและวิสาข- บูชา ตามกำหนดเวลาโดยเด็ดขาด. ความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เป็นส่วนประโยชน์ผู้อื่น ก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่เป็นหมัน โดยบุคคลเหล่านี้ เท่านั้น โดยไม่ต้องจำกัดว่าจะเป็นฆราวาสหรือบรรพชิต เป็นผู้หญิงหรือ ผู้ชาย. โลกจะหมุนไปอย่างไร ดวงใจของบุคคลประเภทนี้ย่อมสะอาด ปราศจากความทุกข์ทั้งมวลอยู่เสมอ. พุทธทาส ภิกขุ ธารน้ำไหล เขาพุทธทอง มาฆะ - วิสาขบูชา ๒๔๙๔
Buddhadasa