Buddhadasa.org

ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ ตอนที่ ๖ — มาฆบูชา ๒๔๘๕

ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ (๒๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.29 สิ่งควรคิดในคาบแห่งสมัยมาฆบูชานี้ คือบรรดา พระ อรหันต์ และ การประชุม ครั้งสำคัญของพุทธศาสนา ! เราจงมาถือเอาคติแห่ง สมัยมาฆบูชาให้ได้ตามที่ควร ! ผู้ที่แห้งสนิทจากฝนคือกิเลส เป็นอิสสระจากอารมณ์ที่กดทับดวง ใจทั้งปวงนั้น คือพระอรหันต์. โดยส่วนใหญ่ พอจะเปรียบได้กับผีเสื้อตัวสวยบินโบก ไปมาในอากาศโดยปราศจากความทุกข์ร้อนแต่อย่างใด. พวกที่ยังเปียกแฉะอยู่ด้วย ความหลงไม่รู้จริง จนมีความโลภโกรธหลงเป็นเจ้าเรือนนั้น คือบุถุชน. ซึ่งในบาง

น.30 ๒๔ แง่ พอจะเปรียบกันได้กับหนอนตัวแก้ว หรือตัวดักแด้ที่ยังอ่อนอยู่ ยังไม่สามารถ โบกบินไปในอากาศ. ถ้าบุถุชนเรา รู้จักพระอรหันต์ได้ถูกต้องจริง ๆ แล้ว ก็คงจัก ทะเยอทะยานเพื่อจะเป็นพระอรหันต์ เช่นเดียวกับที่ถ้าตัวหนอนผีเสื้อรู้จักผีเสื้อตัวที่ แก่ได้ดีแล้ว มันก็จะทะเยอทะยานเพื่อจะเป็นผีเสื้อตัวแก่นั้นเสียโดยเร็ว ฉันใดก็ ฉันนั้น. แต่จงพิจารณาดูตัวหนอนที่มัวแต่กัดกินยอดไม้ และตัวดักแด้ที่อยู่ในกะเปาะ แข็งของมันนั้นเถิด มันหลับหูหลับตาของมันอย่างไร และมันจะรู้จักตัวผีเสื้อที่บินโบก ไปมาอยู่เบื้องสูงนั้นอย่างไรได้ ว่านั่นคือบิดามารดาและญาติของมัน ที่เป็นอิสสระไป แล้ว. โดยทำนองเดียวกันนี้ หนอนดักแด้คือบุถุชน. ซึ่งทั้งที่ในวันอนาคตข้างหน้า ตนก็จะเป็นพระอรหันต์กะเขาคนหนึ่ง, แต่ในบัดนี้ ก็ยังกำลังไม่รู้จักตัวผีเสื้อกล่าวคือ พระอรหันต์อยู่นั่นเอง. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ไฉนจักหยั่งรู้เลยไปถึงรสแห่งสุคนธชาติ อันหอมหวาน ในใจกลางแห่งดอกไม้อันสวยงามนั้นได้เล่า. พระอรหันต์ ! พระอรหันต์ !! นี่คือคำที่ฟังยากอย่างที่สุด. เช่นเดียวกับคำว่า "น้ำหวานในดอกไม้” เป็นของฟังยากที่สุดสำหรับตัวหนอนและตัว ดักแด้นั้นเหมือนกัน. ถ้าเราท่านทั้งหลายจะฟังไม่ออกเอาเสียเลย การทำพิธีมาฆบูชา ของเราในคาบนี้ ก็จะไร้ความหมาย และกลายเป็นการเล่นสนุกอย่างของเด็ก ๆ หรือ อะไรอย่างหนึ่ง เท่านั้น. เพราะว่าวันนี้ เป็นวันประชุมใหญ่ของพระอรหันต์ ซึ่ง มีจำนวนถึง ๑,๐๐๐ เศษ และเป็นการประชุมครั้งสำคัญครั้งเดียว ซึ่งมีพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าเป็นประธานของที่ประชุม. พวกเราจึงพากันมาทำพิธีมาฆบูชา เพื่อเป็นที่ ระลึกแด่ท่าน. ถ้าเรารู้จักท่านจริง ๆ เหมือนตัวผีเสื้อรู้จักผีเสื้อด้วยกัน มิใช่ ตัวแก้วหรือตัวดักแด้รู้จักตัวผีเสื้อ แล้ว เสียงว่าพระอรหันต์ ก็จะดังก้องขึ้นเอง ในโสตประสาทของเราและเกิดมาจากภายในห้วงแห่งดวงใจอันลึกซึ้ง. และพร้อม กันนั้น "รสแห่งน้ำหวานในดอกไม้” ก็จะซึมซาบขึ้นมาเองที่ชิวหาประสาทแห่งดวงใจ

น.31 ๒๕ ของเราบ้าง ไม่มากก็น้อย อันเป็นรสชนิดเดียวกันกับที่ท่านเหล่านี้มีซึมซาบอยู่เอง เป็นธรรมดา. กายของเราก็ถูกอาบรดด้วยตัวธรรมแท้. แล้วเราก็จะเข้าใจความหมาย แห่งคำว่า "พระอรหันต์" เพิ่มมากขึ้นอีกครั้งหนึ่งในขณะนั้น. และเป็นอันว่าเรา ได้คติจากสมัยมาฆบูชาของเรา จากเสียงที่ว่า พระอรหันต์ ๆ อย่างไม่เสียหลาย. ทีนี้เรามาถึงคำที่ว่า การประชุมใหญ่. เราประชุมกันทำมาฆบูชา ในวันเพ็ญแห่งเดือนมาฆะคือเดือน สามทุกปี. ถ้าเราทุกคนที่มาประชุม รู้จักพระอรหันต์ได้ถูกต้องตามนัยที่กล่าวมา ก็จะ ได้ชื่อว่า มีการประชุมใหญ่ของ "ศิษย์พระอรหันต์ !" และยิ่งกว่านั้น ถ้าหากว่า ในขณะนั้น ดวงใจของเราทุก ๆ อาบรดอยู่ด้วย "รสหวานแห่งดอกไม้" ตามนัยที่ว่า มา ก็จะได้ชื่อว่า เราทุก ๆ คนต่างอัญเชิญองค์พระอรหันต์มาด้วยองค์หนึ่ง ๆ ทุก ๆ คน ! การประชุมใหญ่นี้ ก็มีทั้งพระอรหันต์ และศิษย์ของท่าน !! ครั้นกลับไปที่อาศัย ผู้ที่ไม่ประมาทย่อมยึดเอารสแห่งธรรมไว้ เป็นของประจำตัวได้ ไม่ตกร่วงเสียเมื่อออกจากที่ประชุม ซึ่งเป็นการฟักตัวให้หลุดจาก กะเปาะฟองได้โดยเร็ว. ครั้นได้ยินคำว่าพระอรหันต์เข้าในที่ใด หรือเมื่อใดอีก ความรู้สึกอันก่อน ย่อมมีประจำขึ้นมาเอง และเพิ่มมากขึ้นกว่าเก่า ในที่สุดก็เป็น ผีเสื้อที่กล้าแข็ง ไม่รู้จักทุกข์ร้อน และไม่รู้จักตายอีกต่อไป. กอไผ่กอใหญ่ ย่อมมีแขนงยึดกันซับซ้อนแน่นขนัดยัดเยียดอยู่ กะลำ อันเบียดชิดกันอยู่ของมันเอง แต่หน่อของมันก็สามารถโผล่ขึ้นกลางกอ และ เจริญงอกงามเป็นลำใหญ่สมบูรณ์ด้วยแขนงเช่นเดียวกัน โดยไม่ติดขัด. ทั้งนี้ เพราะ ว่าหน่อไผ่นั้น ส่งยอดอันเกลี้ยงของมันขึ้นไปได้อย่างน่าดู. เพราะฉะนั้น ในบาง คราว พระอรหันต์จึงถูกเปรียบด้วยหน่อไผ่ ซึ่งหมายความว่าหลีกออกมาจากรกชัฏอัน แน่นหนาของโลกได้ โดยง่ายดาย.

น.32 ๒๖ ในบางแห่ง พระอรหันต์ถูกเปรียบไว้ด้วยนอแรด คือเป็น ของเดียวโดดไม่มีอะไรเกี่ยวเกาะได้. เป็นผู้อิสสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้การจ้าง หรือสิน- น้ำใจของผู้ใด, ไม่อยู่ภายใต้อำนาจของใคร. ไม่ติดสถานที่ ไม่ติดบุคคล ไม่ติดรส อาหาร, และที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่ติดตัวเอง. ในการอาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีพเป็นอยู่นั้น พระอรหันต์ถูกเปรียบ ด้วยแมลงผึ้ง, ผึ้งเที่ยวหาน้ำหวานตามดอกไม้ โดยกลีบหรือส่วนใดของดอกไม้ และ สีหรือกลิ่นของดอกไม้ ไม่ยับเยินหรือเสียไป ทั้งยังคงติดลูกติดผลได้ด้วยการช่วย ผสมเกษรของตัวแมลงนั้นเสียอีก. พระอรหันต์เป็นมุนี เที่ยวแสวงบิณฑบาตแต่ เพียงเยียวยาอัตตภาพ โดยไม่ต้องมีใครได้รับความเดือดร้อนซ้ำยังอำนวยบุญอันเป็น ที่ตั้งแห่งประโยชน์สุข ให้สำเร็จแก่ทายกนั้น ๆ ตามสมควรแก่ความที่ท่านเป็นทักชิ- เณยยบุคคล. ออกจากเมืองนั้นสู่เมืองนี้ เมืองนี้ไปสู่เมืองโน้น เช่นเดียวกับผึ้งออกจาก ดอกไม้ดอกนี้ไปสู่ดอกโน้น โดยไม่หยุดหย่อน ก็ไม่เป็นอันตรายหรือเป็นที่รังเกียจ แก่สิ่งใดหรือผู้ใด. เมื่อเปรียบกับการเดินทางด้วยเรือในทะเล พระอรหันต์ถูก เปรียบด้วยเรือที่ไม่แล่นและไม่จอด. ไม่แล่น เพราะหมดวัฏฏสงสาร. ไม่จอด เพราะ หมดภพ ไม่ติดอยู่ในภพนั้นภพนี้ ซึ่งเป็นเสมือนการจอด. เพราะไม่แล่นและไม่ จอด จึงเป็นผู้ข้ามขึ้นฝั่งโลกุตตระไปแล้ว. คนแล่นก็ลอยเต็งไม่สิ้นสุด, คนจอดก็ติด อยู่ณะที่นั้นเอง เช่นเดียวกับคนจมเหมือนกัน. เมื่อเปรียบกับคนตกทะเล พระอรหันต์เป็นพวกที่ว่ายเข้าถึง ฝั่งขึ้นบกได้ด้วยความสวัสดี. พวกนอกนั้นกำลังจมน้ำตายบ้าง กำลังว่ายอยู่บ้าง เพิ่ง จะเข้าถึงฝั่งบ้าง. เมื่อจิตต์ใจของพวกอื่นมัวว่ายอยู่ในน้ำคือความโง่ของตัวเอง พระ- อรหันต์ท่านนั่งอยู่บนบก กล่าวคือความรู้ ความบริสุทธิ์ และความสุขสงบเย็นรวม กันเป็นองค์สาม.

น.33 ๒๗ เพียงเท่านี้ ก็เป็นตัวอย่างอันแสดงว่า พระอรหันต์เป็นผู้ที่ ประกอบคุณธรรม ประเภทที่เป็นความแห้งสนิทสักเพียงไร. ความยากจนเป็นเสมือน ความเปียก, คนจนจึงกระหยิ่มที่จะเป็นคนมั่งมี โดยคิดว่านั้นเป็นคนแห้ง. ครั้นรู้ รสอันแท้จริงของความมั่งมีแล้ว ก็รู้อีกว่าความมั่งมีนั้นก็เป็นความเปียกด้วยเหมือนกัน แต่เป็นน้ำอีกชนิดหนึ่ง. คนมั่งมีจึงกระหยิ่มที่จะเป็นคนมีอำนาจวาสนา เช่นเป็น ราชา หรือมหาราชา. ครั้นรู้รสแห่งความเป็นมหาราชาเข้า ก็พบว่านี่ก็เป็นความ เปียกอีกเหมือนกันนั่นแหละ และเป็นน้ำอีกชนิดหนึ่ง จึงกระหยิ่มต่อไปอีก เช่น กระหยิ่มเพื่อเป็นเทวดา. แต่จะเป็น อย่างไรก็ตาม ถ้ายังตกอยู่ภายใต้ความหลง ไม่ รู้จักสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงมันก็ไม่พ้นที่จะเป็นเพียงความเปียกชนิดหนึ่งเท่านั้น. เมื่อ ได้ท่องเที่ยว และได้ผ่านจนรู้รสมาแล้ว ก็อยากข้ามขึ้นพ้นสิ่งเหล่านั้น. หยังทราบ ได้โดยอนุมานแล้ว ก็กระหยิ่มใคร่เพื่อจะเป็นพระอรหันต์ อันเป็นความแห้งสนิท อย่างแท้จริง. ในวันเช่นวันนี้ ( เพ็ญเดือนสาม ), ท่านผู้แห้งสนิททั้งหลาย ได้ประชุมกัน. เรามาประชุมกันทำพิธีในวันนี้ ก็เพื่อเป็นที่ระลึกแต่ท่านเหล่านั้น เพราะฉะนั้น เราจึงต้องเป็นผู้แห้งสนิท, หรือเป็นฝักฝ่ายแห่งบุคคลผู้แห้งสนิทด้วย โดยไม่ลืมเสีย. พุทธทาส ภิกขุ ๑๘ ธันว. ๘๔ 1

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต