Buddhadasa.org

ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ ตอนที่ ๒๑ — ตรีมาสาอภิลักขิตกาลพจน์ ๒๔๙๕

ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ (๒๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.98 ตรีมาสาอภิลัก ขิตกาลพจน์ ๒ ๔ ๙ ๕ ปีนี้เป็นปีที่ ๒๐ สำหรับหนังสือพิมพ์พุทธศาสนารายตรีมาสของ คณะธรรมทาน และเป็นปีที่ยังอยู่อีก ๕ ปีจะถึงปีซึ่งเราสมมติกันไว้ว่าเป็น กึ่งพุทธ- กาล. สิ่งควรคิดในคาบสมัยเช่นนี้ จึงคือการเตรียมพร้อมเพื่อความเป็นผู้มีความรู้ และสติปัญญาความสามารถในอันจะแสดงบทบาทของพุทธบริษัทให้ถึงขีดสูงสุด ใน การต้อนรับปีกึ่งพุทธกาลอันจะมาถึงข้างหน้านั้น. หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ก็จักได้อุทิศ เวลา ๕ ปีข้างหน้า เพื่อวัตถุที่ประสงค์อันนี้ ให้ยิ่งขึ้นไปกว่า ๒๐ ปีที่แล้วมา.

น.99 ๙๓ ฉะนั้นเราทั้งหลายก็ควร เตรียมใจ ของเราเพื่อร่วมงานสำคัญของพุทธบริษัททั้งหลาย ในครั้งนี้โดยทั่วกัน. โลกทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต พากันเดือดร้อนระส่ำระสาย เพราะไม่ได้ เตรียมใจ ในเรื่องราวอันใด เราทั้งหลายจงพากัน เตรียมใจ ใน เรื่องราวอันนั้นเพื่อความไม่ต้องเป็นเช่นนั้นอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ อีกต่อไป. หากคน ทั้งหลายไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้ เราก็ยังสามารถทำเป็นส่วนของเราเอง หรือพวกเรา เองโดยสมบูรณ์ เพราะความที่พระธรรมเป็น ปัจจัตตัง คือเป็นของเฉพาะตน ๆ และ เป็น อกาลิก คือไม่จำกัดเวลา. โดยเด็ดขาดและแน่นอนเสมอ. เราจง เตรียมใจ ในขั้นแรกเพื่อค้นหาให้พบว่า สัตวโลกพา กันเดือดร้อนระส่ำระสายเพราะเหตุอันใด. เรา เตรียมใจ ในขั้นกลางเพื่อศึกษาเหตุ อันนั้นให้เข้าใจอย่างถูกต้องและปรุโปร่งจริง ๆ. และเรา เตรียมใจ ในขั้นสุดท้าย เพื่อละเว้นหลีกเลี่ยงเหตุอันนั้นเสีย โดยเด็ดขาดปราศจากการโลเลโดยประการทั้งปวง. หลังจากนั้นก็คือการเป็นอยู่อย่างถูกต้องตามแบบของพุทธบริษัท สมบูรณ์ไปด้วย ความสะอาด สว่าง และสงบ อันเป็นสิ่งซึ่งมีค่าเหนือสิ่งทั้งปวงในบรรดาสิ่งทั้งหลาย ที่มนุษย์เรารู้จักกัน. ความทุกข์ร้อนระส่ำระสายไม่ว่าชนิดใดหมด ย่อมมีมูลเหตุมา จาก การเห็นกงจักรเป็นดอกบัว. อวิชชาทำให้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว. เมื่อเห็น เป็นดอกบัวขึ้นมาแล้ว ย่อมมีตัณหาเกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนั้นครบถ้วนทั้ง ๓ ประการ คือ อยากได้ อยากเป็น อยากไม่ให้เป็น. เมื่อมีตัณหาแล้วก็มีการกระทำตาม อำนาจตัณหาไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เพราะแม้แต่ตัวตัณหาก็เป็นการกระทำอย่างหนึ่ง อยู่ในตัวมันเองแล้ว. เมื่อมีการกระทำตามอำนาจตัณหาแล้ว ทุกข์ก็ต้องเกิดขึ้นเป็น ความเดือดร้อนระส่ำระสายทั้ง ก่อนทำ กำลังทำ ทำเสร็จแล้ว กำลังได้รับผลอยู่

น.100 ๙๔ กำลังครอบครองบริโภคผลนั้นอยู่ และ เมื่อจะต้องวิบัติพรัดพรากจากกันไป ในที่สุด ซึ่งเป็นธรรมดาแห่งสิ่งทั้งปวง ที่เป็นสังขาร. เราลองพิจารณากันดู :- การกระทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งตามอำนาจตัณหานั้น ก่อน ทำ ร้อนเพราะอยากจะได้ดั่งจะขาดใจ. ทำอยู่ ร้อนเพราะไม่เสร็จทันความต้องการ ของตัณหา. ทำเสร็จ ร้อนเพราะอยากจะเห็นผลอันแน่นอนว่าจะตรงตามที่ตัณหา ต้องการหรือไม่. กำลังได้รับผลอยู่ ร้อนเพราะรัก. กำลังครอบครองบริโภคผล อยู่ ร้อนเพราะหึง. เมื่อจะต้องพรากจากกันไป ร้อนเพราะอาลัย, ในที่สุดเรา ไม่เคยประสพความสะอาด สว่างและสงบ ในการกระทำที่ทำไปตามอำนาจแห่งตัณหา อันมีมูลมาจากการเห็นกงจักรเป็นดอกบัวดังกล่าวแล้ว. การเห็นกงจักรเป็นดอกบัวนั้น เกิดขึ้นจากอวิชชา คือความไม่ เห็นสิ่งทั้งปวงให้ถูกต้องตามที่มันเป็นจริงอย่างไร. สิ่งทั้งปวงประกอบอยู่ด้วยคุณสมบัติ ๒ สถานเสมอไป แล้วแต่ว่าสถานใดจะถูกมองเห็นและนำไปใช้กันจนเป็นธรรมดา ถึงกับทำให้สิ่ง ๆ นั้นถูกบัญญัติแต่งตั้งว่ามีคุณสมบัติดังนั้นแต่อย่างเดียว ด้วยความ สำคัญผิด. คุณสมบัติสถานหนึ่งทำให้เกิดตัณหาแก่ผู้ที่ประสพจนเกิดความ หลงใหลมัวเมา. อีกสถานหนึ่ง ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจอันแจ่มแจ้ง วางเฉยได้ต่อสิ่งนั้นๆ. เมื่อผู้ประสพได้เข้าเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ในขณะที่จิต ปราศจากความเป็นอิสระจากกิเลสแล้ว อวิชชาย่อมทำให้ "เห็นกงจักรเป็นดอก บัว". ตัณหาก็เกิดขึ้นแรงกล้า เพราะมองเห็นแต่ในแง่ที่เป็นดอกบัว. อุปาทานก็ ฝังแน่นในการยึดเอาเป็นตัวตนและของตน. การกระทำก็เกิดขึ้นตามอำนาจแห่งกิเลส นั้น ๆ จนได้รับความทุกข์ร้อนระส่ำระสายทุก ๆ ระยะกาลดังกล่าวแล้ว. ในทำนองอันตรงกันข้าม เมื่อบุคคลมีความไม่ประมาท ดำรง สติเอาไว้เป็นประจำ ครั้นได้ประสพอารมณ์ก็ไม่เป็นช่องทางที่จะหลงสำคัญผิด เพราะ สติเป็นสิ่งที่ทำให้มองเห็นคุณสมบัติสถานที่สองคือเห็นความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา

น.101 ๕๕ ของสังขารทั้งหลายตามที่ตนเคยศึกษาอย่างชัดแจ้ง ในสิ่งที่ตนกำลังประสพนั้น. อวิชชา ก็หมดความสามารถที่จะทำให้เห็นสิ่งนั้น ในลักษณะที่กงจักรเป็นดอกบัว. สติปัญญา ก็คอยแต่จะทำให้เห็นกงจักรเป็นกงจักร อันร้ายแรงยิ่งขึ้นทุกคราวที่ได้เห็น. ตัณหา ไม่อาจเกิดแม้ในทางใดทางหนึ่ง. อุปาทานก็ไม่มีทางแสดงตัวออกมาได้แต่ประการใด การกระทำอันเป็นกรรมที่ทำไปตามอำนาจแห่งตัณหาก็ไม่อาจเกิดขึ้นเพราะเหตุนั้น ความทุกข์ ร้อนระส่ำระสายทุก ระยะกาลดังกล่าวแล้วก็ไม่อาจจะมี ขึ้นได้แต่ประการใด เลย. นับว่าเป็น ผลของการเตรียมใจ ไว้อย่างถูกต้องตลอดเวลานั้นเอง. ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ การพิจารณาให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในสิ่งทั้งปวงนั้น จึงเป็นสิ่งที่ควรฝึกฝนให้แคล่วคล่องเป็นประจำอยู่เสมอ ซึ่งนับว่าเป็นการ เตรียมใจ ในอันที่จะเข้าใจในเหตุ อันเป็นที่ตั้งแห่งความระส่ำ- ระสายของสัตว์อย่างถูกต้องและปรุโปร่งจริง ๆ นั้นเอง. ความไม่เที่ยงถาวร ความ เป็นทุกข์ทรมานหรือความเป็นสิ่งที่พิจารณาดูแล้วน่าสังเวชสลดจิต และความเป็นสิ่งที่ ไร้ความเป็นตัวตน หรือที่เรียกกันว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งสามประการนี้ ขึ้นคุณสมบัติสถานที่สอง ที่มีประจำอยู่ในสิ่งทั้งปวงโดยไม่ยกเว้นสิ่งใด. ขอแต่ให้ ใคร ๆ มองดูสิ่งเหล่านั้น ด้วยที่จิตที่กำลังไม่ถูกกิเลสครอบงำเถิด จะต้องเห็นลักษณะ ทั้งสามนี้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องสงสัยเลย. แม้ว่าคนทั่วไปจะยังมีกิเลสอยู่ด้วยกันทุก คน ก็สามารถเกียดกันกิเลสออกไปเสียได้ในขณะนั้นด้วยสติ แล้วใช้สตินั้นเองเป็น ผู้จัดการกับอารมณ์นั้น ๆ ก็จะได้ชื่อว่า มองดูสิ่งเหล่านั้นด้วยจิตที่กำลังไม่ถูกกิเลส ครอบงำ และไม่ต้องเห็นกงจักรเป็นดอกบัวดังกล่าวแล้ว, การเห็นสิ่งทั้งหลายให้ลึกซึ้งจนถึงเห็นความไม่มีตัวตน หรือ ความที่ไม่ควรเรียกว่าตัวตนนั้น เป็น ทางรอดทางเดียวของสัตว์ทั้งหลาย ในอัน ที่จะไม่ต้องตกไปสู่อำนาจของกิเลส กล่าวคืออวิชชา ตัณหา อุปาทาน ซึ่งทำการ หลอกหลอน เผาลน และผูกมัดสัตว์ทั้งหลายให้จมอยู่ในกองทุกข์ อยู่เป็นประจำวัน. แต่สัตว์ทั้งหลายในโลกปัจจุบัน ไม่เคยได้รับการศึกษาเพื่อให้เห็นสิ่ง

น.102 ๕๖ ทั้งปวง ในลักษณะที่จะช่วยตน ให้ออกมาเสียได้จากอำนาจของกิเลส ต่างพากันศึกษาแต่ในทางที่จะตกไปสู่อำนาจของกิเลส ให้ประณีตแนบ เนียนที่สุด เพื่อให้ได้รับรสแห่งความสุขทางเนื้อหนังให้มากที่สุด ให้ รัดรึงตรึงใจที่สุด ซึ่งเป็นการทำกงจักรให้เป็นดอกบัวอย่างแนบเนียน ที่สุดยิ่งขึ้นไปนั้นเอง จึงต้องพากันระส่ำระสายอย่างประณีตที่สุด เพราะ อำนาจแห่งกงจักรอันประณีตที่สุดนั้น. เมื่อความทุกข์ร้อนระส่ำระสายของโลก เกิดมาจากการที่สัตว์ โลกทั้งหลายไม่รู้จักโลกตามที่เป็นจริงดังนี้ เราจงพากัน เตรียมใจ เพื่อเข้าใจสิ่ง ทั้งปวงในโลกให้ถูกต้องตามที่เป็นจริงเถิด จะได้ชื่อว่าเป็นการเตรียมเพื่อความสงบ เยือกเย็นทั้งเพื่อเราเองและโลกทั้งปวง. พระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ได้ล่วงลับไปจาก ความทรงจำของมนุษย์อย่างไร แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ก็จักลับเลือนไปในกาล อันควรอย่างนั้น เพราะสิ่งทั้งปวงเป็นเช่นนั้นเอง, ฉะนั้น เราทั้งหลายจงอย่ามัว ประมาทให้เนิ่นนานไปเลย, สิ่งใดเป็นพรอันประเสริฐที่มนุษย์จะพึงได้รับ จงรีบทำ ให้ได้รับเสียภายในเวลาอันจำกัด อย่าให้เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และแถมได้ พบพระพุทธศาสนา อันสามารถอำนวยสะอาด สว่าง และสงบ ซึ่งเป็นพรอัน ประเสริฐนั้นเองเลย. จงเตรียมใจเพื่อรู้ และรู้ให้ทันกับเวลา คือได้รับผลของพระ- พุทธศาสนาเสียก่อนแต่จะละโลกนี้ไป ซึ่งนับว่าเป็นการได้ที่ดีที่สุด ที่สังขาร ทั้งหลายอันเป็นอนิจจังอยู่เสมอนี้ จะพึงได้ ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่านี้แล้ว. เรา จงต้อนรับวันที่สมมติกันว่าเป็นกึ่งพุทธกาล ด้วยการปรับปรุงตัวเราให้เสร็จทันเวลา แล้วเป็นผู้มีความสุขสมปรารถนา ในวันอันสำคัญนั้นด้วยกันจงทุกคนเทอญ พุทธทาส ภิกขุ ธารน้ำไหล เขาพุทธทอง ๒๗ พฤษภาคม ๒๔๙๕

น.103 ษิตกาลพจน์ วิสาขบูชา มาฆบูชา ๒ ๔๙ ๖ หนังสือพิมพ์ พุทธศาสนาในระยะนี้ กำลังพิมพ์ออกอยู่ในสมัยที่ โลกกำลังมืดคลุ้มอยู่ด้วยเมฆสงคราม เลยทำให้คิดถึงอันตรายทั้งทางกายและ ทางจิตคือทางศีลธรรม อันจักต้องมีขึ้นในโลกเป็นธรรมดา ในสมัยที่ไฟสงครามได้ ลุกโพลงขึ้น หรือแม้แต่ที่กำลังระอุจะลุกมิลุกแหล่ก็ตาม ว่าเราจักถือเอาโอกาสนี้ ศึกษาอะไรกันได้บ้าง หรือจักได้รับประโยชน์อะไรจากอันตรายเหล่านั้น ที่อาจจะ มีมาถึงเข้าจริง ๆ.

น.104 ชี๘ กำลังใจของใครก็ตาม เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่าจักรู้ ได้ก็ต่อเมื่ออันตรายมาถึงเข้าจริง ๆ. ใครจักมีกำลังใจเพียงไรและอย่างไร จักรู้กัน ได้จริงในขณะนั้น หาใช่ในสมัยที่ยังอยู่เย็นเป็นสุข คุยจ้ออวดกำลังใจอย่างนั้นอย่าง นี้กันอยู่ไม่เลย. ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า อันตรายนั้นเองเป็นโอกาสอันประ- เสริฐอย่างหนึ่งสำหรับศึกษากำลังใจของตน ๆ หาใช่เป็นของที่ควรกลัว หรือเอาแต่จะวิ่งหนีอย่างเดียวไม่. ยิ่งกว่านั้น สำหรับผู้ที่ต้องสร้างกำลังใจขึ้นฟันฝ่าอันตรายนานา ประการที่ตนกำลังเผชิญอยู่เป็นประจำวันด้วยแล้ว ผู้นั้นก็คือ พระโพธิสัตว์ผู้กำลัง ศึกษาบทเรียนเพื่อบรรลุโพธิญาณของตนอยู่ อย่างแท้จริงและโดยเร็ว ทีเดียว. อันตรายที่เกิดขึ้นจริง ๆ และรสชาติอันขมขื่นที่ได้รับมาจาก อันตรายเหล่านั้นแหละ คือบทเรียนที่จะหาเรียนจากที่อื่นหรือในคราวอื่น ไม่ได้ ทั้งเป็นบทเรียนที่มีค่าสูงสุดเหนือบทเรียนทั้งหลาย เพราะสามารถ ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนดในสังขารทั้งปวงได้โดยเด็ดขาด และรวดเร็วกว่าบทเรียนอื่นใดโดยประการทั้งปวง. ด้วยเหตุนี้แหละ อันตราย ทั้งปวงอาจจะอำนวยให้ซึ่งประโยชน์ อันสูงสุดไม่มีประโยชน์ อันใดจักสูง เท่า ถ้าหากว่าผู้นั้นรู้จักถือเอา. ไฟบาปของสงครามที่ล้างโลกจักมีพิษสงอย่างไร แก่เนื้อหนัง หรือจิตใจของผู้ถูกเผาเพียงไรนั้น ก็รู้ ๆ กันอยู่. แม้บาปที่ผู้ทำผิดทำชั่วกำลังได้รับอยู่ ก็มีรสชาติไม่เสียเปรียบไฟบาปแห่งสงครามเลย. บาปเหล่านี้ ใน ขั้นศีลธรรม แล้ว เป็นสิ่งที่ถือกันว่าเป็นโทษที่น่าสะอิดสะเอียน ควรหลบหนีเสียให้พ้น เพราะ นำมาซึ่งความทุกข์ในกาลเฉพาะหน้า, หรือความวิปฏิสารเดือดร้อนใจภายหลังแต่ อย่างเดียวไม่น่าเสน่หาเลย.

น.105 ๙๙ แต่ใน ขั้นปรัชญา หรืออะไร ๆ ที่สูงไปกว่าชั้นศีลธรรมแล้ว บาปนั้นเอง กลายเป็นของมีประโยชน์ชนิดหนึ่งเหนือสิ่งอื่น ๆ หรืออย่าง น้อยก็เสมอกันกับสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะว่าอย่างน้อยที่สุด บาปนั้น ๆ เป็นบทเรียนสำหรับการศึกษาอันสูงสุดของวิญญาณ หรือเป็นการสอบไล่ดู ชนิดหนึ่ง ว่าการเวียนว่ายมาในวัฏฏสงสารของบุคคลนั้น เจ้าของทำได้ดีเพียงใด จักได้เลื่อนชั้นให้ต่อไป หรือเป็นการเลื่อนชั้นไปเองในตัว ใน ขั้นที่จิตใจออกไปอยู่นอกโลกได้แล้ว หรือชั้นโลกุต- ตระชั้นสูงสุดนั้น บุญกับบาปมีความหมายเท่ากัน และเหมือนกัน. ฉะนั้น จึงเป็นการยากที่จะกล่าวว่า สิ่งที่เรียกว่าอันตรายกันในที่นี้นั้น จักจัดเป็นบุญหรือ บาปแน่ เพราะอย่างน้อยที่สุด มันก็ได้ทำให้ผู้นั้นเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ในสังขารทั้งปวง หรือในการเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร อย่างไม่ซักช้าเลย. บุญ เสียอีกกลับจะทำให้สัตว์ทุกเหล่าจมปลักอยู่ในโคลนเลนคือกามคุณ โดยเฉพาะคือ สวรรค์อันเต็มไปด้วยความมึนเมาแต่อย่างเดียว. หากว่าสงครามจักเกิดขึ้นเบียดเบียนมนุษย์กันเสียตลอดกาล ทำ ความยุ่งยากเจ็บปวดให้แก่พวกเราจนไม่มีเวลาสร่างกันจริง ๆ แล้ว จักทำให้เกิดความ รู้สึกที่อยากจะดับไปเสียให้ พ้นจากการเวียนว่ายอยู่ใน วัฏฏสงสารขึ้นในจิตใจ ของพวก เรามากขึ้นเป็นแน่ ! ในขณะที่กำลังได้รับอันตรายกลุ้มรุมรอบข้าง พูดว่า อยากจะไปนิพพาน แต่พออันตรายผ่านไปแล้ว ก็อยากจะจมปลักอย่าง เดิม. จงพิจารณาดูเถิดว่า บาปหรืออันตรายคุกคามสัตว์โลกให้ ดิ้นรนไปในทางไหน ? และบุญหรือความสุขสนุกสนานนั้น ล่อลวงคนไปทางไหน ?

น.106 ๑๐๐ สำหรับอันตรายที่เบียดเบียนใจ ทำใจของผู้นั้นให้เศร้าหมอง เหี่ยวแห้งทนทรมานอยู่ด้วยประการต่าง ๆ เป็นประจำวันแล้ว ย่อมมีประโยชน์ในอัน ที่จะทำให้ผู้นั้นเทียบเคียงหยังทราบได้โดยง่าย ว่าใจของพระอริยเจ้าทั้งหลายที่เต็มไป ด้วยความสะอาดสว่างสงบนั้น จักมีลักษณะน่าเลื่อมใสบูชาประการใด. ความสกปรก มืดกลุ้มเร่าร้อนที่ตนกำลังได้รับอยู่ในใจนั้นเอง บังคับให้ใจสอดส่ายไปหาสิ่งที่ตรง กันข้าม. แม้จะหายังไม่พบ ก็ยังจะพอให้เกิดความรู้ชนิดอนุมานเอาโดยปฏิปักขนัย ได้เป็นอย่างดี ว่าจิตใจที่สะอาดสว่างสงบนั้นจะมีลักษณะเช่นไรโดยง่ายที่สุด. ฉะนั้น ถ้าผู้นั้นรู้จักทำปฏิสันถารต้อนรับอันตรายให้ถูกต้องแล้ว อันตรายก็จัก กลายรูปเป็นสวัสดีมงคลชนิดหนึ่งไปทันที. และโลกนี้ก็เลยกลายเป็น โลกที่มีแต่ความสุขอย่างเดียวสำหรับผู้นั้นไป. ถ้าอันตรายนั้นทำลายร่างกายของเราแหลกไป เราก็จักต้อง ถือเอาจิตใจที่เลื่อนขึ้นสู่ระดับสูงสุดเพราะอันตรายนั้น แลกเปลี่ยนเป็นของตอบแทน ไว้ให้ได้ ; ก็จะยังคงมีกำไรมากมายเหลือที่จะกล่าวได้อยู่นั่นเอง. แต่ตามปรกติคน โดยมากชวนกันตื่นตูมตั้งแต่อันตรายยังไม่ทันมาถึง จึงไม่มีสติสัมปชัญญะในการต้อน- รับอันตราย หรือเปลี่ยนสัตรูให้กลายเป็นมิตรได้เพราะเหตุนั้นเอง. ในขณะที่ อันตรายคือความตายเบียดเบียนจวนจะดับจิต ยังมีเวลาอีก ๒ - ๓ วินาทีจะดับจิต อย่างแน่นอนแล้วนั้น ย่อมเป็นความง่ายดายที่สุด ที่ผู้นั้นจะน้อมจิตไปสู่ "ความดับ ไม่มีเชื้อเหลือมาเกิดอีก". เวลาสบายรื่นเริงกันอยู่นั้น ยากที่จะน้อมจิต ไปสู่คุณธรรมอันสูงสุดนี้. แต่ครั้นความตายบีบคั้นจนร่างกายไม่มีทางจะหลบหลีก แล้ว จิตซึ่งอยู่ในลักษณะเหมือนตกกระไดแล้วก็ต้องพลอยโจนให้เหมาะ ๆ นั้น ก็ อาจจะกระโจนทีเดียวถึง "ความปลงลงสู่ความดับไม่มีเชื้อเหลืออีกต่อไป " ได้โดยกระทันหัน แล้วลุถึงนิพพานไปพร้อมกับการดับของจิตดวงสุดท้ายโดยไม่มีผู้ใดรู้ แม้นั่งเฝ้ามองอยู่. ผู้ที่มีปัญญาอยู่บ้าง จึงเปลี่ยนอันตรายให้กลายเป็นสวัสดีมงคลได้ เพราะเหตุนี้.

น.107 ๑๐๑ ในสมัยที่บ้านเมืองถูกคุกคามด้วยอาวุธ สงครามทั้งบนฟ้า บน ดิน และในน้ำนั้น จิตใจของคนผู้อยู่ในบ้านเมืองนั้น ย่อมเต็มไปด้วยความหวาด หวัน ทั้งหลับทั้งตื่น ทั้งเดือนหรือทั้งปี. แต่แล้วคนเหล่านั้น ตั้ง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้บาดเจ็บหรือศูนย์เสียชีวิตเลย. พวกที่รอดอยู่ได้เหล่านั้น เลยมีโอกาสกลัวได้ มากยิ่งกว่าผู้ที่ถูกอันตรายแล้วตายไปเป็นไหน ๆ. บางคนถูกอันตรายนั้นทีเดียวตายไป โดยไม่มีเวลาที่นึกกลัวมาก่อนเลย. จึงไม่มีความทรมานใจเพราะความกลัวแม้แต่นิด เดียว. ส่วนพวกที่ตื่นตูมนั้นถูกทรมานใจด้วยความกลัวมีปริมาณเหลือที่จะเอาอะไร มาวัดมาตวง. ทั้งนี้ คือ กลัวฟรี หรือ การกินฟรีของอวิชชาความโง่เขลา หลงใหลที่ทำให้คนกลัว. ใครเป็นผู้เสียหายที่สุด ลองคิดดู ? ถ้าหากใจก็ยังคง เป็นปรกติอยู่ได้ เพราะมีปัญญารู้จักทำปฏิสันถารต้อนรับอันตราย, และทั้งร่างกายก็ไม่ แตกต้องดับอยู่แล้ว ; คน ๙๕ เปอร์เซ็นต์เหล่านั้น จักมีบุญสักเพียงไหน ? แต่ความจริง หรือข้อสำคัญยังมีมากและลึกไปกว่านั้น ; คือ คนส่วนมากไปหลงกลัวอันตรายที่ไม่แท้จริง ยิ่งเสียกว่าอันตรายที่แท้ จริง, หรือไปหลงกลัวแทบจะขาดใจ ในอันตรายที่ยังไม่มา แต่ อันตรายที่ตกรดตูม ๆ อยู่บนศีรษะแล้วนั้นหากลัวไม่. ระเบิดปรมาณูในยามสงครามนั้นจะทำอะไรได้ ? อย่างมาก ก็ทำให้เป็นจุรณ์ไปได้แต่ร่างกาย 1 แต่หาอาจทำอันตรายคุณธรรมหรือมนุษยธรรมใน จิตใจได้ไม่ !! สำหรับพระอริยเจ้าผู้หมดอุปาทานแล้วนั้น ลูกระเบิดชนิดนี้ไม่มีความ หมายเท่าขี้เล็บ. แต่ไฟระเบิดของราคะโทษะโมหะหรือความชั่วความเลวอื่น ๆ นั้น มันสามารถทำลายคุณธรรมหรือมนุษยธรรมในใจให้ศูนย์สิ้นไปโดยไม่มีเหลือ ; แล้ว เหลือแต่ร่างกายที่ไร้คุณธรรมนั้น มันก็มีค่าเท่ากับร่างกายที่ตายไปแล้ว หรือแหลก ไปแล้วดุจกัน. คิดดูเถิด ระเบิดปรมาณูกับระเบิดของกิเลสหรือความชั่วนั้น อันไหน ทำอันตรายยิ่งกว่ากัน ? อันไหนทำอันตรายลึกซึ้งสิ้นเชิงไม่มีหลือกว่ากัน ? และ

น.108 ๑๐๒ ระเบิดปรมาณูเป็นต้น เหล่านั้น ไม่ได้สำเร็จมาแต่โลภะโทษะโมหะของ คนเราดอกหรือ ? ระเบิดยามสงครามยังไม่มา แม้จะมาก็ยังมีวิธีป้องกันและมิใช่ ว่าจะถูกกันทุกคน. แต่ระเบิดของความชั่วหรือ ราคะ โมหะนี้ ระเบิดอยู่บน ศีรษะของคนทั่วไปทั้งกลางวันและกลางคืน ! เผาผลาญลึกซึ้งถึงส่วนลึก ของจิตใจ ! ไม่ผิดพลาดและไม่ยกเว้นใคร ! คิดดูเถิด อันไหนจะน่ากลัว กว่ากัน ท่านจะเห็นเอง. แต่ต้องคิดดูให้ดี ๆ และยุติธรรม ! โลกจะมีสงครามหรือไม่มีสงครามก็ตาม ความบีบคั้นของความ เกิดแก่เจ็บตาย และความบีบคั้นของราคะ โทษะ โมหะ ซึ่งจับคนใส่คุกแห่งตัณหา และอวิชชาอยู่ตลอดกาลนั้น ยังคงทำอันตรายคนทั่วไปอยู่เสมอ ไม่มีเวลาสร่าง วิศวกรคนไหนในโลก สามารถทำหลุมหลบภัย อันน่ากลัวกว่าภัยทั้งหลาย นี้ ? จะทำด้วยคอนกรีตหนาสักเท่าใด ? เพราะแม้แต่จะสามารถหนีลงไปอยู่เมือง บาดาลกับพระยานาคอย่างในนิยายได้ ก็ไม่เห็นมีทางจะพ้นจากลูกระเบิดของราคะ โทษะ โมหะ หรือความเกิดแก่เจ็บตาย ซึ่งระเบิดอยู่บนศีรษะของคนทั้งกลางวันและ กลางคืน ไปได้เลย : เหมือนกงจักรที่พัดอยู่บนศีรษะ ทำไมไม่แหงนดู ? สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แท้จริง มองเห็นไฟ ระเบิดของกิเลสหรือความชั่วเป็นต้นนี้แล้ว ย่อมจะเห็นระเบิดปรมาณูหรือ ระเบิดไฮโดรเย็นใหม่ ๆ ซึ่งกลัวกันนักนั้น กลายเป็นของเด็กเล่นไป เพราะมันไม่สามารถทำอันตรายหัวใจท่านได้. แต่กลัวไฟระเบิดของกิเลส หรือความชั่วนั้นอย่างสุดชีวิตจิตใจ พยายามดับอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน และเมื่อดับได้แล้วมันคุ้มกันระเบิดอื่น ๆ ทางภายนอกได้จนหมดสิ้นด้วย.

น.109 ๑๐๓ เมื่อมองเห็นอันตรายอันแท้จริงแล้ว อันตรายหลอก ๆ ของ สำหรับเด็กเล่นเหล่านั้น ก็ไร้ความหมายไปเอง. อันตรายยิ่งแท้จริงเพียงใด ก็ยิ่งทำ ให้ผู้มองเห็นสามารถสำนึกตัว ต้อนรับอย่างถูกทาง ทำนองเปลี่ยนอันตรายเหล่านั้นให้ กลายเป็นสวัสดีมงคลไปโดยนัยอันกล่าวแล้วยิ่งขึ้นเพียงนั้น : และในที่สุดก็จักมีจิตใจ อยู่เหนืออันตรายทั้งหลาย เป็นผู้ไม่มีอันตรายโดยประการทั้งปวงทั้งภายนอกและภาย ใน ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลกไหน เพราะมีจิตใจอยู่เหนือความหมายของโลกทั้งมวล. ฉะนั้น ผู้ที่จะมีชีวิตอยู่ในโลก อันมีผิวเปลือกที่นับวันแต่จะ ยุ่งยากยิ่งขึ้นทุกทีนี้ น่าจะศึกษาวิธีต้อนรับปฏิสันถารอันตรายทั้งหลาย ไว้ให้ครบถ้วน และเหมาะสมตามนัยที่กล่าวแล้วพอเป็นชนวนสำหรับนึก. ในที่สุดโลกก็จะยังคงเป็น โลกที่ไม่แปลกปลาดยุ่งยากน่าตื่นตกใจอันใดอีกต่อไป ตลอดเวลาของตนและสำหรับ ตนหรือผู้ที่เป็นอย่างเดียวกันตน. ในวาระเป็นคาบสมัยมาฆบูชา และ วิสาขบูชานี้ เป็นวันที่ ระลึกถึงพระอรหันต์ทั้งหลายในพระพุทธศาสนา และเป็นวันที่ระลึกถึงจอมพระอรหันต์ คือสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า. ธรรมะของพระอรหันต์ทั้งหลายคือความหมด อุปาทานมีใจอยู่สูงเหนือสิ่งทั้งปวง คือทั้งที่ชาวโลกเรียกกันว่าอันตราย และความสวัสดีมงคล. เพียง "ครึ่งหนึ่ง” ของธรรมะนี้ ก็สามารถเปลี่ยน อันตรายให้กลายเป็นสวัสดีมงคลไปได้แล้ว ! เราจงพากัน น้อมจิตรับเอา ธรรมของท่านมาเป็นที่พึ่ง ของที่ผู้ที่ยังต้องการที่พึ่งกันอยู่ ในคาบสมัย มาฆบูชาและวิสาขบูชานี จงทุกคนเทอญ. พุทธทาส ภิกขุ โมกขพลาราม วิสาขบูชา ๒๔๙๖

น.110 เข้าพรรษา ออกพรรษา ๒ ๔ ๙ ๖ หนังสือพิมพ์พุทธสาสนารายตรีมาส ฉบับเข้าพรรษา - ออก พรรษาควบกันนี้อย่างนอยคงทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น เกี่ยวกับการมัวเข้า ๆ ออก ๆ ในเรื่องดี ๆ ชั่ว ๆ อันไม่มีทางจะสิ้นสุดลงง่าย ๆ ของคนเรา, การเข้า ๆ ออก ๆ นั้นเป็นแต่เพียงความวนเวียน. คนเราพ้นไปจากวัฏฏสงสารไม่ได้ เพราะการเข้า ๆ ออก ๆ อันเป็นความวนเวียนนี้ ! ฉะนั้น การเข้า ๆ ออก ๆ จึงเป็นเรื่องที่ต้องสนใจกันให้มากเท่าที่ควร. ทั้งนี้เพื่อการก้าวหน้าออกไปหาความดับ สนิทของความทุกข์ทั้งปวง. เราจงช่วยกันพิจารณาดูโดยละเอียด :

น.111 ๑๐๕ โลกเรานี้ มีการเข้า ๆ ออก ๆ อยู่เนืองนิจ. บางยุคก็เข้าไป สู่สภาพที่ " กิเลสครองโลก". บางยุคก็ออกมาสู่สภาพที่ "ธรรมะครองโลก", ในกัลป์หนึ่ง ๆ ย่อมมีการเข้า ๆ ออก ๆ ทำนองนี้ นับด้วยร้อยครั้งพันครั้ง. ทั้งนี้ ย่อมแล้วแต่ว่าพลโลกแห่งยุคนั้น ๆ พากันเฮไปในทางใด หรือตามความดึงดูดของ อะไรนั่นเอง. ถ้ามีเทวดาซึ่งมีอายุยืนเป็นกัล ป์ ๆ ย่อมมองเห็นความน่าขบขันและน่า สมเพชของโลกได้ทั่วถึงเป็นอย่างดี. มนุษย์เราอายุน้อยเกินไปกว่าที่จะเห็นเหตุการณ์ อันนี้ได้ด้วยตาของตน. แม้แต่ขั้นเตรียมตัวที่โลกจะเฮไปทางใดทางหนึ่ง ก็ไม่อาจ สังเกตเห็นเหมือนสัตว์เล็ก ๆ ที่มีอายุเพียงอาทิตย์สองอาทิตย์ ถ้ามีการคิดก็ย่อมคิดไป ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ยั่งยืนไม่รู้จักตาย หรือแม้แต่เปลี่ยนแปลง ฉันใดก็ฉันนั้น. ยุคใดพลโลกรู้จักแต่ความสุขทางเนื้อหนังชนิดที่เป็นไป ทางร่างกาย และต้องอาศัยวัตถุภายนอกกายเป็นส่วนสำคัญ ไม่ประสี ประสาต่อความสุขทางจิตอันอาจสร้างขึ้นได้โดยไม่เกี่ยวกับวัตถุแล้ว ยุคนั้น พลโลกย่อมหลงบูชาวัตถุ อันเป็นทางมา แห่งความสุข ทางเนื้อหนังโดยส่วน เดียว. เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำอย่างไรเสีย กิเลสย่อมครองโลก เพราะพลโลก พากันบูชาความสุขทางเนื้อหนัง เป็นพระเจ้านั่นเอง. ความละโมภในอัน ที่จะครอบครองวัตถุอย่างไม่มีขอบเขต ยอมบังคับให้มีการแสวงหา ต่อสู้ดิ้นรนจนมี ความเร่าร้อนในภายใน ; และมีการแข่งขันแย่งชิงกัน จนเกิดความวินาศทางภายนอก. ยุควัตถุนิยมเช่นนี้. จึงเป็นยุคแห่งการหลับหูหลับตาแย่งชิงหรือป้องกันประโยชน์ทาง วัตถุของกันและกัน จนกระทั่งการฆ่ากันทีละหมื่นละแสนกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดย ง่ายดายในโลกนี้ และเป็นของน่าสนุกสนานไป. ยุคใด มนุษย์ทราบความจริงอันเร้นลับของธรรมชาติ ว่าความสุขที่แท้จริงนั้น เป็นสิ่งที่แสวงเอาได้จากทางจิต โดยไม่ต้อง เนื่องกับวัตถุถึงขนาดที่ต้องตกเป็นทาสของมันแล้ว ยุคนั้นธรรมะย่อม

น.112 ๑๐๖ ครองโลก. พลโลกพากันดูหมิ่นวัตถุอันเป็นทางมาแห่ง ความลุ่มหลง พากันแสวงหาความสุขสงบเย็นอันแท้จริงทางจิต อย่างตั้งอกตั้งใจและ ประณีตสุขุม ถือธรรมะเป็นพระเจ้าอันสูงสุด. ความที่ความสามารถ กลั่นความสุขออกมาได้จากภายในจิต โดยไม่ต้องเนื่องด้วย รสนิยมอันสูงทางวัตถุก็ยังทำได้ นั่นเอง ที่ทำให้เกิดมีความ อิ่มความพอกันในที่ทั่วไป, ไม่มีใครต้องการอะไรชนิดที่เผา ผลาญใจของตัวเองหรือเผาผลาญโลกในที่สุด. ยุคมโนนิยม เช่นนี้ จึงเป็นยุคแห่งความสงบเย็นเต็มไปด้วยเมตตาอันบริสุทธิ์ เพราะ ต่างคนต่างเข้าถึงความสุขอันแท้จริงในภายใน ได้ด้วยตนเองทุกคน. สุขเกิดจากความลุ่มหลงทางเนื้อหนังหรือวัตถุนั้น หา ใช่ความสุขเย็นไม่ ที่แท้เป็นแต่ ความสุกไหม้, เป็นมายา เพราะเผา ลนเจ้าของ. ยิ่งปรารถนาให้ประณีตลึกซึ้งสูงสุดกันมากยิ่งขึ้นเพียงใด ก็ยิ่งทำให้ เกิดการตกเป็นทาสของวัตถุ จนมีการกระทบกระทั่งเบียดเบียนกันมากขึ้นเป็นเงาตาม ตัวอย่างไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้เลย. ส่วนความสุขทางใจนั้น ยิ่งต่างคนต่างตั้งหน้า แสวงหาให้ประณีตลึกซึ้งสูงสุดมากยิ่งขึ้นเพียงใด ก็ยิ่งมีแต่จะทำให้ไม่ข้องแวะกับการ เบียดเบียนกันและกัน มากยิ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว เพียงนั้น. ทั้งนี้เป็นเพราะยิ่งไม่ ข้องแวะกับวัตถุอันเป็นเหยื่อของโลกมากยิ่งขึ้นนั่นเอง. เมื่อพลโลกไม่เมาใน เหยื่อโลก หรือถึงกับไม่กินเหยื่อโลกแล้ว อะไรจะเป็นวัตถุแห่งการแย่ง ชิงกัน ? อะไรจะเป็นบ่อเกิดของการเบียดเบียน ? เพราะบัดนี้เหยื่ออันถือ กันว่าเป็นของหวานอร่อยนั้น ได้กลายเป็นของปฏิกูลดังเช่นอุจจาระไปหมดสิ้นแล้ว!

น.113 ๑๐๗ กิเลสขึ้นครองโลก เพราะพลโลกหลงเหยื่อ ! ธรรมะ ขึ้นครองโลก ในเมื่อพลโลกรู้จักเหยื่อโดยความเป็นเหยื่อ ! อะไรจะ ขึ้นครองโลก ย่อมแล้วแต่ลูกตาของมนุษย์ในโลกนั้นเอง ! เมื่อลูกตาของพลโลกเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ก็ย่อมเหลือวิสัย ที่พระเป็นเจ้าองค์ใดจะช่วยคุ้มครองโลกได้ เพราะชาวโลกได้ละทิ้งพระเป็นเจ้า ไป สมัครเป็นภาษของวัตถุ คือเอาวัตถุขึ้นเป็นพระเป็นเจ้าแหนเสียนั้นเอง. เมื่อพลโลก ยกกิเลสขึ้นครองโลกแทนตำแหน่งพระเป็นเจ้าเสียดังนี้แล้ว พระเป็นเจ้า ก็ได้แต่ทรงพระพิโรธ และลงโทษให้ในที่สุด โดยทำโลกของมนุษย์ให้ เปลี่ยนเป็นเสมือนของปีศาจอันไร้มนุษยธรรมโดยไม่ต้องสงสัย. เมื่อโลกกลับมีตาสว่างขึ้น จนเห็นกงจักรเป็นกงจักร เห็นดอก บัวเป็นดอกบัวขึ้นมาเมื่อใด ธรรมะก็จะกลับมาครองโลกเองอีกโดยทำนองเดียวกัน. ฉะนั้น อะไรจะครองโลก ย่อมขึ้นอยู่ที่ลูกตาของพลโลก ดังกล่าวแล้ว. เรา ทั้งหลายพากันตั้งประณิธานในการที่จะช่วยกันเขี่ยผงในดวงตา ของกันและ กันให้หมดสิ้นไปสิ้นโดยเร็ว ในสมัยที่โลกกำลังมีผงเข้าตากันเถิด. ธรรมะ จักกลับมาครองโลกได้ ตามความต้องการของชาวโลกทั้งมวล ในไม่นาน มิจฉาทิฏฐิคือผงหรือฝ่าในดวงตาของโลก. สัมมาทิฏฐิอย่าง เดียวเท่านั้น ที่จะกำจัดผงหรือฝ่าอันนี้ได้.๑ สัมมาทิฏฐิเป็นธรรมะข้อแรกของมรรค มีองค์แปดประการ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในฐานะเป็นทางดับทุกข์โดยสิ้นเชิง. สัมมาทิฏฐิอย่างเดียวกันเท่านั้น ที่จะทำให้ธรรมะครองโลก. และสัมมาทิฏฐิอย่าง ๑. สัมมาทิฏฐิ คือปัญญาอันถูกต้อง เห็นว่า กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา สามอย่างนี้ เป็นมูลเหตุให้เกิดทุกข์ ทุกชนิดอย่างแท้จริง. และเห็นว่าการดับตัณหาเหล่านั้นเสีย เป็นการดับ ทุกข์ได้สิ้นเชิง ทั้งโดยส่วนตัวและส่วนรวม.

น.114 ๑๐๘ เดียวเท่านั้น ที่พุทธบริษัทเรายึดถือเอา เป็นรุ่งอรุณของนิพพานอยู่แล้ว เป็นประจำ เราจึงอยู่ในฐานะที่สามารถจะลงมือทำการเขี่ยผงในตาของโลกได้ทันที. เราจงช่วยกันหว่านพืชแห่งสัมมาทิฏฐินี้ ให้ระบาดออกไปใน โลก, ให้คืบคลานออกไปในโลกทีละเล็กทีละน้อยเถิด ‘ยุคธรรมะครองโลก" ก็จะมา แทนที่แห่ง "ยุคกิเลสครองโลก" ได้เร็วเข้า. แม้ว่าเราจักไม่มีชีวิตอยู่ทันเห็นผล อันนี้ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ควรทำและต้องทำเท่ากันอยู่นั่นเอง. เพราะการกุศล ที่แท้จริงนั้น ต้องไม่เพียงแต่ตนไม่หวังผลเพื่อตนทั้งโดยตรงและโดย อ้อมเท่านั้น แต่ต้องยอมจนถึงกับตนไม่มีโอกาสได้เห็นผลนั้นเลยด้วย. จึงจะนับว่าเป็นการกุศลอันแท้จริงและสูงสุดของตน. ผู้ที่ถือความจริงดังนี้ ข้อนี้เท่านั้น ที่จะมีจิตใจเป็นกุศล ที่สามารถทำการหว่านพืชแห่งสัมมาทิฏฐิ อันจะ มีผลเป็น " ยุคธรรมะครองโลก” ขึ้นมาในโลก ในอีก ๔ - ๕ศตวรรษข้างหน้า โน้นได้. มิใช่ว่ากิเลสจะขึ้นครองโลกได้ ในชั่วเวลาอันสั้น เพียง ศตวรรษหนึ่งหรือสองศตวรรษ. มันต้องอาศัยการระบาดของพืชพันธุ์ แห่งมิจฉาทิฏฐิ อันจะต้องใช้เวลางอกงามนานถึง ๔ - ๕ ศตวรรษเช่นเดียวกัน. ฉะนั้น จึงไม่เป็นการ เสียเปรียบ หรือไม่เหมาะสมแต่ประการใด ในการที่เราจะลงทุนเพาะพืชแห่งสัมมา- ทิฏฐิ อันจะต้องใช้เวลานานถึง ๔ - ๕ ศตวรรษนั้น. แต่ส่วนดีของมันมีอยู่ใน ข้อที่ว่า เราจะเร่งรัดการหว่านพืชแห่งสัมมาทิฏฐิให้เผล็ดผลเสียก่อน แต่ ที่พืชแห่งมิจฉาทิฏฐิจะเจริญไปถึง ๔ - ๕ ศตวรรษนั่นต่างหาก. เราจงช่วยกันรีบเร่งหว่าน พืชแห่งสัมมาทิฏฐิ ให้ระบาดไปโดย เร็ว โดยลักษณะที่มันจะเผล็ดผลได้ทันเวลา ก่อนแต่ที่โลกจักล่มจมไป. โลกจะ กำลังอยู่ในภาวะเช่นไรก็ตาม การหว่านพืชแห่งสัมมาทิฏฐินั้นย่อมเป็น

น.115 ๑๐๙ สิ่งที่ถูกต้องโดยส่วนเดียวไม่มีผิดเลย. นี่แหละคือคุณค่าอันแท้ จริงของสัมมาทิฏฐิ อันเรามีความเชื่อ และไว้วางใจกันว่าจักสามารถ กำจัดมิจฉาทิฏฐิได้จริง ๆ พุทธบริษัทที่แท้จริงคนหนึ่ง ต้องทำคนในโลกให้เป็น สัมมาทิฏฐิได้คนหนึ่ง หลังจากที่ตนทำตนให้เป็นสัมมาทิฏฐิได้แล้ว จึงจะ นับว่าเป็นพุทธบริษัทที่แท้และสมบูรณ์. สัมมาทิฏฐิคนใหม่ ก็ต้องทำ ให้เกิดสัมมาทิฏฐิคนใหม่ขึ้นอีกคนหนึ่งเช่นเดียวกัน และทะยอยกันไป ไม่มีสิ้นสุด. นั่นแหละคือการหว่านพืชแห่งสัมมาทิฏฐิอันมั่นคงในโลกนี้. เมื่อไม่ทำหน้าที่เช่นว่านี้ จะเอาอะไรมาเรียกตัวเองว่า สัมมาทิฏฐิกบุคคลในพระพุทธศาสนา เพราะตนยังไม่มี ปัญญาพอที่จะทราบได้ ว่าอะไรเป็นสิ่งควรทำ และไม่ควรทำ เสียเลย. ตามความถูกต้องเป็นจริงนั้น การแสวงหาคุณความดีย่อม สนุกกว่าหาเงิน แต่คนโดยมากรู้สึกสนุกในเรื่องหาเงินมากกว่าหาคุณความดี. แม้ จะหาคุณความดีก็มักจะเอามาเป็นเครื่องมือหาเงินอีกต่อหนึ่ง ในที่สุดก็จะต้องตกไป เป็นพลเมืองของลัทธิวัตถุนิยม ช่วยกันยกกิเลสขึ้นครองโลก. เราจงมาแสวงหา ความสนุกสนานในการหว่านพืชแห่งสัมมาทิฏฐิ อันเป็นการกุศลสูงสุด และเป็นคุณความดีอันจะพึงประพฤติต่อโลกนี้กันเถิด. โลกจะหมุนกลับ ไปสู่ "ยุคธรรมะครองโลก" ในชั่วเวลาทันตาเห็น โดยไม่ต้องรอให้เป็นไป ตามบุญตามกรรม เป็นเวลานานถึง ๔ - ๕ ศตวรรษนั้นเลย. เราจงมาเป็นสัมมา- ทิฏฐิโดยลักษณะดังกล่าวนี้กันเถิด !

น.116 ๑๑๐ การเข้า กับการออกไม่จำเป็นต้องกินเวลาเท่ากันเสมอไป. แม้ ชาเข้าเราจะเข้าไปด้วยความงมงายไม่รู้สึกตัว แต่ขาออกเราอาจจะออกมาด้วยความ รู้สึกตัวรวดเดียวถึงก็ได้. เราจงช่วยกันจัดให้โลกนี้ ซึ่งจมลึกเข้าไปในความ มืด ได้กลับออกมาสู่แสงสว่างโดยทำนองรวดเดียวถึง ด้วยอำนาจสัมมา- ทิฏฐินั้นเถิด. ครั้นออกมาได้แล้ว เรายังมีโอกาสที่จะบ่มความเป็น สัมมาทิฏฐินั้น ให้เจริญงอกงามจนถึงที่สุดแห่งอานิสงส์ของสัมมาทิฏฐิ คือการออกมาได้โดยเด็ดขาด ไม่ต้องเข้า ๆ ออก ๆ กลับไปกลับมาเหมือน การเข้าพรรษาออกพรรษาอย่างไม่รู้จักสุดสิ้นของคนบางคนอีกต่อไป. การเข้าพรรษาออกพรรษานี้ มีทางที่จะทำให้คนบางคนเขลาไป ในทางที่เห็นว่าเป็นการเข้า ๆ ออก ๆ อันไม่มีที่สิ้นสุด การเข้าพรรษาออกพรรษาของ คนบางพวกเป็นเช่นนั้นจริง! แต่สำหรับคนบางพวกนั้น มันเป็นการเดินในคราวที่ ควรเดินและหยุดพักเอาแรงหรือสะสมสะเบียงในคราวที่หยุดพัก เพื่อออก เดินต่อไปในคราวที่ควรออกเดิน จนกว่าจะถึงที่สุดของการเดิน, ฉะนั้น เรา จงพากันรวบรวมพืชแห่งสัมมาทิฏฐิในฤดูฝน แล้วออกเดินหว่านพืชนั้น ในฤดูแล้ง ตามทำนองของพระอริยสาวกในกาลก่อนกันเถิด. โลกก็จะ มีแต่หมุนไปสู่ "ยุคธรรมะครองโลก" โดยท่าเดียว ไม่มีการ หมุนกลับไปกลับมาเข้า ๆ ออก ๆ อีกต่อไป และประสพสันติภาพอัน ถาวรได้ในที่สุด. พืชแห่งสัมมาทิฏฐิที่หว่านออกไปแล้ว ย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์ ในตัวเอง พอที่จะงอกงามระบาดออกไปได้เองโดยไม่ต้องสงสัย. พุทธบริษัทคน หนึ่ง จงอย่าได้เสียทีที่ตนเป็นพุทธบริษัท หรือสัมมาทิฏฐิกบุคคลในพระ- พุทธศาสนา. จงพยายามทำพลโลกให้กลายเป็นสัมมาทิฏฐิได้คนหนึ่ง ๆ

น.117 ๑๑๑ ทะยอยกันไปดังกล่าวแล้ว. เมื่อดินแดนส่วนหนึ่ง เต็มไปด้วยพืชพันธุ์ แห่ง สัมมาทิฏฐิแล้ว ย่อมระบาดลามออกไปนอกดินแดนผืนนั้นต่อ ๆ กันไปเองเหมือนไฟ ลามป่าจนเต็มไปทั่วทุกดินแดน. ข้อสำคัญอยู่ตรงที่อย่าท้อใจในการที่จะทำ คนแม้เพียงคนเดียวให้กลายเป็นสัมมาทิฏฐินั้นเอง. ไม่มีอะไรมาหยุดยั้ง การลุกลามของไฟคือสัมมาทิฏฐิได้ ! ขอแต่เพียงให้เราตั้งใจจริงในการจุดให้ถูกทิศ ถูกทางเท่านั้น. โลกจะหยุดการเข้า ๆ ออก ๆ แต่จะรุ่งเรืองอยู่ในความ สะอาด สว่าง สงบ ตลอดกาลนานเพราะเหตุนี้. พุทธทาส ภิกขุ โมกขพลาราม ออกพรรษา ๒๔๙๖

น.118 ชุมนุมอภิลักษิตกาลพจน์ ส. ค. ส. มาฆ บูชา ๒ ๔๙ ๗ วันมาฆบูชา จะได้มีความหมายเพียงแต่เป็นวันที่ระลึกถึงการ เกิดขึ้นในโลกนี้ ของพระอรหันต์ทั้งหลาย มีสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประมุข แต่อย่างเดียว ก็หาไม่. วันมาฆบูชายังมีความหมายที่ถูกต้องและลึกซึ้งยิ่งไปกว่านั้น โดย เป็นวันที่ระลึกแห่งชัยชนะของสังคมมนุษย์ เหนือพญามารกล่าวคือ กิเลสและความทุกข์ อันมนุษย์ไม่เคยสามารถเอาชนะได้ มาแต่ก่อน. ฉะนั้นเราควรพิจารณา และถือเอาประโยชน์อันสูงสุด จากการที่พระอรหันต์เกิดขึ้น ในโลกกันให้ได้ เท่าที่ควร

น.119 ๑๑๓ ก่อนแต่พระอรหันต์เกิดขึ้นในโลกนั้น พญามารเป็น ฝ่ายชนะเหนือมนุษย์ในโลกแต่ฝ่ายเดียว. ครั้นมีบุคคลประเภทพระอรหันต์ เกิดขึ้นในโลก ซึ่งหมายถึงความที่มนุษย์สามารถเอาชนะอวิชชาและตัณหา อันเป็นเหตุ แห่งการเวียนว่ายตายเกิดในทะเลแห่งความทุกข์ได้นั่นเอง ก็นับว่าชัยชนะได้กลาย เป็นของฝ่ายมนุษย์ และเป็นชัยชนะอันใหญ่หลวงเหนือชัยชนะใด ๆ ที่มนุษย์เคยได้ รับมาก่อนและจะได้รับต่อไปข้างหน้า. ชัยชนะนี้ จริงแท้ ถาวร ไม่หลอกลวง ความชื่นชมยินดี สมควรมีการฉลองสมโภชรื่นเริงเป็นประจำปีของโลก มนุษย์ ยิ่งกว่าชัยชนะอื่นใด ซึ่งล้วนแต่เป็นเพียงมายาโดยประการทั้งปวง หากพระอรหันต์มิได้บังเกิดขึ้นในโลกแล้ว โลกมนุษย์จักยังคง มีแต่ความพ่ายแพ้แก่พญามาร กล่าวคือกิเลสและความทุกข์ ตกอยู่ในความมืดตลอด กาล มีความทุกข์ทรมานเปรียบด้วยสัตว์พิเศษในอบายชนิดหนึ่ง อยู่อย่างไม่น่าชุ่มชื่น ใจแต่ประการใดเลย. ความเป็นมนุษย์ จะไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าความ เป็นสัตว์ ที่รู้จักแต่การกิน การนอน การสืบพันธุ์ และการป้องกันตัว ที่เป็นอย่าง สูงสุดของวัตถุนิยม เสมอทั่วกันไปหมด. กงจักรจะพัดผันอยู่บนศีรษะของสัตว์ทุกถ้วน หน้า อย่างที่ไม่มีปัญญาจะปลดเปลื้องออกได้แม้แต่สัตว์เดียว. โลกนี้ก็จะเป็นโลกที่ ไม่มีอะไรอื่น นอกจากจะเต็มไปด้วยความพ่ายแพ้ต่อกิเลสของมนุษย์เอง ไร้เกียรติ แห่งความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง เต็มไปด้วยความถูกทรมานที่มนุษย์ได้รับจากพญามาร ซึ่งมีความเฉลียวฉลาดแต่ในทางที่จะไม่เมตตาปรานีเสียเลย. แต่ในที่สุด โชคร้ายในข้อนี้ของมนุษย์ ถูกปัดเป่าไป จากโลก เพราะการเกิดขึ้นของพระอรหันต์ ! พระอรหันต์เกิดขึ้น และ ประชุมกันเป็น ครั้งแรก จำนวน ๑๒๕๐ องค์ มีสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประมุข ในวันเพ็ญเดือนกุมภาพันธ์ ก่อน พ.ศ. ๔๕ ณ สถานที่แห่งหนึ่งในโลกนี้เอง. ท่านได้ประชุมกันในฐานะเป็น

น.120 ๑๑๔ การประกาศย้ำถึงชัยชนะ และวิธีการที่จะทำให้ประสบชัยชนะเหนือ ความทุกข์ทั้งมวล สำหรับมนุษย์, ซึ่งท่านเหล่านั้นได้รับแล้ว และมีไว้ สำหรับมอบให้เป็นมรดกแก่มนุษย์สืบไปตลอดกาลนาน. มนุษย์แห่ง สมัยนั้น รู้จักถือเอามรดกอันประเสริฐนี้ ด้วยความสนใจในธรรมะนั้น ยิ่งกว่าการสนใจในการกราบไหว้ต่อองค์พระอรหันต์เองไปเสียอีก ตกมาถึงสมัยนี้ คนเราเอาแต่ในทางที่จะกราบไหว้รูปของท่าน วัตถุแทนตัวท่าน หรือชื่อของท่าน ตลอดถึงการสร้างโบสถ์วิหารสำหรับบรรจุรูปของ ท่านแต่อย่างเดียวยิ่งขึ้นทุกที. ไม่เข้าถึงธรรมอันลึกซึ้งของท่าน หรือเข้าถึง หัวใจของท่าน เพราะไม่มีความสนใจในธรรม. ยิ่งวันยิ่งมีแต่ผู้ที่เอาแต่ การกราบไหว้รูป หรือชื่อของท่านมากขึ้น ๆ พร้อมกับที่รู้เรื่องราวใน คำสอนอันลึกซึ้งของท่าน น้อยลงไปทุกที ๆ จนถึงกับไม่รู้เสียเลย ขอ เพียงแต่ให้ได้ไหว้รูปของท่านอย่างไหว้เคารพ ด้วยหวังจะประสบโชคเกี่ยวกับลาภผล เป็นวัตถุแต่อย่างเดียว. เราอาจกล่าวได้ว่าทุกศาสนากำลังตกอยู่ในสภาพอย่างเดียว กันนี้ ทำให้ศาสนิกแห่งศาสนานั้น ๆ ได้รับผลจากศาสนาของตน ๆ น้อยกว่าที่ควร จะได้รับ หรือที่เคยได้รับกันในสมัยก่อนโน้นอย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้เสียเลย หรือ ที่ถึงกับไม่ได้รับผลอันถูกต้องแท้จริงตามหลักเกณฑ์แห่งศาสนาของตนเสียทีเดียว ก็มี อยู่เป็นอันมาก, รูปภาพ รูปปั้น วัตถุตัวแทน หรือชื่อของพระศาสดาทุกองค์ ได้รับความเคารพกราบไหว้กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง และเป็นพิธีรีตองอันศักดิ์สิทธิ์ หรูหรายิ่งขึ้นทุกที. แต่พวกนักไหว้เหล่านั้น ก็ได้พากันอุดหูต่อคำสั่งสอนอันเป็น เป็นแก่นสารของพระองค์ยิ่งขึ้น เพราะขัดกันในข้อที่พระศาสดาทุกองค์ได้ตรัสว่า ให้

น.121 ๑๑๕ แสดงความนับถือด้วยการทำการข่มขี่กิเลสทางกายวาจาใจ ด้วยความอดกลั้นอดทน มิใช่ด้วยการไหว้เอา ๆ หรือบูชาเอา ๆ ด้วยดอกไม้ธูปเทียน และเครื่องประดับ ประดาต่าง ๆ. คำสอนในส่วนโลกุตตระ หรือนิพพานโดยตรงนั้น พวก นักไหว้ชวนกันเหวี่ยงไปซุกไว้เสียทางหนึ่ง อย่างเงียบ ๆ และบางแห่งถึง กับพยายามกลบเกลื่อนกันเสีย ราวกะว่าเป็นของมิจฉาทิฏฐิที่ปลอมปนเข้ามา เพื่อ กลบเกลื่อนความตามใจตัวเองของตน. ศาสนาจึงเต็มไปด้วยการกราบไหว้อ้อนวอน เพื่อโชคลาภในปัจจุบันเป็นเบื้องหน้า และเพื่อสวรรค์ชนิดใดชนิดหนึ่งตามทัศนะของ ตนเอง เป็นที่สุด. และอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นการศึกษา ก็มีแต่การศึกษาศาสนาที่ เป็นไปในทางของอักษรศาสตร์ วรรณคดี หรือปรัชญาชนิดที่เป็นเรื่องโลกแตกไม่มี ที่สิ้นสุด โดยส่วนเดียว. ส่วนการพยายามทำจิตให้บริสุทธิ์ถึงที่สุด จนไม่ตกอยู่ภายใต้ ความหลงปรารถนาแม้ในสิ่งใด ๆ ด้วยความมัวเมา อันเป็นความดับทุกข์ชั้นละเอียด ตามแบบของพระอรหันต์นั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสนใจ และกลับเห็นเป็นเรื่องที่แห้งแล้ง เกินไป หรือถึงกับพ้นสมัยเอาเสียทีเดียว. ความมีจิตบริสุทธิ์จากกิเลสถึงที่สุด มีความ สว่างไสวแจ่มแจ้งถึงที่สุด และมีความสงบเย็นถึงที่สุดจริง ๆ นั้น กลับถือกันว่าสู้ สวรรค์ที่มีอะไร ๆ ให้ตนตามพอใจทุกอย่างไม่ได้ แม้แต่นิดเดียว จนถึงชวนกัน พยายามสร้างสวรรค์กันขึ้นในโลกนี้ ตามกิเลสตัณหาของตน ๆ. คุณค่าอันแท้จริง และความหมายอันประเสริฐสุดของคำว่าพระอรหันต์ ก็เลือนลับจมหายไปจากความ รู้สึกคิดนึกของคนสมัยนี้, เหลืออยู่แต่การกราบไหว้ และพิธีรีตองนานาชนิด ที่ขยาย ตัวและประดิษฐ์เพิ่มเติมกันขึ้นเพื่อสร้างสวรรค์ในมนุษย์โลกตามพอใจ ไม่รู้หยุด. โลกซึ่งไม่สนใจในเรื่องราวของพระอรหันต์เสียเลย จักมีสภาพ ภายนอกเป็นเช่นไรโดยทั่วไป เราก็เห็น ๆ กันอยู่แล้ว. เมื่อพิจารณาถึงส่วนลึก ภายในใจ ก็ยังจะเห็นได้ต่อไปอีกว่า โลกที่ปราศจากคุณธรรมของพระอรหันต์

น.122 ๑๑๖ เป็นเครื่องคุ้มครองนั้น ได้ตกเป็นเหยื่อแห่งพญามาร กล่าวคือความตกลง ในเหวแห่งความหลง หรือตกเป็นทาสแห่งกิเลสของตนเองอย่างน่าเวทนา จนถึงกับใคร ๆ ก็มองเห็นว่าแม้พระเป็นเจ้ารวมกำลังกันสัก ๑๐ องค์ ก็ เหลือความ สามารถที่จะช่วย แก้ไขความ ตกจมของหมู่ สัตว์ที่ ละเลยธรรมะ ของพระอรหันต์จนหมดสิ้น ให้คืนดีได้. โลกซึ่ง ปราศจากความสนใจใน ธรรมของพระอริยเจ้า มีแต่จะชักใยพันตัวเองหนักขึ้นทุกที เพราะกระทำไปอย่าง หลับหูหลับตาต่อกฎของธรรมชาติ ซึ่งเป็นความจริงอันเด็ดขาดของธรรมชาติโดย สิ้นเชิง ความเป็นพระอรหันต์นั้น มิได้เกิดขึ้นเพราะการ แต่งตั้งของผู้ใดหรือของพระศาสดาองค์ใด หรือแม้แต่ของพระเป็นเจ้า ประเภทไหน. หากแต่ได้เกิดขึ้นเพราะการกระทำอันถูกต้อง ตามกฎ เกณฑ์ของธรรมชาติอันเด็ดขาด ในการทำจิตให้ สะอาด สว่าง และสงบ ได้ถึงที่สุดของบุคคลนั้นเอง เท่านั้น. หากการกระทำนั้น ๆ มิได้เป็นไปอย่าง ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติแล้ว ทำอย่างไรเสีย ความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดของจิต ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เลย และความเป็นพระอรหันต์ก็เกิดขึ้นไม่ได้. กฎเกณฑ์แห่งความทุกข์ และความพ้นจากทุกข์นั้น เป็นของธรรมชาติ อันเร้นลับ ลึกซึ้งโดยส่วนเดียว ใครทำไม่ถูกกฎเกณฑ์อันนี้ ก็ไม่มีทางที่จะแคล้วคลาดจากความ ทุกข์. การบูชาและอ้อนวอน ไม่สามารถจะช่วยให้เข้าใจในกฎเกณฑ์อันลึกซึ้ง และ เดินไปอย่างถูกทางได้เลย. พระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ย่อมหมายถึงวิวัฒนาการในทาง จิตของมนุษย์ได้เป็นไปถึงขีดสูงสุด จนทราบความจริงของธรรมชาติในส่วนที่เกี่ยวกับ ความทุกข์ และความพ้นทุกข์โดยเฉพาะได้. ท่านเหล่านี้ได้นามว่าพระอรหันต์ ก็

น.123 ๑๑๗ เพราะสามารถเอาชนะเหนือความทุกข์ได้สิ้นเชิง และเพื่อประโยชน์เป็นความไม่มี ทุกข์ของโลกแต่อย่างเดียวเท่านั้น. ฉะนั้น จึงไม่น่าเป็นที่รังเกียจกินแหนงแก่ผู้ใดเลย ในการที่จะสนใจในเรื่องราวของพระอรหันต์ และรับเอาธรรมะของพระอรหันต์ซึ่ง ที่แท้ก็คือความจริงของธรรมชาติ มาเป็นดวงประทีปสำหรับส่องแสงให้แก่ตน และ เพื่อนร่วมโลกของตน เพื่อก้าวออกมาเสียจากความหลงในการชักใย พันตัวเองนั้น โดยสิ้นเชิง. ทั้งนี้เพราะว่า พระอรหันต์มิได้เป็นอะไรอื่นมากไปกว่าบุคคลที่ทราบ ถึงกฎอันลึกซึ้งของธรรมชาติ แล้วสามารถทำจิตของท่านให้ สะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดได้เพราะความรู้อันนั้น ในยุคที่มนุษย์มีวิวัฒนาการทางจิตหรือทางวิญญาณเป็น ไปถึงขีดสุด เมื่อ ๒๕๐๐ ปีมาแล้วนั่นเอง. การเกิดขึ้นของพระอรหันต์ในโลก เป็นการแสดงถึงความที่ ท่านเหล่านั้นได้ขึ้นไปถึงขีดสูงสุดของสติปัญญา ในทางที่จะทำตนให้อยู่เหนือความ- ทุกข์ทั้งปวงได้จริง ๆ. แต่เนื่องจากในโลกนี้ มีมนุษย์อยู่หลายประเภท และหลาย ระดับจึงยังคงมีมนุษย์ประเภทที่ยังคงจมอยู่ในความทุกข์ และกำลังชักใยพันตัวเอง หนาแน่นอยู่ เพราะสติปัญญายังไม่งอกงามถึงขนาด หรือเป็นไปในทางที่จะเข้าถึง ความลับแห่งกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินั่นเอง. ตัวด้วงและตัวดักแด้เหล่านี้จะต้อง รอไปจนกว่าจะถึงความแก่รอบของสติปัญญา อันจะมาถึงเข้าในวันหน้า หากว่าเขาจักไม่เป็นอันตรายเพราะเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดไปเสียก่อน. ฉะนั้น การ เกิดของพระอรหันต์ จึงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมยินดีของมนุษย์ทุกคนเพราะเป็นเครื่องแสดง ถึงความที่เพื่อนมนุษย์บางคนสามารถยื่นขึ้นไปได้จนถึงยอดสุดของภูเขาหิมาลัย กล่าว คือถึงขั้นที่เอาชนะความทุกข์ได้สิ้นเชิงนั้นเอง. พระอรหันต์ เป็น บุคคล ที่ขึ้นถึง ยอดสุดของ ความเป็น มนุษย์ และเป็นประกาศนียบัตรของโลก อันเป็นเครื่องแสดงว่า โลกนี้ มิได้อยู่ในขั้นทารกสอนเดิน อีกต่อไปแล้ว !

น.124 ๑๑๘ การที่พระอรหันต์ไม่เป็นที่รู้จักและเข้าใจได้สำหรับคนทั่วไปนั้น ย่อมมีลักษณะเป็นเช่นเดียวกันกับที่ตัวผีเสื้อ ไม่อาจเป็นที่รู้จักและเข้าใจได้สำหรับตัว ดักแด้ ทั้งที่ตัวผีเสื้อก็เกิดมาจากตัวดักแด้ในระยะหนึ่งนั่นเอง ฉันใดก็ฉันนั้น. เพราะ- ฉะนั้น จึงไม่เป็นที่น่าประหลาดใจอันใดเลย "ในการที่ "ตัวดักแด้" แห่งโลก สมัยนี้ มิได้พากันสนใจในเรื่องราวของพระอรหันต์ และนับวันแต่จะต้องตกเป็น เหยื่อของสัตว์ร้าย คือกิเลสและตัณหาของตนเอง มากยิ่งขึ้น. และจักต้องทนทุกข์ ทรมานมากขึ้น เท่ากับที่สติปัญญาของตนได้เดินไปผิดทางที่ธรรมชาติกำหนดไว้ สำหรับความรอดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงนั่นเอง. ธรรมของพระอรหันต์ มีใจความสั้น ๆ แต่เพียงว่า ทำจิตให้บริสุทธิ์ ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งวัตถุหรืออารมณ์นานาชนิด อัน เป็นเหยื่อของตัณหาซึ่งยืดหยุ่นและขยายตัวได้ไม่มีที่สิ้นสุด ตามที่ธรรม- ชาติได้กำหนดไว้เป็นกฎตายตัวว่า โดยการทำอย่างนี้เท่านั้น มนุษย์จึงจะ ไม่ถูกครอบงำด้วยความทุกข์นานาชนิด อันเกิดมาจากตัณหาเหล่านั้น ธรรมะของพระอรหันต์ กล่าวคือความรู้อันเกิดมาจากความเข้าใจที่ถูก- ต้องในกฎของธรรมชาติอันเกี่ยวกับกิเลสและความทุกข์โดยตรงนี้ เท่านั้น ที่จะสามารถ บำบัดทุกข์ของบุคคลเป็นคน ๆ และของโลกเป็นส่วนรวมได้. แต่คนในโลกเรา มีปรกติเอาแต่จะกราบไหว้หรืออ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เฉพาะในเมื่ออันตรายมาถึงเข้า แต่กลับรังเกียจธรรมที่ศักดิ์สิทธิ์แท้จริง ของบุคคลที่มีความศักดิ์สิทธิ์โดยถูกต้อง อยู่ เป็นประจำ, ฉะนั้น โลกจึงยังไกลจากความบริสุทธิ์สว่างไสวแจ่มแจ้งและสงบเย็น นับวันแต่จะชักใยพันตัวเองหนักขึ้นทุกที. ชัยชนะที่พระอรหันต์ได้สร้างสรรไว้ใน โลก นับวันแต่จะลบเลือนไป ทำให้โลกปราศจากเครื่องคุ้มครอง และจมดิ่งลงสู่ ความพ่ายแพ้ต่อกิเลส อันเป็นเครื่องล้างผลาญโลกหรือทรมานสัตว์โลกในนามของ พญามารอยู่เป็นปรกติ.

น.125 ๑๑๙ เมื่อวิญญาณของสัตว์โลก จมอยู่ในก้นเหวแห่งอวิชชา เห็นปานนี้เสียแล้ว วัฒนธรรมและอารยธรรมอันหลากสีและงดงามพราว แพรวนานาชนิดของโลก ก็ไร้ความหมายไปเอง เพราะกลายเป็นเพียง เครื่องประดับอันสวยงามของคนที่กำลังจมอยู่ในเหวอันลึกและมืด หรือ กำลังหมกตัวอยู่ในเลน. อารยธรรมและวัฒนธรรมของโลกจะไม่มี ความหมายอันใดเลย จนกว่าสัตว์โลกจะได้นำเอาธรรมะของพระ- อรหันต์ มาใช้เป็นเครื่องยกวิญญาณของตน ให้ขึ้นมาจากเหวให้ได้ เสียก่อนเท่านั้น. เราจงพากันสนใจในธรรมของพระอรหันต์ ! เราจงพากัน ขุด เอาชัยชนะของพระอรหันต์ ที่ได้เคยสร้างไว้ให้แก่โลก ขึ้นมาสมโภชฉลองกัน ด้วยการพยายามแข็งข้อเอาชนะเหนือกิเลส หรือพญามาร โดยทำนองเดียวกันกับ ที่พระอรหันต์ได้เคยสู้รบมาแล้วนั้นเถิด "ตัวดักแด้” ทั้งหลายก็จะประสพ เสรีภาพ อิสรภาพ ภราดรภาพ และสันติภาพอันถาวรได้โดยไม่ต้องสงสัย ! วันมาฆบูชาของเรา อันเป็นวันที่ระลึกถึงพระอรหันต์ทั้งหลาย มีสมเด็จพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าเป็นพระประมุข ก็จะมีความหมายที่ถูกต้องและครบถ้วนตามความหมายอัน ประเสริฐสุดทุก ๆ ประการ ไม่มีที่น่าแย้มสรวลเหมือนอย่างที่ กระทำไปด้วยความ ละเมอเพ้อฝัน โดยเอาสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์แท้จริงนั้น มาเป็นเป็นเครื่อง ประดับเล็ก ๆ น้อย ๆ ของอารยธรรมและวัฒนธรรมอย่างโลก ๆ เพื่อ ความสนุกสนานตระกานตา • ในการตามใจตัวเองโดยไม่รู้สึกตัว แต่- ประการใด อีกเลย.

น.126 ๑๒๐ เราจงพากันประกอบการมาฆบูชา ที่ลึกซึ้งยิ่งไปกว่าการกราบ- ไหว้บูชาอย่างเครื่องจักร ด้วยการข่มขี่กิเลสมาร อันมีประจำอยู่ในหัวใจของผู้ยัง ไม่ได้รับแสงสว่างแห่งธรรมของพระอรหันต์ ให้ถูกต้องตามแบบวิธีของพระอรหันต์ ผู้เข้าถึงกฎอันเร้นลับของธรรมชาติดังกล่าวแล้ว กันจงทุก ๆ คนเถิด ชัยชนะอัน แท้จริง และสันติภาพอันถาวรแท้จริง จักเป็นของโลกมนุษย์เรา โดย น้ำมือของมนุษย์เรา เพราะการกระทำมาฆบูชาอย่างถูกต้องเราโดยไม่ต้อง สงสัยเลย. พุทธทาส ภิกขุ โมกขพลาราม มาฆบูชา ๒๔๙๗.

น.127 ชุมนุมอภิลักษิตกาลพจน์ วิสาขบูชา และเข้า พรรษา ๙๗ วันวิสาขบูชาของพุทธบริษัทเรา หมายถึงวันมหาบูชา อันเป็น ที่ระลึกถึงสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เนื่องในการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ซึ่งมีในวันเดียวกัน คือในวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ. แต่การประสูติจะไม่มีความ- หมายผิดไปจากการเกิดของคนธรรมดาเลย ถ้าหากไม่ใช่ประสูติเพื่อนิพพานหรือไม่มี นิพพานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย. การตรัสรู้ก็จะไม่มีความหมายแต่อย่างใด ถ้ามิใช่เพื่อ นิพพาน, และการปรินิพพานที่ปราศจากความหมายแห่งนิพพานก็ไร้ความหมายโดย ประการทั้งปวง. ฉะนั้น การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานจึงได้มีในวันเดียวกัน.

น.128 ๑๒๒ เราทั้งหลายควรพิจารณา และถือเอาประโยชน์อันสูงสุดแห่ง นิพพานกันให้ได้เท่าที่ ควร ไม่ให้เสียทีที่เป็นพุทธบริษัทผู้นับถือพระพุทธศาสนา. นิพพานมิได้มีความหมายเป็นบ้านเมือง หรือโลกของพระ- เป็นเจ้า ที่เต็มไปด้วยความสุขชนิดที่ใฝ่ฝันกันและเป็นอยู่อย่างนิรันดร. นิพพานมิใช่มีความหมายเป็นการหลุดรอดของตัวตน จาก โลกนี้ไปสู่โลกเช่นนั้น หรือภาวะแห่งความมีตัวตนเช่นนั้น แต่ว่า นิพพาน มีความหมายเป็นความดับสนิทแห่ง ความเร้าร้อนเผาลน, ความเสียบแทงยอกตำ และความผูกพันร้อยรัด อันมีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ โดยตัดต้นเหตุแห่งความเป็นอย่างนั้นเสีย ได้สิ้นเชิง. ความเป็นอย่างนี้ มีอยู่อย่างเป็นอนันตกาล คือมีอยู่ในที่ทุกแห่งและ ทุกเวลา พร้อมที่จะปรากฏแก่จิตซึ่งปราศจากกิเลสอยู่เสมอ, เราจึงกล่าวว่า นิพพาน มีสภาพเป็นนิรันดร. มีอยู่ในที่ทุกแห่งทุกเวลาอย่างไม่ขาดระยะ ใกล้ชิดติดอยู่กับตัว เราในวัฏฏสงสารนี่เอง หากแต่เข้าไม่ถึงหรือมองไม่เห็น เพราะจิตมีกิเลสซึ่งเป็น "เปลือก" ชนิดหนึ่ง ห่อหุ้มอยู่. มองย้อนดูอีกทางหนึ่ง จะเห็นว่ากิเลสและความทุกข์ ไม่อาจ จะมีอยู่ในสภาพแห่งความเป็นเช่นนั้น ฉะนั้นจึงกล่าวว่า นิพพานไม่เป็นที่ตั้ง อาศัยแห่งกิเลสและความทุกข์ แต่เป็นแดนที่ดับสนิทของกิเลสและ ความทุกข์. มองดูกันอีกทางหนึ่ง. เมื่อจิตประกอบปัญญา มองเห็นสภาพ แห่งความเป็นเช่นนั้นของนิพพาน หน่วงเอานิพพานนั้นเป็นอารมณ์โดยมีความสลด สังเวชในความหลงของตนในกาลก่อนแล้ว กิเลสก็เริ่มเหือดแห้งไป, ความทุกข์ก็ เหือดแห้งไปตาม, ฉะนั้นจึงกล่าวว่า นิพพานเป็นธรรมเครื่องดับแห่งกิเลสและ ความทุกข์ทั้งหลาย.

น.129 ๑๒๓ แต่เมื่อสรุปแล้ว นิพพานนั้นก็คือสภาพอันเป็นความดับสนิท แห่งความเร่าร้อนเผาลน. ความเสียบแทงยอกตำ, และความผูกพันร้อยรัด ของ มนุษย์ในทางจิตดังกล่าวแล้ว. กิริยาที่ความเร่าร้อนเป็นต้นเหล่านั้น ดับลง นั้นคือกิริยาที่จิตลุถึงความสิ้นกิเลสหรือลุถึงนิพพาน เรียกว่า การนิพพาน. การนิพพานของมนุษย์เราโดยที่แท้ก็คือ ความที่จิตของคนเราเข้าถึง สภาพแห่งความไม่มีความเร่าร้อนเผาลน, ความเสียบแทงยอกตำ, และ ความผูกพันร้อยรัด อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิงโดยประการทั้งปวงนั้นเอง ภาวะแห่งนิพพาน และการนิพพาน ปรากฏขึ้นในโลกเป็น ครั้งแรก เพราะการเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เข้าถึงความดับสนิทแห่งความ เร่าร้อนเป็นต้นนั้น เป็นบุคคลแรกในโลก. การเกิดของพระองค์ ก็คือการ ประสูติ การตรัสรู้ และการปรินิพพานรวมกันทั้ง ๓ อย่างนั่นเอง. ฉะนั้น การประสูติ การตรัสรู้ และการปรินิพพาน จึงเป็นของอันเดียวกัน รวมเข้าด้วยกัน แล้วก็เป็นชัยชนะของโลก ในการที่มีผู้เอาชนะความเร่าร้อน ความเสียบแทงและ ความผูกพันของโลกได้ และด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงกำหนดไว้ว่าเหตุการณ์ทั้งสามอย่างนี้ มีขึ้นในวันเดียวกัน คือวันเพ็ญ วิสาขบูชา นิพพาน แปลว่า ดับเย็นสนิทของสิ่งที่ร้อน, อะไร เป็นของร้อน ? ชีวิต เป็นของร้อน. คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์. วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาทั้งหมด ที่อาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหล่านี้ ซึ่งเป็นตัวชีวิต เป็นของร้อน. ร้อนเพราะ อะไร ! เพราะไฟคือ ราคะ โทษะ โมหะ. ความเย็นสนิทของสิ่งเหล่านี้ เพราะ ไม่ถูกไฟคือ ราคะ โทษะ โมหะ เผาให้ร้อน นั้นคือนิพพาน. ฉะนั้น นิพพานก็คือ ความเป็นของเย็นสนิท ของชีวิตซึ่งเคยเป็นของร้อนมาก่อน นั่นเอง. นี้เป็นนิพพาน

น.130 ๑๒๔ ส่วนของบุคคลหนึ่ง ๆ ซึ่งเขาให้ทำได้ปรากฏขึ้น จากนิพพานใหญ่หรือ นิพพานรวม ซึ่งเป็นนิรันดรหรือตั้งอยู่ตลอดอนันตกาล, ไม่มีใครต้องบอกกล่าว เราก็ทราบได้ว่าโลกเราใน สมัยนี้ เป็นโลกที่ร้อนยิ่งกว่าแต่ก่อน. ทั้งนี้เป็นเพราะไฟคือ ราคะ โทษะ โมหะ ในโลกได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเหตุที่คนในโลกยิ่งมีความเฉลียว- ฉลาดในทางสุมไฟเหล่านี้มากยิ่งขึ้น. คนในโลกยิ่งไม่ทราบและไม่ถือว่า การดับไฟราคะ โทษะ โมหะ เป็นจุดหมายของชีวิต และกลับเป็นผู้ แสวงหาความเพลิดเพลินในการสุมไฟเหล่านี้ขึ้นในโลกให้มากยิ่งขึ้น โดย ไม่มีความมุ่งหมายที่จะดับมันเลยแม้แต่น้อย. โลกกลายเป็นของร้อนไป ทุกปรมาณู เพราะคนในโลกลูบคลำมันด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยราคะ โทษะ โมหะยิ่งกว่าเดิม. ความเย็นของนิพพานไม่ปรากฏแก่โลกเลย จนกว่า เมื่อใด ชาวโลกจะมีความเข้าใจอันถูกต้อง ที่เรียกว่า "สัมมาทิฏฐิ" และ ช่วยกันดับไฟให้ดับสนิทไป. เราได้แต่สาละวนอยู่กับการทรมานเผาผลาญตัวเอง ! ไม่เคยรู้สึกในนิพพานแม้แต่การฝันถึง !! โลกยังไม่ได้รับประโยชน์จาก นิพพาน ซึ่งมีอยู่ในที่ทุกแห่งทุกเวลา เพราะความหลับใหลของชาว- โลกเอง !!! ดูอีกเหลี่ยมหนึ่ง. นิพพาน แปลว่า ปราศจากเสียบ- แหงยอกตำ, อะไรเป็นของเสียบแทงยอกตำ ? โลกหรือชีวิตที่กล่าวแล้วอีกนั่นเอง เป็นของเสียบแทงยอกตำ ในเมื่อบุคคลเข้าไปจับฉวยเอาด้วยความเขลาเข้าใจผิด หรือที่เรียกว่า "มิจฉาทิฏฐิ." เคยมีบุคคลหลายกลุ่ม ยึดถือโลกในลักษณะที่อยาก เป็นเจ้าโลก และได้รับความพินาศ เป็นเครื่องตอบแทนไปแล้วทุกกลุ่ม, ตนเองก็

น.131 ๑๒๕ พินาศ เพื่อนร่วมโลกตั้งค่อนโลก ก็ได้รับความกระทบกระเทือน. บางกลุ่มยึดถือ โลกในลักษณะที่มันควรจะเป็นไปตามความชอบใจของตัว ผลที่ได้รับก็คือ การแบ่ง โลกเป็นซีก ๆ ส่วน ๆ แล้วทำการล้างผลาญกันอย่างสุดกำลังสติปัญญา อันมีมากพอ ที่จะเผาผลาญโลก ให้กลายเป็นควันศูนย์สิ้นไปได้ในพริบตาเดียว, แม้ในส่วนตัว บุคคลคนหนึ่ง ๆ ก็มีการยึดถือเอาสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มาให้เป็นของ เที่ยง เป็นสุข และเป็นอัตตา ผลที่ได้รับก็คือความเพลิดเพลินในการร้องไห้ หัวเราะ สลับกันไปในการทรมานเผาผลาญตนเองอยู่ด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างไม่เคยรู้สึกสมเพช ตัวเอง. สิ่งที่เขาคิดว่าเป็นเครื่องบำเรอตนเองนั้น ที่แท้ก็คือสิ่งที่เขาเองกลับเป็นฝ่าย บำเรอมันอยู่ ทุกอิริยาบถทั้งหลับและตื่น. ความเสียบแทงยอกตำมีเต็มอัดอยู่ในทุก ๆ ชีวิต จนกว่าเมื่อใดชาวโลกจะมีความเข้าใจอันถูกต้อง ตามแบบที่พระพุทธองค์ได้ ทรงค้นพบ และถอนลูกศรเหล่านั้นออกเสียได้โดยสิ้นเชิง บัดนี้ โลกเราสาละวนอยู่แต่กับการเสียบลูกศรแห่ง ความอยากและความยึดถือนานาประการเข้าในตน ! ไม่เคยรู้สึกว่าภาวะ แห่งการปราศจากการเสียบลูกศรนั้นเป็นอย่างไร เพราะพอเกิดมา ก็มี ลูกศรปักอกติดมาเสร็จด้วยกันทุกคน !! โลกยังไม่ได้รับประโยชน์จาก นิพพาน ซึ่งมีอยู่ในที่ทุกแห่งและทุกเวลา เพราะความไม่สนใจใน ความหมายแห่งคำว่าวิสาขบูชาเสียเลย. มองดูอีกเหลี่ยมหนึ่ง. นิพพาน แปลว่า ปราศจากเครื่อง ผูกพันร้อยรัด. อะไร คือเครื่องผูกพันร้อยรัด ? ความเข้าใจผิดในชีวิตที่ยังโง่เขลา อยู่ทุกแง่ทุกมุม เป็นเครื่องผูกพันร้อยรัด. ความโลภก็ดี ความรักก็ดี ความโกรธ ก็ดี ความเกลียด ความริษยาอาฆาต ความกลัว ฯลฯ ก็ดี ล้วนแต่เป็นเป็นเครื่อง รัดจิตใจ. ความยึดถือว่าตัวตน ย่อมรึงรัดตนไว้กับของของตน อย่างไม่สามารถจะ ตัดให้ขาดได้. เมื่อความสุขหรือสิ่งที่ตนพอใจก็เป็นของตนแล้ว ความทุกข์หรือสิ่งที่

น.132 ๑๒๖ ตนไม่ชอบ ก็เป็นของตนอย่างเดียวกัน โดยไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้. ภาวะแห่ง ความปราศจากเครื่องผูกพันร้อยรัด ย่อมเป็นภาวะแห่งความไม่เร่าร้อนเผาผลาญ และ ไม่เสียบแทงยอกตำอยู่ในตัว เพราะปราศจากสิ่งที่เรียกว่ากิเลสอย่างเดียวกัน จัดเป็น นิพพานร่วมกัน. โลกเราในสมัยที่ชักใยพันตัวเองเข้าไปสู่ความยุ่งยาก สลับ- ซับซ้อน ทางการเมือง การเศรษฐกิจ การสงครามและอื่น ๆ ในอันดับสูงสุด ย่อม เป็นตัวอย่างอันแสดงถึงลักษณะ และผลแห่งความถูกผูกพันร้อยรัดได้เป็นอย่างดี. แต่ ความจริงย่อมแสดงอยู่ในตัวเองแล้วว่า เพราะผงเข้าตาจนต้องหลับอยู่เรื่อยไป ไม่มองเห็นสิ่งรึงรัดอยู่รอบตัวและรึงรัดหนักขึ้น โลกจึงมีแต่ชักใยพันตัว เองหนักยิ่งขึ้น. ความดิ้นรนมีความหมายแต่เพียงให้ได้เปรียบผู้อื่นใน บรรดาพวกที่ติดอยู่ในสายใยนี้ด้วยกันให้มากที่สุดเท่านั้น ไม่เคยคิดที่จะ เปลื้องตนออกไปจากกลุ่มสายใยอันยุ่งเหยิงนี้เลย จึงไม่มีความสนใจ และ ไม่ยอมสนใจในความหมายอันประเสริฐสุดของคำว่า วิสาขบูชา กล่าวคือ นิพพาน ซึ่งอยู่ใน ลักษณะที่ตั้งอยู่เหนืออยู่คิ้วของบุคคลผู้ไม่เคยส่อง กระจกเสียเลยนั่นเอง. โลกเราสาละวนอยู่แต่ในการชักใยพันตัวเอง ไม่มี ความรู้สึกว่ากำลังทะเลาะวิวาทกันอยู่ในอวนใหญ่พญามาร !! โลกไม่ หวังประโยชน์จากการออกไปนอกวงล้อมของอวน เพราะไม่เคยสำนึกว่า ตนตกอยู่ในวงล้อมของอวนแห่งความพินาศแต่อย่างใด ! ! ! วันวิสาขบูชาเวียนมาถึง ในฐานะที่เป็นการมาเยี่ยม- กรายของสติปัญญา หรือแสงสว่าง แก่ดวงวิญญาณที่กำลังลุ่มหลงอยู่ใน ท่ามกลางกองเพลิง, ท่ามกลางความเจ็บปวดในสมรภูมิ, และท่ามกลาง

น.133 ๑๒๗ ความมืดมนของผู้ที่ไม่สามารถจะลืมตาเพราะผงเข้าตาอยู่เนืองนิจ. หาก เราจักไม่ได้สำนึกถึงนิพพาน อันเป็นสิ่งที่มีอยู่ในที่ทุกแห่งและทุกเวลา ในวันอื่น ๆ ตลอดขวบปี, ก็ขอให้เราได้สำนึกถึงนิพพานตามความหมาย ดังกล่าวแล้ว กันสักวันหนึ่ง คือในวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ อันเป็นวัน ประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพาน ของพระพุทธองค์กันให้เต็มความ สามารถเถิด โลกก็จักไม่เป็นของร้อน หรือเสียบแทงยอกตำหรือผูกมัด รัดรึง ไปเสียโดยส่วนเดียว เพราะการกระทำของพวกเราผู้นับถือ พระพุทธศาสนา. พุทธทาส ภิกขุ โมกขพลาราม วิสาขบูชา ๒๔๙๗

น.134 อ อ ก พ ร ร ษ า ๒ ๔ ๙ ๗ หนังสือพิมพ์พุทธศาสนารายตรีมาส ได้เวียนมาถึงคาบสมัย การออกพรรษาอีก ในฉบับนี้ และจะต้องเวียนไปถึงคาบสมัยการเข้าพรรษาอีก ใน โอกาสหน้า. การออกที่เป็นคู่อยู่กับการเข้า หรือวนเวียนกันไปไม่มีหยุด เช่นนี้ ย่อมมีความหมายไม่แตกต่างอะไรกัน เพราะเป็นแต่การไหลเวียน เป็นวง, ไม่ควรจะเรียกว่าการออกเลย. ฉะนั้น เราจักต้องทำความเข้าใจใน ความหมายของคำว่า "ออก" อันแท้จริงกันเป็นพิเศษ เพื่อรู้จักการออกอันแท้จริง และเอาเป็นที่พึ่งกันให้ได้ ตามที่ควร.

น.135 ๑๒๙ การออกตามความหมายอันถูกต้องของพระผู้มีพระภาคเจ้า คือ การออกไปจากวงกลมที่หมุนเวียน ไม่ต้องมีการกลับเข้ามาเป็นการเข้าอีกต่อไป. คำว่า ออก ๆ จึงมีความหมายอยู่ ๒ ความหมาย ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้ว คำว่า ออก ชนิด ที่มีการกลับเข้าอีกนั้น หาใช่การออกไม่. มายาของถ้อยคำ ๆ นี้เองที่ปิดบังการ ออกอันแท้จริง จนคนธรรมดามองไม่เห็นว่า การออกจากทุกข์ของพระพุทธองค์นั้น มีลักษณะอย่างไร. สติปัญญาของวิสัยโลกนั้น ถ้าไม่มี "การเข้า" มาเป็นเครื่อง เทียบเคียงก็ไม่รู้จักการออก. ถ้าปราศจาก "การออก" ก็ไม่รู้จักการเข้า. เขาหลง เรียกอาการแห่งความหมุนเวียนตอนหนึ่ง ว่าเป็นการออก และอีกตอนหนึ่งว่าเป็น การเข้า. การออกในลักษณะเช่นนี้ มิใช่การออกอันแท้จริง หรือกล่าวให้ถูก ก็ เป็นเพียงการหมุนเวียน ยังมิใช่เป็นการออก. สิ่งที่อยู่นอกวงของความหมุน- เวียนนั้น คนธรรมดายังไม่รู้จัก. สติปัญญาของเขาถูกล้อมอยู่ภายใน อวนของมายาแห่งถ้อยคำ. เขาไม่รู้จักคำว่า "ออก" ที่แท้จริง ซึ่งพระ- พุทธองค์ทรงใช้ในความหมายของการออกจากทุกข์ หรือออกจากวัฏฏ- สงสาร. การออกชนิดนี้ เป็นการออกอันจริงแท้ เพราะไม่มีการกลับเข้าอีกต่อไป และเป็นการออกที่พุทธบริษัทต้องรู้จักหรือเข้าใจอย่างซึมซาบ มิฉะนั้นแล้ว ความ เป็นพุทธบริษัทนั้นจะไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง. วงกลมที่เป็นคุกตะรางขังจิตสัตว์ไว้ ไม่ให้หลุดออก ไปได้นั้น คือวงกลมแห่งความทะยานอยาก (กิเลส) แล้วกระทำลงไป ตามที่อยาก (กรรม) ครั้นได้รับผล (วิบาก) อย่างใดอย่างหนึ่งมา ก็ยังคง อยากหรือทะเยอทะยานใหม่ ตามอำนาจของผลที่เกิดขึ้นต่อไป ไม่มีที่สิ้น สุด . ถ้าเรียกสั้น ๆ ก็คือ "วงกลมแห่ง ความอยาก - การกระทำ - ผล ของการกระทำ" อันหมุนเวียนอยู่ไม่มีที่สิ้นสุด หรือ "วงกลม แห่ง

น.136 ๑๓๐ วัฏฏสงสาร." มันเป็นวงล้อที่ประกอบอยู่ด้วยกง ๓ กง คือ กิเลส - กรรม - วิบาก. อันมีกำลังผลักดันส่งต่อกันอยู่ในตัวเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด. เมื่อกล่าวโดยสิ้นเชิงแล้ว สัตว์หรือคน ๆ หนึ่ง เวียนอยู่ใน วัฏฏสงสารมีจำนวนวงอันนับไม่ถ้วน ชั่วเวลาเพียงวันหนึ่งคืนหนึ่ง. วัฏฏสงสารวง หนึ่ง ๆ อาจกินเวลาเพียงนาทีเดียว หรือหลายนาทีก็ได้ เพียงวันเดียวหรือหลายวัน ก็ได้ หลายเดือน หลายปี หรือข้ามชาติก็ได้ แล้วแต่สถานะการณ์และความคาบ- เกี่ยวกัน. จิตหมุนไปครบรอบวงกลมแห่ง "ความอยาก - การกระทำ - ผลของ การกระทำ แล้วกลับอยากใหม่" รอบหนึ่ง ก็เรียกว่า วัฏฏสงสารวงหนึ่ง และ คาบเกี่ยวกันไปไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่ามันจะออกไปจากวงกลมแห่งวัฏฏสงสารนี้ได้ การที่เพียงแต่เข้า ๆ ออก ๆ อยู่ในวงกลมนั้น ไม่มีความหมายแห่งการออกจากทุกข์ เลย มีแต่เพียง "การจมอยู่ในกองทุกข์" อย่างเดียว. เรียกอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ “การว่ายเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร." จิตจะออกไปเสียจากวงกลมนี้ได้ ก็ต่อเมื่อได้มองเห็นจนเกิด ความสลดใจว่าในวงกลมทุกวง เต็มไปด้วยความทุกข์ และประดับประดาอยู่ด้วยความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และทุกข์อื่น ๆ อีกนานาประการ, จนไม่ปรารถนาอะไร หรือ ส่วนใดส่วนหนึ่งวงของกลมนั้น. ทุก ๆ ส่วนในวงกลมนั้น ไม่ว่าจะเป็นส่วนของความ อยาก หรือการกระทำ หรือผลของการกระทำ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. จิตไปเกาะเกี่ยวเข้าที่ส่วนใด จักเกิดความทุกข์หนักแก่จิตทุก ๆ ส่วนไป ในทันใดนั้นเอง. เมื่อมองเห็นเช่นนี้ ความอยากก็ไม่เกิดขึ้นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ ในความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง. เมื่อความอยากไม่เกิด การกระทำก็ไม่เกิด ผลของการกระทำก็ไม่เกิด วงกลมหรือวัฏฏสงสารก็ถูกหักออกไป.

น.137 ๑๓๑ การกระทำที่ไม่มีมูลมาจากความอยาก ไม่เรียกว่าการ กระทำในฐานะที่เป็นกง ๆ หนึ่งของวงล้อแห่งวัฏฏสงสาร. การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ การนอนพัก การอาบน้ำหรือการกินอาหารตามธรรมชาติ เหล่านี้ไม่เรียก ว่าการกระทำ เพราะมิได้มีมูลมาจากความอยาก (กิเลสตัณหา). อย่างจะเรียกได้ก็ เป็นเพียง กิริยา, มิใช่กรรม. ทำนองเดียวกันกับการกระทำของพระอรหันต์ ไม่ เรียกว่ากรรมหรือการกระทำ เพราะมิได้ทำด้วยอำนาจของความอยาก แต่ทำด้วย อำนาจของเมตตาบริสุทธิ์ หรือของปัญญาบริสุทธิ์ จึงเรียกได้แต่เพียงว่ากิริยา และ ไม่ก่อให้เกิดวัฏฏสงสาร. มันเป็นกิริยาที่ไร้วิบาก เพราะไม่มีเจตนาที่จะรับผลแห่ง การกระทำมาแต่เดิม. แม้ผู้อื่นจะได้รับผลจากการกระทำของท่าน ก็ไม่ทำให้เกิดผล อะไรในใจของท่าน จึงไม่เป็นวัฏฏสงสารไปได้สำหรับท่าน. ท่านจึงมีการกระทำต่างๆ และอยู่ในโลกนี้ได้โดยไม่เกี่ยวกับวัฏฏสงสาร หรือเป็นวัฏฏสงสาร เหมือนการกระทำ ของบุถุชนทั่วไป. การสงเคราะห์กันและกันของบุถุชน โดยเฉพาะทางการเมือง นั้น ทำไปด้วยอำนาจกิเลสตัณหา เพื่อผูกมัดอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อผลอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ ตัวเอง มีเจตนาจะเก็บเกี่ยวเอาผลนั้นหลายเท่าทวีคุณ มาแต่เดิม จึงเป็นกรรมที่เป็น ตัวกัมมวัฏฏ์ในวัฏฏสงสาร. การทำการสงเคราะห์ผู้อื่นเป็นต้นของพระอรหันต์ นั้น เกิดขึ้นเพราะอำนาจของเมตตาบริสุทธิ์ หรือปัญญาบริสุทธิ์ที่เหลือ เป็นซากอยู่ในสันดาน ผลักดันมือและเท้าให้เคลื่อนไหวไป ไม่มีเจตนา แห่งการทำเพื่อรับผล, จึงไม่เป็นกัมมวัฏฏ์แห่งวัฏฏสงสาร. โลกเราทั้งหมดตกอยู่ในอำนาจของวัฏฏสงสาร เพราะ ทำอะไรล้วนแต่ด้วยอำนาจกิเลสตัณหา. กรรมนั้น ๆ จึงมีวิบากชนิดที่ย้อน มารัดรึงตัวเอง จนกลายเป็นวัฏฏสงสารที่ลุกเป็นไฟอันร้ายกาจ. สัตว์โลกจะดิ้นรน สักเท่าไร ก็ไม่พ้นไปจากทุกข์ได้ เพราะเป็นการดิ้นเข้าไปในวัฏฏสงสารอางย์ลึกซึ้ง ยิ่งขึ้นทุกที ๆ. ทางออกในเรื่องนี้ มีอยู่ทางเดียว คือ อย่าทำอะไรชนิดที่

น.138 ๑๓๒ เป็นทาสของกิเลสและตัณหาอีกต่อไป แต่ทำไปด้วยอำนาจเมตตาบริสุทธิ์ หรือปัญญาบริสุทธิ์ ตามเยี่ยงอย่างที่พระอรหันต์ทั้งหลายได้แสดงไว้แล้ว นั่นเอง. โลกนี้จะแบ่งออกเป็นกี่ส่วน หรือกี่ค่ายก็ตาม เมื่อแต่ละส่วน ๆ แต่ละค่าย ๆ ทำอะไรลงไปตามอำนาจกิเลสอันต่ำช้าแล้ว โลกทั้งโลกก็รับชะตากรรม หรือวิบากแห่งวัฏฏสงสารร่วมกัน มีความทุกข์เท่ากัน มีความวินาศเท่ากัน แม้จะมี รูปร่างต่างกัน. เพราะว่ามันเป็นวัฏฏสงสารของโลกทั้งโลกเพียงวงเดียวและ ร่วมกันทั้งโลก ในฐานะเป็นเรื่องของโลก. แต่ละส่วนแต่ละค่ายในโลก ควร จะสำนึกถึงภัยในวัฏฏสงสารของโลก. ต่างฝ่ายต่างอย่าตกเป็นทาสแห่งกิเลสตัณหา ของตน ๆ ซึ่งแม้ว่าจะมีลักษณะตรงกันข้ามอย่างไรก็ตาม, ล้วนแต่เป็นการทำโลกนี้ ให้จมอยู่ในกองทุกข์ โดยส่วนเฉลี่ยที่เท่ากัน. การทำอะไรตามกิเลสตัณหานั้น มาจากการยึดถือตัวตนและ ของ ๆ ตน. ฉะนั้นอาจกล่าวได้อีกทางหนึ่งว่า วัฏฏสงสารของโลกหรือของ เอกชนก็ตาม ย่อมก่อขึ้นและหมุนไปด้วยอำนาจความเห็นแก่ตัวตน อัน เป็นที่เกิดของกิเลสตัณหานานาชนิด นั่นเอง. การศึกษาจอมปลอม การ สงเคราะห์จอมปลอม ซึ่งเป็นเหมือนการมอมกันและกันให้หัวเมาในตัว ตนนั้น ควรจะหมดสิ้นไปเสียจากโลก เพื่อจะได้เกิดมีปัญญาบริสุทธิ์และเมตตา บริสุทธิ์ ขึ้นมาทำลายวัฏฏสงสารอันเลวร้ายของโลก : โลกก็จะมีทางออกอันเด็ดขาด จากความทุกข์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นส่วนรวมและเป็นส่วนเอกชน. เพราะเหตุที่วัฏฏสงสารก่อรูปขึ้นมาจากอวิชชา หรืออุปาทานที่ ทำให้เห็นเป็นตัวตนของตนนั่นเอง ทุกคนมีหวังที่จะถอนตนออกจากวัฏฏสงสาร ได้ ทั้งที่ส่วนรวมเขาไม่พร้อมใจกันหักกงล้อของวัฏฏสงสารโดยอาการ ดังกล่าวแล้ว. ผู้ที่มองเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ของกิเลส กรรม

น.139 ๑๓๓ และผลกรรม ย่อมไม่ยึดถือส่วนใดส่วนหนึ่งในสามส่วนนี้ ด้วยความสำคัญผิดว่าเป็น ตัวเขา หรือของเขา เขาไม่มีตัวตนที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจอวิชชาอุปาทาน, มี แต่จิตที่ประกอบอยู่กับปัญญาและเมตตา อันบริสุทธิ์. การเคลื่อนไหว ทุกอย่างของเขาไม่มีกิเลสตัณหาเป็นเครื่องผลักดัน มีแต่กิริยาที่เคลื่อน- ไหวไปด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีเมตตากรุณาเป็นมูลฐาน. วัฏฏ- สงสารไม่อาจก่อรูปขึ้นในกายและใจของเขา เพราะไม่มีความรู้สึกที่เป็น ความต้องการสิ่งใดในของเขา เพราะไม่มี "ตัวเขา" นั่นเอง กายและใจ ชุดนี้ ได้ออกจากวัฏฏสงสารแล้วโดยสิ้นเชิง หาความทุกข์อันใดมาแผ้วพานมันอีก ไม่ได้ เพราะมันอยู่นอกอำนาจของวัฏฏสงสาร นั้นเอง. พุทธธรรมอันแท้จริง ช่วย คนเราได้มากถึงอย่างนี้ ฉะนั้น ผู้ที่จะยังอาศัยอยู่ในโลกอันมีผิวเปลือกซึ่งนับแต่จะ ยุ่งยากยิ่งขึ้นทุกทีก็ตาม หรือที่จะราบรื่นลงทุกทีก็ตาม น่าจะได้ศึกษาถึงวิธีแห่งการ "ออก" อันแท้จริงนี้ไว้ให้ครบถ้วน จึงจะมีโอกาสออกจากทุกข์ได้ในทุก ๆ กรณี. ชีวิต ที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชาอุปาทานนั้น ย่อมเป็นวัฏฏสงสารอยู่ในตัวชีวิต นั่นเอง. จิตที่รู้สำนึกในเรื่องนี้แล้ว จงพยายามควบคุมความทะยานอยาก ด้วยอำนาจกิเลสตัณหาไว้อย่างเฉียบขาดเถิด อวิชชาและอุปาทานจักตก อยู่ในสถานะที่ขาดอาหาร และค่อย ๆ ศูนย์หายไปจนสิ้นเชิง. การออก จากวัฏฏสงสารของจิตก็จะปรากฏขึ้นด้วยการทำอย่างนี้ ในวาระเป็นคาบสมัยแห่งการออกพรรษานี้ เป็นโอกาส ที่เราทั้งหลายจักน้อมจิตระลึกถึงการออกอันแท้จริง จากความทุกข์ทั้งปวง ตามวิธีของพระผู้มีพระภาคเจ้า กล่าวคือการออกจากวัฏฏสงสาร ด้วยการ หักกงล้อกงใดกงหนึ่งแห่งวัฏฏสงสารเสียนั่นเอง จนไม่เป็นวงกลมที่จะ

น.140 ๑๓๔ หมุนได้อีกต่อไป ดังกล่าวแล้วข้างต้น. เพียงแต่การทำวงกลมแห่งล้อ นี้ให้เสียรูปเท่านั้น. ก็จักเป็นการบรรเทาทุกข์ลงได้อย่างมากหลาย จนกระทั่งทำลายมันเสียได้ในที่สุด เป็นการหลุดออกจากความทุกข์ซึ่งมี ๆ อยู่ตามธรรมชาติ โดยประการทั้งปวง. เราจงพากันน้อมจิตรับเอาธรรมะ ของพระองค์มาเป็นเครื่องมือ สำหรับการถอนจิตออกไปเสียจากโลกอัน คลุ้มไปด้วยไฟกิเลสและไฟทุกข์นี้ ในคาบสมัยพิเศษแห่งออกพรรษานี้ ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จงทุกคนเทอญ. พุทธทาส ภิกขุ โมกขพลาราม ออกพรรษา ๒๔๙๗

น.141 ชุมนุมอภิลักษิตกาลพจน์ ส. ค. ส. มาฆบูชา ๒ ๔๙ ๘ วันมาฆบูชาได้เวียนมาถึงเข้าอีกครั้งหนึ่ง ! ความหมายของวันนี้ที่ว่า เป็นวันจาตุรงคสันนิบาตนั้น เป็น เรื่องเกี่ยวกับพระอรหันต์ทั่วไป. ส่วนที่ว่า เป็นวันปลงอายุสังขารนั้น เป็นเรื่องส่วน พระองค์ที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์โดยตรง. เพราะเหตุที่ไม่ค่อยคำนึงถึงการปลงอายุ- สังขารกันเสียเลยนั้นเอง โลกจึงหมุนไปในลักษณะที่สาสมกัน : ลัทธิวัตถุ นิยมนานาชนิดกำลังครองโลก จนกลายเป็นโลกที่เร่าร้อนและหลอกลวง ไป. โดยเหตุนี้ เราควรสนใจในวันมาฆบูชา ในลักษณะที่เป็นที่ระลึกแก่วิธีการ ปลงอายุสังขาร เพื่อถือเอาประโยชน์กันให้ได้ เท่าที่ควร

น.142 ๑๓๖ พระอรหันต์ท่านปลงภาระหนัก กล่าวคือความยึดถือในตัวตน เองเสียได้แล้วตั้งแต่วันที่หมดกิเลสและเป็นพระอรหันต์. บัดนี้เหลืออยู่แต่เบญจขันธ์ที่ บริสุทธิ์ล้วน ๆ เป็นอยู่ด้วยเมตตาและปัญญาตลอดมา จนกว่าจะถึงวันปลงอายุสังขาร ครั้นถึงวันที่ควรปลงอายุสังขาร ปัญญาที่คุ้มครองเบญจพันธ์อันบริสุทธิ์อยู่นั่นเอง ได้ ปลงใจลงไปว่า เบญจขันธ์อันบริสุทธิ์นี้ถึงเวลาที่จะต้องแตกดับแล้ว หรือสมควรจะ ต้องแตกดับแล้ว ไม่จำต้องขวนขวายเพื่อการดำรงอยู่แห่งเบญจขันธ์นี้อีกต่อไป จึงวาง เฉยให้แตกดับไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นเชื้อ. เพราะความปลงลงไปโดยเด็ดขาด นี่เอง ธรรมที่เป็นปัจจัยเครื่องดำรงแห่งอายุที่เหลืออยู่ ก็อ่อนกำลังและร่อยหรอ วูบวาบลงปราศจากการสะสมเพิ่มเติม อายุจึงสิ้นสุดลงตามวันและเวลา ที่กำหนดไว้ใน การปลงอายุสังขารนั้น. พระอรหันต์โดยทั่วไป ท่านจะปลงอายุสังขาร ในวัน หรือ ในขณะที่ร่างกายจะแตกดับ, หรือจะปลงไว้ล่วงหน้าตั้งกี่ปี. ย่อมแล้วแต่กรณีเฉพาะ ราย. ส่วนพระพุทธองค์นั้น ได้ทรงปลงอายุสังขารล่วงหน้าสามเดือนก่อนแต่จะถึง วันดับสนิทของเบญจขันธ์ หรือวันที่เรียกกันว่าเข้าสู่ปรินิพพาน. การตัดสินพระทัย เช่นนั้น มีลักษณะเด็ดขาด จนถึงกับไม่ยอมรับอาราธนาของใครเพื่อเสริมอายุสังขาร ให้ยืดยาวอีกต่อไป เป็นอันว่าธรรมที่เป็นเครื่องปรุงอายุของพระองค์ ได้เริ่มร่อยหรอ ลงเป็นพิเศษ นับแต่วันนั้นมา จนกระทั่งสิ้นสุดลงในวันที่ครบสามเดือนและเสด็จ ดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานในวันนั้น. บุถุชนคนธรรมดาทั่วไป ไม่ยอมปลงอายุสังขาร ! เพราะไม่อยากตาย ไม่ยอมตาย ไม่ยอมดับสนิท. พยายามต่อสู้เพื่อให้ยังอยู่ตลอดไป จนกระทั่งวาระที่ร่างกายแตกดับลงเอง ก็ไม่ยอมปลงอายุสังขาร ยังขอตื้นเพื่ออยู่ต่อไป จึงมีเชื้อและเหตุปัจจัยเป็นอันมากเหลืออยู่สำหรับการเกิดอีก, แม้จะล่วงมาสักกี่ชาติ ก็ยังไม่ยอมปลงอายุสังขารสักชาติเดียว จนกว่าจะมีจิตใจสูงในลักษณะที่เหนือปุถุชน

น.143 ๑๓๗ คนธรรมดา, แม้กระนั้นก็ยังเป็นเพียงการจำใจปลงอายุสังขาร. พระอรหันต์จำพวก เดียวเท่านั้น ที่สะดวกใจในการปลงอายุสังขาร, พระอริยเจ้าชั้นต่ำ ๆ ลงมา ก็จำใจ ปลงอายุสังขารแม้ในเมื่อมีสติทำกาลกิริยา. บุถุชนไม่ยอมปลงอายุสังขาร เพราะมีอุปาทานยึดมั่น ในชีวิตและร่างกาย ว่าเป็นตัวตนหรือของ ๆ ตน. เพราะความยึดว่าตัวตน ของตนนั่นเอง จึงกลัวการแตกดับอยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นสัญชาตญาณหรือสิ่งที่ เกิดประจำใจอยู่เอง โดยไม่ต้องมีเจตนา. ตลอดเวลาที่อุปาทานยังมีอยู่ย่อมมีความ รู้สึกว่าตัวตนของตนอยู่เสมอไป จึงไม่อาจมีความรู้สึกในทำนองที่จะปลงอายุสังขาร. เมื่ออุปาทานเป็นสิ่งที่มีผลคาบเกี่ยวข้ามภพข้ามชาติไปได้ ความหัวรั้นไม่ ยอมปลงอายุสังขาร ก็มีติดต่อกันตลอดไปทุก ๆ ชาติ แม้จะต้องจำใจตาย ในกรณีใด ๆ ก็ตาม ก็ไม่มีความรู้สึกทำนองที่เรียกว่า "ปลงอายุสังขาร" ได้สักชาติ เดียว. ฉะนั้น การปลงอายุสังขารที่ถูกต้องแท้จริง จะมีได้แต่สำหรับ ผู้หมดอุปาทานแล้ว เท่านั้น. อุปาทานยังมีอยู่ได้ ก็เพราะความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ในสิ่งต่าง ๆ หรือในภาวะต่าง ๆ. ความอยากในสิ่งต่าง ๆ มีอยู่ได้เพราะ "รสอร่อย" ของสิ่งนั้น ๆ ที่ตนติดใจอย่างแน่นแฟ้นอยู่ ด้วยอำนาจอวิชชา ที่เห็นผิดเข้าใจไปว่า สุขเวทนาอันเกิดจาก "รสอร่อย" นั้นเป็นตัวตน และเป็นของตนผู้เสวย. ในโลกนี้ หรือโลกไหน ๆ ก็ตาม ไม่เคยขาดสิ่งที่สัตว์นั้น ๆ ถือว่ามี "รสอร่อย" กล่าวคือ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสทางเนื้อหนัง ชนิดตรงกับความต้องการของราคะ ดำฤษณา.

น.144 ๑๓๘ ที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นก็ยังมีถึงกับว่า สัตว์ทั้งหลายมีเครื่องรับความ รู้สึกแตกต่างกัน. สิ่งที่แสบเผ็ดเจ็บปวดขมขื่นสำหรับสัตว์พวกหนึ่ง กลายเป็นที่พอใจ หรือชื่นใจของสัตว์อีกพวกหนึ่ง. แม้คน ๆ เดียวกัน อาจเปลี่ยนแปลงได้ถึงกับไปพอใจ ในสิ่งที่ตนเคยเกลียดกลัวมาก่อน. ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีกุลบุตรที่ละจากการครองเรือน ไปบำเพ็ญตบะทรมานกายโดยประการต่าง ๆ กัน ชั้นที่สุดแต่ในการกินลมเป็นอาหาร ด้วยเหตุนี้เอง สิ่งที่เรียกกันว่า สุขเวทนานั้น จึงเป็นของหลอกลวงโดยประการทั้งปวง และไม่มีทางที่จะเหมือนกันได้เลยสำหรับสัตว์ต่างชนิดกัน หรือมีภูมิชั้นแห่งจิตใจที่ เหลื่อมล้ำกว่ากัน. มันเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ที่ควรยึดถือตายตัวอย่างใด อย่างหนึ่งได้ .. มันไม่มีช่องทางที่จะยึดถือ โดยไม่ก่อให้เกิดอาการแห่ง ความหนักหรือความทนทรมาน ! ตัณหาหรือความอยากมีประการต่าง ๆ จะไม่เกิดขึ้นในสุข- เวทนาทั้งปวงก็ต่อเมื่อมีวิชชา หรือปัญญา หรือสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นกำกับอยู่ในจิตว่า ไม่มีสุขเวทนา หรือ "รสอร่อย" อันใด ที่น่าเอา หรือน่าหลงใหลพอใจ. เมื่อทุก ๆ สิ่งในโลกไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่า สิ่งที่ให้ "รสอร่อย" อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว โลกนี้ทั้งหมดก็ไม่มีอะไรที่น่าติดอกติดใจ หรือ ยึดถือเอาเป็นของตนเลย. คงมีแต่ของหลอกลวงให้หลงทำนองเห็นกงจักร เป็นดอกบัวไปทั้งนั้น. สัมมาทิฏฐิอันสมบูรณ์ได้เกิดขึ้นว่า "ไม่มีอะไรที่ น่าเอา ! ไม่มีภาวะอย่างใดที่น่าเป็น ! " อยู่ตลอดเวลา, ตัณหาถูกขีด กั้นกระแส ไม่มีทางที่จะเกิดได้, อุปาทานไม่มีที่จะยึดถือ, ความปล่อย วางสิ่งทั้งปวงก็เกิดมี, การปลง "ของหนัก" ชิ้นสุดท้าย คืออายุสังขาร ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายดาย. แต่ในที่สุด มีชาวโลกคนใดบ้าง ที่เคยคิดถึงการปลงอายุ สังขาร ?

น.145 ๑๓๙ โดยไม่ต้องคำนึงถึง ข้อที่ว่า จะต้องเป็น พระอรหันต์กันเสียก่อน เราก็ยังมีช่องทางที่จะทำตนให้ได้รับประโยชน์จากการปลงอายุสังขาร. ผู้ที่มีชีวิตอยู่ ด้วยความรู้สึกว่า "ไม่ว่าในโลกไหน ๆ ไม่มีอะไรที่น่าเอาหรือน่าเป็น ด้วย ความหมายอันแท้จริง มีแต่เอาหรือเป็นอย่างขอไปที่ตามสมมติ ตามประ- เพณี หรือตามตัวบทกฎหมายของบ้านเมือง" ดังนี้แล้ว ย่อมไม่ยึดถืออะไร โดยความเป็นตัวตนหรือของตนด้วยอำนาจอุปาทาน. - เมื่อถึงคราวที่ร่างกายนี้จะแตก ตับ เขาย่อมทราบ หรือกำหนดเวลาอันสมควรสำหรับการแตกดับ. ถ้าหากมีเวลา และการกระทำอันเพียงพอแล้ว เขาอาจจะแตกดับไปพร้อมกับการหมด อุปาทานโดยสิ้นเชิง คือเป็นพระอรหันต์นิพพานไป โดยไม่มีใครทราบ ทั้งที่นั่งคู่กันอยู่พร้อมหน้า "ไม่มีอะไรที่น่าเอาและน่าเป็น ! " นี้เป็นเครื่องแสดง ว่า เขาพร้อมที่จะปลงอายุสังขารอยู่ทุกเมื่อแล้ว. ผู้ที่เห็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง - ทุกขัง - อนัตตา อย่างแท้จริงนั้นย่อมมีผลถึงกับรู้สึกว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น." และ จิตน้อมไปสู่ความดับไม่มีเชื้อเหลือ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จิตมีนิพพาน เป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลา เพราะไม่มีอะไรเป็นที่เกาะเกี่ยวของจิตอยู่ทาง ฝ่ายนี้. ถ้าผิดไปจากนี้ ก็เป็นแต่เพียงการท่องบทไตรลักษณ์อยู่อย่างนกแก้วนกขุน- ทอง ดังบทสวดทำวัตรเช้าทั่ว ๆ ไป ตามสถานที่ทำวัตรต่าง ๆ. ความรู้สึกที่แท้ จริงว่า " ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น " นั่นเอง เป็นการปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ที่เกาะเกี่ยวกันอยู่กับอายุหรือชีวิต ออกไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดสิ้น เหลืออยู่แต่ "อายุ" ล้วน ๆ คือเหลืออยู่แต่เบญจขันธ์อันบริสุทธิ์ปราศจาก อุปาทาน. ครั้นล่วงมาถึงสมัยที่เป็นที่ควรดับแห่ง "อายุ" อีกทีหนึ่ง ก็

น.146 ๑๔๐ ปลงอายุสังขารนั้น ได้โดย สะดวกเหมือนคนแข็งแรง ถ่มน้ำลาย ที่ต้องการ จะถ่มออกจากปากของตนได้โดยง่าย. แต่ใครบ้างที่กำลังมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกว่า "ไม่มีสิ่งใด หรือ ภาวะอย่างใดที่น่าเอาหรือน่าเป็น," ? มีใครบ้างที่กำลังบั่นทอนความรู้สึกที่ว่า "น่า เอา น่าเป็น" ของตนให้น้อยลง ๆ ? มีใครบ้างที่กำลังพยายามจะทำพิธีมาฆบูชา ให้ถูกตรงตามความหมายอันลึกซึ้งของคำ ๆ นี้ หรือให้ถูกต้องตามพระพุทธประสงค์ ? ซึ่งทั้งนี้เพื่อทำโลกให้พ้นจากความเป็นโลกที่เร่าร้อนและหลอกลวง ดัง กล่าวแล้ว. ถ้าวัฒนธรรมของโลก ก้าวหน้ามาถึงวิชาความรู้และขนบธรรม- เนียมประเพณีที่รู้จักปลงอายุสังขารกันเสียบ้างตราบใด ตราบนั้นโลกนี้จะเป็นโลกที่มี อะไรงดงามน่าอยู่ ยิ่งกว่าโลกสวรรค์ เพราะปราศจากความเป็นโลกของปีศาจที่ กระหายเลือดอยู่ตลอดเวลาโดยสิ้นเชิง. ความรู้สึกที่ว่า "ไม่มีสิ่งใด หรือภาวะอย่างใด ที่น่า เอาหรือน่าเป็น" นั้น เป็นความรู้ที่ถูกต้อง, เป็นความจริงเหนือความจริง ทั้งหลาย, เป็นสัมมาทิฏฐิที่ขึ้นถึงยอดสุดของสัมมาทิฏฐิทั้งปวง, เป็นผล ของการเห็นสามัญญลักษณะของสิ่งทั้งปวงอย่างเที่ยงธรรม, เป็นปัญญาที่ สว่างไสวถึงที่สุด, เป็นที่ตั้งแห่งเมตตากรุณา อันจะพึงมีต่อกันอย่างแท้จริง ในหมู่มนุษย์, เป็นสิ่งสามารถทำสัตว์ให้ผ่องแผ้วจากความหน้ามืดจน กระหายเลือดอยู่ตลอดเวลาอย่างสิ้นเชิง ! แต่ในที่สุด ก็มีแต่ผู้ที่พร้อมที่จะหัวเราะเยาะ การปลงอายุสังขาร จนต้องตกอยู่ในลักษณะของปีศาจชนิดพิเศษ ที่ต้องหลอนตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะ ว่าการหลอนผู้อื่น ก็ยังไม่ก่อให้เกิดผล เท่ากับการหลอนตัวเองให้หันหลังให้แก่การ ปล่อยวางตัวตน ตามหลักที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้.

น.147 ๑๔๑ บุคคลเป็นพระอรหันต์ได้เพราะอำนาจความเห็นแจ้งว่า "ไม่ มีอะไรหรือภาวะอย่างใด ที่น่าเอาหรือน่าเป็นโดยประการทั้งปวง แม้ที่สุด แต่การอยากจะเป็นตัวเอง ผู้บริสุทธิ์" ดังนี้เท่านั้น. แม้จะเป็นพระอริยเจ้าใน ขั้นต้น ๆ ก็ต้องด้วยอำนาจการเห็นแจ้ง หรือเริ่มเห็นแจ้งในข้อนี้. ฉะนั้นในที่สุด แม้แต่จะเป็นบุกชนชั้นดี ก็ต้องเป็นผู้เริ่มเห็นแจ้ง หรือมีความเชื่อเช่นนี้ จนกระทั่ง รู้สึกว่า การปล่อยวางสิ่งทั้งปวง ตลอดถึงการปลงอายุสังขารนั้นเป็นสิ่งที่ งดงามน่าชื่นใจโดยแน่นอน ที่ทั้งตนยังปล่อยหรือปลงไม่ได้. ท่านเหล่านี้ เป็นผู้ที่ทำมาฆบูชาต่อคุณธรรมของพระอรหันต์ทั้งหลายอย่างแท้จริงอยู่ตลอดเวลา และ ทุก ๆ อิริยาบถ ผิดกันไกลจากการทำมาฆบูชาของนกแก้ว นกขุนทอง ไม่กี่นาทีเสร็จ ในวันเพ็ญกลางเดือนสามเพียงครู่เดียว. ถ้าคนส่วนใหญ่ในโลก ยังหัวเราะเยาะการปล่อยวาง หรือ การปลงอายุสังขารตามแบบของพระพุทธบริษัทอยู่เพียงใดแล้ว อย่าหวังเลยว่าในโลก นี้จะมีแสงสว่างอันแท้จริง และมีเมตตากรุณาอันบริสุทธิ์ ชนิดที่เป็นบ่อเกิดของ สันติสุขอันถาวรของโลกได้. โลกนี้ จะยังมีสงครามเป็นของขวัญประจำโลก อยู่ตลอดไป ตลอดเวลาที่ขาดความรู้ในเรื่อง "การปล่อยวางตามแบบของ พระพุทธองค์" ! โลกนี้จักต้องวินาศ ทั้ง ๆ ที่ปากทุก ๆ ปากกำลังสวด อ้อนวอนขอร้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง ในสากลโลกอยู่ เว้นเสียแต่ จะรู้จักทำการปล่อยวางตามแบบของพระพุทธองค์เท่านั้น ! คำสอนเรื่อง อนิจจัง - ทุกขัง อนัตตา ที่ไม่ซ้ำ คำสอนของใครเลยเท่านั้น ที่จะสามารถนำโลกไปสู่ความรู้สึกที่ว่า "ไม่มี อะไรที่น่าเอาน่าเป็นโดยประการทั้งปวง." ความรู้สึกเช่นนี้ นำให้เกิดการปล่อย วาง กล่าวคือความไม่ยึดถือด้วยอุปาทานว่าตัวตนหรือของตน. ความปล่อยเช่นนี้

น.148 ๑๔๒ นำบุคคลแต่ละคนหลีกออกหาความสะอาด สว่าง สงบเย็นเป็นส่วนตัว ซึ่งในที่สุด ก็ทำส่วนรวมทั้งหมด ให้เต็มไปด้วยความสะอาด สว่าง สงบได้ เพราะส่วนรวมก็คือ ส่วนตัวรวมกันทั้งหมดนั้นเอง. ความปล่อยวางเช่นนี้ย่อมเป็นเมตตาบริสุทธิ์ (ไม่หวัง อะไรตอบแทน) อยู่ในตัวเองแล้ว ! โลกจะเต็มไปด้วยสิ่งอันเป็นบ่อเกิดของ สันติภาพอันถาวรอยู่ตลอดเวลาในตัวมันเอง ถ้าเพียงแต่ทุกคนรู้จักปล่อย วาง หรือมีความรู้เรื่องการปล่อยวางกันเสียบ้าง เท่านั้น. ความเห็นแก่ตัว ได้ขมวดเกลียวแน่นแฟ้นขึ้นในโลก นี้ รุนแรงยิ่งขึ้นทุกที ก็เพราะไม่มีความสนใจในการที่จะ ทำมาฆบูชา ให้ ถูกต้องตามความหมายอันสูงสุดของคำ ๆ นี้นั่นเอง ในวารสมัยที่สมมติกัน ว่าใกล้ต่อกึ่งพุทธกาลยิ่งขึ้นทุกทีนี้ จงยังกันและกันให้สนใจในเรื่องความ ปล่อยวาง ด้วยการทำมาฆบูชาให้ถูกต้องตามความหมายยิ่งขึ้น เพื่อยึด - หน่วงโลกนี้ ไว้จากการล่มจมเสียก่อนแต่ที่จะสายเกินไป โดยน้ำมือของ พุทธบริษัททุกคน. พุทธทาส ภิกขุ โมกขพลาราม มาฆบูชา ๒๔๙๘.

น.149 ออก พรรษา ๒๔๙๘ การเข้าและการออกโดยทั่วไป ย่อมแตกต่างจากการเข้าและ การออกที่เป็นของพุทธบริษัท. การเข้าการออกของพุทธบริษัท ล้วนแต่ ไม่เกี่ยวกับ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน หรือการที่ต้องเป็นไปตามอำนาจของกรรม. ทั้งนี้เป็น เพราะพุทธบริษัทมองเห็นความจริงอันหนึ่ง ซึ่งไม่มีการเข้าหรือการออก, ไม่เป็นการเข้าหรือการออก, และการเข้าถึงการที่ไม่ต้องเป็นไปตามอำนาจ ของกรรมได้ นั่นเอง. ฉะนั้น ในโอกาสแห่งการออกพรรษานี้ เราควรจะมีความ เข้าใจในการเข้าหรือการออก ในลักษณะที่ถูกต้องของพุทธบริษัท กันตามที่ควร เพื่อมิให้เสียทีที่เป็นพุทธบริษัท.

น.150 ๑๔๔ ร่างกายและจิตใจ เป็นเพียงเปลือกของความเป็น พุทธบริษัท ! ความรู้แจ่มแจ้งที่ถูกต้องจริงในสิ่งทั้งปวง ที่มีอยู่ในจิตใจนั้นต่างหาก ที่จะทำให้มีความเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้องขึ้นมา ในร่างกายและจิตใจนี้. การขึ้น ทะเบียนหรือการประกอบพิธีต่าง ๆ เพื่อเป็นพุทธบริษัทนั่นเอง จะนำ ไปสู่การเข้าหรือการออกที่มิใช่อย่างพุทธบริษัท การเข้าพรรษาและการ ออกพรรษาของบุคคลประเภทนี้ จึงเป็นการเข้าที่เข้าไปสู่อวิชชา และการออกก็เป็น การออกมาสู่อวิชชาโดยเท่ากัน และเป็นการหมุนเวียนไปตามอำนาจของกรรม พร้อมกันไปในตัว. เขาทำบาปก็ด้วยอวิชชา, เขาทำบุญก็ด้วยอวิชชา. การเข้าหรือ การออกของเขาจึงเป็นเพียงการวนเวียนโดยเท่ากัน. อวิชชาของคนเราทำให้เราไม่รู้ว่า "ตัวเรา" นั้นเป็นเพียง “ความรู้สึก" เท่านั้น. และที่รู้สึกว่า "ตัวเรา" ขึ้นมาได้เช่นนั้น ก็เพราะตัวอวิชชา นั่นเอง. หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความรู้สึกว่า "ตัวเรา” นั่นแหละคือ อวิชชาที่กำลังทำหน้าที่ของมันอยู่. สัญชาตญาณที่กำลังรู้สึกอยู่ว่า "ตัว- เรา" อันมีประจำอยู่ในสิ่งที่มีชีวิตทั่วไป, นั่นแหละคือ "อวิชชาตลอด กาล" ของโลกทั้งปวง. โลกทุก ๆ โลกมุดมืดอยู่ในกะเปาะฟองไข่ของ อวิชชา, สิ่งที่เรียกว่า "ตัวเรา" จึงกลุ้มอยู่ทั่ว ๆ ไปในบรรยากาศ ของ ทุก ๆ โลก, มีผลเป็นความปั่นป่วนของโลกทุกโลก ทุก ๆ ชนิด นานา- ประการ, แม้ที่สุดแต่การเข้า ๆ ออก ๆ แห่งการเข้าพรรษาอันไม่มีที่สิ้นสุด ก็รวมอยู่ ในความปั่นป่วนอันนี้ด้วย. การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าองค์ใดก็ตาม เป็นการเจาะ กะเปาะฟองไข่ของอวิชชา ออกไปได้. ส่วนการที่ใครจะพลอยลอดตามออกไป ได้ด้วยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวผู้นั้นเองเป็นส่วนใหญ่. พวกใดถูก "ตัวเรา" หุ้มห่อ

น.151 ๑๔๕ มากเกินไป ก็เหมือนกับจมอยู่กันเหวลึกชัน มืดสนิท ยากที่จะปีนขึ้นมาได้. พวก ที่ถูกหุ้มห่อแต่เพียงเล็กน้อย ก็เหมือนกับขึ้นมาได้จวนพ้นปากเหว. ครั้นขึ้นมาได้แล้ว จักไม่มีการกลับลงไปอีก. ฉะนั้น การมัวแต่เข้า ๆ ออก ๆ ของคนพวกนี้จึงไม่มี พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงนำคนให้เข้า ๆ ออก ๆ เลย ! ไม่ว่าจะเป็นเวลาเข้าพรรษาในฤดูฝน หรือเวลาออกพรรษา เที่ยวจาริกไปในฤดูแล้งก็ตาม กิจของพุทธบริษัทคือการช่วยเหลือ หรือ ร่วมมือกัน ปลดเปลื้อง สัตว์โลก ทั้งปวง ออก มาเสีย จาก กะเปาะ ฟอง ของ อวิชชา ให้พ้นจากการหุ้มห่อของม่านกิเลส กล่าวคือความรู้สึกว่า " ตัวเรา" ดัง- กล่าวแล้ว. เมื่อใด ม่านนี้ขาดทำลายลง สัตว์จึงจะได้รับแสงสว่างแห่งการตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้าอันแท้จริง. "ตัวเรา" ทุก ๆ ชนิด และทุก ๆ ระดับ ก็จะละลายสูญสิ้น ไป, ไม่มีใครต้องการอะไร เพราะขึ้นไปอยู่ในฐานะที่ไม่ต้องการอะไร ๆ แม้แต่ที่พึ่ง, พวกที่เคยถือที่พึ่งในพระเป็นเจ้าหรือสิ่งใด ๆ ก็ตาม จะได้ทราบถึงความที่ สัตว์ผู้อยู่ เหนือความรู้สึกที่ว่า "ตัวเรา" แล้วนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพระเป็น- เจ้าหรือสิ่งใด ๆ อีกเลย. ความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาสิ่งใด ๆ อยู่นั้น จะ มีอยู่ชั่วเวลาที่ยังถูกครอบงำอยู่ด้วยม่านแห่ง "ตัวเรา" นี้ เท่านั้นเอง. ความรู้สึกว่า "ตัวเรา” ยิ่งมีมากเพียงใด ก็ยิ่งมีความ รู้สึกหวาดกลัวและต้องการที่พึ่ง มากยิ่งขึ้นเพียงนั้น, จนกระทั่งยุ้งฉาง เสบียงอาหาร ทุนสำรอง เงินทองเข้าของอะไรต่าง ๆ ก็ขึ้นไปอยู่ในฐานะ เป็น "ที่พึ่ง" ไปหมด และจะกลายเป็นที่พึ่งที่ต้องบูชา ยิ่งกว่าพระเป็น- เจ้าที่เคยนับถือ ไปเสียอีก ในเมื่อ "ตัวเรา” หรือความหวาดกลัวของ "ตัวเรา" ได้น้อมเอียงไปในทางวัตถุ มากยิ่งขึ้นทุกที.

น.152 ๑๔๖ โลกทุกวันนี้ ตกอยู่ในฐานะที่ต้องพึ่งวัตถุ แทนการพึ่งธรรมะ หรือพระเป็นเจ้า มากยิ่งขึ้นไม่มีหยุด. ทั้งนี้ เนื่องมาจากความงอกงามของความ รู้สึกว่า "ตัวเรา" นั่นเอง ยิ่งหลงบูชาวัตถุมากยิ่งขึ้นเพียงใด อวิชชาซึ่งเป็นมารดา ของ "ตัวเรา" ก็จะยิ่งหนาแน่นขึ้นเพียงนั้น จนกระทั่งต้องไปยึดถือที่พึ่งใน ศาสตราอาวุธอันเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับประหัตประหารกัน ด้วยความ รู้สึกที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว. ในที่สุด สิ่งที่เป็นเครื่องทำลายหรืออันตรายต่อมนุษย์ เหล่านั้น ก็ได้ถูกยึดถือหรือบูชาให้กลายเป็นพระเป็นเจ้าไปอย่างหลงใหล ทำให้ทุก คนในโลกต้องเป็นอยู่ด้วยความหวาดกลัว ทั้งเวลาหลับ และเวลาตื่น, ต้องรวมพวก เข้าด้วยกันฝ่ายละมาก ๆ แล้ว สร้างความหวาดกลัวขึ้นขู่สำทับกันและกัน ทำโลกนี้ ให้กลายเป็นโลกของปีศาจ ซึ่งหลอกกันอยู่ด้วยความกลัวตลอดเวลา และหมดปัญญา ที่จะปัดเป่าแก้ไขเอาทีเดียว คนในโลก ยังออกมาจากม่านแห่ง "ตัวเรา" ไม่ได้อยู่เพียง ใด ก็จักไม่สามารถขจัดปัดเป่าความทุกข์ร้อนของโลก ให้เบาบางลงไปได้อยู่เพียงนั้น. ยิ่งหลงทำให้ "ม่าน" นั้น หนายิ่งขึ้นเพียงใด ก็จะยิ่งเป็นการขุดหลุมฝั่งตัวเองให้ อยู่ในเหวลึกยิ่งขึ้นเพียงนั้น. ยิ่งจมลึกลงไปเพียงใด ก็จะยิ่งหลงบูชาพึ่งพาปีศาจ แทนที่แห่งการบูชาพึ่งพาพระเป็นเจ้า มากขึ้นเพียงนั้น จนกระทั่งหมดโอกาสที่จะ ศึกษาถึงการทำตน ให้มีฐานะอยู่เหนือการต้องพึ่งพาสิ่งใด ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้นโดยสิ้นเชิง การวิ่งเข้าวิ่งออก วิ่งไปวิ่งมา วิ่งขึ้นวิ่งลง อย่างเร็วที่สุดที่จะเร็วได้ กำลังเป็นของจำเป็นสำหรับสมัยนี้ มากยิ่งขึ้นทุกที จนไม่มีเวลาที่จะ ศึกษาสิ่งอันจะเป็นที่พึ่งแก่ตนได้จริง แม้เพียงครู่เดียว. ‘ม่าน " แห่ง " ตัวเรา" นี้ จะบางลงได้ก็ต่อเมื่อคนเรา เลิกดูหมื่นเรื่องการทำลายอวิชชา ตามแบบฉบับของพระศาสนา ว่าเป็น เรื่องครึกระ งมงายอยู่นอกเรื่องนอกราวของมนุษย์ กันเสียที ; และ

น.153 ๑๔๗ พร้อมกันนั้น จะต้องเห็นว่า การพอกพูนความรู้สึกว่า "ตัวเรา" ว่า "ของเรา" ให้มากยิ่งขึ้น ดังที่กำลังนิยมกระทำกันอยู่นั่นแหละ เป็นสิ่งที่ครึกระงมงาย โง่เขลาที่สุดในโลก. เป็นอันตรายต่อโลก, ยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ยิ่งกว่าลัทธิ ใด ๆ ที่ตนเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม ตั้งร้อยเท่าพันทวี. ครั้นเห็นดังนี้แล้ว ร่วมมือกันควบคุมความรู้สึกว่า "ตัวเรา" นั้น ให้มากที่สุดที่จะมากได้ เพื่ออย่าให้ มัน กลายเป็น ปีศาจขึ้น หลอนตัวเองได้ อีกต่อไป. การต้องวิ่งเข้าวิ่งออก ก็จะ สูญสิ้นไป. ข้อบัญญัติในพระศาสนาทุกข้อ นับตั้งแต่ข้อแรกสุดถึงข้อท้าย สุด ล้วนแต่เป็นไปเพื่อบีบคั้นสิ่งที่เรียกว่า "ตัวเรา" ให้เล็กลง ให้ผอมลง ฯ ล ฯ หรือจะเรียกว่าให้เป็นอะไรก็ตามที แต่ที่เป็นความจริงที่สุดนั้นก็คือ เพื่อให้มีพิษสง น้อยเช้า ๆ จนกว่าจะไม่มีพิษเหลืออยู่อีกต่อไป. นี้เป็นสิ่งที่ควรแก่การหัวเราะเยาะ หรือควรแก่การเคารพนับถือ ย่อมแล้วแต่ความสมัครใจของใครที่จะคิดเอาเอง แต่ที่ แน่นอนที่สุดนั้น คือเป็น สิ่งที่ทำให้ผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ต้องวิ่งเข้าวิ่ง ออก อยู่รอบ ๆ ม่านของปีศาจ ที่ตนหลงเอาว่าเป็นพระเป็นเจ้าอีกต่อไป. มันเป็นความเหมาะสม หรือถึงกับอาจ กล่าวได้ว่าเป็นความ จำเป็นอย่างยิ่งที่ข้อบัญญัติในพระศาสนาจักต้องมีมากหรือถี่ยิบ จนยากที่ผู้สมัครเป็น ทาสแห่งปีศาจตามใจตัวเอง จะเห็นดีด้วยได้. มีแต่จะเห็นไปเสียว่า เป็นการทำตน ให้ลำบากอย่างบ้าหลัง. ส่วนข้อเท็จจริง หรือคำตอบที่ว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้น นั้นมีอยู่นิดเดียว คือ ข้อบัญญัติแห่งพระศาสนาทุก ๆ ข้อ ล้วนแต่สามารถ ทำหน้าที่ขูดเกลาปีศาจแห่ง "ตัวเรา" ให้ผอมลงได้ทั้งนั้น ไม่ว่า ใครจะคว้าไปถูกข้อไหน ย่อมมีผลเป็นการวางยาพิษให้แก่ ปีศาจที่ทำหน้าที่ เผาโลกอยู่เป็นประจำ ทุกข้อไป.

น.154 ๑๔๘ ทุกคนน่าจะคิดดูว่า เป็นการยุติธรรมแล้วหรือ ที่เหยื่อสำหรับ เลี้ยงดูปีศาจแห่ง "ตัวเรา" ให้อ้วนพีนั้น มีมากมายหลายร้อย ชนิดมากยิ่งไปกว่า จำนวนข้อบัญญัติในพระศาสนา และมีรอคอยอยู่ทั่วไปทุกหัวระแหง : เขาก็ยังรู้สึกว่า น้อยไปไม่เพียงพอแก่ใจ. ส่วนข้อบัญญัติของพระศาสนา ไม่มีมากถึงเพียงนั้นและ ไม่มีทั่วไปทุกหัวระแหงเช่นนั้น เขาก็ยังร้องว่ามากเกินไปหรือหยุมหยิมเกินไปจึง เก็บเอาศาสนาไว้เพียงเพื่อทำพิธี ในเมื่อหมดปัญญาจะทำอย่างอื่นแล้ว เท่านั้น โดยปกติก็สมัครใจที่จะลอยล่องไป ตามกระแสน้ำวนของโลก แล้วแต่มัน จะเป็นไป. จะเป็นการยุติธรรมแบบไหนหรือไม่ก็ตาม พุทธบริษัท ยินดี เข้าไปสู่กรอบวงของบทบัญญัติที่เป็นไปเพื่อการทำลายความรู้สึกว่า "ตัว- เรา" อยู่ตลอดเวลา, หรือกล่าวอย่างอีกหนึ่ง ก็ ยินดีที่จะออกมาเสีย ให้พ้น จากการปล่อยตัวให้ลอยล่องไปตามกระแสแห่งความต้องการ ของปีศาจแห่ง “ตัวเรา". ทั้งการเข้าและการออก ล้วนแต่เป็นไปเพื่อความเป็น ประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลกทั้งปวง ซึ่งรวมทั้งตัวเองเป็นส่วนน้อยอยู่ส่วนหนึ่ง ด้วยเป็นธรรมดา. ใครจะเห็นด้วยในการกระทำเช่นนี้หรือไม่ ไม่เป็นการกระทบ กระเทือนแก่ความพยายามอันสม่ำเสมอมั่นคง แต่อย่างใด. เราต้องการจะอยู่เหนือ กรรม โดยการกระทำให้หมดความยึดถือว่า "ตัวเรา" ว่า "ของเรา" โดย สิ้นเชิง. การถือศีลกินแต่เพียงเพล ซึ่งเป็นที่ หัวเราะเยาะ ของคนจำนวนหนึ่งนั่นแหละ จะเป็นเครื่องมือสำหรับกำจัดปีศาจแห่ง "ตัวเรา" ให้เหลืออยู่ในโลกน้อยลง ๆ จนถึงกับไม่อาจเป็นพิษสงแก่โลกได้อีกต่อไป : และ พวกที่คอยหัวเราะเยาะนั่นแหละ จะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการกระทำ อันนี้ มากกว่าคนพวกอื่น โดยไม่ต้องรู้ตัว. เรามีการเข้าที่เป็นการจู่โจมเข้าไป

น.155 ๑๔๙ เพื่อทำลายอวิชชา. เรามีการออกที่ลอบออกมาเสียจากอำนาจเสกสรรของ อวิชชา เรามีการวนเวียนเพื่อทำลายอวิชชาอยู่รอบ ๆ วงของอวิชชา จนกว่า มันจะหมดสิ้นไปด้วยความพยายามของเราเอง. โดยไม่ต้องรอคอยหรือ อาศัยความช่วยเหลือของสิ่งอื่นใด. เราจะต้องมีการจัดกันเสียใหม่ ใน รูปนี้ ! เราหวังอย่างมากที่สุดแต่เพียงว่า ให้คนทุกคนในโลก รีบ ทลายม่านแห่ง "ตัวเรา" ออกมาเสียจากกะเปาะฟองของอวิชชา ให้มากที่สุด และ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ก่อนแต่ที่โลกนี้จะกลับตัวไม่ทัน เพราะสายเกินไปเท่านั้น ขอให้ทุกคน เลิกหัวเราะเยาะเครื่องมือสำหรับล้างผลาญปีศาจแห่ง 'ตัวเรา" ของศาสนาทุกศาสนา แล้วบูชากันให้มาก เท่ากับที่คนสมัยนี้ บูชาศาสตราอาวุธสำหรับล้างผลาญกันนั้นเถิด. โลกนี้จะกลายเป็นโลก ของอารยชน ที่อาบรดอยู่ด้วยสันติภาพอัน ถาวรไปได้เอง โดยไม่ต้อง สงสัยเลย. พุทธทาส ภิกขุ โมกขพลาราม ออกพรรษา ๒๔๙๘

น.156 ษิตกาลพจน์ ส. ค. ส. มาฆบูชา ๒ ๔๙ ๙ การวางหรือการปลงโดยทั่วไป ย่อมเป็นการแตกต่างจากการ ปลงหรือการวางที่เป็นอย่างพุทธบริษัท. การปลงของพุทธบริษัท เป็นการปลงทางจิต หรือทางวิญญาณ หรือที่ถูกกว่านั้น ก็คือการปลงของปัญญา มิใช่การปลงของความ โง่เขลาที่เรียกว่าอวิชชา ; โดยเหตุนั้น จึงเป็นการปลงสิ่งที่เป็นนามธรรมแทนการปลง สิ่งที่เป็นวัตถุ ซึ่งที่แท้แล้ว หาใช่เป็นการปลงแต่อย่างใดไม่ เพราะเหตุว่าตัวความ ยึดถือนั้น คงมีอยู่ตามเดิมและเท่าเดิม, เหมือนคนปลงหาบที่หาบมาอย่างหนักลงจาก บ่า แล้วก็ยัง ถือ อยู่ว่า "นี่ของกู" ฉันใดก็ฉันนั้น.

น.157 ๑๕๑ คาบสมัยมาฆบูชานี้ เป็นเวลาอันกำหนดไว้สำหรับทำความ ระลึกถึงการประชุมจาตุรงคสันนิบาตครั้งสำคัญ ของพระอรหันต์ทั้งมวล และถึงการ ปลงพระชนมายุสังขารของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระอรหันต์ คือบุคคลผู้ปลง หาบหนักลงได้แล้ว (โอหิตภาโร). ฉะนั้น การประชุมจาตุรงคมหาสันนิบาต ก็คือ การประชุมของบรรดา บุคคลที่ปลงหาบหนักลงหมดแล้ว โดยสิ้นเชิงไม่มีการหยิบ ฉวยอะไรขึ้นมาหาบอีกต่อไป นั่นเอง แม้การปลงสายสังขารของสมเด็จพระ ผู้มีพระ- ภาคเจ้า ก็หมายถึงการปลง "ความทรงสังขาร" ลงเสียนั้นเอง. โดยความหมาย ดังกล่าวนี้ การประชุมจาตุรงคสันนิบาตก็ตาม การปลงอายุสังขารก็ตาม จึงหมายถึง "การวางหายหนัก" ลงโดยสิ้นเชิงอย่างเดียวกัน. ฉะนั้น ใน โอกาสแห่งมาฆบูชานี้ พุทธบริษัทควรจะมีความเข้าใจใน “ การปลงหาบ " ใน ลักษณะที่ถูกต้องของพุทธบริษัทกันให้มากยิ่งขึ้นทุก ๆ ปี เพื่อมิให้เสียทีที่เรียกตัวเอง ว่าพุทธบริษัท. การจับฉวยหาบหิ้วสิ่งของด้วยมือหรือด้วยบ่านั้น มีอยู่เฉพาะ เมื่อต้องการจะพาสิ่งนั้น ๆ ไปยังที่ที่ต้องการจะพาไปเท่านั้น. ส่วน การหอบหิ้วหาบ หามด้วยใจ นั้น มีอยู่ตลอดเวลาที่ผู้นั้นถือว่าสิ่งนั้นเป็นของตัว ไม่ว่าจะ กำลังหยิบของนั้นถืออยู่ หรือว่าวางอยู่ที่พื้น หรือแม้ที่สุดแต่การเก็บไว้ ในตู้เหล็กนิรภัย, หรือยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ ทั้งที่ของนั้นฝังจมอยู่ใต้ดินหรือตก ทะเลไปแล้วก็ตาม. ยิ่งถ้าเป็นนามธรรม เช่น เกียรติยศชื่อเสียงด้วยแล้ว ก็ยิ่ง เป็นการยึดถือหาบอย่างลึกซึ้งอยู่ตลอดเวลา, เป็นอันว่าคนเราทุกคน กำลังหาบของ หนักแห่งวัฏฏสงสาร อยู่ทั้งเวลาหลับและตื่น โดยปราศจากระยะว่างเว้น. การหิ้ว ของด้วยมือ หรือหาบด้วยบ่าแม้ของกรรมกรหาบหาม ก็ยังมีชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียว แต่ การหาบตัวตนหรือของของตนด้วยใจ นั้น มีอยู่ตลอดเวลาไม่มีระยะ เว้น มากกว่ากันอย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้. แม้กระนั้นคนทั่วไปที่ยังไม่เป็นพุทธบริษัท

น.158 ๑๕๒ ก็ยังมองไม่เห็นอยู่นั้นเอง จึงมิได้กลัวภัยในวัฏฏสงสาร. หรือถ้ากล่าวให้ถูกกันจริงๆ แล้ว ก็คือไม่ทราบว่ามีวัฏฏสงสารนั้นเอง จึงไม่มีความรู้สึกถึงภัย ผู้มีความเห็นหรือการมองอย่างอื่น ๆ ย่อมกล่าวชีวิตนี้ใน ลักษณะต่าง ๆ กันออกไป เช่นว่าเป็นมายาบ้าง เปลี่ยนแปลงเรื่อยบ้าง เป็นของ อาศัยชั่วคราวเหมือนสะพานสำหรับข้ามคลองบ้าง หรืออื่น ๆ บ้าง แต่ใจความสำคัญ ก็ยังคงอยู่ที่ชีวิตนี้เป็นของหนัก หรือเป็นภัยที่ทำอันตรายแก่ผู้หาบอยู่นั้นเอง. เมื่อ ชีวิตมีลักษณะเช่นนั้น ๆ ปัญหาก็เกิดขึ้นแก่ผู้ยึดถือชีวิตว่าเป็นของตัว อย่างไม่หยุด- หย่อน : การวิตกกังวลเกิดขึ้น, ความหวาด ระแวงเกิดขึ้น, การถือ โชคลางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ( อันเกิดมาแต่ความคอยระแวงว่าจะไม่สมประสงค์ ) เกิดขึ้น และทับถมมากขึ้น, การไม่มีความพักผ่อนทางจิต ก็เกิดขึ้น ; ทำให้กลายเป็นคนคอแห้งที่ไม่มีน้ำจะกิน หรือกินไม่รู้จักอิ่มอยู่ตลอดเวลา, ไม่ว่าสิ่งที่ปรารถนานั้น จะเป็นอย่างมนุษย์ หรืออย่างสวรรค์. ความห่วงหน้าห่วงหลัง ความหวาดระแวงว่าจักไม่เป็นไปสม ตามความตั้งใจ ความวิตกกังวลต่ออนาคต ซึ่งเป็นผลของ การ "แบกหาม" สิ่งใด สิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งไว้ประจำจิต นั้น ย่อมทำให้เกิดการละเหี่ยอ่อนเพลีย ต้อง กลบเกลื่อน หรือพยุงใจตนเองอยู่ตลอดเวลา หรือมิฉะนั้นก็ต้องกลายเป็นคนใจละลาย เอาแต่จะทำตามอำนาจกิเลส ไม่คำนึงสิ่งใด. ลักษณะเช่นนี้ ย่อมเป็นการแผดเผา จิตด้วยกันทั้งนั้น ถ้าไม่โดยตรงซึ่ง ๆ หน้า ก็เป็นโดยอ้อมลับหลัง. เมื่อไรมนุษย์ เราจะปลงหาบอันหนักนี้กันได้นั้น เป็นสิ่งที่ยังไม่มีหวัง โดยปราศจากวิชาความรู้ของ พระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งมนุษย์แห่งสมัยวัตถุนิยมกำลังเหยียดหยามกันอยู่. “ วัตถุนิยม" หมายความถึงความหลงนิยมวัตถุ หรือ สุขอันเนื่องด้วยวัตถุ ด้วยจิตอันเต็มอัดอยู่ด้วยความโง่หรืออวิชชา. รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ อันใดก็ตาม ที่เนื่องอยู่ด้วยกาม มีกามหรือราคะ

น.159 ๑๕๓ เป็นสมุฏฐานแล้ว จะเป็นอย่างมนุษย์หรืออย่างทิพย์ ก็ตาม ล้วนแต่เรียกว่าเป็นที่ ตั้งแห่งวัตถุนิยมทั้งนั้น. ความผิดกันอยู่ที่ความหยาบประณีต เปิดเผยหรือเร้นลับ เท่านั้น. "วัตถุ" เหล่านี้ เป็นที่ตั้งแห่งการยึดถือหรือหาบหามด้วยใจ อย่างเดียว กันทั้งนั้น. นำมาซึ่งความวิตก และความหวั่นไหวต่อโชคลางอย่างเดียวกันทั้งนั้น : ตื่นนอนขึ้นมา ก็ละเหี่ยเสียแล้ว เพราะอำนาจแห่งการหาบหามอยู่ ตลอดเวลาหลับ. เพื่อแก้ความละเหี่ยอันนี้ ไปตามอำนาจของอวิชชา เขาจึง สร้างลัทธิหรือศิลปะแห่งการเสวยสุขทางเนื้อหนัง ให้ยิ่งขึ้นไป อันเป็นผลให้เกิดการ มีแผนการเอาเปรียบผู้อื่น. การขโมยกวาดต้อนผลประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตัว. กระทั่งสงครามเย็นและสงครามร้อนก็คลอดตามออกมา. นี่คือผลแห่ง การหลงหาบ “วัตถุ" แห่งวัฏฏสงสาร โดยไม่เคยฝันถึงการปลงหาบนั้น ๆ กันเสียเลย. โลก คือสัตว์ทุกตัวในโลก ยังหลง "หาบ" ในลักษณะ เช่นนี้กันอยู่เพียงใด การพร่ำหาสันติภาพอันถาวร ก็ยังเป็น การเล่น ละครตลก อยู่เพียงนั้น. นักปราชญ์ศาสดาจารย์กำลังเกิดขึ้นเต็มโลก ก็ล้วนแต่มา สอนเรื่องการหาบหามกันเสียท่าเดียว และยิ่งขึ้น ไม่เคยพูดกันถึงการปลงแล้วยัง แสดงการกันท่าไม่ให้มีขึ้น อย่างออกหน้าออกตาเสียอีก. เมื่อความยุ่งยากอันเนื่อง มาแต่เหตุนี้ยิ่งมีมากขึ้น พวกนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นก็เวียนหัว ถึงกับย้อน ไปสู่ลัทธิการถือโชคลางหรือภูตปีศาจ ตลอดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็น ตัวอย่างอื่น ๆ บนฟ้าบนสวรรค์ เช่นเดียวกับคนป่าสมัยหินกันอีกแบบ หนึ่ง โดยไม่รู้สึกตัวแม้แต่นิดเดียว. โลกเอียงไปสู่ "วัตถุ" อีกแบบหนึ่ง ความเชื่อและการกระทำของชาวโลกก็เอียงไปสู่การหาบหาม อีกแบบหนึ่ง แต่แล้ว ในที่สุด ก็ไม่พ้นจากการละเหี่ยใจอย่างเดียวกันอีกนั่นเอง, หน้าไหว้หลังหลอกถึง ขนาดอ้อนวอนพระเป็นเจ้าที่ตนไม่มีความเชื่อ และไม่มีการปฏิบัติตามความต้องการ

น.160 ๑๕๔ ของพระเป็นเจ้าโดยใจจริงเลยแม้แต่นิดเดียว. นี่คือวิธีการแสวงหาสันติภาพ ถาวรของพวกที่มีป่าอันบุ๋มอยู่ด้วยหาบแห่งวัฏฏสงสาร, ปราศจากความ- หมายเป็นพุทธบริษัท โดยประการทั้งปวง. หลักอันตายตัวของพุทธบริษัทที่ถูกต้องแท้จริง คือ การพ้น ทุกข์ด้วยปัญญา. มิใช่ด้วยความเชื่อ หรือความพยายามหลับหูหลับตาทำไปด้วย อำนาจตัณหามานะทิฏฐิอุปาทานอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่ไม่รู้สึกตัว. รุ่งอรุณแห่ง ปัญญายังไม่มากพอ ถึงกับมองเห็นหาบบนบ่าอยู่เพียงใด ก็ยังไม่มีหวังที่จะสลัด ความทุกข์ทิ้งไป หรือรำงับความละเหี่ยใจเสียได้ อยู่เพียงนั้น. ลำพังความเชื่อ ที่ปราศจากปัญญา มีแต่จะทำให้คว้าอะไรมาเพิ่มเติมให้แก่หาบหนักอึ้ง อยู่แล้วเท่านั้นเอง ความรู้ความเข้าใจที่ผิดพลาดไม่ถูกต้อง จะช่วยได้ อย่างมากก็เพียงแก่โยนสิ่งที่ไม่ค่อยสวยงามทิ้งไป เพื่อยกเอาสิ่งที่สวยงาม กว่ามาแบกไว้แทนโดยน้ำหนักที่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ก็มีกำลังใจที่จะทน. ฉะนั้น ความจริงอันเด็ดขาดอันมีไว้สำหรับวัฏฏสงสารอันเต็มไปด้วย "วัตถุ" นี้ ก็คือ จักต้องมีปัญญา หรือความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องแท้จริง จริง ๆ เท่านั้น จึงจะรอด ออกมาจากการครอบงำของความทุกข์ทุกชนิดได้. โลกควรจะขึ้นมาถึงขั้นนี้กันเสียที หรือยัง เป็นเวลาที่ควรช่วยกันพิจารณาดูเป็นอย่างยิ่งแล้ว. อย่างไรก็ตาม สำหรับพุทธบริษัทเรา ย่อมมีหน้าที่เช่นนี้อยู่ แล้วโดยตรงทั้งในการทำเพื่อตัวเอง และเพื่อเพื่อนร่วมการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งมวล. พระอรหันต์ อันเป็นทัศนานุตตริยบุคคลสำหรับพุทธบริษัททั้งบ่วงนั้น คือ บุคคลผู้ วางหาบทิ้งแล้วโดยสิ้นเชิง เป็นผู้ปลงของหนักลงสิ้นแล้ว ด้วยการทำฐานที่ รองรับของหนักให้ละลายสูญสิ้นไป เหลืออยู่แต่จิตที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ ปราศจาก

น.161 ๑๕๕ การหาบหามในที่ทั้งปวง และในสิ่งทั้งปวง. ครั้นได้เห็นทัศนานุตตริยภาพ อันนั้นแล้ว พุทธบริษัททุกคนย่อมมีกำลังใจ และสติปัญญาอันเพียงพอ ที่จะควบคุม กันให้ดำเนินไป ในลักษณะที่สมกับความเป็นพุทธบริษัท - กลุ่มแห่งบุคคลผู้นั่ง แวดล้อมรอบองค์พระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมแห่งพระอรหันต์, ของตน ๆ เต็ม ตามความหมายแห่งมาฆบูชานี้ ซึ่งเป็น วิธีเดียวเท่านั้น ที่จะถ่วงโลกนี้ ให้เอียง ไปในทิศทางแห่งสันติภาพ อันถาวร โดยไม่ต้องสงสัยเลย. พุทธทาส ภิกขุ มาฆบูชา ๒๔๙๙

น.162 ส. ค. ส. ๒ ๕ ๐ ๐ ปี ๒๕๐๐ นับแต่พระพุทธปรินิพพานนี้ ถูกสมมติกันว่าเป็น "กึ่งพุทธกาล" ! คำนี้ฟังก็ไม่น่าหวาดเสียวอะไร ถ้าหากเป็นเพียง การสมมติ เพื่อให้เราขะมักเขม้นทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่พระศาสนากัน อย่างสุด- ความสามารถ เท่านั้น. ฉะนั้นศรัทธาปสาทะควรจะได้รับการปรับปรุงกันเป็นพิเศษ จริง ๆ เพื่อต้อนรับปีอันสำคัญนี้. หวังว่าพุทธบริษัททั้งสิ้นคงจะถือเอาโอกาสนี้ แสดงความสามารถของตนจนถึงขีดสูงสุด เพื่อถือเอาประโยชน์อันไพศาล กันให้ได้ ตามที่ควร.

น.163 ๑๕๗ ตัว " พุทธศาสนา" จริง ๆ นั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีอายุกาล เพราะอยู่เหนือกาลไม่เกี่ยวกับกาล. แต่การปรากฎของตัว "พุทธศาสนา" นั้น เนื่องด้วยบุคคล ฉะนั้นจึงพลอยเนื่องกับกาลเวลาไปตามยุคตามสมัยของบุคคลที่มีกิเลส เป็นเครื่องหมุนโลก ให้หมุนไปไม่มีหยุด. ในบางยุคบางสมัย โลกก็อบอวลไปด้วย สิ่งที่เรียกกันว่า "พุทธศาสนา" แต่ในบางยุคบางสมัย ก็ด้วยสิ่งที่ตรงกันข้าม. ถ้า เรายอมรับรองความจริงข้อนี้ เราก็ย่อมรับรองความเชื่อที่ว่าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นเป็น ยุค ๆ เป็นองค์ ๆ ไป ไปในตัว ; ยุคที่เรียกกันว่า " กึ่งพุทธกาล ” เป็นต้นนั้น ก็ย่อมมีได้อยู่เอง. เราจะกลัวหรือกล้า ต่อความหมายของคำ ๆ นี้ จึงเป็นสิ่งที่ถือ เป็นประมาณไม่ได้. สิ่งที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คือการร่วมมือกันกระทำ ที่ จริงจังและเหมาะสมแก่ภาวะของโลกในยุคนี้เท่านั้น. เราจะเรียกว่าโลก ยุคกึ่ง พุทธกาลหรือยุคอะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอแต่ให้เกิดผลในทางกะตุ้นให้ขะมักเขม้น ทำไปใน ทางช่วยกัน " กู้โลก ” ให้พ้นภัยอันใหญ่หลวงถึงขนาดแตกดับของโลกเองก็แล้วกัน ถ้าหากว่าเรายังมีความกตัญญูและความรับผิดชอบต่อโลกอยู่. โลกได้ตกมาถึงสมัยที่การเมือง ตกอยู่ใต้อำนาจของเศรษฐกิจ ซึ่งตกเป็นบ่าวเป็นทาสของความหวังในความสุขทางเนื้อหนังอย่างรุนแรง ของคนใน โลกอีกต่อหนึ่ง จึงผิดจากโลกในสมัยอื่น ซึ่งการเมืองอยู่ใต้ความควบคุมของศีลธรรม เพราะคนไม่มักใหญ่ใฝ่สูงในความสุขทางเนื้อหนังกันนั่นเอง. โลกสมัยนี้ หวัง ในความสุขทางเนื้อหนังโดยส่วนที่เสมอกัน ทั้งพวกชนชั้นกรรมาชีพและ พวกนายทุน ความหมายของคำว่า "ยุคกึ่งพุทธกาล" จึงมีไปในทางที่ ให้เกิดความรู้สึกอันน่าหวาดเสียว ! ถ้าหากทำความเข้าใจกันไม่ได้ โลกก็จะเข้าสู่สภาพที่ยิ่งไปกว่าที่เราเคยหวาดเสียวกันอย่างที่ประมาณ มิได้เลย.

น.164 ๑๕๘ ลัทธิจักรวรรดินิยม ย่อมเกิดขึ้นได้ แม้ภายในครอบครัวที่ พ่อบ้านหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีอำนาจหรือกำลัง ในครอบครัวนั้น ตกอยู่ใต้อำนาจ ความสุขทางเนื้อหนังส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงสมาชิกคนอื่นในครอบครัวนั้นเองแล้ว แสวงหาความสุขส่วนตัวด้วยพลการทั้งโดยตรงและโดยอ้อม. เมื่อคนพวกนี้มีพรรค- พวกและมีกำลังมากขึ้น ก็เกิดลุกลามไปภายในประเทศ และได้รับสมญาว่าพวก นายทุน และเลื่อนฐานันดรขึ้นเป็นพวกจักรวรรดินิยม ในเมื่อสามารถคืบหน้าออก ไปได้นอกประเทศ. ฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่าลัทธิจักรวรรดินิยมนี้ ย่อมก่อ กำเนิดขึ้นมาจากความเสื่อมเสียศีลธรรมภายในครอบครัว เพราะมีผู้เห็น แก่ความสุขทางเนื้อหนัง อย่างมืดหน้ามัวตานั้นเอง. ถ้าต้นตออันนี้ยังไม่ ถูกกำจัดลงไปได้ อยู่เพียงใด ภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยม ก็จะยังคงครอบงำโลกอยู่ เพียงนั้น เพราะมันเกิดมาจากภายในตัวบุคคลคนหนึ่ง ๆ ซึ่งปราศจาก ศีลธรรมอย่างลึกซึ้งและซับซ้อนที่สุด นั่นเอง. ในทำนองที่ตรงกันข้าม ลัทธิสังคมนิยม ก็ย่อมเพาะตัวขึ้น ในหมู่สมาชิกของครอบครัวที่เหลือ คือที่ถูกเอาเปรียบ. ได้แก่การต่อต้าน หรือการ สลักแอกที่หัวหน้าครอบครัวซึ่งไร้ศีลธรรม ครอบให้. ถ้าทำสำเร็จก็หมายถึงความ เป็นอิสระ และได้ประสบความสุขทางเนื้อหนังในระดับที่ตนพอใจ. เมื่อลัทธิ- จักรวรรดินิยมแพร่ออกจากครอบครัว มาแผ่ซ่านอยู่กลางเมืองได้ ลัทธิสังคมนิยมก็ แพร่ออกมาได้เหมือนกันและเท่ากัน, กระทั่งแพร่ออกนอกประเทศ, และเมื่อถึงโอกาส ก็แบ่งโลกให้เป็นค่ายๆ ก่อให้เกิด สงครามระหว่างลัทธิของชนชั้นกรรมาชีพ และลัทธิของนายทุน ขึ้นในโลกอย่างยืดเยื้อและซับซ้อนเหลือที่ใคร ๆ จะ สางได้ ดังที่เห็นกันอยู่อย่างตำตา. ถ้าเมื่อใด ทำความเข้าใจกันได้โดยเอา

น.165 ๑๕๙ ศีลธรรม เป็นหลัก ก็จะเกิดความสงบสุขขึ้นมา เช่นเดียวกับในครอบครัวที่กลับ ปรองดองกันได้ ด้วยอำนาจของศีลธรรมที่ควรมีประจำครอบครัวนั้น เหมือนกัน. ทั้งจักรวรรดินิยม และสังคมนิยม, แม้จะแตกต่างกันอย่าง ตรงกันข้ามโดยประการอื่น. แต่ก็เหมือนหรือตรงเป็นอันเดียวกันในข้อที่มีความหวัง หรือตกเป็นทาสของความสุขทางเนื้อหนัง ในอัตราที่เท่ากัน. ถ้าคนมีศีลธรรม หรือยึดหลักความสุขทางจิตใจเป็นหลัก ทั้งลัทธิจักรวรรดินิยม และสังคม นิยม ก็เกิดขึ้นในโลกไม่ได้ เพราะทุกคนจะขยะแขยงต่อความสุขทาง เนื้อหนัง ที่กำลังยื้อแย่งกันอย่างสัตว์นั้นเสียยิ่งกว่า ของสกปรกใด ๆ ในโลก. ศีลธรรมจะทำให้คนในโลกไม่จำต้องแบ่งกันเป็นค่าย ๆ เพื่อยื้อแย่งอะไร กัน. จะทำให้เกิดคนดีขึ้นในโลก จน ลัทธิเผด็จการหรือประชาธิปไตยก็ตาม ย่อมเหมาะสมที่จะปกครองประเทศใดประเทศหนึ่ง ตามความเหมาะสม ของตัว ด้วยกันทั้งนั้น. การพูดว่าโลกเหมาะสมแก่การปกครองเพียงระบอบเดียว นั้นเป็นการบ้าหลังที่สุด และเป็นไปไม่ได้ : เว้นเสียแต่ระบอบเดียวนั้น หมายถึง ศีลธรรม ! ถ้าคนดีปกครองประเทศอย่างเผด็จการ ก็เผด็จไปในทางที่ดี ‘ทำให้ทุกคนดีเร็วขึ้น มีความสุขเสมอภาค หรือตามส่วนสัด อันยุติธรรมจริง ๆ. แม้แต่ยักษ์หรือคนป่า ที่เป็นคนดีมีศีลธรรม ก็อาจปกครองหมู่คณะ ได้ดีกว่าผู้เจริญด้วยการศึกษาของสมัยปรมาณูนี้ ที่ไร้ศีลธรรมหรือเป็นคน ไม่ดี. แม้จะเป็นเทวดา ถ้าไร้ศีลธรรม เห็นแก่ความสุขทางเนื้อหนังอย่างเป็นบ่าว เป็นทาสแล้ว ก็ปกครองใครให้มีความสงบสุขไม่ได้. โดยทำนองเดียวกัน ถ้าคนดี ปกครองประเทศอย่างระบอบประชาธิปไตย ประเทศก็มีความสงบสุขได้ในเมื่อ ประเทศนั้น ๆ หรือกาละนั้นเหมาะสมแก่ระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริง ไม่ใช่ ประชาธิปไตยโฆษณาชวนเชื่ออย่างที่มี ๆ กัน.

น.166 ๑๖๐ จากตัวอย่างข้างบนนี้ เราจะเห็น อานุภาพของธรรมะ ว่า สามารถทำให้ระบอบการปกครองทุกระบอบ ใช้ปกครองหมู่คณะให้ อยู่เย็นเป็นสุขได้ ตามความเหมาะสมแห่งกาละและเทศะนั้น ๆ. พุทธศาสนา เป็นทั้งเผด็จการและทั้งประชาธิปไตย ; หรือมิฉะนั้น ก็ไม่เป็นเสียเลย ทั้งสองอย่าง, เพราะเป็น ระบอบแห่งศีลธรรมและเหตุผล. ในกรณีที่ควร เผด็จการ ก็เผด็จการ ที่ควรประชาธิปไตย ก็ประชาธิปไตย แล้วแต่หลักแห่งศีลธรรม ของหมู่คณะจะระบุลงไป และทำอย่างไรเสียก็ถูกหรือดีไปหมด เพราะยึดหลักแห่ง ศีลธรรม และมีอำนาจของธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองนั่นเอง. เพราะฉะนั้น ในท่ามกลางโลกที่กำลังปั่นป่วนเพราะ ความเสื่อมทรามแห่งศีลธรรมด้วย อำนาจความหลงใหลในความสุขทางเนื้อ หนัง ถึงกับเล่นตลกต่อพระเป็นเจ้ากันอยู่อย่างซึ่งหน้าซึ่งตานี้ ขอให้เรา พากันสลัดละลัทธิวัตถุนิยม หรือการบูชาความสุขทางเนื้อหนังทุก ๆ ลัทธิแล้วหันหน้าไปพึ่งธรรม บูชาธรรม ยึดถือธรรมเป็นที่พึ่ง หวัง ความสงบสุขทางจิตหรือทางมโนธรรมกันโดยเด็ดขาดเถิด จะได้อะไร ๆ มากกว่าที่จะได้จากความสุขทางเนื้อหนัง อย่างที่จะเทียบกันไม่ได้เลย. ข้าพเจ้าขอส่งความสุขปีใหม่ ในยุคที่เคยสมมติกันว่าเป็น "ยุค กึ่งพุทธกาล" นี้ ด้วยการขอร้องให้เราพุทธบริษัททุกคน หลุดพ้นจากการ ตกเป็นบ่าวเป็นทาสของวัตถุนิยม กลับเป็นอิสระตามแบบของพระพุทธ- องค์ด้วยกัน จงทุกรูปทุกนามเถิด. พุทธทาส ภิกขุ ส.ค.ส. ๒๕๐๐ ๑ มกราคม ๒๕๐๐

น.167 มาฆะ บูชา ๒ ๕๐ ๐ ปี ๒๕๐๐ แห่งพุทธศกได้ย่างขึ้นมาแล้ว ! ในที่สุด ปีซึ่ง บรรพบุรุษของพุทธบริษัทหลายๆ ประเทศ ได้เคยสมมติกันไว้ว่าเป็นปี "กึ่งพุทธกาล" ก็ได้เวียนมาถึงในขณะที่เราทั้งหลายกำลังมีลมหายใจเข้าออก กันอยู่ในลักษณะเช่นนี้ ! หวังว่าเราจะได้จัดการกับ " ปีศักดิ์สิทธิ์ " นี้ กันเป็นอย่างดี ให้รอดตัวจากการ ถูกสาปถูกแข่ง จากบรรพบุรุษซึ่งแสนจะเป็นห่วงพระศาสนา ทั้งที่ได้หลับตาล่วงลับไป แล้วเหล่านั้น.

น.168 ๑๖๒ ควรจะสังเกตอย่างยิ่งว่า ในยุคที่ถูกสมมติว่าเป็น "กึ่งพุทธกาล" นี้ อะไร ๆ ก็ดูถึงที่สุดกันไปเสียแทบทุกอย่าง. ที่ยังขาดอย่างตรงกันข้ามอยู่ อย่างเดียวก็แต่ความสงบสุข ของมนุษย์ หรือสันติภาพของโลก แม้เพียง งีบเดียว ! การศึกษาค้นคว้า ก็นับได้ว่าถึงที่สุด. ประดิษฐกรรมต่าง ๆ ก็ถึงที่สุด การสื่อสาร การคมนาคม การอุตสาหกรรม กสิกรรม พาณิชยกรรม และอื่น ๆ ก็อยู่ใน ลักษณะที่น่าพอใจถึงที่สุด, เล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองของโลก ก็ถึงที่สุด. อาวุธที่จะ ล้างผลาญโลกก็ถึงที่สุด. ความกลัวและความหวั่นระแวงกัน ก็ถึงที่สุด. การข่มเหง เบียดเบียน หน้าไหว้หลังหลอกกัน ก็ถึงที่สุด. การเอาเปรียบอิจฉาฤษยากัน ก็ถึงที่สุด. การมอมกันและกันให้มึนเมาด้วยวัตถุนิยม ก็ถึงที่สุด. การหลงใหลในความสุขทาง เนื้อหนัง ก็ถึงที่สุด. จำนวนของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะวิชาในศาสตร์ต่างๆ ก็ถึงที่สุด หรือ เฟ้อเกินอัตราของคำว่า "ที่สุด". แต่ในที่สุดจริง ๆ นั้นก็คือ โลกยังขาด สันติภาพแม้ชนิดที่มิใช่ถาวร อยู่นั่นเอง, และขาดแม้แต่สันติภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ ยิ่งไปเสียกว่าโลกในสมัยที่มีอะไร ๆ ไม่ถึงที่สุดเหมือนในสมัยนี้ ไปเสียอีก เพราะฉะนั้น จึงป่วยการกล่าวถึง "สันติภาพอันถาวร" ในเมื่อโลกเรา ยังมิได้รับแม้แต่ "สันติภาพชั่วงีบเดียว" . องค์การที่อวดอ้างว่าดำเนินงานเพื่อสันติภาพของโลก เกิด ขึ้นมากมายทั่วไป ราวกะดอกเห็ดในฤดูเห็ด, แต่ในที่สุด ก็กลับกลายเป็นองค์การ ที่ก่อกวนสันติภาพของโลกให้ปั่นป่วนอย่างลึกซึ้งเสียเอง ในเมื่อ ความจริงมีอยู่ว่า องค์การสันติภาพของโลกเหล่านั้น เป็นเพียงเครื่องพรางตาแสวงหาประโยชน์ ของ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น. ที่เป็นองค์การระหว่างชาติ ก็แสวงหาประโยชน์ให้แก่ ประเทศที่มีเสียงฝ่ายข้างมากในที่ประชุม. ที่นับว่าอย่างดีที่สุด ก็เป็นเพียง "องค์- การสันติภาพจำเป็น" เพื่อกู้หน้าตัวเองบ้าง เพื่อหาชื่อเสียงให้ตัวเองบ้าง หรือ

น.169 ๑๖๓ เพื่อประทังความหวาดกลัวของตัวเองบ้าง ดังนี้เป็นต้น, พวกเจ้ามือใหญ่ของคณะ หายกทายิกาที่ใจบุญในการกู้โลก ก็ปรากฏว่าเป็นหัวหน้านายทุน ไปอย่างที่ไม่เคย สังเกตเห็นกันมาก่อน อย่างน่าสังเวชใจ. ความเจริญหรืออารยธรรมของโลกสมัยนี้ ก็คือการทำ ให้ความยุ่งยากระส่ำระสาย ที่เคยมีในโลกเพียงเป็นหย่อม ๆ แผ่กระจายถึงกัน ทั่วโลกทุกหย่อมหญ้า ไม่ยกเว้นแม้แต่ที่ที่เคยมีความสงบเยือกเย็นมาแต่กาลก่อน สัก ฝ่ามือเดียว เราแทบจะกล่าวได้ว่า ในบัดนี้มนุษย์หรือสัตว์ ทุกคนและทุกตัว กำลังมีลมหายใจเข้าและออกอยู่ด้วยความหวาดระแวง ต่อความตายและ ความขาดแคลน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ โดยไม่มีทางจะหลีกเลี่ยง. คำว่า “ เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน " นั้นไม่มีโอกาสจะใช้พูดจา, ไม่มีความหมายอะไรในโลกสมัยปัจจุบันนี้ ทั้งที่ทุก ๆ คนก็รักสุขเกลียดทุกข์ อยู่ด้วยกันทั้งนั้น. ทั้งนี้เป็นเพราะโลกยังขาดสิ่ง ๆ เดียว คือขาด สัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็น “พระเป็นเจ้า" แห่งพระเป็นเจ้าทั้งหลาย. สัมมาทิฏฐิที่สูงสุด คือความเข้าใจอันถูกต้อง ว่าอะไร เป็นความทุกข์ที่แท้จริงของมนุษย์, อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ที่แท้จริง และควรกลัว, ความไม่มีทุกข์ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร, และทำอย่างไร มนุษย์จึงจะได้มาซึ่งความไม่มีทุกข์นั้น ? โลกยังขาดสัมมาทิฏฐิ ที่ทำให้เห็นชัดว่า ศาสนาทุกศาสนา มีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน หรือที่แท้จริงแล้ว ก็คือของสิ่งเดียวกัน หากแต่ว่า กำลังแตกต่างกันอยู่คนละระดับเท่านั้น. สัมมาทิฏฐิที่สมบูรณ์ จะทำให้เห็นหรือรู้สึก ว่า คนทุกคนคือคนๆ เดียวกัน หรือชีวิตทุก ๆ ชีวิต เป็นชีวิตเดียวกัน. ไม่ควรจะ มีการเกลียดกัน จนให้อภัยกันไม่ได้.

น.170 ๑๖๔ ถ้าสัมมาทิฏฐิของคนในโลก ดำเนินไปถูกทางจริง ๆ อย่าง น้อยที่สุดก็จะทำให้มองเห็นชัดว่า โลกไม่อาจมีสันติภาพได้ด้วยการเมือง . การ ศึกษาที่เจริญสุดขีด แต่ปราศจากสัมมาทิฏฐินั้น นั่นแหละคือเครื่องมือ ทำลายโลก. รายจ่ายในการสร้างอาวุธเพื่อล้างผลาญกันในบัดนี้นั้น มากมาย เกินกว่าที่จะต้องใช้ในการเอามาช่วยกันจัดโลกให้มี สัมมาทิฏฐิ อย่างที่ จะเปรียบกันไม่ได้เลย. สันติภาพต้องมาจากคนที่ใจมีความสะอาด - สว่าง - สงบ ซึ่งเป็นผลของสัมมาทิฏฐิโดยตรง. สันติภาพไม่อาจมาจาก หมู่ชนที่เมามายในความสุข ทางเนื้อหนัง แล้วทำการต่อสู้ ป้องกันแข่งขัน แย่งชิง ปัจจัยแห่งความสุขชนิดนั้น ระหว่างกันและกัน. สัมมาทิฏฐิในแขนงหนึ่ง ย่อมเป็นปรัชญา ที่จะช่วยให้ เกิดการลดลาวาศอกแก่กันและกัน ; เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับสังคม เพื่อให้ เกิดการเสียสละที่บริสุทธิ์ ในระหว่างกันและกัน. โลกกำลังขาดปรัชญาที่สามารถ สร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทั้งโลก แต่กลับรุ่งเรืองด้วยปรัชญาที่นำ ไปสู่ความแบ่งแยกและแข่งขัน เพราะต่างฝ่ายต่างถูกสิงด้วยปีศาจแห่ง ความสุขทางเนื้อหนัง ตามอุดมคติของปรัชญาชนิดนั้น ๆ ยิ่งขึ้น. ปรัชญา ของศาสนาบริสุทธิ์ ถูกหน้าไหว้หลังหลอกจากบุคคลที่กำลังกลัว แล้วก็เพียงแต่สวด อ้อนวอนขอเอาศาสนาเป็นที่พึ่งอยู่นั้นเอง. เขาถือว่า ศาสนาเป็นข้าศึกต่อการอยู่ เติบกินเติบของเขา, ศาสนาทำให้เศรษฐกิจของชาติอ่อนกำลัง, ทำให้เสียเปรียบใน การเจรจาการเมือง, ทำให้ รบไม่เก่ง. แต่ในที่สุดพอเขาเกิดกลัวขึ้นมา เขาก็ทำ พิธีอ้อนวอนทางศาสนาอีกนั่นเอง. เขาถือศาสนาการเมือง แต่เขาไปสวดอ้อนวอน ศาสนาของพระเป็นเจ้า.

น.171 ๑๖๕ การเมือง คือสิ่งที่ตั้งรากฐานอยู่บนความทะเยอทะยาน ใน การอยู่เติบกินเติบ หรือความมัวเมาในความสุขทางเนื้อหนัง โดยปราศจากการนึกถึง โลกหน้า นึกถึงพระเป็นเจ้า และความตาย. การเมืองมีอำนาจเป็นความถูก- ต้อง ! มีประโยชน์ของตัวเอง เป็นความยุติธรรม! มันเป็นของเพิ่งเกิด ใหม่ ๆ สด ๆ ร้อน ๆ ในยุคที่โลกเกิดมัวเมาในความสุขทางเนื้อหนังกันอย่างมืดหน้า มัวตา นี่เอง. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว "ศาสนาการเมือง" จะเป็นศาสนาซึ่งจะเป็นที่พึ่ง ของโลกได้ในลักษณะเช่นไร ยังเป็นสิ่งที่มืดมนสำหรับพุทธบริษัท. การเมืองภายในประเทศ นั้น ที่เป็น ประเภท ปุคคลาธิปไตย หรือคณาธิปไตยก็ตาม นั่นคืออุบายแห่งการสงวนการอยู่เติบกินเติบ ไว้สำหรับตนเองหรือพวกพ้องของตนโดยเฉพาะ ที่เป็น ประเภทประชาธิปไตย ก็คือการยื้อแย่งเอาการอยู่เติบกินเติบนั้น มาเฉลี่ยกันให้ทั่วถึง โดยวิธีสุภาพ หรือ โผงผางแตกหัก แล้วแต่กรณี ซึ่งก็มีผลไม่แตกต่างอะไรกันเลย. เผด็จการ กับ ประชาธิปไตย ไม่มีความหมายแตกต่างอะไรกันเลยในแง่ของศีลธรรม ที่เป็นอุดมคติ ของพุทธศาสนา เพราะทั้งสองอย่าง ล้วนแต่เป็นการจัดเพื่อให้ตนหรือพวกของตน ได้มาซึ่งการอยู่เติบกินเติบ และเมามายในความสุขทางเนื้อหนัง ด้วยอำนาจ ราคะ- โทสะ - โมหะ ด้วยกันทั้งนั้น. ครั้นถึงคราวที่จวนตัวเข้าเมื่อไร พวกที่ปิดฉลากว่า ประชาธิปไตยนั่นเอง จะมอบหมายให้ใครคนใดคนหนึ่งเผด็จการเพื่อการต่อสู้แย่งชิง ที่ทันท่วงที. ในที่สุด เหตุการณ์ต่าง ๆ ก็เป็นไปตามกิเลสของผู้มีอำนาจในการ ปกครอง ซึ่งทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า ระบอบการปกครองที่แท้จริง ในโลก ของเรานั้น คือระบอบ กิเลสาธิปไตย . พลโลก กำลังตกอยู่ใต้อำนาจของปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อ- หนัง ! กำลังยึดถือปรัชญาแห่งความสุขทางเนื้อหนัง เป็นสรณะสูงสุด ! พอใจใน รสอร่อยของความที่ตนมีใจเศร้าหมอง - มืดมัว - เร่าร้อน ! ดูหมื่นประณามรสชาติ

น.172 ๑๖๖ อันบริสุทธิ์ของความมีใจสะอาด - สว่าง - สงบ ว่าเป็นของล้าสมัย. คนพวกนี้จะ ปิดฉลากตนเองว่าเผด็จการหรือประชาธิปไตย ก็ตาม ย่อมสูญสิ้นความหมายไปในตัว และเท่ากัน ; จะปิดฉลากว่า จักรวรรดินิยม ทุนนิยม หรือสังคมนิยม หรืออะไร ๆ ก็ตาม ล้วนแต่เป็นลัทธิที่มุ่งหมายจะทำสิ่ง ๆ เดียวกันทั้งนั้น นั่นคือ การแย่งชิงกัน เข้าไปเป็นทาสของปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนังโดยสมบูรณ์ ! เพราะฉะนั้น การที่ ใคร ๆ จะถือว่า โลกยุคกึ่งพุทธกาล หรือยุคปี ๒๕๐๐ ก็ตาม เป็นโลกที่เลวร้ายที่สุด นั้น นับว่าเป็นสิ่งที่มีเงื่อนเงาแห่งเหตุผล ไม่น้อยเลย. ขอให้พุทธบริษัทเรา มีความหวังในแสงสว่างว่า พุทธบริษัท ยังคงบูชาความสุข อันเกิดจากความมีใจ สะอาด - สว่าง - สงบ ปราศ- จากการลูบคลำของ ราคะ - โทสะ - โมหะ ซึ่งเป็นต้นตอแห่งการตก เป็นทาสของความสุขทางเนื้อหนัง หรือวัตถุนิยม โดยสิ้นเชิง! ขอให้ โลกเราหลุดจากแอกแห่งวัตถุ ทุกชนิด และทุกแขนง แล้วกลับไปสู่ อุดมคติอันสูงสุดของมโนนิยม นับแต่ ปีหลังจากปี " กึ่งพุทธกาล " เป็นต้นไป ! ขอให้เรา ช่วยกันพอกพูนหนทางแห่งสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็น "‘ พระเป็นเจ้าเหนือพระเป็นเจ้าทั้งหลาย" ให้กลับมาปรากฏสถิตสถาพร เป็น ร่มโพธิ์ร่มไทรเพื่อสันติภาพอันถาวร ของโลกเราสืบไปตลอดกาลนาน เทอญ ฯ พุทธทาส ภิกขุ มาฆบูชา โมกขพลาราม, ไชยา.

น.174 คำปราศรัย ณ สารนาถ, อินเดีย ๓๐ พ. ย. ๙ ๘ เพื่อนร่วมการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย บรรดาประชุมกันอยู่ที่นี่ ! ข้าพเจ้ามีความรู้สึกเป็นสุขใจ ที่ได้มาร่วมงานฉลองวัน ครบรอบปีที่ ๒๔ แห่งการเปิดมูลคันธกุฎีวิหาร ที่สารนาถนี้, และยิ่งกว่านั้น ยังได้ มีโอกาสกล่าวแสดงความรู้สึกภายในใจ ในนามของพุทธบริษัทแห่งประเทศไทย โดย เฉพาะ ชาวพุทธนิคม เชียงใหม่ และชาวคณะธรรมทาน ไชยา ซึ่งมีโอกาสร่วม กันเป็นคณะมาร่วมงานฉลองในวันนี้. ข้าพเจ้ามีความรู้สึกภายในใจสำหรับ กล่าวในที่นี้ เพียงย่อ ๆ ดังต่อไปนี้ :-

น.175 ๑๗๐ นับว่าเป็นโชคดีสำหรับพวกเรา บรรดาที่จะได้มีชีวิตอยู่ใน ปี ๒๕๐๐ ของพุทธศักราช คือปีหน้าอันจะมาถึงในไม่กี่เดือนนี้, ข้อนี้นับว่าเป็น โอกาสพิเศษจริง ๆ คือนานถึง ๒๕๐๐ ปีจึงจะมีสักครั้งหนึ่ง และเป็นปีที่เราตั้งใจและ พร้อมใจกันปรับปรุงสวัสดิการของโลกแห่งพุทธบริษัท และความยังคงมีอยู่แห่งตัว พุทธศาสนาเอง อย่างสุดความสามารถ เพื่อความสงบสุขของโลกนี้ ซึ่งประกอบอยู่ ด้วยพุทธบริษัทเป็นส่วนใหญ่อยู่ส่วนหนึ่ง. จะมีอะไรที่นับว่าเป็นโชคดีอย่างยิ่งไป กว่านี้อีกเล่า ? โลกเราในปัจจุบันนี้ พอที่จะกล่าวได้ว่ามีอะไรก้าวหน้า หรือสมบูรณ์ครบถ้วนทุกอย่างทุกทาง ยังขาดอยู่ก็แต่ "ความสงบ" อย่าง เดียวเท่านั้น. ความสงบของโลกมีทางมาแต่ทางเดียว. ทางนั้นคือ การที่คนทุกคนในโลก ทำตนให้เข้าถึงจุดหมายอันแท้จริงแห่งศาสนา ของตน ๆ ได้. สำหรับพุทธบริษัทเราก็นับว่ามีปัญหาข้อนี้เป็นข้อใหญ่ด้วยเหมือน กัน. ปี ๒๕๐๐ นี้ เราจะต้องขบปัญหาข้อนี้ให้แตกหัก หรือเริ่มแตกหักลงไป ที่เดียว. สำหรับประเทศไทย ก็นับได้ว่ากำลังมีอะไร ๆ ในทางพุทธ- ศาสนาถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญให้ทาน การก่อสร้าง การศึกษาปริยัติธรรม หรืออื่น ๆ ล้วนแต่อยู่ในสภาพเป็นที่น่าพอใจ จนถึงกับทำให้เราลืมประเทศพุทธ- บริษัทเพื่อนบ้านไปก็ได้ ; แต่สิ่งที่ยังเหลืออยู่อย่างเดียวที่เรายังไม่กล้ากล่าวได้ว่า ถึงที่สุดนั้น ก็คือ "การเข้าถึงองค์พระพุทธองค์" อย่างแท้จริง, เช่นเดียวกับ เพื่อนศาสนิกแห่งศาสนาอื่น ๆ ในโลก. ฉะนั้น สิ่งที่พุทธบริษัทชาวไทยจะต้อง ทำอย่างแข่งขันในยุคปี ๒๕๐๐ นี้ จึงอยู่ที่การปรับปรุงกันและกัน ใน

น.176 ๑๗๑ “‘การเข้าถึงพระพุทธองค์จริง ๆ" เป็นส่วนใหญ่. แต่ทั้งนี้ มิได้หมายความว่า เราจะมิได้ทำอะไรในทางวัตถุกันเสียเลย. รัฐบาล แห่ง พระบาท สมเด็จ พระเจ้า อยู่หัว แห่ง ประเทศไทย พร้อมด้วยประชาชนชาวไทย กำลังง่วนอยู่กับการจัดสร้างถาวรวัตถุเพื่อเป็นเครื่อง สักการะบูชา และเป็นวัตถุที่ระลึกแห่งปีที่ครบ ๒๕๐๐ นี้ อย่างแข็งขัน ; ตัวอย่างเช่น การจัดพิมพ์พระไตรปิฎกแปลไทยชุดที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ การบูรณะวัดวาอาราม ให้อยู่ ในสภาพที่เรียบร้อยงดงาม ทั่วทุกแห่งทั้งประเทศ การสร้างพุทธมณฑล และพระ- พุทธปฏิมาเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งปี ๒๕๐๐ โดยเฉพาะการปรับปรุงถนนหนทาง ให้ สามารถมีการติดต่อในการแห่แหนหรือฉลองสมโภช ให้ทั่วถึงทุกจังหวัดในปีนั้น. สำหรับคณะสงฆ์นั้นเล่า ก็มีโครงการและทำการปรับปรุง การศึกษาปริยัติธรรม การบำเพ็ญสมณธรรม การเป็นอยู่ของภิกษุสามเณร ตลอดถึง ระเบียบวิธีการทำบุญให้ทาน และการปฏิบัติศาสนกิจอื่น ๆ ของทายกทายิกา ให้ เข้าสู่มาตรฐานอันใหม่ ซึ่งเป็นเสมือน การขึ้นศักราชใหม่กันทั้งประเทศ. เหล่านี้ เป็นตัวอย่างแห่งงานปรับปรุงทางวัตถุ อันชาวไทยตั้งใจจะทำในฐานะเป็นบริวารแห่ง การปรับปรุงความก้าวหน้าในทางใจในยุคแห่งปี ๒๕๐๐ ที่จะถึงนี้. ทั้งนี้เพื่อผลอัน ใหญ่ยิ่งเพียงข้อเดียว คือ "การเข้าถึงพระพุทธองค์" โดยแท้จริง ! ทำไมเราจึงมุ่งหมายในข้อนี้เป็นส่วนใหญ่ ? คำตอบคือ "การเข้าถึงพระพุทธองค์" อย่างแท้จริงนั้น เป็นมูลฐานโดยตรงของ “ความสงบ" ที่เรายังขาดอยู่ การเป็นพุทธบริษัทมีอยู่ ๒ ประเภท คือ พุทธ- บริษัทตามระเบียบประเพณี (Ritual Buddhist) และการเป็น พุทธบริษัท อย่างแท้จริง (Actual Buddhist). การเป็นพุทธบริษัทตามประเพณีนั้น เป็น กันได้โดยไม่ยาก โดยการทำตามขนบธรรมเนียมประเพณีทางภายนอก หรือทางวัตถุ-

น.177 ๑๗๒ ส่วนการเป็นพุทธบริษัทอย่างแท้จริงนั้น เป็นได้แต่ทางเดียวคือ มีดวงใจอันเข้าถึง ธรรมะอย่างเดียวกันกับที่พระพุทธองค์ได้ทรงเข้าถึงแล้วเท่านั้น, และเป็นเรื่องของ ทางจิตใจล้วน. เราอาจทำจิตของเราให้เข้าถึงพระพุทธองค์ หรืออาจจะ นำเอาพระพุทธองค์เข้ามาใส่ในใจของเราได้ โดยวิธีทำจิตของเราให้ ประกอบอยู่ด้วยความสะอาด สว่าง สงบ. ความสะอาด สว่าง สงบ แห่งจิตนั่นแหละคือองค์พระศาสดาอันแท้จริง สมตามที่พระองค์ได้ ตรัสว่า " ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต, ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม ," หรือสรุปสั้น ๆ ก็ว่า ธรรมะนั่นแหละคือองค์ตถาคต. เราไม่อาจเห็นธรรม โดยวิธีอื่น ๆ นอกจากวิธีเดียว คือการทำให้ธรรมมีขึ้นในจิตใจของเรา เอง. การทำธรรมะให้มีขึ้นในใจของเรา ก็คือการทำจิตให้ประกอบอยู่ด้วย ความสะอาด สว่าง สงบ อย่างเดียวกับที่มีในจิตใจของพระพุทธองค์ หรือ ของพระอรหันต์ทั่วไปนั่นเอง. สำหรับการทำจิตให้มีความสะอาด สว่าง สงบ จริง ๆ นั้น มีความสำคัญหรือความลับอยู่เพียงข้อเดียว คือ การมองเห็นสรรพสิ่งในโลกนี้ หรือโลกไหน ๆ ก็ตาม ให้เห็นชัดตามที่เป็นจริงว่า ไม่มีอะไรที่น่าหลง ยึดครอง หรือน่าติดพันหลงใหล. ทุกอย่างล้วนแต่ทำความทุกข์ให้เกิด ขึ้น ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม แก่ผู้ที่เข้าไปยึดเอาว่า เป็นเจ้าของ หรือ ติดพันหลงใหลในสิ่งนั้น ๆ. ทุกคนควรทำจิตให้อยู่เหนือการตกอยู่ใต้ อำนาจของวัตถุ หรือความสุขทางวัตถุ โดยประการทั้งปวง . นี่แหละคือ สิ่งที่เราจะต้องพร้อมใจกันทำในโอกาสแห่งปี ๒๕๐๐ นี้ !

น.178 ๑๗๓ ความที่คนทุกคนในโลก มีจิตเป็นอิสระเหนือความสุข ทางวัตถุ นี้เท่านั้น ที่เป็นมูลเหตุอันแท้จริงของภราดรภาพสากล อันเป็น ทางมาแห่งสันติภาพอันถาวรของโลก. ผิดไปจากนี้แล้ว ย่อมเป็นภราดรภาพ และสันติภาพที่หลอกลวงอย่างเดียวกัน ! ขอให้พวกเราฉลองปีที่ ๒๔ ของการเปิดมูลคันธกุฎีวิหารนี้ ด้วยการอธิษฐานจิตเพื่อปรับปรุงสวัสดิการของโลกพุทธบริษัทเรา ในปี ๒๕๐๐ อันจะ มาถึงในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ โดยนัยแห่งวิธีการดังกล่าวแล้วนั้นจงทุกคนเถิด นี้เป็น คำวิงวอนของพุทธบริษัทชาวไทย แต่เพื่อนพุทธบริษัททั้งหลาย ขอความสุขสวัสดี จงมีแต่สรรพสัตว์ถ้วนหน้า. พุทธทาส อินฺทปญฺโญ คำแปล คำปราศรัย เนื่องในงานฉลองวันครบรอบปีที่ ๒๔ แห่งการเปิดมูลคันธกุฎีวิหาร, สารนาถ, อินเดีย เมื่อวันที่ ๓๐ พ.ย. ๒๔๙๘ ของ พุทธทาส อินทปัญโญ ในนามแห่งพุทธบริษัทชาวไทย.

น.179 สาสน์ส่งไปอ่านในที่ชุมนุม นิสสิตมหาจุฬา ฯ วัดมหาธาตุ ในวาระครบ๗ ปี เพื่อนนักศึกษาทุกคน เนื่องในการทำบุญครบ ๗ ปี ของมหาจุฬาลงกรณ- ราชวิทยาลัยในคราวนี้ ผมขอโอกาสแสดงความระลึกถึงเพื่อนนักศึกษา ทุกคนและทุกระดับสักเล็กน้อยเท่าที่โอกาสจะอำนวย. สิ่งแรกที่จะกล่าวถึงนั้นคือ ผมต้องขออภัยต่อเพื่อนนักศึกษา ทั้งหลาย เพื่อที่จะกล่าวว่า พวกเราส่วนมากในเมืองไทย ได้ทราบเรื่องราวและ กิจการงานของพวกนักศึกษาพุทธศาสนาในต่างประเทศ กันน้อยเกินไป ว่าเขากำลัง

น.180 ๑๗๕ ทำอะไรก้าวหน้าไปเพียงใด และกำลังต้องการอะไรต่อไป ผมเองก็มิใช่ว่าจะทราบ ไปทั้งหมด แต่เท่าที่ทราบอยู่บ้างนั้น รู้สึกว่ามันมีอะไร ๆ ที่ต้องนึกกันมากกว่าที่เคย เข้าใจกันเสียแล้ว และถ้าหากว่าพวกเราทุกคน ได้ทราบเรื่องนี้กันให้พอควร ผม เชื่อว่าจะเป็นกำลังให้เกิดการไหวตัวที่จริงจังและรวดเร็วขึ้นในหมู่พวกเรา ยิ่งกว่า ที่แล้วมาโดยไม่ต้องสงสัยเลย. ชาวต่างประเทศในประเทศที่เป็นเพื่อน พุทธบริษัทด้วยกันกับ เรา ได้เผยแผ่และกำลังเผยแผ่พุทธศาสนา ออกไปนอกประเทศของตน ๆ อย่าง “พอดูได้” กันมานมนานแล้ว ทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน ข้อนี้ มันหมายความว่า เขามีทั้งความรู้ในทางหลักธรรมที่จะเผยแผ่ และมีความรู้ภาษาต่างประเทศพอที่จะ บรรยายหลักธรรมนั้น ๆ ทั้งที่เป็นความคิดเห็นของเขา หรือที่เป็นคำแปลตามตัวบท เดิมของคัมภีร์ต่าง ๆ ในสมุดเอกสารหรือหนังสือพิมพ์แห่งการเผยแผ่พุทธศาสนาของ ชาวญี่ปุ่นนั้น เราจะได้พบว่า นอกจากจะเป็นภาษาอังกฤษทั่ว ๆ ไปแล้ว ยังมีภาษา ฝรั่งเศสและภาษาอื่น ๆ อยู่เสมอ ๆ โดยน้ำมือและสมองของชาวญี่ปุ่นเอง มาตั้งแต่ สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งด้วยซ้ำไป เนื่องจากญี่ปุ่นรับพุทธศาสนาไปจากจีน ใน ตอนหลังนี้ญี่ปุ่นได้จัดพิมพ์คัมภีร์พุทธศาสนาฝ่ายมหายานทั้งหมดที่เป็นภาษาจีนขึ้นครบ ถ้วนทั้งที่เป็นด้วยบทเดิมคือพระไตรปิฎก ทั้งที่เป็นเพียง "เทียบเท่าตัวบทเดิม" ซึ่งแต่งขึ้นทีหลัง, ทั้งเรื่องที่รอง ๆ ลงมา ตลอดจนอรรถกาฎีกาต่าง ๆ มีปริมาณมาก ยิ่งกว่าฝ่ายเถรวาทเราหลายเท่าพันทวี. เป็นชุดครบบริบูรณ์ (ชุดหนึ่งหลายหมื่นบาท) และจัดเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยภาษาจีนไปตามเดิม ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ ฝ่ายจีนและญี่ปุ่น นักศึกษาพุทธศาสนาชาวญี่ปุ่นที่เรียกกันว่า "ถึงขนาด" นั้น ย่อม ศึกษาจากคัมภีร์ภาษาจีนอันมหึมาเหล่านี้ได้เช่นเดียวกับภาษาของตัว และยังที่แปล ภาษาญี่ปุ่นเองอีกมากมาย จนพอใช้สำหรับผู้ที่ไม่รู้ภาษาจีน นักศึกษาชาวญี่ปุ่นที่คง

น.181 ๑๗๖ แก่เรียนผู้หนึ่ง (และมีบางคนรับช่วงทำต่อมา) ได้จัดพิมพ์บัญชีรายชื่อ (แคตตาล็อก) พระสูตรฝ่ายมหายาน พร้อมทั้งเนื้อความย่อและข้อความสำหรับการเปรียบเทียบอื่น ๆ เกี่ยวกับสูตรนั้น ๆ นับเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ สูตร เท่าที่มีอยู่และกำลังค้นพบใหม่ใน โลก ขึ้นเป็นภาษาอังกฤษแสดงแก่โลกนักศึกษามาเป็นคราว ๆ นับตั้งแต่ก่อนสงคราม โลกมาแล้วเช่นกัน ที่พ้องกันกับของฝ่ายเถรวาทก็มีปนอยู่ในนั้นด้วยไม่น้อย ชาว ญี่ปุ่นได้ทำให้ชาวยุโรปสนใจในพุทธศาสนาอย่างญี่ปุ่นในแง่ต่าง ๆ คือในแง่ของศิลปะ วัฒธรรมปรัชญาสถาปัตยกรรมและอื่น ๆ อีกมากมาย อย่างเป็นล่ำเป็นสันถึงกับมี ตำรับตำรา เฉพาะแขนงเป็น ภาษาอังกฤษและอื่น ๆ นับว่าเป็นการเผยแผ่พุทธศาสนา ทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่างครบถ้วนทุกแขนง พุทธศาสนา อย่างนิกายเซ็น กำลังได้รับความสนใจอย่างออกหน้าออกตายิ่งขึ้นทุกที ทั้งในยุโรป และอเมริกา ซึ่งที่แท้แล้วก็มิใช่เพราะอะไรอื่นนอกไปจากความรู้ภาษาต่างประเทศ อย่างแตกฉาน ตลอดถึงวิธีการอธิบายที่ฉลาดและเข้าใจสภาพมนุษย์ในโลกปัจจุบันดี เท่านั้น แม้ประเทศพุทธบริษัทฝ่ายเถรวาท เช่นลังกา และพม่า ก็ได้จัดทำสมุด เอกสารและหนังสือพิมพ์ ขึ้นเผยแผ่พุทธศาสนาด้วยภาษาต่างประเทศมานานแล้ว ตามความสามารถของตน ๆ เท่าที่หลักการฝ่ายเถรวาทจะอำนวย. ส่วนชาวต่างประเทศที่มิใช่ประเทศพุทธบริษัทมาแต่เดิม โดย เฉพาะคือชาวยุโรปนั้นได้พากันศึกษาพุทธศาสนามาเป็นเวลากว่าร้อยปีแล้ว จนกระทั่ง บางพวกได้จัดพิมพ์ พระไตรปิฎกบาลี ทั้งหมดขึ้นด้วย อักษรโรมันเป็นผลสำเร็จอย่างงด- งาม บางพวกถึงกับแปลพระไตรปิฎกออกเป็นภาษาของตน จบเป็นนิกาย ๆ. บางพวก รวบรวมเรียบเรียงเรื่องต่าง ๆ ขึ้นเป็นตำรับตำราเฉพาะเรื่อง โดยเฉพาะพุทธประวัติ นั้น ตั้งแต่ต้นมาจนบัดนี้ ได้มีผู้ทำขึ้นกว่าสิบฉบับ ล้วนแต่ขนาดโต ๆ เทียบกันได้ กับปฐมสมโพธิ์ฉบับกรมพระปรมานุชิตของเรา เป็นการแปรของเก่าออกมาทั้งเรื่องก็มี รวบรวมแต่งใหม่ก็มี มีลักษณะเป็นอย่างเถรวาทบ้าง มหายานบ้าง ปนเปกันบ้าง

น.182 ๑๗๗ เป็นแบบสมัยใหม่อิงประวัติศาสตร์บ้าง เป็นอย่างตำนานหรือมีปาฏิหาริย์แบบเก่าบ้าง ถูกดีบ้าง ผิดพลาดบ้าง อ่านจริงบ้าง อ่านเล่นบ้าง อย่างครบถ้วนทุกแบบทีเดียว นอกจากที่แต่งเป็นภาษาอังกฤษแล้ว ยังมีที่เป็นภาษาเยอรมัน หรือฝรั่งเศส หรือ ฉบับเดิมเป็นภาษาฝรั่งเศสแล้วแปลออกเป็นภาษาอังกฤษทีหลังก็ยังมี ทั้งนี้ตั้ง ๔๐ กว่าปี มาแล้วและกำลังมีมากขึ้นทุกที หนังสือที่เขาแต่งกันขึ้นมากที่สุดนั้น คือหนังสือที่ใช้ชื่อ ตรง ๆ กันแทบทั้งหมดว่า พุทธศาสนา หรือ พุทธปรัชญา ซึ่งมุ่งหมายที่จะอธิบายพุทธ- ศาสนาทั่วไปทุกแง่ทุกมุม ตลอดถึงพุทธประวัติย่อ ๆ ซึ่งมักจะใช้เป็นบทนำเรื่อง หรือ ประกอบท้ายเรื่องแล้วแต่กรณีย์ เพื่อช่วยให้ข้อความตอนที่เป็นหลักพุทธศาสนานั้น ชัดเจนดียิ่งขึ้น เหล่านี้แม้ที่เป็นภาษาเยอรมันก็มีมากและได้รับนิยมอย่างยิ่งโดยเฉพาะ หนังสือของ ดร. ปอลดาลเก้ บัดนี้เหตุการณ์ได้ขยายตัวขึ้นจนถึงกับว่า เกิดมี นักศึกษาพวกที่ไม่ยอมอ่านหรือยอมรับฟังหนังสือที่มีผู้แต่งหรือร้อยกรองขึ้นใน ลักษณะ ต่าง ๆ แต่ต้องประสงค์จะอ่านจากตัวบทเดิมที่เป็นบาลีโดยตรงจากพระไตรปิฎก แล้ว เก็บหลักสำคัญเอาด้วยตนเอง และถือว่าเป็นพระพุทธวจนะที่ถูกต้อง และที่ยิ่งขึ้นไป กว่านั้นอีกก็คือว่าแม้ตัวบทเดิมเท่าที่ปรากฏอยู่เป็นรูปพระไตรปิฎกนั้น ก็ยังถูกเกียดกัน ออกไปเสียบ้างบางสูตร บางเรื่อง บางตอน หรือบางปิฎก โดยที่เขาหาว่ามิใช่ พระพุทธวจนะ แต่เป็นของเพิ่มเติมทีหลัง หรือปนปลอมเข้ามา ทำให้ต้องใช้สติ ปัญญาวินิจฉัยกันเป็นการใหญ่ยากยิ่งขึ้นทุกที. เท่าที่ยกมาพอเป็นตัวอย่างนี้ ผมเชื่อว่านักศึกษาชาว- ไทยเรา พอจะหยั่งทราบได้ว่า ในการที่จะเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ ชาวโลก เพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนาตามพระพุทธประสงค์ของพระบรม-

น.183 ๑๗๘ ศาสดาก็ดี หรือเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของชาวโลกเองก็ดี หรือที่สุดแม้แต่ เพื่อกู้หน้าชาติไทยของเราเองในฐานะเป็นประเทศที่ถือ กันว่ามีพุทธศาสนา เจริญกว่าที่อื่นก็ดีนั้น เราจะต้องอบรมตนให้มีความรู้และความสามารถกัน เพียงไร ที่จริงเราไม่จำต้องคำนึงถึงข้อที่ว่าผู้เผยแผ่จะเป็นฆราวาส หรือ เป็นบรรพชิต เพราะ แต่ละฝ่าย ย่อมมีโอกาส หรือ ความสามารถ และ ความ เหมาะสมของตน ๆ ตามลักษณะแห่งพุทธศาสนาที่ตนจะพึงเผยแผ่ แต่ ข้อสำคัญที่สุดนั้น อยู่ใน ข้อที่ว่าตน จักต้องแตกฉานใน หน้าที่ของตนจริง ๆ จึงจะสามารถทำความพอใจให้แก่ชาวต่างประเทศ ซึ่งได้ก้าวหน้าขึ้นมาถึง คั่นนี้แล้ว หรือประสบความสำเร็จในงานเผยแผ่ของตนนั่นเอง. ผมขอวิงวอนให้เพื่อนนักศึกษาทุกระดับ ตั้งหน้าตั้งตาสะสม วิชาความรู้และความสามารถ ตลอดถึงอุปนิสัยแห่งความเสียสละอดกลั้นอดทนและ คุณธรรมอื่น ๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญแก่ความสำเร็จ ไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เรา จะอยู่ในเพศไหนก็ตาม จะอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศก็ตาม เนื้อตัวและ ความเคลื่อนไหวของเราทุกอิริยาบถ ทั้งทางกายวาจาและทางจิต จักต้องเป็นการ เผยแผ่พุทธศาสนาอยู่ในตัวมันเองไปทั้งนั้นจริง ๆ เพราะฉะนั้น การตั้งหน้าตั้งตา ศึกษาด้วยลักษณาการที่เรียกว่าเอาชีวิตเป็นเดิมพัน จึงเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคน ต้องทำ และควรทำ โดยไม่ต้องคำนึงถึงข้อที่ว่าในอนาคตนั้น ตนจักอยู่ในเพศใดหรือที่ไหน จะทำให้เสียสมาธิในการเล่าเรียนไป โดยไม่จำเป็นเลย. ในที่สุดนี้ ผมหวังว่าบรรดาพวกเราที่เป็นนักศึกษา จักมีการ สำนึกอย่างทั่วถึงในความจริงข้อนี้ ในหน้าที่อันนี้ อันจะพึงมีต่อประเทศชาติศาสนา

น.184 ๑๗๙ และต่อเกียรติแห่งความเป็นมนุษย์ของตน ๆ และเมื่อเราทุกคน ได้ถือเอาความ กตัญญูกตเวที ต่อบิดามารดา ต่ออุปัชฌาย์อาจารย์ หมู่คณะ ประเทศชาติศาสนา ตลอดถึงสมเด็จพระบรมศาสดาในที่สุด มาเป็นที่ตั้งแล้ว ความสำเร็จในกิจทั้งปวงนี้ ก็จักไม่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยไปได้เลย. พุทธทาส อินฺทปญฺโญ ธารน้ำไหล เขาพุทธทอง ๙ กรกฎาคม ๒๔๙๗

น.185 อนุโมทนา ๒๓ ก.ย. ๙๘ ตามที่นายบุญรอด ธรรมกูล ขออนุญาตพิมพ์ บทความเรื่อง นิพพานและมัคคุเทสก์ของวิญญาณ ขึ้นแจกเป็นธรรมทานเนื่องในการศพบิดานั้น อาตมามีความยินดีในการอนุญาต ด้วยความรู้สึกอนุโมทนาเป็นอย่างสูง. การแตกดับเป็นหน้าที่ของสังขารทั่วไป แต่คุณธรรมแห่งความ เป็นบิดาที่ดีนั้น ยังคงประดิษฐานอยู่เหนือเศียรเกล้าของบุตรหลานทุกคน. การ บำเพ็ญธรรมทานเพื่อเป็นเครื่องบูชาพระคุณอันนั้น นับว่าเป็นการบูชาที่สูงสุด และ เป็นสิ่งที่เหมาะสมกัน เป็นที่สรรเสริญของบัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน โดยแท้จริง,

น.186 ๑๘๑ มนุษย์ในโลกทุกวันนี้ ยืนงงอยู่ในความมืด. จะถอยหลังกลับ ก็เบื่อต่อสิ่งต่าง ๆ อันล้าสมัย, เหลียวไปรอบ ๆ ตัว ก็เต็มไปด้วยลัทธิการเมือง นานาชนิด ล้วนแต่น่าเวียนหัว, มองไปข้างหน้า ก็เต็มไปด้วยเมฆหมอกแห่งโลภะ โทสะริษยาพยาบาท ที่เกิดขึ้นเพราะความเห็นแก่ตัว ที่มีมากขึ้นตามความเจริญแผน- ใหม่. ข้อนี้ทำให้ต้องการแสงสว่างเพื่อเป็นเครื่องส่องทางของวิญญาณแห่งตน ๆ เป็น อย่างยิ่ง. ถ้าหากท่านทั้งหลาย ยังคงระลึกกันได้อยู่ว่า พระธรรมของ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างเดียว เป็นเครื่องชี้ทางรอดของสรรพสัตว์ เป็นสิ่งที่ ควรสนใจและปฏิบัติตาม ยิ่งกว่ากิจการหรือความรู้อย่างอื่น ๆ อยู่เพียงใดแล้ว ก็ยังเป็นที่หวังได้ว่า โลกนี้จักยังไม่ไร้แสงสว่างเสียทีเดียวสำหรับท่านทั้งหลาย อยู่ เพียงนั้น. ธรรมะที่ยังเป็นเพียงถ้อยคำอยู่ในหน้ากระดาษนั้น ยังช่วย ใครไม่ได้. เมื่อใด ถ้อยคำนั้นถูกเอาไปคิดไปตรอง ครั้นเห็นด้วยแล้วพากันปฏิบัติตาม เมื่อนั้น ธรรมะนั้นจะกลายรูปจากที่เป็นเพียงคำพูดมาเป็นองค์พระธรรม ที่สามารถ คุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ๆ ให้รอดจากภัยแห่งความดุร้ายของโลกที่มืดมนได้เหมือน ร่มหรือเครื่องกั้นฝนใหญ่ ๆ ช่วยคุ้มฝนให้ในฤดูฝน ฉันใดก็ฉันนั้น. เมื่อนั้น อาตมาขออนุโมทนาด้วย เป็นขั้นสูงสุด เพราะเหตุนี้. ที่สุดนี้ หวังว่าท่านทั้งหลาย จะได้ใช้พระธรรมเป็นเครื่อง ส่องทางใจ เหมือนกับที่ใช้ไฟฉายแรงกล้าเป็นเครื่องส่องทางในทางกาย. เพื่อให้

น.187 ๑๘๒ เกิดความเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธ- ศาสนาตลอดกาลนาน และพร้อมกันอุทิศส่วนกุศลนี้ แด่บุรพชน ของเจ้าภาพ ผู้สละ ทรัพย์ บำเพ็ญธรรมทานเพื่อให้แสงสว่างยังคงมีอยู่ในโลก ในครั้งนี้ โดยทั่วกัน ด้วยเทอญ. พุทธทาส อินฺทปญฺโญ โมกขพลาราม ๒๓ กันยายน ๒๔๙๘.

น.188 พระธรรม คนเราเกิดมาชาติหนึ่ง ถ้ารู้จักแต่ทำมาหากินเลี้ยง ร่างกายกันอย่างเดียว ไม่รู้จักแสวงหาธรรมะมาเลี้ยงจิตใจให้เป็นสุขสงบ เย็นด้วยแล้ว การเกิดนั้นจะเป็นการมาเพื่อทนทรมาน ติดคุกตะรางในทาง วิญญาณชนิดหนึ่งไปจนตาย, ทุก ๆ ชาติทีเดียว. ถ้าไม่รู้จักทำจิตใจให้ สงบตามทางธรรมบ้างแล้ว แม้คนรวยที่อยู่ตึกก็มีความสุขสู้คนจนที่อยู่ กะท่อมซอมซ่อไม่ได้.

น.189 ๑๘๔ ความสุขในวัยเด็ก. ก็มีไปอย่างหนึ่ง. ความสุขวัย หนุ่มสาวก็มีไปอย่างหนึ่ง. วัยกลางคน ก็มีไปอย่างหนึ่ง. วัยแก่เฒ่าชรา ก็มีไปอีกอย่างหนึ่ง ไม่มีทางที่จะเหมือนกันหรือสับเปลี่ยนกันได้ เพราะ พระธรรมบังคับไว้อย่างตายตัว. ทำอย่างไรจึงจะได้รับความสุขครบถ้วน สมตามนั้นทุก ๆ วัยไป เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องคิดดูให้ดีที่สุด, มิฉะนั้นแล้วจะ ไม่ได้รับสิ่งที่ประเสริฐ ที่มนุษย์ควรจะได้รับในการเกิดมาชาติหนึ่ง, และ จะป่วยการที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา. อีกอย่างหนึ่ง ไม่ว่าคนเราจะอยู่ในวัยไหน หรือ ประกอบอาชีพการงานอะไร ทุกคนและทุกวัยจะต้องมีความรู้ธรรมะไว้ เป็นน้ำดับไฟ อันจะเกิดขึ้นจากการประกอบการงานนั้น ๆ เป็นธรรมดาอยู่ ตลอดเวลา. มิฉะนั้นแล้ว การอยู่เป็นคนก็จะกลายเป็นการทนอยู่ในนรก หมกไหม้ชนิดหนึ่งนั่นเอง ไม่มีเวลาสร่างซา จนกระทั่งเน่าเข้าโลงไป ไม่ เคยประสบของดีที่พึงจะได้จากการเกิดมาเป็นคน. แท้จริง การเกิดมาเป็นมนุษย์นี้ เกิดมาเพื่อดับไฟ กิเลส, มิใช่เกิดมาเพื่อให้กิเลสเผา แล้วมิหนำซ้ำยังไม่รู้ว่าถูกกิเลสเผา อยู่ทุกวันทุกคืน. ถ้าเราเป็นฝ่ายเผากิเลส เราก็มีความสุขเย็น. แต่ถ้า กิเลสเป็นฝ่ายเผาเรา เราก็สุกไหม้ และเกรียมไปได้ในที่สุด. แม้ไม่ถึง อย่างนั้น ก็จะตกอยู่ในลักษณะของคนอยากน้ำคอแห้งอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้ ว่าจะหาน้ำอะไรมาดับความกระหายของตนได้. ชีวิตของคนเรานี้เป็นยักษ์ที่โหดร้ายอยู่ในตัวชีวิตนั่นเอง. มันจะถามเราว่าเกิดมาทำไม ? ถ้าเราตอบไม่ได้เพราะไม่รู้เสียเลย มันก็จะ กินเรา. ถ้าตอบผิด ๆ ถูก ๆ มันจะตบหน้าเราและขี่คอเราไปไม่มีที่สิ้นสุด.

น.190 ๑๘๕ แต่ถ้าตอบถูกจริง ๆ แม้เพียงคำเดียวเท่านั้น ยักษ์นั้นเอง จะปักคอตัว มันเองตายต่อหน้าเรา. ไม่มีอะไรมารบกวนเราให้มีความทุกข์ทรมาน อีกต่อไป. พระธรรมเท่านั้น ที่จะช่วยให้เราตอบปัญหาของยักษ์ ได้. พระธรรมเท่านั้น ที่จักหล่อเลี้ยงจิตใจของเราให้สดชื่น, ช่วยให้คน ทุกคน ทั้งวัยเด็ก หนุ่มสาว กลางคน และแก่เฒ่ามีความสุขสงบเย็นได้ สมตามวัยของตน ๆ. พระธรรมจะช่วยดับไฟให้ทุกคราวที่เกิดขึ้นในการ ประกอบกิจทุกชนิดในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่ในทุ่งนาป่าสวน ในย่านตลาด ร้านโรงเรือน อาคารสถานที่ราชการ ตลอดจนในปราสาทราชฐาน ทั้งใน มนุษยโลกและเทวโลก. พระพุทธเจ้า ก็ยังต้องพึ่งพาอาศัยพระธรรม จึงดับไฟ กิเลสและไฟทุกข์ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้. แม้ตรัสรู้แล้ว ไม่ทรงเคารพใครหรืออะไรทั้งสิ้น แต่ยังทรงเคารพพระธรรมอย่างเคร่งครัด, เมื่อพระพุทธเจ้าเองยังทรงเป็นถึงเช่นนี้แล้ว จะนับประสาอะไรกับพวกเรา ทั้งหลาย บรรดาที่กำลังทูนกงจักรไว้บนศีร์ษะ เพราะสำคัญเห็นเป็น ดอกบัว, ที่จะไม่ต้องอาศัยพระธรรม. เราทั้งหลาย จงมีความสนใจและหันหน้าเข้าหาพระ- ธรรมกันเถิด พระธรรมเป็นของสิ่งเดียว ที่สามารถดับไฟกิเลสและไฟ ทุกข์ ให้สิ้นไปจากบุคคลทุกคน ทุกวัย ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกอาชีพ การงาน และทุก ๆ สถานะการณ์ที่จะเกิดขึ้น. ไม่ว่าโลกนี้จะแปรผัน ไปอย่างไร โลกนี้จะพลิกหัวหกก้นขวิดอย่างไร, พระธรรมอย่างเดียว ยังคงเป็นที่พึ่งได้อยู่นั่นเอง และเป็นที่พึ่งได้ตลอดไป ไม่มีการเปลี่ยน แปลง,

น.191 ๑๘๖ เมื่อความจริงมีอยู่อย่างนี้ ขอเราทั้งหลายจงพยายาม เสาะแสวงหาธรรมะมาเลี้ยงใจ เหมือนกับที่แสวงหาข้าวปลาอาหารมา เลี้ยงกาย กันจงทุก ๆ คนเถิด การเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็จะมีความประเสริฐ สุด สมตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ ทุก ๆ ประการ ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว ก็จะเหมือนกับไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว. สาส์นนี้ จากเพื่อนพุทธบริษัท ถึงเพื่อนพุทธบริษัท ด้วยกัน จงช่วยส่งให้อ่านให้ฟังต่อ ๆ กันไปเถิด จักก่อให้เกิดการกระทำ ชนิดที่เป็นความสะอาด สว่าง และสงบ แก่ตัวเรา แก่บ้านเมืองของเรา และแก่โลกทั้งปวง ด้วยอำนาจของพระธรรมนั้นโดยไม่ต้องสงสัยเลย. จากธารน้ำไหล เขาพุทธทอง วันทำบุญตายาย ๕ ก.ย. ๙๗

น.192 แด่ เพื่อนสหธรรมิก ๒๔๙๗ เพื่อนสหธรรมิกทั้งหลาย ทั้งที่เป็นพระเถระและนวกะ ตลอด- ถึงสามเณรทั้งปวง. วันนี้เป็นวันที่ประชุมกัน เพื่อทำวัตรพระบรมธาตุเป็นประจำปี. แต่ผมไม่ได้มา เนื่องจากตลอดพรรษานี้ต้องขอโอกาสในการที่จะไม่ออกจากวัด จน ตลอดพรรษาเช่นเคย. ผมคาดคะเนเอาว่าถ้าผมมา ก็คงถูกขอร้องให้กล่าวข้อความ อย่างใดอย่างหนึ่งแก่ที่ประชุม เหมือนที่แล้ว ๆ มา, ถ้าเป็นเช่นนั้นอีกในปีนี้ ผม ขอกล่าวคำปรารภแด่เพื่อนสหธรรมิกทั้งหลาย สักเล็กน้อยดังต่อไปนี้ :-

น.193 ๑๘๘ เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น พระ- วรกายของพระองค์ปรากฏอยู่เป็นตัวแทนของสัจจธรรม เป็นที่รับสักการะเคารพของ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ครั้นพระองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว วัตถุเจดีย์ มีพระสารี- ริกธาตุของพระองค์เป็นต้น ได้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นตัวแทนของสัจจธรรม เพื่อรับ สักการะบูชาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายสืบไป. บัดนี้เราทั้งหลายประชุมกันถวาย สักการะ ทำความเคารพแต่สัจจธรรมอันเป็นเครื่องคุ้มครองสัตว์โลก โดยผ่านทาง พระสารีริกธาตุของพระองค์ซึ่งเป็นตัวแทน เช่นเดียวกันกับที่แม้พระองค์เอง ก็ทรง เคารพสัจจธรรมเป็นหลักอยู่จนตลอดพระชนมายุ. ๑ เพราะว่าใคร ๆ จะอยู่โดย ปราศจากที่เคารพนั้นไม่ได้. การเคารพพระธรรมอย่างไรนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงกระทำเป็นตัวอย่างแล้ว โดยการตั้งตัวอยู่ในธรรม และช่วยกันประกาศธรรม นั้นในฐานะเป็นสิ่งที่ต้องประกาศ ให้แผ่ไพศาลเป็นที่พึ่งของสัตว์ได้กว้างขวางออกไป. การทำดังนี้ ชื่อว่าเคารพพระธรรม ดังที่พระองค์ทรงกระทำ และทรงประสงค์ให้ พวกเราทั้งหลายกระทำตามสืบไป. ขอเราทุกคน จงอุทิศชีวิตเพื่อทำตามพระพุทธ- ประสงค์ข้อนี้. การตั้งตัวอยู่ในธรรมนั้น หมายถึงการเป็นอยู่โดยชอบ ชนิด ที่พระองค์ได้ตรัสไว้ในตอนที่จะเสด็จปรินิพพานว่า "ดูก่อนสุภัททะ, ถ้าภิกษุ ทั้งหลายจะพึงเป็นอยู่กันโดยชอบแล้วไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอร- หันต์ " ดังนี้. ข้อนี้ย่อมหมายถึงการเป็นอยู่โดยชอบ ตามหลักแห่งอริยมรรคมี องค์ ๘ ประการ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น นั่นเอง. แต่ถ้ากล่าวกันให้สั้น ๆ ฟังง่าย ๆ ยิ่งขึ้นไปอีก ก็กล่าวว่า ได้แก่การบวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง สั่งสอน ผู้อื่นจริง เพื่อทำโลกให้เป็นสุขจริง นั่นเอง. ขอพวกเราทั้งหลายจงได้อธิษฐานจิต ๑. ดูบาลี จตุก. อํ. ๒๑/๒๗/๒๑, หรือสะดวก อาจดูได้จากพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ น. ๑๓๙.

น.194 ๑๘๙ เพื่อการบวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง สอนเขาจริง ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก ทุก ๆ ปี ที่เรามาทำพิธีแสดงคารวะต่อสัจจธรรมอันคุ้มครองโลก โดยมีพระสารีริกธาตุนี้เป็น พยาน กันจงทุกคนเถิด จักเป็นที่สบพระพุทธหฤทัยเย็นแน่แท้ โดยไม่มีอะไร เสมอเหมือน. เป็นทั้งการตั้งอยู่ในธรรมและการ ประกาศธรรมอยู่ในตัวมันเอง อย่างครบถ้วน. แท้จริง การศึกษาเล่าเรียนนั้น จักต้องก้าวหน้า จนเลยขึ้นไป ถึงการปฏิบัติเสมอไป มิฉะนั้นแล้ว จะตกอยู่ในลักษณะที่เรียกกันว่า " หอบฟาง'. คือ มีแต่ฟางเฉย ๆ มากมายมหึมา หอบเอาไว้ แต่หามีเมล็ดข้าวไม่และเป็นของมี ราคาน้อยเกินไป. ในที่สุด จะไม่ได้ประสบความสงบสุข และเราจะต้องเสียใจ ทีหลังว่า งานที่เราทำไปจนตลอดชีวิตนั้น ไม่ได้ผลคุ้มกันกับการเสียสละของเราและ ไม่เป็นการตอบแทนพระคุณของพระพุทธองค์อย่างเหมาะสมกัน, เพราะฉะนั้น ตลอด พรรษากาลนี้ ขอให้พวกเราทุกคน ทั้งที่เป็นนักศึกษาและไม่เป็นนักศึกษา ล้วนแต่ ต้องพากันสังวรระวัง ประพฤติปฏิบัติในพระธรรมวินัย ให้ยิ่งกว่าพรรษาที่แล้วมา โดยที่เรามีความแน่ใจว่า สิ่งที่เราจะต้องประพฤติปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไปนั้น ยังมีอยู่ พระบาลีที่ว่า อญฺโญ เม อากปฺโป กรณีโย นั้นเป็นพระพุทธภาษิตที่เราจะต้อง นึกถึง หรือภาวนาไว้ประจำใจ เสมอ, ในที่สุดนี้ ผมผู้ไม่ได้มาร่วมประชุม ขอส่งความเคารพนับถือ และสามีจิกรรมอื่น ๆ มาพร้อมด้วยคำปรารภนี้ แต่เพื่อนสหธรรมิกทั้งหลาย. ขอให้ เพื่อนสหธรรมิกทั้งหลายทุกท่าน จงประสบความสำเร็จ ในกิจอันเป็นหน้าที่ของ ตน ๆ จงทุกท่านเทอญ. พุทธทาส อินฺทปญฺโญ วัดธารน้ำไหล เขาพุทธทอง ๑๗ กรกฎาคม ๒๔๙๗

น.195 เพื่อนสหธรรมิก ทั้งหลาย โดยเฉพาะบรรดาที่ ยังหย่อนพรรษายุกาล- เนื่องจากพรรษานี้ ผมขอโอกาสปลีกตัวตลอดพรรษาตามเคย จึงขอส่งความเคารพและความระลึกถึงมาแทน ด้วยถ้อยคำต่อไปนี้ บัดนี้ ยุคที่สมมติกันว่าเป็นยุคสำคัญได้มาถึงเข้าแล้ว คือปีที่ สมมติกับว่าเป็นกึ่งพุทธกาล. ทุกประเทศได้พยายามทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่เห็นว่า ประเสริฐที่สุด เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่เวลาอันสำคัญนี้. โดยเฉพาะประเทศเช่นลังกา นั้น ได้จัดทำสารบบสารานุกรมพระพุทธศาสนา ชักชวนขอร้องรัฐบาลที่เป็นพุทธ- บริษัทให้ร่วมมือกันทุกประเทศ เพื่อให้หนังสือนั้นสมบูรณ์จริง ๆ บรรจุความรู้เกี่ยวกับ

น.196 ๑๙๑ พุทธศาสนาทุกแขนงอย่างละเอียดพิศดารสิ้นเชิง จัดตามลำดับตัวอักษรเป็นเล่ม ๆ ไป ซึ่งคงจะมีปริมาณรวมกันไม่น้อยกว่าพระไตรปิฎก. สำหรับพวกเราที่เกิดในถิ่นนี้ มีความพาก พูมใจว่าได้รับ พุทธศาสนานานตั้ง ๒,๐๐๐ ปีแล้ว ย่อมเป็นเสมือนได้รับการอุปโลกน์ให้อยู่ในฐานะ เป็นพวกที่อยู่ในประเภทนำ จักต้องทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เป็นเครื่องเชิดชูเกียรติยศของ ตนเอง และของพระศาสนาเป็นพิเศษ. ผมเห็นว่าไม่มีทางใดที่จะแก้ตัว. ทางที่ดี ที่สุด ควรจะได้สะสางสิ่งบกพร่องต่าง ๆ ให้หมดสิ้นไป ให้รอบรู้ในสิ่งที่ควรจะรู้. ให้เป็นหมู่คณะที่ประกอบด้วยคุณธรรม ถึงขีดแห่งความปลื้มใจในตนเองได้จริง ๆ. สิ่งใดที่ยังบกพร่องล้าหลังแม้แต่เล็กน้อยก็ควรจะได้รับการแก้ไขเสียโดยด่วน. แม้ที่สุด แต่การที่พวกสามเณรของเรายังสวดสามเณรสิกขากันไม่ค่อยถูกต้องชัดเจน หรือยังไม่ ทราบคำแปลของปัจจยปัจจเวกขณ์ ดังนี้เป็นต้น ก็ควรจะได้รับการแก้ไขเสียโดยด่วน อย่าได้เห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เลย, ถ้าเห็นเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว อะไร ๆ ก็จะเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยหมด ในที่สุดก็ไม่มีอะไรที่ตนทำได้ดีถึงที่สุด มีแต่ ทำได้งู ๆ ปลา ๆ ไปเสียทุกสิ่ง. ผลร้ายจักเกิดขึ้นในขนาดที่จะทำลายหมู่คณะหรือ บ้านเกิดเมืองนอนของเราได้ ในโอกาสข้างหน้า. สำหรับการจำพรรษานั้น เป็นที่เชื่อได้ว่าในสมัยโบราณ ท่าน จำพรรษากันจริง ๆ ไม่ค่อยเร่ร่อนเหมือนสมัยนี้ ซึ่งดู ๆ ก็เที่ยวกันแทบจะไม่ผิดกับ กาลเวลานอกพรรษา. สิ่งที่ควรจะศึกษาและปฏิบัติให้มากเป็นพิเศษในพรรษา ก็เลย ไม่ได้ทำ. ดูแต่การสมาทานธุดงค์ง่าย ๆ เช่นเอกาสนิกังคะหรือปัตตปิณฑิกังคะ เป็นต้นเถิด ซักจะลางเลือนหรือสูญหายไปแล้ว แม้กระทั่งในพรรษา ซึ่งเป็นโอกาส ที่สะดวกและเหมาะสมที่สุด ที่จะถือการสมาทานเหล่านี้. หวังว่าพวกเรา จะไม่หา เรื่องเที่ยวในพรรษาเหมือนพวกอื่นบางพวก ที่ลืมตัวเกินไป. พึงระลึกไว้ว่า กาลเวลา

น.197 ๑๙๒ ในพรรษานี้เป็นคราวที่จะต้องมัธยัสถ์สำรวมเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดสัก ระยะหนึ่ง. การที่เราถือหลักนิยมว่าจะต้องมีการ บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง และสั่งสอนกันจริง ๆ ๕ อย่างนี้นั้น เราจักทำได้ดีเป็นพิเศษในระยะกาล แห่งพรรษานี้ด้วยเหมือนกัน. พระสงฆ์เมืองไชยา ต้องทำอะไรให้สมชื่อไชยา ที่แปลว่าชนะ จะต้องชนะกิเลส แล้วชนะคู่แข่งขันอื่น ๆ โดยทุกวิถีทาง. อุปัชฌาย์อาจารย์ของเราท่าน เคยเป็นมาแล้วอย่างนั้น และท่านหลับตาตายไปด้วยความหวังอยู่ว่าพวกเราทั้งหลาย จะทำตนอนุวัตต์ตามนั้น. เมื่อเราระลึกถึงคุณของบุรพาจารย์ ทั้งหลาย ของเราอยู่ เราจะต้องมีกำลังใจเพื่อเอาชนะให้ได้โดยแน่นอน. เมืองไชยาจะต้องเป็นเมืองที่ส่อง แสงสว่างในพระพุทธศาสนาแก่เมืองทั้งหลาย ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งเสมอไป. มิฉะนั้น ก็จะเสียที่ที่เป็นลูกหลานของบรรพบุรุษที่เคยทำไว้ดีมาก่อนแล้ว, ถ้าเราทำวัตรพระเถระกันด้วยวิธีที่บุรพาจารย์ของเราเคยทำมา เราก็จะต้องกล่าวว่า มยา กตํ ปุญฺญํ สามินา อนุโมทิตพฺพํ ซึ่งแปลว่า ความดีที่ ข้าพเจ้าได้ทำ ขอท่านจงอนุโมทนาด้วย. และว่า สามินา กตํ ปุญฺญํ มยุหํ ทาตพฺพํ ซึ่งแปลว่า ความดีที่ท่านได้ทำ ข้าพเจ้าขอมีส่วนด้วย. เหล่านี้เป็น การแสดงถึงความรัก ความสมัครสมานสามัคคี ปราศจากการอิจฉาริยากันประการ ใด. มุทิตาธรรมและความสามัคคีนี้ เป็นเครื่องมือ ศักดิ์สิทธิ์สำหรับ ความสำเร็จ ทุกประการ. ขอให้พวกเราผู้หวังจะกอบกู้หมู่คณะของตน จงได้ใช้เครื่องมืออันนี้ ให้สุดความสามารถเถิด. การทำวัตรก็จะไม่เป็นหมัน การรับมรดกของบุรพาจารย์ ทั้งหลายก็จะไม่เป็นหมัน. การพยายามทำตนให้เป็นคนไชยาอย่างสมชื่อ ก็จะไม่ เป็นหมันดุจกัน.

น.198 ๑๙๓ ผมได้ทำลายเวลาของท่านทั้งหลายไปมากแล้ว จึงขอยุติสาส์น แสดงความรักฉบับนี้ลงด้วยความหวังว่า ท่านทั้งหลายจะได้กรุณานำข้อความเหล่านี้ ไปตริตรองดู เห็นด้วยในส่วนใดแล้ว จงได้ขะมักเขม้นทำในส่วนนั้น จงทั่วกัน ทุกคนเถิด. พุทธทาส อินฺทปญฺโญ วัดธารน้ำไหล ๒๔ กรกฎาคม ๒๔๙๙.

น.199 ษิตกาลพจน์ บันทึกคำปราศัย ข อ ง พุทธทาส ภิกขุ ในโอกาสที่ผู้แทนพุทธสมาคม ฯ ได้มานมัสการ พระธาตุไชยา ท่านพุทธทาส ภิกขุ ได้ให้คำปราศัยในตอนกลางคืน มีใจความว่า ท่านรู้สึกยินดีที่ท่านผู้แทนได้มานมัสการพระธาตุไชยา ท่าน แสดงความรู้สึกยินดีแทนชาวอำเภอไชยา ทั้งฝ่ายฆราวาสและบรรพชิต. และว่าท่านมีความสัมพันธ์กับพุทธสมาคมมาตั้งแต่แรกเริ่มที่ได้ มีการก่อตั้งพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยขึ้น ได้รู้เรื่องราวความเป็นไปของสาเหตุที่ พุทธสมาคมจะได้ก่อตั้งขึ้น ซึ่งเมื่อประมวลลงแล้วก็จะได้หัวข้อ ๒ ประการ คือ :-

น.200 ๑๙๕ (๑ ) เพื่อเป็นการกู้หน้าประเทศไทยไว้ เพราะเมื่อพระ- โลกนาถ มาทำการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาเข้ามาใน ประเทศไทยได้ถามถึง พุทธสมาคม โดยที่ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกที่นับถือพระพุทธศาสนา ต่างก็มีพุทธสมาคมด้วยกันทั้งนั้น ประเทศไทยก็น่าจะมีด้วย ด้วยเหตุนี้จึงได้มีบุคคลสำคัญ ๆ ทั้งในวงราชการและ วงการค้าเห็นกันว่าควรจัดการก่อตั้งพุทธสมาคมขึ้น, ( ๒) เพื่อให้พุทธบริษัท ชาวไทยเราได้รับประโยชน์จากพุทธ- ศาสนาเต็มเปี่ยม วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งพุทธสมาคมขึ้น ในชั้นแรกได้วางแนว นโยบายไว้อย่างกว้างขวางมาก มีการส่งเสริมคันถธุระ วิปัสสนาธุระ มีการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาทั้งในและนอกประเทศ, ในประเทศอื่น ๆ ที่มีพุทธสมาคมเขาถือว่า สมาคมที่ใช้ ชื่อว่าพุทธสมาคมเป็นสมาคมที่สำคัญที่สุดในบรรดาสมาคมทางพุทธศาสนา ดังนั้น ผู้นับถือพระพุทธศาสนาในประเทศนั้น ๆ จึงรู้จักพุทธสมาคม และยินดีสนับสนุน ส่งเสริมอย่างเต็มความสามารถ ตรงข้ามกับในประเทศไทย โดยที่ประชาชนยังรู้จัก พุทธสมาคมกันน้อยมาก ทั้งนี้เนื่องจากกิจการของพุทธสมาคมในประเทศไทยยังไม่ เป็นที่สนใจของชาวพุทธโดยทั่ว ๆ ไป เพราะวิธีการของพุทธสมาคมยังไม่มีอะไร ดีไปกว่าที่ชาวบ้านเขาทำกัน อีกประการหนึ่ง ชาวบ้านมองพุทธสมาคมว่าเป็นสมาคม ทางราชการหรือกึ่งราชการ มิใช่เรื่องของชาวบ้าน. พระคุณเจ้าได้ฝากข้อคิดไว้ว่า เราเผยแพร่พุทธศาสนากัน พร่าเกินไปไม่ค่อยตรงจุด จนผู้รับเอาพลอยฟั่นเฝือไปด้วย ใจความสำคัญของพุทธ- ศาสนา สรุปแล้วก็มีสั้น ๆ ว่า สิ่งต่างเป็นอนิจจํ ทุกขํ อนตฺตา ไม่มีอะไรที่น่า จะเอา ไม่มีอะไรที่น่าจะเป็นกันด้วยความหลงใหลยึดถือ ถ้ามนุษย์ตั้งใจไว้อย่างนี้ อยู่เสมอแล้ว ความทุกข์จะไม่เกิดขึ้น ท่านได้ขอร้องให้สมาชิกพุทธสมาคมกระทำตน

น.201 ๑๙๖ ให้เป็นตัวอย่างที่ดีของชาวบ้าน ต้องศึกษาให้รู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องของพระพุทธศาสนา แล้วทำการเผยแผ่ไปถึงชาวบ้านด้วยการวางตนเสมอกันกับคนทั่วไป ขอให้คณะ- กรรมการและสมาชิกทุก ๆ ท่านได้ศึกษาและเข้าใจแล้วทำตนให้เข้าถึง "พุทธะ" โดย มีการ " สมาทานสัมมาทิฏฐิ" ที่ทำให้ไม่ยึดถือสิ่งใดในโลกด้วยความหลงใหลนั่นเอง เมื่อ "สัมมาทิฏฐิ" บังเกิดแก่ท่านแล้ว จงพยายามเผยแผ่ให้คนอื่นได้ทราบและเป็น “สัมมาทิฏฐิ" ขอให้พุทธสมาคมได้ดำเนินกิจการเผยแผ่ให้ถูกหลักวิชายิ่งขึ้น อย่าทำ เพียงสักแต่ว่าพอเป็นพิธี หรือทำตามธรรมเนียม อย่ากระทำตนให้เป็นคนละพวก กับชาวบ้าน อันที่จริง ถ้าจะกล่าวโดยทาง "ธรรม" แล้ว พุทธสมาคมหรือ พุทธ- บริษัทก็เป็นพวกเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นนั้นชั้นนี้ เพราะต่างก็มีสภาพแห่งความ เป็น "คน" คือต่างก็มีกิเลสที่จะให้เกิดความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น กิเลสก็เกิดจาก "ความ อยากจะเอาและอยากจะเป็นอะไรในโลกไม่มีที่สิ้นสุด" ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง "ความอยากจะมีอยากจะเป็น" ก็เนื่องมาแต่ความยึดถือตัวเดียว ถ้าไม่มีความยึดถือ แล้ว "ความไม่มีอะไรที่น่าเอาและความไม่มีอะไรที่น่าเป็น" ก็เกิดขึ้น นี่เป็นหลัก คำสอนสั้น ๆ ที่จะทำให้คนเข้าถึง " พุทธภาวะ " ที่แท้จริง คือจิตหลุดพ้นไม่เกาะ เกี่ยวในอะไร, หรือน้อมไปเพื่อนิพพานในที่สุด. ในที่สุดแห่งโอวาทของพระคุณเจ้า พระคุณเจ้าได้กล่าวคำ- อวยพรให้กิจการของสมาคมได้ ดำเนินไปตามแนว นโยบายที่ได้วางไว้แต่แรกเริ่มก่อตั้ง สมาคม ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว.

น.202 ขิตกาลพจน์ มาตุบูชานุสรณ์ เนื่องในการที่ผู้อุปถัมภ์ คณะธรรมทาน ถึงแก่กรรม การหาเงินมาใช้จ่ายเพื่อกุศลสาธารณประโยชน์ อย่างใดอย่าง- หนึ่ง ในขณะที่ยังไม่มีใครเขารู้จัก และไว้ใจนั้น นับว่าเป็นภาระหนักเท่าภูเขาหลวง. พวกเราคิดจะเปิดกิจการคณะธรรมทานและจัดสร้างสวนโมกขพลาราม ตลอดจนออก หนังสือพิมพ์พุทธศาสนาขึ้นในชนบทน้อย ๆ ห่างไกลนครหลวง ทั้ง ๆ ที่มหาชน ส่วนใหญ่ยังไม่เคยทราบว่า เราก็มีชีวิตอยู่ในโลกนี้กับเขาด้วยเหมือนกัน ปัญหาเรื่อง ความช่วยเหลือจากสาธารณชน จึงมืดมนจนไม่มีหวัง, เมื่อเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นที่ไหนบ้าง ก็ดูจะมีแต่คนที่ตั้งข้อสงสัยว่าเด็ก ๆ เหล่านี้ มันจะอวดดีไปถึงไหนกัน. เมื่อความ

น.203 ๑๙๘ มืดมนในทางการเงิน มีอยู่รอบด้านทุกทิศทุกทางเช่นนี้ เราจึงมีที่มองเห็นอยู่ผู้เดียว คือแม่. เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ ๑๗ ปีมาแล้ว แม้แต่แม่เอง ก็ไม่วายนึก สงสัยเช่นเดียวกับผู้อื่น ว่า "เด็ก ๆ เหล่านี้ จะอวดดีไปถึงไหนกัน จะทำความฉิบหาย หรือความเจริญกันแน่," แต่อาศัยความรักและสงสารในลูก ๆ รวมกันบ้างกับความ ไว้ใจที่ไม่เคยทำอะไรเหลวไหลมาก่อน แม่จึงยอมพิจารณาความประสงค์ และการ ต้องการความช่วยเหลือของ พวกเราอย่าง ยุติธรรมและละเอียดลออ และในที่สุด แม่ยอมให้ใช้เงิน " เพื่อนผี ” ๑ ของแม่เองทั้งหมด โดยแม่มีความกล้าพอที่จะผจญ กับความแก่ชราและความตายในอนาคต โดยไม่ต้องมีทุนสำรอง และไม่มีที่หวังอะไร มากไปกว่าความกตัญญูกตเวทีของลูกหลานข้างหน้า. "เงินเพื่อนผี" ของแม่ จึงถูก เปลี่ยนเป็น “ เงินบำเพ็ญบุญประจำตระกูลพานิช " ไปโดยคำสั่งของแม่เอง ตั้งแต่วันนั้น. ความกล้าหาญของแม่นั้น เป็นไปตามอำนาจแห่งเหตุผล. เราต้องตอบปัญหายาก ๆ หลายข้อที่แม่ถาม ซึ่งถ้าพลาดไปสักข้อหนึ่ง บางทีเรื่อง ของเราจะถึงกับยุติไปแล้วก็ได้. แม่เหมือนกับคนทั้งหลายในการที่อยากสร้างโบสถ์ สวย ๆ และอื่น ๆ เหมือนที่ผู้มีอายุมากคิดจะทำกัน. ต่อข้อถามที่ว่าไปสร้างกระท่อม เล็ก ๆ ทิ้งไว้ตามป่ารก และออกหนังสือพิมพ์ขายดังที่ใครเขาก็ทำกันอยู่หลายคน แล้วนั้น มันจะได้บุญอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนั้น. เราต้องตอบแม่ว่าทำเช่นนี้ได้บุญมาก กว่าสร้างโบสถ์สัก ๑๐ หลัง. เพื่อให้แม่หายงงและเข้าใจได้ เราต้องเปรียบเทียบด้วย การคำนวณ ว่าเมื่อกิจการของเราดำเนินไปถึงขั้นที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งเกิดความ สว่างในธรรมของพระพุทธเจ้า และคนจำนวนหนึ่ง เกิดความกระตือรือร้นในการ ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วเราก็ยังเห็นว่า โบสถ์สิบหลังนั้น ไม่ได้ทำอะไร ๑. "เงินเพื่อนผี” เป็นคำเฉพาะถิ่น หมายถึงเงินที่คนชรา มีไว้เพื่อการเจ็บไข้และการตาย ตลอดถึง การบำเพ็ญบุญให้ตัวเอง เมื่อตายแล้ว.

น.204 ๑๙๙ ที่เป็นแสงสว่างให้แก่มนุษย์อยู่นั้นเอง ไม่กระตุ้นใครให้วิ่งไปสู่ที่สงัดเพื่อการปฏิบัติ- ธรรม และในครั้งพุทธกาลก็ไม่เคยมีโบสถ์ แม้ในครั้งหลัง ๆ ต่อมาจะมีโบสถ์ ก็ไม่ ต้องสวย ๆ ราคาตั้งหมื่นตั้งแสนอย่างทุกวันนี้ แม้กิจการของเราจะลงทุนเพียงไม่กี่ร้อย ก็ยังให้แสงสว่าง และให้กำลังน้ำใจในการปฏิบัติธรรมแก่เพื่อนมนุษย์ยิ่งกว่าโบสถ์ ราคารวมกันตั้งล้านนั้นจะให้ได้ ผิดกันบ้างก็ตรงที่โบสถ์นั้น ๆ ตั้งอยู่ตระหง่านเป็นที่ เชิดหน้าชูตาคนสร้าง ส่วนเรื่องของเราไม่มีอะไรที่เป็นวัตถุตั้งอยู่ตระหง่านเช่นนั้นเลย เป็นเรื่องของฝ่ายนามธรรมมากกว่า. แต่เมื่อมานึกถึงว่า วัตถุเช่นโบสถ์เป็นต้น ที่สวยงามถึงขนาด ทำให้คนติดมัน จนกลายเป็นกรงขังจิตใจไปเสียแล้ว เรามา ทำหน้าที่เป็นฝ่ายตรงข้าม คือฝ่ายแก้ไข หรือปล่อยนักโทษเหล่านั้นออกจากเรือนจำ จะดีกว่า, ที่สุดพวกเรารู้ได้ว่าแม่เข้าใจและเห็นด้วย ทั้งที่หัวเราะ. ต่อข้อถามของแม่ที่ว่า ดูมันเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดพลิกแผ่นดิน พวกเรากำลังน้อยเช่นนี้ จะไม่เจียมตัวบ้างเทียวหรือ. เราชี้แจงให้แม่หายเข้าใจผิดว่า เราไม่สามารถถึงกับพลิกแผ่นดิน เราสามารถเพียงทำไปเรื่อย ๆ ตามสติกำลัง มีผล เท่าไร ก็เอาเท่านั้น แต่เราหวังอยู่ว่า การกระทำด้วยความจงรักต่อพระศาสนา ของเรานี้ อาจมีคนเอาไปคิดไปนึก แล้วอาจมีคนทำตามมากขึ้น จนกระทั่งผู้มีอำนาจ ท่านทำ หรือประชาชนทั้งโลกพากันทำมันก็อาจมีการพลิกแผ่นดินได้เหมือนกัน แม้เรา จะไม่ได้พลิกเอง ผลก็เท่ากัน เราคงยังเจียมตัว และไม่ต้องอกแตกตายเพราะข้อนั้น. แต่เราได้รับผลทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ซึ่งจะมากยิ่งกว่าโดยตรงเสียอีก. แม่ตั้งคำถามที่ไม่สู้ยากแก่การตอบอีกหลายข้อ แต่ก็ผ่านไปได้ เช่นเดียวกับข้อที่ยาก ๆ ข้างต้น เช่นถามถึงว่า มีความรู้พอที่จะทำกันได้หรือ. ใน เรื่องความรู้นี้ พวกเรามีหลักว่า ส่วนใหญ่แห่งกิจการของเรานั้น เป็นการกระตุ้นผู้ ที่มีการศึกษามาแล้ว ให้ขะมักเขม้นในการปฏิบัติธรรม ตามความรู้ที่เรียนมาแล้ว

น.205 ๒๐๐ มากกว่าที่เราจะตั้งตนเป็นครูสอนเขา และเราทำตนเป็นผู้อุปฐากหรือให้ความสะดวกแก่ผู้ตั้งใจปฏิบัติ ตามที่เราจะทำได้ (ตามที่เคยประกาศในหนังสือพิมพ์พุทธสาสนาให้เป็นที่ทราบทั่วกันแล้ว) ต่างหาก ส่วนความรู้อื่น ๆ เป็นพิเศษนั้น เชื่อว่าเราพอจะหามาแจกจ่ายเป็นธรรมทานได้สมกับที่เป็นองค์การเล็ก ๆ ในชนบทบ้านนอก แม้จะบกพร่องบ้างก็คงมีคนให้อภัย. ส่วนความคิดเห็นส่วนตัวในฐานะเป็นเอกชนคนหนึ่งนั้น เรามีมากพอในปัญหาที่ว่าเราจะช่วยกันส่งเสริมพระศาสนาของเราได้อย่างไร และอาจเป็นการแลกเปลี่ยนกับผู้อื่นได้ด้วย. ทั้งหมดนี้ จะเป็นผลดีแกพระศาสนาแน่นอน. ทั้งยังไม่มีใครทำกันเป็นกิจจลักษณะ นับว่าเราทำในส่วนที่ยังขาดอยู่ให้เต็ม. เมื่อแม่ได้มีโอกาสนึกทบทวนนานพอสมควรแล้ว วันหนึ่งก็ได้ สั่งให้ทำหนังสือพินัยกรรมขึ้นเป็นหลักฐาน ตามข้อความสำคัญที่ตกลงกันในวันก่อน และในที่สุดกิจการของคณะธรรมทานก็เกิดขึ้นเป็นรูปร่าง ดำเนินมาด้วยความเสียสละของพวกเราพร้อมญาติมิตรบางคน. หนังสือพิมพ์พุทธสาสนารายตรีมาสแรกออก ยังไม่มีใครรู้จักเลยในโลก ต้องแจกฟรีด้วยวิธีให้คูปอง ขอแต่ค่าแสตมป์ส่งหนังสือเท่านั้น เป็นดังนี้ตลอดปีแรก ทำให้เป็นที่น่าหวั่นไหวทางด้านการเงินก็ดี คนบางพวกแปรความหมายของพวกเราผิด เห็นการกระทำของพวกเราว่าเป็น " ศิษย์นายนรินทร์กลึง" ไปก็ดี ตลอดจนพระที่อยู่ในสวนโมกขพลาราม ถูกคนบางคนเข้าใจว่าเป็นคนบ้าก็ดี : เหล่านี้ได้เกิดเป็นความอลเวงขึ้นในยุคแรก ๆ ของคณะธรรมทาน แต่เดชะบุญที่แม่ก็ยังยิ้มได้เหมือนกับพวกเรา มิฉะนั้นความเลิกล้มก็จะมีขึ้นตั้งแต่ขณะนั้น ถ้าหากแม่ออกปากมาคำเดียวว่า หยุด.

น.206 ๒๐๑ ด้วยเหตุนี้เองในบรรดาสิ่งทั้งหลายที่เป็นอนุสรณ์ถึงแม่ อัน ติดตรึงอยู่ในใจพวกเรานั้น ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าเหตุการณ์ในตอนนี้ ซึ่งหมายถึง ความรัก ความไว้วางใจ ความอดทน และความกล้าหาญของแม่ ที่เสียสละไปในการสนับสนุนกิจการของคณะธรรมทาน จนฝ่าพายุใหญ่ไปได้. แม้ในตอนแรก ๆ แม่จะไม่ได้รับความปลื้มอกปลื้มใจจากกิจการของคณะธรรมทาน เพราะมีแต่เมฆหมอกแห่งอุปสรรคและความอดทน ก็ตาม หลายปีต่อมา พวกเราค่อยมีความสุข ที่เห็นแม่เกิดปีติปลื้มใจในกิจการที่ทำได้บ่อย ๆ. บางวันมีหนังสือส่งมาจากต่างถิ่น ประกาศความรู้สึกอนุโมทนาในกิจการของคณะธรรมทานด้วยใจจริงตั้งหลายฉบับ บางรายยืน- ยันถึงความสว่างแจ่มแจ้ง ซึ่งเขาได้รับจากหนังสือพิมพ์พุทธสาสนาของคณะธรรมทาน โดยเฉพาะ อย่างที่จะขอบใจไม่ถูก เป็นว่าเรามีพยานรับสมต่อแม่ในข้อที่ว่ากิจการของเราที่จัดขึ้นนี้ ทำความสว่างให้เกิดขึ้นในหัวใจมนุษย์ มากกว่าที่โบสถ์สวย ๆ ๑๐ หลัง ทำให้ได้ ดังที่เคยเป็นปัญหาเมื่อตอนต้น ๆ. ยิ่งนานวันเข้า จดหมายประเภทนี้ก็ทวีมากยิ่งขึ้น จนไม่เป็นที่สนใจของแม่ เป็นอันว่าพวกเราได้เปลื้องข้อผูกพัน ซึ่งเคยเป็นความพะวงสงสัย ออกไปได้สิ้นเชิงแล้ว. เราสามารถทำกุศลเจตนาของแม่ ให้เต็มเปี่ยมทั้ง ๓ กาลแล้ว ! ต่อมา กิจการของเราปรากฏว่ามีผู้เอาอย่าง. หนังสือพิมพ์ ทางศาสนาเกิดมีออกเพิ่มขึ้นใหม่ ๆ. ที่เคยออกแล้วหยุดไปนาน นับตั้งสิบ ๆ ปี ก็ลุกขึ้นมาใหม่ทันที. สวนสงัดตามหลักการของสวนโมกขพลาราม ก็เกิดมีขึ้นเป็นแห่ง ๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้ว ก็ปรับปรุงกันใหม่ และได้ติดต่อกัน โดยมีคณะธรรมทานเป็นสื่อกลาง กิจการแบบโรงเรียนพุทธนิคม ก็กำลังอยู่ในความสนใจของผู้มีกำลังและความคิดอยู่ทั่ว ๆ ไป ที่ปรากฎว่าได้ลงมือทดลองดำเนินตามแล้วก็มี. เป็นที่เห็นชัดกันอยู่ว่า ผู้มีกำลังเหล่านั้น จะต้องทำได้เป็นปึกแผ่นมั่นคงดีกว่าพวกเรา ซึ่งมี

น.207 ๒๐๒ กำลังน้อยและทำพอเป็นตัวอย่าง มากกว่าที่จะเป็นการออกหน้าออกตาของประเทศชาติ ได้. ในที่สุดก็กล่าวได้ว่าแม่ได้เห็นประจักษ์ชัดด้วยตาตนเอง ตลอดเวลา ๑๗ ปีที่แล้ว มาจนกระทั่งวันถึงแก่กรรม เมื่อเวลา ๔.๐๐ น. ของวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๔๙๑ การที่คณะธรรมทานก่อรูปขึ้นมาได้ ในท่ามกลางความมืดมน ทางการเงิน มีแม่ผู้เดียวเป็นผู้ช่วยบันดาลความสำเร็จก็ดี การที่แสงสว่างเกิดขึ้นใน ดวงใจของเพื่อนมนุษย์ เท่าที่มีมูลมาจากกระทำของคณะธรรมทานก็ดี และกำลังใจ ที่เกิดขึ้นแก่เพื่อนพุทธบริษัททั้งหลาย ในการช่วยกันรื้อฟื้นและส่งเสริมการปฏิบัติ- ธรรมและพระศาสนาในด้านอื่นทั่วไป อันมีมูลมาจากคณะธรรมทานในเบื้องต้นก็ดี เหล่านี้เราขอจบหัตถ์ ยกขึ้นเป็นเครื่องสักการะอัษฐิของแม่อีกวาระหนึ่ง. และเนื่อง จากเราจนทรัพย์ จึงไม่สามารถบำเพ็ญทักษิณาทานอันมีขนาดใหญ่หลวงแก่แม่ และ แม้จะมีวิชาความรู้บ้าง ก็อยู่นอกความนิยมของสังคมที่ทรงอำนาจส่วนใหญ่ ฉะนั้น จึงขอวิงวอนสังคมส่วนน้อย เฉพาะเท่าที่เข้าใจและพอใจในกิจการของคณะธรรมทาน ได้ดี จงช่วยกันสวดภาวนา เพื่อสุคติของแม่ ผู้ล่วงลับไปโดยร่างกาย สู่ปรโลกแล้ว โดยพร้อมเพรียงกันเถิด. ลูก และ หลาน.

น.208 พิมพ์ที่โรงพิมพ์อักษรสาสน์ เลขที่ ๔๐ ถนนเฟื่องนคร พระนคร โทร. ๒๑๑๓๙ นายสมบูรณ์ ทองแท้ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ต.ค. ๐๗

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต